นิทเทสวาร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
นิทฺเทสวาโร
๖เยเกจิ กุสลา ธมฺมา สพฺเพ เต กุสลมูลาติ: ตีเณว กุสลมูลานิ อวเสสา กุสลา ธมฺมา น กุสลมูลา ฯ เย วา ปน กุสลมูลา สพฺเพ เต ธมฺมา กุสลาติ: อามนฺตา ฯ เยเกจิ กุสลา ธมฺมา สพฺเพ เต กุสลมูเลน เอกมูลาติ: อามนฺตา ฯ เย วา ปน กุสลมูเลน เอกมูลา สพฺเพ เต ธมฺมา กุสลาติ: กุสลสมุฏฺฐานํ รูปํ กุสลมูเลน เอกมูลํ น กุสลํ กุสลํ กุสลมูเลน เอกมูลญฺเจว กุสลญฺจ ฯ เยเกจิ กุสลมูเลน เอกมูลา ธมฺมา สพฺเพ เต กุสลมูเลน อญฺญมญฺญมูลาติ: มูลานิ ยานิ เอกโต อุปฺปชฺชนฺติ กุสลมูลานิ เอกมูลานิ เจว อญฺญมญฺญมูลานิ จ อวเสสา กุสลมูลสหชาตา ธมฺมา กุสลมูเลน เอกมูลา น จ อญฺญมญฺญมูลา ฯ เย วา ปน กุสลมูเลน อญฺญมญฺญมูลา สพฺเพ เต ธมฺมา กุสลาติ: อามนฺตา ฯ
๗เยเกจิ กุสลา ธมฺมา สพฺเพ เต กุสลมูลมูลาติ: ตีเณว กุสลมูลมูลานิ อวเสสา กุสลา ธมฺมา น กุสลมูลมูลา ฯ เย วา ปน กุสลมูลมูลา สพฺเพ เต ธมฺมา กุสลาติ: อามนฺตา ฯ เยเกจิ กุสลา ธมฺมา สพฺเพ เต กุสลมูเลน เอกมูลมูลาติ: อามนฺตา ฯ เย วา ปน กุสลมูเลน เอกมูลมูลา สพฺเพ เต ธมฺมา กุสลาติ: กุสลสมุฏฺฐานํ รูปํ กุสลมูเลน เอกมูลมูลํ น กุสลํ กุสลํ กุสลมูเลน เอกมูลมูลญฺเจว กุสลญฺจ ฯ เยเกจิ กุสลมูเลน เอกมูลมูลา ธมฺมา สพฺเพ เต กุสลมูเลน อญฺญมญฺญมูลมูลาติ: มูลานิ ยานิ เอกโต อุปฺปชฺชนฺติ กุสลมูลานิ เอกมูลมูลานิ เจว อญฺญมญฺญมูลมูลานิ จ อวเสสา กุสลมูลสหชาตา ธมฺมา กุสลมูเลน เอกมูลมูลา น จ อญฺญมญฺญมูลมูลา ฯ เย วา ปน กุสลมูเลน อญฺญมญฺญมูลมูลา สพฺเพ เต ธมฺมา กุสลาติ: อามนฺตา ฯ
๘เยเกจิ กุสลา ธมฺมา สพฺเพ เต กุสลมูลกาติ: อามนฺตา ฯ เย วา ปน กุสลมูลกา สพฺเพ เต ธมฺมา กุสลาติ: กุสลสมุฏฺฐานํ รูปํ กุสลมูลกํ น กุสลํ กุสลํ กุสลมูลกญฺเจว กุสลญฺจ ฯ เยเกจิ กุสลา ธมฺมา สพฺเพ เต กุสลมูเลน เอกมูลกาติ: อามนฺตา ฯ เย วา ปน กุสลมูเลน เอกมูลกา สพฺเพ เต ธมฺมา กุสลาติ: กุสลสมุฏฺฐานํ รูปํ กุสลมูเลน เอกมูลกํ น กุสลํ กุสลํ กุสลมูเลน เอกมูลกญฺเจว กุสลญฺจ ฯ เยเกจิ กุสลมูเลน เอกมูลกา ธมฺมา สพฺเพ เต กุสลมูเลน อญฺญมญฺญมูลกาติ: มูลานิ ยานิ เอกโต อุปฺปชฺชนฺติ กุสลมูลานิ เอกมูลกานิ เจว อญฺญมญฺญมูลกานิ จ อวเสสา กุสลมูลสหชาตา ธมฺมา กุสลมูเลน เอกมูลกา น จ อญฺญมญฺญมูลกา ฯ เย วา ปน กุสลมูเลน อญฺญมญฺญมูลกา สพฺเพ เต ธมฺมา กุสลาติ: อามนฺตา ฯ
๙เยเกจิ กุสลา ธมฺมา สพฺเพ เต กุสลมูลมูลกาติ: อามนฺตา ฯ เย วา ปน กุสลมูลมูลกา สพฺเพ เต ธมฺมา กุสลาติ: กุสลสมุฏฺฐานํ รูปํ กุสลมูลมูลกํ น กุสลํ สพฺเพ เต กุสลมูเลน เอกมูลมูลกาติ: เยเกจิ กุสลา ธมฺมา สพฺเพ เต กุสลมูเลน เอกมูลมูลกาติ: อามนฺตา ฯ เย วา ปน กุสลมูเลน เอกมูลมูลกา สพฺเพ เต ธมฺมา กุสลาติ: กุสลสมุฏฺฐานํ รูปํ กุสลมูเลน เอกมูลมูลกํ น กุสลํ กุสลํ กุสลมูเลน เอกมูลมูลกญฺเจว กุสลญฺจ ฯ เยเกจิ กุสลมูเลน เอกมูลมูลกา ธมฺมา สพฺเพ เต กุสลมูเลน อญฺญมญฺญมูลมูลกาติ: มูลานิ ยานิ เอกโต อุปฺปชฺชนฺติ กุสลมูลานิ เอกมูลมูลกานิ เจว อญฺญมญฺญมูลมูลกานิ จ อวเสสา กุสลมูลสหชาตา ธมฺมา กุสลมูเลน เอกมูลมูลกา น จ อญฺญมญฺญมูลมูลกา ฯ เย วา ปน กุสลมูเลน อญฺญมญฺญมูลมูลกา สพฺเพ เต ธมฺมา กุสลาติ: อามนฺตา ฯ --------
๑๐เยเกจิ อกุสลา ธมฺมา สพฺเพ เต อกุสลมูลาติ: ตีเณว อกุสลมูลานิ อวเสสา อกุสลา ธมฺมา น อกุสลมูลา ฯ เย วา ปน อกุสลมูลา สพฺเพ เต ธมฺมา อกุสลาติ: อามนฺตา ฯ เยเกจิ อกุสลา ธมฺมา สพฺเพ เต อกุสลมูเลน เอกมูลาติ: อเหตุกํ อกุสลํ อกุสลมูเลน น เอกมูลํ สเหตุกํ อกุสลํ อกุสลมูเลน เอกมูลํ ฯ เย วา ปน อกุสลมูเลน เอกมูลา สพฺเพ เต ธมฺมา อกุสลาติ: อกุสลสมุฏฺฐานํ รูปํ อกุสลมูเลน เอกมูลํ น อกุสลํ อกุสลํ อกุสลมูเลน เอกมูลญฺเจว อกุสลญฺจ ฯ เยเกจิ อกุสลมูเลน เอกมูลา ธมฺมา สพฺเพ เต อกุสลมูเลน อญฺญมญฺญมูลาติ: มูลานิ ยานิ เอกโต อุปฺปชฺชนฺติ อกุสลมูลานิ เอกมูลานิ เจว อญฺญมญฺญมูลานิ จ อวเสสา อกุสลมูลสหชาตา ธมฺมา อกุสลมูเลน เอกมูลา น จ อญฺญมญฺญมูลา ฯ เย วา ปน อกุสลมูเลน อญฺญมญฺญมูลา สพฺเพ เต ธมฺมา อกุสลาติ: อามนฺตา ฯ
๑๑เยเกจิ อกุสลา ธมฺมา สพฺเพ เต อกุสลมูลมูลาติ: ตีเณว อกุสลมูลมูลานิ อวเสสา อกุสลา ธมฺมา น อกุสลมูลมูลา ฯ เย วา ปน อกุสลมูลมูลา สพฺเพ เต ธมฺมา อกุสลาติ: อามนฺตา ฯ เยเกจิ อกุสลา ธมฺมา สพฺเพ เต อกุสลมูเลน เอกมูลมูลาติ: อเหตุกํ อกุสลํ อกุสลมูเลน น เอกมูลมูลํ สเหตุกํ อกุสลํ อกุสลมูเลน เอกมูลมูลํ ฯ เย วา ปน อกุสลมูเลน เอกมูลมูลา สพฺเพ เต ธมฺมา อกุสลาติ: อกุสลสมุฏฺฐานํ รูปํ อกุสลมูเลน เอกมูลมูลํ น อกุสลํ อกุสลํ อกุสลมูเลน เอกมูลมูลญฺเจว อกุสลญฺจ ฯ เยเกจิ อกุสลมูเลน เอกมูลมูลา ธมฺมา สพฺเพ เต อกุสลมูเลน อญฺญมญฺญมูลมูลาติ: มูลานิ ยานิ เอกโต อุปฺปชฺชนฺติ อกุสลมูลานิ เอกมูลมูลานิ เจว อญฺญมญฺญมูลมูลานิ จ อวเสสา อกุสลมูลสหชาตา ธมฺมา อกุสลมูเลน เอกมูลมูลา น จ อญฺญมญฺญมูลมูลา ฯ เย วา ปน อกุสลมูเลน อญฺญมญฺญมูลมูลา สพฺเพ เต ธมฺมา อกุสลาติ: อามนฺตา ฯ
๑๒เยเกจิ อกุสลา ธมฺมา สพฺเพ เต อกุสลมูลกาติ: อเหตุกํ อกุสลํ น อกุสลมูลกํ สเหตุกํ อกุสลํ อกุสลมูลกํ ฯ เย วา ปน อกุสลมูลกา สพฺเพ เต ธมฺมา อกุสลาติ: อกุสลสมุฏฺฐานํ รูปํ อกุสลมูลกํ น อกุสลํ อกุสลํ อกุสลมูลกญฺเจว อกุสลญฺจ ฯ เยเกจิ อกุสลา ธมฺมา สพฺเพ เต อกุสลมูเลน เอกมูลกาติ: อเหตุกํ อกุสลํ อกุสลมูเลน น เอกมูลกํ สเหตุกํ อกุสลํ อกุสลมูเลน เอกมูลกํ ฯ เย วา ปน อกุสลมูเลน เอกมูลกา สพฺเพ เต ธมฺมา อกุสลาติ: อกุสลสมุฏฺฐานํ รูปํ อกุสลมูเลน เอกมูลกํ น อกุสลํ อกุสลํ อกุสลมูเลน เอกมูลกญฺเจว อกุสลญฺจ ฯ เยเกจิ อกุสลมูเลน เอกมูลกา ธมฺมา สพฺเพ เต อกุสลมูเลน อญฺญมญฺญมูลกาติ: มูลานิ ยานิ เอกโต อุปฺปชฺชนฺติ อกุสลมูลานิ เอกมูลกานิ เจว อญฺญมญฺญมูลกานิ จ อวเสสา อกุสลมูลสหชาตา ธมฺมา อกุสลมูเลน เอกมูลกา น จ อญฺญมญฺญมูลกา ฯ เย วา ปน อกุสลมูเลน อญฺญมญฺญมูลกา สพฺเพ เต ธมฺมา อกุสลาติ: อามนฺตา ฯ
๑๓เยเกจิ อกุสลา ธมฺมา สพฺเพ เต อกุสลมูลมูลกาติ: อเหตุกํ อกุสลํ น อกุสลมูลมูลกํ สเหตุกํ อกุสลํ อกุสลมูลมูลกํ ฯ เย วา ปน อกุสลมูลมูลกา สพฺเพ เต ธมฺมา อกุสลาติ: อกุสลสมุฏฺฐานํ รูปํ อกุสลมูลมูลกํ น อกุสลํ อกุสลํ อกุสลมูลมูลกญฺเจว อกุสลญฺจ ฯ เยเกจิ อกุสลา ธมฺมา สพฺเพ เต อกุสลมูเลน เอกมูลมูลกาติ: อเหตุกํ อกุสลํ อกุสลมูเลน น เอกมูลมูลกํ สเหตุกํ อกุสลํ อกุสลมูเลน เอกมูลมูลกํ ฯ เย วา ปน อกุสลมูเลน เอกมูลมูลกา สพฺเพ เต ธมฺมา อกุสลาติ: อกุสลสมุฏฺฐานํ รูปํ อกุสลมูเลน เอกมูลมูลกํ น อกุสลํ อกุสลํ อกุสลมูเลน เอกมูลมูลกญฺเจว อกุสลญฺจ ฯ เยเกจิ อกุสลมูเลน เอกมูลมูลกา ธมฺมา สพฺเพ เต อกุสลมูเลน อญฺญมญฺญมูลมูลกาติ: มูลานิ ยานิ เอกโต อุปฺปชฺชนฺติ อกุสลมูลานิ เอกมูลมูลานิ เจว อญฺญมญฺญมูลมูลกานิ จ อวเสสา อกุสลมูลสหชาตา ธมฺมา อกุสลมูเลน เอกมูลมูลกา น จ อญฺญมญฺญมูลมูลกา ฯ เย วา ปน อกุสลมูเลน อญฺญมญฺญมูลมูลกา สพฺเพ เต ธมฺมา อกุสลาติ: อามนฺตา ฯ ---------
๑๔เยเกจิ อพฺยากตา ธมฺมา สพฺเพ เต อพฺยากตมูลาติ: ตีเณว อพฺยากตมูลานิ อวเสสา อพฺยากตา ธมฺมา น อพฺยากตมูลา ฯ เย วา ปน อพฺยากตมูลา สพฺเพ เต ธมฺมา อพฺยากตาติ: อามนฺตา ฯ เยเกจิ อพฺยากตา ธมฺมา สพฺเพ เต อพฺยากตมูเลน เอกมูลาติ: อเหตุกํ อพฺยากตํ อพฺยากตมูเลน น เอกมูลํ สเหตุกํ อพฺยากตํ อพฺยากตมูเลน เอกมูลํ ฯ เย วา ปน อพฺยากตมูเลน เอกมูลา สพฺเพ เต ธมฺมา อพฺยากตาติ: อามนฺตา ฯ เยเกจิ อพฺยากตมูเลน เอกมูลา ธมฺมา สพฺเพ เต อพฺยากตมูเลน อญฺญมญฺญมูลาติ: มูลานิ ยานิ เอกโต อุปฺปชฺชนฺติ อพฺยากตมูลานิ เอกมูลานิ เจว อญฺญมญฺญมูลานิ จ อวเสสา อพฺยากตมูลสหชาตา ธมฺมา อพฺยากตมูเลน เอกมูลา น จ อญฺญมญฺญมูลา ฯ เย วา ปน อพฺยากตมูเลน อญฺญมญฺญมูลา สพฺเพ เต ธมฺมา อพฺยากตาติ: อามนฺตา ฯ
๑๕เยเกจิ อพฺยากตา ธมฺมา สพฺเพ เต อพฺยากตมูลมูลาติ: ตีเณว อพฺยากตมูลมูลานิ อวเสสา อพฺยากตา ธมฺมา น อพฺยากตมูลมูลา ฯ เย วา ปน อพฺยากตมูลมูลา สพฺเพ เต ธมฺมา อพฺยากตาติ: อามนฺตา ฯ เยเกจิ อพฺยากตา ธมฺมา สพฺเพ เต อพฺยากตมูเลน เอกมูลมูลาติ: อเหตุกํ อพฺยากตํ อพฺยากตมูเลน น เอกมูลมูลํ สเหตุกํ อพฺยากตํ อพฺยากตมูเลน เอกมูลมูลํ ฯ เย วา ปน อพฺยากตมูเลน เอกมูลมูลา สพฺเพ เต ธมฺมา อพฺยากตาติ: อามนฺตา ฯ เยเกจิ อพฺยากตมูเลน เอกมูลมูลา ธมฺมา สพฺเพ เต อพฺยากตมูเลน อญฺญมญฺญมูลมูลาติ: มูลานิ ยานิ เอกโต อุปฺปชฺชนฺติ อพฺยากตมูลานิ เอกมูลมูลานิ เจว อญฺญมญฺญมูลมูลานิ จ อวเสสา อพฺยากตมูลสหชาตา ธมฺมา อพฺยากตมูเลน เอกมูลมูลา น จ อญฺญมญฺญมูลมูลา ฯ เย วา ปน อพฺยากตมูเลน อญฺญมญฺญมูลมูลา สพฺเพ เต ธมฺมา อพฺยากตาติ: อามนฺตา ฯ
๑๖เยเกจิ อพฺยากตา ธมฺมา สพฺเพ เต อพฺยากตมูลกาติ: อเหตุกํ อพฺยากตํ น อพฺยากตมูลกํ สเหตุกํ อพฺยากตํ อพฺยากตมูลกํ ฯ เย วา ปน อพฺยากตมูลกา สพฺเพ เต ธมฺมา อพฺยากตาติ: อามนฺตา ฯ เยเกจิ อพฺยากตา ธมฺมา สพฺเพ เต อพฺยากตมูเลน เอกมูลกาติ: อเหตุกํ อพฺยากตํ อพฺยากตมูเลน น เอกมูลกํ สเหตุกํ อพฺยากตํ อพฺยากตมูเลน เอกมูลกํ ฯ เย วา ปน อพฺยากตมูเลน เอกมูลกา สพฺเพ เต ธมฺมา อพฺยากตาติ: อามนฺตา ฯ เยเกจิ อพฺยากตมูเลน เอกมูลกา ธมฺมา สพฺเพ เต อพฺยากตมูเลน อญฺญมญฺญมูลกาติ: มูลานิ ยานิ เอกโต อุปฺปชฺชนฺติ อพฺยากตมูลานิ เอกมูลกานิ เจว อญฺญมญฺญมูลกานิ จ อวเสสา อพฺยากตมูลสหชาตา ธมฺมา อพฺยากตมูเลน เอกมูลกา น จ อญฺญมญฺญมูลกา ฯ เย วา ปน อพฺยากตมูเลน อญฺญมญฺญมูลกา สพฺเพ เต ธมฺมา อพฺยากตาติ: อามนฺตา ฯ
๑๗เยเกจิ อพฺยากตา ธมฺมา สพฺเพ เต อพฺยากตมูลมูลกาติ: อเหตุกํ อพฺยากตํ น อพฺยากตมูลมูลกํ สเหตุกํ อพฺยากตํ อพฺยากตมูลมูลกํ ฯ เย วา ปน อพฺยากตมูลมูลกา สพฺเพ เต ธมฺมา อพฺยากตาติ: อามนฺตา ฯ เยเกจิ อพฺยากตา ธมฺมา สพฺเพ เต อพฺยากตมูเลน เอกมูลมูลกาติ: อเหตุกํ อพฺยากตํ อพฺยากตมูเลน น เอกมูลมูลกํ สเหตุกํ อพฺยากตํ อพฺยากตมูเลน เอกมูลมูลกํ ฯ เย วา ปน อพฺยากตมูเลน เอกมูลมูลกา สพฺเพ เต ธมฺมา อพฺยากตาติ: อามนฺตา ฯ เยเกจิ อพฺยากตมูเลน เอกมูลมูลกา ธมฺมา สพฺเพ เต อพฺยากตมูเลน อญฺญมญฺญมูลมูลกาติ: มูลานิ ยานิ เอกโต อุปฺปชฺชนฺติ อพฺยากตมูลานิ เอกมูลมูลกานิ เจว อญฺญมญฺญมูลมูลกานิ จ อวเสสา อพฺยากตมูลสหชาตา ธมฺมา อพฺยากตมูเลน เอกมูลมูลกา น จ อญฺญมญฺญมูลมูลกา ฯ เย วา ปน อพฺยากตมูเลน อญฺญมญฺญมูลมูลกา สพฺเพ เต ธมฺมา อพฺยากตาติ: อามนฺตา ฯ --------
๑๘เยเกจิ นามา ธมฺมา สพฺเพ เต นามมูลาติ: นเวว นามมูลานิ อวเสสา นามา ธมฺมา น นามมูลา ฯ เย วา ปน นามมูลา สพฺเพ เต ธมฺมา นามาติ: อามนฺตา ฯ เยเกจิ นามา ธมฺมา สพฺเพ เต นามมูเลน เอกมูลาติ: อเหตุกํ นามํ นามมูเลน น เอกมูลํ สเหตุกํ นามํ นามมูเลน เอกมูลํ ฯ เย วา ปน นามมูเลน เอกมูลา สพฺเพ เต ธมฺมา นามาติ: นามสมุฏฺฐานํ รูปํ นามมูเลน เอกมูลํ น นามํ นามํ นามมูเลน เอกมูลญฺเจว นามญฺจ ฯ เยเกจิ นามมูเลน เอกมูลา ธมฺมา สพฺเพ เต นามมูเลน อญฺญมญฺญมูลาติ: มูลานิ ยานิ เอกโต อุปฺปชฺชนฺติ นามมูลานิ เอกมูลานิ เจว อญฺญมญฺญมูลานิ จ อวเสสา นามมูลสหชาตา ธมฺมา นามมูเลน เอกมูลา น จ อญฺญมญฺญมูลา ฯ เย วา ปน นามมูเลน อญฺญมญฺญมูลา สพฺเพ เต ธมฺมา นามาติ: อามนฺตา ฯ
๑๙เยเกจิ นามา ธมฺมา สพฺเพ เต นามมูลมูลาติ: นเวว นามมูลมูลานิ อวเสสา นามา ธมฺมา น นามมูลมูลา ฯ เย วา ปน นามมูลมูลา สพฺเพ เต ธมฺมา นามาติ: อามนฺตา ฯ เยเกจิ นามา ธมฺมา สพฺเพ เต นามมูเลน เอกมูลมูลาติ: อเหตุกํ นามํ นามมูเลน น เอกมูลมูลํ สเหตุกํ นามํ นามมูเลน เอกมูลมูลํ ฯ เย วา ปน นามมูเลน เอกมูลมูลา สพฺเพ เต ธมฺมา นามาติ: นามสมุฏฺฐานํ รูปํ นามมูเลน เอกมูลมูลํ น นามํ นามํ นามมูเลน เอกมูลมูลญฺเจว นามญฺจ ฯ เยเกจิ นามมูเลน เอกมูลมูลา ธมฺมา สพฺเพ เต นามมูเลน อญฺญมญฺญมูลมูลาติ: มูลานิ ยานิ เอกโต อุปฺปชฺชนฺติ นามมูลานิ เอกมูลมูลานิ เจว อญฺญมญฺญมูลมูลานิ จ อวเสสา นามมูลสหชาตา ธมฺมา นามมูเลน เอกมูลมูลา น จ อญฺญมญฺญมูลมูลา ฯ เย วา ปน นามมูเลน อญฺญมญฺญมูลมูลา สพฺเพ เต ธมฺมา นามาติ: อามนฺตา ฯ
๒๐เยเกจิ นามา ธมฺมา สพฺเพ เต นามมูลกาติ: อเหตุกํ นามํ น นามมูลกํ สเหตุกํ นามํ นามมูลกํ ฯ เย วา ปน นามมูลกา สพฺเพ เต ธมฺมา นามาติ: นามสมุฏฺฐานํ รูปํ นามมูลกํ น นามํ นามํ นามมูลกญฺเจว นามญฺจ ฯ เยเกจิ นามา ธมฺมา สพฺเพ เต นามมูเลน เอกมูลกาติ: อเหตุกํ นามํ นามมูเลน น เอกมูลกํ สเหตุกํ นามํ นามมูเลน เอกมูลกํ ฯ เย วา ปน นามมูเลน เอกมูลกา สพฺเพ เต ธมฺมา นามาติ: นามสมุฏฺฐานํ รูปํ นามมูเลน เอกมูลกํ น นามํ นามํ นามมูเลน เอกมูลกญฺเจว นามญฺจ ฯ เยเกจิ นามมูเลน เอกมูลกา ธมฺมา สพฺเพ เต นามมูเลน อญฺญมญฺญมูลกาติ: มูลานิ ยานิ เอกโต อุปฺปชฺชนฺติ นามมูลานิ เอกมูลกานิ เจว อญฺญมญฺญมูลกานิ จ อวเสสา นามมูลสหชาตา ธมฺมา นามมูเลน เอกมูลกา น จ อญฺญมญฺญมูลกา ฯ เย วา ปน นามมูเลน อญฺญมญฺญมูลกา สพฺเพ เต ธมฺมา นามาติ: อามนฺตา ฯ
๒๑เยเกจิ นามา ธมฺมา สพฺเพ เต นามมูลมูลกาติ: อเหตุกํ นามํ น นามมูลมูลกํ สเหตุกํ นามํ นามมูลมูลกํ ฯ เย วา ปน นามมูลมูลกา สพฺเพ เต ธมฺมา นามาติ: นามสมุฏฺฐานํ รูปํ นามมูลมูลกํ น นามํ นามํ นามมูลมูลกญฺเจว นามญฺจ ฯ เยเกจิ นามา ธมฺมา สพฺเพ เต นามมูเลน เอกมูลมูลกาติ: อเหตุกํ นามํ นามมูเลน น เอกมูลมูลกํ สเหตุกํ นามํ นามมูเลน เอกมูลมูลกํ ฯ เย วา ปน นามมูเลน เอกมูลมูลกา สพฺเพ เต ธมฺมา นามาติ: นามสมุฏฺฐานํ รูปํ นามมูเลน เอกมูลมูลกํ น นามํ นามํ นามมูเลน เอกมูลมูลกญฺเจว นามญฺจ ฯ เยเกจิ นามมูเลน เอกมูลมูลกา ธมฺมา สพฺเพ เต นามมูเลน อญฺญมญฺญมูลมูลกาติ: มูลานิ ยานิ เอกโต อุปฺปชฺชนฺติ นามมูลานิ เอกมูลมูลกานิ เจว อญฺญมญฺญมูลมูลกานิ จ อวเสสา นามมูลสหชาตา ธมฺมา นามมูเลน เอกมูลมูลกา น จ อญฺญมญฺญมูลมูลกา ฯ เย วา ปน นามมูเลน อญฺญมญฺญมูลมูลกา สพฺเพ เต ธมฺมา นามาติ: อามนฺตา ฯ --------
๒๒เยเกจิ กุสลา ธมฺมา สพฺเพ เต กุสลเหตู .. กุสลนิทานา กุสลสมฺภวา กุสลปฺปภวา กุสลสมุฏฺฐานา กุสลาหารา กุสลารมฺมณา กุสลปจฺจยา กุสลสมุทยา .. ฯ เยเกจิ อกุสลา ธมฺมา .. เยเกจิ อพฺยากตา ธมฺมา .. เยเกจิ นามา ธมฺมา สพฺเพ เต นามเหตู .. นามนิทานา นามสมฺภวา นามปฺปภวา นามสมุฏฺฐานา นามาหารา นามารมฺมณา นามปจฺจยา นามสมุทยา .. ฯ มูลํ เหตุ นิทานญฺจ สมฺภโว ปภเวน จ สมุฏฺฐานาหารารมฺมณา ปจฺจโย สมุทเยน จาติ ฯ มูลยมกํ นิฏฺฐิตํ ฯ ------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑. มูลยมก] ๑. มูลวารนิทเทส ๑. กุสลบท นยจตุกกะ ๑. มูลวารนิทเทส ๑. กุสลบท นยจตุกกะ
อนุโลมปุจฉา สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นกุศลมูลใช่ไหม วิสัชนา กุศลมูลมี ๓ เท่านั้น สภาวธรรมที่เหลือเป็นกุศล แต่ไม่เป็นกุศลมูล ปฏิโลมปุจฉา สภาวธรรมเหล่าใดเป็นกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นกุศลใช่ไหม วิสัชนา ใช่ (๑)
อนุ. สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลอย่างเดียวกันกับกุศลมูลใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลอย่างเดียวกันกับกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นกุศลใช่ไหม วิ. รูปที่มีกุศลเป็นสมุฏฐาน มีมูลอย่างเดียวกันกับกุศลมูล แต่ไม่เป็นกุศลกุศลมีมูลอย่างเดียวกันกับกุศลมูลก็ใช่ เป็นกุศลก็ใช่ (๒)
อนุ. สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีมูลอย่างเดียวกันกับกุศลมูล สภาว- ธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลอาศัยกันและกันกับกุศลมูลใช่ไหม วิ. มูลเหล่าใดเป็นกุศลมูลเกิดร่วมกัน มูลเหล่านั้นเป็นมูลอย่างเดียวกันก็ใช่เป็นมูลอาศัยกันและกันก็ใช่ สภาวธรรมที่เกิดร่วมกันกับกุศลมูลที่เหลือมีมูลอย่างเดียวกันกับกุศลมูล แต่ไม่เป็นมูลอาศัยกันและกัน @เชิงอรรถ : @ คือสภาวะที่เป็นกุศลซึ่งไม่มีโทษ มีสุขเป็นผล (อภิ.ปญฺจ.อ. ๕๐/๓๓๐)@ กุศลมูลมี ๓ คือ อโลภะ อโทสะ และอโมหะ แม้อัพยากตมูลก็เช่นกัน @ อีกประการหนึ่ง แปลว่า สภาวธรรมที่เป็นกุศลมีผัสสะเป็นต้นที่เหลือ ชื่อว่าเป็นสภาวธรรม ไม่จัดเป็น@กุศลมูล (อภิ.ปญฺจ.อ. ๕๐/๓๓๐) @ คือมีกุศลจิตเป็นสมุฏฐาน (อภิ.ปญฺจ.อ. ๕๑/๓๓๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๑๐}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑. มูลยมก] ๑. มูลวารนิทเทส ๑. กุสลบท นยจตุกกะ ปฏิ. สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลอาศัยกันและกันกับกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นกุศลใช่ไหม วิ. ใช่ (๑) (๓)
อนุ. สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นกุศลมูลใช่ไหม วิ. มูลที่เป็นกุศลมูลมี ๓ เท่านั้น สภาวธรรมที่เป็นกุศลที่เหลือไม่เป็นมูลที่เป็นกุศลมูล ปฏิ. สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นกุศลใช่ไหม วิ. ใช่ (๔)
อนุ. สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับกุศลมูลใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นกุศลใช่ไหม วิ. รูปที่มีกุศลเป็นสมุฏฐานมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับกุศลมูล แต่ไม่เป็นกุศล กุศลมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับกุศลมูลก็ใช่ เป็นกุศลก็ใช่ (๕)
อนุ. สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นมูลอาศัยกันและกัน กับกุศลมูลใช่ไหม วิ. มูลเหล่าใดเป็นกุศลมูลเกิดร่วมกัน มูลเหล่านั้นมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียว กันก็ใช่ มีมูลที่เป็นมูลอาศัยกันและกันก็ใช่ สภาวธรรมที่เกิดร่วมกันกับกุศลมูลที่เหลือ มีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับกุศลมูล แต่ไม่มีมูลที่เป็นมูลอาศัยกันและกัน@เชิงอรรถ : @ คำว่า เป็นมูลอาศัยกันและกัน หมายถึงเป็นปัจจัยของกันและกันโดยเหตุปัจจัย (อภิ.ปญฺจ.อ. ๕๒-๕๖/๓๓๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๑๑}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑. มูลยมก] ๑. มูลวารนิทเทส ๑. กุสลบท นยจตุกกะ ปฏิ. สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นมูลอาศัยกันและกันกับกุศลมูล สภาว- ธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นกุศลใช่ไหม วิ. ใช่ (๒) (๖)
อนุ. สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นกุศลใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นกุศลใช่ไหม วิ. รูปที่มีกุศลเป็นสมุฏฐานมีมูลที่เป็นกุศล แต่ไม่เป็นกุศล กุศลมีมูลที่เป็นกุศลก็ใช่ เป็นกุศลก็ใช่ (๗)
อนุ. สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลอย่างเดียวกันกับกุศลมูลใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลอย่างเดียวกันกับกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นกุศลใช่ไหม วิ. รูปที่มีกุศลเป็นสมุฏฐานมีมูลอย่างเดียวกันกับกุศลมูล แต่ไม่เป็นกุศลกุศลมีมูลอย่างเดียวกันกับกุศลมูลก็ใช่ เป็นกุศลก็ใช่ (๘)
อนุ. สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีมูลอย่างเดียวกันกับกุศลมูล สภาว- ธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลอาศัยกันและกันกับกุศลมูลใช่ไหม วิ. มูลเหล่าใดเป็นกุศลมูลเกิดร่วมกัน มูลเหล่านั้นมีมูลอย่างเดียวกันก็ใช่มีมูลอาศัยกันและกันก็ใช่ สภาวธรรมที่เกิดร่วมกันกับกุศลมูลที่เหลือมีมูลอย่างเดียวกันกับกุศลมูล แต่ไม่มีมูลอาศัยกันและกัน ปฏิ. สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลอาศัยกันและกันกับกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นกุศลใช่ไหม วิ. ใช่ (๓) (๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๑๒}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑. มูลยมก] ๑. มูลวารนิทเทส ๑. กุสลบท นยจตุกกะ
อนุ. สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นกุศลมูลใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นกุศลใช่ไหม วิ. รูปที่มีกุศลเป็นสมุฏฐานมีมูลที่เป็นกุศลมูล แต่ไม่เป็นกุศล กุศลมีมูลที่เป็นกุศลมูลก็ใช่ เป็นกุศลก็ใช่ (๑๐)
อนุ. สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับกุศลมูลใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นกุศลใช่ไหม วิ. รูปที่มีกุศลเป็นสมุฏฐานมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับกุศลมูล แต่ไม่เป็นกุศล กุศลมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับกุศลมูลก็ใช่ เป็นกุศลก็ใช่ (๑๑)
อนุ. สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นมูลอาศัยกันและกันกับกุศลมูลใช่ไหม วิ. มูลเหล่าใดเป็นกุศลมูลเกิดร่วมกัน มูลเหล่านั้นมีมูลที่เป็นมูลอย่าง เดียวกันก็ใช่ มีมูลที่เป็นมูลอาศัยกันและกันก็ใช่ สภาวธรรมที่เกิดร่วมกันกับกุศลมูลที่เหลือมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับกุศลมูล แต่ไม่ใช่มีมูลที่เป็นมูลอาศัยกันและกัน ปฏิ. สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นมูลอาศัยกันและกันกับกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นกุศลใช่ไหม วิ. ใช่ (๔) (๑๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๑๓}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑. มูลยมก] ๑. มูลวารนิทเทส ๒. อกุสลบท นยจตุกกะ ๒. อกุสลบท นยจตุกกะ
อนุ. สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นอกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอกุศลมูลใช่ไหม วิ. อกุศลมูลมี ๓ เท่านั้น สภาวธรรมที่เหลือเป็นอกุศล แต่ไม่เป็นอกุศลมูล ปฏิ. สภาวธรรมเหล่าใดเป็นอกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอกุศลใช่ไหม วิ. ใช่ (๑๓)
อนุ. สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นอกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลอย่างเดียวกันกับอกุศลมูลใช่ไหม วิ. อกุศลที่เป็นอเหตุกะ ไม่ใช่มีมูลอย่างเดียวกันกับอกุศลมูล อกุศลที่เป็นสเหตุกะมีมูลอย่างเดียวกันกับอกุศลมูล ปฏิ. สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลอย่างเดียวกันกับอกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอกุศลใช่ไหม วิ. รูปที่มีอกุศลเป็นสมุฏฐานมีมูลอย่างเดียวกันกับอกุศลมูล แต่ไม่เป็นอกุศลอกุศลมีมูลอย่างเดียวกันกับอกุศลมูลก็ใช่ เป็นอกุศลก็ใช่ (๑๔)
อนุ. สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีมูลอย่างเดียวกันกับอกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลอาศัยกันและกันกับอกุศลมูลใช่ไหม วิ. มูลเหล่าใดเป็นอกุศลมูลเกิดร่วมกัน มูลเหล่านั้นมีมูลอย่างเดียวกันก็ใช่มีมูลอาศัยกันและกันก็ใช่ สภาวธรรมที่เกิดร่วมกันกับอกุศลมูลที่เหลือมีมูลอย่างเดียวกันกับอกุศลมูล แต่ไม่ใช่มีมูลอาศัยกันและกัน ปฏิ. สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลอาศัยกันและกันกับอกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอกุศลใช่ไหม วิ. ใช่ (๑) (๑๕) @เชิงอรรถ : @ อกุศลที่เป็นอเหตุกะ คือโมหะที่สัมปยุตกับวิจิกิจฉาและอุทธัจจะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๖๒-๗๓/๓๓๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๑๔}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑. มูลยมก] ๑. มูลวารนิทเทส ๒. อกุสลบท นยจตุกกะ
อนุ. สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นอกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นอกุศลมูลใช่ไหม วิ. มูลที่เป็นอกุศลมูลมี ๓ เท่านั้น สภาวธรรมที่เหลือเป็นอกุศล แต่ไม่ใช่มีมูลที่เป็นอกุศลมูล ปฏิ. สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นอกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอกุศลใช่ไหม วิ. ใช่ (๑๖)
อนุ. สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นอกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับอกุศลมูลใช่ไหม วิ. อกุศลที่เป็นอเหตุกะไม่ใช่มีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับอกุศลมูล อกุศลที่เป็นสเหตุกะมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับอกุศลมูล ปฏิ. สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับอกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอกุศลใช่ไหม วิ. รูปที่มีอกุศลเป็นสมุฏฐานมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับอกุศลมูล แต่ไม่เป็นอกุศล อกุศลมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับอกุศลมูลก็ใช่ เป็นอกุศลก็ใช่ (๑๗)
อนุ. สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับ อกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นมูลอาศัยกันและกันกับอกุศลมูลใช่ไหม วิ. มูลเหล่าใดเป็นอกุศลมูลเกิดร่วมกัน มูลเหล่านั้นมีมูลที่เป็นมูลอย่าง เดียวกันก็ใช่ มีมูลที่เป็นมูลอาศัยกันและกันก็ใช่ สภาวธรรมที่เกิดร่วมกันกับอกุศลมูลที่เหลือมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับอกุศลมูล แต่ไม่ใช่มีมูลที่เป็นมูลอาศัยกันและกัน ปฏิ. สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นมูลอาศัยกันและกันกับอกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอกุศลใช่ไหม วิ. ใช่ (๒) (๑๘)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๑๕}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑. มูลยมก] ๑. มูลวารนิทเทส ๒. อกุสลบท นยจตุกกะ
อนุ. สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นอกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นอกุศลใช่ไหม วิ. อกุศลที่เป็นอเหตุกะไม่ใช่มีมูลที่เป็นอกุศล อกุศลที่เป็นสเหตุกะมีมูลที่เป็นอกุศล ปฏิ. สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นอกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอกุศลใช่ไหม วิ. รูปที่มีอกุศลเป็นสมุฏฐานมีมูลที่เป็นอกุศล แต่ไม่เป็นอกุศล อกุศลมีมูลที่เป็นอกุศลก็ใช่ เป็นอกุศลก็ใช่ (๑๙)
อนุ. สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นอกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลอย่างเดียวกันกับอกุศลมูลใช่ไหม วิ. อกุศลที่เป็นอเหตุกะไม่ใช่มีมูลอย่างเดียวกันกับอกุศลมูล อกุศลที่เป็นสเหตุกะมีมูลอย่างเดียวกันกับอกุศลมูล ปฏิ. สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลอย่างเดียวกันกับอกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอกุศลใช่ไหม วิ. รูปที่มีอกุศลเป็นสมุฏฐานมีมูลอย่างเดียวกันกับอกุศลมูล แต่ไม่เป็นอกุศลอกุศลมีมูลอย่างเดียวกันกับอกุศลมูลก็ใช่ เป็นอกุศลก็ใช่ (๒๐)
อนุ. สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีมูลอย่างเดียวกันกับอกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลอาศัยกันและกันกับอกุศลมูลใช่ไหม วิ. มูลเหล่าใดเป็นอกุศลมูลเกิดร่วมกัน มูลเหล่านั้นมีมูลอย่างเดียวกันก็ใช่มีมูลอาศัยกันและกันก็ใช่ สภาวธรรมที่เกิดร่วมกันกับอกุศลมูลที่เหลือมีมูลอย่างเดียวกันกับอกุศลมูล แต่ไม่ใช่มีมูลอาศัยกันและกัน ปฏิ. สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลอาศัยกันและกันกับอกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอกุศลใช่ไหม วิ. ใช่ (๓) (๒๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๑๖}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑. มูลยมก] ๑. มูลวารนิทเทส ๒. อกุสลบท นยจตุกกะ
อนุ. สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นอกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นอกุศลมูลใช่ไหม วิ. อกุศลที่เป็นอเหตุกะไม่ใช่มีมูลที่เป็นอกุศลมูล อกุศลที่เป็นสเหตุกะมีมูลที่เป็นอกุศลมูล ปฏิ. สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นอกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอกุศลใช่ไหม วิ. รูปที่มีอกุศลเป็นสมุฏฐานมีมูลที่เป็นอกุศลมูล แต่ไม่เป็นอกุศล อกุศลมีมูลที่เป็นอกุศลมูลก็ใช่ เป็นอกุศลก็ใช่ (๒๒)
อนุ. สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นอกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับอกุศลมูลใช่ไหม วิ. อกุศลที่เป็นอเหตุกะไม่ใช่มีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับอกุศลมูล อกุศลที่เป็นสเหตุกะมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับอกุศลมูล ปฏิ. สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับอกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอกุศลใช่ไหม วิ. รูปที่มีอกุศลเป็นสมุฏฐานมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับอกุศลมูล แต่ไม่เป็นอกุศล อกุศลมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับอกุศลมูลก็ใช่ เป็นอกุศลก็ใช่
อนุ. สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับอกุศล- มูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นมูลอาศัยกันและกันกับอกุศลมูลใช่ไหม วิ. มูลเหล่าใดเป็นอกุศลมูลเกิดร่วมกัน มูลเหล่านั้นมีมูลที่เป็นมูลอย่าง เดียวกันก็ใช่ มีมูลที่เป็นมูลอาศัยกันและกันก็ใช่ สภาวธรรมที่เกิดร่วมกันกับอกุศลมูลที่เหลือมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับอกุศลมูล แต่ไม่ใช่มีมูลที่เป็นมูลอาศัยกันและกัน ปฏิ. สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นมูลอาศัยกันและกันกับอกุศลมูล สภาว-ธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอกุศลใช่ไหม วิ. ใช่ (๔) (๒๔)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๑๗}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑. มูลยมก] ๑. มูลวารนิทเทส ๓. อัพยากตบท นยจตุกกะ ๓. อัพยากตบท นยจตุกกะ
อนุ. สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นอัพยากฤต สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอัพยากตมูลใช่ไหม วิ. อัพยากตมูลมี ๓ เท่านั้น สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตที่เหลือไม่เป็นอัพยากตมูล ปฏิ. สภาวธรรมเหล่าใดเป็นอัพยากตมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอัพยากฤตใช่ไหม วิ. ใช่ (๒๕)
อนุ. สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นอัพยากฤต สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลอย่างเดียวกันกับอัพยากตมูลใช่ไหม วิ. อัพยากฤตที่เป็นอเหตุกะ ไม่ใช่มีมูลอย่างเดียวกันกับอัพยากตมูลอัพยากฤตที่เป็นสเหตุกะมีมูลอย่างเดียวกันกับอัพยากตมูล ปฏิ. สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลอย่างเดียวกันกับอัพยากตมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอัพยากฤตใช่ไหม วิ. ใช่ (๒๖)
อนุ. สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีมูลอย่างเดียวกันกับอัพยากตมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลอาศัยกันและกันกับอัพยากตมูลใช่ไหม วิ. มูลเหล่าใดเป็นอัพยากตมูลเกิดร่วมกัน มูลเหล่านั้นมีมูลอย่างเดียวกันก็ใช่ มีมูลอาศัยกันและกันก็ใช่ สภาวธรรมที่เกิดร่วมกันกับอัพยากตมูลที่เหลือมีมูลอย่างเดียวกันกับอัพยากตมูล แต่ไม่ใช่มีมูลอาศัยกันและกัน ปฏิ. สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลอาศัยกันและกันกับอัพยากตมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอัพยากฤตใช่ไหม วิ. ใช่ (๑) (๒๗) @เชิงอรรถ : @ สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤต ได้แก่ วิปากจิต กิริยาจิตพร้อมทั้งเจตสิกที่ประกอบ รูป และนิพพาน@ อัพยากฤตที่เป็นอเหตุกะ ได้แก่ จิตตุปบาท ๑๘ รูป และนิพพาน (อภิ.ปญฺจ.อ. ๗๔-๘๕/๓๓๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๑๘}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑. มูลยมก] ๑. มูลวารนิทเทส ๓. อัพยากตบท นยจตุกกะ
อนุ. สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นอัพยากฤต สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นอัพยากตมูลใช่ไหม วิ. มูลที่เป็นอัพยากตมูลมี ๓ เท่านั้น สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตที่เหลือไม่ใช่มีมูลที่เป็นอัพยากตมูล ปฏิ. สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นอัพยากตมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอัพยากฤตใช่ไหม วิ. ใช่ (๒๘)
อนุ. สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นอัพยากฤต สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับอัพยากตมูลใช่ไหม วิ. อัพยากฤตที่เป็นอเหตุกะไม่ใช่มีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับอัพยากตมูลอัพยากฤตที่เป็นสเหตุกะมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับอัพยากตมูล ปฏิ. สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับอัพยากตมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอัพยากฤตใช่ไหม วิ. ใช่ (๒๙)
อนุ. สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับอัพยา- กตมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นมูลอาศัยกันและกันกับอัพยากตมูลใช่ไหม วิ. มูลเหล่าใดเป็นอัพยากตมูลเกิดร่วมกัน มูลเหล่านั้นมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันก็ใช่ มีมูลที่เป็นมูลอาศัยกันและกันก็ใช่ สภาวธรรมที่เกิดร่วมกันกับอัพยากตมูลที่เหลือมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับอัพยากตมูล แต่ไม่ใช่มีมูลที่เป็นมูลอาศัยกันและกัน ปฏิ. สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นมูลอาศัยกันและกันกับอัพยากตมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอัพยากฤตใช่ไหม วิ. ใช่ (๒) (๓๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๑๙}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑. มูลยมก] ๑. มูลวารนิทเทส ๓. อัพยากตบท นยจตุกกะ
อนุ. สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นอัพยากฤต สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นอัพยากฤตใช่ไหม วิ. อัพยากฤตที่เป็นอเหตุกะไม่ใช่มีมูลที่เป็นอัพยากฤต อัพยากฤตที่เป็นสเหตุกะมีมูลที่เป็นอัพยากฤต ปฏิ. สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นอัพยากฤต สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอัพยากฤตใช่ไหม วิ. ใช่ (๓๑)
อนุ. สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นอัพยากฤต สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลอย่างเดียวกันกับอัพยากตมูลใช่ไหม วิ. อัพยากฤตที่เป็นอเหตุกะไม่ใช่มีมูลอย่างเดียวกันกับอัพยากตมูลอัพยากฤตที่เป็นสเหตุกะมีมูลอย่างเดียวกันกับอัพยากตมูล ปฏิ. สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลอย่างเดียวกันกับอัพยากตมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอัพยากฤตใช่ไหม วิ. ใช่ (๓๒)
อนุ. สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีมูลอย่างเดียวกันกับอัพยากตมูลสภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลอาศัยกันและกันกับอัพยากตมูลใช่ไหม วิ. มูลเหล่าใดเป็นอัพยากตมูลเกิดร่วมกัน มูลเหล่านั้นมีมูลอย่างเดียวกันก็ใช่ มีมูลอาศัยกันและกันก็ใช่ สภาวธรรมที่เกิดร่วมกันกับอัพยากตมูลที่เหลือมีมูลอย่างเดียวกันกับอัพยากตมูล แต่ไม่ใช่มีมูลอาศัยกันและกัน ปฏิ. สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลอาศัยกันและกันกับอัพยากตมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอัพยากฤตใช่ไหม วิ. ใช่ (๓) (๓๓)
อนุ. สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นอัพยากฤต สภาวธรรมเหล่า นั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นอัพยากตมูลใช่ไหม วิ. อัพยากฤตที่เป็นอเหตุกะไม่ใช่มีมูลที่เป็นอัพยากตมูล อัพยากฤตที่เป็นสเหตุกะมีมูลที่เป็นอัพยากตมูล
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๒๐}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑. มูลยมก] ๑. มูลวารนิทเทส ๔. นามบท นยจตุกกะ ปฏิ. สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นอัพยากตมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอัพยากฤตใช่ไหม วิ. ใช่ (๓๔)
อนุ. สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นอัพยากฤต สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับอัพยากตมูลใช่ไหม วิ. อัพยากฤตที่เป็นอเหตุกะไม่ใช่มีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับอัพยากตมูลอัพยากฤตที่เป็นสเหตุกะมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับอัพยากตมูล ปฏิ. สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับอัพยากตมูล สภาว-ธรรม เหล่านั้นทั้งหมดเป็นอัพยากฤตใช่ไหม วิ. ใช่ (๓๕)
อนุ. สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง มีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับอัพยากตมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นมูลอาศัยกันและกันกับอัพยากตมูลใช่ไหม วิ. มูลเหล่าใดเป็นอัพยากตมูลเกิดร่วมกัน มูลเหล่านั้นมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันก็ใช่ มีมูลที่เป็นมูลอาศัยกันและกันก็ใช่ สภาวธรรมที่เกิดร่วมกันกับอัพยากตมูลที่เหลือมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับอัพยากตมูล แต่ไม่ใช่มีมูลที่เป็นมูลอาศัยกันและกัน ปฏิ. สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นมูลอาศัยกันและกันกับอัพยากตมูลสภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอัพยากฤตใช่ไหม วิ. ใช่ (๔) (๓๖) ๔. นามบท นยจตุกกะ
อนุ. สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นนาม สภาวธรรมเหล่านั้น ทั้งหมดเป็นนามมูลใช่ไหม วิ. นามมูล มี ๙ เท่านั้น สภาวธรรมที่เป็นนามที่เหลือไม่เป็นนามมูล @เชิงอรรถ : @ สภาวธรรมที่เป็นนาม ในที่นี้หมายถึงอรูปขันธ์ ๔ และนิพพาน (อภิ.ปญฺจ.อ. ๘๖-๙๗/๓๓๒)@ นามมูล คือ กุศลมูล ๓ อกุศลมูล ๓ อัพยากตมูล ๓ รวมเป็น ๙ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๘๖-๙๗/๓๓๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๒๑}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑. มูลยมก] ๑. มูลวารนิทเทส ๔. นามบท นยจตุกกะ ปฏิ. สภาวธรรมเหล่าใดเป็นนามมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นนามใช่ไหม วิ. ใช่ (๓๗)
อนุ. สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นนาม สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลอย่างเดียวกันกับนามมูลใช่ไหม วิ. นามที่เป็นอเหตุกะ ไม่ใช่มีมูลอย่างเดียวกันกับนามมูล นามที่เป็นสเหตุกะมีมูลอย่างเดียวกันกับนามมูล ปฏิ. สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลอย่างเดียวกันกับนามมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นนามใช่ไหม วิ. รูปที่มีนามเป็นสมุฏฐานมีมูลอย่างเดียวกันกับนามมูล แต่ไม่เป็นนามนามมีมูลอย่างเดียวกันกับนามมูลก็ใช่ เป็นนามก็ใช่ (๓๘)
อนุ. สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีมูลอย่างเดียวกันกับนามมูลสภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลอาศัยกันและกันกับนามมูลใช่ไหม วิ. มูลเหล่าใดเป็นนามมูลเกิดร่วมกัน นามเหล่านั้นมีมูลอย่างเดียวกันก็ใช่มีมูลอาศัยกันและกันก็ใช่ สภาวธรรมที่เกิดร่วมกันกับนามมูลที่เหลือมีมูลอย่างเดียวกันกับนามมูล แต่ไม่ใช่มีมูลอาศัยกันและกัน ปฏิ. สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลอาศัยกันและกันกับนามมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นนามใช่ไหม วิ. ใช่ (๑) (๓๙)
อนุ. สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นนาม สภาวธรรมเหล่านั้นทั้ง หมดมีมูลที่เป็นนามมูลใช่ไหม วิ. มูลที่เป็นนามมูลมี ๙ เท่านั้น สภาวธรรมที่เป็นนามที่เหลือ ไม่ใช่มีมูลที่เป็นนามมูล @เชิงอรรถ : @ นามที่เป็นอเหตุกะ ในที่นี้หมายถึงจิตตุปบาท ๑๘ โมหะที่สัมปยุตด้วยวิจิกิจฉา อุทธัจจะ และ@นิพพาน (อภิ.ปญฺจ.อ. ๘๖-๙๗/๓๓๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๒๒}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑. มูลยมก] ๑. มูลวารนิทเทส ๔. นามบท นยจตุกกะ ปฏิ. สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นนามมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นนามใช่ไหม วิ. ใช่ (๔๐)
อนุ. สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นนาม สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับนามมูลใช่ไหม วิ. นามที่เป็นอเหตุกะไม่ใช่มีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับนามมูล นามที่เป็นสเหตุกะมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับนามมูล ปฏิ. สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับนามมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นนามใช่ไหม วิ. รูปที่มีนามเป็นสมุฏฐานมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับนามมูลแต่ไม่เป็นนาม นามมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับนามมูลก็ใช่ เป็นนามก็ใช่ (๔๑)
อนุ. สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับนามมูลสภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นมูลอาศัยกันและกันกับนามมูลใช่ไหม วิ. มูลเหล่าใดเป็นนามมูลเกิดร่วมกัน มูลเหล่านั้นมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันก็ใช่ มีมูลที่เป็นมูลอาศัยกันและกันก็ใช่ สภาวธรรมที่เกิดร่วมกันกับนามมูลที่เหลือมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับนามมูล แต่ไม่ใช่มีมูลที่เป็นมูลอาศัยกันและกัน ปฏิ. สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นมูลอาศัยกันและกันกับนามมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นนามใช่ไหม วิ. ใช่ (๒) (๔๒)
อนุ. สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นนาม สภาวธรรมเหล่านั้น ทั้งหมดมีมูลที่เป็นนามใช่ไหม วิ. นามที่เป็นอเหตุกะไม่ใช่มีมูลที่เป็นนาม นามที่เป็นสเหตุกะมีมูลที่เป็นนาม ปฏิ. สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นนาม สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นนามใช่ไหม วิ. รูปที่มีนามเป็นสมุฏฐานมีมูลที่เป็นนามแต่ไม่เป็นนาม นามมีมูลที่เป็น นามก็ใช่ เป็นนามก็ใช่ (๔๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๒๓}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑. มูลยมก] ๑. มูลวารนิทเทส ๔. นามบท นยจตุกกะ
อนุ. สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นนาม สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลอย่างเดียวกันกับนามมูลใช่ไหม วิ. นามที่เป็นอเหตุกะไม่ใช่มีมูลอย่างเดียวกันกับนามมูล นามที่เป็นสเหตุกะมีมูลอย่างเดียวกันกับนามมูล ปฏิ. สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลอย่างเดียวกันกับนามมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นนามใช่ไหม วิ. รูปที่มีนามเป็นสมุฏฐานมีมูลอย่างเดียวกันกับนามมูล แต่ไม่เป็นนามนามมีมูลอย่างเดียวกันกับนามมูลก็ใช่ เป็นนามก็ใช่ (๔๔)
อนุ. สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง มีมูลอย่างเดียวกันกับนามมูลสภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลอาศัยกันและกันกับนามมูลใช่ไหม วิ. มูลเหล่าใดเป็นนามมูลเกิดร่วมกัน มูลเหล่านั้นมีมูลอย่างเดียวกันก็ใช่มีมูลอาศัยกันและกันก็ใช่ สภาวธรรมที่เกิดร่วมกันกับนามมูลที่เหลือมีมูลอย่างเดียวกันกับนามมูล แต่ไม่ใช่มีมูลอาศัยกันและกัน ปฏิ. สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลอาศัยกันและกันกับนามมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นนามใช่ไหม วิ. ใช่ (๓) (๔๕)
อนุ. สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นนาม สภาวธรรมเหล่านั้น ทั้งหมดมีมูลที่เป็นนามมูลใช่ไหม วิ. นามที่เป็นอเหตุกะไม่ใช่มีมูลที่เป็นนามมูล นามที่เป็นสเหตุกะมีมูลที่ เป็นนามมูล ปฏิ. สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นนามมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นนามใช่ไหม วิ. รูปที่มีนามเป็นสมุฏฐานมีมูลที่เป็นนามมูล แต่ไม่เป็นนาม นามมีมูลที่ เป็นนามมูลก็ใช่ เป็นนามก็ใช่ (๔๖)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๒๔}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑. มูลยมก] ๒-๑๐. เหตุวาราทินิทเทส
อนุ. สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นนาม สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับนามมูลใช่ไหม วิ. นามที่เป็นอเหตุกะ ไม่ใช่มีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับนามมูล นามที่เป็นสเหตุกะมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับนามมูล ปฏิ. สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับนามมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นนามใช่ไหม วิ. รูปที่มีนามเป็นสมุฏฐานมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับนามมูล แต่ไม่เป็นนาม นามมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับนามมูลก็ใช่ เป็นนามก็ใช่ (๔๗)
อนุ. สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับนามมูลสภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นมูลอาศัยกันและกันกับนามมูลใช่ไหม วิ. มูลเหล่าใดเป็นนามมูลเกิดร่วมกัน มูลเหล่านั้นมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันก็ใช่ มีมูลที่เป็นมูลอาศัยกันและกันก็ใช่ สภาวธรรมที่เกิดร่วมกันกับนามมูลที่เหลือมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับนามมูล แต่ไม่ใช่มีมูลที่เป็นมูลอาศัยกันและกัน ปฏิ. สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นมูลอาศัยกันและกันกับนามมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นนามใช่ไหม วิ. ใช่ (๔) (๔๘) มูลวารนิทเทส จบ ๒-๑๐. เหตุวาราทินิทเทส
อนุ. สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นกุศล สภาวธรรมเหล่านั้น ทั้งหมดเป็นกุศลเหตุใช่ไหม วิ. กุศลเหตุมี ๓ เท่านั้น สภาวธรรมที่เป็นกุศลที่เหลือไม่เป็นกุศลเหตุ ฯลฯ ไม่เป็นกุศลนิทาน ฯลฯ ไม่เป็นกุศลสมภพ ฯลฯ ไม่เป็นกุศลประภพ ฯลฯ ไม่เป็นกุศลสมุฏฐาน ฯลฯ ไม่เป็นกุศลอาหาร ฯลฯ ไม่เป็นกุศลอารมณ์ ฯลฯ ไม่เป็นกุศลปัจจัย ฯลฯ ไม่เป็นกุศลสมุทัย ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๒๕}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑. มูลยมก] ๒-๑๐. เหตุวาราทินิทเทส
อนุ. สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นอกุศล ฯลฯ อนุ. สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นอัพยากฤต ฯลฯ อนุ. สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นนาม สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นนามเหตุ ฯลฯ เป็นนามนิทาน ฯลฯ เป็นนามสมภพ ฯลฯ เป็นนามประภพฯลฯ เป็นนามสมุฏฐาน ฯลฯ เป็นนามอาหาร ฯลฯ เป็นนามอารมณ์ ฯลฯ เป็นนามปัจจัย ฯลฯ เป็นนามสมุทัย มูล เหตุ นิทาน สมภพ ประภพ สมุฏฐาน อาหาร อารมณ์ ปัจจัย และสมุทัย มีด้วยประการฉะนี้ นิทเทสวาร จบ มูลยมก จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๒๖}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถามูลยมกะ นิทเทสวาระ
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคทรงเริ่มนิทเทสวาระโดยนัยเป็นต้นว่า เยเกจิ กุสลา ธมฺมา = ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นกุศล (มีอยู่).
ในคำเหล่านั้น คำว่า เยเกจิ = เหล่าใดเหล่าหนึ่ง เป็นคำที่แสดงถึงกุศลทั้งหมดโดยไม่มีส่วนเหลือ.
สองบทว่า กุสลา ธมฺมา ได้แก่ สภาวะธรรมที่เป็นกุศล ไม่มีโทษ มีผลเป็นความสุข อันเป็นลักษณะที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้วในบทภาชนะแห่งกุศลติกะ.
หลายบทว่า สพฺเพ เต กุสลมูลา = ธรรมเหล่านั้นทั้งปวงเป็นกุศลมูลหรือ ได้แก่ ย่อมถามว่า ธรรมทั้งปวงนั่นแหละเป็นกุศลมูล ใช่ไหม?
สองบทว่า ตีเณว กุสลมูลานิ = สามเท่านั้นชื่อว่ากุศลมูล ได้แก่ ธรรมเหล่านั้นทั้งหมดไม่ชื่อว่ากุศลมูล. อธิบายว่า มูล ๓ มีอโลภะเป็นต้นเท่านั้น ชื่อว่ากุศลมูล.
หลายบทว่า อวเสลา กุสลา ธมฺมา น กุสลมูลา = ธรรม ท. ที่เหลือชื่อว่ากุศล แต่ไม่ชื่อว่ากุศลมูล ได้แก่ กุศลธรรมทั้งหลายที่เหลือมีผัสสะเป็นต้น ไม่ชื่อว่ากุศลมูล. อีกอย่างหนึ่งอธิบายว่า กุศลทั้งหลายที่เหลือมีผัสสะเป็นต้น ชื่อว่ากุศลธรรมเท่านั้นไม่ชื่อว่ากุศลมูล.
หลายบทว่า เยวาปน กุสลามูลา = ก็หรือว่ากุศลมูลเหล่าใด ได้แก่ มูล ๓ มีอโลภะเป็นต้น ท่านถือเอาแล้วว่า ก็หรือว่าธรรมเหล่าใดเป็นกุศลมูล ด้วยบทที่สองแห่งปุจฉาแรก.
หลายบทว่า สพฺเพ เต ธมฺมา กุสลา = ธรรมเหล่านั้นทั้งปวงเป็นกุศลหรือ ได้แก่ ย่อมถามว่า ธรรมทั้งหลายแม้ ๓ ทั้งหมดเหล่านั้นเป็นกุศลหรือ
คำว่า อามนฺตา = ใช่ ได้แก่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วเพื่อจะทรงรับรองความที่แห่งกุศลมูลทั้งหลายแม้ทั้งหมดเป็นกุศล นี้เป็นเนื้อความของมูลยมกในมูลนัย
พึงทราบนัยแห่งการวิสัชนาในปุจฉาทั้งปวงโดยอุบายนี้.
ความแปลกกันอันใด มีอยู่ในที่ใด ข้าพเจ้า (พระพุทธโฆษาจารย์) จักพรรณนาความแปลกกันนั้น ในที่นั้นต่อไปกล่าวคือในเอกมูลยมก กุศลทั้งหลายบัณฑิตไม่ควรถือเอากุศลที่มีมูลอันหนึ่งด้วยอรรถแห่งการนับ แต่ควรถือเอาด้วยอรรถแห่งการนับแต่ควรถือเอาด้วยอรรถที่เสมอกันว่าธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลเป็นอันเดียวกันกับกุศลมูล.
อธิบายว่า ในเอกมูลยมกนี้ กุศลเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เสมอกันกับกุศลมูล มูลใดเป็นมูลของผัสสะ มูลนั้นก็เป็นมูลของธรรมทั้งหลายมีเวทนาเป็นต้นนั่นแหละ ครั้นเมื่อความเป็นอย่างนั้นมีอยู่ พระผู้มีพระภาคเมื่อจะทรงรับรองความที่กุศลเหล่านั้นเป็นอย่างนั้น จึงตรัสคำว่า อามนฺตา = ใช่.
คำว่า กุสลสมุฏฺฐานํ ท่านแสดงรูปซึ่งมีกุศลจิตเป็นสมุฏฐาน.
คำว่า เอกมูลํ ได้แก่ มีมูลเสมอกันกับกุศลมูลมีอโลภะเป็นต้น มูลทั้งหลายมีอโลภะเป็นต้น ชื่อว่ามูล เพราะเป็นเหตุเป็นปัจจัยแก่ธรรมทั้งหลายมีผัสสะเป็นต้นฉันใด มูลนั้นก็เป็นมูลแม้แก่สมุฏฐานรูปฉันนั้น แต่สมุฏฐานรูปนั้นไม่ใช่กุศล เพราะความไม่มีลักษณะแห่งกุศล.
พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ตรัสถามในยมกอื่นๆ ว่า เยเกจิ กุสลา = ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นกุศล (มีอยู่) แต่ตรัสถามว่า เยเกจิ กุสลามูเลน เอกมูลา = ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีมูลเป็นอันเดียวกันกับกุศล (มีอยู่).
ถามว่า เพราะเหตุไร? ตอบว่า เพราะเนื้อความนั้นนั่นแหละมีอยู่เพร้อมโดยพยัญชนะแม้นั้น คำว่า กุสลมูลานิ นี้เป็นวิเสสนะของคำก่อน.
จริงอยู่ พระองค์ตรัสว่า มูลเหล่าใดย่อมเกิดขึ้นโดยความเป็นอันเดียวกัน ก็มูลเหล่านั้นเป็นกุศลมูลบ้างเป็นอกุศลมูลบ้าง เป็นอัพยากตมูลบ้าง คำนี้ท่านกล่าวไว้ เพื่อแสดงความวิเศษของคำว่า กุสลมูลานิ
คำว่า อญฺญมญฺญมูลานิ จ = เป็นมูลซึ่งกันและกันด้วย.
อธิบายว่า มูลทั้งหลายย่อมเป็นเหตุเป็นปัจจัย กะกันและกันโดยเป็นเหตุเป็นปัจจัย ในปฏิโลมปุจฉา ไม่ตรัสว่าสพฺเพ เต ธมฺมา กุสลมูเลน เอกมูลา = ธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลเป็นอันเดียวกันกับกุศลมูลแต่ตรัสว่า สพฺเพ เต ธมฺมา กุสลา = ธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นกุศล.
ถามว่า เพราะเหตุไร?
ตอบว่า เพราะไม่มีเนื้อความแปลกกัน ก็เมื่อจะทำการปุจฉาว่า กุสลมูเลน เอกมูลา = มีมูลเป็นอันเดียวกันกับกุศลมูลหรือ ดังนี้พึงทำการวิสัชชนาตามนัยที่กล่าวแล้วในหนหลังว่า มูลานิ ยานิ เอกโต อุปฺปชฺชนติ = มูลทั้งหลายเหล่าใดเกิดขึ้นคราวเดียวกัน ก็เมื่อความแปลกกันแห่งเนื้อความไม่มีอยู่เหตุนั้น พระองค์จึงไม่ทรงกระทำการถามอย่างนั้น แต่ทรงกระทำการถามอย่างนี้แม้ในมูลนัย เป็นต้น.
ในอัญญมัญญมูลยมก ก็พึงทราบคำถามที่แปลกกันโดยอุบายนี้.
ในมูลมูลนัย คำว่า สพฺเพ เต กุสลมูลมูลา = ธรรมทั้งหลายเหล่านั้นมีมูลที่เป็นกุศลมูล ได้แก่ ย่อมถามว่า ธรรมทั้งหลายเหล่านั้นชื่อว่ามูล กล่าวคือกุศลมูลหรือ.
คำว่า เอกมูลมูลา มีมูลที่เรียกว่ามูลอันเดียวกัน ดังนี้ อธิบายว่า มูลที่เป็นมูลอันเดียวกันกับกุศลมีอยู่ เหตุนั้น มูลนั้นจึงชื่อว่า เป็นมูลที่เรียกว่ามูลอันเดียวกัน เพราะอรรถว่าเสมอกัน.
บทว่า อญฺญมญฺญมูลมูลา = มีมูลที่เป็นมูลซึ่งกันและกัน ดังนี้ ได้แก่มูลแก่กันและกัน ชื่อว่าอัญญมัญญมูล คือว่า อัญญมัญญมูลชื่อว่ามูลของธรรมเหล่านั้น เพราะอรรถว่าเป็นเหตุเป็นปัจจัย เหตุนั้น มูลนั้นจึงชื่อว่าอัญญมัญญมูลมูล.
ในมูลกนัย บทว่า กุสลมูลกา ดังนี้ อธิบายว่า มูลที่เป็นกุศลของธรรมเหล่านั้นมีอยู่ เพราะอรรถว่าเป็นเหตุเป็นปัจจัย เหตุนั้นธรรมเหล่านั้น จึงชื่อว่ามีมูลที่เป็นกุศล.
ในมูลมูลกนัย บทว่า กุสลามูลมูลกา ดังนี้ อธิบายว่า มูลของกุศลเหล่านั้นเป็นกุศลมูล คือมูลที่เป็นกุศลมูลของกุศลเหล่านั้น มีอยู่เพราะอรรถว่าเป็นเหตุเป็นปัจจัย เหตุนั้น กุศลเหล่านั้นจึงชื่อว่ามีมูลที่เรียกว่ากุศลมูล นี้เป็นเนื้อความพิเศษในนัยยมกปุจฉาเป็นต้นเพราะอาศัยกุศลบท เพียงเท่านี้ แม้ในบททั้งหลายมีอกุศลบทเป็นต้นก็นัยนี้ ส่วนความพิเศษมีดังนี้.
สองบทว่า อเหตุกํ อกุสลํ ตรัสหมายเอาโมหะที่สัมปยุตด้วยวิจิกิจฉาและอุทธัจจะ.
สองบทว่า อเหตุกํ อพฺยากตํ ได้แก่ธรรมที่เหลือเว้นสเหตุกะและอัพยากตสมุฏฐานรูป ย่อมได้ในที่นี้ว่า จิตตุปปาท ๑๘,รูปและนิพพาน ชื่อว่าไม่มีมูลเป็นอันเดียวกันกับอัพยากตมูล สเหตุกะและอัพยากตสมุฏฐานรูป มีมูลเป็นอันเดียวกันกับอัพยากตมูลท่านทำอัพยากตะนั้นให้เป็นอัพโพหาริก คือสิ่งที่กล่าวอ้างไม่ได้ หรือไม่มีโวหารแล้ว จึงกระทำการวิสัชนาด้วยอำนาจของอัพยากตมูลที่ได้อยู่โดยความเป็นอันเดียวกัน.
ธรรมทั้งหลายกล่าวคือนาม ชื่อว่า นามา ธมฺมา นามเหล่านั้น ว่าโดยอรรถได้แก่ อรูปขันธ์ ๔ และนิพพาน.
สองบทว่า นเวว นามมูลานิ = ๙ เท่านั้น ชื่อว่านามมูล ได้แก่ มูล ๙ อย่างด้วยอำนาจของกุศล อกุศลและอัพยากตมูลนามที่เป็นอเหตุกะ ไม่มีมูลอันเดียวกันกับนามมูลเพราะฉะนั้น นามนั้นจึงชื่อว่าไม่มีเหตุนามแม้ทั้งหมด คือจิตตุปปาท ๑๘ โมหะที่สัมปยุตด้วยวิจิกิจฉาและอุทธัจจะ และนิพพาน ไม่มีมูลเป็นอันเดียวกันกับนามมูล ก็อเหตุกนามนั้น ย่อมไม่เกิดพร้อมกับนามมูล. อธิบายว่า สเหตุกนามย่อมเกิดขึ้นพร้อมกันกับนามมูล แม้ในบททั้งหลายว่า สเหตุกํ นามํ นามมูเลน.
คำที่เหลือในที่ทั้งปวงมีเนื้อความง่ายเท่านั้น ด้วยประการฉะนี้.
แม้ในวาระทั้งหลายมีเหตุวาระเป็นต้น พึงทราบเนื้อความโดยอุบายนี้ คาถาว่า มูลํ เหตุ นิทานํ จ ดังนี้เป็นต้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วด้วยอำนาจแห่งอุทานของวาระทั้ง ๑๐ ตามที่ข้าพเจ้าชี้แจงมาแล้ว ดังนี้แล.
อรรถกถามูลยมกะ จบ. -----------------------------------------------------