นิโรธวาร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๑๑๑๖ยสฺส กายสงฺขาโร นิรุชฺฌติ ตสฺส วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌตีติ: วินา วิตกฺกวิจาเรหิ อสฺสาสปสฺสาสานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํ กายสงฺขาโร นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌติ ปฐมชฺฌานํ สมาปนฺนานํ กามาวจรานํ อสฺสาสปสฺสาสานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํ กายสงฺขาโร จ นิรุชฺฌติ วจีสงฺขาโร จ นิรุชฺฌติ ฯ ยสฺส วา ปน วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌติ ตสฺส กายสงฺขาโร นิรุชฺฌตีติ: วินา อสฺสาสปสฺสาเสหิ วิตกฺกวิจารานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํ วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ กายสงฺขาโร นิรุชฺฌติ ปฐมชฺฌานํ สมาปนฺนานํ กามาวจรานํ อสฺสาสปสฺสาสานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํ วจีสงฺขาโร จ นิรุชฺฌติ กายสงฺขาโร จ นิรุชฺฌติ ฯ
๑๑๑๗ยสฺส กายสงฺขาโร นิรุชฺฌติ ตสฺส จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌติ ตสฺส กายสงฺขาโร นิรุชฺฌตีติ: วินา อสฺสาสปสฺสาเสหิ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ กายสงฺขาโร นิรุชฺฌติ อสฺสาสปสฺสาสานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํ จิตฺตสงฺขาโร จ นิรุชฺฌติ กายสงฺขาโร จ นิรุชฺฌติ ฯ
๑๑๑๘ยสฺส วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌติ ตสฺส จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌติ ตสฺส วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌตีติ: วินา วิตกฺกวิจาเรหิ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌติ วิตกฺกวิจารานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํ จิตฺตสงฺขาโร จ นิรุชฺฌติ วจีสงฺขาโร จ นิรุชฺฌติ ฯ
๑๑๑๙ยตฺถ กายสงฺขาโร นิรุชฺฌติ ตตฺถ วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌตีติ: ทุติยชฺฌาเน ตติยชฺฌาเน ตตฺถ กายสงฺขาโร นิรุชฺฌติ โน จ ตตฺถ วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌติ ฯเปฯ
๑๑๒๐ยสฺส ยตฺถ กายสงฺขาโร นิรุชฺฌติ ตสฺส ตตฺถ วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌตีติ: ฯเปฯ ยสฺสกมฺปิ ยสฺสยตฺถกมฺปิ สทิสํ ฯ
๑๑๒๑ยสฺส กายสงฺขาโร น นิรุชฺฌติ ตสฺส วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌตีติ: วินา อสฺสาสปสฺสาเสหิ วิตกฺกวิจารานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํ กายสงฺขาโร น นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌติ สพฺเพสํ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ วินา อสฺสาสปสฺสาเสหิ อวิตกฺกอวิจารจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ กายสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌติ วจีสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌติ ฯ ยสฺส วา ปน วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌติ ตสฺส กายสงฺขาโร น นิรุชฺฌตีติ: วินา วิตกฺกวิจาเรหิ อสฺสาสปสฺสาสานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํ วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ กายสงฺขาโร น นิรุชฺฌติ สพฺเพสํ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ วินา อสฺสาสปสฺสาเสหิ อวิตกฺกอวิจารจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ วจีสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌติ กายสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌติ ฯ
๑๑๒๒ยสฺส กายสงฺขาโร น นิรุชฺฌติ ตสฺส จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌตีติ: วินา อสฺสาสปสฺสาเสหิ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ กายสงฺขาโร น นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌติ สพฺเพสํ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ กายสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌติ จิตฺตสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌติ ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌติ ตสฺส กายสงฺขาโร น นิรุชฺฌตีติ: อามนฺตา ฯ
๑๑๒๓ยสฺส วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌติ ตสฺส จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌตีติ: วินา วิตกฺกวิจาเรหิ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌติ สพฺเพสํ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ วจีสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌติ จิตฺตสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌติ ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌติ ตสฺส วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌตีติ: อามนฺตา ฯ
๑๑๒๔ยตฺถ กายสงฺขาโร น นิรุชฺฌติ ฯเปฯ
๑๑๒๕ยสฺส ยตฺถ กายสงฺขาโร น นิรุชฺฌติ ตสฺส ตตฺถ วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌตีติ: วินา อสฺสาสปสฺสาเสหิ วิตกฺกวิจารานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร น นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌติ สพฺเพสํ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ วินา อสฺสาสปสฺสาเสหิ อวิตกฺกอวิจารจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌติ วจีสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ วจีสงฺขาโร ฯเปฯ ยสฺสกมฺปิ ยสฺสยตฺถกมฺปิ สทิสํ วิตฺถาเรตพฺพํ ฯ ยสฺสยตฺถเก นิโรธสมาปนฺนานนฺติ น กาตพฺพํ ฯ --------
๑๑๒๖ยสฺส กายสงฺขาโร นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน วจีสงฺขาโร ฯเปฯ ยถา อุปฺปาทวาเร อตีตา ปุจฺฉา ยสฺสกมฺปิ ยสฺสยตฺถกมฺปิ อนุโลมมฺปิ ปจฺจนิยมฺปิ วิภตฺตํ เอวํ นิโรธวาเรปิ วิภชิตพฺพํ ฯ นตฺถิ นานากรณํ ฯ --------
๑๑๒๗ยสฺส กายสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส กายสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสตีติ: กามาวจรานํ ปจฺฉิมจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา กามาวจรานํ ปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ รูปาวจเร อรูปาวจเร ปจฺฉิมภวิกานํ เย จ รูปาวจรํ อรูปาวจรํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ จวนฺตานํ เตสํ วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ กายสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ อิตเรสํ เตสํ วจีสงฺขาโร จ นิรุชฺฌิสฺสติ กายสงฺขาโร จ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ
๑๑๒๘ยสฺส กายสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส กายสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสตีติ: กามาวจรานํ ปจฺฉิมจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา กามาวจรานํ ปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ รูปาวจเร อรูปาวจเร ปจฺฉิมภวิกานํ เย จ รูปาวจรํ อรูปาวจรํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ จวนฺตานํ เตสํ จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ กายสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ อิตเรสํ จิตฺตสงฺขาโร จ นิรุชฺฌิสฺสติ กายสงฺขาโร จ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ
๑๑๒๙ยสฺส วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อวิตกฺกอวิจารปจฺฉิมจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อวิตกฺกอวิจารํ ปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ เตสํ จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ อิตเรสํ จิตฺตสงฺขาโร จ นิรุชฺฌิสฺสติ วจีสงฺขาโร จ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ
๑๑๓๐ยตฺถ กายสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ ฯเปฯ
๑๑๓๑ยสฺส ยตฺถ กายสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสตีติ: ทุติยชฺฌานํ ตติยชฺฌานํ สมาปนฺนานํ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ ปฐมชฺฌานํ สมาปนฺนานํ กามาวจรานํ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร จ นิรุชฺฌิสฺสติ วจีสงฺขาโร จ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ กายสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสตีติ: กามาวจรานํ ปจฺฉิมจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา กามาวจรานํ ปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ รูปาวจรานํ อรูปาวจรานํ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ ปฐมชฺฌานํ สมาปนฺนานํ อิตเรสํ กามาวจรานํ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร จ นิรุชฺฌิสฺสติ กายสงฺขาโร จ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ
๑๑๓๒ยสฺส ยตฺถ กายสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ กายสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสตีติ: กามาวจรานํ ปจฺฉิมจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา กามาวจรานํ ปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ จตุตฺถชฺฌานํ สมาปนฺนานํ รูปาวจรานํ อรูปาวจรานํ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ ปฐมชฺฌานํ ทุติยชฺฌานํ ตติยชฺฌานํ สมาปนฺนานํ อิตเรสํ กามาวจรานํ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร จ นิรุชฺฌิสฺสติ กายสงฺขาโร จ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ
๑๑๓๓ยสฺส ยตฺถ วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อวิตกฺกอวิจารปจฺฉิมจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อวิตกฺกอวิจารํ ปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ ทุติยชฺฌานํ ตติยชฺฌานํ จตุตฺถชฺฌานํ สมาปนฺนานํ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ ปฐมชฺฌานํ สมาปนฺนานํ กามาวจรานํ อิตเรสํ รูปาวจรานํ อรูปาวจรานํ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร จ นิรุชฺฌิสฺสติ วจีสงฺขาโร จ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ
๑๑๓๔ยสฺส กายสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: กามาวจรานํ ปจฺฉิมจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา กามาวจรานํ ปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ รูปาวจเร อรูปาวจเร ปจฺฉิมภวิกานํ เย จ รูปาวจรํ อรูปาวจรํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ จวนฺตานํ เตสํ กายสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ สวิตกฺกสวิจารปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อวิตกฺกอวิจารปจฺฉิมจิตฺตสมงฺคีนํ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อวิตกฺกอวิจารํ ปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ เตสํ กายสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌิสฺสติ วจีสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส กายสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ
๑๑๓๕ยสฺส กายสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: กามาวจรานํ ปจฺฉิมจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา กามาวจรานํ ปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ รูปาวจเร อรูปาวจเร ปจฺฉิมภวิกานํ เย จ รูปาวจรํ อรูปาวจรํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ จวนฺตานํ เตสํ กายสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ ปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ กายสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌิสฺสติ จิตฺตสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส กายสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ
๑๑๓๖ยสฺส วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อวิตกฺกอวิจารปจฺฉิมจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อวิตกฺกอวิจารํ ปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ เตสํ วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ ปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ วจีสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌิสฺสติ จิตฺตสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ
๑๑๓๗ยตฺถ กายสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯเปฯ
๑๑๓๘ยสฺส ยตฺถ กายสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: กามาวจรานํ ปจฺฉิมจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา กามาวจรานํ ปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ รูปาวจรานํ อรูปาวจรานํ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ สวิตกฺกสวิจารปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อวิตกฺกอวิจารปจฺฉิมจิตฺตสมงฺคีนํ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อวิตกฺกอวิจารํ ปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ จตุตฺถชฺฌานํ สมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌิสฺสติ วจีสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ กายสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: ทุติยชฺฌานํ ตติยชฺฌานํ สมาปนฺนานํ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ สวิตกฺกสวิจารปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อวิตกฺกอวิจารปจฺฉิมจิตฺตสมงฺคีนํ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อวิตกฺกอวิจารํ ปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ จตุตฺถชฺฌานํ สมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌิสฺสติ กายสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ
๑๑๓๙ยสฺส ยตฺถ กายสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: กามาวจรานํ ปจฺฉิมจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา กามาวจรานํ ปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ จตุตฺถชฺฌานํ สมาปนฺนานํ รูปาวจรานํ อรูปาวจรานํ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ ปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌิสฺสติ จิตฺตสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ กายสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ
๑๑๔๐ยสฺส ยตฺถ วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อวิตกฺกอวิจารปจฺฉิมจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อวิตกฺกอวิจารํ ปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ ทุติยชฺฌานํ ตติยชฺฌานํ จตุตฺถชฺฌานํ สมาปนฺนานํ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ ปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌิสฺสติ จิตฺตสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ---------
๑๑๔๑ยสฺส กายสงฺขาโร นิรุชฺฌติ ตสฺส วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส กายสงฺขาโร นิรุชฺฌตีติ: สพฺเพสํ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ วินา อสฺสาสปสฺสาเสหิ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌิตฺถ โน จ เตสํ กายสงฺขาโร นิรุชฺฌติ อสฺสาสปสฺสาสานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํ วจีสงฺขาโร จ นิรุชฺฌิตฺถ กายสงฺขาโร จ นิรุชฺฌติ ฯ
๑๑๔๒ยสฺส กายสงฺขาโร นิรุชฺฌติ ตสฺส จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส กายสงฺขาโร นิรุชฺฌตีติ: สพฺเพสํ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ วินา อสฺสาสปสฺสาเสหิ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิตฺถ โน จ เตสํ กายสงฺขาโร นิรุชฺฌติ อสฺสาสปสฺสาสานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํ จิตฺตสงฺขาโร จ นิรุชฺฌิตฺถ กายสงฺขาโร จ นิรุชฺฌติ ฯ
๑๑๔๓ยสฺส วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌติ ตสฺส จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌตีติ: สพฺเพสํ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ วินา วิตกฺกวิจาเรหิ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิตฺถ โน จ เตสํ วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌติ วิตกฺกวิจารานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํ จิตฺตสงฺขาโร จ นิรุชฺฌิตฺถ วจีสงฺขาโร จ นิรุชฺฌติ ฯ
๑๑๔๔ยตฺถ กายสงฺขาโร นิรุชฺฌติ ฯเปฯ
๑๑๔๕ยสฺส ยตฺถ กายสงฺขาโร นิรุชฺฌติ ตสฺส ตตฺถ วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌิตฺถาติ: ทุติยชฺฌานํ ตติยชฺฌานํ สมาปนฺนานํ อสฺสาสปสฺสาสานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌิตฺถ ปฐมชฺฌานํ สมาปนฺนานํ กามาวจรานํ อสฺสาสปสฺสาสานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร จ นิรุชฺฌติ วจีสงฺขาโร จ นิรุชฺฌิตฺถ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส ตตฺถ กายสงฺขาโร นิรุชฺฌตีติ: ปฐมชฺฌานํ สมาปนฺนานํ กามาวจรานํ อสฺสาสปสฺสาสานํ อุปฺปาทกฺขเณ เตสํเยว วินา อสฺสาสปสฺสาเสหิ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ รูปาวจรานํ อรูปาวจรานํ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร นิรุชฺฌติ ปฐมชฺฌานํ สมาปนฺนานํ กามาวจรานํ อสฺสาสปสฺสาสานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร จ นิรุชฺฌิตฺถ กายสงฺขาโร จ นิรุชฺฌติ ฯ
๑๑๔๖ยสฺส ยตฺถ กายสงฺขาโร นิรุชฺฌติ ตสฺส ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส ตตฺถ กายสงฺขาโร นิรุชฺฌตีติ: สพฺเพสํ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ วินา อสฺสาสปสฺสาเสหิ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร นิรุชฺฌติ อสฺสาสปสฺสาสานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร จ นิรุชฺฌิตฺถ กายสงฺขาโร จ นิรุชฺฌติ ฯ
๑๑๔๗ยสฺส ยตฺถ วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌติ ตสฺส ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส ตตฺถ วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌตีติ: สพฺเพสํ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ วินา วิตกฺกวิจาเรหิ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌติ วิตกฺกวิจารานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร จ นิรุชฺฌิตฺถ วจีสงฺขาโร จ นิรุชฺฌติ ฯ
๑๑๔๘ยสฺส กายสงฺขาโร น นิรุชฺฌติ ตสฺส วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌิตฺถาติ: นิรุชฺฌิตฺถาติ: นิรุชฺฌิตฺถ ฯ ยสฺส วา ปน วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส กายสงฺขาโร น นิรุชฺฌตีติ: นตฺถิ ฯ
๑๑๔๙ยสฺส กายสงฺขาโร น นิรุชฺฌติ ตสฺส จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌิตฺถาติ: นิรุชฺฌิตฺถ ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส กายสงฺขาโร น นิรุชฺฌตีติ: นตฺถิ ฯ
๑๑๕๐ยสฺส วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌติ ตสฺส จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌิตฺถาติ: นิรุชฺฌิตฺถ ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌตีติ: นตฺถิ ฯ
๑๑๕๑ยตฺถ กายสงฺขาโร น นิรุชฺฌติ ฯเปฯ
๑๑๕๒ยสฺส ยตฺถ กายสงฺขาโร น นิรุชฺฌติ ตสฺส ตตฺถ วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌิตฺถาติ: ปฐมชฺฌานํ สมาปนฺนานํ กามาวจรานํ อสฺสาสปสฺสาสานํ อุปฺปาทกฺขเณ เตสํเยว วินา อสฺสาสปสฺสาเสหิ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ รูปาวจรานํ อรูปาวจรานํ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร น นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌิตฺถ ทุติยชฺฌานํ ตติยชฺฌานํ สมาปนฺนานํ อสฺสาสปสฺสาสานํ อุปฺปาทกฺขเณ เตสํเยว วินา อสฺสาสปสฺสาเสหิ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ จตุตฺถชฺฌานํ สมาปนฺนานํ สุทฺธาวาสานํ ทุติเย จิตฺเต วตฺตมาเน อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌติ วจีสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌิตฺถ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส ตตฺถ กายสงฺขาโร น นิรุชฺฌตีติ: ทุติยชฺฌานํ ตติยชฺฌานํ สมาปนฺนานํ อสฺสาสปสฺสาสานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร น นิรุชฺฌติ ทุติยชฺฌานํ ตติยชฺฌานํ สมาปนฺนานํ อสฺสาสปสฺสาสานํ อุปฺปาทกฺขเณ เตสํเยว วินา อสฺสาสปสฺสาเสหิ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ จตุตฺถชฺฌานํ สมาปนฺนานํ สุทฺธาวาสานํ ทุติเย จิตฺเต วตฺตมาเน อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌิตฺถ กายสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌติ ฯ
๑๑๕๓ยสฺส ยตฺถ กายสงฺขาโร น นิรุชฺฌติ ตสฺส ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌิตฺถาติ: สพฺเพสํ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ วินา อสฺสาสปสฺสาเสหิ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร น นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌิตฺถ สุทฺธาวาสํ อุปปชฺชนฺตานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌติ จิตฺตสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌิตฺถ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส ตตฺถ กายสงฺขาโร น นิรุชฺฌตีติ: อามนฺตา ฯ
๑๑๕๔ยสฺส ยตฺถ วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌติ ตสฺส ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌิตฺถาติ: สพฺเพสํ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ วินา วิตกฺกวิจาเรหิ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌิตฺถ สุทฺธาวาสํ อุปฺปชฺชนฺตานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌติ จิตฺตสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌิตฺถ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส ตตฺถ วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌตีติ: อามนฺตา ฯ --------
๑๑๕๕ยสฺส กายสงฺขาโร นิรุชฺฌติ ตสฺส วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส กายสงฺขาโร นิรุชฺฌตีติ: สพฺเพสํ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ วินา อสฺสาสปสฺสาเสหิ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ กายสงฺขาโร นิรุชฺฌติ อสฺสาสปสฺสาสานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํ วจีสงฺขาโร จ นิรุชฺฌิสฺสติ กายสงฺขาโร จ นิรุชฺฌติ ฯ
๑๑๕๖ยสฺส กายสงฺขาโร นิรุชฺฌติ ตสฺส จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส กายสงฺขาโร นิรุชฺฌตีติ: สพฺเพสํ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ วินา อสฺสาสปสฺสาเสหิ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ กายสงฺขาโร นิรุชฺฌติ อสฺสาสปสฺสาสานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํ จิตฺตสงฺขาโร จ นิรุชฺฌิสฺสติ กายสงฺขาโร จ นิรุชฺฌติ ฯ
๑๑๕๗ยสฺส วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌติ ตสฺส จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสตีติ: สวิตกฺกสวิจารปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ อิตเรสํ วิตกฺกวิจารานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํ วจีสงฺขาโร จ นิรุชฺฌติ จิตฺตสงฺขาโร จ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌตีติ: สพฺเพสํ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ วินา วิตกฺกวิจาเรหิ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌติ วิตกฺกวิจารานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํ จิตฺตสงฺขาโร จ นิรุชฺฌิสฺสติ วจีสงฺขาโร จ นิรุชฺฌติ ฯ
๑๑๕๘ยตฺถ กายสงฺขาโร นิรุชฺฌติ ฯเปฯ
๑๑๕๙ยสฺส ยตฺถ กายสงฺขาโร นิรุชฺฌติ ตสฺส ตตฺถ วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสตีติ: ทุติยชฺฌานํ ตติยชฺฌานํ สมาปนฺนานํ อสฺสาสปสฺสาสานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ ปฐมชฺฌานํ สมาปนฺนานํ กามาวจรานํ อสฺสาสปสฺสาสานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร จ นิรุชฺฌติ วจีสงฺขาโร จ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ กายสงฺขาโร นิรุชฺฌตีติ: ปฐมชฺฌานํ สมาปนฺนานํ กามาวจรานํ อสฺสาสปสฺสาสานํ อุปฺปาทกฺขเณ เตสํเยว วินา อสฺสาสปสฺสาเสหิ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ รูปาวจรานํ อรูปาวจรานํ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร นิรุชฺฌติ ปฐมชฺฌานํ สมาปนฺนานํ กามาวจรานํ อสฺสาสปสฺสาสานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร จ นิรุชฺฌิสฺสติ กายสงฺขาโร จ นิรุชฺฌติ ฯ
๑๑๖๐ยสฺส ยตฺถ กายสงฺขาโร นิรุชฺฌติ ตสฺส ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ กายสงฺขาโร นิรุชฺฌตีติ: สพฺเพสํ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ วินา อสฺสาสปสฺสาเสหิ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร นิรุชฺฌติ อสฺสาสปสฺสาสานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร จ นิรุชฺฌิสฺสติ กายสงฺขาโร จ นิรุชฺฌติ ฯ
๑๑๖๑ยสฺส ยตฺถ วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌติ ตสฺส ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสตีติ: สวิตกฺกสวิจารปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ อิตเรสํ วิตกฺกวิจารานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร จ นิรุชฺฌติ จิตฺตสงฺขาโร จ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌตีติ: สพฺเพสํ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ วินา วิตกฺกวิจาเรหิ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌติ วิตกฺกวิจารานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร จ นิรุชฺฌิสฺสติ วจีสงฺขาโร จ นิรุชฺฌติ ฯ
๑๑๖๒ยสฺส กายสงฺขาโร น นิรุชฺฌติ ตสฺส วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: สพฺเพสํ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ วินา อสฺสาสปสฺสาเสหิ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ กายสงฺขาโร น นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ สวิตกฺกสวิจารปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อวิตกฺกอวิจารปจฺฉิมจิตฺตสมงฺคีนํ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อวิตกฺกอวิจารํ ปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ เตสํ กายสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌติ วจีสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส กายสงฺขาโร น นิรุชฺฌตีติ: อามนฺตา ฯ
๑๑๖๓ยสฺส กายสงฺขาโร นนรุชฺฌติ ตสฺส จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: สพฺเพสํ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ วินา อสฺสาสปสฺสาเสหิ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ กายสงฺขาโร น นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ ปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ กายสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌติ จิตฺตสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตสงฺขาโร ฯเปฯ อามนฺตา ฯ
๑๑๖๔ยสฺส วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌติ ตสฺส จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: สพฺเพสํ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ วินา วิตกฺกวิจาเรหิ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ อวิตกฺกอวิจารปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ วจีสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌติ จิตฺตสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌตีติ: สวิตกฺกสวิจารปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌติ อวิตกฺกอวิจารปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ จิตฺตสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌิสฺสติ วจีสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌติ ฯ
๑๑๖๕ยตฺถ กายสงฺขาโร น นิรุชฺฌติ ฯเปฯ
๑๑๖๖ยสฺส ยตฺถ กายสงฺขาโร น นิรุชฺฌติ ตสฺส ตตฺถ วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: ปฐมชฺฌานํ สมาปนฺนานํ กามาวจรานํ อสฺสาสปสฺสาสานํ อุปฺปาทกฺขเณ เตสํเยว วินา อสฺสาสปสฺสาเสหิ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ รูปาวจรานํ อรูปาวจรานํ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร น นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ สวิตกฺกสวิจารปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อวิตกฺกอวิจารปจฺฉิมจิตฺตสมงฺคีนํ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อวิตกฺกอวิจารํ ปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ ทุติยชฺฌานํ ตติยชฺฌานํ สมาปนฺนานํ อสฺสาสปสฺสาสานํ อุปฺปาทกฺขเณ เตสํเยว วินา อสฺสาสปสฺสาเสหิ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ จตุตฺถชฺฌานํ สมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌติ วจีสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ กายสงฺขาโร น นิรุชฺฌตีติ: ทุติยชฺฌานํ ตติยชฺฌานํ สมาปนฺนานํ อสฺสาสปสฺสาสานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร น นิรุชฺฌติ สวิตกฺกสวิจารปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อวิตกฺกอวิจารปจฺฉิมจิตฺตสมงฺคีนํ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อวิตกฺกอวิจารํ ปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ ทุติยชฺฌานํ ตติยชฺฌานํ สมาปนฺนานํ อสฺสาสปสฺสาสานํ อุปฺปาทกฺขเณ เตสํเยว วินา อสฺสาสปสฺสาเสหิ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ จตุตฺถชฺฌานํ สมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌิสฺสติ กายสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌติ ฯ
๑๑๖๗ยสฺส ยตฺถ กายสงฺขาโร น นิรุชฺฌติ ตสฺส ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: สพฺเพสํ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ วินา อสฺสาสปสฺสาเสหิ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร น นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ ปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌติ จิตฺตสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ กายสงฺขาโร น นิรุชฺฌตีติ: อามนฺตา ฯ
๑๑๖๘ยสฺส ยตฺถ วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌติ ตสฺส ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: สพฺเพสํ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ วินา วิตกฺกวิจาเรหิ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ อวิตกฺกอวิจารปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌติ จิตฺตสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌตีติ: สวิตกฺกสวิจารปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌติ อวิตกฺกอวิจารปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌิสฺสติ วจีสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌติ ฯ ----------
๑๑๖๙ยสฺส กายสงฺขาโร นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสตีติ: สวิตกฺกสวิจารปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อวิตกฺกอวิจารปจฺฉิมจิตฺตสมงฺคีนํ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อวิกฺกอวิจารํ ปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ เตสํ กายสงฺขาโร นิรุชฺฌิตฺถ โน จ เตสํ วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ อิตเรสํ กายสงฺขาโร จ นิรุชฺฌิตฺถ วจีสงฺขาโร จ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน วจีสงฺขาโร ฯเปฯ อามนฺตา ฯ
๑๑๗๐ยสฺส กายสงฺขาโร นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสตีติ: ปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ กายสงฺขาโร นิรุชฺฌิตฺถ โน จ เตสํ จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ อิตเรสํ กายสงฺขาโร จ นิรุชฺฌิตฺถ จิตฺตสงฺขาโร จ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตสงฺขาโร ฯเปฯ อามนฺตา ฯ
๑๑๗๑ยตฺถ กายสงฺขาโร นิรุชฺฌิตฺถ ฯเปฯ
๑๑๗๒ยสฺส ยตฺถ กายสงฺขาโร นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส ตตฺถ วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสตีติ: กามาวจเร ปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ ทุติยชฺฌานํ ตติยชฺฌานํ สมาปนฺนานํ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร นิรุชฺฌิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ ปฐมชฺฌานํ สมาปนฺนานํ อิตเรสํ กามาวจรานํ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร จ นิรุชฺฌิตฺถ วจีสงฺขาโร จ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ กายสงฺขาโร นิรุชฺฌิตฺถาติ: รูปาวจรานํ อรูปาวจรานํ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร นิรุชฺฌิตฺถ ปฐมชฺฌานํ สมาปนฺนานํ กามาวจรานํ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร จ นิรุชฺฌิสฺสติ กายสงฺขาโร จ นิรุชฺฌิตฺถ ฯ
๑๑๗๓ยสฺส ยตฺถ กายสงฺขาโร นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสตีติ: กามาวจเร ปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร นิรุชฺฌิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ ปฐมชฺฌานํ ทุติยชฺฌานํ ตติยชฺฌานํ สมาปนฺนานํ อิตเรสํ กามาวจรานํ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร จ นิรุชฺฌิตฺถ จิตฺตสงฺขาโร จ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ กายสงฺขาโร นิรุชฺฌิตฺถาติ: จตุตฺถชฺฌานํ สมาปนฺนานํ รูปาวจรานํ อรูปาวจรานํ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร นิรุชฺฌิตฺถ ปฐมชฺฌานํ ทุติยชฺฌานํ ตติยชฺฌานํ สมาปนฺนานํ กามาวจรานํ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร จ นิรุชฺฌิสฺสติ กายสงฺขาโร จ นิรุชฺฌิตฺถ ฯ
๑๑๗๔ยสฺส ยตฺถ วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสตีติ: สวิตกฺกสวิจารภูมิยํ ปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ อิตเรสํ สวิตกฺกสวิจารภูมิยํ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร จ นิรุชฺฌิตฺถ จิตฺตสงฺขาโร จ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌิตฺถาติ: อวิตกฺกอวิจารภูมิยํ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌิตฺถ สวิตกฺกสวิจารภูมิยํ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร จ นิรุชฺฌิสฺสติ วจีสงฺขาโร จ นิรุชฺฌิตฺถ ฯ
๑๑๗๕ยสฺส กายสงฺขาโร น นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: นตฺถิ ฯ ยสฺส วา ปน วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส กายสงฺขาโร น นิรุชฺฌิตฺถาติ: นิรุชฺฌิตฺถ ฯ
๑๑๗๖ยสฺส กายสงฺขาโร น นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: นตฺถิ ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส กายสงฺขาโร น นิรุชฺฌิตฺถาติ: นิรุชฺฌิตฺถ ฯ
๑๑๗๗ยสฺส วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: นตฺถิ ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌิตฺถาติ: นิรุชฺฌิตฺถ ฯ
๑๑๗๘ยตฺถ กายสงฺขาโร น นิรุชฺฌิตฺถ ฯเปฯ
๑๑๗๙ยสฺส ยตฺถ กายสงฺขาโร น นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส ตตฺถ วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: รูปาวจรานํ อรูปาวจรานํ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร น นิรุชฺฌิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ รูปาวจเร อรูปาวจเร สวิตกฺกสวิจารปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อวิตกฺกอวิจารปจฺฉิมจิตฺตสมงฺคีนํ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อวิตกฺกอวิจารํ ปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ จตุตฺถชฺฌานํ สมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌิตฺถ วจีสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ กายสงฺขาโร น นิรุชฺฌิตฺถาติ: กามาวจเร ปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ ทุติยชฺฌานํ ตติยชฺฌานํ สมาปนฺนานํ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร น นิรุชฺฌิตฺถ รูปาวจเร อรูปาวจเร สวิตกฺกสวิจารปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อวิตกฺกอวิจารปจฺฉิมจิตฺตสมงฺคีนํ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อวิตกฺกอวิจารํ ปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ จตุตฺถชฺฌานํ สมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌิสฺสติ กายสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌิตฺถ ฯ
๑๑๘๐ยสฺส ยตฺถ กายสงฺขาโร น นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: จตุตฺถชฺฌานํ สมาปนฺนานํ รูปาวจรานํ อรูปาวจรานํ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร น นิรุชฺฌิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ รูปาวจเร อรูปาวจเร ปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌิตฺถ จิตฺตสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ กายสงฺขาโร น นิรุชฺฌิตฺถาติ: กามาวจเร ปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร น นิรุชฺฌิตฺถ รูปาวจเร อรูปาวจเร ปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌิสฺสติ กายสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌิตฺถ ฯ
๑๑๘๑ยสฺส ยตฺถ วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อวิตกฺกอวิจารภูมิยํ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ อวิตกฺกอวิจารภูมิยํ ปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌิตฺถ จิตฺตสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌิตฺถาติ: สวิตกฺกสวิจารภูมิยํ ปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌิตฺถ อวิตกฺกอวิจารภูมิยํ ปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌิสฺสติ วจีสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌิตฺถ ฯ นิโรธวารํ นิฏฺฐิตํ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร ว่าด้วยสภาวธรรมที่เป็นปัจจุบัน อนุโลมบุคคล
อนุ. กายสังขารของบุคคลใดกำลังดับ วจีสังขารของบุคคลนั้นก็กำลังดับ ใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งลมอัสสาสปัสสาสะซึ่งเว้นจากวิตกและวิจาร กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังดับ แต่วจีสังขารไม่ใช่กำลังดับ ในภังคขณะแห่งลมอัสสาสปัสสาสะของบุคคลผู้เข้าปฐมฌานและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิกายสังขารของบุคคลเหล่านั้นกำลังดับและวจีสังขารก็กำลังดับ ปฏิ. วจีสังขารของบุคคลใดกำลังดับ กายสังขารของบุคคลนั้นก็กำลังดับ ใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งวิตกและวิจารซึ่งเว้นจากลมอัสสาสปัสสาสะ วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นกำลังดับ แต่กายสังขารไม่ใช่กำลังดับ ในภังคขณะแห่งลมอัสสาส-ปัสสาสะของบุคคลผู้เข้าปฐมฌานและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิ วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นกำลังดับและกายสังขารก็กำลังดับ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๘๕}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร อนุ. กายสังขารของบุคคลใดกำลังดับ จิตตสังขารของบุคคลนั้นก็กำลังดับ ใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดกำลังดับ กายสังขารของบุคคลนั้นก็กำลังดับ ใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งจิตซึ่งเว้นจากลมอัสสาสปัสสาสะ จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นกำลังดับ แต่กายสังขารไม่ใช่กำลังดับ ในภังคขณะแห่งลมอัสสาสปัสสาสะจิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นกำลังดับและกายสังขารก็กำลังดับ
อนุ. วจีสังขารของบุคคลใดกำลังดับ จิตตสังขารของบุคคลนั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดกำลังดับ วจีสังขารของบุคคลนั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งจิตซึ่งเว้นจากวิตกและวิจาร จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นกำลังดับ แต่วจีสังขารไม่ใช่กำลังดับ ในภังคขณะแห่งวิตกและวิจาร จิตต-สังขารของบุคคลเหล่านั้นกำลังดับและวจีสังขารก็กำลังดับ อนุโลมโอกาส
อนุ. กายสังขารในภูมิใดกำลังดับ วจีสังขารในภูมินั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. ในทุติยฌานและตติยฌาน ในฌานนั้นกายสังขารกำลังดับ แต่วจีสังขารไม่ใช่กำลังดับ ฯลฯ อนุโลมปุคคโลกาส
อนุ. กายสังขารของบุคคลใดในภูมิใดกำลังดับ วจีสังขารของบุคคลนั้น ในภูมินั้นก็กำลังดับใช่ไหม ฯลฯ (คำที่ท่านกำหนดว่า ของบุคคลใด ก็ดี ของบุคคลใดในภูมิใด ก็ดี เหมือนกัน)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๘๖}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร ปัจจนีกบุคคล
อนุ. กายสังขารของบุคคลใดไม่ใช่กำลังดับ วจีสังขารของบุคคลนั้นก็ ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งวิตกและวิจารซึ่งเว้นจากลมอัสสาสปัสสาสะ กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับ แต่วจีสังขารมิใช่ไม่กำลังดับ ในอุปปาทขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด ในภังคขณะแห่งจิตที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารซึ่งเว้นจากลมอัสสาสปัสสาสะ บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิกายสังขารของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับและวจีสังขารก็ไม่ใช่กำลังดับ ปฏิ. วจีสังขารของบุคคลใดไม่ใช่กำลังดับ กายสังขารของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งลมอัสสาสปัสสาสะซึ่งเว้นจากวิตกและวิจาร วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับ แต่กายสังขารมิใช่ไม่กำลังดับ ในอุปปาทขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด ในภังคขณะแห่งจิตที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารซึ่งเว้นจากลมอัสสาสปัสสาสะ บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิวจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับและกายสังขารก็ไม่ใช่กำลังดับ อนุ. กายสังขารของบุคคลใดไม่ใช่กำลังดับ จิตตสังขารของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งจิตซึ่งเว้นจากลมอัสสาสปัสสาสะ กายสังขารของ บุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับ แต่จิตตสังขารมิใช่ไม่กำลังดับ ในอุปปาทขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิกายสังขารของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับและจิตตสังขารก็ไม่ใช่กำลังดับ ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดไม่ใช่กำลังดับ กายสังขารของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๘๗}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร
อนุ. วจีสังขารของบุคคลใดไม่ใช่กำลังดับ จิตตสังขารของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งจิตซึ่งเว้นจากวิตกและวิจาร วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับ แต่จิตตสังขารมิใช่ไม่กำลังดับ ในอุปปาทขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับและจิตตสังขารก็ไม่ใช่กำลังดับ ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดไม่ใช่กำลังดับ วจีสังขารของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปัจจนีกโอกาส
อนุ. กายสังขารในภูมิใดไม่ใช่กำลังดับ ฯลฯ ปัจจนีกปุคคโลกาส
อนุ. กายสังขารของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่กำลังดับ วจีสังขารของ บุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งวิตกและวิจารซึ่งเว้นจากลมอัสสาสปัสสาสะ กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังดับ แต่วจีสังขารมิใช่ไม่กำลังดับ ในอุปปาท-ขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด ในภังคขณะแห่งจิตที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารซึ่งเว้นจากลมอัสสาสปัสสาสะ บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ กายสังขารของบุคคล เหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังดับและวจีสังขารก็ไม่ใช่กำลังดับ ปฏิ. วจีสังขารของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่กำลังดับ ฯลฯ (คำที่ท่านกำหนดว่า ของบุคคลใด ก็ดี ของบุคคลใดในภูมิใด ก็ดี พึงขยายให้พิสดารเหมือนกัน ในคำที่ท่านกำหนดว่า ของบุคคลใดในภูมิใด ไม่พึงเพิ่มคำว่าบุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติ)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๘๘}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๓. อนาคตวาร ๒. อตีตวาร ว่าด้วยสภาวธรรมที่เป็นอดีต อนุโลมบุคคล
อนุ. กายสังขารของบุคคลใดเคยดับ วจีสังขารของบุคคลนั้นก็เคยดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. วจีสังขารของบุคคลใดเคยดับ ฯลฯ วิ. ใช่ (ท่านจำแนกอตีตปุจฉาในอุปปาทวาร เป็นคำที่ท่านกำหนดว่า ของบุคคลใดและของบุคคลใดในภูมิใด ทั้งอนุโลมและปัจจนีกะฉันใด แม้ในนิโรธวาร ก็พึงจำแนกฉันนั้นไม่มีข้อแตกต่างกัน) ๓. อนาคตวาร ว่าด้วยสภาวธรรมที่เป็นอนาคต อนุโลมบุคคล
อนุ. กายสังขารของบุคคลใดจักดับ วจีสังขารของบุคคลนั้นก็จักดับ ใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. วจีสังขารของบุคคลใดจักดับ กายสังขารของบุคคลนั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งปัจฉิมจิตของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิ ปัจฉิมจิตของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิจักเกิดในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) ปัจฉิมภวิกบุคคลในรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ และบุคคลเหล่าใดจักอุบัติในรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิแล้วปรินิพพานกำลังจุติ วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นจักดับ แต่กายสังขารไม่ใช่จักดับ บุคคลนอกนี้ วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นจักดับและกายสังขารก็จักดับ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๘๙}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๓. อนาคตวาร อนุ. กายสังขารของบุคคลใดจักดับ จิตตสังขารของบุคคลนั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดจักดับ กายสังขารของบุคคลนั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งปัจฉิมจิตของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิ ปัจฉิมจิตของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิจักเกิดในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) ปัจฉิมภวิกบุคคลในรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ และบุคคลเหล่าใดจักอุบัติในรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิแล้วปรินิพพานกำลังจุติ จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นจักดับ แต่กายสังขารไม่ใช่จักดับ บุคคลนอกนี้ จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นจักดับและกายสังขารก็จักดับ
อนุ. วจีสังขารของบุคคลใดจักดับ จิตตสังขารของบุคคลนั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดจักดับ วจีสังขารของบุคคลนั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งปัจฉิมจิตที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจาร ปัจฉิมจิตที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารจักเกิดในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นจักดับ แต่วจีสังขารไม่ใช่จักดับ บุคคลนอกนี้ จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นจักดับและวจีสังขารก็จักดับ อนุโลมโอกาส
อนุ. กายสังขารในภูมิใดจักดับ ฯลฯ อนุโลมปุคคโลกาส
อนุ. กายสังขารของบุคคลใดในภูมิใดจักดับ วจีสังขารของบุคคลนั้น ในภูมินั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้เข้าทุติยฌานและตติยฌาน กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นใน ฌานนั้นจักดับ แต่วจีสังขารไม่ใช่จักดับ บุคคลผู้เข้าปฐมฌานและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิ กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับและวจีสังขารก็จักดับ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๙๐}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๓. อนาคตวาร ปฏิ. วจีสังขารของบุคคลใดในภูมิใดจักดับ กายสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งปัจฉิมจิตของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิ ปัจฉิมจิตของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิจักเกิดในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) บุคคลผู้อุบัติอยู่ในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับ แต่กายสังขารไม่ใช่จักดับ บุคคลผู้เข้าปฐมฌานและบุคคลนอกนี้ผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิ วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับและกายสังขารก็จักดับ อนุ. กายสังขารของบุคคลใดในภูมิใดจักดับ จิตตสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดในภูมิใดจักดับ กายสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งปัจฉิมจิตของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิ ปัจฉิมจิตของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิจักเกิดในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) บุคคลผู้เข้าจตุตถฌานและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิจิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับ แต่กายสังขารไม่ใช่จักดับ บุคคลผู้เข้าปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน และบุคคลนอกนี้ผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิจิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับและกายสังขารก็จักดับ
อนุ. วจีสังขารของบุคคลใดในภูมิใดจักดับ จิตตสังขารของบุคคลนั้น ในภูมินั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดในภูมิใดจักดับ วจีสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งปัจฉิมจิตที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจาร ปัจฉิมจิตที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารจักเกิดในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) บุคคลผู้เข้าทุติยฌาน
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๙๑}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๓. อนาคตวาร ตติยฌานและจตุตถฌาน จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับ แต่ วจีสังขารไม่ใช่จักดับ บุคคลผู้เข้าปฐมฌาน บุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิ และบุคคลนอกนี้ผู้อุบัติอยู่ในรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับและวจีสังขารก็จักดับ ปัจจนีกบุคคล
อนุ. กายสังขารของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ วจีสังขารของบุคคลนั้น ก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งปัจฉิมจิตของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิ ปัจฉิมจิตของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิจักเกิดในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) ปัจฉิมภวิกบุคคลในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ และบุคคลเหล่าใดจักอุบัติในรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิแล้วปรินิพพานกำลังจุติ กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักดับ แต่วจีสังขารมิใช่จักไม่ดับ ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิตที่มีทั้งวิตกและวิจาร บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิตที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจาร ปัจฉิมจิตที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารจักเกิดในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักดับและวจีสังขารก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. วจีสังขารของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ กายสังขารของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. กายสังขารของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ จิตตสังขารของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งปัจฉิมจิตของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิ ปัจฉิมจิตของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิจักเกิดในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) ปัจฉิมภวิกบุคคลในรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ และบุคคลเหล่าใดจักอุบัติในรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิแล้วปรินิพพานกำลังจุติ กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักดับ แต่จิตตสังขารมิใช่จักไม่ดับ ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักดับและจิตตสังขารก็ไม่ใช่จักดับ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๙๒}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๓. อนาคตวาร ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ กายสังขารของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ใช่
อนุ. วจีสังขารของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ จิตตสังขารของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งปัจฉิมจิตที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจาร ปัจฉิมจิตที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารจักเกิดในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักดับ แต่จิตตสังขารมิใช่จักไม่ดับ ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิตวจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักดับและจิตตสังขารก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ วจีสังขารของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปัจจนีกโอกาส
อนุ. กายสังขารในภูมิใดไม่ใช่จักดับ ฯลฯ ปัจจนีกปุคคโลกาส
อนุ. กายสังขารของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักดับ วจีสังขารของ บุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งปัจฉิมจิตของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิ ปัจฉิมจิตของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิจักเกิดในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) บุคคลผู้อุบัติอยู่ในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักดับ แต่วจีสังขารมิใช่จักไม่ดับ ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิตที่มีทั้งวิตกและวิจาร บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิตที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารปัจฉิมจิตที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารจักเกิดในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น)บุคคลผู้เข้าจตุตถฌานและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักดับและวจีสังขารก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. วจีสังขารของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักดับ กายสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๙๓}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๓. อนาคตวาร วิ. บุคคลผู้เข้าทุติยฌานและตติยฌาน วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นใน ภูมินั้นไม่ใช่จักดับ แต่กายสังขารมิใช่จักไม่ดับ ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิตที่มีทั้งวิตกและวิจาร บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิตที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจาร ปัจฉิมจิตที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารจักเกิดในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) บุคคลผู้เข้าจตุตถ-ฌานและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักดับและกายสังขารก็ไม่ใช่จักดับ อนุ. กายสังขารของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักดับ จิตตสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งปัจฉิมจิตของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิ ปัจฉิมจิตของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิจักเกิดในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) บุคคลผู้เข้าจตุตถฌาน และบุคคลผู้อุบัติอยู่ในรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิกายสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักดับ แต่จิตตสังขารมิใช่จักไม่ดับ ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักดับและจิตตสังขารก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักดับ กายสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ใช่
อนุ. วจีสังขารของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักดับ จิตตสังขารของ บุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งปัจฉิมจิตที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจาร ปัจฉิมจิตที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารจักเกิดในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) บุคคลผู้เข้าทุติยฌานตติยฌาน และจตุตถฌาน วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักดับ แต่จิตตสังขารมิใช่จักไม่ดับ ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิวจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักดับและจิตตสังขารก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักดับ วจีสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๙๔}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๔. ปัจจุปปันนาตีตวาร ๔. ปัจจุปปันนาตีตวาร ว่าด้วยสภาวธรรมที่เป็นปัจจุบันและที่เป็นอดีต อนุโลมบุคคล
อนุ. กายสังขารของบุคคลใดกำลังดับ วจีสังขารของบุคคลนั้นก็เคยดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. วจีสังขารของบุคคลใดเคยดับ กายสังขารของบุคคลนั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด ในภังคขณะแห่งจิตซึ่งเว้นจากลมอัสสาสปัสสาสะ บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิวจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นเคยดับ แต่กายสังขารไม่ใช่กำลังดับ ในภังคขณะแห่งลมอัสสาสปัสสาสะ วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นเคยดับและกายสังขารก็กำลังดับ อนุ. กายสังขารของบุคคลใดกำลังดับ จิตตสังขารของบุคคลนั้นก็เคยดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดเคยดับ กายสังขารของบุคคลนั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด ในภังคขณะแห่งจิตซึ่งเว้นจากลมอัสสาสปัสสาสะ บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิจิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นเคยดับ แต่กายสังขารไม่ใช่กำลังดับ ในภังคขณะแห่งลมอัสสาสปัสสาสะ จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นเคยดับและกายสังขารก็กำลังดับ
อนุ. วจีสังขารของบุคคลใดกำลังดับ จิตตสังขารของบุคคลนั้นก็เคย ดับใช่ไหม วิ. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๙๕}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๔. ปัจจุปปันนาตีตวาร ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดเคยดับ วจีสังขารของบุคคลนั้นก็กำลังดับ ใช่ไหม วิ. ในอุปาทขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด ในภังคขณะแห่งจิตซึ่งเว้นจากวิตกและวิจาร บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ จิตต-สังขารของบุคคลเหล่านั้นเคยดับ แต่วจีสังขารไม่ใช่กำลังดับ ในภังคขณะแห่งวิตกและวิจาร จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นเคยดับและวจีสังขารก็กำลังดับ อนุโลมโอกาส
อนุ. กายสังขารในภูมิใดกำลังดับ ฯลฯ อนุโลมปุคคโลกาส
อนุ. กายสังขารของบุคคลใดในภูมิใดกำลังดับ วจีสังขารของบุคคล นั้นในภูมินั้นก็เคยดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้เข้าทุติยฌานและตติยฌาน ในภังคขณะแห่งลมอัสสาสปัสสาสะกายสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังดับ แต่วจีสังขารไม่เคยดับ ในภังคขณะแห่งลมอัสสาสปัสสาสะของบุคคลผู้เข้าปฐมฌานและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิกายสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังดับและวจีสังขารก็เคยดับ ปฏิ. วจีสังขารของบุคคลใดในภูมิใดเคยดับ กายสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งลมอัสสาสปัสสาสะของบุคคลผู้เข้าปฐมฌานและ บุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิ ในภังคขณะแห่งจิตซึ่งเว้นจากลมอัสสาสปัสสาสะของบุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ บุคคลผู้อุบัติอยู่ในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยดับ แต่กายสังขารไม่ใช่กำลังดับ ในภังคขณะแห่งลมอัสสาสปัสสาสะของบุคคลผู้เข้าปฐมฌานและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิวจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยดับและกายสังขารก็กำลังดับ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๙๖}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๔. ปัจจุปปันนาตีตวาร อนุ. กายสังขารของบุคคลใดในภูมิใดกำลังดับ จิตตสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็เคยดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดในภูมิใดเคยดับ กายสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด ในภังคขณะแห่งจิตซึ่งเว้นจากลมอัสสาสปัสสาสะ จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยดับ แต่กายสังขารไม่ใช่กำลังดับ ในภังคขณะแห่งลมอัสสาสปัสสาสะ จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยดับและกายสังขารก็กำลังดับ
อนุ. วจีสังขารของบุคคลใดในภูมิใดกำลังดับ จิตตสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็เคยดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดในภูมิใดเคยดับ วจีสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด ในภังคขณะแห่งจิตซึ่งเว้นจากวิตกและวิจาร จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยดับ แต่วจีสังขารไม่ใช่กำลังดับในภังคขณะแห่งวิตกและวิจาร จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยดับและวจีสังขารก็กำลังดับ ปัจจนีกบุคคล
อนุ. กายสังขารของบุคคลใดไม่ใช่กำลังดับ วจีสังขารของบุคคลนั้นก็ ไม่เคยดับใช่ไหม วิ. เคยดับ ปฏิ. วจีสังขารของบุคคลใดไม่เคยดับ กายสังขารของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังดับมีไหม วิ. ไม่มี
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๙๗}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๔. ปัจจุปปันนาตีตวาร อนุ. กายสังขารของบุคคลใดไม่ใช่กำลังดับ จิตตสังขารของบุคคลนั้นก็ ไม่เคยดับใช่ไหม วิ. เคยดับ ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดไม่เคยดับ กายสังขารของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังดับมีไหม วิ. ไม่มี
อนุ. วจีสังขารของบุคคลใดไม่ใช่กำลังดับ จิตตสังขารของบุคคลนั้นก็ไม่เคยดับใช่ไหม วิ. เคยดับ ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดไม่เคยดับ วจีสังขารของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังดับมีไหม วิ. ไม่มี ปัจจนีกโอกาส
อนุ. กายสังขารในภูมิใดไม่ใช่กำลังดับ ฯลฯ ปัจจนีกปุคคโลกาส
อนุ. กายสังขารของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่กำลังดับ วจีสังขารของ บุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งลมอัสสาสปัสสาสะของบุคคลผู้เข้าปฐมฌานและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิ ในภังคขณะแห่งจิตซึ่งเว้นจากลมอัสสาสปัสสาสะของบุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ บุคคลผู้อุบัติอยู่ในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังดับ แต่วจีสังขารมิใช่ไม่เคยดับ ในอุปปาท-ขณะแห่งลมอัสสาสปัสสาสะของบุคคลผู้เข้าทุติยฌานและตติยฌาน ในภังคขณะแห่งจิตซึ่งเว้นจากลมอัสสาสปัสสาสะของบุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ บุคคลผู้เข้าจตุตถฌาน
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๙๘}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๔. ปัจจุปปันนาตีตวาร เมื่อจิตดวงที่ ๒ ของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในสุทธาวาสภูมิเป็นไปอยู่ บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังดับ และวจีสังขารก็ไม่เคยดับ ปฏิ. วจีสังขารของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยดับ กายสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งลมอัสสาสปัสสาสะของบุคคลผู้เข้าทุติยฌานและตติย-ฌาน วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยดับ แต่กายสังขารมิใช่ไม่กำลังดับในอุปปาทขณะแห่งลมอัสสาสปัสสาสะของบุคคลผู้เข้าทุติยฌานและตติยฌาน ในภังค-ขณะแห่งจิตซึ่งเว้นจากลมอัสสาสปัสสาสะของบุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ บุคคลผู้เข้าจตุตถฌาน เมื่อจิตดวงที่ ๒ ของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในสุทธาวาสภูมิเป็นไปอยู่ บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยดับและกายสังขารก็ไม่ใช่กำลังดับ อนุ. กายสังขารของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่กำลังดับ จิตตสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด ในภังคขณะแห่งจิตซึ่งเว้นจากลมอัสสาสปัสสาสะ กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังดับ แต่จิตตสังขารมิใช่ไม่เคยดับ บุคคลผู้กำลังอุบัติในสุทธาวาสภูมิ และบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังดับและ จิตตสังขารก็ไม่เคยดับ ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยดับ กายสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. ใช่
อนุ. วจีสังขารของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่กำลังดับ จิตตสังขารของ บุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยดับใช่ไหม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๙๙}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร วิ. ในอุปปาทขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด ในภังคขณะแห่งจิตซึ่งเว้นจากวิตกและวิจาร วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังดับ แต่จิตตสังขารมิใช่ไม่เคยดับ บุคคลผู้กำลังอุบัติในสุทธาวาสภูมิ และบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิวจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังดับและจิตตสังขารก็ไม่เคยดับ ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยดับ วจีสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. ใช่ ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร ว่าด้วยสภาวธรรมที่เป็นปัจจุบันและที่เป็นอนาคต อนุโลมบุคคล
อนุ. กายสังขารของบุคคลใดกำลังดับ วจีสังขารของบุคคลนั้นก็จักดับ ใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. วจีสังขารของบุคคลใดจักดับ กายสังขารของบุคคลนั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด ในภังคขณะแห่งจิตซึ่งเว้นจากลมอัสสาสปัสสาสะ บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิวจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นจักดับ แต่กายสังขารไม่ใช่กำลังดับ ในภังคขณะแห่งลมอัสสาสปัสสาสะ วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นจักดับและกายสังขารก็กำลังดับ อนุ. กายสังขารของบุคคลใดกำลังดับ จิตตสังขารของบุคคลนั้นก็จักดับ ใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดจักดับ กายสังขารของบุคคลนั้นก็กำลังดับ ใช่ไหม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๕๐๐}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร วิ. ในอุปปาทขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด ในภังคขณะแห่งจิตซึ่งเว้นจากลมอัสสาสปัสสาสะ บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิจิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นจักดับ แต่กายสังขารไม่ใช่กำลังดับ ในภังคขณะแห่งลมอัสสาสปัสสาสะ จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นจักดับและกายสังขารก็กำลังดับ
อนุ. วจีสังขารของบุคคลใดกำลังดับ จิตตสังขารของบุคคลนั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิตที่มีทั้งวิตกและวิจาร วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นกำลังดับ แต่จิตตสังขารไม่ใช่จักดับ ในภังคขณะแห่งวิตกและวิจารของบุคคลนอกนี้ วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นกำลังดับและจิตตสังขารก็จักดับ ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดจักดับ วจีสังขารของบุคคลนั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด ในภังคขณะแห่งจิตซึ่งเว้นจากวิตกและวิจาร บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิจิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นจักดับ แต่วจีสังขารไม่ใช่กำลังดับ ในภังคขณะแห่งวิตกและวิจาร จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นจักดับและวจีสังขารก็กำลังดับอนุโลมโอกาส
อนุ. กายสังขารในภูมิใดกำลังดับ ฯลฯ อนุโลมปุคคโลกาส
อนุ. กายสังขารของบุคคลใดในภูมิใดกำลังดับ วจีสังขารของบุคคลนั้น ในภูมินั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งลมอัสสาสปัสสาสะของบุคคลผู้เข้าทุติยฌานและตติย-ฌาน กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังดับ แต่วจีสังขารไม่ใช่จักดับในภังคขณะแห่งลมอัสสาสปัสสาสะของบุคคลผู้เข้าปฐมฌานและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิ กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังดับและวจีสังขารก็จักดับ ปฏิ. วจีสังขารของบุคคลใดในภูมิใดจักดับ กายสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังดับใช่ไหม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๕๐๑}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร วิ. ในอุปปาทขณะแห่งลมอัสสาสปัสสาสะของบุคคลผู้เข้าปฐมฌานและ บุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิ ในภังคขณะแห่งจิตซึ่งเว้นจากลมอัสสาสปัสสาสะของบุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ บุคคลผู้อุบัติอยู่ในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ วจี-สังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับ แต่กายสังขารไม่ใช่กำลังดับ ในภังคขณะแห่งลมอัสสาสปัสสาสะของบุคคลผู้เข้าปฐมฌานและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิวจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับและกายสังขารก็กำลังดับ อนุ. กายสังขารของบุคคลใดในภูมิใดกำลังดับ จิตตสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดในภูมิใดจักดับ กายสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด ในภังคขณะแห่งจิตซึ่งเว้นจากลมอัสสาสปัสสาสะ จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับ แต่กายสังขารไม่ใช่กำลังดับ ในภังคขณะแห่งลมอัสสาสปัสสาสะ จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับและกายสังขารก็กำลังดับ
อนุ. วจีสังขารของบุคคลใดในภูมิใดกำลังดับ จิตตสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิตที่มีทั้งวิตกและวิจาร วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังดับ แต่จิตตสังขารไม่ใช่จักดับ ในภังคขณะแห่งวิตกและวิจารของบุคคลนอกนี้ วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังดับและจิตตสังขารก็จักดับ ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดในภูมิใดจักดับ วจีสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด ในภังคขณะแห่งจิตซึ่งเว้นจากวิตกและวิจาร จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับ แต่วจีสังขารไม่ใช่กำลังดับ ในภังคขณะแห่งวิตกและวิจาร จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับและวจีสังขารก็กำลังดับ ปัจจนีกบุคคล
อนุ. กายสังขารของบุคคลใดไม่ใช่กำลังดับ วจีสังขารของบุคคลนั้นก็ ไม่ใช่จักดับใช่ไหม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๕๐๒}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร วิ. ในอุปปาทขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด ในภังคขณะแห่งจิตซึ่งเว้นจากลมอัสสาสปัสสาสะ บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิกายสังขารของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับ แต่วจีสังขารมิใช่จักไม่ดับ ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิตที่มีทั้งวิตกและวิจาร บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิตที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจาร ปัจฉิมจิตที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารจักเกิดในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับและวจีสังขารก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. วจีสังขารของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ กายสังขารของบุคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. กายสังขารของบุคคลใดไม่ใช่กำลังดับ จิตตสังขารของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด ในภังคขณะแห่งจิตซึ่งเว้นจากลมอัสสาสปัสสาสะ บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิกายสังขารของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับ แต่จิตตสังขารมิใช่จักไม่ดับ ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับและจิตตสังขารก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ ฯลฯ วิ. ใช่
อนุ. วจีสังขารของบุคคลใดไม่ใช่กำลังดับ จิตตสังขารของบุคคลนั้นก็ ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด ในภังคขณะแห่งจิตซึ่งเว้น จากวิตกและวิจาร บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิวจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับ แต่จิตตสังขารมิใช่จักไม่ดับ ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิตที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจาร วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับและจิตตสังขารก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ วจีสังขารของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๕๐๓}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร วิ. ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิตที่มีทั้งวิตกและวิจาร จิตตสังขารของบุคคล เหล่านั้นไม่ใช่จักดับ แต่วจีสังขารมิใช่ไม่กำลังดับ ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิตที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจาร จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักดับและวจีสังขารก็ไม่ใช่กำลังดับปัจจนีกโอกาส
อนุ. กายสังขารในภูมิใดไม่ใช่กำลังดับ ฯลฯ ปัจจนีกปุคคโลกาส
อนุ. กายสังขารของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่กำลังดับ วจีสังขารของ บุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งลมอัสสาสปัสสาสะของบุคคลผู้เข้าปฐมฌานและ บุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิ ในภังคขณะแห่งจิตซึ่งเว้นจากลมอัสสาสปัสสาสะของบุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ บุคคลผู้อุบัติอยู่ในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังดับ แต่วจีสังขารมิใช่จักไม่ดับ ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิตที่มีทั้งวิตกและวิจาร บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิตที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจาร ปัจฉิมจิตที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารจักเกิดในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) ในอุปปาทขณะแห่งลมอัสสาสปัสสาสะของบุคคลผู้เข้าทุติยฌานและตติย-ฌาน ในภังคขณะแห่งจิตซึ่งเว้นจากลมอัสสาสปัสสาสะของบุคคลเหล่านั้นนั่นแหละบุคคลผู้เข้าจตุตถฌานและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังดับและวจีสังขารก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. วจีสังขารของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักดับ กายสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งลมอัสสาสปัสสาสะของบุคคลผู้เข้าทุติยฌานและตติย-ฌาน วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักดับ แต่กายสังขารมิใช่จักไม่ดับในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิตที่มีทั้งวิตกและวิจาร บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิตที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจาร ปัจฉิมจิตที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารจักเกิดในลำดับแห่งจิตใด ในลำดับ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๕๐๔}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร แห่งจิตนั้น ในอุปปาทขณะแห่งลมอัสสาสปัสสาสะของบุคคลผู้เข้าทุติยฌานและตติยฌาน ในภังคขณะแห่งจิตซึ่งเว้นจากลมอัสสาสปัสสาสะของบุคคลเหล่านั้นนั่นแหละบุคคลผู้เข้าจตุตถฌานและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักดับและกายสังขารก็ไม่ใช่กำลังดับ อนุ. กายสังขารของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่กำลังดับ จิตตสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด ในภังคขณะแห่งจิตซึ่งเว้นจากลมอัสสาสปัสสาสะ กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังดับ แต่จิตต-สังขารมิใช่จักไม่ดับ ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิกายสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังดับและจิตตสังขารก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักดับ กายสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. ใช่
อนุ. วจีสังขารของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่กำลังดับ จิตตสังขารของ บุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด และในภังคขณะแห่งจิตซึ่ง เว้นจากวิตกและวิจาร วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังดับ แต่จิตต-สังขารมิใช่จักไม่ดับ ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิตที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจาร บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังดับและจิตตสังขารก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักดับ วจีสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิตที่มีทั้งวิตกและวิจาร จิตตสังขารของบุคคล เหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักดับ แต่วจีสังขารมิใช่ไม่กำลังดับ ในภังคขณะแห่งปัจฉิม-จิตที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจาร บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักดับและวจีสังขารก็ไม่ใช่กำลังดับ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๕๐๕}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๖. อตีตานาคตวาร ๖. อตีตานาคตวาร ว่าด้วยสภาวธรรมที่เป็นอดีตและที่เป็นอนาคต อนุโลมบุคคล
อนุ. กายสังขารของบุคคลใดเคยดับ วจีสังขารของบุคคลนั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิตที่มีทั้งวิตกและวิจาร บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิตที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจาร ปัจฉิมจิตที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารจักเกิดในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นเคยดับ แต่วจีสังขารไม่ใช่จักดับ บุคคลนอกนี้ กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นเคยดับและวจีสังขารก็จักดับ ปฏิ. วจีสังขารของบุคคลใดจักดับ ฯลฯ วิ. ใช่ อนุ. กายสังขารของบุคคลใดเคยดับ จิตตสังขารของบุคคลนั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นเคยดับ แต่จิตตสังขารไม่ใช่จักดับ บุคคลนอกนี้ กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นเคยดับและจิตตสังขารก็จักดับ ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดจักดับ ฯลฯ วิ. ใช่
อนุ. วจีสังขารของบุคคลใดเคยดับ จิตตสังขารของบุคคลนั้นก็จักดับ ใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นเคยดับ แต่ จิตตสังขารไม่ใช่จักดับ บุคคลนอกนี้ วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นเคยดับและจิตตสังขารก็จักดับ ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดจักดับ ฯลฯ วิ. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๕๐๖}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๖. อตีตานาคตวาร อนุโลมโอกาส
อนุ. กายสังขารในภูมิใดเคยดับ ฯลฯ อนุโลมปุคคโลกาส
อนุ. กายสังขารของบุคคลใดในภูมิใดเคยดับ วจีสังขารของบุคคล นั้นในภูมินั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิตในกามาวจรภูมิ บุคคลผู้เข้าทุติยฌานและ ตติยฌาน กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นในฌานนั้นเคยดับ แต่วจีสังขารไม่ใช่จักดับบุคคลผู้เข้าปฐมฌาน บุคคลนอกนี้ผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิ กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยดับและวจีสังขารก็จักดับ ปฏิ. วจีสังขารของบุคคลใดในภูมิใดจักดับ กายสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็เคยดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้อุบัติอยู่ในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ วจีสังขารของบุคคล เหล่านั้นในภูมินั้นจักดับ แต่กายสังขารไม่เคยดับ บุคคลผู้เข้าปฐมฌานและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิ วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับ และกายสังขารก็เคยดับ อนุ. กายสังขารของบุคคลใดในภูมิใดเคยดับ จิตตสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิตในกามาวจรภูมิ กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยดับ แต่จิตตสังขารไม่ใช่จักดับ บุคคลผู้เข้าปฐมฌาน ทุติยฌานตติยฌาน และบุคคลนอกนี้ผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิ กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยดับและจิตตสังขารก็จักดับ ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดในภูมิใดจักดับ กายสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็เคยดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้เข้าจตุตถฌาน และบุคคลผู้อุบัติอยู่ในรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิจิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับ แต่กายสังขารไม่เคยดับ บุคคลผู้เข้า
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๕๐๗}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๖. อตีตานาคตวาร ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน และบุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิ จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับและกายสังขารก็เคยดับ
อนุ. วจีสังขารของบุคคลใดในภูมิใดเคยดับ จิตตสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิตในภูมิที่มีทั้งวิตกและวิจาร วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยดับ แต่จิตตสังขารไม่ใช่จักดับ ในภูมิที่มีทั้งวิตกและวิจารของบุคคลนอกนี้ วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยดับและจิตตสังขารก็จักดับ ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดในภูมิใดจักดับ วจีสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็เคยดับใช่ไหม วิ. ในภูมิที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจาร จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับ แต่วจีสังขารไม่เคยดับ ในภูมิที่มีทั้งวิตกและวิจาร จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับและวจีสังขารก็เคยดับ ปัจจนีกบุคคล
อนุ. กายสังขารของบุคคลใดไม่เคยดับ วจีสังขารของบุคคลนั้นก็ ไม่ใช่จักดับมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. วจีสังขารของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ กายสังขารของบุคคลนั้นก็ไม่เคยดับใช่ไหม วิ. เคยดับ อนุ. กายสังขารของบุคคลใดไม่เคยดับ จิตตสังขารของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักดับมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ กายสังขารของบุคคลนั้นก็ไม่เคยดับใช่ไหม วิ. เคยดับ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๕๐๘}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๖. อตีตานาคตวาร
อนุ. วจีสังขารของบุคคลใดไม่เคยดับ จิตตสังขารของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักดับมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ วจีสังขารของบุคคลนั้นก็ไม่เคยดับใช่ไหม วิ. เคยดับ ปัจจนีกโอกาส
อนุ. กายสังขารในภูมิใดไม่เคยดับ ฯลฯ ปัจจนีกปุคคโลกาส
อนุ. กายสังขารของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยดับ วจีสังขารของบุคคล นั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้อุบัติอยู่ในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยดับ แต่วจีสังขารมิใช่จักไม่ดับ ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิตที่มีทั้งวิตกและวิจารในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิตที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจาร ปัจฉิมจิตที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารจักเกิดในลำดับแห่งจิตใด(ในลำดับแห่งจิตนั้น) บุคคลผู้เข้าจตุตถฌานและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิกายสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยดับและวจีสังขารก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. วจีสังขารของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักดับ กายสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิตในกามาวจรภูมิ บุคคลผู้เข้าทุติยฌานและ ตติยฌาน วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักดับ แต่กายสังขารมิใช่ไม่เคยดับ ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิตที่มีทั้งวิตกและวิจารในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิบุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิตที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจาร ปัจฉิมจิตที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารจักเกิดในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) บุคคลผู้เข้าจตุตถฌานและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักดับและกายสังขารก็ไม่เคยดับ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๕๐๙}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๖. อตีตานาคตวาร อนุ. กายสังขารของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยดับ จิตตสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้เข้าจตุตถฌาน และบุคคลผู้อุบัติอยู่ในรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิกายสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยดับ แต่จิตตสังขารมิใช่จักไม่ดับ ในภังค-ขณะแห่งปัจฉิมจิตในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิกายสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยดับและจิตตสังขารก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักดับ กายสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิตในกามาวจรภูมิ จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักดับ แต่กายสังขารมิใช่ไม่เคยดับ ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิตในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักดับและกายสังขารก็ไม่เคยดับ
อนุ. วจีสังขารของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยดับ จิตตสังขารของบุคคล นั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ในภูมิที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจาร วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยดับ แต่จิตตสังขารมิใช่จักไม่ดับ ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิตในภูมิที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจาร บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยดับและจิตตสังขารก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักดับ วจีสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิตในภูมิที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจาร จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักดับ แต่วจีสังขารมิใช่ไม่เคยดับ ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิตในภูมิที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจาร บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ จิตต-สังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักดับและวจีสังขารก็ไม่เคยดับ นิโรธวาร จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๕๑๐}
อรรถกถา
ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกอรรถกถายึดที่ข้อ ๑๐๒๓ ซึ่งครอบมาถึงข้อที่กำลังอ่าน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาสังขารยมก
บัดนี้ เป็นการวรรณนาสังขารยมก อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงต่อจากสัจจยมกทรงรวบรวมธรรมทั้งหลายมีกุศลเป็นต้นที่พระองค์ทรงแสดงแล้วในมูลยมกเหล่านั้นไว้เป็นเอกเทศหนึ่ง ด้วยสามารถแห่งธรรมที่จะสงเคราะห์ได้. แม้ในสังขารยมกนั้น พึงทราบประเภทแห่งวาระที่เหลือ คือมหาวาระทั้งหลายมีปัณณัตติวาระเป็นต้นและอันตรวาระเป็นต้น โดยนัยที่กล่าวแล้วในหนหลัง.
ส่วนการแปลกกันในสังขารยมกนี้ มีดังนี้ ในปัณณัติวาระก่อน ปทโสธนวาระว่า รูปํ รูปกฺขนฺโธ, จกฺขุํ จกฺขฺวายตนํ, จกฺขุํ จกฺขุธาตุ ทุกฺขํ ทุกฺขสจฺจํ ดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกธรรมทั้งหลายมีขันธ์เป็นต้น อันพระองค์ทรางปรารภแล้วแสดงแล้วในภายหลังฉันใด แม้สังขาร ๓ เบื้องต้น พระองค์ไม่ทรงปรารภแล้วเหมือนอย่างนั้น (แต่) ทรงแสดงจำแนกไว้ว่าอสฺสาสปสฺสาสา กายสงฺขาโร = ลมอัสสาสะ ปัสสาสะ ชื่อว่ากายสังขาร ดังนี้ เป็นต้น.
ในสังขาร ๓ เหล่านั้น สังขารแห่งกาย ชื่อว่ากายสังขาร.
สังขารอันเป็นผลของกรัชกายอันเกิดแล้วจากเหตุนั่นแหละ ชื่อว่ากายสังขาร เพราะคำว่า ธรรมทั้งหลายเหล่านั้น คือลมอัสสาสะปัสสาสะ มีในกาย เนื่องด้วยกาย.
นัยอื่นอีก :-
สภาวะใดอันปัจจัยย่อมกระทำพร้อม คือปรุงแต่งเหตุนั้นสภาวะนั้น ชื่อว่าสังขาร.
ถามว่า สังขารนั้นอันอะไรย่อมกระทำพร้อม คือปรุงแต่ง.
ตอบว่า สังขารนั้นอันกายย่อมปรุงแต่ง ก็สังขารนี้อันกรัชกาย ย่อมปรุงแต่งราวกะเครื่องสูบปรุงแต่งลม แม้เมื่อเป็นอย่างนี้ (= ก็เมื่อเป็นเช่นนั้น) กายสังขาร คือสังขารแห่งกาย.
อธิบายว่า ลมอัสสาสะ ปัสสาสะ อันกายกระทำแล้ว.
ก็สภาพใดย่อมปรุงแต่ง เหตุนั้นสภาพนั้น ชื่อว่าสังขาร เพราะคำว่า ดูก่อนวิสาขะผู้มีอายุ บุคคลตรึกแล้วตรองแล้วก่อนจึงพูดต่อภายหลัง เพราะเหตุนั้น วิตกและวิจาร จึงชื่อว่าวจีสังขาร ดังนี้.
ถามว่า อะไรเป็นสังขาร.
ตอบว่า วจีเป็นสังขาร สังขารแห่งวจี ชื่อว่าวจีสังขาร. คำว่า วจีสังขารนี้เป็นชื่อของหมวดสองแห่งวิตกและวิจาร อันเป็นสมุฏฐานแห่งการเปล่งวาจา.
ก็สภาวะใดอันปัจจัยย่อมปรุงแต่ง เหตุนั้นสภาวะนั้น ชื่อว่าสังขาร แม้ในบทที่สาม เพราะคำว่า ธรรมทั้งหลายเหล่านี้ คือสัญญาและเวทนา มีในจิต เนื่องด้วยจิต ดังนี้นั่นแหละ.
ถามว่า อันอะไรย่อมปรุงแต่ง. ตอบว่า อันจิตย่อมปรุงแต่ง.
สังขารแห่งจิต ชื่อว่าจิตตสังขาร เพราะกระทำฉัฏฐีวิภัตให้ลงในอรรถแห่งตติยาวิภัต คำว่า จิตตสังขาร นี้เป็นชื่อของเจตสิกธรรมทั้งหลายที่มีจิตเป็นสมุฏฐานทั้งหมด พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเว้นวิตกและวิจารเสีย เพราะทรงถือเอาวิตกวิจารเป็นแผนกหนึ่ง โดยความเป็นวจีสังขาร.
บัดนี้พระองค์ทรงเริ่มปทโสธนวาระว่า กาโย กายสงฺขาโร เป็นต้น ยมก ๖ อย่าง คือยมก ๓ อย่างในอนุโลมนัย ๓ อย่าง ในปฏิโลมนัย แห่งปทโสธนวาระนั้น ยมก ๑๒ อย่าง คือยมก ๖ อย่างในอนุโลมนัย ๖ อย่างในปฏิโลมนัย เพราะกระทำมูลแห่งสังขารหนึ่งๆ ในปทโสธนมูลจักกวาระให้เป็นสอง.
ส่วนในสุทธสังขารวาระ ตรัสยมกทั้งหลายไว้โดยนัยเป็นต้นว่า รูปํ ขนฺโธ, ขนฺโธ รูปํ, จกฺขุํ อายตนํ จกฺขุํ ดังนี้ ในวาระทั้งหลายมีสุทธักขันธวาระเป็นต้นฉันใด ก็ตรัสยมก ๖ อย่างในสุทธิกวาระ แม้ทั้งปวงฉันนั้นคือยมก ๓ อย่าง ในอนุโลม ๓ อย่าง ในปฏิโลม คือมีกายสังขารเป็นมูลสอง มีวจีสังขารเป็นมูลหนึ่ง โดยนัยเป็นต้นว่า กายสงฺขาโร วจีสงฺขาโร, วจีสงฺขาโร กายสงฺขาโร ไม่ตรัสว่า กาโยสงฺขาโร, สงฺขาโร กาโย.
ถามว่า เพราะเหตุไร?
ตอบว่า เพราะความที่แห่งยมก ๖ อย่างเหล่านั้นไม่มีอยู่ด้วยอำนาจแห่งบทหนึ่งๆ ในสุทธิกวาระเนื้อความย่อมมีด้วยอำนาจการชำระบทหนึ่งๆ ในสุทธิกวาระ รูปํ ขนฺโธ, ขนฺโธ รูปํ, จกฺขุํ อายตนํ, อายตนํ จกฺขุํเพราะในขันธยมกเป็นต้น ทรงประสงค์เอาขันธ์อันประเสริฐมีรูปเป็นต้น อายตนะอันประเสริฐ มีจักขุเป็นต้นฉันใดในสังขารยมกนี้ ไม่มีเนื้อความว่า กาโย สงฺขาโร สงฺขาโร กาโย ฉันนั้น
ส่วนเนื้อความอันหนึ่งว่า กายสงฺขาโร ย่อมได้ด้วยบท ๒ บท คือกายและสังขาร พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ตรัสว่า กาโย สงฺขาโร สงฺขาโร กาโย เพราะไม่มีเนื้อความว่า อัสสาสะหรือปัสสาสะ ด้วยอำนาจการชำระบทหนึ่งๆ ในสุทธิกวาระ แต่พึงตรัสว่ากาโย กายสงฺขาโร เป็นบทต้น แม้คำว่า กาโย กายสงฺขาโร ย่อมไม่สมควรด้วยบทของกาย วจีและจิต เพราะความที่แห่งสังขารทั้งหลายที่ท่านประสงค์เอาแล้ว ท่านไม่ถือเอาในที่นี้ นี้เป็นสุทธสังขารวาระ.
อธิบายว่า ก็ในการชำระบท แม้เว้นจากเนื้อความการกล่าวย่อมไม่สมควร นัยนั้นท่านถือเอาแล้วในสุทธสังขารวาระแต่ในปทโสธนวาระนี้ ยมก ๖ อย่างย่อมสมควร เพราะกระทำมูลแห่งสังขารหนึ่งๆ คือ กายสงฺขาโร วจีสงฺขาโร, วจีสงฺขาโร กายสงฺขาโร เป็นต้น. ให้เป็นสอง เพราะความที่แห่งกายสังขารเป็นอย่างหนึ่งจากวจีสังขาร คือคนละอย่างกับวจีสังขาร เป็นต้นวจีสังขารเป็นอย่างหนึ่งจากจิตตสังขารเป็นต้น และจิตตสังขารเป็นอย่างหนึ่งจากสังขารเป็นต้น ในยมก ๖ อย่างเหล่านั้น ย่อมได้ ๓ อย่างเท่านั้น เพราะนับแล้วไม่นับอีก (อคิคหิตคฺคหเณน) เพราะเหตุนั้น จึงตรัสยมกไว้ ๖ อย่างคือ ๓ อย่างในอนุโลมนัย ๓ อย่างในปฏิโลมนัยเพื่อแสดงยมก ๓ อย่างนั่นแหละ.
อธิบายว่า ก็ในสุทธสังขารมูลจักกวาระ ไม่ทรงถือเอาแล้วในที่นี้ พึงทราบอุทเทสวาระแห่งปัณณัตติวาระด้วยประการฉะนี้.
ก็ในอนุโลมแห่งนิทเทสวาระก่อน ชื่อแห่งสังขารทั้งหลายมีกายสังขารเป็นต้น ไม่ใช่กายเป็นต้น เพราะเหตุใด เหตุนั้นท่านจึงปฏิเสธว่า โน = ไม่ใช่.
ในปฏิโลม คำถามว่า น กาโย นกายสงฺขาโร ดังนี้ ได้แก่ ย่อมถามว่า ธรรมใดไม่เป็นกาย ธรรมนั้นไม่เป็นแม้กายสังขารหรือ คำตอบที่ว่า กายสังขารไม่เป็นกาย แต่เป็นกายสังขาร. อธิบายว่า กายสังขารไม่ใช่กาย กายนั้นก็ไม่ใช่กายสังขาร.
คำว่า อวเสสา อธิบายว่า หมวดสองแห่งสังขารที่เหลืออย่างเดียวก็หามิได้ แม้ธรรมชาติอันต่างด้วยสังขตบัญญัติที่เหลือแม้ทั้งหมดอันพ้นแล้วจากกายสังขาร ก็ไม่ชื่อว่ากาย และไม่ชื่อว่ากายสังขารพึงทราบเนื้อความในคำวิสัชนาทั้งปวงโดยอุบายนี้ ด้วยประการฉะนี้. ปัณณัตติวาระ จบ.
ก็ในปวัตติวาระ ในสังขารยมกนี้ ในอนุโลมนัยแห่งปุคคลวาระในปัจจุบันกาล ยมก ๓ อย่างเท่านั้น คือยมกที่มีกายสังขารเป็นมูล ๒ อย่าง ที่มีวจีสังขารเป็นมูล ๑ อย่าง ย่อมได้ในคำถามว่า กายสังขารกำลังเกิดขึ้นแก่บุคคลใด วจีสังขารก็กำลังเกิดขึ้นแก่บุคคลนั้นหรือ ดังนี้ยมก ๓ อย่างนั้น ท่านถือเอาแล้วแม้ในปฏิโลมนัยก็ดี ในวาระทั้งหลายมีโอกาสวาระเป็นต้นก็ดี แห่งปวัตติวาระนั้นก็มีนัยนี้พึงทราบการนับยมกด้วยอำนาจยมก ๓ อย่างในวาระทั้งปวงในปวัตติวาระอย่างนี้.
ก็ในการวินิจฉัยเนื้อความในปวัตติวาระนี้ พึงทราบลักษณะนี้ดังต่อไปนี้.
ก็ในสังขารยมกนี้ ประเภทแห่งกาลมีปัจจุบันกาลเป็นต้น พึงถือเอาด้วยอำนาจปวัตติกาล ด้วยคำเป็นต้นว่าในอุปาทะขณะแห่งลมอัสสาสะปัสสาสะ, ในอุปาทะขณะแห่งการเกิดขึ้นแห่งวิตกวิจาร ดังนี้ ไม่พึงถือเอาด้วยอำนาจจุติและปฏิสนธิกาลพึงถือเอาด้วยอำนาจแห่งปฏิวัตติกาลด้วยคำเป็นต้นว่า กายสังขารกำลังเกิดขึ้น ในที่นั้น คือในทุติยฌาน ตติยฌาน แม้ในจตุตถฌาน (ภูมิ) พึงทราบว่า ท่านถือเอาแล้วด้วยอำนาจโอกาสวาระพึงทราบวินิจฉัยแห่งเนื้อความด้วยอำนาจแห่งลักษณะที่ได้นั้นๆ ในปวัตติวาระนี้ ด้วยประการฉะนี้.
พึงทราบนัยมุขในปวัตติวาระนั้นดังต่อไปนี้.
คำว่า เว้นวิตกวิจาร ท่านกล่าวแล้วด้วยอำนาจทุติยฌานและตติยฌาน.
บทว่า เตสํ ได้แก่ ความพร้อมเพรียงแห่งทุติยฌานและตติยฌานของบุคคลเหล่านั้น
บทว่า กามาวจรานํ ได้แก่ สัตว์ผู้เกิดแล้วในกามาวจรภูมิ แต่ว่าลมอัสสาสะ ปัสสาสะ ย่อมไม่มีแก่เทวดาในรูปาวจรภูมิ รูปนั่นแหละย่อมไม่มีแม้แก่เทวดาในอรูปาวจรภูมิ.
คำว่า เว้นลมอัสสาสะ ปัสสาสะ ดังนี้ ท่านกล่าวหมายเอาการเกิดขึ้นแห่งวิตกวิจารของสัตว์ผู้เกิดแล้วในรูปภพและอรูปภพ.
คำว่า ในปฐมฌาน ในกามาวจร ดังนี้ ได้แก่ ในปฐมฌานที่เกิดขึ้นแล้วในกามาวจรภูมิ ก็ปฐมฌานในกามาวจรภูมินี้ ท่านถือเอาด้วยอำนาจมรรคอันเลิศ (อรหัตตมัค) หาถือเอาด้วยอำนาจอัปปนาไม่ เพราะว่าหมวดสองแห่งสังขารนี้ย่อมเกิดขึ้นในจิตที่เป็นไปกับด้วยวิตกวิจาร แม้ที่ยังไม่ถึงอัปปนา.
คำนี้ว่า ในภังคขณะแห่งจิต ท่านกล่าวไว้แล้ว เพราะความที่แห่งกายสังขารมีจิตเป็นสมุฏฐานแน่นอน เพราะจิตเมื่อเกิดอยู่นั่นแหละย่อมยังรูปหรืออรูปให้เกิดขึ้น เมื่อดับอยู่ย่อมไม่ยังรูปหรืออรูปให้เกิดขึ้น.
คำว่า ครั้นเมื่อจิตดวงที่สองแห่งสุทธาวาสพรหมเป็นไปอยู่ ได้แก่ภวังคจิต อันเป็นจิตดวงที่สองนับแต่ปฏิสนธิจิต คำนั้นท่านกล่าวแล้วเพื่อแสดงว่า ภวังคจิตนั้น แม้เมื่อปฏิสนธิจิตเป็นไปอยู่ ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่พรหมในสุทธาวาสภูมินั้น แม้ก็จริงแต่วิบากจิตที่ไม่ปะปนกันย่อมเป็นไปตลอดกาลเพียงไร ชื่อว่าไม่เคยเกิดขึ้นตลอดกาลเพียงนั้นนั่นแหละ, พรหมเหล่านั้นเกิดขึ้นแล้วด้วยวิบากจิตของฌานใด วิบากจิตของฌานนั้น เมื่อเกิดอยู่ แม้โดยร้อย (ครั้ง) บ้าง แม้โดยพัน (ครั้ง) บ้าง ชื่อว่าปฐมจิต นั่นแหละ,หมายถึงภวังค์ที่เกิดต่อจากปฏิสนธิจิต.
ส่วน อาวัชชนจิต ในภวนิกันติ (ชวนะ) ไม่เป็นเช่นกับด้วยวิบากจิต (เพราะอาวัชชนจิตเป็นกิริยาจิต) ชื่อว่าทุติยจิต พึงทราบว่า คำว่า ทุติยจิต นั้น ท่านกล่าวหมายเอาอาวัชชนจิตนั้น.
คำว่า แห่งบุคคลผู้พร้อมเพียงด้วยปัจฉิมจิต ได้แก่ พระขีณาสพผู้พร้อมเพรียงด้วยจิตที่ไม่เป็นปัจจัยแก่ปฏิสนธิ อันเป็นจิตดวงสุดท้ายแห่งจิตทั้งปวง.
คำว่า ซึ่งปัจฉิมจิตอันไม่มีวิตกไม่มีวิจาร นี้ ท่านกล่าวแล้วด้วยอำนาจจุติจิตที่ประกอบด้วยทุติยฌานของรูปาวจรบุคคล และด้วยอำนาจจุติจิตที่ประกอบด้วยจตุตถฌานของรูปาวจรบุคคล.
บทว่า เตสํ ได้แก่ ความพร้อมเพรียงแห่งปัจฉิมจิตเป็นต้น ของบุคคลเหล่านั้น.
ท่านให้คำตอบรับว่า ถูกแล้ว (ใช่) เพราะความดับไปในขณะหนึ่งๆ ของกายสังขารพร้อมกับจิตตสังขารโดยแน่นอน มิได้ตอบรับรองเพราะการดับแห่งจิตตสังขารพร้อมกับกายสังขาร.
ถามว่า เพราะเหตุไร?
ตอบว่า จิตตสังขารแม้เว้นจากกายสังขารย่อมเกิดขึ้นด้วยย่อมดับด้วย ส่วนกายสังขารมีจิตเป็นสมุฏฐาน ลมอัสสาสะปัสสาสะและรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน เกิดขึ้นแล้วในอุปาทขณะแห่งจิตย่อมตั้งอยู่ตราบเท่าที่จิต ๑๖ ดวง เหล่าอื่นอีกเกิดขึ้น.
หลายบทว่า เตสํ โสฬสนฺนํ สพฺพปจฺฉิเมน สทฺธึ นิรุชฺฌติ ได้แก่ รูปอันมีจิตเป็นสมุฏฐานย่อมเกิดขึ้นพร้อมกับจิตดวงใดย่อมดับไปพร้อมกับจิตที่ ๑๗ จำเดิมแต่จิตนั้น ย่อมไม่ดับไปในอุปาทะหรือฐีติขณะแห่งจิตดวงใดๆ และย่อมไม่เกิดขึ้นแม้ในภังคขณะท่านกล่าวว่า อามนฺตา = ใช่ เพราะความดับไปในขณะหนึ่งๆ พร้อมกับจิตตสังขารโดยแน่นอนว่า นี้เป็นธรรมดาของรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน.
แต่ว่า ในอรรถกถาสิงหลแห่งวิภังคปกรณ์ ท่านกล่าวไว้ว่ารูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐานย่อมดับไปในอุปาทขณะแห่งจิตดวงจิตดวงที่ ๑๗ ดังนี้ คำกล่าวนั้นย่อมมีผิดจากพระบาลีนี้ ท่านกล่าวแล้วในพระบาลีว่า " ก็บาลีนั่นแหละมีกำลังกว่าอรรถกถา " พึงถือเอาคำกล่าวนั้นเป็นประมาณ.
ในคำถามนี้ว่า กายสังขารย่อมเกิดแก่บุคคลใด วจีสังขารก็ย่อมดับแก่บุคคลนั้นหรือ ดังนี้ท่านปฏิเสธว่า ไม่ใช่ เพราะกายสังขารย่อมเกิดขึ้นในอุปาทขณะแห่งจิต แต่วิตกวิจารย่อมดับไปในขณะนั้นหามิได้พึงทราบวินิจฉัยในที่ทั้งปวงโดยนัยมุขนี้ปริญญาวาระเป็นไปโดยปกตินั่นแหละ.
อรรถกถาสังขารยมก จบ. -----------------------------------------------------