นิโรธวาร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๙๑๙ยสฺส ทุกฺขสจฺจํ นิรุชฺฌติ ตสฺส สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌตีติ: สพฺเพสํ จวนฺตานํ ปวตฺเต ตณฺหาวิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ ทุกฺขสจฺจํ นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌติ ตณฺหาย ภงฺคกฺขเณ เตสํ ทุกฺขสจฺจญฺจ นิรุชฺฌติ สมุทยสจฺจญฺจ นิรุชฺฌติ ฯ ยสฺส วา ปน สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌติ ตสฺส ทุกฺขสจฺจํ นิรุชฺฌตีติ: อามนฺตา ฯ
๙๒๐ยสฺส ทุกฺขสจฺจํ นิรุชฺฌติ ตสฺส มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌตีติ: สพฺเพสํ จวนฺตานํ ปวตฺเต มคฺควิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ ทุกฺขสจฺจํ นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌติ ปญฺจโวกาเร มคฺคสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ ทุกฺขสจฺจญฺจ นิรุชฺฌติ มคฺคสจฺจญฺจ นิรุชฺฌติ ฯ ยสฺส วา ปน มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌติ ตสฺส ทุกฺขสจฺจํ นิรุชฺฌตีติ: อรูเป มคฺคสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ ทุกฺขสจฺจํ นิรุชฺฌติ ปญฺจโวกาเร มคฺคสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ มคฺคสจฺจญฺจ นิรุชฺฌติ ทุกฺขสจฺจญฺจ นิรุชฺฌติ ฯ
๙๒๑ยสฺส สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌติ ตสฺส มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌตีติ: โน ฯ ยสฺส วา ปน มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌติ ตสฺส สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌตีติ: โน ฯ
๙๒๒ยตฺถ ทุกฺขสจฺจํ นิรุชฺฌติ ตตฺถ สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌตีติ: อสญฺญสตฺเต ตตฺถ ทุกฺขสจฺจํ นิรุชฺฌติ ฯเปฯ ยตฺถกํ อุปฺปาเทปิ นิโรเธปิ อุปฺปาทนิโรเธปิ สทิสํ ฯ นตฺถิ นานากรณํ ฯ
๙๒๓ยสฺส ยตฺถ ทุกฺขสจฺจํ นิรุชฺฌติ ฯเปฯ ยสฺสยตฺถกมฺปิ สทิสํ วิตฺถาเรตพฺพํ ฯ
๙๒๔ยสฺส ทุกฺขสจฺจํ น นิรุชฺฌติ ตสฺส สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌติ ตสฺส ทุกฺขสจฺจํ น นิรุชฺฌตีติ: สพฺเพสํ จวนฺตานํ ปวตฺเต ตณฺหาวิปฺปยุตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ ทุกฺขสจฺจํ น นิรุชฺฌติ สพฺเพสํ อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ อรูเป มคฺคสฺส จ ผลสฺส จ ภงฺคกฺขเณ เตสํ สมุทยสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌติ ทุกฺขสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌติ ฯ
๙๒๕ยสฺส ทุกฺขสจฺจํ น นิรุชฺฌติ ตสฺส มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌตีติ: อรูเป มคฺคสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ ทุกฺขสจฺจํ น นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌติ สพฺเพสํ อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ อรูเป ผลสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ ทุกฺขสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌติ มคฺคสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌติ ฯ ยสฺส วา ปน มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌติ ตสฺส ทุกฺขสจฺจํ น นิรุชฺฌตีติ: สพฺเพสํ จวนฺตานํ ปวตฺเต มคฺควิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ ทุกฺขสจฺจํ น นิรุชฺฌติ สพฺเพสํ อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ อรูเป ผลสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ มคฺคสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌติ ทุกฺขสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌติ ฯ
๙๒๖ยสฺส สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌติ ตสฺส มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌตีติ: มคฺคสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌติ สพฺเพสํ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ตณฺหาวิปฺปยุตฺตมคฺควิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ สมุทยสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌติ มคฺคสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌติ ฯ ยสฺส วา ปน มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌติ ตสฺส สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌตีติ: ตณฺหาย ภงฺคกฺขเณ เตสํ มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌติ สพฺเพสํ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ มคฺควิปฺปยุตฺตตณฺหาวิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ มคฺคสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌติ สมุทยสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌติ ฯ
๙๒๗ยตฺถ ทุกฺขสจฺจํ น นิรุชฺฌติ ฯเปฯ
๙๒๘ยสฺส ยตฺถ ทุกฺขสจฺจํ น นิรุชฺฌติ ฯเปฯ ยสฺสกมฺปิ ยตฺถกมฺปิ ยสฺสยตฺถกมฺปิ สทิสํ ฯ ยสฺสยตฺถเกปิ นิโรธสมาปนฺนานนฺติ เจตํ นกาตพฺพํ ฯ --------
๙๒๙ยสฺส ทุกฺขสจฺจํ นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยถา อุปฺปาทวาเร อตีตา ปุจฺฉา อนุโลมมฺปิ ปจฺจนิยมฺปิ วิภตฺตํ เอวํ นิโรเธปิ วิภชิตพฺพํ ฯ นตฺถิ นานากรณํ ฯ --------
๙๓๐ยสฺส ทุกฺขสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อคฺคมคฺคสมงฺคีนํ อรหนฺตานํ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ ตสฺส จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ทุกฺขสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสติ อิตเรสํ เตสํ ทุกฺขสจฺจญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ สมุทยสจฺจญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน สมุทยสจฺจํ ฯเปฯ อามนฺตา ฯ
๙๓๑ยสฺส ทุกฺขสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อคฺคมคฺคสฺส ภงฺคกฺขเณ อรหนฺตานํ เย จ ปุถุชฺชนา มคฺคํ น ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ ทุกฺขสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสติ อคฺคมคฺคสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เย จญฺเญ มคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ ทุกฺขสจฺจญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ มคฺคสจฺจญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน มคฺคสจฺจํ ฯเปฯ อามนฺตา ฯ
๙๓๒ยสฺส สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: เย ปุถุชฺชนา มคฺคํ น ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสติ เย มคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ สมุทยสจฺจญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ มคฺคสจฺจญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อคฺคมคฺคสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสติ เย มคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ มคฺคสจฺจญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ สมุทยสจฺจญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ
๙๓๓ยตฺถ ทุกฺขสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯเปฯ
๙๓๔ยสฺส ยตฺถ ทุกฺขสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อคฺคมคฺคสมงฺคีนํ อรหนฺตานํ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ ทุกฺขสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสติ อิตเรสํ จตุโวการานํ ปญฺจโวการานํ เตสํ ตตฺถ ทุกฺขสจฺจญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ สมุทยสจฺจญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺสกมฺปิ ยตฺถกมฺปิ ยสฺสยตฺถกมฺปิ สทิสํ ฯ
๙๓๕ยสฺส ทุกฺขสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ทุกฺขสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อคฺคมคฺคสมงฺคีนํ อรหนฺตานํ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ทุกฺขสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ สมุทยสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ทุกฺขสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ
๙๓๖ยสฺส ทุกฺขสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ทุกฺขสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อคฺคมคฺคสฺส ภงฺคกฺขเณ อรหนฺตานํ เย จ ปุถุชฺชนา มคฺคํ น ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ทุกฺขสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ มคฺคสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ทุกฺขสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ
๙๓๗ยสฺส สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อคฺคมคฺคสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ อคฺคมคฺคสฺส ภงฺคกฺขเณ อรหนฺตานํ เตสํ สมุทยสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ มคฺคสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: เย ปุถุชฺชนา มคฺคํ น ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ อคฺคมคฺคสฺส ภงฺคกฺขเณ อรหนฺตานํ เตสํ มคฺคสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ สมุทยสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ
๙๓๘ยตฺถ ทุกฺขสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯเปฯ
๙๓๙ยสฺส ยตฺถ ทุกฺขสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ ทุกฺขสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อคฺคมคฺคสมงฺคีนํ อรหนฺตานํ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ ทุกฺขสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ สมุทยสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ทุกฺขสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ
๙๔๐ยสฺส ยตฺถ ทุกฺขสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ ทุกฺขสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อคฺคมคฺคสฺส ภงฺคกฺขเณ อรหนฺตานํ เย จ ปุถุชฺชนา มคฺคํ น ปฏิลภิสฺสนฺติ อาปายิกานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ ทุกฺขสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ มคฺคสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ทุกฺขสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ
๙๔๑ยสฺส ยตฺถ สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อคฺคมคฺคสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ ตตฺถ สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ อคฺคมคฺคสฺส ภงฺคกฺขเณ อรหนฺตานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ สมุทยสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ มคฺคสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อาปายิกานํ เย จ ปุถุชฺชนา มคฺคํ น ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ ตตฺถ มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ อคฺคมคฺคสฺส ภงฺคกฺขเณ อรหนฺตานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ มคฺคสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ สมุทยสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ --------
๙๔๒ยสฺส ทุกฺขสจฺจํ นิรุชฺฌติ ตสฺส สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส ทุกฺขสจฺจํ นิรุชฺฌตีติ: สพฺเพสํ อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ อรูเป มคฺคสฺส จ ผลสฺส จ ภงฺคกฺขเณ เตสํ สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌิตฺถ โน จ เตสํ ทุกฺขสจฺจํ นิรุชฺฌติ สพฺเพสํ จวนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ สมุทยสจฺจญฺจ นิรุชฺฌิตฺถ ทุกฺขสจฺจญฺจ นิรุชฺฌติ ฯ
๙๔๓ยสฺส ทุกฺขสจฺจํ นิรุชฺฌติ ตสฺส มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌิตฺถาติ: อนภิสเมตาวีนํ จวนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ ทุกฺขสจฺจํ นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌิตฺถ อภิสเมตาวีนํ จวนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ ทุกฺขสจฺจญฺจ นิรุชฺฌติ มคฺคสจฺจญฺจ นิรุชฺฌิตฺถ ฯ ยสฺส วา ปน มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส ทุกฺขสจฺจํ นิรุชฺฌตีติ: อภิสเมตาวีนํ อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ อรูเป มคฺคสฺส จ ผลสฺส จ ภงฺคกฺขเณ เตสํ มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌิตฺถ โน จ เตสํ ทุกฺขสจฺจํ นิรุชฺฌติ อภิสเมตาวีนํ จวนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ มคฺคสจฺจญฺจ นิรุชฺฌิตฺถ ทุกฺขสจฺจญฺจ นิรุชฺฌติ ฯ
๙๔๔ยสฺส สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌติ ตสฺส มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌิตฺถาติ: อนภิสเมตาวีนํ ตณฺหาย ภงฺคกฺขเณ เตสํ สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌิตฺถ อภิสเมตาวีนํ ตณฺหาย ภงฺคกฺขเณ เตสํ สมุทยสจฺจญฺจ นิรุชฺฌติ มคฺคสจฺจญฺจ นิรุชฺฌิตฺถ ฯ ยสฺส วา ปน มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌตีติ: อภิสเมตาวีนํ ตณฺหาย อุปฺปาทกฺขเณ ตณฺหาวิปฺปยุตฺตจิตฺเต วตฺตมาเน นิโรธสมาปนฺนานํ เตสํ มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌิตฺถ โน จ เตสํ สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌติ อภิสเมตาวีนํ ตณฺหาย ภงฺคกฺขเณ เตสํ มคฺคสจฺจญฺจ นิรุชฺฌิตฺถ สมุทยสจฺจญฺจ นิรุชฺฌติ ฯ
๙๔๕ยตฺถ ทุกฺขสจฺจํ นิรุชฺฌติ ฯเปฯ
๙๔๖ยสฺส ยตฺถ ทุกฺขสจฺจํ นิรุชฺฌติ ตสฺส ตตฺถ สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌิตฺถาติ: สุทฺธาวาสานํ อุปฺปตฺติจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อสญฺญสตฺตา จวนฺตานํ เตสํ ตตฺถ ทุกฺขสจฺจํ นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ ตตฺถ สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌิตฺถ อิตเรสํ จตุโวการา ปญฺจโวการา จวนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ ทุกฺขสจฺจญฺจ นิรุชฺฌติ สมุทยสจฺจญฺจ นิรุชฺฌิตฺถ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส ตตฺถ ทุกฺขสจฺจํ นิรุชฺฌตีติ: จตุโวการํ ปญฺจโวการํ อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ อรูเป มคฺคสฺส จ ผลสฺส จ ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ ทุกฺขสจฺจํ นิรุชฺฌติ จตุโวการา ปญฺจโวการา จวนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ สมุทยสจฺจญฺจ นิรุชฺฌิตฺถ ทุกฺขสจฺจญฺจ นิรุชฺฌติ ฯ
๙๔๗ยสฺส ยตฺถ ทุกฺขสจฺจํ นิรุชฺฌติ ตสฺส ตตฺถ มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌิตฺถาติ: สุทฺธาวาสานํ อุปฺปตฺติจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อนภิสเมตาวีนํ จวนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อสญฺญสตฺตา จวนฺตานํ เตสํ ตตฺถ ทุกฺขสจฺจํ นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ ตตฺถ มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌิตฺถ อภิสเมตาวีนํ จวนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ ทุกฺขสจฺจญฺจ นิรุชฺฌติ มคฺคสจฺจญฺจ นิรุชฺฌิตฺถ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส ตตฺถ ทุกฺขสจฺจํ นิรุชฺฌตีติ: อภิสเมตาวีนํ อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ อรูเป มคฺคสฺส จ ผลสฺส จ ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ ทุกฺขสจฺจํ นิรุชฺฌติ อภิสเมตาวีนํ จวนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ มคฺคสจฺจญฺจ นิรุชฺฌิตฺถ ทุกฺขสจฺจญฺจ นิรุชฺฌติ ฯ
๙๔๘ยสฺส ยตฺถ สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌติ ตสฺส ตตฺถ มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌิตฺถาติ: อนภิสเมตาวีนํ ตณฺหาย ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ ตตฺถ มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌิตฺถ อภิสเมตาวีนํ ตณฺหาย ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ สมุทยสจฺจญฺจ นิรุชฺฌติ มคฺคสจฺจญฺจ นิรุชฺฌิตฺถ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส ตตฺถ สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌตีติ: อภิสเมตาวีนํ ตณฺหาย อุปฺปาทกฺขเณ ตณฺหาวิปฺปยุตฺตจิตฺเต วตฺตมาเน เตสํ ตตฺถ มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌติ อภิสเมตาวีนํ ตณฺหาย ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ มคฺคสจฺจญฺจ นิรุชฺฌิตฺถ สมุทยสจฺจญฺจ นิรุชฺฌติ ฯ
๙๔๙ยสฺส ทุกฺขสจฺจํ น นิรุชฺฌติ ตสฺส สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌิตฺถาติ: นิรุชฺฌิตฺถ ฯ ยสฺส วา ปน สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส ทุกฺขสจฺจํ น นิรุชฺฌตีติ: นตฺถิ ฯ
๙๕๐ยสฺส ทุกฺขสจฺจํ น นิรุชฺฌติ ตสฺส มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิตฺถาติ: อภิสเมตาวีนํ อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ อรูเป มคฺคสฺส จ ผลสฺส จ ภงฺคกฺขเณ เตสํ ทุกฺขสจฺจํ น นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิตฺถ อนภิสเมตาวีนํ อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ทุกฺขสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌติ มคฺคสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌิตฺถ ฯ ยสฺส วา ปน มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส ทุกฺขสจฺจํ น นิรุชฺฌตีติ: อนภิสเมตาวีนํ จวนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิตฺถ โน จ เตสํ ทุกฺขสจฺจํ น นิรุชฺฌติ อนภิสเมตาวีนํ อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ มคฺคสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌิตฺถ ทุกฺขสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌติ ฯ
๙๕๑ยสฺส สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌติ ตสฺส มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิตฺถาติ: อภิสเมตาวีนํ ตณฺหาย อุปฺปาทกฺขเณ ตณฺหาวิปฺปยุตฺตจิตฺเต วตฺตมาเน นิโรธสมาปนฺนานํ เตสํ สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิตฺถ อนภิสเมตาวีนํ ตณฺหาย อุปฺปาทกฺขเณ ตณฺหาวิปฺปยุตฺตจิตฺเต วตฺตมาเน อสญฺญสตฺตานํ เตสํ สมุทยสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌติ มคฺคสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌิตฺถ ฯ ยสฺส วา ปน มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌตีติ: อนภิสเมตาวีนํ ตณฺหาย ภงฺคกฺขเณ เตสํ มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิตฺถ โน จ เตสํ สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌติ อภิสเมตาวีนํ ตณฺหาย อุปฺปาทกฺขเณ ตณฺหาวิปฺปยุตฺตจิตฺเต วตฺตมาเน อสญฺญสตฺตานํ เตสํ มคฺคสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌิตฺถ สมุทยสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌติ ฯ
๙๕๒ยตฺถ ทุกฺขสจฺจํ น นิรุชฺฌติ ฯเปฯ
๙๕๓ยสฺส ยตฺถ ทุกฺขสจฺจํ น นิรุชฺฌติ ตสฺส ตตฺถ สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌิตฺถาติ: จตุโวการํ ปญฺจโวการํ อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ อรูเป มคฺคสฺส จ ผลสฺส จ ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ ทุกฺขสจฺจํ น นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ ตตฺถ สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌิตฺถ สุทฺธาวาสานํ อุปฺปตฺติจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ อสญฺญสตฺตํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ ทุกฺขสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌติ สมุทยสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌิตฺถ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส ตตฺถ ทุกฺขสจฺจํ น นิรุชฺฌตีติ: สุทฺธาวาสานํ อุปฺปตฺติจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อสญฺญสตฺตา จวนฺตานํ เตสํ ตตฺถ สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ ทุกฺขสจฺจํ น นิรุชฺฌติ สุทฺธาวาสานํ อุปฺปตฺติจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ อสญฺญสตฺตํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ สมุทยสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌิตฺถ ทุกฺขสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌติ ฯ
๙๕๔ยสฺส ยตฺถ ทุกฺขสจฺจํ น นิรุชฺฌติ ตสฺส ตตฺถ มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิตฺถาติ: อภิสเมตาวีนํ อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ อรูเป มคฺคสฺส จ ผลสฺส จ ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ ทุกฺขสจฺจํ น นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ ตตฺถ มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิตฺถ สุทฺธาวาสานํ อุปฺปตฺติจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ อนภิสเมตาวีนํ อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ อสญฺญสตฺตํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ ทุกฺขสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌติ มคฺคสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌิตฺถ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส ตตฺถ ทุกฺขสจฺจํ น นิรุชฺฌตีติ: สุทฺธาวาสานํ อุปฺปตฺติจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อนภิสเมตาวีนํ จวนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อสญฺญสตฺตา จวนฺตานํ เตสํ ตตฺถ มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ ทุกฺขสจฺจํ น นิรุชฺฌติ สุทฺธาวาสานํ อุปฺปตฺติจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ อนภิสเมตาวีนํ อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ อสญฺญสตฺตํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ มคฺคสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌิตฺถ ทุกฺขสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌติ ฯ
๙๕๕ยสฺส ยตฺถ สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌติ ตสฺส ตตฺถ มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิตฺถาติ: อภิสเมตาวีนํ ตณฺหาย อุปฺปาทกฺขเณ ตณฺหาวิปฺปยุตฺตจิตฺเต วตฺตมาเน เตสํ ตตฺถ สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ ตตฺถ มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิตฺถ สุทฺธาวาสานํ ทุติเย จิตฺเต วตฺตมาเน อนภิสเมตาวีนํ ตณฺหาย อุปฺปาทกฺขเณ ตณฺหาวิปฺปยุตฺตจิตฺเต วตฺตมาเน อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ สมุทยสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌติ มคฺคสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌิตฺถ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส ตตฺถ สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌตีติ: อนภิสเมตาวีนํ ตณฺหาย ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌติ สุทฺธาวาสานํ ทุติเย จิตฺเต วตฺตมาเน อนภิสเมตาวีนํ ตณฺหาย อุปฺปาทกฺขเณ ตณฺหาวิปฺปยุตฺตจิตฺเต วตฺตมาเน อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ มคฺคสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌิตฺถ สมุทยสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌติ ฯ -------
๙๕๖ยสฺส ทุกฺขสจฺจํ นิรุชฺฌติ ตสฺส สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อคฺคมคฺคสฺส ภงฺคกฺขเณ อรหนฺตานํ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ ตสฺส จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ ทุกฺขสจฺจํ นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสติ อิตเรสํ จวนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ ทุกฺขสจฺจญฺจ นิรุชฺฌติ สมุทยสจฺจญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ทุกฺขสจฺจํ นิรุชฺฌตีติ: สพฺเพสํ อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ อรูเป มคฺคสฺส จ ผลสฺส จ ภงฺคกฺขเณ เตสํ สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ทุกฺขสจฺจํ นิรุชฺฌติ สพฺเพสํ จวนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ สมุทยสจฺจญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ ทุกฺขสจฺจญฺจ นิรุชฺฌติ ฯ
๙๕๗ยสฺส ทุกฺขสจฺจํ นิรุชฺฌติ ตสฺส มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อคฺคมคฺคสฺส ภงฺคกฺขเณ อรหนฺตานํ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เย จ ปุถุชฺชนา มคฺคํ น ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ จวนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ ทุกฺขสจฺจํ นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสติ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ ตสฺส จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เย จญฺเญ มคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ จวนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ ทุกฺขสจฺจญฺจ นิรุชฺฌติ มคฺคสจฺจญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ทุกฺขสจฺจํ นิรุชฺฌตีติ: อคฺคมคฺคสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ ตสฺส จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เย จญฺเญ มคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ อรูเป มคฺคสฺส จ ผลสฺส จ ภงฺคกฺขเณ เตสํ มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ทุกฺขสจฺจํ นิรุชฺฌติ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ ตสฺส จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เย จญฺเญ มคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ จวนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ มคฺคสจฺจญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ ทุกฺขสจฺจญฺจ นิรุชฺฌติ ฯ
๙๕๘ยสฺส สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌติ ตสฺส มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: เย ปุถุชฺชนา มคฺคํ น ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ ตณฺหาย ภงฺคกฺขเณ เตสํ สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสติ เย มคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ ตณฺหาย ภงฺคกฺขเณ เตสํ สมุทยสจฺจญฺจ นิรุชฺฌติ มคฺคสจฺจญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌตีติ: อคฺคมคฺคสฺส จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ ตสฺส จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เย จญฺเญ มคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ ตณฺหาย อุปฺปาทกฺขเณ ตณฺหาวิปฺปยุตฺตจิตฺเต วตฺตมาเน นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌติ เย มคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ ตณฺหาย ภงฺคกฺขเณ เตสํ มคฺคสจฺจญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ สมุทยสจฺจญฺจ นิรุชฺฌติ ฯ
๙๕๙ยตฺถ ทุกฺขสจฺจํ นิรุชฺฌติ ฯเปฯ
๙๖๐ยสฺส ยตฺถ ทุกฺขสจฺจํ นิรุชฺฌติ ตสฺส ตตฺถ สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อคฺคมคฺคสฺส ภงฺคกฺขเณ อรหนฺตานํ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ ตสฺส จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อสญฺญสตฺตา จวนฺตานํ เตสํ ตตฺถ ทุกฺขสจฺจํ นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ ตตฺถ สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสติ อิตเรสํ จตุโวการา ปญฺจโวการา จวนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ ทุกฺขสจฺจญฺจ นิรุชฺฌติ สมุทยสจฺจญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ ทุกฺขสจฺจํ นิรุชฺฌตีติ: จตุโวการํ ปญฺจโวการํ อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ อรูเป มคฺคสฺส จ ผลสฺส จ ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ ทุกฺขสจฺจํ นิรุชฺฌติ จตุโวการา ปญฺจโวการา จวนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ สมุทยสจฺจญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ ทุกฺขสจฺจญฺจ นิรุชฺฌติ ฯ
๙๖๑ยสฺส ยตฺถ ทุกฺขสจฺจํ นิรุชฺฌติ ตสฺส ตตฺถ มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อคฺคมคฺคสฺส ภงฺคกฺขเณ อรหนฺตานํ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เย จ ปุถุชฺชนา มคฺคํ น ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ จวนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อปายา อสญฺญสตฺตา จวนฺตานํ เตสํ ตตฺถ ทุกฺขสจฺจํ นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ ตตฺถ มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสติ ปญฺจโวกาเร มคฺคสฺส ภงฺคกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสติ ตสฺส จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เย จญฺเญ มคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ จวนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ ทุกฺขสจฺจญฺจ นิรุชฺฌติ มคฺคสจฺจญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตตฺถ ทุกฺขสจฺจํ นิรุชฺฌตีติ: อคฺคมคฺคสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ ตสฺส จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เย จญฺเญ มคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ อรูเป มคฺคสฺส จ ผลสฺส จ ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ ทุกฺขสจฺจํ นิรุชฺฌติ ปญฺจโวกาเร มคฺคสฺส ภงฺคกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ ตสฺส จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เย จญฺเญ มคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ จวนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ มคฺคสจฺจญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ ทุกฺขสจฺจญฺจ นิรุชฺฌติ ฯ
๙๖๒ยสฺส ยตฺถ สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌติ ตสฺส ตตฺถ มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อาปายิกานํ เย จ ปุถุชฺชนา มคฺคํ น ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ ตณฺหาย ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ ตตฺถ มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสติ เย มคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ ตณฺหาย ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ สมุทยสจฺจญฺจ นิรุชฺฌติ มคฺคสจฺจญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌตีติ: อคฺคมคฺคสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ ตสฺส จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เย จญฺเญ ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ ตณฺหาย อุปฺปาทกฺขเณ ตณฺหาวิปฺปยุตฺตจิตฺเต วตฺตมาเน เตสํ ตตฺถ มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌติ เย มคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ ตณฺหาย ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ มคฺคสจฺจญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ สมุทยสจฺจญฺจ นิรุชฺฌติ ฯ
๙๖๓ยสฺส ทุกฺขสจฺจํ น นิรุชฺฌติ ตสฺส สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: สพฺเพสํ อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ อรูเป มคฺคสฺส จ ผลสฺส จ ภงฺคกฺขเณ เตสํ ทุกฺขสจฺจํ น นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ อคฺคมคฺคสฺส อุปฺปาทกฺขเณ อรหนฺตานํ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ ตสฺส จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ อรูเป มคฺคสฺส จ ผลสฺส จ ภงฺคกฺขเณ เตสํ ทุกฺขสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌติ สมุทยสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ทุกฺขสจฺจํ น นิรุชฺฌตีติ: อคฺคมคฺคสฺส ภงฺคกฺขเณ อรหนฺตานํ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ ตสฺส จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ทุกฺขสจฺจํ น นิรุชฺฌติ อคฺคมคฺคสฺส อุปฺปาทกฺขเณ อรหนฺตานํ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ ตสฺส จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ อรูเป มคฺคสฺส จ ผลสฺส จ ภงฺคกฺขเณ เตสํ สมุทยสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ทุกฺขสจฺจญฺจ นิรุชฺฌติ ฯ
๙๖๔ยสฺส ทุกฺขสจฺจํ น นิรุชฺฌติ ตสฺส มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อคฺคมคฺคสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ ตสฺส จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เย จญฺเญ มคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ อรูเป มคฺคสฺส จ ผลสฺส จ ภงฺคกฺขเณ เตสํ ทุกฺขสจฺจํ น นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ อรหนฺตานํ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เย จ ปุถุชฺชนา มคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ อรูเป มคฺคสฺส จ ผลสฺส จ ภงฺคกฺขเณ เตสํ ทุกฺขสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌติ มคฺคสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ทุกฺขสจฺจํ น นิรุชฺฌตีติ: อคฺคมคฺคสฺส ภงฺคกฺขเณ อรหนฺตานํ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เย จ ปุถุชฺชนา มคฺคํ น ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ จวนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ทุกฺขสจฺจํ น นิรุชฺฌติ อรหนฺตานํ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เย จ ปุถุชฺชนา มคฺคํ น ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ อรูเป มคฺคสฺส จ ผลสฺส จ ภงฺคกฺขเณ เตสํ มคฺคสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ทุกฺขสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌติ ฯ
๙๖๕ยสฺส สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌติ ตสฺส มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อคฺคมคฺคสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสติ ตสฺส จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เย จญฺเญ มคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ ตณฺหาย อุปฺปาทกฺขเณ ตณฺหาวิปฺปยุตฺตจิตฺเต วตฺตมาเน นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ อคฺคมคฺคสฺส ภงฺคกฺขเณ อรหนฺตานํ เย จ ปุถุชฺชนา มคฺคํ น ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ ตณฺหาย อุปฺปาทกฺขเณ ตณฺหาวิปฺปยุตฺตจิตฺเต วตฺตมาเน นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ สมุทยสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌติ มคฺคสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌตีติ: เย ปุถุชฺชนา มคฺคํ น ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ ตณฺหาย ภงฺคกฺขเณ เตสํ มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌติ อคฺคมคฺคสฺส ภงฺคกฺขเณ อรหนฺตานํ เย จ ปุถุชฺชนา มคฺคํ น ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ ตณฺหาย อุปฺปาทกฺขเณ ตณฺหาวิปฺปยุตฺตจิตฺเต วตฺตมาเน นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ มคฺคสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ สมุทยสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌติ ฯ
๙๖๖ยตฺถ ทุกฺขสจฺจํ น นิรุชฺฌติ ฯเปฯ
๙๖๗ยสฺส ยตฺถ ทุกฺขสจฺจํ น นิรุชฺฌติ ตสฺส ตตฺถ สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: จตุโวการํ ปญฺจโวการํ อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ อรูเป มคฺคสฺส จ ผลสฺส จ ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ ทุกฺขสจฺจํ น นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ ตตฺถ สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ อคฺคมคฺคสฺส อุปฺปาทกฺขเณ อรหนฺตานํ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ ตสฺส จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ อรูเป มคฺคสฺส จ ผลสฺส จ ภงฺคกฺขเณ อสญฺญสตฺตํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ ทุกฺขสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌติ สมุทยสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ ทุกฺขสจฺจํ น นิรุชฺฌตีติ: อคฺคมคฺคสฺส ภงฺคกฺขเณ อรหนฺตานํ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ ตสฺส จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อสญฺญสตฺตานํ จวนฺตานํ เตสํ ตตฺถ สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ ทุกฺขสจฺจํ น นิรุชฺฌติ อคฺคมคฺคสฺส อุปฺปาทกฺขเณ อรหนฺตานํ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ ตสฺส จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ อรูเป มคฺคสฺส จ ผลสฺส จ ภงฺคกฺขเณ อสญฺญสตฺตํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ สมุทยสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ทุกฺขสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌติ ฯ
๙๖๘ยสฺส ยตฺถ ทุกฺขสจฺจํ น นิรุชฺฌติ ตสฺส ตตฺถ มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: ปญฺจโวกาเร อคฺคมคฺคสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ ตสฺส จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เย จญฺเญ มคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ อรูเป มคฺคสฺส จ ผลสฺส จ ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ ทุกฺขสจฺจํ น นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ ตตฺถ มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ อรหนฺตานํ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เย จ ปุถุชฺชนา มคฺคํ น ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ อรูเป มคฺคสฺส จ ผลสฺส จ ภงฺคกฺขเณ อปายํ อสญฺญสตฺตํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ ทุกฺขสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌติ มคฺคสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ ทุกฺขสจฺจํ น นิรุชฺฌตีติ: อคฺคมคฺคสฺส ภงฺคกฺขเณ อรหนฺตานํ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เย จ ปุถุชฺชนา มคฺคํ น ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ จวนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อปายา อสญฺญสตฺตา จวนฺตานํ เตสํ ตตฺถ มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ ทุกฺขสจฺจํ น นิรุชฺฌติ อรหนฺตานํ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เย จ ปุถุชฺชนา มคฺคํ น ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ อรูเป มคฺคสฺส จ ผลสฺส จ ภงฺคกฺขเณ อปายํ อสญฺญสตฺตํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ มคฺคสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ทุกฺขสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌติ ฯ
๙๖๙ยสฺส ยตฺถ สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌติ ตสฺส ตตฺถ มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อคฺคมคฺคสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ ตสฺส จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เย จญฺเญ มคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ ตณฺหาย อุปฺปาทกฺขเณ ตณฺหาวิปฺปยุตฺตจิตฺเต วตฺตมาเน เตสํ ตตฺถ สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ ตตฺถ มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ อคฺคมคฺคสฺส ภงฺคกฺขเณ อรหนฺตานํ เย จ ปุถุชฺชนา มคฺคํ น ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ ตณฺหาย อุปฺปาทกฺขเณ ตณฺหาวิปฺปยุตฺตจิตฺเต วตฺตมาเน อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ สมุทยสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌติ มคฺคสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌตีติ: อาปายิกานํ เย จ ปุถุชฺชนา มคฺคํ น ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ ตณฺหาย ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌติ อคฺคมคฺคสฺส ภงฺคกฺขเณ อรหนฺตานํ เย จ ปุถุชฺชนา มคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ ตณฺหาย อุปฺปาทกฺขเณ ตณฺหาวิปฺปยุตฺตจิตฺเต วตฺตมาเน อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ มคฺคสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ สมุทยสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌติ ฯ --------
๙๗๐ยสฺส ทุกฺขสจฺจํ นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อคฺคมคฺคสมงฺคีนํ อรหนฺตานํ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ ทุกฺขสจฺจํ นิรุชฺฌิตฺถ โน จ เตสํ สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสติ อิตเรสํ เตสํ ทุกฺขสจฺจญฺจ นิรุชฺฌิตฺถ สมุทยสจฺจญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน สมุทยสจฺจํ ฯเปฯ อามนฺตา ฯ
๙๗๑ยสฺส ทุกฺขสจฺจํ นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อคฺคมคฺคสฺส ภงฺคกฺขเณ อรหนฺตานํ เย จ ปุถุชฺชนา มคฺคํ น ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ ทุกฺขสจฺจํ นิรุชฺฌิตฺถ โน จ เตสํ มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสติ อคฺคมคฺคสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เย จญฺเญ มคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ ทุกฺขสจฺจญฺจ นิรุชฺฌิตฺถ มคฺคสจฺจญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน มคฺคสจฺจํ ฯเปฯ อามนฺตา ฯ
๙๗๒ยสฺส สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อคฺคมคฺคสฺส ภงฺคกฺขเณ อรหนฺตานํ เย จ ปุถุชฺชนา มคฺคํ น ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌิตฺถ โน จ เตสํ มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสติ อคฺคมคฺคสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เย จญฺเญ มคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ สมุทยสจฺจญฺจ นิรุชฺฌิตฺถ มคฺคสจฺจญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน มคฺคสจฺจํ ฯเปฯ อามนฺตา ฯ
๙๗๓ยตฺถ ทุกฺขสจฺจํ นิรุชฺฌิตฺถ ฯเปฯ
๙๗๔ยสฺส ยตฺถ ทุกฺขสจฺจํ นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส ตตฺถ สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อคฺคมคฺคสมงฺคีนํ อรหนฺตานํ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ ทุกฺขสจฺจํ นิรุชฺฌิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสติ อิตเรสํ จตุโวการานํ ปญฺจโวการานํ เตสํ ตตฺถ ทุกฺขสจฺจญฺจ นิรุชฺฌิตฺถ สมุทยสจฺจญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ ทุกฺขสจฺจํ นิรุชฺฌิตฺถาติ: สุทฺธาวาสํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ ทุกฺขสจฺจํ นิรุชฺฌิตฺถ อิตเรสํ จตุโวการานํ ปญฺจโวการานํ เตสํ ตตฺถ สมุทยสจฺจญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ ทุกฺขสจฺจญฺจ นิรุชฺฌิตฺถ ฯ
๙๗๕ยสฺส ยตฺถ ทุกฺขสจฺจํ นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส ตตฺถ มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อคฺคมคฺคสฺส ภงฺคกฺขเณ อรหนฺตานํ เย จ ปุถุชฺชนา มคฺคํ น ปฏิลภิสฺสนฺติ อาปายิกานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ ทุกฺขสจฺจํ นิรุชฺฌิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสติ อคฺคมคฺคสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เย จญฺเญ มคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ ตตฺถ ทุกฺขสจฺจญฺจ นิรุชฺฌิตฺถ มคฺคสจฺจญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ ทุกฺขสจฺจํ นิรุชฺฌิตฺถาติ: สุทฺธาวาสํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ ทุกฺขสจฺจํ นิรุชฺฌิตฺถ อคฺคมคฺคสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เย จญฺเญ มคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ ตตฺถ มคฺคสจฺจญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ ทุกฺขสจฺจญฺจ นิรุชฺฌิตฺถ ฯ
๙๗๖ยสฺส ยตฺถ สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส ตตฺถ มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อคฺคมคฺคสฺส ภงฺคกฺขเณ อรหนฺตานํ เย จ ปุถุชฺชนา มคฺคํ น ปฏิลภิสฺสนฺติ อาปายิกานํ เตสํ ตตฺถ สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสติ อคฺคมคฺคสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เย จญฺเญ มคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ ตตฺถ สมุทยสจฺจญฺจ นิรุชฺฌิตฺถ มคฺคสจฺจญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌิตฺถาติ: สุทฺธาวาสานํ ทุติเย จิตฺเต วตฺตมาเน เตสํ ตตฺถ มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌิตฺถ อคฺคมคฺคสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เย จญฺเญ มคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ ตตฺถ มคฺคสจฺจญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ สมุทยสจฺจญฺจ นิรุชฺฌิตฺถ ฯ
๙๗๗ยสฺส ทุกฺขสจฺจํ น นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: นิรุชฺฌิสฺสตีติ: นตฺถิ ฯ ยสฺส วา ปน สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ทุกฺขสจฺจํ น นิรุชฺฌิตฺถาติ นิรุชฺฌิตฺถ ฯ
๙๗๘ยสฺส ทุกฺขสจฺจํ น นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: นตฺถิ ฯ ยสฺส วา มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ทุกฺขสจฺจํ น นิรุชฺฌิตฺถาติ: นิรุชฺฌิตฺถ ฯ
๙๗๙ยสฺส สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: นตฺถิ ฯ ยสฺส วา ปน มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌิตฺถาติ: นิรุชฺฌิตฺถ ฯ
๙๘๐ยตฺถ ทุกฺขสจฺจํ น นิรุชฺฌิตฺถ ฯเปฯ
๙๘๑ยสฺส ยตฺถ ทุกฺขสจฺจํ น นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส ตตฺถ สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ ทุกฺขสจฺจํ น นิรุชฺฌิตฺถาติ: นิรุชฺฌิตฺถ ฯ
๙๘๒ยสฺส ยตฺถ ทุกฺขสจฺจํ น นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส ตตฺถ มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ ทุกฺขสจฺจํ น นิรุชฺฌิตฺถาติ: นิรุชฺฌิตฺถ ฯ
๙๘๓ยสฺส ยตฺถ สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส ตตฺถ มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: สุทฺธาวาสานํ ทุติเย จิตฺเต วตฺตมาเน เตสํ ตตฺถ สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ สมุทยสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌิตฺถ มคฺคสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌิตฺถาติ: อคฺคมคฺคสฺส ภงฺคกฺขเณ อรหนฺตานํ เย จ ปุถุชฺชนา มคฺคํ น ปฏิลภิสฺสนฺติ อาปายิกานํ เตสํ ตตฺถ มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌิตฺถ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ มคฺคสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ สมุทยสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌิตฺถ ฯ นิโรธวารํ นิฏฺฐิตํ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร ว่าด้วยสภาวธรรมที่เป็นปัจจุบัน อนุโลมบุคคล
อนุ. ทุกขสัจของบุคคลใดกำลังดับ สมุทยสัจของบุคคลนั้นก็กำลังดับ ใช่ไหม วิ. บุคคลทั้งหมดผู้กำลังจุติ ในภังคขณะแห่งจิตที่วิปปยุตจากตัณหาใน ปวัตติกาล ทุกขสัจของบุคคลเหล่านั้นกำลังดับ แต่สมุทยสัจไม่ใช่กำลังดับ ในภังคขณะแห่งตัณหา ทุกขสัจของบุคคลเหล่านั้นกำลังดับและสมุทยสัจก็กำลังดับ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๓๙๙}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๕. สัจจยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร ปฏิ. สมุทยสัจของบุคคลใดกำลังดับ ทุกขสัจของบุคคลนั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. ทุกขสัจของบุคคลใดกำลังดับ มัคคสัจของบุคคลนั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. บุคคลทั้งหมดผู้กำลังจุติ ในภังคขณะแห่งจิตที่วิปปยุตจากมรรคใน ปวัตติกาล ทุกขสัจของบุคคลเหล่านั้นกำลังดับ แต่มัคคสัจไม่ใช่กำลังดับ ใน ภังคขณะแห่งมรรคในปัญจโวการภูมิ ทุกขสัจของบุคคลเหล่านั้นกำลังดับและมัคคสัจก็กำลังดับ ปฏิ. มัคคสัจของบุคคลใดกำลังดับ ทุกขสัจของบุคคลนั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งมรรคในอรูปภูมิ มัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นกำลังดับ แต่ทุกขสัจไม่ใช่กำลังดับ ในภังคขณะแห่งมรรคในปัญจโวการภูมิ มัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นกำลังดับและทุกขสัจก็กำลังดับ
อนุ. สมุทยสัจของบุคคลใดกำลังดับ มัคคสัจของบุคคลนั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ ปฏิ. มัคคสัจของบุคคลใดกำลังดับ สมุทยสัจของบุคคลนั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ อนุโลมโอกาส
อนุ. ทุกขสัจในภูมิใดกำลังดับ สมุทยสัจในภูมินั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. ในอสัญญสัตตภูมิ ในภูมินั้นทุกขสัจกำลังดับ ฯลฯ (คำที่ท่านกำหนดว่า ในภูมิใด เหมือนกันทั้งในอุปปาทวาร นิโรธวาร และอุปปาทนิโรธวาร ไม่มีข้อแตกต่างกัน) อนุโลมปุคคโลกาส
อนุ. ทุกขสัจของบุคคลใดในภูมิใดกำลังดับ ฯลฯ (พึงขยายคำที่ท่านกำหนดว่า ของบุคคลใดในภูมิใด ซึ่งเหมือนกันให้พิสดาร)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๐๐}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๕. สัจจยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร ปัจจนีกบุคคล
อนุ. ทุกขสัจของบุคคลใดไม่ใช่กำลังดับ สมุทยสัจของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่ กำลังดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. สมุทยสัจของบุคคลใดไม่ใช่กำลังดับ ทุกขสัจของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. บุคคลทั้งหมดผู้กำลังจุติ ในภังคขณะแห่งจิตที่วิปปยุตจากตัณหาใน ปวัตติกาล สมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับ แต่ทุกขสัจมิใช่ไม่กำลังดับบุคคลทั้งหมดผู้กำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตในปวัตติกาลและในภังคขณะแห่งมรรคและผลในอรูปภูมิ สมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับและทุกขสัจก็ไม่ใช่กำลังดับ อนุ. ทุกขสัจของบุคคลใดไม่ใช่กำลังดับ มัคคสัจของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลัง ดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งมรรคในอรูปภูมิ ทุกขสัจของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับแต่มัคคสัจมิใช่ไม่กำลังดับ บุคคลทั้งหมดผู้กำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตในปวัตติกาล และในภังคขณะแห่งผลในอรูปภูมิ ทุกขสัจของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับและมัคคสัจก็ไม่ใช่กำลังดับ ปฏิ. มัคคสัจของบุคคลใดไม่ใช่กำลังดับ ทุกขสัจของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลัง ดับใช่ไหม วิ. บุคคลทั้งหมดผู้กำลังจุติ ในภังคขณะแห่งจิตที่วิปปยุตจากมรรคใน ปวัตติกาล มัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับ แต่ทุกขสัจมิใช่ไม่กำลังดับบุคคลทั้งหมดผู้กำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตในปวัตติกาล และในภังคขณะแห่งผลในอรูปภูมิ มัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับและทุกขสัจก็ไม่ใช่กำลังดับ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๐๑}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๕. สัจจยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร
อนุ. สมุทยสัจของบุคคลใดไม่ใช่กำลังดับ มัคคสัจของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งมรรค สมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับ แต่มัคคสัจมิใช่ไม่กำลังดับ ในอุปปาทขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมดและในภังคขณะแห่งจิตที่วิปปยุตจากตัณหาและที่วิปปยุตจากมรรค บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ สมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับและมัคคสัจก็ไม่ใช่กำลังดับ ปฏิ. มัคคสัจของบุคคลใดไม่ใช่กำลังดับ สมุทยสัจของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งตัณหา มัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับ แต่สมุทยสัจมิใช่ไม่กำลังดับ ในอุปปาทขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด และในภังค-ขณะแห่งจิตที่วิปปยุตจากมรรคและที่วิปปยุตจากตัณหา บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ มัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับและสมุทยสัจก็ไม่ใช่กำลังดับ ปัจจนีกโอกาส
อนุ. ทุกขสัจในภูมิใดไม่ใช่กำลังดับ ฯลฯ ปัจจนีกปุคคโลกาส
อนุ. ทุกขสัจของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่กำลังดับ ฯลฯ (ข้อที่ท่านกำหนดว่า ของบุคคลใด ก็ดี ในภูมิใด ก็ดี ของบุคคลใดในภูมิใด ก็ดีเหมือนกัน แต่ในข้อที่ท่านกำหนดว่า ของบุคคลใดในภูมิใด ไม่พึงเพิ่มคำว่า บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติ)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๐๒}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๕. สัจจยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๓. อนาคตวาร ๒. อตีตวาร ว่าด้วยสภาวธรรมที่เป็นอดีต อนุโลมบุคคล
อนุ. ทุกขสัจของบุคคลใดเคยดับ สมุทยสัจของบุคคลนั้นก็เคยดับใช่ไหม วิ. ใช่ (อตีตปุจฉาในอุปปาทวารทั้งอนุโลมและปัจจนีกะท่านจำแนกไว้แล้วฉันใดแม้ในนิโรธวารก็พึงจำแนกฉันนั้น ไม่มีข้อแตกต่างกัน)๓. อนาคตวาร ว่าด้วยสภาวธรรมที่เป็นอนาคต อนุโลมบุคคล
อนุ. ทุกขสัจของบุคคลใดจักดับ สมุทยสัจของบุคคลนั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรค อรหันตบุคคล บุคคลจักได้ อรหัตตมรรคในลำดับแห่งจิตใด ในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้น ทุกขสัจของบุคคลเหล่านั้นจักดับ แต่สมุทยสัจไม่ใช่จักดับ บุคคลนอกนี้ ทุกขสัจของบุคคลเหล่านั้นจักดับและสมุทยสัจก็จักดับ ปฏิ. สมุทยสัจของบุคคลใดจักดับ ฯลฯ วิ. ใช่ อนุ. ทุกขสัจของบุคคลใดจักดับ มัคคสัจของบุคคลนั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งอรหัตตมรรค อรหันตบุคคล และบุคคลผู้เป็นปุถุชน ซึ่งจักไม่ได้มรรค ทุกขสัจของบุคคลเหล่านั้นจักดับ แต่มัคคสัจไม่ใช่จักดับ ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตตมรรค บุคคลจักได้อรหัตตมรรคในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) และบุคคลเหล่าอื่นผู้จักได้มรรค ทุกขสัจของบุคคลเหล่านั้นจักดับและมัคคสัจก็จักดับ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๐๓}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๕. สัจจยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๓. อนาคตวาร ปฏิ. มัคคสัจของบุคคลใดจักดับ ฯลฯ วิ. ใช่
อนุ. สมุทยสัจของบุคคลใดจักดับ มัคคสัจของบุคคลนั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้เป็นปุถุชนซึ่งจักไม่ได้มรรค สมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นจักดับแต่มัคคสัจไม่ใช่จักดับ บุคคลผู้จักได้มรรค สมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นจักดับและมัคคสัจก็จักดับ ปฏิ. มัคคสัจของบุคคลใดจักดับ สมุทยสัจของบุคคลนั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตตมรรค บุคคลจักได้อรหัตตมรรคในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) มัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นจักดับ แต่สมุทยสัจไม่ใช่จักดับ บุคคลผู้จักได้มรรค มัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นจักดับและสมุทยสัจก็จักดับอนุโลมโอกาส
อนุ. ทุกขสัจในภูมิใดจักดับ ฯลฯ อนุโลมปุคคโลกาส
อนุ. ทุกขสัจของบุคคลใดในภูมิใดจักดับ สมุทยสัจของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรค อรหันตบุคคล บุคคลจักได้อรหัตตมรรคในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) และบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ ทุกขสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับ แต่สมุทยสัจไม่ใช่จักดับบุคคลนอกนี้ผู้อุบัติอยู่ในจตุโวการภูมิและปัญจโวการภูมิ ทุกขสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับและสมุทยสัจก็จักดับ ฯลฯ (ข้อที่ท่านกำหนดว่า ของบุคคลใด และ ของบุคคลใดในภูมิใด เหมือนกัน)ปัจจนีกบุคคล
อนุ. ทุกขสัจของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ สมุทยสัจของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่ จักดับใช่ไหม วิ. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๐๔}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๕. สัจจยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๓. อนาคตวาร ปฏิ. สมุทยสัจของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ ทุกขสัจของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรค อรหันตบุคคล และบุคคลจักได้อรหัตตมรรคในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) สมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักดับ แต่ทุกขสัจมิใช่จักไม่ดับ ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต สมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักดับและทุกขสัจก็ไม่ใช่จักดับ อนุ. ทุกขสัจของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ มัคคสัจของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักดับ ใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. มัคคสัจของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ ทุกขสัจของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักดับ ใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งอรหัตตมรรค อรหันตบุคคล และบุคคลผู้เป็นปุถุชนซึ่งจักไม่ได้มรรค มัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักดับ แต่ทุกขสัจมิใช่จักไม่ดับ ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต มัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักดับและทุกขสัจก็ไม่ใช่จักดับ
อนุ. สมุทยสัจของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ มัคคสัจของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่ จักดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตตมรรค บุคคลจักได้อรหัตตมรรคในลำดับ แห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) สมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักดับ แต่มัคคสัจมิใช่จักไม่ดับ ในภังคขณะแห่งอรหัตตมรรค อรหันตบุคคล สมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักดับและมัคคสัจก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. มัคคสัจของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ สมุทยสัจของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้เป็นปุถุชนซึ่งจักไม่ได้มรรค มัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่ จักดับ แต่สมุทยสัจมิใช่จักไม่ดับ ในภังคขณะแห่งอรหัตตมรรค อรหันตบุคคลมัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักดับและสมุทยสัจก็ไม่ใช่จักดับ @เชิงอรรถ : @ จิตดวงสุดท้ายของบุคคลผู้จะปรินิพพานในชาตินี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๐๕}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๕. สัจจยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๓. อนาคตวาร ปัจจนีกโอกาส
อนุ. ทุกขสัจในภูมิใดไม่ใช่จักดับ ฯลฯ ปัจจนีกปุคคโลกาส
อนุ. ทุกขสัจของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักดับ สมุทยสัจของบุคคล นั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. สมุทยสัจของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักดับ ทุกขสัจของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรค อรหันตบุคคล บุคคลจักได้ อรหัตตมรรคในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) และบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญ-สัตตภูมิ สมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักดับ แต่ทุกขสัจมิใช่จักไม่ดับในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต สมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักดับและทุกขสัจก็ไม่ใช่จักดับ อนุ. ทุกขสัจของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักดับ มัคคสัจของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. มัคคสัจของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักดับ ทุกขสัจของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งอรหัตตมรรค อรหันตบุคคล บุคคลผู้เป็นปุถุชนซึ่งจัก ไม่ได้มรรค บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอบายภูมิและอสัญญสัตตภูมิ มัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักดับ แต่ทุกขสัจมิใช่จักไม่ดับ ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิตมัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักดับและทุกขสัจก็ไม่ใช่จักดับ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๐๖}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๕. สัจจยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๔. ปัจจุปปันนาตีตวาร
อนุ. สมุทยสัจของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักดับ มัคคสัจของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตตมรรค บุคคลจักได้อรหัตตมรรคในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) สมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักดับแต่มัคคสัจมิใช่จักไม่ดับ ในภังคขณะแห่งอรหัตตมรรค อรหันตบุคคล และบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ สมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักดับและมัคคสัจก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. มัคคสัจของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักดับ สมุทยสัจของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอบายภูมิ และบุคคลผู้เป็นปุถุชนซึ่งจักไม่ได้มรรคมัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักดับ แต่สมุทยสัจมิใช่จักไม่ดับ ในภังค-ขณะแห่งอรหัตตมรรค อรหันตบุคคล และบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิมัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักดับและสมุทยสัจก็ไม่ใช่จักดับ๔. ปัจจุปปันนาตีตวาร ว่าด้วยสภาวธรรมที่เป็นปัจจุบันและที่เป็นอดีต อนุโลมบุคคล
อนุ. ทุกขสัจของบุคคลใดกำลังดับ สมุทยสัจของบุคคลนั้นก็เคยดับ ใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. สมุทยสัจของบุคคลใดเคยดับ ทุกขสัจของบุคคลนั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. บุคคลทั้งหมดผู้กำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตในปวัตติกาล และ ในภังคขณะแห่งมรรคและผลในอรูปภูมิ สมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นเคยดับ แต่ทุกขสัจไม่ใช่กำลังดับ บุคคลทั้งหมดผู้กำลังจุติ ในภังคขณะแห่งจิตในปวัตติกาลสมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นเคยดับและทุกขสัจก็กำลังดับ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๐๗}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๕. สัจจยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๔. ปัจจุปปันนาตีตวาร อนุ. ทุกขสัจของบุคคลใดกำลังดับ มัคคสัจของบุคคลนั้นก็เคยดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้ยังไม่ได้บรรลุซึ่งกำลังจุติ ในภังคขณะแห่งจิตในปวัตติกาล ทุกขสัจของบุคคลเหล่านั้นกำลังดับ แต่มัคคสัจไม่เคยดับ บุคคลผู้ได้บรรลุซึ่งกำลังจุติ ในภังคขณะแห่งจิตในปวัตติกาล ทุกขสัจของบุคคลเหล่านั้นกำลังดับและมัคคสัจก็เคยดับ ปฏิ. มัคคสัจของบุคคลใดเคยดับ ทุกขสัจของบุคคลนั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้ได้บรรลุซึ่งกำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตในปวัตติกาลและ ในภังคขณะแห่งมรรคและผลในอรูปภูมิ มัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นเคยดับ แต่ทุกขสัจไม่ใช่กำลังดับ บุคคลผู้ได้บรรลุซึ่งกำลังจุติ ในภังคขณะแห่งจิตในปวัตติกาลมัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นเคยดับและทุกขสัจก็กำลังดับ
อนุ. สมุทยสัจของบุคคลใดกำลังดับ มัคคสัจของบุคคลนั้นก็เคยดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้ยังไม่ได้บรรลุ ในภังคขณะแห่งตัณหา สมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นกำลังดับ แต่มัคคสัจไม่เคยดับ บุคคลผู้ได้บรรลุ ในภังคขณะแห่งตัณหาสมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นกำลังดับและมัคคสัจก็เคยดับ ปฏิ. มัคคสัจของบุคคลใดเคยดับ สมุทยสัจของบุคคลนั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้ได้บรรลุ ในอุปปาทขณะแห่งตัณหา เมื่อจิตที่วิปปยุตจากตัณหาเป็นไปอยู่ บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติ มัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นเคยดับ แต่สมุทย-สัจไม่ใช่กำลังดับ บุคคลผู้ได้บรรลุ ในภังคขณะแห่งตัณหา มัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นเคยดับและสมุทยสัจก็กำลังดับ อนุโลมโอกาส
อนุ. ทุกขสัจในภูมิใดกำลังดับ ฯลฯ อนุโลมปุคคโลกาส
อนุ. ทุกขสัจของบุคคลใดในภูมิใดกำลังดับ สมุทยสัจของบุคคลนั้น ในภูมินั้นก็เคยดับใช่ไหม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๐๘}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๕. สัจจยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๔. ปัจจุปปันนาตีตวาร วิ. ในภังคขณะแห่งอุปปัตติจิตของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในสุทธาวาสภูมิ บุคคล ผู้กำลังจุติจากอสัญญสัตตภูมิ ทุกขสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังดับ แต่ สมุทยสัจไม่เคยดับ บุคคลนอกนี้ผู้กำลังจุติจากจตุโวการภูมิและปัญจโวการภูมิ ในภังคขณะแห่งจิตในปวัตติกาล ทุกขสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังดับและสมุทยสัจก็เคยดับ ปฏิ. สมุทยสัจของบุคคลใดในภูมิใดเคยดับ ทุกขสัจของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังอุบัติในจตุโวการภูมิและปัญจโวการภูมิ ในอุปปาทขณะ แห่งจิตในปวัตติกาล และในภังคขณะแห่งมรรคและผลในอรูปภูมิ สมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยดับ แต่ทุกขสัจไม่ใช่กำลังดับ บุคคลผู้กำลังจุติจากจตุโวการภูมิและปัญจโวการภูมิ ในภังคขณะแห่งจิตในปวัตติกาล สมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยดับและทุกขสัจก็กำลังดับ อนุ. ทุกขสัจของบุคคลใดในภูมิใดกำลังดับ มัคคสัจของบุคคลนั้นในภูมินั้น ก็เคยดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งอุปปัตติจิตของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในสุทธาวาสภูมิ บุคคล ผู้ยังไม่ได้บรรลุซึ่งกำลังจุติ ในภังคขณะแห่งจิตในปวัตติกาล บุคคลผู้กำลังจุติจากอสัญญสัตตภูมิ ทุกขสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังดับ แต่มัคคสัจไม่เคยดับบุคคลผู้ได้บรรลุซึ่งกำลังจุติ ในภังคขณะแห่งจิตในปวัตติกาล ทุกขสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังดับและมัคคสัจก็เคยดับ ปฏิ. มัคคสัจของบุคคลใดในภูมิใดเคยดับ ทุกขสัจของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้ยังไม่ได้บรรลุซึ่งกำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตในปวัตติกาลและในภังคขณะแห่งมรรคและผลในอรูปภูมิ มัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยดับ แต่ทุกขสัจไม่ใช่กำลังดับ บุคคลผู้ได้บรรลุซึ่งกำลังจุติ ในภังคขณะแห่งจิตในปวัตติกาล มัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยดับและทุกขสัจก็กำลังดับ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๐๙}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๕. สัจจยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๔. ปัจจุปปันนาตีตวาร
อนุ. สมุทยสัจของบุคคลใดในภูมิใดกำลังดับ มัคคสัจของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็เคยดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งตัณหาของบุคคลผู้ยังไม่ได้บรรลุ สมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังดับ แต่มัคคสัจไม่เคยดับ ในภังคขณะแห่งตัณหา บุคคลผู้ได้บรรลุ สมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังดับและมัคคสัจก็เคยดับ ปฏิ. มัคคสัจของบุคคลใดในภูมิใดเคยดับ สมุทยสัจของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งตัณหาของบุคคลผู้ยังไม่ได้บรรลุ เมื่อจิตที่วิปปยุตจากตัณหาเป็นไปอยู่ มัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยดับ แต่สมุทยสัจไม่ใช่กำลังดับ ในภังคขณะแห่งตัณหาของบุคคลผู้ได้บรรลุ มัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยดับและสมุทยสัจก็กำลังดับ ปัจจนีกบุคคล
อนุ. ทุกขสัจของบุคคลใดไม่ใช่กำลังดับ สมุทยสัจของบุคคลนั้นก็ ไม่เคยดับใช่ไหม วิ. เคยดับ ปฏิ. สมุทยสัจของบุคคลใดไม่เคยดับ ทุกขสัจของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังดับมีไหม วิ. ไม่มี อนุ. ทุกขสัจของบุคคลใดไม่ใช่กำลังดับ มัคคสัจของบุคคลนั้นก็ไม่เคยดับ ใช่ไหม วิ. บุคคลผู้ได้บรรลุซึ่งกำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตในปวัตติกาล และในภังคขณะแห่งมรรคและผลในอรูปภูมิ ทุกขสัจของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับแต่มัคคสัจมิใช่ไม่เคยดับ บุคคลผู้ยังไม่ได้บรรลุซึ่งกำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตในปวัตติกาล ทุกขสัจของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับและมัคคสัจก็ไม่เคยดับ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๑๐}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๕. สัจจยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๔. ปัจจุปปันนาตีตวาร ปฏิ. มัคคสัจของบุคคลใดไม่เคยดับ ทุกขสัจของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังดับ ใช่ไหม วิ. บุคคลผู้ยังไม่ได้บรรลุซึ่งกำลังจุติ ในภังคขณะแห่งจิตในปวัตติกาล มัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นไม่เคยดับ แต่ทุกขสัจมิใช่ไม่กำลังดับ บุคคลผู้ยังไม่ได้บรรลุซึ่งกำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตในปวัตติกาล มัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นไม่เคยดับและทุกขสัจก็ไม่ใช่กำลังดับ
อนุ. สมุทยสัจของบุคคลใดไม่ใช่กำลังดับ มัคคสัจของบุคคลนั้นก็ไม่เคยดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งตัณหาของบุคคลผู้ได้บรรลุ เมื่อจิตที่วิปปยุตจากตัณหาเป็นไปอยู่ บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติ สมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับ แต่มัคคสัจมิใช่ไม่เคยดับ ในอุปปาทขณะแห่งตัณหาของบุคคลผู้ยังไม่ได้บรรลุเมื่อจิตที่วิปปยุตจากตัณหาเป็นไปอยู่ บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ สมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับและมัคคสัจก็ไม่เคยดับ ปฏิ. มัคคสัจของบุคคลใดไม่เคยดับ สมุทยสัจของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งตัณหาของบุคคลผู้ยังไม่ได้บรรลุ มัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นไม่เคยดับ แต่สมุทยสัจมิใช่ไม่กำลังดับ ในอุปปาทขณะแห่งตัณหาของบุคคลผู้ยังไม่ได้บรรลุ เมื่อจิตที่วิปปยุตจากตัณหาเป็นไปอยู่ บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ มัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นไม่เคยดับและสมุทยสัจก็ไม่ใช่กำลังดับปัจจนีกโอกาส
อนุ. ทุกขสัจในภูมิใดไม่ใช่กำลังดับ ฯลฯ ปัจจนีกปุคคโลกาส
อนุ. ทุกขสัจของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่กำลังดับ สมุทยสัจของบุคคล นั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยดับใช่ไหม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๑๑}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๕. สัจจยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๔. ปัจจุปปันนาตีตวาร วิ. บุคคลผู้กำลังอุบัติในจตุโวการภูมิและปัญจโวการภูมิ ในอุปปาทขณะ แห่งจิตในปวัตติกาล และในภังคขณะแห่งมรรคและผลในอรูปภูมิ ทุกขสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังดับ แต่สมุทยสัจมิใช่ไม่เคยดับ ในอุปปาทขณะแห่งอุปปัตติจิตของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในสุทธาวาสภูมิ บุคคลผู้กำลังอุบัติในอสัญญ-สัตตภูมิ ทุกขสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังดับและสมุทยสัจก็ไม่เคยดับ ปฏิ. สมุทยสัจของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยดับ ทุกขสัจของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งอุปปัตติจิตของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในสุทธาวาสภูมิ บุคคล ผู้กำลังจุติจากอสัญญสัตตภูมิ สมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยดับ แต่ทุกขสัจมิใช่ไม่กำลังดับ ในอุปปาทขณะแห่งอุปปัตติจิตของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในสุทธา-วาสภูมิ บุคคลผู้กำลังอุบัติในอสัญญสัตตภูมิ สมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยดับและทุกขสัจก็ไม่ใช่กำลังดับ อนุ. ทุกขสัจของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่กำลังดับ มัคคสัจของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้ได้บรรลุซึ่งกำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตในปวัตติกาล และในภังคขณะแห่งมรรคและผลในอรูปภูมิ ทุกขสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังดับ แต่มัคคสัจมิใช่ไม่เคยดับ ในอุปปาทขณะแห่งอุปปัตติจิตของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในสุทธาวาสภูมิ บุคคลผู้ยังไม่ได้บรรลุซึ่งกำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตในปวัตติกาล บุคคลผู้กำลังอุบัติในอสัญญสัตตภูมิ ทุกขสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังดับและมัคคสัจก็ไม่เคยดับ ปฏิ. มัคคสัจของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยดับ ทุกขสัจของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งอุปปัตติจิตของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในสุทธาวาสภูมิ บุคคล ผู้ยังไม่ได้บรรลุซึ่งกำลังจุติ ในภังคขณะแห่งจิตในปวัตติกาล บุคคลผู้กำลังจุติจากอสัญญสัตตภูมิ มัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยดับ แต่ทุกขสัจมิใช่ไม่กำลังดับ ในอุปปาทขณะแห่งอุปปัตติจิตของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในสุทธาวาสภูมิ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๑๒}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๕. สัจจยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร บุคคลผู้ยังไม่ได้บรรลุซึ่งกำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตในปวัตติกาล บุคคลผู้กำลังอุบัติในอสัญญสัตตภูมิ มัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยดับและทุกขสัจก็ไม่ใช่กำลังดับ
อนุ. สมุทยสัจของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่กำลังดับ มัคคสัจของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งตัณหาของบุคคลผู้ได้บรรลุ เมื่อจิตที่วิปปยุตจากตัณหาเป็นไปอยู่ สมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังดับ แต่มัคคสัจมิใช่ไม่เคยดับ เมื่อจิตดวงที่ ๒ ของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในสุทธาวาสภูมิเป็นไปอยู่ ในอุปปาทขณะแห่งตัณหาของบุคคลผู้ยังไม่ได้บรรลุ เมื่อจิตที่วิปปยุตจากตัณหาเป็นไปอยู่ บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ สมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังดับและมัคคสัจก็ไม่เคยดับ ปฏิ. มัคคสัจของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยดับ สมุทยสัจของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งตัณหาของบุคคลผู้ยังไม่ได้บรรลุ มัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยดับ แต่สมุทยสัจมิใช่ไม่กำลังดับ เมื่อจิตดวงที่ ๒ ของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในสุทธาวาสภูมิเป็นไปอยู่ ในอุปปาทขณะแห่งตัณหาของบุคคลผู้ยังไม่ได้บรรลุ เมื่อจิตที่วิปปยุตจากตัณหาเป็นไปอยู่ บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิมัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยดับและสมุทยสัจก็ไม่ใช่กำลังดับ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร ว่าด้วยสภาวธรรมที่เป็นปัจจุบันและที่เป็นอนาคต อนุโลมบุคคล
อนุ. ทุกขสัจของบุคคลใดกำลังดับ สมุทยสัจของบุคคลนั้นก็จักดับ ใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งอรหัตตมรรค และในภังคขณะแห่งจิตของอรหันตบุคคลบุคคลจักได้อรหัตตมรรคในลำดับแห่งจิตใด ในภังคขณะแห่งจิตนั้น ทุกขสัจของบุคคล
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๑๓}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๕. สัจจยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร เหล่านั้นกำลังดับ แต่สมุทยสัจไม่ใช่จักดับ บุคคลนอกนี้ซึ่งกำลังจุติ ในภังคขณะแห่งจิตในปวัตติกาล ทุกขสัจของบุคคลเหล่านั้นกำลังดับและสมุทยสัจก็จักดับ ปฏิ. สมุทยสัจของบุคคลใดจักดับ ทุกขสัจของบุคคลนั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. บุคคลทั้งหมดผู้กำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตในปวัตติกาล และใน ภังคขณะแห่งมรรคและผลในอรูปภูมิ สมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นจักดับ แต่ทุกขสัจไม่ใช่กำลังดับ บุคคลทั้งหมดผู้กำลังจุติ ในภังคขณะแห่งจิตในปวัตติกาล สมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นจักดับและทุกขสัจก็กำลังดับ อนุ. ทุกขสัจของบุคคลใดกำลังดับ มัคคสัจของบุคคลนั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งอรหัตตมรรค และในภังคขณะแห่งจิตของอรหันตบุคคลบุคคลผู้เป็นปุถุชนที่จักไม่ได้มรรคซึ่งกำลังจุติ ในภังคขณะแห่งจิตในปวัตติกาลทุกขสัจของบุคคลเหล่านั้นกำลังดับ แต่มัคคสัจไม่ใช่จักดับ บุคคลจักได้อรหัตตมรรคในลำดับแห่งจิตใด ในภังคขณะแห่งจิตนั้น บุคคลเหล่าอื่นผู้จักได้มรรคซึ่งกำลัง จุติในภังคขณะแห่งจิตในปวัตติกาล ทุกขสัจของบุคคลเหล่านั้นกำลังดับและมัคคสัจก็จักดับ ปฏิ. มัคคสัจของบุคคลใดจักดับ ทุกขสัจของบุคคลนั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตตมรรค บุคคลจักได้มรรคในลำดับแห่งจิตใด ในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้น บุคคลเหล่าอื่นผู้จักได้มรรคซึ่งกำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตในปวัตติกาล และในภังคขณะแห่งมรรคและผลในอรูปภูมิ มัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นจักดับ แต่ทุกขสัจไม่ใช่กำลังดับ บุคคลจักได้อรหัตตมรรคในลำดับแห่งจิตใด ในภังคขณะแห่งจิตนั้น บุคคลเหล่าอื่นผู้จักได้มรรคซึ่งกำลังจุติ ในภังคขณะแห่งจิตในปวัตติกาล มัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นจักดับและทุกขสัจก็กำลังดับ
อนุ. สมุทยสัจของบุคคลใดกำลังดับ มัคคสัจของบุคคลนั้นก็จักดับ ใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งตัณหาของบุคคลผู้เป็นปุถุชนซึ่งจักไม่ได้มรรค สมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นกำลังดับ แต่มัคคสัจไม่ใช่จักดับ ในภังคขณะแห่งตัณหาของบุคคลผู้จักได้มรรค สมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นกำลังดับและมัคคสัจก็จักดับ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๑๔}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๕. สัจจยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร ปฏิ. มัคคสัจของบุคคลใดจักดับ สมุทยสัจของบุคคลนั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตตมรรค บุคคลจักได้อรหัตตมรรคในลำดับแห่งจิตใด ในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้น ในอุปปาทขณะแห่งตัณหาของบุคคลเหล่าอื่นผู้จักได้มรรค เมื่อจิตที่วิปปยุตจากตัณหาเป็นไปอยู่ บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ มัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นจักดับ แต่สมุทยสัจไม่ใช่กำลังดับ ในภังคขณะแห่งตัณหาของบุคคลผู้จักได้มรรค มัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นจักดับและสมุทยสัจก็กำลังดับ อนุโลมโอกาส
อนุ. ทุกขสัจในภูมิใดกำลังดับ ฯลฯ อนุโลมปุคคโลกาส
อนุ. ทุกขสัจของบุคคลใดในภูมิใดกำลังดับ สมุทยสัจของบุคคลนั้น ในภูมินั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งอรหัตตมรรค และในภังคขณะแห่งจิตของอรหันตบุคคลบุคคลจักได้อรหัตตมรรคในลำดับแห่งจิตใด ในภังคขณะแห่งจิตนั้น บุคคลผู้กำลังจุติจากอสัญญสัตตภูมิ ทุกขสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังดับ แต่สมุทยสัจไม่ใช่จักดับ บุคคลนอกนี้ผู้กำลังจุติจากจตุโวการภูมิและปัญจโวการภูมิ ในภังคขณะแห่งจิตในปวัตติกาล ทุกขสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังดับและสมุทยสัจก็จักดับ ปฏิ. สมุทยสัจของบุคคลใดในภูมิใดจักดับ ทุกขสัจของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังอุบัติในจตุโวการภูมิและปัญจโวการภูมิ ในอุปปาทขณะ แห่งจิตในปวัตติกาล และในภังคขณะแห่งมรรคและผลในอรูปภูมิ สมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับ แต่ทุกขสัจไม่ใช่กำลังดับ บุคคลผู้กำลังจุติจาก จตุโวการภูมิและปัญจโวการภูมิ ในภังคขณะแห่งจิตในปวัตติกาล สมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับและทุกขสัจก็กำลังดับ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๑๕}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๕. สัจจยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร อนุ. ทุกขสัจของบุคคลใดในภูมิใดกำลังดับ มัคคสัจของบุคคลนั้นในภูมินั้น ก็จักดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งอรหัตตมรรค และในภังคขณะแห่งจิตของอรหันตบุคคลบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอบายภูมิและบุคคลผู้เป็นปุถุชนที่จักไม่ได้มรรคซึ่งกำลังจุติ ในภังคขณะแห่งจิตในปวัตติกาล บุคคลผู้กำลังจุติจากอบายภูมิและอสัญญสัตตภูมิทุกขสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังดับ แต่มัคคสัจไม่ใช่จักดับ ในภังคขณะแห่งมรรคในปัญจโวการภูมิ บุคคลจักได้อรหัตตมรรคในลำดับแห่งจิตใด ในภังคขณะแห่งจิตนั้น บุคคลเหล่าอื่นผู้จักได้มรรคซึ่งกำลังจุติ ในภังคขณะแห่งจิตในปวัตติกาลทุกขสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังดับและมัคคสัจก็จักดับ ปฏิ. มัคคสัจของบุคคลใดในภูมิใดจักดับ ทุกขสัจของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ กำลังดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตตมรรค บุคคลจักได้อรหัตตมรรคในลำดับ แห่งจิตใด ในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้น บุคคลเหล่าอื่นผู้จักได้มรรคซึ่งกำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตในปวัตติกาล และในภังคขณะแห่งมรรคและผลในอรูปภูมิมัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับ แต่ทุกขสัจไม่ใช่กำลังดับ ในภังคขณะแห่งมรรคในปัญจโวการภูมิ บุคคลจักได้อรหัตตมรรคในลำดับแห่งจิตใด ในภังค-ขณะแห่งจิตนั้น บุคคลเหล่าอื่นผู้จักได้มรรรคซึ่งกำลังจุติ ในภังคขณะแห่งจิตในปวัตติกาลมัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับและทุกขสัจก็กำลังดับ
อนุ. สมุทยสัจของบุคคลใดในภูมิใดกำลังดับ มัคคสัจของบุคคลนั้น ในภูมินั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งตัณหาของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอบายภูมิและบุคคลผู้เป็น ปุถุชนซึ่งจักไม่ได้มรรค สมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังดับ แต่มัคคสัจไม่ใช่จักดับ ในภังคขณะแห่งตัณหาของบุคคลผู้จักได้มรรค สมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังดับและมัคคสัจก็จักดับ ปฏิ. มัคคสัจของบุคคลใดในภูมิใดจักดับ สมุทยสัจของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังดับใช่ไหม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๑๖}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๕. สัจจยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร วิ. ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตตมรรค บุคคลจักได้อรหัตตมรรคในลำดับ แห่งจิตใด ในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้น ในอุปปาทขณะแห่งตัณหาของบุคคลเหล่าอื่นผู้จักได้มรรค เมื่อจิตที่วิปปยุตจากตัณหาเป็นไปอยู่ มัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับ แต่สมุทยสัจไม่ใช่กำลังดับ ในภังคขณะแห่งตัณหาของบุคคลผู้จักได้มรรค มัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับและสมุทยสัจก็กำลังดับ ปัจจนีกบุคคล
อนุ. ทุกขสัจของบุคคลใดไม่ใช่กำลังดับ สมุทยสัจของบุคคลนั้นก็ไม่ ใช่จักดับใช่ไหม วิ. บุคคลทั้งหมดผู้กำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตในปวัตติกาล และใน ภังคขณะแห่งมรรคและผลในอรูปภูมิ ทุกขสัจของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับ แต่สมุทยสัจมิใช่จักไม่ดับ ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตตมรรค และในอุปปาทขณะแห่งจิตของอรหันตบุคคล บุคคลจักได้อรหัตตมรรคในลำดับแห่งจิตใด ในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้น และในภังคขณะแห่งมรรคและผลในอรูปภูมิ ทุกขสัจของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับและสมุทยสัจก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. สมุทยสัจของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ ทุกขสัจของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งอรหัตตมรรคและในภังคขณะแห่งจิตของอรหันตบุคคลบุคคลจักได้อรหัตตมรรคในลำดับแห่งจิตใด ในภังคขณะแห่งจิตนั้น สมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักดับ แต่ทุกขสัจมิใช่ไม่กำลังดับ ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตตมรรคและในอุปปาทขณะแห่งจิตของอรหันตบุคคล บุคคลจักได้อรหัตตมรรคในลำดับแห่งจิตใด ในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้น ในภังคขณะแห่งอรหัตตมรรคและอรหัตตผลในอรูปภูมิ สมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักดับและทุกขสัจก็ไม่ใช่กำลังดับ อนุ. ทุกขสัจของบุคคลใดไม่ใช่กำลังดับ มัคคสัจของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๑๗}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๕. สัจจยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร วิ. ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตตมรรค บุคคลจักได้อรหัตตมรรคในลำดับ แห่งจิตใด ในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้น บุคคลเหล่าอื่นผู้จักได้มรรคซึ่งกำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตในปวัตติกาล ในภังคขณะแห่งมรรคและผลในอรูปภูมิ ทุกขสัจของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับ แต่มัคคสัจมิใช่จักไม่ดับ ในอุปปาทขณะแห่งจิตของอรหันตบุคคล บุคคลผู้เป็นปุถุชนที่จักได้มรรคซึ่งกำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตในปวัตติกาล และในภังคขณะแห่งอรหัตตมรรคและอรหัตตผลในอรูปภูมิทุกขสัจของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับและมัคคสัจก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. มัคคสัจของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ ทุกขสัจของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งอรหัตตมรรค และในภังคขณะแห่งจิตของอรหันตบุคคลบุคคลผู้เป็นปุถุชนที่จักไม่ได้มรรรคซึ่งกำลังจุติ ในภังคขณะแห่งจิตในปวัตติกาลมัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักดับ แต่ทุกขสัจมิใช่ไม่กำลังดับ ในอุปปาทขณะแห่งจิตของอรหันตบุคคล บุคคลผู้เป็นปุถุชนที่จักไม่ได้มรรคซึ่งกำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตในปวัตติกาล และในภังคขณะแห่งอรหัตตมรรคและอรหัตตผลในอรูปภูมิ มัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักดับและทุกขสัจก็ไม่ใช่กำลังดับ
อนุ. สมุทยสัจของบุคคลใดไม่ใช่กำลังดับ มัคคสัจของบุคคลนั้นก็ ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตตมรรค บุคคลจักได้อรหัตตมรรคในลำดับแห่งจิตใด ในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้น ในอุปปาทขณะแห่งตัณหาของบุคคลเหล่าอื่นผู้จักได้มรรค เมื่อจิตที่วิปปยุตจากตัณหาเป็นไปอยู่ บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ สมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับ แต่มัคคสัจมิใช่จักไม่ดับ ในภังคขณะแห่งอรหัตตมรรค อรหันตบุคคล ในอุปปาทขณะแห่งตัณหาของบุคคลผู้เป็นปุถุชนซึ่งจักไม่ได้มรรค เมื่อจิตที่วิปปยุตจากตัณหาเป็นไปอยู่ บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ สมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับและมัคคสัจก็ไม่ใช่จักดับ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๑๘}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๕. สัจจยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร ปฏิ. มัคคสัจของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ สมุทยสัจของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งตัณหาของบุคคลผู้เป็นปุถุชนซึ่งจักไม่ได้มรรค มัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักดับ แต่สมุทยสัจมิใช่ไม่กำลังดับ ในภังคขณะแห่งอรหัตตมรรค อรหันตบุคคล ในอุปปาทขณะแห่งตัณหาของบุคคลผู้เป็นปุถุชนซึ่งจักไม่ได้มรรค เมื่อจิตที่วิปปยุตจากตัณหาเป็นไปอยู่ บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ มัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักดับและ สมุทยสัจก็ไม่ใช่กำลังดับ ปัจจนีกโอกาส
อนุ. ทุกขสัจในภูมิใดไม่ใช่กำลังดับ ฯลฯ ปัจจนีกปุคคโลกาส
อนุ. ทุกขสัจของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่กำลังดับ สมุทยสัจของ บุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังอุบัติในจตุโวการภูมิและปัญจโวการภูมิ ในอุปปาทขณะแห่งจิตในปวัตติกาลและในภังคขณะแห่งมรรคและผลในอรูปภูมิ ทุกขสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังดับ แต่สมุทยสัจมิใช่จักไม่ดับ ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตต-มรรคและในอุปปาทขณะแห่งจิตของอรหันตบุคคล บุคคลจักได้อรหัตตมรรคในลำดับแห่งจิตใด ในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้น และในภังคขณะแห่งอรหัตตมรรคและอรหัตตผลในอรูปภูมิ บุคคลผู้กำลังอุบัติในอสัญญสัตตภูมิ ทุกขสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังดับและสมุทยสัจก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. สมุทยสัจของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักดับ ทุกขสัจของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งอรหัตตมรรค และในภังคขณะแห่งจิตของอรหันตบุคคลบุคคลจักได้อรหัตตมรรคในลำดับแห่งจิตใด ในภังคขณะแห่งจิตนั้น บุคคลผู้อุบัติอยู่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๑๙}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๕. สัจจยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร ในอสัญญสัตตภูมิ สมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักดับ แต่ทุกขสัจมิใช่ไม่กำลังดับ ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตตมรรค และในอุปปาทขณะแห่งจิตของอรหันตบุคคล บุคคลจักได้อรหัตตมรรคในลำดับแห่งจิตใด ในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้น และในภังคขณะแห่งอรหัตตมรรคและอรหัตตผลในอรูปภูมิ บุคคลผู้กำลังอุบัติในอสัญญสัตตภูมิ สมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักดับและทุกขสัจก็ไม่ใช่กำลังดับ อนุ. ทุกขสัจของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่กำลังดับ มัคคสัจของบุคคลนั้นใน ภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตตมรรคในปัญจโวการภูมิ บุคคลจักได้อรหัตต-มรรคในลำดับแห่งจิตใด ในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้น บุคคลเหล่าอื่นผู้จักได้มรรคซึ่งกำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตในปวัตติกาล และในภังคขณะแห่งมรรคและผลในอรูปภูมิ ทุกขสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังดับ แต่มัคคสัจมิใช่จักไม่ดับ ในอุปปาทขณะแห่งจิตของอรหันตบุคคล บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอบายภูมิและบุคคลผู้เป็นปุถุชนที่จักไม่ได้มรรคซึ่งกำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตในปวัตติกาลและในภังคขณะแห่งอรหัตตมรรคและอรหัตตผลในอรูปภูมิ บุคคลผู้กำลังอุบัติในอบายภูมิและอสัญญสัตตภูมิ ทุกขสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังดับและมัคคสัจก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. มัคคสัจของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักดับ ทุกขสัจของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งอรหัตตมรรค และในภังคขณะแห่งจิตของอรหันตบุคคลบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอบายภูมิและบุคคลผู้เป็นปุถุชนที่จักไม่ได้มรรคซึ่งกำลังจุติ ในภังคขณะแห่งจิตในปวัตติกาล บุคคลผู้กำลังจุติจากอบายภูมิและอสัญญสัตตภูมิมัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักดับ แต่ทุกขสัจมิใช่ไม่กำลังดับ ในอุปปาทขณะแห่งจิตของอรหันตบุคคล บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอบายภูมิและบุคคลผู้เป็นปุถุชนที่จักไม่ได้มรรคซึ่งกำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตในปวัตติกาลและในภังคขณะแห่งอรหัตตมรรคและอรหัตตผลในอรูปภูมิ บุคคลผู้กำลังอุบัติในอบายภูมิและอสัญญสัตตภูมิ มัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักดับและทุกขสัจก็ไม่ใช่กำลังดับ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๒๐}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๕. สัจจยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๖. อตีตานาคตวาร
อนุ. สมุทยสัจของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่กำลังดับ มัคคสัจของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตตมรรค บุคคลจักได้อรหัตตมรรคในลำดับแห่งจิตใด ในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้น และในอุปปาทขณะแห่งตัณหาของบุคคลเหล่าอื่นซึ่งจักได้มรรค เมื่อจิตที่วิปปยุตจากตัณหาเป็นไปอยู่ สมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังดับ แต่มัคคสัจมิใช่จักไม่ดับ ในภังคขณะแห่งอรหัตต-มรรค ในอุปปาทขณะแห่งตัณหาของอรหันตบุคคล บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอบายภูมิและบุคคลผู้เป็นปุถุชนซึ่งจักไม่ได้มรรค เมื่อจิตที่วิปปยุตจากตัณหาเป็นไปอยู่บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ สมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังดับและมัคคสัจก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. มัคคสัจของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักดับ สมุทยสัจของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งตัณหาของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอบายภูมิและบุคคลผู้เป็นปุถุชนซึ่งจักไม่ได้มรรค มัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักดับ แต่สมุทย-สัจมิใช่ไม่กำลังดับ ในภังคขณะแห่งอรหัตตมรรค ในอุปปาทขณะแห่งตัณหาของอรหันตบุคคล บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอบายภูมิและบุคคลผู้เป็นปุถุชนซึ่งจักไม่ได้มรรคเมื่อจิตที่วิปปยุตจากตัณหาเป็นไปอยู่ บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ มัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักดับและสมุทยสัจก็ไม่ใช่กำลังดับ๖. อตีตานาคตวาร ว่าด้วยสภาวธรรมที่เป็นอดีตและที่เป็นอนาคต อนุโลมบุคคล
อนุ. ทุกขสัจของบุคคลใดเคยดับ สมุทยสัจของบุคคลนั้นก็จักดับ ใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรค อรหันตบุคคล และบุคคลจักได้อรหัตตมรรคในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) ทุกขสัจของบุคคลเหล่านั้น
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๒๑}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๕. สัจจยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๖. อตีตานาคตวาร เคยดับ แต่สมุทยสัจไม่ใช่จักดับ บุคคลนอกนี้ ทุกขสัจของบุคคลเหล่านั้นเคยดับและสมุทยสัจก็จักดับ ปฏิ. สมุทยสัจของบุคคลใดจักดับ ฯลฯ วิ. ใช่ อนุ. ทุกขสัจของบุคคลใดเคยดับ มัคคสัจของบุคคลนั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งอรหัตตมรรค อรหันตบุคคลและบุคคลผู้เป็นปุถุชนซึ่ง จักไม่ได้มรรค ทุกขสัจของบุคคลเหล่านั้นเคยดับ แต่มัคคสัจไม่ใช่จักดับ ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตตมรรค บุคคลจักได้อรหัตตมรรคในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) และบุคคลเหล่าอื่นผู้จักได้มรรค ทุกขสัจของบุคคลเหล่านั้นเคยดับและมัคคสัจก็จักดับ ปฏิ. มัคคสัจของบุคคลใดจักดับ ฯลฯ วิ. ใช่
อนุ. สมุทยสัจของบุคคลใดเคยดับ มัคคสัจของบุคคลนั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งอรหัตตมรรค อรหันตบุคคล และบุคคลผู้เป็นปุถุชนซึ่งจักไม่ได้มรรค สมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นเคยดับ แต่มัคคสัจไม่ใช่จักดับ ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตตมรรค บุคคลจักได้อรหัตตมรรคในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) และบุคคลเหล่าอื่นผู้จักได้มรรค สมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นเคยดับและมัคคสัจก็จักดับ ปฏิ. มัคคสัจของบุคคลใดจักดับ ฯลฯ วิ. ใช่ อนุโลมโอกาส
อนุ. ทุกขสัจในภูมิใดเคยดับ ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๒๒}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๕. สัจจยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๖. อตีตานาคตวาร อนุโลมปุคคโลกาส
อนุ. ทุกขสัจของบุคคลใดในภูมิใดเคยดับ สมุทยสัจของบุคคลนั้นใน ภูมินั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรค อรหันตบุคคล บุคคลผู้จักได้ อรหัตตมรรคในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) และบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญ-สัตตภูมิ ทุกขสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยดับ แต่สมุทยสัจไม่ใช่จักดับบุคคลนอกนี้ผู้อุบัติอยู่ในจตุโวการภูมิและปัญจโวการภูมิ ทุกขสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยดับและสมุทยสัจก็จักดับ ปฏิ. สมุทยสัจของบุคคลใดในภูมิใดจักดับ ทุกขสัจของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็เคยดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังอุบัติในสุทธาวาสภูมิ สมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับ แต่ทุกขสัจไม่เคยดับ บุคคลนอกนี้ผู้อุบัติอยู่ในจตุโวการภูมิและปัญจ-โวการภูมิ สมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับและทุกขสัจก็เคยดับ อนุ. ทุกขสัจของบุคคลใดในภูมิใดเคยดับ มัคคสัจของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งอรหัตตมรรค อรหันตบุคคล บุคคลผู้เป็นปุถุชนซึ่งจัก ไม่ได้มรรค บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอบายภูมิและอสัญญสัตตภูมิ ทุกขสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยดับ แต่มัคคสัจไม่ใช่จักดับ ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตตมรรคบุคคลจักได้อรหัตตมรรคในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) และบุคคลเหล่าอื่นผู้จักได้มรรค ทุกขสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยดับและมัคคสัจก็จักดับ ปฏิ. มัคคสัจของบุคคลใดในภูมิใดจักดับ ทุกขสัจของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ เคยดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังอุบัติในสุทธาวาสภูมิ มัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้น จักดับ แต่ทุกขสัจไม่เคยดับ ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตตมรรค บุคคลจักได้อรหัตต-มรรคในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) และบุคคลเหล่าอื่นผู้จักได้มรรคมัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับและทุกขสัจก็เคยดับ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๒๓}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๕. สัจจยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๖. อตีตานาคตวาร
อนุ. สมุทยสัจของบุคคลใดในภูมิใดเคยดับ มัคคสัจของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งอรหัตตมรรค อรหันตบุคคล บุคคลผู้เป็นปุถุชนซึ่งจักไม่ได้มรรค และบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอบายภูมิ สมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยดับ แต่มัคคสัจไม่ใช่จักดับ ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตตมรรค บุคคลจักได้อรหัตตมรรคในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) และบุคคลเหล่าอื่นผู้จักได้มรรค สมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยดับและมัคคสัจก็จักดับ ปฏิ. มัคคสัจของบุคคลใดในภูมิใดจักดับ สมุทยสัจของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็เคยดับใช่ไหม วิ. เมื่อจิตดวงที่ ๒ ของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในสุทธาวาสภูมิเป็นไปอยู่ มัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับ แต่สมุทยสัจไม่เคยดับ ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตตมรรค บุคคลจักได้อรหัตตมรรคในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น)และบุคคลเหล่าอื่นผู้จักได้มรรค มัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับและสมุทยสัจก็เคยดับ ปัจจนีกบุคคล
อนุ. ทุกขสัจของบุคคลใดไม่เคยดับ สมุทยสัจของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่ จักดับมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. สมุทยสัจของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ ทุกขสัจของบุคคลนั้นก็ไม่เคยดับ ใช่ไหม วิ. เคยดับ อนุ. ทุกขสัจของบุคคลใดไม่เคยดับ มัคคสัจของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักดับมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. มัคคสัจของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ ทุกขสัจของบุคคลนั้นก็ไม่เคยดับใช่ไหม วิ. เคยดับ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๒๔}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๕. สัจจยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๖. อตีตานาคตวาร
อนุ. สมุทยสัจของบุคคลใดไม่เคยดับ มัคคสัจของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักดับมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. มัคคสัจของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ สมุทยสัจของบุคคลนั้นก็ไม่เคยดับใช่ไหม วิ. เคยดับ ปัจจนีกโอกาส
อนุ. ทุกขสัจในภูมิใดไม่เคยดับ ฯลฯ ปัจจนีกปุคคโลกาส
อนุ. ทุกขสัจของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยดับ สมุทยสัจของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. จักดับ ปฏิ. สมุทยสัจของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักดับ ทุกขสัจของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยดับใช่ไหม วิ. เคยดับ อนุ. ทุกขสัจของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยดับ มัคคสัจของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. จักดับ ปฏิ. มัคคสัจของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักดับ ทุกขสัจของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยดับใช่ไหม วิ. เคยดับ
อนุ. สมุทยสัจของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยดับ มัคคสัจของบุคคลนั้น ในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๒๕}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๕. สัจจยมก] ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร วิ. เมื่อจิตดวงที่ ๒ ของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในสุทธาวาสภูมิเป็นไปอยู่ สมุทย-สัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยดับ แต่มัคคสัจมิใช่จักไม่ดับ บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ สมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยดับและมัคคสัจก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. มัคคสัจของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักดับ สมุทยสัจของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งอรหัตตมรรค อรหันตบุคคล บุคคลผู้เป็นปุถุชนซึ่งจัก ไม่ได้มรรค และบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอบายภูมิ มัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักดับ แต่สมุทยสัจมิใช่ไม่เคยดับ บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ มัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักดับและสมุทยสัจก็ไม่เคยดับ นิโรธวาร จบ
อรรถกถา
ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกอรรถกถายึดที่ข้อ ๘๑๗ ซึ่งครอบมาถึงข้อที่กำลังอ่าน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาสัจจยมก
๑. ปณฺณตฺติวารวณฺณนา
การพรรณนาสัจจยมกที่ท่านรวบรวมแสดงไว้แล้วในลำดับธาตุยมก ด้วยอำนาจสัจจะในธรรมมีกุศลเป็นต้น ที่ท่านแสดงไว้แล้วในมูลยมกเหล่านั้นนั่นเทียว ย่อมมีในบัดนี้.
พึงทราบมหาวาระ ๓ มีปัณณัตติวาระเป็นต้น และประเภทแห่งวาระที่เหลือมีอันตรวาระเป็นต้นตามนัยที่กล่าวแล้วนั่นเทียว ในธาตุยมกแม้นั้น.
แต่ในปัณณัตติวาระ ในสัจจยมกนี้ ด้วยอำนาจสัจจะ ๔ พึงทราบการนับยมกในวาระทั้งหลาย ๔ เหล่านี้ คือปทโสธนวาระ ปทโสธนมูลจักกวาระ สุทธสัจจวาระ สุทธสัจจมูลจักกวาระ.
แต่ในปัณณัตติวารนิทเทส พึงทราบเตภูมิกธรรมที่หลุดพ้นดีแล้วจากทุกขเวทนาและตัณหา ด้วยคำว่า อวเสสํ ทุกฺขสจฺจํ. ประเภทแห่งกามาวจรกุศลเป็นต้นที่ท่านแสดงไว้แล้วในสัจจวิภังค์ว่า อวเสโส สมุทโย ดังนี้ ย่อมเป็นปัจจัยแห่งทุกขสัจจะ.
สองบทว่า อวเสโส นิโรโธ ได้แก่ ตทังคนิโรธ วิกขัมภนนิโรธ สมุจเฉทนิโรธ ปฏิปัสสัทธินิโรธและขณภังคนิโรธ.
สองบทว่า อวเสโส มคฺโค ความว่า ก็มรรคมีองค์ ๕ ย่อมมีในสมัยนั้นแล.
มรรคมีอาทิอย่างนี้ คือ อัฏฐังคิกมรรค มิจฉามรรค ชังฆมรรค สกฏมรรค.
๒. ปวตฺติวารวณฺณนา
ก็ในปวัตติวาระ ในอนุโลมนัยแห่งปุคคลวาระ ในปัจจุบันกาลนี้ ทุกขสัจจมูล ๓ สมุทยสัจจมูล ๒ นิโรธสัจจมูล ๑ รวมเป็นยมก ๖ อย่าง ด้วยอำนาจพระบาลี เพราะถือเอาสัจจะที่ได้อยู่และไม่ได้อยู่ว่า ทุกขสัจจะย่อมเกิดแก่สัตว์ใด สมุทยสัจจะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ก็หรือว่า สมุทยสัจจะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ทุกขสัจจะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นดังนี้.
ในสัจจะทั้งหลายเหล่านั้น เพราะความเกิดและความดับ ย่อมไม่สมควรแก่นิโรธ ฉะนั้น ยมกทั้งหลาย ๓ คือ ยมกอันเป็นมูลแห่งทุกขสัจจะ ๒ กับด้วยสมุทยสัจจะ และมัคคสัจจะ ยมกอันเป็นมูลแห่งสมุทยสัจจะ ๑ กับด้วยมัคคสัจจะ จึงมาแล้ว. ในปฏิโลมนัยแห่งปุคคลวาระนั้นบ้าง ในโอกาสวาระเป็นต้นบ้าง ก็นัยนี้นั่นเทียว. พึงทราบการนับยมก ด้วยอำนาจยมก ๓ อย่างๆ ในวาระทั้งหมดเหล่านี้ด้วยประการอย่างนี้.
ก็ในอรรถวินิจฉัย พึงทราบลักษณะในสัจจยมกนี้ดังต่อไปนี้.
ก็ในปวัตติวาระแห่งสัจจยมกนี้ ใครๆ ย่อมไม่ได้นิโรธสัจจะก่อนนั่นเทียว. แต่ในวาระทั้งหลาย ๓ ที่เหลือ สมุทยสัจจะและมัคคสัจจะ บุคคลย่อมได้ในปวัตติกาลโดยส่วนเดียวนั่นเทียว.
ทุกขสัจจะ บุคคลย่อมได้ในจุติและปฏิสนธิบ้าง ในปวัตติกาลบ้าง. แต่กาล ๓ มีปัจจุบันกาลเป็นต้น บุคคลย่อมได้ แม้ในจุติและปฏิสนธิบ้าง ในปวัตติกาลบ้าง. บุคคลย่อมได้สัจจะใดๆ ในสัจจยมกนี้ พึงทราบอรรถวินิจฉัยด้วยอำนาจแห่งสัจจะนั้นๆ ด้วยประการอย่างนี้.
พึงทราบนัยมุขในสัจจยมกนั้นดังต่อไปนี้.
สองบทว่า สพฺเพสํ อุปปชฺชนฺตานํ ความว่า โดยที่สุด แม้แก่ชั้นสุทธาวาส.
ก็เทวดาชั้นสุทธาวาส แม้เหล่านั้น ย่อมเกิดด้วยทุกขสัจจะนั่นเทียว.
คำนี้ว่า ตณฺหาวิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส ท่านกล่าวไว้แล้วเพื่อแสดงการอุบัติแห่งส่วนหนึ่งในทุกขสัจจะและสมุทยสัจจะ. เพราะฉะนั้น คำนั้นพึงถือเอาด้วยอำนาจปัญจโวการภพนั่นเทียว.
แต่ในจตุโวการภพ คำนี้ว่า สัจจะแม้อย่างหนึ่ง ย่อมไม่เกิดขึ้นในอุปปาทักขณะของผลสมาบัติ จิตที่วิปปยุตด้วยตัณหา ดังนี้ บัณฑิตไม่ควรถือเอาในสัจจยมกนี้.
จตุโวกาเร ปน ตณฺหาวิปฺปยุตฺตสฺส ผลสมาปตฺติจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เอกมฺปิ สจฺจํ นุปฺปชฺชตีติ อิทํ อิธ น คเหตพฺพํ ฯ
____________________________
ม. อิติสทฺโท นตฺถิ ฯ
สองบทว่า เตสํ ทุกฺขสจฺจญฺจ ความว่า ชื่อว่าทุกขสัจจะที่เหลือ เว้นตัณหาเสีย ย่อมมีในขณะนั้น คำนั้นท่านกล่าวหมายเอาทุกขสัจจะนั้น. แม้ในอุปปาทขณะแห่งมรรค ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
แต่ในสัจจยมกนั้นรูปนั่นเทียว ชื่อว่าทุกขสัจจะ ธรรมทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยมรรคที่เหลือ เป็นธรรมที่พ้นดีแล้วจากสัจจะ. เพราะเหตุนั้นนั่นแล ท่านจึงกล่าวแล้วว่า มรรคสัจจะย่อมเกิดขึ้นแก่ชนเหล่านั้น ในอุปปาทักขณะแห่งมรรคในอรูป แต่ทุกขสัจจะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่ชนเหล่านั้น. พึงทราบโอกาสด้วยอำนาจขณะในสัจจยมกนี้อย่างนี้ว่า ในขณะแห่งการอุบัตินั้นและในขณะแห่งการอุบัติขึ้นของจิตที่วิปปยุตด้วยตัณหาที่เป็นไปของผู้เกิดอยู่ทั้งหมด ในอุปปทขณะของผู้เกิดอยู่ทั้งหมดเหล่านั้น.
ในสัจจะที่มีรูปอย่างนั้น แม้เหล่าอื่น ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า อนภิสเมตาวีนํ ได้แก่ สัตว์ผู้ไม่บรรลุอภิสมัย กล่าวคือจตุสัจจปฏิเวธ คือการแทงตลอดสัจจะ ๔.
บทว่า อภิสเมตาวีนํ ได้แก่ อภิสมิตสัจจะ คือสัจจะที่สงบยิ่ง.
พึงทราบอรรถวินิจฉัยในบททั้งปวง โดยนัยมุขนี้.
๓. ปริญฺญาวารวณฺณนา
ก็ในปริญญาวาระ บุคคลย่อมได้ปริญญา ๓ คือ ญาตปริญญา ตีรณปริญญา ปหานปริญญา.
ก็เพราะชื่อว่าปริญญา ย่อมไม่มีในโลกุตตรธรรมทั้งหลาย ฉะนั้น สัจจะ ๒ ท่านจึงถือเอาแล้วในสัจจยมกนี้.
คำว่า ทุกฺขสจฺจํ ปริชานาติ ในสัจจยมกนั้น ท่านกล่าวไว้แล้วด้วยอำนาจญาตปริญญาและตีรณปริญญา.
คำว่า สมุทยสจฺจํ ปชหติ ท่านกล่าวไว้แล้วด้วยอำนาจญาตปริญญาและปหานปริญญา.
พึงทราบเนื้อความในบททั้งปวงด้วยอำนาจแห่งปริญญาทั้งหลายเหล่านี้ด้วยประการฉะนี้แล.
อรรถกถาสัจจยมก จบ. -----------------------------------------------------