อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับมหาจุฬาฯจับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · บาลี · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๑๑๘๒

อุปปาทนิโรธวาร

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๑๘๒–๑๒๑๙พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 38 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 38 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 31 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


ยสฺส กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ ตสฺส วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌตีติ: โน ฯ ยสฺส วา ปน วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌติ ตสฺส กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชตีติ: โน ฯ ยสฺส กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ ตสฺส จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌตีติ: โน ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌติ ตสฺส กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชตีติ: โน ฯ ยสฺส วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ ตสฺส จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌตีติ: โน ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌติ ตสฺส วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชตีติ: โน ฯ ยตฺถ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ ตตฺถ วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌตีติ: ทุติยชฺฌาเน ตติยชฺฌาเน ตตฺถ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ โน จ ตตฺถ วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌติ ฯเปฯ อิตเรสํ ยตฺถกานํ สทิสํ ฯ ยสฺส ยตฺถ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ ฯเปฯ ยสฺสกมฺปิ ยสฺสยตฺถกมฺปิ สทิสํ ฯ

ยสฺส กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ ตสฺส วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌตีติ: วิตกฺกวิจารานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌติ วินา อสฺสาสปสฺสาเสหิ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ วินา วิตกฺกวิจาเรหิ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ กายสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชติ วจีสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌติ ฯ ยสฺส วา ปน วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌติ ตสฺส กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชตีติ: อสฺสาสปสฺสาสานํ อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ วินา อสฺสาสปสฺสาเสหิ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ วินา วิตกฺกวิจาเรหิ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ วจีสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌติ กายสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชติ ฯ

ยสฺส กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ ตสฺส จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌตีติ: สพฺเพสํ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌติ วินา อสฺสาสปสฺสาเสหิ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ กายสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชติ จิตฺตสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌติ ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌติ ตสฺส กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชตีติ: อสฺสาสปสฺสาสานํ อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ วินา อสฺสาสปสฺสาเสหิ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ จิตฺตสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌติ กายสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชติ ฯ

ยสฺส วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ ตสฺส จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌตีติ: สพฺเพสํ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌติ วินา วิตกฺกวิจาเรหิ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ วจีสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชติ จิตฺตสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌติ ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌติ ตสฺส วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชตีติ: วิตกฺกวิจารานํ อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ วินา วิตกฺกวิจาเรหิ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ จิตฺตสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌติ วจีสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชติ ฯ

ยตฺถ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ ฯเปฯ

ยสฺส ยตฺถ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ ฯเปฯ ยสฺสกมฺปิ ยสฺสยตฺถกมฺปิ สทิสํ ฯ ยสฺสยตฺถเก นิโรธสมาปนฺนานนฺติ น ลพฺภติ ฯ --------

ยสฺส กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ อตีตา ปุจฺฉา อุปฺปาทวาเรปิ นิโรธวาเรปิ อุปฺปาทนิโรธวาเรปิ สทิสํ วิตฺถาเรตพฺพํ ฯ --------

ยสฺส กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: กามาวจรานํ ปจฺฉิมจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา กามาวจรานํ ปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ รูปาวจเร อรูปาวจเร ปจฺฉิมภวิกานํ เย จ รูปาวจรํ อรูปาวจรํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ จวนฺตานํ เตสํ วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสติ อิตเรสํ วจีสงฺขาโร จ นิรุชฺฌิสฺสติ กายสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ

ยสฺส กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: กามาวจรานํ ปจฺฉิมจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา กามวจรานํ ปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ รูปาวจเร อรูปาวจเร ปจฺฉิมภวิกานํ เย จ รูปาวจรํ อรูปาวจรํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ จวนฺตานํ เตสํ จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสติ อิตเรสํ จิตฺตสงฺขาโร จ นิรุชฺฌิสฺสติ กายสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ

ยสฺส วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ปจฺฉิมจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อวิตกฺกอวิจารํ ปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ เตสํ จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสติ อิตเรสํ จิตฺตสงฺขาโร จ นิรุชฺฌิสฺสติ วจีสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ

ยตฺถ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯเปฯ

ยสฺส ยตฺถ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสตีติ: ทุติยชฺฌานํ ตติยชฺฌานํ สมาปนฺนานํ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ ปฐมชฺฌานํ สมาปนฺนานํ กามาวจรานํ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชิสฺสติ วจีสงฺขาโร จ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: กามาวจรานํ ปจฺฉิมจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา กามาวจรานํ ปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ รูปาวจรานํ อรูปาวจรานํ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสติ ปฐมชฺฌานํ สมาปนฺนานํ อิตเรสํ กามาวจรานํ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร จ นิรุชฺฌิสฺสติ กายสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ

ยสฺส ยตฺถ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: กามาวจรานํ ปจฺฉิมจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา กามาวจรานํ ปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ จตุตฺถชฺฌานํ สมาปนฺนานํ รูปาวจรานํ อรูปาวจรานํ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสติ ปฐมชฺฌานํ ทุติยชฺฌานํ ตติยชฺฌานํ สมาปนฺนานํ อิตเรสํ กามาวจรานํ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร จ นิรุชฺฌิสฺสติ กายสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ

ยสฺส ยตฺถ วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ปจฺฉิมจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อวิตกฺกอวิจารํ ปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ ทุติยชฺฌานํ ตติยชฺฌานํ จตุตฺถชฺฌานํ สมาปนฺนานํ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสติ ปฐมชฺฌานํ สมาปนฺนานํ กามาวจรานํ อิตเรสํ รูปาวจรานํ อรูปาวจรานํ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร จ นิรุชฺฌิสฺสติ วจีสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ

ยสฺส กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: กามาวจรานํ ปจฺฉิมจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา กามาวจรานํ ปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ รูปาวจเร อรูปาวจเร ปจฺฉิมภวิกานํ เย จ รูปาวจรํ อรูปาวจรํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ จวนฺตานํ เตสํ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ สวิตกฺกสวิจารปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อวิตกฺกอวิจารปจฺฉิมจิตฺตสมงฺคีนํ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อวิตกฺกอวิจารํ ปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ เตสํ กายสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชิสฺสติ วจีสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน วจีสงฺขาโร ฯเปฯ อามนฺตา ฯ

ยสฺส กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: กามาวจรานํ ปจฺฉิมจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา กามาวจรานํ ปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ รูปาวจเร อรูปาวจเร ปจฺฉิมภวิกานํ เย จ รูปาวจรํ อรูปาวจรํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ จวนฺตานํ เตสํ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ ปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ กายสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชิสฺสติ จิตฺตสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตสงฺขาโร ฯเปฯ อามนฺตา ฯ

ยสฺส วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อวิตกฺกอวิจารปจฺฉิมจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อวิตกฺกอวิจารํ ปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ เตสํ วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสติโน จ เตสํ จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ ปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ วจีสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชิสฺสติ จิตฺตสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตสงฺขาโร ฯเปฯ อามนฺตา ฯ

ยตฺถ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสติ ฯเปฯ

ยสฺส ยตฺถ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: กามาวจรานํ ปจฺฉิมจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา กามาวจรานํ ปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ รูปาวจรานํ อรูปาวจรานํ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ สวิตกฺกสวิจารปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อวิตกฺกอวิจารปจฺฉิมจิตฺตสมงฺคีนํ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อวิตกฺกอวิจารํ ปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ จตุตฺถชฺฌานํ สมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชิสฺสติ วจีสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ทุติยชฺฌานํ ตติยชฺฌานํ สมาปนฺนานํ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสติ สวิตกฺกสวิจารปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อวิตกฺกอวิจารปจฺฉิมจิตฺตสมงฺคีนํ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อวิตกฺกอวิจารํ ปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ จตุตฺถชฺฌานํ สมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌิสฺสติ กายสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ

ยสฺส ยตฺถ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: กามาวจรานํ ปจฺฉิมจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา กามาวจรานํ ปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ จตุตฺถชฺฌานํ สมาปนฺนานํ รูปาวจรานํ อรูปาวจรานํ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ ปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชิสฺสติ จิตฺตสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ จิตฺตสงฺขาโร ฯเปฯ อามนฺตา ฯ

ยสฺส ยตฺถ วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อวิตกฺกอวิจารปจฺฉิมจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อวิตกฺกอวิจารํ ปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ ทุติยชฺฌานํ ตติยชฺฌานํ จตุตฺถชฺฌานํ สมาปนฺตานํ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ ปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชิสฺสติ จิตฺตสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ จิตฺตสงฺขาโร ฯเปฯ อามนฺตา ฯ ---------

ยสฺส กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ ตสฺส วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชตีติ: สพฺเพสํ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ วินา อสฺสาสปสฺสาเสหิ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌิตฺถ โน จ เตสํ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ อสฺสาสปสฺสาสานํ อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ วจีสงฺขาโร จ นิรุชฺฌิตฺถ กายสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชติ ฯเปฯ ยถา อุปฺปาทวาเร ปจฺจุปฺปนฺเนนาตีตา ปุจฺฉา อนุโลมมฺปิ ปจฺจนิยมฺปิ วิภตฺตํ เอวํ อุปฺปาทนิโรธวาเรปิ ปจฺจุปฺปนฺเนนาตีตา ปุจฺฉา อนุโลมมฺปิ ปจฺจนิยมฺปิ วิภชิตพฺพํ ฯ

ยสฺส กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ ตสฺส วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชตีติ: สพฺเพสํ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ วินา อสฺสาสปสฺสาเสหิ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ อสฺสาสปสฺสาสานํ อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ วจีสงฺขาโร จ นิรุชฺฌิสฺสติ กายสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชติ ฯ

ยสฺส กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ ตสฺส จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชตีติ: สพฺเพสํ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ วินา อสฺสาสปสฺสาเสหิ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ อสฺสาสปสฺสาสานํ อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ จิตฺตสงฺขาโร จ นิรุชฺฌิสฺสติ กายสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชติ ฯ

ยสฺส วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ ตสฺส จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชตีติ: สพฺเพสํ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ วินา วิตกฺกวิจาเรหิ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ วิตกฺกวิจารานํ อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ จิตฺตสงฺขาโร จ นิรุชฺฌิสฺสติ วจีสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชติ ฯ

ยตฺถ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ ฯเปฯ

ยสฺส ยตฺถ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสตีติ: ทุติยชฺฌานํ ตติยชฺฌานํ สมาปนฺนานํ อสฺสาสปสฺสาสานํ อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ ปฐมชฺฌานํ สมาปนฺนานํ กามาวจรานํ อสฺสาสปสฺสาสานํ อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชติ วจีสงฺขาโร จ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชตีติ: ปฐมชฺฌานํ สมาปนฺนานํ กามาวจรานํ อสฺสาสปสฺสาสานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํเยว วินา อสฺสาสปสฺสาเสหิ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ รูปาวจรานํ อรูปาวจรานํ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ ปฐมชฺฌานํ สมาปนฺนานํ กามาวจรานํ อสฺสาสปสฺสาสานํ อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร จ นิรุชฺฌิสฺสติ กายสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชติ ฯ

ยสฺส ยตฺถ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชตีติ: สพฺเพสํ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ วินา อสฺสาสปสฺสาเสหิ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ อสฺสาสปสฺสาสานํ อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร จ นิรุชฺฌิสฺสติ กายสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชติ ฯ

ยสฺส ยตฺถ วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชตีติ: สพฺเพสํ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ วินา วิตกฺกวิจาเรหิ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ วิตกฺกวิจารานํ อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร จ นิรุชฺฌิสฺสติ วจีสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชติ ฯ

ยสฺส กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ ตสฺส วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: สพฺเพสํ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ วินา อสฺสาสปสฺสาเสหิ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ สวิตกฺกสวิจารปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อวิตกฺกอวิจารปจฺฉิมจิตฺตสมงฺคีนํ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อวิตกฺกอวิจารํ ปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ เตสํ กายสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชติ วจีสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชตีติ: อามนฺตา ฯ

ยสฺส กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ ตสฺส จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: สพฺเพสํ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ วินา อสฺสาสปสฺสาเสหิ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ ปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ กายสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชติ จิตฺตสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชตีติ: อามนฺตา ฯ

ยสฺส วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ ตสฺส จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: สพฺเพสํ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ วินา วิตกฺกวิจาเรหิ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ ปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ วจีสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชติ จิตฺตสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชตีติ: อามนฺตา ฯ

ยตฺถ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ ฯเปฯ

ยสฺส ยตฺถ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: ปฐมชฺฌานํ สมาปนฺนานํ กามาวจรานํ อสฺสาสปสฺสาสานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํเยว วินา อสฺสาสปสฺสาเสหิ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ รูปาวจรานํ อรูปาวจรานํ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ สวิตกฺกสวิจารปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อวิตกฺกอวิจารฉิจฺฉิมจิตฺตสมงฺคีนํ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อวิตกฺกอวิจารํ ปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ ทุติยชฺฌานํ ตติยชฺฌานํ สมาปนฺนานํ อสฺสาสปสฺสาสานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํเยว วินา อสฺสาสปสฺสาเสหิ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ จตุตฺถชฺฌานํ สมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชติ วจีสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชตีติ: ทุติยชฺฌานํ ตติยชฺฌานํ สมาปนฺนานํ อสฺสาสปสฺสาสานํ อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ สวิตกฺกสวิจารปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อภิตกฺกอวิจารปจฺฉิมจิตฺตสมงฺคีนํ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อวิตกฺกอวิจารํ ปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ ทุติยชฺฌานํ ตติยชฺฌานํ สมาปนฺนานํ อสฺสาสปสฺสาสานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํเยว วินา อสฺสาสปสฺสาเสหิ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ จตุตฺถชฺฌานํ สมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌิสฺสติ กายสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชติ ฯ

ยสฺส ยตฺถ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสตีติ: สพฺเพสํ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ วินา อสฺสาสปสฺสาเสหิ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ ปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชติ จิตฺตสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชตีติ: อามนฺตา ฯ

ยสฺส ยตฺถ วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: สพฺเพสํ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ วินา วิตกฺกวิจาเรหิ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ ปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชติ จิตฺตสงฺขาโร จ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ จิตฺตสงฺขาโร น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชตีติ: อามนฺตา ฯ -----------

ยสฺส กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสตีติ: สวิตกฺกสวิจารปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อวิตกฺกอวิจารปจฺฉิมจิตฺตสมงฺคีนํ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อวิตกฺกอวิจารํ ปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ เตสํ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ เตสํ วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ อิตเรสํ กายสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชิตฺถ วจีสงฺขาโร จ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ

ยสฺส กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสตีติ: ปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ เตสํ จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ อิตเรสํ กายสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชิตฺถ จิตฺตสงฺขาโร จ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯเปฯ ยถา นิโรธวาเร อตีเตนานาคตา ปุจฺฉา อนุโลมมฺปิ ปจฺจนิยมฺปิ วิภตฺตํ เอวํ อุปฺปาทนิโรธวาเรปิ อตีเตนานาคตา ปุจฺฉา อนุโลมมฺปิ ปจฺจนิยมฺปิ วิภชิตพฺพํ อสมฺโมหนฺเตน ฯ นิโรธวาเร สทิสํ ฯ นตฺถิ นานากรณํ ฯ อุปฺปาทนิโรธวารํ นิฏฺฐิตํ ฯ ปวตฺติวาโร ฯ ----------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร ว่าด้วยสภาวธรรมที่เป็นปัจจุบัน อนุโลมบุคคล

ข้อ ๑๒๘

อนุ. กายสังขารของบุคคลใดกำลังเกิด วจีสังขารของบุคคลนั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ ปฏิ. วจีสังขารของบุคคลใดกำลังดับ กายสังขารของบุคคลนั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ อนุ. กายสังขารของบุคคลใดกำลังเกิด จิตตสังขารของบุคคลนั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดกำลังดับ กายสังขารของบุคคลนั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ไม่ใช่

ข้อ ๑๒๙

อนุ. วจีสังขารของบุคคลใดกำลังเกิด จิตตสังขารของบุคคลนั้นก็ กำลังดับใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดกำลังดับ วจีสังขารของบุคคลนั้นก็กำลังเกิด ใช่ไหม วิ. ไม่ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๕๑๑}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร อนุโลมโอกาส

ข้อ ๑๓๐

อนุ. กายสังขารในภูมิใดกำลังเกิด วจีสังขารในภูมินั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. ในทุติยฌานและตติยฌาน ในฌานกายสังขารกำลังเกิด แต่วจีสังขารไม่ใช่กำลังดับ ฯลฯ (คำนอกจากที่กล่าวเหมือนกับคำที่ท่านกำหนดว่า ในภูมิใด)อนุโลมปุคคโลกาส

ข้อ ๑๓๑

อนุ. กายสังขารของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ฯลฯ (คำที่ท่านกำหนดว่า ของบุคคลใด ก็ดี ของบุคคลใดในภูมิใด ก็ดี เหมือนกัน)ปัจจนีกบุคคล

ข้อ ๑๓๒

อนุ. กายสังขารของบุคคลใดไม่ใช่กำลังเกิด วจีสังขารของบุคคลนั้น ก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งวิตกและวิจาร กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิด แต่วจีสังขารมิใช่ไม่กำลังดับ ในอุปปาทขณะแห่งจิตซึ่งเว้นจากลมอัสสาสปัสสาสะในภังคขณะแห่งจิตซึ่งเว้นจากวิตกและวิจาร บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิดและวจีสังขารก็ไม่ใช่กำลังดับ ปฏิ. วจีสังขารของบุคคลใดไม่ใช่กำลังดับ กายสังขารของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งลมอัสสาสปัสสาสะ วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับ แต่กายสังขารมิใช่ไม่กำลังเกิด ในอุปปาทขณะแห่งจิตซึ่งเว้นจากลมอัสสาสปัสสาสะ ในภังคขณะแห่งจิตซึ่งเว้นจากวิตกและวิจาร บุคคลผู้เข้านิโรธ-สมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับและกายสังขารก็ไม่ใช่กำลังเกิด

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๕๑๒}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร อนุ. กายสังขารของบุคคลใดไม่ใช่กำลังเกิด จิตตสังขารของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิด แต่จิตตสังขารมิใช่ไม่กำลังดับ ในอุปปาทขณะแห่งจิตซึ่งเว้นจากลมอัสสาสปัสสาสะ บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิกายสังขารของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิดและจิตตสังขารก็ไม่ใช่กำลังดับ ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดไม่ใช่กำลังดับ กายสังขารของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งลมอัสสาสปัสสาสะ จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับ แต่กายสังขารมิใช่ไม่กำลังเกิด ในอุปปาทขณะแห่งจิตซึ่งเว้นจากลมอัสสาสปัสสาสะ บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิจิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับและกายสังขารก็ไม่ใช่กำลังเกิด

ข้อ ๑๓๓

อนุ. วจีสังขารของบุคคลใดไม่ใช่กำลังเกิด จิตตสังขารของบุคคลนั้น ก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิด แต่จิตตสังขารมิใช่ไม่กำลังดับ ในอุปปาทขณะแห่งจิตซึ่งเว้นวิตกและวิจาร บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิดและจิตตสังขารก็ไม่ใช่กำลังดับ ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดไม่ใช่กำลังดับ วจีสังขารของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งวิตกและวิจาร จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับ แต่วจีสังขารมิใช่ไม่กำลังเกิด ในอุปปาทขณะแห่งจิตซึ่งเว้นจากวิตกและวิจาร บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับและวจีสังขารก็ไม่ใช่กำลังเกิด

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๕๑๓}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๓. อนาคตวาร ปัจจนีกโอกาส

ข้อ ๑๓๔

อนุ. กายสังขารในภูมิใดไม่ใช่กำลังเกิด ฯลฯ ปัจจนีกปุคคโลกาส

ข้อ ๑๓๕

อนุ. กายสังขารของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่กำลังเกิด ฯลฯ (คำที่ท่านกำหนดว่า ของบุคคลใด ก็ดี ของบุคคลใดในภูมิใด ก็ดี เหมือนกันในคำที่ท่านกำหนดว่าของบุคคลใดในภูมิใด ไม่มีคำว่า บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติ)๒. อตีตวาร ว่าด้วยสภาวธรรมที่เป็นอดีต อนุโลมบุคคล

ข้อ ๑๓๖

อนุ. กายสังขารของบุคคลใดเคยเกิด วจีสังขารของบุคคลนั้นก็เคยดับใช่ไหม วิ. ใช่ (พึงขยายอตีตปุจฉาให้พิสดาร เหมือนกันทั้งในอุปปาทวาร นิโรธวาร และอุปปาทนิโรธวาร) ๓. อนาคตวาร ว่าด้วยสภาวธรรมที่เป็นอนาคต อนุโลมบุคคล

ข้อ ๑๓๗

อนุ. กายสังขารของบุคคลใดจักเกิด วจีสังขารของบุคคลนั้นก็จักดับ ใช่ไหม วิ. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๕๑๔}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๓. อนาคตวาร ปฏิ. วจีสังขารของบุคคลใดจักดับ กายสังขารของบุคคลนั้นก็จักเกิดใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งปัจฉิมจิตของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิ ปัจฉิมจิตของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิจักเกิดในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) ปัจฉิมภวิกบุคคลในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ บุคคลเหล่าใดจักอุบัติในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิแล้วปรินิพพานกำลังจุติ วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นจักดับ แต่กายสังขารไม่ใช่จักเกิด บุคคลนอกนี้ วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นจักดับและกายสังขารก็จักเกิด อนุ. กายสังขารของบุคคลใดจักเกิด จิตตสังขารของบุคคลนั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดจักดับ กายสังขารของบุคคลนั้นก็จักเกิดใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งปัจฉิมจิตของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิ ปัจฉิมจิตของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิจักเกิดในลำดับแห่งจิตใด ในลำดับแห่งจิตนั้น ปัจฉิมภวิกบุคคลในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ บุคคลเหล่าใดจักอุบัติในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิแล้วปรินิพพานกำลังจุติ จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นจักดับ แต่กายสังขารไม่ใช่จักเกิด บุคคลนอกนี้ จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นจักดับและกายสังขารก็จักเกิด

ข้อ ๑๓๘

อนุ. วจีสังขารของบุคคลใดจักเกิด จิตตสังขารของบุคคลนั้นก็จักดับ ใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดจักดับ วจีสังขารของบุคคลนั้นก็จักเกิดใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งปัจฉิมจิต ปัจฉิมจิตที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารจักเกิด ในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นจักดับ แต่วจีสังขารไม่ใช่จักเกิด บุคคลนอกนี้ จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นจักดับและวจีสังขารก็จักเกิด

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๕๑๕}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๓. อนาคตวาร อนุโลมโอกาส

ข้อ ๑๓๙

อนุ. กายสังขารในภูมิใดจักเกิด ฯลฯ อนุโลมปุคคโลกาส

ข้อ ๑๔๐

อนุ. กายสังขารของบุคคลใดในภูมิใดจักเกิด วจีสังขารของบุคคลนั้น ในภูมินั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้เข้าทุติยฌานและตติยฌาน กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นใน ฌานนั้นจักเกิด แต่วจีสังขารไม่ใช่จักดับ บุคคลผู้เข้าปฐมฌานและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิ กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักเกิดและวจีสังขารก็จักดับ ปฏิ. วจีสังขารของบุคคลใดในภูมิใดจักดับ กายสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักเกิดใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งปัจฉิมจิตของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิ ปัจฉิมจิตของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิจักเกิดในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) บุคคลผู้อุบัติอยู่ในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับ แต่กายสังขารไม่ใช่จักเกิด บุคคลผู้เข้าปฐมฌานและบุคคลนอกนี้ผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิ วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับและกายสังขารก็จักเกิด อนุ. กายสังขารของบุคคลใดในภูมิใดจักเกิด จิตตสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดในภูมิใดจักดับ กายสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักเกิดใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งปัจฉิมจิตของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิ ปัจฉิมจิตของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิจักเกิดในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) บุคคลผู้เข้าจตุตถฌาน และบุคคลผู้อุบัติอยู่ในรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับ แต่กายสังขารไม่ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๕๑๖}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๓. อนาคตวาร จักเกิด บุคคลผู้เข้าปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน และบุคคลนอกนี้ผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิ จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับและกายสังขารก็จักเกิด

ข้อ ๑๔๑

อนุ. วจีสังขารของบุคคลใดในภูมิใดจักเกิด จิตตสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดในภูมิใดจักดับ วจีสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักเกิดใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งปัจฉิมจิต ปัจฉิมจิตที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารจักเกิดในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) บุคคลผู้เข้าทุติยฌาน ตติยฌานและจตุตถฌาน จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นในฌานนั้นจักดับ แต่วจีสังขารไม่ใช่จักเกิด บุคคลผู้เข้าปฐมฌาน บุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิ และบุคคลนอกนี้ผู้อุบัติอยู่ในรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับและวจีสังขารก็จักเกิด ปัจจนีกบุคคล

ข้อ ๑๔๒

อนุ. กายสังขารของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด วจีสังขารของบุคคลนั้นก็ ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งปัจฉิมจิตของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิ ปัจฉิมจิตของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิจักเกิดในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) ปัจฉิมภวิกบุคคลในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ และบุคคลเหล่าใดจักอุบัติในรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิแล้วปรินิพพานกำลังจุติ กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิด แต่วจีสังขารมิใช่จักไม่ดับ ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิตที่มีทั้งวิตกและวิจาร บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิตที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจาร ปัจฉิมจิตที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารจักเกิดในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิดและวจีสังขารก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. วจีสังขารของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ ฯลฯ วิ. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๕๑๗}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๓. อนาคตวาร อนุ. กายสังขารของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด จิตตสังขารของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งปัจฉิมจิตของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิ ปัจฉิมจิตของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิจักเกิดในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) ปัจฉิมภวิกบุคคลในรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ และบุคคลผู้จักอุบัติในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิแล้วปรินิพพานกำลังจุติ กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิด แต่จิตตสังขารมิใช่จักไม่ดับ ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิดและจิตตสังขารก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ ฯลฯ วิ. ใช่

ข้อ ๑๔๓

อนุ. วจีสังขารของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด จิตตสังขารของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งปัจฉิมจิต ปัจฉิมจิตที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารจักเกิดในลำดับแห่งจิตใด ในลำดับแห่งจิตนั้น วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิดแต่จิตตสังขารมิใช่จักไม่ดับ ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิดและจิตตสังขารก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ ฯลฯ วิ. ใช่ ปัจจนีกโอกาส

ข้อ ๑๔๔

อนุ. กายสังขารในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด ฯลฯ ปัจจนีกปุคคโลกาส

ข้อ ๑๔๕

อนุ. กายสังขารของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด วจีสังขารของ บุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งปัจฉิมจิตของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิ ปัจฉิมจิตของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิจักเกิดในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่ง

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๕๑๘}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๓. อนาคตวาร จิตนั้น) บุคคลผู้อุบัติอยู่ในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิด แต่วจีสังขารมิใช่จักไม่ดับ ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิตที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจาร บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิตที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารปัจฉิมจิตที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารจักเกิดในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น)บุคคลผู้เข้าจตุตถฌานและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิดและวจีสังขารก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. วจีสังขารของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักดับ กายสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้เข้าทุติยฌานและตติยฌาน วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นใน ฌานนั้นไม่ใช่จักดับ แต่กายสังขารมิใช่จักไม่เกิด ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิตที่มีทั้งวิตกและวิจาร บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิตที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจาร ปัจฉิมจิตที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารจักเกิดในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) บุคคลผู้เข้าจตุตถฌานและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักดับและกายสังขารก็ไม่ใช่จักเกิด อนุ. กายสังขารของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด จิตตสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งปัจฉิมจิตของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิ ปัจฉิม-จิตของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิจักเกิดในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น)บุคคลผู้เข้าจตุตถฌานและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิด แต่จิตตสังขารมิใช่จักไม่ดับ ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิดและจิตตสังขารก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลในภูมิใดไม่ใช่จักดับ ฯลฯ วิ. ใช่

ข้อ ๑๔๖

อนุ. วจีสังขารของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด จิตตสังขารของ บุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๕๑๙}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๔. ปัจจุปปันนาตีตวาร วิ. ในอุปปาทขณะแห่งปัจฉิมจิตที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจาร ปัจฉิมจิตที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารจักเกิดในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) บุคคลผู้เข้าทุติยฌานตติยฌาน และจตุตถฌาน วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นในฌานนั้นไม่ใช่จักเกิด แต่จิตตสังขารมิใช่จักไม่ดับ ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิวจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิดและจิตตสังขารก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักดับ ฯลฯ วิ. ใช่ ๔. ปัจจุปปันนาตีตวาร ว่าด้วยสภาวธรรมที่เป็นปัจจุบันและที่เป็นอดีต อนุโลมบุคคล

ข้อ ๑๔๗

อนุ. กายสังขารของบุคคลใดกำลังเกิด วจีสังขารของบุคคลนั้นก็เคย ดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. วจีสังขารของบุคคลใดเคยดับ กายสังขารของบุคคลนั้นก็กำลังเกิด ใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด ในอุปปาทขณะแห่งจิตซึ่งเว้นจากลมอัสสาสปัสสาสะ บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิวจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นเคยดับ แต่กายสังขารไม่ใช่กำลังเกิด ในอุปปาทขณะแห่งลมอัสสาสปัสสาสะ วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นเคยดับและกายสังขารก็กำลังเกิด (แม้ในอุปปาทนิโรธวาร ก็พึงขยายคำถามปัจจุปปันนาตีตวารทั้งฝ่ายอนุโลมและปัจจนีกะให้พิสดารเหมือนในอุปปาทวาร)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๕๒๐}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร ว่าด้วยสภาวธรรมที่เป็นปัจจุบันและที่เป็นอนาคต อนุโลมบุคคล

ข้อ ๑๔๘

อนุ. กายสังขารของบุคคลใดกำลังเกิด วจีสังขารของบุคคลนั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. วจีสังขารของบุคคลใดจักดับ กายสังขารของบุคคลนั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด ในอุปปาทขณะแห่งจิตซึ่งเว้นจากลมอัสสาสปัสสาสะ บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิวจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นจักดับ แต่กายสังขารไม่ใช่กำลังเกิด ในอุปปาทขณะแห่งลมอัสสาสปัสสาสะ วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นจักดับและกายสังขารก็กำลังเกิด อนุ. กายสังขารของบุคคลใดกำลังเกิด จิตตสังขารของบุคคลนั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดจักดับ กายสังขารของบุคคลนั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด ในอุปปาทขณะแห่งจิตซึ่งเว้นจากลมอัสสาสปัสสาสะ บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิจิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นจักดับ แต่กายสังขารไม่ใช่กำลังเกิด ในอุปปาทขณะแห่งลมอัสสาสปัสสาสะ จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นจักดับและกายสังขารก็กำลังเกิด

ข้อ ๑๔๙

อนุ. วจีสังขารของบุคคลใดกำลังเกิด จิตตสังขารของบุคคลนั้นก็จัก ดับใช่ไหม วิ. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๕๒๑}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดจักดับ วจีสังขารของบุคคลนั้นก็กำลังเกิด ใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด ในอุปปาทขณะแห่งจิตซึ่งเว้น จากวิตกและวิจาร บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ จิตต-สังขารของบุคคลเหล่านั้นจักดับ แต่วจีสังขารไม่ใช่กำลังเกิด ในอุปปาทขณะแห่งวิตกและวิจาร จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นจักดับและวจีสังขารก็กำลังเกิดอนุโลมโอกาส

ข้อ ๑๕๐

อนุ. กายสังขารในภูมิใดกำลังเกิด ฯลฯ อนุโลมปุคคโลกาส

ข้อ ๑๕๑

อนุ. กายสังขารของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด วจีสังขารของบุคคล นั้นในภูมินั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งลมอัสสาสปัสสาสะของบุคคลผู้เข้าทุติยฌานและ ตติยฌาน กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่วจีสังขารไม่ใช่จักดับในอุปปปาทขณะแห่งลมอัสสาสปัสสาสะของบุคคลผู้เข้าปฐมฌานและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิ กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและวจีสังขารก็จักดับ ปฏิ. วจีสังขารของบุคคลใดในภูมิใดจักดับ กายสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งลมอัสสาสปัสสาสะของบุคคลผู้เข้าปฐมฌานและ บุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิ ในอุปปาทขณะแห่งจิตของบุคคลเหล่านั้นซึ่งเว้นจากลมอัสสาสปัสสาสะ บุคคลผู้อุบัติอยู่ในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ วจีสังขารของบุคคล เหล่านั้นในภูมินั้นจักดับ แต่กายสังขารไม่ใช่กำลังเกิด ในอุปปาทขณะแห่งลมอัสสาสปัสสาสะของบุคคลผู้เข้าปฐมฌานและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิวจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับและกายสังขารก็กำลังเกิด

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๕๒๒}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร อนุ. กายสังขารของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด จิตตสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดในภูมิใดจักดับ กายสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมดและในอุปปาทขณะแห่งจิตซึ่งเว้นจากลมอัสสาสปัสสาสะ จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับ แต่กาย-สังขารไม่ใช่กำลังเกิด ในอุปปาทขณะแห่งลมอัสสาสปัสสาสะ จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับและกายสังขารก็กำลังเกิด

ข้อ ๑๕๒

อนุ. วจีสังขารของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด จิตตสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดในภูมิใดจักดับ วจีสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมดและในอุปปาทขณะแห่งจิตซึ่งเว้นจากวิตกและวิจาร จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับ แต่วจีสังขารไม่ใช่กำลังเกิด ในอุปปาทขณะแห่งวิตกและวิจาร จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับและวจีสังขารก็กำลังเกิด ปัจจนีกบุคคล

ข้อ ๑๕๓

อนุ. กายสังขารของบุคคลใดไม่ใช่กำลังเกิด วจีสังขารของบุคคลนั้น ก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด ในอุปปาทขณะแห่งจิตซึ่งเว้น จากลมอัสสาสปัสสาสะ บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิกายสังขารของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิด แต่วจีสังขารมิใช่จักไม่ดับ ในภังค-ขณะแห่งปัจฉิมจิตที่มีทั้งวิตกและวิจาร บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิตที่ไม่มีทั้ง

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๕๒๓}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร วิตกและวิจาร ปัจฉิมจิตที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารจักเกิดในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิดและวจีสังขารก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. วจีสังขารของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ กายสังขารของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. กายสังขารของบุคคลใดไม่ใช่กำลังเกิด จิตตสังขารของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด ในอุปปาทขณะแห่งจิตซึ่งเว้น จากลมอัสสาสปัสสาสะ บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญ-สัตตภูมิ กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิด แต่จิตตสังขารมิใช่จักไม่ดับในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิดและจิตต-สังขารก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ กายสังขารของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่

ข้อ ๑๕๔

อนุ. วจีสังขารของบุคคลใดไม่ใช่กำลังเกิด จิตตสังขารของบุคคลนั้น ก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด ในอุปปาทขณะแห่งจิตซึ่งเว้น จากวิตกและวิจาร บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิวจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิด แต่จิตตสังขารมิใช่จักไม่ดับ ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิดและจิตตสังขารก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ วจีสังขารของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๕๒๔}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร ปัจจนีกโอกาส

ข้อ ๑๕๕

อนุ. กายสังขารในภูมิใดไม่ใช่กำลังเกิด ฯลฯ ปัจจนีกปุคคโลกาส

ข้อ ๑๕๖

อนุ. กายสังขารของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่กำลังเกิด วจีสังขารของ บุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งลมอัสสาสปัสสาสะของบุคคลผู้เข้าปฐมฌานและ บุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิ ในอุปปาทขณะแห่งจิตของบุคคลเหล่านั้นนั่นแหละซึ่งเว้นจากลมอัสสาสปัสสาสะ บุคคลผู้อุบัติอยู่ในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิกายสังขารของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิด แต่วจีสังขารมิใช่จักไม่ดับ ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิตที่มีทั้งวิตกและวิจาร บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิตที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจาร ปัจฉิมจิตที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารจักเกิดในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) ในภังคขณะแห่งลมอัสสาสปัสสาสะของบุคคลผู้เข้าทุติยฌานและตติยฌานในอุปปาทขณะแห่งจิตของบุคคลเหล่านั้นนั่นแหละซึ่งเว้นจากลมอัสสาสปัสสาสะบุคคลผู้เข้าจตุตถฌานและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังเกิดและวจีสังขารก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. วจีสังขารของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักดับ กายสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งลมอัสสาสปัสสาสะของบุคคลผู้เข้าทุติยฌานและ ตติยฌาน วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักดับ แต่กายสังขารมิใช่ไม่กำลังเกิด ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิตที่มีทั้งวิตกและวิจาร บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิตที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจาร ปัจฉิมจิตที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารจักเกิดในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) ในภังคขณะแห่งลมอัสสาสปัสสาสะของบุคคลผู้เข้าทุติยฌานและตติยฌาน ในอุปปาทขณะแห่งจิตของบุคคลเหล่านั้นนั่นแหละซึ่งเว้นจากลมอัสสาสปัสสาสะ บุคคลผู้เข้าจตุตถฌานและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิวจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักดับและกายสังขารก็ไม่ใช่กำลังเกิด

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๕๒๕}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๖. อตีตานาคตวาร อนุ. กายสังขารของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่กำลังเกิด จิตตสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมดและในอุปปาทขณะแห่งจิตซึ่งเว้นจากลมอัสสาสปัสสาสะ กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังเกิด แต่จิตตสังขารมิใช่จักไม่ดับ ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิกายสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังเกิดและจิตตสังขารก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักดับ กายสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่

ข้อ ๑๕๗

อนุ. วจีสังขารของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่กำลังเกิด จิตตสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมดและในอุปปาทขณะแห่งจิตซึ่งเว้นจากวิตกและวิจาร วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังเกิด แต่จิตต-สังขารมิใช่จักไม่ดับ ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิวจีสังขาร ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังเกิดและจิตตสังขารก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักดับ วจีสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ๖. อตีตานาคตวาร ว่าด้วยสภาวธรรมที่เป็นอดีตและที่เป็นอนาคต อนุโลมบุคคล

ข้อ ๑๕๘

อนุ. กายสังขารของบุคคลใดเคยเกิด วจีสังขารของบุคคลนั้นก็จักดับ ใช่ไหม

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๕๒๖}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๖. อตีตานาคตวาร วิ. ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิตที่มีทั้งวิตกและวิจาร บุคคลผู้พร้อมเพรียง ด้วยปัจฉิมจิตที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจาร ปัจฉิมจิตที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารจักเกิดในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นเคยเกิด แต่วจีสังขารไม่ใช่จักดับ บุคคลนอกนี้ กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นเคยเกิดและวจีสังขารก็จักดับ ปฏิ. วจีสังขารของบุคคลใดจักดับ กายสังขารของบุคคลนั้นก็เคยเกิด ใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. กายสังขารของบุคคลใดเคยเกิด จิตตสังขารของบุคคลนั้นก็จักดับ ใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นเคยเกิด แต่จิตตสังขารไม่ใช่จักดับ บุคคลนอกนี้ กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นเคยเกิดและจิตตสังขารก็จักดับ ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดจักดับ กายสังขารของบุคคลนั้นก็เคยเกิด ใช่ไหม วิ. ใช่ (ปุจฉาที่เป็นอดีตกับอนาคตทั้งอนุโลมและปัจจนีกะในนิโรธวารท่านจำแนกไว้โดยประการใด ผู้มีปัญญาก็พึงขยายปุจฉาที่เป็นอดีตกับอนาคต ทั้งอนุโลมและปัจจนีกะแม้ในอุปปาทนิโรธวารให้พิสดารโดยประการนั้น ในนิโรธวารก็เช่นเดียวกัน ไม่มีขัอแตกต่างกัน) อุปปาทนิโรธวาร จบ ปวัตติวาร จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๕๒๗}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎก

อรรถกถายึดที่ข้อ ๑๐๒๓ ซึ่งครอบมาถึงข้อที่กำลังอ่าน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาสังขารยมก

บัดนี้ เป็นการวรรณนาสังขารยมก อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงต่อจากสัจจยมกทรงรวบรวมธรรมทั้งหลายมีกุศลเป็นต้นที่พระองค์ทรงแสดงแล้วในมูลยมกเหล่านั้นไว้เป็นเอกเทศหนึ่ง ด้วยสามารถแห่งธรรมที่จะสงเคราะห์ได้. แม้ในสังขารยมกนั้น พึงทราบประเภทแห่งวาระที่เหลือ คือมหาวาระทั้งหลายมีปัณณัตติวาระเป็นต้นและอันตรวาระเป็นต้น โดยนัยที่กล่าวแล้วในหนหลัง.

ส่วนการแปลกกันในสังขารยมกนี้ มีดังนี้ ในปัณณัติวาระก่อน ปทโสธนวาระว่า รูปํ รูปกฺขนฺโธ, จกฺขุํ จกฺขฺวายตนํ, จกฺขุํ จกฺขุธาตุ ทุกฺขํ ทุกฺขสจฺจํ ดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกธรรมทั้งหลายมีขันธ์เป็นต้น อันพระองค์ทรางปรารภแล้วแสดงแล้วในภายหลังฉันใด แม้สังขาร ๓ เบื้องต้น พระองค์ไม่ทรงปรารภแล้วเหมือนอย่างนั้น (แต่) ทรงแสดงจำแนกไว้ว่าอสฺสาสปสฺสาสา กายสงฺขาโร = ลมอัสสาสะ ปัสสาสะ ชื่อว่ากายสังขาร ดังนี้ เป็นต้น.

ในสังขาร ๓ เหล่านั้น สังขารแห่งกาย ชื่อว่ากายสังขาร.

สังขารอันเป็นผลของกรัชกายอันเกิดแล้วจากเหตุนั่นแหละ ชื่อว่ากายสังขาร เพราะคำว่า ธรรมทั้งหลายเหล่านั้น คือลมอัสสาสะปัสสาสะ มีในกาย เนื่องด้วยกาย.

นัยอื่นอีก :-

สภาวะใดอันปัจจัยย่อมกระทำพร้อม คือปรุงแต่งเหตุนั้นสภาวะนั้น ชื่อว่าสังขาร.

ถามว่า สังขารนั้นอันอะไรย่อมกระทำพร้อม คือปรุงแต่ง.

ตอบว่า สังขารนั้นอันกายย่อมปรุงแต่ง ก็สังขารนี้อันกรัชกาย ย่อมปรุงแต่งราวกะเครื่องสูบปรุงแต่งลม แม้เมื่อเป็นอย่างนี้ (= ก็เมื่อเป็นเช่นนั้น) กายสังขาร คือสังขารแห่งกาย.

อธิบายว่า ลมอัสสาสะ ปัสสาสะ อันกายกระทำแล้ว.

ก็สภาพใดย่อมปรุงแต่ง เหตุนั้นสภาพนั้น ชื่อว่าสังขาร เพราะคำว่า ดูก่อนวิสาขะผู้มีอายุ บุคคลตรึกแล้วตรองแล้วก่อนจึงพูดต่อภายหลัง เพราะเหตุนั้น วิตกและวิจาร จึงชื่อว่าวจีสังขาร ดังนี้.

ถามว่า อะไรเป็นสังขาร.

ตอบว่า วจีเป็นสังขาร สังขารแห่งวจี ชื่อว่าวจีสังขาร. คำว่า วจีสังขารนี้เป็นชื่อของหมวดสองแห่งวิตกและวิจาร อันเป็นสมุฏฐานแห่งการเปล่งวาจา.

ก็สภาวะใดอันปัจจัยย่อมปรุงแต่ง เหตุนั้นสภาวะนั้น ชื่อว่าสังขาร แม้ในบทที่สาม เพราะคำว่า ธรรมทั้งหลายเหล่านี้ คือสัญญาและเวทนา มีในจิต เนื่องด้วยจิต ดังนี้นั่นแหละ.

ถามว่า อันอะไรย่อมปรุงแต่ง. ตอบว่า อันจิตย่อมปรุงแต่ง.

สังขารแห่งจิต ชื่อว่าจิตตสังขาร เพราะกระทำฉัฏฐีวิภัตให้ลงในอรรถแห่งตติยาวิภัต คำว่า จิตตสังขาร นี้เป็นชื่อของเจตสิกธรรมทั้งหลายที่มีจิตเป็นสมุฏฐานทั้งหมด พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเว้นวิตกและวิจารเสีย เพราะทรงถือเอาวิตกวิจารเป็นแผนกหนึ่ง โดยความเป็นวจีสังขาร.

บัดนี้พระองค์ทรงเริ่มปทโสธนวาระว่า กาโย กายสงฺขาโร เป็นต้น ยมก ๖ อย่าง คือยมก ๓ อย่างในอนุโลมนัย ๓ อย่าง ในปฏิโลมนัย แห่งปทโสธนวาระนั้น ยมก ๑๒ อย่าง คือยมก ๖ อย่างในอนุโลมนัย ๖ อย่างในปฏิโลมนัย เพราะกระทำมูลแห่งสังขารหนึ่งๆ ในปทโสธนมูลจักกวาระให้เป็นสอง.

ส่วนในสุทธสังขารวาระ ตรัสยมกทั้งหลายไว้โดยนัยเป็นต้นว่า รูปํ ขนฺโธ, ขนฺโธ รูปํ, จกฺขุํ อายตนํ จกฺขุํ ดังนี้ ในวาระทั้งหลายมีสุทธักขันธวาระเป็นต้นฉันใด ก็ตรัสยมก ๖ อย่างในสุทธิกวาระ แม้ทั้งปวงฉันนั้นคือยมก ๓ อย่าง ในอนุโลม ๓ อย่าง ในปฏิโลม คือมีกายสังขารเป็นมูลสอง มีวจีสังขารเป็นมูลหนึ่ง โดยนัยเป็นต้นว่า กายสงฺขาโร วจีสงฺขาโร, วจีสงฺขาโร กายสงฺขาโร ไม่ตรัสว่า กาโยสงฺขาโร, สงฺขาโร กาโย.

ถามว่า เพราะเหตุไร?

ตอบว่า เพราะความที่แห่งยมก ๖ อย่างเหล่านั้นไม่มีอยู่ด้วยอำนาจแห่งบทหนึ่งๆ ในสุทธิกวาระเนื้อความย่อมมีด้วยอำนาจการชำระบทหนึ่งๆ ในสุทธิกวาระ รูปํ ขนฺโธ, ขนฺโธ รูปํ, จกฺขุํ อายตนํ, อายตนํ จกฺขุํเพราะในขันธยมกเป็นต้น ทรงประสงค์เอาขันธ์อันประเสริฐมีรูปเป็นต้น อายตนะอันประเสริฐ มีจักขุเป็นต้นฉันใดในสังขารยมกนี้ ไม่มีเนื้อความว่า กาโย สงฺขาโร สงฺขาโร กาโย ฉันนั้น

ส่วนเนื้อความอันหนึ่งว่า กายสงฺขาโร ย่อมได้ด้วยบท ๒ บท คือกายและสังขาร พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ตรัสว่า กาโย สงฺขาโร สงฺขาโร กาโย เพราะไม่มีเนื้อความว่า อัสสาสะหรือปัสสาสะ ด้วยอำนาจการชำระบทหนึ่งๆ ในสุทธิกวาระ แต่พึงตรัสว่ากาโย กายสงฺขาโร เป็นบทต้น แม้คำว่า กาโย กายสงฺขาโร ย่อมไม่สมควรด้วยบทของกาย วจีและจิต เพราะความที่แห่งสังขารทั้งหลายที่ท่านประสงค์เอาแล้ว ท่านไม่ถือเอาในที่นี้ นี้เป็นสุทธสังขารวาระ.

อธิบายว่า ก็ในการชำระบท แม้เว้นจากเนื้อความการกล่าวย่อมไม่สมควร นัยนั้นท่านถือเอาแล้วในสุทธสังขารวาระแต่ในปทโสธนวาระนี้ ยมก ๖ อย่างย่อมสมควร เพราะกระทำมูลแห่งสังขารหนึ่งๆ คือ กายสงฺขาโร วจีสงฺขาโร, วจีสงฺขาโร กายสงฺขาโร เป็นต้น. ให้เป็นสอง เพราะความที่แห่งกายสังขารเป็นอย่างหนึ่งจากวจีสังขาร คือคนละอย่างกับวจีสังขาร เป็นต้นวจีสังขารเป็นอย่างหนึ่งจากจิตตสังขารเป็นต้น และจิตตสังขารเป็นอย่างหนึ่งจากสังขารเป็นต้น ในยมก ๖ อย่างเหล่านั้น ย่อมได้ ๓ อย่างเท่านั้น เพราะนับแล้วไม่นับอีก (อคิคหิตคฺคหเณน) เพราะเหตุนั้น จึงตรัสยมกไว้ ๖ อย่างคือ ๓ อย่างในอนุโลมนัย ๓ อย่างในปฏิโลมนัยเพื่อแสดงยมก ๓ อย่างนั่นแหละ.

อธิบายว่า ก็ในสุทธสังขารมูลจักกวาระ ไม่ทรงถือเอาแล้วในที่นี้ พึงทราบอุทเทสวาระแห่งปัณณัตติวาระด้วยประการฉะนี้.

ก็ในอนุโลมแห่งนิทเทสวาระก่อน ชื่อแห่งสังขารทั้งหลายมีกายสังขารเป็นต้น ไม่ใช่กายเป็นต้น เพราะเหตุใด เหตุนั้นท่านจึงปฏิเสธว่า โน = ไม่ใช่.

ในปฏิโลม คำถามว่า น กาโย นกายสงฺขาโร ดังนี้ ได้แก่ ย่อมถามว่า ธรรมใดไม่เป็นกาย ธรรมนั้นไม่เป็นแม้กายสังขารหรือ คำตอบที่ว่า กายสังขารไม่เป็นกาย แต่เป็นกายสังขาร. อธิบายว่า กายสังขารไม่ใช่กาย กายนั้นก็ไม่ใช่กายสังขาร.

คำว่า อวเสสา อธิบายว่า หมวดสองแห่งสังขารที่เหลืออย่างเดียวก็หามิได้ แม้ธรรมชาติอันต่างด้วยสังขตบัญญัติที่เหลือแม้ทั้งหมดอันพ้นแล้วจากกายสังขาร ก็ไม่ชื่อว่ากาย และไม่ชื่อว่ากายสังขารพึงทราบเนื้อความในคำวิสัชนาทั้งปวงโดยอุบายนี้ ด้วยประการฉะนี้. ปัณณัตติวาระ จบ.

ก็ในปวัตติวาระ ในสังขารยมกนี้ ในอนุโลมนัยแห่งปุคคลวาระในปัจจุบันกาล ยมก ๓ อย่างเท่านั้น คือยมกที่มีกายสังขารเป็นมูล ๒ อย่าง ที่มีวจีสังขารเป็นมูล ๑ อย่าง ย่อมได้ในคำถามว่า กายสังขารกำลังเกิดขึ้นแก่บุคคลใด วจีสังขารก็กำลังเกิดขึ้นแก่บุคคลนั้นหรือ ดังนี้ยมก ๓ อย่างนั้น ท่านถือเอาแล้วแม้ในปฏิโลมนัยก็ดี ในวาระทั้งหลายมีโอกาสวาระเป็นต้นก็ดี แห่งปวัตติวาระนั้นก็มีนัยนี้พึงทราบการนับยมกด้วยอำนาจยมก ๓ อย่างในวาระทั้งปวงในปวัตติวาระอย่างนี้.

ก็ในการวินิจฉัยเนื้อความในปวัตติวาระนี้ พึงทราบลักษณะนี้ดังต่อไปนี้.

ก็ในสังขารยมกนี้ ประเภทแห่งกาลมีปัจจุบันกาลเป็นต้น พึงถือเอาด้วยอำนาจปวัตติกาล ด้วยคำเป็นต้นว่าในอุปาทะขณะแห่งลมอัสสาสะปัสสาสะ, ในอุปาทะขณะแห่งการเกิดขึ้นแห่งวิตกวิจาร ดังนี้ ไม่พึงถือเอาด้วยอำนาจจุติและปฏิสนธิกาลพึงถือเอาด้วยอำนาจแห่งปฏิวัตติกาลด้วยคำเป็นต้นว่า กายสังขารกำลังเกิดขึ้น ในที่นั้น คือในทุติยฌาน ตติยฌาน แม้ในจตุตถฌาน (ภูมิ) พึงทราบว่า ท่านถือเอาแล้วด้วยอำนาจโอกาสวาระพึงทราบวินิจฉัยแห่งเนื้อความด้วยอำนาจแห่งลักษณะที่ได้นั้นๆ ในปวัตติวาระนี้ ด้วยประการฉะนี้.

พึงทราบนัยมุขในปวัตติวาระนั้นดังต่อไปนี้.

คำว่า เว้นวิตกวิจาร ท่านกล่าวแล้วด้วยอำนาจทุติยฌานและตติยฌาน.

บทว่า เตสํ ได้แก่ ความพร้อมเพรียงแห่งทุติยฌานและตติยฌานของบุคคลเหล่านั้น

บทว่า กามาวจรานํ ได้แก่ สัตว์ผู้เกิดแล้วในกามาวจรภูมิ แต่ว่าลมอัสสาสะ ปัสสาสะ ย่อมไม่มีแก่เทวดาในรูปาวจรภูมิ รูปนั่นแหละย่อมไม่มีแม้แก่เทวดาในอรูปาวจรภูมิ.

คำว่า เว้นลมอัสสาสะ ปัสสาสะ ดังนี้ ท่านกล่าวหมายเอาการเกิดขึ้นแห่งวิตกวิจารของสัตว์ผู้เกิดแล้วในรูปภพและอรูปภพ.

คำว่า ในปฐมฌาน ในกามาวจร ดังนี้ ได้แก่ ในปฐมฌานที่เกิดขึ้นแล้วในกามาวจรภูมิ ก็ปฐมฌานในกามาวจรภูมินี้ ท่านถือเอาด้วยอำนาจมรรคอันเลิศ (อรหัตตมัค) หาถือเอาด้วยอำนาจอัปปนาไม่ เพราะว่าหมวดสองแห่งสังขารนี้ย่อมเกิดขึ้นในจิตที่เป็นไปกับด้วยวิตกวิจาร แม้ที่ยังไม่ถึงอัปปนา.

คำนี้ว่า ในภังคขณะแห่งจิต ท่านกล่าวไว้แล้ว เพราะความที่แห่งกายสังขารมีจิตเป็นสมุฏฐานแน่นอน เพราะจิตเมื่อเกิดอยู่นั่นแหละย่อมยังรูปหรืออรูปให้เกิดขึ้น เมื่อดับอยู่ย่อมไม่ยังรูปหรืออรูปให้เกิดขึ้น.

คำว่า ครั้นเมื่อจิตดวงที่สองแห่งสุทธาวาสพรหมเป็นไปอยู่ ได้แก่ภวังคจิต อันเป็นจิตดวงที่สองนับแต่ปฏิสนธิจิต คำนั้นท่านกล่าวแล้วเพื่อแสดงว่า ภวังคจิตนั้น แม้เมื่อปฏิสนธิจิตเป็นไปอยู่ ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่พรหมในสุทธาวาสภูมินั้น แม้ก็จริงแต่วิบากจิตที่ไม่ปะปนกันย่อมเป็นไปตลอดกาลเพียงไร ชื่อว่าไม่เคยเกิดขึ้นตลอดกาลเพียงนั้นนั่นแหละ, พรหมเหล่านั้นเกิดขึ้นแล้วด้วยวิบากจิตของฌานใด วิบากจิตของฌานนั้น เมื่อเกิดอยู่ แม้โดยร้อย (ครั้ง) บ้าง แม้โดยพัน (ครั้ง) บ้าง ชื่อว่าปฐมจิต นั่นแหละ,หมายถึงภวังค์ที่เกิดต่อจากปฏิสนธิจิต.

ส่วน อาวัชชนจิต ในภวนิกันติ (ชวนะ) ไม่เป็นเช่นกับด้วยวิบากจิต (เพราะอาวัชชนจิตเป็นกิริยาจิต) ชื่อว่าทุติยจิต พึงทราบว่า คำว่า ทุติยจิต นั้น ท่านกล่าวหมายเอาอาวัชชนจิตนั้น.

คำว่า แห่งบุคคลผู้พร้อมเพียงด้วยปัจฉิมจิต ได้แก่ พระขีณาสพผู้พร้อมเพรียงด้วยจิตที่ไม่เป็นปัจจัยแก่ปฏิสนธิ อันเป็นจิตดวงสุดท้ายแห่งจิตทั้งปวง.

คำว่า ซึ่งปัจฉิมจิตอันไม่มีวิตกไม่มีวิจาร นี้ ท่านกล่าวแล้วด้วยอำนาจจุติจิตที่ประกอบด้วยทุติยฌานของรูปาวจรบุคคล และด้วยอำนาจจุติจิตที่ประกอบด้วยจตุตถฌานของรูปาวจรบุคคล.

บทว่า เตสํ ได้แก่ ความพร้อมเพรียงแห่งปัจฉิมจิตเป็นต้น ของบุคคลเหล่านั้น.

ท่านให้คำตอบรับว่า ถูกแล้ว (ใช่) เพราะความดับไปในขณะหนึ่งๆ ของกายสังขารพร้อมกับจิตตสังขารโดยแน่นอน มิได้ตอบรับรองเพราะการดับแห่งจิตตสังขารพร้อมกับกายสังขาร.

ถามว่า เพราะเหตุไร?

ตอบว่า จิตตสังขารแม้เว้นจากกายสังขารย่อมเกิดขึ้นด้วยย่อมดับด้วย ส่วนกายสังขารมีจิตเป็นสมุฏฐาน ลมอัสสาสะปัสสาสะและรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน เกิดขึ้นแล้วในอุปาทขณะแห่งจิตย่อมตั้งอยู่ตราบเท่าที่จิต ๑๖ ดวง เหล่าอื่นอีกเกิดขึ้น.

หลายบทว่า เตสํ โสฬสนฺนํ สพฺพปจฺฉิเมน สทฺธึ นิรุชฺฌติ ได้แก่ รูปอันมีจิตเป็นสมุฏฐานย่อมเกิดขึ้นพร้อมกับจิตดวงใดย่อมดับไปพร้อมกับจิตที่ ๑๗ จำเดิมแต่จิตนั้น ย่อมไม่ดับไปในอุปาทะหรือฐีติขณะแห่งจิตดวงใดๆ และย่อมไม่เกิดขึ้นแม้ในภังคขณะท่านกล่าวว่า อามนฺตา = ใช่ เพราะความดับไปในขณะหนึ่งๆ พร้อมกับจิตตสังขารโดยแน่นอนว่า นี้เป็นธรรมดาของรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน.

แต่ว่า ในอรรถกถาสิงหลแห่งวิภังคปกรณ์ ท่านกล่าวไว้ว่ารูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐานย่อมดับไปในอุปาทขณะแห่งจิตดวงจิตดวงที่ ๑๗ ดังนี้ คำกล่าวนั้นย่อมมีผิดจากพระบาลีนี้ ท่านกล่าวแล้วในพระบาลีว่า " ก็บาลีนั่นแหละมีกำลังกว่าอรรถกถา " พึงถือเอาคำกล่าวนั้นเป็นประมาณ.

ในคำถามนี้ว่า กายสังขารย่อมเกิดแก่บุคคลใด วจีสังขารก็ย่อมดับแก่บุคคลนั้นหรือ ดังนี้ท่านปฏิเสธว่า ไม่ใช่ เพราะกายสังขารย่อมเกิดขึ้นในอุปาทขณะแห่งจิต แต่วิตกวิจารย่อมดับไปในขณะนั้นหามิได้พึงทราบวินิจฉัยในที่ทั้งปวงโดยนัยมุขนี้ปริญญาวาระเป็นไปโดยปกตินั่นแหละ.

อรรถกถาสังขารยมก จบ. -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

สำเนานี้ต่างจากต้นทาง: ต้นทางเป็นเช่นนี้ (ไม่ได้แก้): ต้นทางไม่ตัดบรรทัดใน 5 จาก 38 ข้อ (ตั้งแต่ i1186)

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

สำเนานี้ต่างจากต้นทาง: ต้นทางเป็นเช่นนี้ (ไม่ได้แก้): ต้นทางไม่ตัดบรรทัดใน 5 จาก 38 ข้อ (ตั้งแต่ i1186)

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา