คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามแต่ละฉบับให้เรียงเทียบกัน และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ศาสนา · พระสุตตันตปิฎก ·

เล่ม ๒๔ · อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต

ข้ออื่นในเล่มนี้

กิมัตถิยสูตรเจตนาสูตรสีลสูตรอุปนิสาสูตรอานันทสูตรสมาธิสูตรสาริปุตตสูตรสัทธาสูตรสันตสูตรวิชชยสูตรเสนาสนสูตรอังคสูตรสังโยชนสูตรขีลสูตรอัปปมาทสูตรอาหุเนยยสูตรนาถสูตร ที่ ๑นาถสูตร ที่ ๒อริยวสสูตร ที่ ๑อริยวสสูตร ที่ ๒สีหสูตรอธิมุตติสูตรกายสูตรมหาจุนทสูตรกสิณสูตรกาลีสูตรมหาปัญหาสูตร ที่ ๑มหาปัญหาสูตร ที่ ๒โกศลสูตร ที่ ๑โกศลสูตร ที่ ๒อุปาลิสูตรที่ ๑อุพพาหสูตรอุปสัมปทาสูตรนิสสยสูตรอุปาลิสังฆเภทสูตรอุปาลิสามัคคีสูตรอานันทสังฆเภทสูตรอานันทสังฆสามัคคีสูตรวิวาทสูตรวิวาทมูลสูตร ที่ ๑วิวาทมูลสูตร ที่ ๒กุสินาราสูตรปเวสนสูตรสักกสูตรมหาลิสูตรอภิณหปัจจเวกขณธรรมสูตรสรีรัฏฐธรรมสูตรภัณฑนสูตรสจิตตสูตรสาริปุตตสูตรฐิติสูตรสมถสูตรปริหานสูตรสัญญาสูตร ที่ ๑สัญญาสูตร ที่ ๒มูลสูตรปัพพชิตสูตรอาพาธสูตรอวิชชาสูตรตัณหาสูตรนิฏฐาสูตรอเวจจสูตรสุขสูตร ที่ ๑สุขสูตร ที่ ๒นฬกปานสูตร ที่ ๑นฬกปานสูตร ที่ ๒วัตถุกถาสูตร ที่ ๑วัตถุกถาสูตร ที่ ๒อากังขสูตรกัณฏกสูตรอิฏฐสูตรวัฑฒิสูตรมิคสาลาสูตรอภัพพสูตรกากสูตรนิคันถสูตรอาฆาตวัตถุสูตรอาฆาตปฏิวินยสูตรวาหุนสูตรอานันทสูตรปุณณิยสูตรพยากรณสูตรกัตถีสูตรอัญญสูตรอธิกรณสูตรพยสนสูตรโกกาลิกสูตรพลสูตรกามโภคีสูตรเวรสูตรทิฏฐิสูตรวัชชิยสูตรอุตติยสูตรโกกนุทสูตรอาหุเนยยสูตรเถรสูตรอุปาลีสูตรอภัพพสูตรสมณสัญญาสูตรโพชฌงคสูตรมิจฉัตตสูตรสัมมัตตสูตรอวิชชาวิชชาสูตรนิชชรวัตถุสูตรโธวนสูตรติกิจฉสูตรวมนสูตรนิทธมสูตรอเสขสูตรอเสขธรรมสูตรอธรรมสูตร ที่ ๑อธรรมสูตร ที่ ๒อธรรมสูตร ที่ ๓อาชินสูตรสคารวสูตรโอริมสูตรปัจโจโรหณีสูตร ที่ ๑ปัจโจโรหณีสูตร ที่ ๒ปุพพังคสูตรอาสวสูตรปริสุทธิสูตรอุปปันนสูตรมหัปผลสูตรปริโยสานสูตรเอกันตสูตรภาวิตสูตร ที่ ๑ภาวิตสูตร ที่ ๒ภาวิตสูตร ที่ ๓ภาวิตสูตร ที่ ๔มิจฉัตตสูตรสัมมัตตสูตรสาธุสูตรอริยธรรมสูตรกุสลสูตรอรรถสูตรธรรมสูตรอาสวธรรมสูตรสาวัชชธรรมสูตรตปนิยธรรมสูตรอาจยคามิธรรมสูตรทุกขทรยธรรมสูตรทุกขวิปากธรรมสูตรอริยมรรคสูตรกัณหมรรคสูตรสัทธรรมสูตรสัปปุริสธรรมสูตรอุปปาเทตัพพธรรมสูตรอาเสวิตัพพธรรมสูตรภาเวตัพพธรรมสูตรพหุลีกาตัพพธรรมสูตรอนุสสริตัพพธรรมสูตรสัจฉิกาตัพพธรรมสูตร๑. ปุคคลวรรคปัจโจโรหณีสูตร ที่ ๑ปัจโจโรหณีสูตร ที่ ๒สคารวสูตรโอริมสูตรอธรรมสูตร ที่ ๑อธรรมสูตร ที่ ๒อธรรมสูตร ที่ ๓ติวิธสูตรสปริกกมนสูตรจุนทสูตรชาณุสโสณีสูตรสาธุอสาธุสูตรอริยานริยธรรมสูตรกุสลากุสลสูตรอัตถานัตถสูตรธรรมาธรรมสูตรสาสวานาสวสูตรสาวัชชานวัชชสูตรตปนิยาตปนิยธรรมสูตรอาจยคามยาปจยคามิธรรมสูตรทุกขุนทรยสุขุนทรยธรรมสูตรทุกขวิปากสุขวิปากธรรมสูตรอริยมรรคานริยมรรคสูตรกัณหมรรคสุกกมรรคสูตรสัทธรรมาสัทธรรมสูตรสัปปุริสธรรมาสัปปุริสธรรมสูตรอุปปาเทตัพพานุปาเทตัพพธรรมสูตรอาเสวิตัพพานาเสวิตัพพธรรมสูตรภาเวตัพพาภาเวตัพพธรรมสูตรพหุลีกาตัพพาพหุลีกาตัพพธรรมสูตรอนุสสริตัพพานนุสสริตัพพธรรมสูตรสัจฉิกาตัพพาสัจฉิกาตัพพธรรมสูตร๕. เสวิตัพพาเสวิตัพพวรรคยถาภตสูตรมาตุคามสูตรอุปาสิกาสูตร ที่ ๑อุปาสิกาสูตร ที่ ๒ธรรมปริยายสูตรกรรมสูตร ที่ ๑กรรมสูตร ที่ ๒กรรมสูตร ที่ ๓พราหมณสูตร๒. ทุติยวรรค ๓. ตติยวรรคกิมัตถิยสูตรเจตนาสูตรอุปนิสาสูตร ที่ ๑อุปนิสาสูตร ที่ ๒อุปนิสาสูตร ที่ ๓พยสนสูตรสัญญาสูตรมนสิการสูตรอเสขสูตรโมรนิวาปนสูตรมหานามสูตร ที่ ๑มหานามสูตร ที่ ๒นันทิยสูตรสุภูติสูตรเมตตาสูตรทสมสูตรโคปาลกสูตรสมาธิสูตร ที่ ๑สมาธิสูตร ที่ ๒สมาธิสูตร ที่ ๓สมาธิสูตร ที่ ๔พระสูตรที่ไม่สงเคราะห์ด้วยปัณณาสก์

ศาสนา · พระสุตตันตปิฎก

ตัณหาสูตร

อ่านตัวบท · ไม่ตีความข้อ ๖๒พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๖ อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต๑ ข้อ๒ ฉบับ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · Public domain (term expired) — operator determination

บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๔ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๖ อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต ตัณหาสูตร

ข้อ ๖๒อรรถกถา

ปุริมา ภิกฺขเว โกฏิ น ปญฺญายติ ภวตณฺหาย อิโต ปุพฺเพ ภวตณฺหา นาโหสิ อถ ปจฺฉา สมฺภวีติ เอวญฺเจตํ ภิกฺขเว วุจฺจติ อถ จ ปน ปญฺญายติ อิทปฺปจฺจยา ภวตณฺหาติ ภวตณฺหมฺปหํ ภิกฺขเว สาหารํ วทามิ โน อนาหารํ โก จาหาโร ภวตณฺหาย อวิชฺชาติสฺส วจนียํ อวิชฺชมฺปหํ ภิกฺขเว สาหารํ วทามิ โน อนาหารํ โก จาหาโร อวิชฺชาย ปญฺจนีวรณาติสฺส วจนียํ ปญฺจ นีวรเณปหํ ภิกฺขเว สาหาเร วทามิ โน อนาหาเร โก จาหาโร ปญฺจนฺนํ นีวรณานํ ตีณิ ทุจฺจริตานีติสฺส วจนียํ ตีณิปหํ ภิกฺขเว ทุจฺจริตานิ สาหารานิ วทามิ โน อนาหารานิ โก จาหาโร ติณฺณํ ทุจฺจริตานํ อินฺทฺริยาสํวโรติสฺส วจนียํ อินฺทฺริยาสํวรมฺปหํ ภิกฺขเว สาหารํ วทามิ โน อนาหารํ โก จาหาโร อินฺทฺริยาสํวรสฺส อสตาสมฺปชญฺญนฺติสฺส วจนียํ อสตาสมฺปชญฺญมฺปหํ ภิกฺขเว สาหารํ วทามิ โน อนาหารํ โก จาหาโร อสตาสมฺปชญฺญสฺส อโยนิโส มนสิกาโรติสฺส วจนียํ อโยนิโส มนสิการมฺปหํ ภิกฺขเว สาหารํ วทามิ โน อนาหารํ โก จาหาโร อโยนิโส มนสิการสฺส อสฺสทฺธิยนฺติสฺส วจนียํ อสฺสทฺธิยมฺปหํ ภิกฺขเว สาหารํ วทามิ โน อนาหารํ โก จาหาโร อสฺสทฺธิยสฺส อสฺสทฺธมฺมสฺสวนนฺติสฺส วจนียํ อสฺสทฺธมฺมสฺสวนมฺปหํ ภิกฺขเว สาหารํ วทามิ โน อนาหารํ โก จาหาโร อสฺสทฺธมฺมสฺสวนสฺส อสปฺปุริสสํเสโวติสฺส วจนียํ {๖๒.๑} อิติ โข ภิกฺขเว อสปฺปุริสสํเสโว ปริปูโร อสฺสทฺธมฺมสฺสวนํ ปริปูเรติ อสฺสทฺธมฺมสฺสวนํ ปริปูรํ อสฺสทฺธิยํ ปริปูเรติ อสฺสทฺธิยํ ปริปูรํ อโยนิโส มนสิการํ ปริปูเรติ อโยนิโส มนสิกาโร ปริปูโร อสตาสมฺปชญฺญํ ปริปูเรติ อสตาสมฺปชญฺญํ ปริปูรํ อินฺทฺริยาสํวรํ ปริปูเรติ อินฺทฺริยาสํวโร ปริปูโร ตีณิ ทุจฺจริตานิ ปริปูเรติ ตีณิ ทุจฺจริตานิ ปริปูรานิ ปญฺจ นีวรเณ ปริปูเรนฺติ ปญฺจ นีวรณา ปริปูรา อวิชฺชํ ปริปูเรนฺติ อวิชฺชา ปริปูรา ภวตณฺหํ ปริปูเรติ เอวเมติสฺสา ภวตณฺหาย อาหาโร โหติ เอวญฺจ ปาริปูริ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว อุปริปพฺพเต ถุลฺลผุสิตเก เทเว วสฺสนฺเต เทเว คฬคฬายนฺเต ตํ อุทกํ ยถานินฺนํ ปวตฺตมานํ ปพฺพตกนฺทรปทรสาขา ปริปูเรติ ปพฺพตกนฺทรปทรสาขา ปริปูรา กุสุพฺเภ ปริปูเรนฺติ กุสุพฺภา ปริปูรา มหากุสุพฺเภ ปริปูเรนฺติ มหากุสุพฺภา ปริปูรา กุนฺนทิโย ปริปูเรนฺติ กุนฺนทิโย ปริปูรา มหานทิโย ปริปูเรนฺติ มหานทิโย ปริปูรา มหาสมุทฺทํ สาครํ ปริปูเรนฺติ เอวเมตสฺส มหาสมุทฺทสฺส สาครสฺส อาหาโร โหติ เอวญฺจ ปาริปูริ {๖๒.๒} เอวเมว โข ภิกฺขเว อสปฺปุริสสํเสโว ปริปูโร อสฺสทฺธมฺมสฺสวนํ ปริปูเรติ อสฺสทฺธมฺมสฺสวนํ ปริปูรํ อสฺสทฺธิยํ ปริปูเรติ อสฺสทฺธิยํ ปริปูรํ อโยนิโส มนสิการํ ปริปูเรติ อโยนิโส มนสิกาโร ปริปูโร อสตาสมฺปชญฺญํ ปริปูเรติ อสตาสมฺปชญฺญํ ปริปูรํ อินฺทฺริยาสํวรํ ปริปูเรติ อินฺทฺริยาสํวโร ปริปูโร ตีณิ ทุจฺจริตานิ ปริปูเรติ ตีณิ ทุจฺจริตานิ ปริปูรานิ ปญฺจ นีวรเณ ปริปูเรนฺติ ปญฺจ นีวรณา ปริปูรา อวิชฺชํ ปริปูเรนฺติ อวิชฺชา ปริปูรา ภวตณฺหํ ปริปูเรติ เอวเมติสฺสา ภวตณฺหาย อาหาโร โหติ เอวญฺจ ปาริปูริ ฯ {๖๒.๓} วิชฺชาวิมุตฺติมฺปหํ ภิกฺขเว สาหารํ วทามิ โน อนาหารํ โก จาหาโร วิชฺชาวิมุตฺติยา สตฺต โพชฺฌงฺคาติสฺส วจนียํ สตฺตปหํ ภิกฺขเว โพชฺฌงฺเค สาหาเร วทามิ โน อนาหาเร โก จาหาโร สตฺตนฺนํ โพชฺฌงฺคานํ จตฺตาโร สติปฏฺฐานาติสฺส วจนียํ จตฺตาโรปหํ ภิกฺขเว สติปฏฺฐาเน สาหาเร วทามิ โน อนาหาเร โก จาหาโร จตุนฺนํ สติปฏฺฐานานํ ตีณิ สุจริตานีติสฺส วจนียํ ตีณิปหํ ภิกฺขเว สุจริตานิ สาหารานิ วทามิ โน อนาหารานิ โก จาหาโร ติณฺณํ สุจริตานํ อินฺทฺริยสํวโรติสฺส วจนียํ อินฺทฺริยสํวรมฺปหํ ภิกฺขเว สาหารํ วทามิ โน อนาหารํ โก จาหาโร อินฺทฺริยสํวรสฺส สติสมฺปชญฺญนฺติสฺส วจนียํ สติสมฺปชญฺญมฺปหํ ภิกฺขเว สาหารํ วทามิ โน อนาหารํ โก จาหาโร สติสมฺปชญฺญสฺส โยนิโส มนสิกาโรติสฺส วจนียํ โยนิโส มนสิการมฺปหํ ภิกฺขเว สาหารํ วทามิ โน อนาหารํ โก จาหาโร โยนิโส มนสิการสฺส สทฺธาติสฺส วจนียํ สทฺธมฺปหํ ภิกฺขเว สาหารํ วทามิ โน อนาหารํ โก จาหาโร สทฺธาย สทฺธมฺมสฺสวนนฺติสฺส วจนียํ สทฺธมฺมสฺสวนมฺปหํ ภิกฺขเว สาหารํ วทามิ โน อนาหารํ โก จาหาโร สทฺธมฺมสฺสวนสฺส สปฺปุริสสํเสโวติสฺส วจนียํ {๖๒.๔} อิติ โข ภิกฺขเว สปฺปุริสสํเสโว ปริปูโร สทฺธมฺมสฺสวนํ ปริปูเรติ สทฺธมฺมสฺสวนํ ปริปูรํ สทฺธํ ปริปูเรติ สทฺธา ปริปูรา โยนิโส มนสิการํ ปริปูเรติ โยนิโส มนสิกาโร ปริปูโร สติสมฺปชญฺญํ ปริปูเรติ สติสมฺปชญฺญํ ปริปูรํ อินฺทฺริยสํวรํ ปริปูเรติ อินฺทฺริยสํวโร ปริปูโร ตีณิ สุจริตานิ ปริปูเรติ ตีณิ สุจริตานิ ปริปูรานิ จตฺตาโร สติปฏฺฐาเน ปริปูเรนฺติ จตฺตาโร สติปฏฺฐานา ปริปูรา สตฺต โพชฺฌงฺเค ปริปูเรนฺติ สตฺต โพชฺฌงฺคา ปริปูรา วิชฺชาวิมุตฺตึ ปริปูเรนฺติ เอวเมติสฺสา วิชฺชาวิมุตฺติยา อาหาโร โหติ เอวญฺจ ปาริปูริ {๖๒.๕} เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว อุปริปพฺพเต ถุลฺลผุสิตเก เทเว วสฺสนฺเต เทเว คฬคฬายนฺเต ตํ อุทกํ ยถานินฺนํ ปวตฺตมานํ ปพฺพตกนฺทร- ปทรสาขา ปริปูเรติ ปพฺพตกนฺทรปทรสาขา ปริปูรา กุสุพฺเภ ปริปูเรนฺติ กุสุพฺภา ปริปูรา มหากุสุพฺเภ ปริปูเรนฺติ มหากุสุพฺภา ปริปูรา กุนฺนทิโย ปริปูเรนฺติ กุนฺนทิโย ปริปูรา มหานทิโย ปริปูเรนฺติ มหานทิโย ปริปูรา มหาสมุทฺทํ สาครํ ปริปูเรนฺติ เอวเมตสฺส มหาสมุทฺทสฺส สาครสฺส อาหาโร โหติ เอวญฺจ ปาริปูริ เอวเมว โข ภิกฺขเว สปฺปุริสสํเสโว ปริปูโร สทฺธมฺมสฺสวนํ ปริปูเรติ สทฺธมฺมสฺสวนํ ปริปูรํ สทฺธํ ปริปูเรติ สทฺธา ปริปูรา โยนิโส มนสิการํ ปริปูเรติ โยนิโส มนสิกาโร ปริปูโร สติสมฺปชญฺญํ ปริปูเรติ สติสมฺปชญฺญํ ปริปูรํ อินฺทฺริยสํวรํ ปริปูเรติ อินฺทฺริยสํวโร ปริปูโร ตีณิ สุจริตานิ ปริปูเรติ ตีณิ สุจริตานิ ปริปูรานิ จตฺตาโร สติปฏฺฐาเน ปริปูเรนฺติ จตฺตาโร สติปฏฺฐานา ปริปูรา สตฺต โพชฺฌงฺเค ปริปูเรนฺติ สตฺต โพชฺฌงฺคา ปริปูรา วิชฺชาวิมุตฺตึ ปริปูเรนฺติ เอวเมติสฺสา วิชฺชาวิมุตฺติยา อาหาโร โหติ เอวญฺจ ปาริปูรีติ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เงื่อนต้นแห่งภวตัณหา ย่อมไม่ปรากฏ ในกาลก่อนแต่นี้ ภวตัณหาไม่มี แต่ภายหลังจึงมี เพราะเหตุนั้น เราจึงกล่าวคำ อย่างนี้ว่า ก็เมื่อเป็นเช่นนั้น ภวตัณหามีข้อนี้เป็นปัจจัยจึงปรากฏ ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย เราย่อมกล่าวภวตัณหาว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็น อาหารของภวตัณหาควรกล่าวว่า อวิชชา แม้อวิชชาเราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้ กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของอวิชชา ควรกล่าวว่านิวรณ์ ๕ แม้ นิวรณ์ ๕ เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของ นิวรณ์ ๕ ควรกล่าวว่า ทุจริต ๓ แม้ทุจริต ๓ เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่า ไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของทุจริต ๓ ควรกล่าวว่า การไม่สำรวมอินทรีย์ แม้การไม่สำรวมอินทรีย์เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็น อาหารของการไม่สำรวมอินทรีย์ ควรกล่าวว่าความไม่มีสติสัมปชัญญะ แม้ความ ไม่มีสติสัมปชัญญะเราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็น อาหารของความไม่มีสติสัมปชัญญะ ควรกล่าวว่า การทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย แม้การทำไว้ในใจโดยไม่แยบคายเราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของการทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย ควรกล่าวว่า ความไม่มี ศรัทธา แม้ความไม่มีศรัทธาเราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของความไม่มีศรัทธา ควรกล่าวว่า การไม่ฟังสัทธรรม แม้การไม่ฟังสัทธรรมเราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็น อาหารของการไม่ฟังสัทธรรม ควรกล่าวว่า การไม่คบสัตบุรุษ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการดังนี้ การไม่คบสัตบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมยังการไม่ฟังสัทธรรมให้ บริบูรณ์ การไม่ฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ ย่อมยังความไม่มีศรัทธาให้บริบูรณ์ ความไม่มีศรัทธาที่บริบูรณ์ ย่อมยังการทำไว้ในใจโดยไม่แยบคายให้บริบูรณ์ การ ทำไว้ในใจโดยไม่แยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมยังความไม่มีสติสัมปชัญญะให้บริบูรณ์ ความไม่มีสติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ ย่อมยังการไม่สำรวมอินทรีย์ให้บริบูรณ์ การ ไม่สำรวมอินทรีย์ที่บริบูรณ์ ย่อมยังทุจริต ๓ ให้บริบูรณ์ ทุจริต ๓ ที่บริบูรณ์ ย่อมยังนิวรณ์ ๕ ให้บริบูรณ์ นิวรณ์ ๕ ที่บริบูรณ์ ย่อมยังอวิชชาให้บริบูรณ์ อวิชชาที่บริบูรณ์ ย่อมยังภวตัณหาให้บริบูรณ์ ภวตัณหานี้มีอาหารอย่างนี้และ บริบูรณ์อย่างนี้ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนเมื่อฝนเม็ดหยาบตกลงเบื้องบนภูเขา เมื่อฝนตกหนักๆ อยู่ น้ำนั้นไหลไปตามที่ลุ่ม ย่อมยังซอกเขา ลำธารและห้วย ให้เต็ม ซอกเขา ลำธารและห้วยที่เต็ม ย่อมยังหนองให้เต็ม หนองที่เต็ม ย่อมยังบึงให้เต็ม บึงที่เต็ม ย่อมยังแม่น้ำน้อยให้เต็ม แม่น้ำน้อยที่เต็ม ย่อมยัง แม่น้ำใหญ่ให้เต็ม แม่น้ำใหญ่ที่เต็ม ย่อมยังมหาสมุทรสาครให้เต็ม มหาสมุทร สาครนี้มีอาหารอย่างนี้ และเต็มเปี่ยมอย่างนี้ แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย การ ไม่คบสัตบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมยังการไม่ฟังสัทธรรมให้บริบูรณ์ ... อวิชชาที่บริบูรณ์ ย่อมยังภวตัณหาให้บริบูรณ์ ภวตัณหานี้มีอาหารอย่างนี้ และบริบูรณ์อย่างนี้ ฉันนั้น เหมือนกันแล ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าววิชชาและวิมุตติว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มี อาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของวิชชาและวิมุตติ ควรกล่าวว่า โพชฌงค์ ๗ แม้ โพชฌงค์ ๗ เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของ โพชฌงค์ ๗ ควรกล่าวว่าสติปัฏฐาน ๔ แม้สติปัฏฐาน ๔ เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของสติปัฏฐาน ๔ ควรกล่าวว่า สุจริต ๓ แม้สุจริต ๓ เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหาร ของสุจริต ๓ ควรกล่าวว่า การสำรวมอินทรีย์ แม้การสำรวมอินทรีย์เราก็กล่าวว่า มีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของการสำรวมอินทรีย์ ควรกล่าวว่า สติสัมปชัญญะ แม้สติสัมปชัญญะเราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้ กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของสติสัมปชัญญะ ควรกล่าวว่า การทำไว้ ในใจโดยแยบคาย แม้การทำไว้ในใจโดยแยบคาย เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้ กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของการทำไว้ในใจโดยแยบคาย ควร กล่าวว่า ศรัทธา แม้ศรัทธาเราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของศรัทธา ควรกล่าวว่า การฟังสัทธรรม แม้การฟังสัทธรรม เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของการฟัง สัทธรรม ควรกล่าวว่า การคบหาสัปบุรุษ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการดังนี้ การคบสัปบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมยังการฟังสัทธรรมให้บริบูรณ์ การฟังสัทธรรม ที่บริบูรณ์ ย่อมยังการทำไว้ในใจโดยแยบคายให้บริบูรณ์ การทำไว้ในใจโดย แยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมยังสติสัมปชัญญะให้บริบูรณ์ สติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ ย่อมยังการสำรวมอินทรีย์ให้บริบูรณ์ การสำรวมอินทรีย์ที่บริบูรณ์ ย่อมยัง สุจริต ๓ ให้บริบูรณ์ สุจริต ๓ ที่บริบูรณ์ ย่อมยังสติปัฏฐาน ๔ ให้บริบูรณ์ สติปัฏฐาน ๔ ที่บริบูรณ์ ย่อมยังโพชฌงค์ ๗ ให้บริบูรณ์ โพชฌงค์ ๗ ที่บริบูรณ์ ย่อมยังวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์ วิชชาและวิมุตตินี้มีอาหารอย่างนี้ และบริบูรณ์อย่างนี้ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนเมื่อฝนเม็ดหยาบตกลงเบื้องบนภูเขา เมื่อฝนตกหนักๆ อยู่ น้ำนั้นไหลไปตามที่ลุ่ม ย่อมยังซอกเขา ลำธารและห้วย ให้เต็ม ซอกเขา ลำธารและห้วยที่เต็ม ย่อมยังหนองให้เต็ม หนองที่เต็ม ย่อมยังบึงให้เต็ม บึงที่เต็มย่อมยังแม่น้ำน้อยให้เต็ม แม่น้ำน้อยที่เต็ม ย่อมยัง แม่น้ำใหญ่ให้เต็ม แม่น้ำใหญ่ที่เต็ม ย่อมยังมหาสมุทรสาครให้เต็ม มหาสมุทร สาครนี้มีอาหารอย่างนี้ และเต็มเปี่ยมอย่างนี้ แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย การคบสัปบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมยังการฟังสัทธรรมให้บริบูรณ์ ... โพชฌงค์ ๗ ที่บริบูรณ์ ย่อมยังวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์ วิชชาและวิมุตตินี้มีอาหารอย่างนี้ และบริบูรณ์อย่างนี้ ฉันนั้นเหมือนกันแล ฯ จบสูตรที่ ๒

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย