อุปปาทวาร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ปวตฺติวาโร
๑๑๗ยสฺส รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ตสฺส เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชตีติ: อสญฺญสตฺตํ อุปฺปชฺชนฺตานํ เตสํ รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ปญฺจโวการํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ รูปกฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชติ เวทนากฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชติ ฯ ยสฺส วา ปน เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ตสฺส รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชตีติ: อรูปํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ปญฺจโวการํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ เวทนากฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชติ รูปกฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชติ ฯ
๑๑๘ยตฺถ รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชตีติ: อสญฺญสตฺเต ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ โน จ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ปญฺจโวกาเร ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชติ เวทนากฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชติ ฯ ยตฺถ วา ปน เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชตีติ: อรูเป ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ โน จ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ปญฺจโวกาเร ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชติ รูปกฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชติ ฯ
๑๑๙ยสฺส ยตฺถ รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชตีติ: อสญฺญสตฺตํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ปญฺจโวการํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชติ เวทนากฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชตีติ: อรูปํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ปญฺจโวการํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชติ รูปกฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชติ ฯ
๑๒๐ยสฺส รูปกฺขนฺโธ นุปฺปชฺชติ ตสฺส เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชตีติ: อรูปํ อุปฺปชฺชนฺตานํ เตสํ รูปกฺขนฺโธ นุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชติ สพฺเพสํ จวนฺตานํ เตสํ รูปกฺขนฺโธ จ นุปฺปชฺชติ เวทนากฺขนฺโธ จ นุปฺปชฺชติ ฯ ยสฺส วา ปน เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชติ ตสฺส รูปกฺขนฺโธ นุปฺปชฺชตีติ: อสญฺญสตฺตํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ รูปกฺขนฺโธ นุปฺปชฺชติ สพฺเพสํ จวนฺตานํ เตสํ เวทนากฺขนฺโธ จ นุปฺปชฺชติ รูปกฺขนฺโธ จ นุปฺปชฺชติ ฯ
๑๒๑ยตฺถ รูปกฺขนฺโธ นุปฺปชฺชติ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชตีติ: อุปฺปชฺชติ ฯ ยตฺถ วา ปน เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชติ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ นุปฺปชฺชตีติ: อุปฺปชฺชติ ฯ
๑๒๒ยสฺส ยตฺถ รูปกฺขนฺโธ นุปฺปชฺชติ: ตสฺส ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชตีติ: อรูปํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ นุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชติ สพฺเพสํ จวนฺตานํ เตสํ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ จ นุปฺปชฺชติ เวทนากฺขนฺโธ จ นุปฺปชฺชติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ นุปฺปชฺชตีติ: อสญฺญสตฺตํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ นุปฺปชฺชติ สพฺเพสํ จวนฺตานํ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ จ นุปฺปชฺชติ รูปกฺขนฺโธ จ นุปฺปชฺชติ ฯ ----------
๑๒๓ยสฺส รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ
๑๒๔ยตฺถ รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อสญฺญสตฺเต ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถ ปญฺจโวกาเร ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชิตฺถ เวทนากฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ ยตฺถ วา ปน เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อรูเป ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถ ปญฺจโวกาเร ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชิตฺถ รูปกฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ
๑๒๕ยสฺส ยตฺถ รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถ ปญฺจโวการานํ เตสํ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชิตฺถ เวทนากฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อรูปานํ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถ ปญฺจโวการานํ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชิตฺถ รูปกฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ
๑๒๖ยสฺส รูปกฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิตฺถาติ: นตฺถิ ฯ ยสฺส วา ปน เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส รูปกฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิตฺถาติ: นตฺถิ ฯ
๑๒๗ยตฺถ รูปกฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิตฺถ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิตฺถาติ: อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ ยตฺถ วา ปน เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิตฺถ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิตฺถาติ: อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ
๑๒๘ยสฺส ยตฺถ รูปกฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิตฺถาติ: อรูปานํ เตสํ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิตฺถ สุทฺธาวาสานํ เตสํ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ จ นุปฺปชฺชิตฺถ เวทนากฺขนฺโธ จ นุปฺปชฺชิตฺถ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิตฺถาติ: อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิตฺถ สุทฺธาวาสานํ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ จ นุปฺปชฺชิตฺถ รูปกฺขนฺโธ จ นุปฺปชฺชิตฺถ ฯ -------
๑๒๙ยสฺส รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: เย อรูปํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสติ อิตเรสํ เตสํ เวทนากฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชิสฺสติ รูปกฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ
๑๓๐ยตฺถ รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสติ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อสญฺญสตฺเต ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสติ ปญฺจโวกาเร ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชิสฺสติ เวทนากฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยตฺถ วา ปน เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสติ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อรูเป ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสติ ปญฺจโวกาเร ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชิสฺสติ รูปกฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ
๑๓๑ยสฺส ยตฺถ รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสติ ปญฺจโวการานํ เตสํ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชิสฺสติ เวทนากฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อรูปานํ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสติ ปญฺจโวการานํ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชิสฺสติ รูปกฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ
๑๓๒ยสฺส รูปกฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิสฺสตีติ: เย อรูปํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ รูปกฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมภวิกานํ เตสํ รูปกฺขนฺโธ จ นุปฺปชฺชิสฺสติ เวทนากฺขนฺโธ จ นุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส รูปกฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ
๑๓๓ยตฺถ รูปกฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิสฺสติ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยตฺถ วา ปน เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิสฺสติ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ
๑๓๔ยสฺส ยตฺถ รูปกฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อรูปานํ เตสํ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมภวิกานํ เตสํ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ จ นุปฺปชฺชิสฺสติ เวทนากฺขนฺโธ จ นุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมภวิกานํ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ จ นุปฺปชฺชิสฺสติ รูปกฺขนฺโธ จ นุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ --------
๑๓๕ยสฺส รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ตสฺส เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชตีติ: สพฺเพสํ จวนฺตานํ อรูปํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ เตสํ รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ปญฺจโวการํ อุปปชฺชนฺตานํ อสญฺญสตฺตํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ เวทนากฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชิตฺถ รูปกฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชติ ฯ
๑๓๖ยสฺส เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ตสฺส สญฺญากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน สญฺญากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชตีติ: สพฺเพสํ จวนฺตานํ อสญฺญสตฺตํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ สญฺญากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ เตสํ เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ จตุโวการํ ปญฺจโวการํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ สญฺญากฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชิตฺถ เวทนากฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชติ ฯ
๑๓๗ยตฺถ รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อสญฺญสตฺเต ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ โน จ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถ ปญฺจโวกาเร ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชติ เวทนากฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ ยตฺถ วา ปน เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชตีติ: อรูเป ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ปญฺจโวกาเร ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชิตฺถ รูปกฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชติ ฯ
๑๓๘ยตฺถ เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ตตฺถ สญฺญากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยตฺถ วา ปน สญฺญากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชตีติ: อามนฺตา ฯ
๑๓๙ยสฺส ยตฺถ รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถาติ: สุทฺธาวาสํ อุปปชฺชนฺตานํ อสญฺญสตฺตํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถ อิตเรสํ ปญฺจโวการํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชติ เวทนากฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชตีติ: ปญฺจโวการา จวนฺตานํ อรูปานํ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ปญฺจโวการํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชิตฺถ รูปกฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชติ ฯ
๑๔๐ยสฺส ยตฺถ เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ สญฺญากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถาติ: สุทฺธาวาสํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ สญฺญากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถ อิตเรสํ จตุโวการํ ปญฺจโวการํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชติ สญฺญากฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ สญฺญากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชตีติ: จตุโวการา ปญฺจโวการา จวนฺตานํ เตสํ ตตฺถ สญฺญากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ จตุโวการํ ปญฺจโวการํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ สญฺญากฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชิตฺถ เวทนากฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชติ ฯ
๑๔๑ยสฺส รูปกฺขนฺโธ นุปฺปชฺชติ ตสฺส เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิตฺถาติ: อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ ยสฺส วา ปน เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส รูปกฺขนฺโธ นุปฺปชฺชตีติ: นตฺถิ ฯ
๑๔๒ยสฺส เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชติ ตสฺส สญฺญากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิตฺถาติ: อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ ยสฺส วา ปน สญฺญากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชตีติ: นตฺถิ ฯ
๑๔๓ยตฺถ รูปกฺขนฺโธ นุปฺปชฺชติ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิตฺถาติ: อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ ยตฺถ วา ปน เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิตฺถ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ นุปฺปชฺชตีติ: อุปฺปชฺชติ ฯ
๑๔๔ยตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชติ ตตฺถ สญฺญากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยตฺถ วา ปน สญฺญากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิตฺถ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชตีติ: อามนฺตา ฯ
๑๔๕ยสฺส ยตฺถ รูปกฺขนฺโธ นุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิตฺถาติ: ปญฺจโวการา จวนฺตานํ อรูปานํ เตสํ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ นุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิตฺถ สุทฺธาวาเส ปรินิพฺพนฺตานํ อสญฺญสตฺตา จวนฺตานํ เตสํ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ จ นุปฺปชฺชติ เวทนากฺขนฺโธ จ นุปฺปชฺชิตฺถ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ นุปฺปชฺชตีติ: สุทฺธาวาสํ อุปปชฺชนฺตานํ อสญฺญสตฺตํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ นุปฺปชฺชติ สุทฺธาวาเส ปรินิพฺพนฺตานํ อสญฺญสตฺตา จวนฺตานํ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ จ นุปฺปชฺชิตฺถ รูปกฺขนฺโธ จ นุปฺปชฺชติ ฯ
๑๔๖ยสฺส ยตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ สญฺญากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิตฺถาติ: จตุโวการา ปญฺจโวการา จวนฺตานํ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ สญฺญากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิตฺถ สุทฺธาวาเส ปรินิพฺพนฺตานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ จ นุปฺปชฺชติ สญฺญากฺขนฺโธ จ นุปฺปชฺชิตฺถ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ สญฺญากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชตีติ: สุทฺธาวาสํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ สญฺญากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชติ สุทฺธาวาเส ปรินิพฺพนฺตานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ สญฺญากฺขนฺโธ จ นุปฺปชฺชิตฺถ เวทนากฺขนฺโธ จ นุปฺปชฺชติ ฯ --------
๑๔๗ยสฺส รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ตสฺส เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ปจฺฉิมภวิกานํ ปญฺจโวการํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสติ อิตเรสํ ปญฺจโวการํ อุปปชฺชนฺตานํ อสญฺญสตฺตํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ รูปกฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชติ เวทนากฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชตีติ: สพฺเพสํ จวนฺตานํ อรูปํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ปญฺจโวการํ อุปปชฺชนฺตานํ อสญฺญสตฺตํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ เวทนากฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชิสฺสติ รูปกฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชติ ฯ
๑๔๘ยสฺส เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ตสฺส สญฺญากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ปจฺฉิมภวิกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ สญฺญากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสติ อิตเรสํ จตุโวการํ ปญฺจโวการํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ เวทนากฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชติ สญฺญากฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน สญฺญากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชตีติ: สพฺเพสํ จวนฺตานํ อสญฺญสตฺตํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ สญฺญากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ จตุโวการํ ปญฺจโวการํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ สญฺญากฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชิสฺสติ เวทนากฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชติ ฯ
๑๔๙ยตฺถ รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อสญฺญสตฺเต ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ โน จ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสติ ปญฺจโวกาเร ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชติ เวทนากฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยตฺถ วา ปน เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสติ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชตีติ: อรูเป ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ปญฺจโวกาเร ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชิสฺสติ รูปกฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชติ ฯ
๑๕๐ยตฺถ เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ตตฺถ สญฺญากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยตฺถ วา ปน สญฺญากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสติ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชตีติ: อามนฺตา ฯ
๑๕๑ยสฺส ยตฺถ รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ปจฺฉิมภวิกานํ ปญฺจโวการํ อุปปชฺชนฺตานํ อสญฺญสตฺตํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสติ อิตเรสํ ปญฺจโวการํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชติ เวทนากฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชตีติ: ปญฺจโวการา จวนฺตานํ อรูปานํ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ปญฺจโวการํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชิสฺสติ รูปกฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชติ ฯ
๑๕๒ยสฺส ยตฺถ เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ สญฺญากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ปจฺฉิมภวิกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ สญฺญากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสติ อิตเรสํ จตุโวการํ ปญฺจโวการํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชติ สญฺญากฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ สญฺญากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชตีติ: จตุโวการา ปญฺจโวการา จวนฺตานํ เตสํ ตตฺถ สญฺญากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ จตุโวการํ ปญฺจโวการํ อุปฺปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ สญฺญากฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชิสฺสติ เวทนากฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชติ ฯ
๑๕๓ยสฺส รูปกฺขนฺโธ นุปฺปชฺชติ ตสฺส เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิสฺสตีติ: สพฺเพสํ จวนฺตานํ อรูปํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ รูปกฺขนฺโธ นุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิสฺสติ ปญฺจโวกาเร ปรินิพฺพนฺตานํ อรูเป ปจฺฉิมภวิกานํ เตสํ รูปกฺขนฺโธ จ นุปฺปชฺชติ เวทนากฺขนฺโธ จ นุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส รูปกฺขนฺโธ นุปฺปชฺชตีติ: ปจฺฉิมภวิกานํ ปญฺจโวการํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ รูปกฺขนฺโธ นุปฺปชฺชติ ปญฺจโวกาเร ปรินิพฺพนฺตานํ อรูเป ปจฺฉิมภวิกานํ เตสํ เวทนากฺขนฺโธ จ นุปฺปชฺชิสฺสติ รูปกฺขนฺโธ จ นุปฺปชฺชติ ฯ
๑๕๔ยสฺส เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชติ ตสฺส สญฺญากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิสฺสตีติ: สพฺเพสํ จวนฺตานํ อสญฺญสตฺตํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ สญฺญากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิสฺสติ ปรินิพฺพนฺตานํ เตสํ เวทนากฺขนฺโธ จ นุปฺปชฺชติ สญฺญากฺขนฺโธ จ นุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน สญฺญากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชตีติ: ปจฺฉิมภวิกานํ ปญฺจโวการํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ สญฺญากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชติ ปรินิพฺพนฺตานํ เตสํ สญฺญากฺขนฺโธ จ นุปฺปชฺชิสฺสติ เวทนากฺขนฺโธ จ นุปฺปชฺชติ ฯ
๑๕๕ยตฺถ รูปกฺขนฺโธ นุปฺปชฺชติ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยตฺถ วา ปน เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิสฺสติ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ นุปฺปชฺชตีติ: อุปฺปชฺชติ ฯ
๑๕๖ยตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชติ ตตฺถ สญฺญากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยตฺถ วา ปน สญฺญากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิสฺสติ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชตีติ: อามนฺตา ฯ
๑๕๗ยสฺส ยตฺถ รูปกฺขนฺโธ นุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ปญฺจโวการา จวนฺตานํ อรูปานํ เตสํ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ นุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิสฺสติ ปญฺจโวกาเร ปรินิพฺพนฺตานํ อรูเป ปจฺฉิมภวิกานํ อสญฺญสตฺตา จวนฺตานํ เตสํ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ จ นุปฺปชฺชติ เวทนากฺขนฺโธ จ นุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ นุปฺปชฺชตีติ: ปจฺฉิมภวิกานํ ปญฺจโวการํ อุปปชฺชนฺตานํ อสญฺญสตฺตํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ นุปฺปชฺชติ ปญฺจโวกาเร ปรินิพฺพนฺตานํ อรูเป ปจฺฉิมภวิกานํ อสญฺญสตฺตา จวนฺตานํ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ จ นุปฺปชฺชิสฺสติ รูปกฺขนฺโธ จ นุปฺปชฺชติ ฯ
๑๕๘ยสฺส ยตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ สญฺญากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิสฺสตีติ: จตุโวการา ปญฺจโวการา จวนฺตานํ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ สญฺญากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิสฺสติ ปรินิพฺพนฺตานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ จ นุปฺปชฺชติ สญฺญากฺขนฺโธ จ นุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ สญฺญากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชตีติ: ปจฺฉิมภวิกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ สญฺญากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชติ ปรินิพฺพนฺตานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ สญฺญากฺขนฺโธ จ นุปฺปชฺชิสฺสติ เวทนากฺขนฺโธ จ นุปฺปชฺชติ ฯ --------
๑๕๙ยสฺส รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ปจฺฉิมภวิกานํ เตสํ รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ เตสํ เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสติ อิตเรสํ เตสํ รูปกฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชิตฺถ เวทนากฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ
๑๖๐ยสฺส เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส สญฺญากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ปจฺฉิมภวิกานํ เตสํ เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ เตสํ สญฺญากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสติ อิตเรสํ เตสํ เวทนากฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชิตฺถ สญฺญากฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน สญฺญากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ
๑๖๑ยตฺถ รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อสญฺญสตฺเต ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสติ ปญฺจโวกาเร ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชิตฺถ เวทนากฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยตฺถ วา ปน เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสติ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อรูเป ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถ ปญฺจโวกาเร ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชิสฺสติ รูปกฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ
๑๖๒ยตฺถ เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถ ตตฺถ สญฺญากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยตฺถ วา ปน สญฺญากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสติ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ
๑๖๓ยสฺส ยตฺถ รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ปญฺจโวกาเร ปจฺฉิมภวิกานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสติ อิตเรสํ ปญฺจโวการานํ เตสํ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชิตฺถ เวทนากฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อรูปานํ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถ ปญฺจโวการานํ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชิสฺสติ รูปกฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ
๑๖๔ยสฺส ยตฺถ เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ สญฺญากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ปจฺฉิมภวิกานํ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ สญฺญากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสติ อิตเรสํ จตุโวการานํ ปญฺจโวการานํ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชิตฺถ สญฺญากฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ สญฺญากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ
๑๖๕ยสฺส รูปกฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิสฺสตีติ: นตฺถิ ฯ ยสฺส วา ปน เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส รูปกฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิตฺถาติ: อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ
๑๖๖ยสฺส เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส สญฺญากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิสฺสตีติ: นตฺถิ ฯ ยสฺส วา ปน สญฺญากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิตฺถาติ: อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ
๑๖๗ยตฺถ รูปกฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิตฺถ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยตฺถ วา ปน เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิสฺสติ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิตฺถาติ: อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ
๑๖๘ยตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิตฺถ ตตฺถ สญฺญากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยตฺถ วา ปน สญฺญากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิสฺสติ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ
๑๖๙ยสฺส ยตฺถ รูปกฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อรูปานํ เตสํ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิสฺสติ สุทฺธาวาสานํ อรูเป ปจฺฉิมภวิกานํ เตสํ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ จ นุปฺปชฺชิตฺถ เวทนากฺขนฺโธ จ นุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิตฺถาติ: ปญฺจโวกาเร ปจฺฉิมภวิกานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิตฺถ สุทฺธาวาสานํ อรูเป ปจฺฉิมภวิกานํ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ จ นุปฺปชฺชิสฺสติ รูปกฺขนฺโธ จ นุปฺปชฺชิตฺถ ฯ
๑๗๐ยสฺส ยตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ สญฺญากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ สญฺญากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิตฺถาติ: ปจฺฉิมภวิกานํ เตสํ ตตฺถ สญฺญากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิตฺถ สุทฺธาวาสานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ สญฺญากฺขนฺโธ จ นุปฺปชฺชิสฺสติ เวทนากฺขนฺโธ จ นุปฺปชฺชิตฺถ ฯ อุปฺปาทวารํ นิฏฺฐิตํ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๒. ขันธยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร ว่าด้วยสภาวธรรมที่เป็นปัจจุบัน อนุโลมบุคคล
อนุ. รูปขันธ์ของบุคคลใดกำลังเกิด เวทนาขันธ์ของบุคคลนั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังอุบัติในอสัญญสัตตภูมิ รูปขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นกำลังเกิดแต่เวทนาขันธ์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้กำลังอุบัติในปัญจโวการภูมิ รูปขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นกำลังเกิดและเวทนาขันธ์ก็กำลังเกิด ปฏิ. เวทนาขันธ์ของบุคคลใดกำลังเกิด รูปขันธ์ของบุคคลนั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังอุบัติในอรูปภูมิ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นกำลังเกิดแต่รูปขันธ์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้กำลังอุบัติในปัญจโวการภูมิ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นกำลังเกิดและรูปขันธ์ก็กำลังเกิด อนุโลมโอกาส
อนุ. รูปขันธ์ในภูมิใดกำลังเกิด เวทนาขันธ์ในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในอสัญญสัตตภูมิ ในภูมินั้นรูปขันธ์กำลังเกิด แต่เวทนาขันธ์ไม่ใช่กำลัง เกิด ในปัญจโวการภูมิ ในภูมินั้นรูปขันธ์กำลังเกิดและเวทนาขันธ์ก็กำลังเกิด ปฏิ. เวทนาขันธ์ในภูมิใดกำลังเกิด รูปขันธ์ในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในอรูปภูมิ ในภูมินั้นเวทนาขันธ์กำลังเกิด แต่รูปขันธ์ไม่ใช่กำลังเกิด ในปัญจโวการภูมิ ในภูมินั้นเวทนาขันธ์กำลังเกิดและรูปขันธ์ก็กำลังเกิด @เชิงอรรถ : @ ภูมิของสัตว์ผู้ไม่มีสัญญา คือเกิดโดยที่ไม่มีจิต มีแต่รูปอย่างเดียว เรียกอีกอย่างว่า เอกโวการภูมิ คือ@ภูมิของสัตว์ผู้มีขันธ์ ๑ คือรูปขันธ์ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๕๐-๒๐๕/๓๔๔) @ ภูมิของสัตว์ผู้มีขันธ์ ๕ คือเกิดโดยมีทั้งรูปและนาม (อภิ.ปญฺจ.อ. ๕๐-๒๐๕/๓๔๔)@ ภูมิของสัตว์ผู้ไม่มีรูป คือไม่มีรูปขันธ์ มีเพียงนามขันธ์ ๔ เว้นรูปขันธ์ หรือเรียกว่า จตุโวการภูมิ@ภูมิของสัตว์ผู้มีขันธ์ ๔
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๕๕}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๒. ขันธยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๒. อดีตวาร อนุโลมปุคคโลกาส
อนุ. รูปขันธ์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด เวทนาขันธ์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังอุบัติในอสัญญสัตตภูมิ รูปขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่เวทนาขันธ์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้กำลังอุบัติในปัญจโวการภูมิ รูปขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและเวทนาขันธ์ก็กำลังเกิด ปฏิ. เวทนาขันธ์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด รูปขันธ์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังอุบัติในอรูปภูมิ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่รูปขันธ์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้กำลังอุบัติในปัญจโวการภูมิ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและรูปขันธ์ก็กำลังเกิดปัจจนีกบุคคล
อนุ. รูปขันธ์ของบุคคลใดไม่ใช่กำลังเกิด เวทนาขันธ์ของบุคคลนั้นก็ ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังอุบัติในอรูปภูมิ รูปขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิด แต่เวทนาขันธ์มิใช่ไม่กำลังเกิด บุคคลทั้งหมดผู้กำลังจุติ รูปขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิดและเวทนาขันธ์ก็ไม่ใช่กำลังเกิด ปฏิ. เวทนาขันธ์ของบุคคลใดไม่ใช่กำลังเกิด รูปขันธ์ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังอุบัติในอสัญญสัตตภูมิ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ ใช่กำลังเกิด แต่รูปขันธ์มิใช่ไม่กำลังเกิด บุคคลทั้งหมดผู้กำลังจุติ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิดและรูปขันธ์ก็ไม่ใช่กำลังเกิด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๕๖}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๒. ขันธยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๒. อดีตวาร ปัจจนีกโอกาส
อนุ. รูปขันธ์ในภูมิใดไม่ใช่กำลังเกิด เวทนาขันธ์ในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. กำลังเกิด ปฏิ. เวทนาขันธ์ในภูมิใดไม่ใช่กำลังเกิด รูปขันธ์ในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. กำลังเกิด ปัจจนีกปุคคโลกาส
อนุ. รูปขันธ์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่กำลังเกิด เวทนาขันธ์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังอุบัติในอรูปภูมิ รูปขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังเกิด แต่เวทนาขันธ์มิใช่ไม่กำลังเกิด บุคคลทั้งหมดผู้กำลังจุติ รูปขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังเกิดและเวทนาขันธ์ก็ไม่ใช่กำลังเกิด ปฏิ. เวทนาขันธ์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่กำลังเกิด รูปขันธ์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังอุบัติในอสัญญสัตตภูมิ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังเกิด แต่รูปขันธ์มิใช่ไม่กำลังเกิด บุคคลทั้งหมดผู้กำลังจุติ เวทนา-ขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังเกิดและรูปขันธ์ก็ไม่ใช่กำลังเกิด๒. อตีตวาร ว่าด้วยสภาวธรรมที่เป็นอดีต อนุโลมบุคคล
อนุ. รูปขันธ์ของบุคคลใดเคยเกิด เวทนาขันธ์ของบุคคลนั้นก็เคยเกิด ใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. เวทนาขันธ์ของบุคคลใดเคยเกิด รูปขันธ์ของบุคคลนั้นก็เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๕๗}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๒. ขันธยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๒. อดีตวาร อนุโลมโอกาส
อนุ. รูปขันธ์ในภูมิใดเคยเกิด เวทนาขันธ์ในภูมินั้นก็เคยเกิดใช่ไหม วิ. ในอสัญญสัตตภูมิ ในภูมินั้นรูปขันธ์เคยเกิด แต่เวทนาขันธ์ไม่เคยเกิดในปัญจโวการภูมิ ในภูมินั้นรูปขันธ์เคยเกิดและเวทนาขันธ์ก็เคยเกิด ปฏิ. เวทนาขันธ์ในภูมิใดเคยเกิด รูปขันธ์ในภูมินั้นก็เคยเกิดใช่ไหม วิ. ในอรูปภูมิ ในภูมินั้นเวทนาขันธ์เคยเกิด แต่รูปขันธ์ไม่เคยเกิด ในปัญจโวการภูมิ ในภูมินั้นเวทนาขันธ์เคยเกิดและรูปขันธ์ก็เคยเกิดอนุโลมปุคคโลกาส
อนุ. รูปขันธ์ของบุคคลใดในภูมิใดเคยเกิด เวทนาขันธ์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็เคยเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ รูปขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยเกิด แต่เวทนาขันธ์ไม่เคยเกิด บุคคลผู้อุบัติอยู่ในปัญจโวการภูมิ รูปขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยเกิดและเวทนาขันธ์ก็เคยเกิด ปฏิ. เวทนาขันธ์ของบุคคลใดในภูมิใดเคยเกิด รูปขันธ์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็เคยเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอรูปภูมิ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยเกิด แต่รูปขันธ์ไม่เคยเกิด บุคคลผู้อุบัติอยู่ในปัญจโวการภูมิ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยเกิดและรูปขันธ์ก็เคยเกิด ปัจจนีกบุคคล
อนุ. รูปขันธ์ของบุคคลใดไม่เคยเกิด เวทนาขันธ์ของบุคคลนั้นก็ไม่เคยเกิดมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. เวทนาขันธ์ของบุคคลใดไม่เคยเกิด รูปขันธ์ของบุคคลนั้นก็ไม่เคยเกิดมีไหม วิ. ไม่มี
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๕๘}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๒. ขันธยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๓. อนาคตวาร ปัจจนีกโอกาส
อนุ. รูปขันธ์ในภูมิใดไม่เคยเกิด เวทนาขันธ์ในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. เคยเกิด ปฏิ. เวทนาขันธ์ในภูมิใดไม่เคยเกิด รูปขันธ์ในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. เคยเกิด ปัจจนีกปุคคโลกาส
อนุ. รูปขันธ์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยเกิด เวทนาขันธ์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอรูปภูมิ รูปขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยเกิดแต่เวทนาขันธ์มิใช่ไม่เคยเกิด บุคคลผู้อุบัติอยู่ในสุทธาวาสภูมิ รูปขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยเกิดและเวทนาขันธ์ก็ไม่เคยเกิด ปฏิ. เวทนาขันธ์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยเกิด รูปขันธ์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยเกิด แต่รูปขันธ์มิใช่ไม่เคยเกิด บุคคลผู้อุบัติอยู่ในสุทธาวาสภูมิเวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยเกิดและรูปขันธ์ก็ไม่เคยเกิด๓. อนาคตวาร ว่าด้วยสภาวธรรมที่เป็นอนาคต อนุโลมบุคคล
อนุ. รูปขันธ์ของบุคคลใดจักเกิด เวทนาขันธ์ของบุคคลนั้นก็จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. เวทนาขันธ์ของบุคคลใดจักเกิด รูปขันธ์ของบุคคลนั้นก็จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลเหล่าใดจักอุบัติในอรูปภูมิแล้วปรินิพพาน เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นจักเกิด แต่รูปขันธ์ไม่ใช่จักเกิด บุคคลนอกนี้ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นจักเกิดและรูปขันธ์ก็จักเกิด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๕๙}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๒. ขันธยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๓. อนาคตวาร อนุโลมโอกาส
อนุ. รูปขันธ์ในภูมิใดจักเกิด เวทนาขันธ์ในภูมินั้นก็จักเกิดใช่ไหม วิ. ในอสัญญสัตตภูมิ ในภูมินั้นรูปขันธ์จักเกิด แต่เวทนาขันธ์ไม่ใช่จักเกิดในปัญจโวการภูมิ ในภูมินั้นรูปขันธ์จักเกิดและเวทนาขันธ์ก็จักเกิด ปฏิ. เวทนาขันธ์ในภูมิใดจักเกิด รูปขันธ์ในภูมินั้นก็จักเกิดใช่ไหม วิ. ในอรูปภูมิ ในภูมินั้นเวทนาขันธ์จักเกิด แต่รูปขันธ์ไม่ใช่จักเกิด ในปัญจโวการภูมิ ในภูมินั้นเวทนาขันธ์จักเกิดและรูปขันธ์ก็จักเกิดอนุโลมปุคคโลกาส
อนุ. รูปขันธ์ของบุคคลใดในภูมิใดจักเกิด เวทนาขันธ์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ รูปขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักเกิด แต่เวทนาขันธ์ไม่ใช่จักเกิด บุคคลผู้อุบัติอยู่ในปัญจโวการภูมิ รูปขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักเกิดและเวทนาขันธ์ก็จักเกิด ปฏิ. เวทนาขันธ์ของบุคคลใดในภูมิใดจักเกิด รูปขันธ์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอรูปภูมิ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักเกิดแต่รูปขันธ์ไม่ใช่จักเกิด บุคคลผู้อุบัติอยู่ในปัญจโวการภูมิ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักเกิดและรูปขันธ์ก็จักเกิด ปัจจนีกบุคคล
อนุ. รูปขันธ์ของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด เวทนาขันธ์ของบุคคลนั้นก็ไม่ ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลเหล่าใดจักอุบัติในอรูปภูมิแล้วปรินิพพาน รูปขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิด แต่เวทนาขันธ์มิใช่จักไม่เกิด ปัจฉิมภวิกบุคคล รูปขันธ์ของ บุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิดและเวทนาขันธ์ก็ไม่ใช่จักเกิด @เชิงอรรถ : @ คือบุคคลผู้เกิดในภพสุดท้าย ปฏิบัติจนได้สำเร็จมรรคผลสูงสุดแล้วนิพพานในภพนั้นนั่นเอง
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๖๐}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๒. ขันธยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๔. ปัจจุปปันนาตีตวาร ปฏิ. เวทนาขันธ์ของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด รูปขันธ์ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปัจจนีกโอกาส
อนุ. รูปขันธ์ในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด เวทนาขันธ์ในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. จักเกิด ปฏิ. เวทนาขันธ์ในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด รูปขันธ์ในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. จักเกิด ปัจจนีกปุคคโลกาส
อนุ. รูปขันธ์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด เวทนาขันธ์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอรูปภูมิ รูปขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิด แต่เวทนาขันธ์มิใช่จักไม่เกิด ปัจฉิมภวิกบุคคล รูปขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิดและเวทนาขันธ์ก็ไม่ใช่จักเกิด ปฏิ. เวทนาขันธ์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด รูปขันธ์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิด แต่รูปขันธ์มิใช่จักไม่เกิด ปัจฉิมภวิกบุคคล เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิดและรูปขันธ์ก็ไม่ใช่จักเกิด ๔. ปัจจุปปันนาตีตวาร ว่าด้วยสภาวธรรมที่เป็นปัจจุบันและที่เป็นอดีต อนุโลมบุคคล
อนุ. รูปขันธ์ของบุคคลใดกำลังเกิด เวทนาขันธ์ของบุคคลนั้นก็เคย เกิดใช่ไหม วิ. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๖๑}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๒. ขันธยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๔. ปัจจุปปันนาตีตวาร ปฏิ. เวทนาขันธ์ของบุคคลใดเคยเกิด รูปขันธ์ของบุคคลนั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลทั้งหมดผู้กำลังจุติ และบุคคลผู้กำลังอุบัติในอรูปภูมิ เวทนาขันธ์ ของบุคคลเหล่านั้นเคยเกิด แต่รูปขันธ์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้กำลังอุบัติในปัญจ-โวการภูมิและอสัญญสัตตภูมิ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นเคยเกิดและรูปขันธ์ก็กำลังเกิด
อนุ. เวทนาขันธ์ของบุคคลใดกำลังเกิด สัญญาขันธ์ของบุคคลนั้นก็เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. สัญญาขันธ์ของบุคคลใดเคยเกิด เวทนาขันธ์ของบุคคลนั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลทั้งหมดผู้กำลังจุติ และบุคคลผู้กำลังอุบัติในอสัญญสัตตภูมิสัญญาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นเคยเกิด แต่เวทนาขันธ์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้กำลังอุบัติในจตุโวการภูมิและปัญจโวการภูมิ สัญญาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นเคยเกิดและเวทนาขันธ์ก็กำลังเกิด อนุโลมโอกาส
อนุ. รูปขันธ์ในภูมิใดกำลังเกิด เวทนาขันธ์ในภูมินั้นก็เคยเกิดใช่ไหม วิ. ในอสัญญสัตตภูมิ ในภูมินั้นรูปขันธ์กำลังเกิด แต่เวทนาขันธ์ไม่เคยเกิดในปัญจโวการภูมิ ในภูมินั้นรูปขันธ์กำลังเกิดและเวทนาขันธ์ก็เคยเกิด ปฏิ. เวทนาขันธ์ในภูมิใดเคยเกิด รูปขันธ์ในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในอรูปภูมิ ในภูมินั้นเวทนาขันธ์เคยเกิด แต่รูปขันธ์ไม่ใช่กำลังเกิดในปัญจโวการภูมิ ในภูมินั้นเวทนาขันธ์เคยเกิดและรูปขันธ์ก็กำลังเกิด
อนุ. เวทนาขันธ์ในภูมิใดกำลังเกิด สัญญาขันธ์ในภูมินั้นก็เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. สัญญาขันธ์ในภูมิใดเคยเกิด เวทนาขันธ์ในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๖๒}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๒. ขันธยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๔. ปัจจุปปันนาตีตวาร อนุโลมปุคคโลกาส
อนุ. รูปขันธ์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด เวทนาขันธ์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็เคยเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังอุบัติในสุทธาวาสภูมิและอสัญญสัตตภูมิ รูปขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่เวทนาขันธ์ไม่เคยเกิด บุคคลนอกนี้ผู้กำลังอุบัติในปัญจโวการภูมิ รูปขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและเวทนาขันธ์ก็เคยเกิด ปฏิ. เวทนาขันธ์ของบุคคลใดในภูมิใดเคยเกิด รูปขันธ์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังจุติจากปัญจโวการภูมิ และบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอรูปภูมิเวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยเกิด แต่รูปขันธ์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้กำลังอุบัติในปัญจโวการภูมิ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยเกิดและรูปขันธ์ก็กำลังเกิด
อนุ. เวทนาขันธ์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด สัญญาขันธ์ของ บุคคลนั้นในภูมินั้นก็เคยเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังอุบัติในสุทธาวาสภูมิ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่สัญญาขันธ์ไม่เคยเกิด บุคคลนอกนี้ผู้กำลังอุบัติในจตุโวการภูมิและปัญจโวการภูมิ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและสัญญาขันธ์ก็เคยเกิด ปฏิ. สัญญาขันธ์ของบุคคลใดในภูมิใดเคยเกิด เวทนาขันธ์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังจุติจากจตุโวการภูมิและปัญจโวการภูมิ สัญญาขันธ์ของ บุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยเกิด แต่เวทนาขันธ์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้กำลังอุบัติในจตุโวการภูมิและปัญจโวการภูมิ สัญญาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยเกิดและเวทนาขันธ์ก็กำลังเกิด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๖๓}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๒. ขันธยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๔. ปัจจุปปันนาตีตวาร ปัจจนีกบุคคล
อนุ. รูปขันธ์ของบุคคลใดไม่ใช่กำลังเกิด เวทนาขันธ์ของบุคคลนั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. เคยเกิด ปฏิ. เวทนาขันธ์ของบุคคลใดไม่เคยเกิด รูปขันธ์ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดมีไหม วิ. ไม่มี
อนุ. เวทนาขันธ์ของบุคคลใดไม่ใช่กำลังเกิด สัญญาขันธ์ของบุคคลนั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. เคยเกิด ปฏิ. สัญญาขันธ์ของบุคคลใดไม่เคยเกิด เวทนาขันธ์ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดมีไหม วิ. ไม่มี ปัจจนีกโอกาส
อนุ. รูปขันธ์ในภูมิใดไม่ใช่กำลังเกิด เวทนาขันธ์ในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. เคยเกิด ปฏิ. เวทนาขันธ์ในภูมิใดไม่เคยเกิด รูปขันธ์ในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. กำลังเกิด
อนุ. เวทนาขันธ์ในภูมิใดไม่ใช่กำลังเกิด สัญญาขันธ์ในภูมินั้นก็ไม่เคย เกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. สัญญาขันธ์ในภูมิใดไม่เคยเกิด เวทนาขันธ์ในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๖๔}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๒. ขันธยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๔. ปัจจุปปันนาตีตวาร ปัจจนีกปุคคโลกาส
อนุ. รูปขันธ์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่กำลังเกิด เวทนาขันธ์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังจุติจากปัญจโวการภูมิ และบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอรูปภูมิรูปขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังเกิด แต่เวทนาขันธ์มิใช่ไม่เคยเกิดบุคคลผู้กำลังปรินิพพานในสุทธาวาสภูมิ และบุคคลผู้กำลังจุติจากอสัญญสัตตภูมิรูปขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังเกิดและเวทนาขันธ์ก็ไม่เคยเกิด ปฏิ. เวทนาขันธ์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยเกิด รูปขันธ์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังอุบัติในสุทธาวาสภูมิและอสัญญสัตตภูมิ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยเกิด แต่รูปขันธ์มิใช่ไม่กำลังเกิด บุคคลผู้กำลังปรินิพพานในสุทธาวาสภูมิและบุคคลผู้กำลังจุติจากอสัญญสัตตภูมิ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยเกิดและรูปขันธ์ก็ไม่ใช่กำลังเกิด
อนุ. เวทนาขันธ์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่กำลังเกิด สัญญาขันธ์ของ บุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังจุติจากจตุโวการภูมิและปัญจโวการภูมิ เวทนาขันธ์ของ บุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังเกิด แต่สัญญาขันธ์มิใช่ไม่เคยเกิด บุคคลผู้กำลังปรินิพพานในสุทธาวาสภูมิ และบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังเกิดและสัญญาขันธ์ก็ไม่เคยเกิด ปฏิ. สัญญาขันธ์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยเกิด เวทนาขันธ์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังอุบัติในสุทธาวาสภูมิ สัญญาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมิ นั้นไม่เคยเกิด แต่เวทนาขันธ์มิใช่ไม่กำลังเกิด บุคคลผู้กำลังปรินิพพานในสุทธาวาส-ภูมิและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ สัญญาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยเกิดและเวทนาขันธ์ก็ไม่ใช่กำลังเกิด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๖๕}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๒. ขันธยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร ว่าด้วยสภาวธรรมที่เป็นปัจจุบันและที่เป็นอนาคต อนุโลมบุคคล
อนุ. รูปขันธ์ของบุคคลใดกำลังเกิด เวทนาขันธ์ของบุคคลนั้นก็จักเกิดใช่ไหม วิ. ปัจฉิมภวิกบุคคลผู้กำลังอุบัติในปัญจโวการภูมิ รูปขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นกำลังเกิด แต่เวทนาขันธ์ไม่ใช่จักเกิด บุคคลนอกนี้ผู้กำลังอุบัติในปัญจโวการภูมิและอสัญญสัตตภูมิ รูปขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นกำลังเกิดและเวทนาขันธ์ก็จักเกิด ปฏิ. เวทนาขันธ์ของบุคคลใดจักเกิด รูปขันธ์ของบุคคลนั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลทั้งหมดผู้กำลังจุติและบุคคลผู้กำลังอุบัติในอรูปภูมิ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นจักเกิด แต่รูปขันธ์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้กำลังอุบัติในปัญจ-โวการภูมิและอสัญญสัตตภูมิ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นจักเกิดและรูปขันธ์ก็กำลังเกิด
อนุ. เวทนาขันธ์ของบุคคลใดกำลังเกิด สัญญาขันธ์ของบุคคลนั้นก็ จักเกิดใช่ไหม วิ. ปัจฉิมภวิกบุคคลผู้กำลังอุบัติ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นกำลังเกิด แต่สัญญาขันธ์ไม่ใช่จักเกิด บุคคลนอกนี้ผู้กำลังอุบัติในจตุโวการภูมิและปัญจโวการ-ภูมิ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นกำลังเกิดและสัญญาขันธ์ก็จักเกิด ปฏิ. สัญญาขันธ์ของบุคคลใดจักเกิด เวทนาขันธ์ของบุคคลนั้นก็กำลังเกิด ใช่ไหม วิ. บุคคลทั้งหมดผู้กำลังจุติ และบุคคลผู้กำลังอุบัติในอสัญญสัตตภูมิ สัญญาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นจักเกิด แต่เวทนาขันธ์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้กำลังอุบัติในจตุโวการภูมิและปัญจโวการภูมิ สัญญาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นจักเกิดและเวทนาขันธ์ก็กำลังเกิด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๖๖}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๒. ขันธยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร อนุโลมโอกาส
อนุ. รูปขันธ์ในภูมิใดกำลังเกิด เวทนาขันธ์ในภูมินั้นก็จักเกิดใช่ไหม วิ. ในอสัญญสัตตภูมิ ในภูมินั้นรูปขันธ์กำลังเกิด แต่เวทนาขันธ์ไม่ใช่จักเกิดในปัญจโวการภูมิ ในภูมินั้นรูปขันธ์กำลังเกิดและเวทนาขันธ์ก็จักเกิด ปฏิ. เวทนาขันธ์ในภูมิใดจักเกิด รูปขันธ์ในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในอรูปภูมิ ในภูมินั้นเวทนาขันธ์จักเกิด แต่รูปขันธ์ไม่ใช่กำลังเกิด ในปัญจโวการภูมิ ในภูมินั้นเวทนาขันธ์จักเกิดและรูปขันธ์ก็กำลังเกิด
อนุ. เวทนาขันธ์ในภูมิใดกำลังเกิด สัญญาขันธ์ในภูมินั้นก็จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. สัญญาขันธ์ในภูมิใดจักเกิด เวทนาขันธ์ในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ อนุโลมปุคคโลกาส
อนุ. รูปขันธ์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด เวทนาขันธ์ของบุคคลนั้น ในภูมินั้นก็จักเกิดใช่ไหม วิ. ปัจฉิมภวิกบุคคลผู้กำลังอุบัติในปัญจโวการภูมิ และบุคคลผู้กำลังอุบัติ ในอสัญญสัตตภูมิ รูปขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่เวทนาขันธ์ไม่ใช่จักเกิด บุคคลนอกนี้ผู้กำลังอุบัติในปัญจโวการภูมิ รูปขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและเวทนาขันธ์ก็จักเกิด ปฏิ. เวทนาขันธ์ของบุคคลใดในภูมิใดจักเกิด รูปขันธ์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังจุติจากปัญจโวการภูมิ และบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอรูปภูมิ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักเกิด แต่รูปขันธ์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้กำลังอุบัติในปัญจโวการภูมิ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักเกิดและรูปขันธ์ก็กำลังเกิด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๖๗}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๒. ขันธยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร
อนุ. เวทนาขันธ์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด สัญญาขันธ์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักเกิดใช่ไหม วิ. ปัจฉิมภวิกบุคคลผู้กำลังอุบัติ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่สัญญาขันธ์ไม่ใช่จักเกิด บุคคลนอกนี้ผู้กำลังอุบัติในจตุโวการภูมิและปัญจโวการภูมิ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด และสัญญาขันธ์ก็จักเกิด ปฏิ. สัญญาขันธ์ของบุคคลใดในภูมิใดจักเกิด เวทนาขันธ์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังจุติจากจตุโวการภูมิและปัญจโวการภูมิ สัญญาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักเกิด แต่เวทนาขันธ์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้กำลังอุบัติในจตุโวการภูมิและปัญจโวการภูมิ สัญญาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักเกิดและเวทนาขันธ์ก็กำลังเกิด ปัจจนีกบุคคล
อนุ. รูปขันธ์ของบุคคลใดไม่ใช่กำลังเกิด เวทนาขันธ์ของบุคคลนั้นก็ ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลทั้งหมดผู้กำลังจุติและบุคคลผู้กำลังอุบัติในอรูปภูมิ รูปขันธ์ของ บุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิด แต่เวทนาขันธ์มิใช่จักไม่เกิด บุคคลผู้กำลังปรินิพพานในปัญจโวการภูมิและปัจฉิมภวิกบุคคลในอรูปภูมิ รูปขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิดและเวทนาขันธ์ก็ไม่ใช่จักเกิด ปฏิ. เวทนาขันธ์ของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด รูปขันธ์ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ปัจฉิมภวิกบุคคลผู้กำลังอุบัติในปัญจโวการภูมิ เวทนาขันธ์ของบุคคล เหล่านั้นไม่ใช่จักเกิด แต่รูปขันธ์มิใช่ไม่กำลังเกิด บุคคลผู้กำลังปรินิพพานในปัญจโวการภูมิและปัญจฉิมภวิกบุคคลในอรูปภูมิ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิดและรูปขันธ์ก็ไม่ใช่กำลังเกิด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๖๘}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๒. ขันธยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร
อนุ. เวทนาขันธ์ของบุคคลใดไม่ใช่กำลังเกิด สัญญาขันธ์ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลทั้งหมดผู้กำลังจุติ และบุคคลผู้กำลังอุบัติในอสัญญสัตตภูมิเวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิด แต่สัญญาขันธ์มิใช่จักไม่เกิด บุคคลผู้กำลังปรินิพพาน เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิดและสัญญาขันธ์ก็ไม่ใช่จักเกิด ปฏิ. สัญญาขันธ์ของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด เวทนาขันธ์ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ปัจฉิมภวิกบุคคลผู้กำลังอุบัติในปัญจโวการภูมิ สัญญาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิด แต่เวทนาขันธ์มิใช่ไม่กำลังเกิด บุคคลผู้กำลังปรินิพพานสัญญาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิดและเวทนาขันธ์ก็ไม่ใช่กำลังเกิดปัจจนีกโอกาส
อนุ. รูปขันธ์ในภูมิใดไม่ใช่กำลังเกิด เวทนาขันธ์ในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. จักเกิด ปฏิ. เวทนาขันธ์ในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด รูปขันธ์ในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. กำลังเกิด
อนุ. เวทนาขันธ์ในภูมิใดไม่ใช่กำลังเกิด สัญญาขันธ์ในภูมินั้นก็ไม่ใช่ จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. สัญญาขันธ์ในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด เวทนาขันธ์ในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๖๙}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๒. ขันธยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร ปัจจนีกปุคคโลกาส
อนุ. รูปขันธ์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่กำลังเกิด เวทนาขันธ์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังจุติจากปัญจโวการภูมิ และบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอรูปภูมิรูปขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังเกิด แต่เวทนาขันธ์มิใช่จักไม่เกิดบุคคลผู้กำลังปรินิพพานในปัญจโวการภูมิ ปัจฉิมภวิกบุคคลในอรูปภูมิและบุคคลผู้กำลังจุติจากอสัญญสัตตภูมิ รูปขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังเกิดและเวทนาขันธ์ก็ไม่ใช่จักเกิด ปฏิ. เวทนาขันธ์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด รูปขันธ์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ปัจฉิมภวิกบุคคลผู้กำลังอุบัติในปัญจโวการภูมิ และอสัญญสัตตภูมิเวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิด แต่รูปขันธ์มิใช่ไม่กำลังเกิดบุคคลผู้กำลังปรินิพพานในปัญจโวการภูมิ ปัจฉิมภวิกบุคคลในอรูปภูมิและบุคคลผู้กำลังจุติจากอสัญญสัตตภูมิ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิดและรูปขันธ์ก็ไม่ใช่กำลังเกิด
อนุ. เวทนาขันธ์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่กำลังเกิด สัญญาขันธ์ของ บุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังจุติจากจตุโวการภูมิและปัญจโวการภูมิ เวทนาขันธ์ของ บุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังเกิด แต่สัญญาขันธ์มิใช่จักไม่เกิด บุคคลผู้กำลังปรินิพพานและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังเกิดและสัญญาขันธ์ก็ไม่ใช่จักเกิด ปฏิ. สัญญาขันธ์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด เวทนาขันธ์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ปัจฉิมภวิกบุคคลผู้กำลังอุบัติ สัญญาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้น ไม่ใช่จักเกิด แต่เวทนาขันธ์มิใช่ไม่กำลังเกิด บุคคลผู้กำลังปรินิพพานและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ สัญญาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิดและเวทนาขันธ์ก็ไม่ใช่กำลังเกิด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๗๐}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๒. ขันธยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๖. อตีตานาคตวาร ๖. อตีตานาคตวาร ว่าด้วยสภาวธรรมที่เป็นอดีตและที่เป็นอนาคต อนุโลมบุคคล
อนุ. รูปขันธ์ของบุคคลใดเคยเกิด เวทนาขันธ์ของบุคคลนั้นก็จักเกิดใช่ไหม วิ. ปัจฉิมภวิกบุคคล รูปขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นเคยเกิด แต่เวทนาขันธ์ไม่ใช่จักเกิด บุคคลนอกนี้ รูปขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นเคยเกิดและเวทนาขันธ์ก็จักเกิด ปฏิ. เวทนาขันธ์ของบุคคลใดจักเกิด รูปขันธ์ของบุคคลนั้นก็เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่
อนุ. เวทนาขันธ์ของบุคคลใดเคยเกิด สัญญาขันธ์ของบุคคลนั้นก็จักเกิดใช่ไหม วิ. ปัจฉิมภวิกบุคคล เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นเคยเกิด แต่สัญญาขันธ์ไม่ใช่จักเกิด บุคคลนอกนี้ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นเคยเกิดและสัญญาขันธ์ก็จักเกิด ปฏิ. สัญญาขันธ์ของบุคคลใดจักเกิด เวทนาขันธ์ของบุคคลนั้นก็เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ อนุโลมโอกาส
อนุ. รูปขันธ์ในภูมิใดเคยเกิด เวทนาขันธ์ในภูมินั้นก็จักเกิดใช่ไหม วิ. ในอสัญญสัตตภูมิ ในภูมินั้นรูปขันธ์เคยเกิด แต่เวทนาขันธ์ไม่ใช่จักเกิดในปัญจโวการภูมิ ในภูมินั้นรูปขันธ์เคยเกิดและเวทนาขันธ์ก็จักเกิด ปฏิ. เวทนาขันธ์ในภูมิใดจักเกิด รูปขันธ์ในภูมินั้นก็เคยเกิดใช่ไหม วิ. ในอรูปภูมิ ในภูมินั้นเวทนาขันธ์จักเกิด แต่รูปขันธ์ไม่เคยเกิด ในปัญจ-โวการภูมิ ในภูมินั้นเวทนาขันธ์จักเกิดและรูปขันธ์ก็เคยเกิด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๗๑}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๒. ขันธยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๖. อตีตานาคตวาร
อนุ. เวทนาขันธ์ในภูมิใดเคยเกิด สัญญาขันธ์ในภูมินั้นก็จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. สัญญาขันธ์ในภูมิใดจักเกิด เวทนาขันธ์ในภูมินั้นก็เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ อนุโลมปุคคโลกาส
อนุ. รูปขันธ์ของบุคคลใดในภูมิใดเคยเกิด เวทนาขันธ์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักเกิดใช่ไหม วิ. ปัจฉิมภวิกบุคคลในปัญจโวการภูมิและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิรูปขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยเกิด แต่เวทนาขันธ์ไม่ใช่จักเกิด บุคคลนอกนี้ผู้อุบัติอยู่ในปัญจโวการภูมิ รูปขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยเกิดและเวทนาขันธ์ก็จักเกิด ปฏิ. เวทนาขันธ์ของบุคคลใดในภูมิใดจักเกิด รูปขันธ์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็เคยเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอรูปภูมิ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักเกิด แต่รูปขันธ์ไม่เคยเกิด บุคคลผู้อุบัติอยู่ในปัญจโวการภูมิ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักเกิดและรูปขันธ์ก็เคยเกิด
อนุ. เวทนาขันธ์ของบุคคลใดในภูมิใดเคยเกิด สัญญาขันธ์ของบุคคล นั้นในภูมินั้นก็จักเกิดใช่ไหม วิ. ปัจฉิมภวิกบุคคล เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยเกิด แต่สัญญาขันธ์ไม่ใช่จักเกิด บุคคลนอกนี้ผู้อุบัติอยู่ในจตุโวการภูมิและปัญจโวการภูมิเวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยเกิดและสัญญาขันธ์ก็จักเกิด ปฏิ. สัญญาขันธ์ของบุคคลใดในภูมิใดจักเกิด เวทนาขันธ์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๗๒}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๒. ขันธยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๖. อตีตานาคตวาร ปัจจนีกบุคคล
อนุ. รูปขันธ์ของบุคคลใดไม่เคยเกิด เวทนาขันธ์ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. เวทนาขันธ์ของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด รูปขันธ์ของบุคคลนั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. เคยเกิด
อนุ. เวทนาขันธ์ของบุคคลใดไม่เคยเกิด สัญญาขันธ์ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. สัญญาขันธ์ของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด เวทนาขันธ์ของบุคคลนั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. เคยเกิด ปัจจนีกโอกาส
อนุ. รูปขันธ์ในภูมิใดไม่เคยเกิด เวทนาขันธ์ในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. จักเกิด ปฏิ. เวทนาขันธ์ในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด รูปขันธ์ในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. เคยเกิด
อนุ. เวทนาขันธ์ในภูมิใดไม่เคยเกิด สัญญาขันธ์ในภูมินั้นก็ไม่ใช่จัก เกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. สัญญาขันธ์ในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด เวทนาขันธ์ในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิด ใช่ไหม วิ. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๗๓}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๒. ขันธยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๖. อตีตานาคตวาร ปัจจนีกปุคคโลกาส
อนุ. รูปขันธ์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยเกิด เวทนาขันธ์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอรูปภูมิ รูปขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยเกิด แต่เวทนาขันธ์มิใช่จักไม่เกิด บุคคลผู้อุบัติอยู่ในสุทธาวาสภูมิและปัจฉิมภวิกบุคคลในอรูปภูมิ รูปขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยเกิดและเวทนาขันธ์ก็ไม่ใช่จักเกิด ปฏิ. เวทนาขันธ์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด รูปขันธ์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ปัจฉิมภวิกบุคคลในปัญจโวการภูมิและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิเวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิด แต่รูปขันธ์มิใช่ไม่เคยเกิดบุคคลผู้อุบัติอยู่ในสุทธาวาสภูมิและปัจฉิมภวิกบุคคลในอรูปภูมิ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิดและรูปขันธ์ก็ไม่เคยเกิด
อนุ. เวทนาขันธ์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยเกิด สัญญาขันธ์ของ บุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. สัญญาขันธ์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด เวทนาขันธ์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ปัจฉิมภวิกบุคคล สัญญาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิด แต่เวทนาขันธ์มิใช่ไม่เคยเกิด บุคคลผู้อุบัติอยู่ในสุทธาวาสภูมิและอสัญญสัตตภูมิสัญญาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิดและเวทนาขันธ์ก็ไม่เคยเกิดอุปปาทวาร จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๗๔}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาขันธยมก อรรถกถาปวัตติวาระ
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเริ่มปวัตติวาระโดยนัยเป็นต้นว่า ยสฺส รูปกฺขนฺโธ.
ถามว่า เพราะเหตุไร พระองค์จึงไม่ตรัสอุทเทสวาระไว้ในปวัตติวาระนี้.
ตอบว่า เพราะเป็นนัยที่ทรงแสดงไว้แล้วในหนหลัง ก็นัยในอุทเทสวาระพระองค์ทรงแสดงไว้แล้วในปัณณัตติวาระ ก็โดยนัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงไม่ตรัสอุทเทสวาระนั้น ทรงเริ่มนิทเทสวาระเลยทีเดียว เพราะแม้ไม่ตรัสอุทเทสวาระไว้ในปัณณัตติวาระนี้ ใครๆ ก็อาจทราบได้.
ก็อันตรวาระ ๓ คือ อุปาทวาระ นิโรธวาระ อุปาทนิโรธวาระ ย่อมมีในมหาวาระ กล่าวคือปวัตติวาระนี้.
ในวาระทั้ง ๓ นั้น วาระที่ ๑ เรียกว่าอุปาทวาระ เพราะแสดงลักษณะแห่งการเกิดขึ้นของธรรมทั้งหลาย.
วาระที่ ๒ เรียกว่านิโรธวาระ เพราะแสดงลักษณะแห่งการดับของธรรมทั้งหลายเหล่านี้นั้นนั่นแหละ.
วาระที่ ๓ เรียกว่าอุปาทนิโรธวาระ เพราะแสดงลักษณะแม้ทั้งสอง.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอาการแห่งการเกิดขึ้นของธรรมทั้งหลายในปวัตติวาระนี้ด้วยอุปาทะวาระ,ทรงแสดงความไม่เที่ยงของธรรมทั้งหลายเหล่านั้นนั่นเองด้วยนิโรธวาระว่า ชื่อว่าการเกิดขึ้นแล้ว ชื่อว่าเที่ยง ย่อมไม่มี,ทรงแสดงความเกิดขึ้นและความไม่เที่ยงทั้งสองนั่นด้วยอุปาทนิโรธวาระ.
ในอุปาทวาระนั้น มีประเภทแห่งกาล ๖ อย่างด้วยอำนาจอัทธา ๓ คือปัจจุบัน อดีต อนาคต ปัจจุบันกับอดีต ปัจจุบันอนาคต อดีตกับอนาคต.
ในกาลเหล่านั้น คำว่า ยสฺส รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ รูปขันธ์กำลังเกิด (ย่อมเกิด) แก่บุคคลใด พึงทราบว่าเป็นปัจจุบันด้วยอำนาจของชื่อที่เป็นปัจจุบัน ก็ปัจจุบันนั้นพระองค์ตรัสไว้ก่อนว่า ปัจจุบันนั้นเป็นธรรมชาติที่บุคคลพึงรู้ด้วยดีเกินเปรียบ เพราะความที่ธรรมทั้งหลายที่เป็นปัจจุบัน บุคคลพึงถือเอาได้โดยประจักษ์.
อดีตกาล พึงทราบด้วยอำนาจของชื่อที่เป็นอดีตว่า ยสฺส รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถ = รูปขันธ์เคยเกิด (เกิดแล้ว) แก่บุคคลใด ก็อดีตกาลนั้นท่านกล่าวไว้เป็นที่สองเพราะอดีตธรรมที่เคยเกิดขึ้นแล้วในภายหลัง เป็นธรรมที่บุคคลพึงรู้แจ้งโดยประจักษ์ดีกว่าอนาคตที่บุคคลพึงรู้แจ้งโดยอนุมาน.
พึงทราบอนาคตกาลด้วยอำนาจแห่งชื่อที่เป็นอนาคตว่า ยสฺส รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสติ =รูปขันธ์จักเกิดแก่บุคคลใด อนาคตกาลนั้นกล่าวไว้เป็นที่ ๓ เพราะถือเอาว่า ธรรมทั้งหลายมีอย่างนี้เป็นรูปจักเกิดขึ้น แม้ในอนาคตด้วยอำนาจธรรมที่เคยเกิดขึ้นแล้วโดยประจักษ์ และด้วยธรรมที่ถือเอาแล้วโดยอนุมาน.
คำถามว่า ยสฺส รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ตสฺส เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถ พึงทราบว่าเป็นปัจจุบันกับอดีต ด้วยอำนาจชื่อที่เป็นปัจจุบันกับชื่อที่เป็นอดีต ปัจจุบันกับอดีต (ปัจจุบันนาตีตวาระ) นั้น กล่าวไว้เป็นที่ ๔ เพราะปัจจุบันและอดีตบุคคลพึงรู้แจ้งได้ง่ายกว่ากาลทั้ง ๓ ที่เจือปนกัน.
พึงทราบปัจจุบันกับอนาคตด้วยอำนาจของชื่อที่เป็นปัจจุบันกับชื่อที่เป็นอนาคตว่า ยสฺส รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ตสฺส เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสติ ปัจจุบันกับอนาคตนั้น กล่าวไว้เป็นที่ ๕ เพราะว่า ปัจจุบันกับอนาคตนั้น เป็นกาลที่บุคคลพึงรู้ได้ง่ายกว่าโดยเนื้อความ เพราะธรรมทั้งหลายที่พึงถือเอาโดยประจักษ์มีอยู่.
พึงทราบอดีตกับอนาคต ด้วยชื่อที่เป็นอนาคตกับอดีตว่า ยสฺส รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสติ อดีตกับอนาคตนั้น พึงรู้ได้ยากกว่ากาลทั้งหลายก่อนๆ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ในลำดับที่ ๖.
ในกาลทั้ง ๖ นั้น ปัจจุบันกาลอันเป็นกาลที่หนึ่ง มี ๓ วาระ คือโดยบุคคล โดยโอกาส โดยบุคคลและโอกาส (ปุคคลวาระ, โอกาสวาระและปุคคลโลกาสวาระ).
ในวารทั้ง ๓ นั้น การแสดงการเกิดขึ้นแห่งขันธ์ทั้งหลายด้วยอำนาจบุคคลด้วยคำว่า ยสฺส ชื่อว่าปุคคลวาระ.
การแสดงการเกิดขึ้นแห่งขันธ์ทั้งหลายด้วยอำนาจโอกาส ด้วยคำว่า ยตฺถ ชื่อว่าโอกานวาร.
การแสดงการเกิดขึ้นแห่งขันธ์ทั้งหลายด้วยอำนาจบุคคลและโอกาส ด้วยคำว่า ยสฺส ยตฺถ ชื่อว่าปุคคลโลกาสวาระ.
วาระทั้ง ๓ เหล่านี้ พระองค์ทรงแสดงอนุโลมนัยก่อน แล้วจึงแสดงปฏิโลมนัยภายหลัง ในอนุโลมนัยและปฏิโลมนัย การแสดงการเกิดขึ้นด้วยคำว่า อุปฺปชฺชติ = ย่อมเกิด (กำลังเกิด) อุปฺปชฺชิตฺถ = เกิดแล้ว (เคยเกิด) อุปฺปชฺชิสฺสติ = จักเกิด ชื่อว่าอนุโลมนัย.
การแสดงการไม่เกิดขึ้นด้วยคำว่า นุปฺปชฺชติ = ไม่ใช่ย่อมเกิด (หรือไม่ใช่กำลังเกิด) นุปฺปชฺชิตฺถ = ไม่ใช่เกิดแล้ว (ไม่เคยเกิด) นุปฺปชฺชิสฺสติ = ไม่ใช่จักเกิด ชื่อว่าปฏิโลมนัย.
ในอนุโลมนัยแห่งบุคคลวาระในปัจจุบันกาลนั้น มียมก ๑๐ อย่าง เพราะนับแล้วไม่นับอีก (คือนับเฉพาะที่ไม่ซ้ำกัน) คือยมก ๔ อย่างที่มีรูปขันธ์เป็นมูลอย่างนี้ว่า
ยสฺส รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ตสฺส เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ, ยสฺส วา ปน เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ตสฺส รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ = รูปขันธ์ย่อมเกิดแก่บุคคลใด เวทนาขันธ์ก็ย่อมเกิดแก่บุคคลนั้นหรือ, ก็หรือว่า เวทนาขันธ์ย่อมเกิดแก่บุคคลใด รูปขันธ์ก็ย่อมเกิดแก่บุคคลนั้นหรือ.
ยสฺส รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ตสฺส สญฺญากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ, ยสฺส วา ปน สญฺญากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ตสฺส รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ = รูปขันธ์ย่อมเกิดแก่บุคคลใด สัญญาขันธ์ก็ย่อมเกิดแก่บุคคลนั้นหรือ, ก็หรือว่า สัญญาขันธ์ย่อมเกิดแก่บุคคลใด รูปขันธ์ก็ย่อมเกิดแก่บุคคลนั้นหรือ.
ยสฺส รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ตสฺส สงฺขารกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ, ยสฺส วา ปน สงฺขารกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ตสฺส รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ = รูปขันธ์ย่อมเกิดแก่บุคคลใด สังขารขันธ์ก็ย่อมเกิดแก่บุคคลนั้นหรือ, ก็หรือว่า สังขารขันธ์ย่อมเกิดแก่บุคคลใด รูปขันธ์ก็ย่อมเกิดแก่บุคคลนั้นหรือ.
ยสฺส รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ตสฺส วิญญาณกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ, ยสฺส วา ปน วิญญาณกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ตสฺส รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ = รูปขันธ์ย่อมเกิดแก่บุคคลใด วิญญาณขันธ์ก็ย่อมเกิดแก่บุคคลนั้นหรือ, ก็หรือว่า วิญญาณขันธ์ย่อมเกิดแก่บุคคลใด รูปขันธ์ก็ย่อมเกิดแก่บุคคลนั้นหรือ.
ยมก ๓ อย่าง ที่มีเวทนาขันธ์เป็นมูล ด้วยนัยเป็นต้นว่า ยสฺส เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ตสฺส สญฺญากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ยมก ๒ อย่างที่มีสัญญาขันธ์เป็นมูลยมก ๑ อย่างที่มีสังขารขันธ์เป็นมูล.
ในยมกทั้ง ๑๐ อย่างนั้น ในยมก ๔ อย่างที่มีรูปขันธ์เป็นมูล พระองค์ทรงวิสัชนายมกต้นอย่างเดียวเท่านั้น ยมกที่เหลือ (อีก ๓)มีการวิสัชนาเช่นกับยมกต้นนั้น เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงย่อไว้เพื่อความง่ายแห่งภาษาที่เป็นแบบแผน แม้ในมูลทั้งหลายมีเวทนาขันธ์เป็นมูลเป็นต้นการวิสัชนาเป็นอย่างเดียวกัน ด้วยคำว่า อามนฺตา = ใช่ เพราะเหตุนั้น พึงทราบว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงวิสัชนายมก ๑๐ อย่างแล้ว ด้วยการวิสัชนายมกหนึ่งๆในอนุโลมนัย ในบุคคลวาระ ในปัจจุบันกาล เหล่านี้อย่างนี้ว่า ยมกเหล่านั้นทรงย่อไว้เพื่อความง่ายแห่งภาษาที่เป็นแบบแผน.
ในอนุโลมนัย ในวาระทั้ง ๓ ในปัจจุบันกาล มียมก ๓๐ อย่าง คือในบุคคลวาระมี ๑๐ อย่าง ในโอกาสวาระ ๑๐ อย่าง ในปุคคโลกาสวาระ ๑๐ อย่าง ฉันใด แม้ในปฏิโลมนัยก็มี ๓๐ ฉันนั้น จึงรวมเป็นยมกะ ๖๐ อย่าง ในปัจจุบันกาลทั้งหมด.
ในยมกะ ๖๐ อย่างนั้น พึงทราบว่า มีปุจฉา ๑๒๐ มีอรรถ ๒๔๐.
วาระทั้ง ๖ พึงทราบว่า มียมกะ ๖๐ เพราะกระทำให้เป็น ๑๐ ในวาระหนึ่งๆ รวมยมกะ ๓๐๐ ในก่อน จึงเป็นยมกะ ๓๖๐ ปุจฉา ๗๒๐ อรรถ ๑,๔๔๐นี้เป็นการกำหนดพระบาลีในอุปปาทวาระก่อน. ก็ในอุปปาทะวาระฉันใด พึงทราบว่าแม้ในนิโรธวาระ แม้ในอุปปาทนิโรธวาระก็อย่างนั้นในปวัตติมหาวาระ แม้ทั้งหมดจึงยมกะ ๑,๐๘๐ ปุจฉา ๒,๑๖๐ อรรถ ๔,๓๒๐.
แต่พระบาลีในอุปปาทวาระและนิโรธวาระ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงวิสัชนาย่อไว้แล้วซึ่งยมกหนึ่งๆ เท่านั้น ในวาระนั้นๆ ในประเภทแห่งกาลที่ไม่ปะปนกัน ๓ อย่าง. ในประเภทแห่งกาลที่ปะปนกัน ๓ อย่าง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงวิสัชนายมกอย่างหนึ่ง แม้ในมูลที่มีเวทนาขันธ์เป็นมูลเป็นต้นโดยนัยเป็นต้นว่า ยสฺส เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ตสฺส สญฺญากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถ = เวทนาขันธ์ย่อมเกิดแก่บุคคลใด สัญญาขันธ์เคยเกิดแก่บุคคลนั้นใช่ไหม?
ก็ในอุปปาทะนิโรธ วาระพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงวิสัชนายมกแม้นั้นไว้ในประเภทแห่งกาล แม้ทั้ง ๖ พึงทราบว่ายมกะที่เหลือทรงย่อไว้ เพราะยมกเหล่านั้น พระองค์ทรงวิสัชนาให้เสมอกันกับยมกนั้น นี้เป็นการกำหนดพระบาลีในปวัตติมหาวาระแม้ทั้งสิ้น.
ก็เพื่อวินิจฉัยเนื้อความแห่งขันธยมกนี้ พึงทราบลักษณะดังต่อไปนี้
บัณฑิตพึงทราบการวินิจฉัยเนื้อความแห่งปัญหา ๔ อย่าง ในปวัตติมหาวาระนี้ที่ท่านใส่ไว้ในคำวิสัชนา ๕ อย่าง ในฐานะ ๒๗ในอรรถวินิจฉัยนั้น ชื่อปัญหา ๔ อย่าง คือปุเรปัญหา ปัจฉาปัญหา ปริปุณณปัญหา โมฆะปัญหา. ก็ยมกหนึ่งๆ มีปุจฉา ๒ อย่าง (คืออนุโลมและปฏิโลม). แม้ปุจฉาหนึ่งๆ ก็มีบท ๒ อย่าง (คือสันนิฏฐานและสังสยะ).
ในปัญหา ๔ อย่างนั้น ในการวิสัชนาซึ่งปัญหาใดย่อมได้การเกิดขึ้นหรือการดับไปแห่งขันธ์ที่ถือเอาด้วยบทเพียงบทเดียว ปัญหานี้ ชื่อว่าปุเรปัญหา.
ก็ในการวิสัชนาซึ่งปัญหาใด ย่อมได้การเกิดขั้นหรือความดับไปแห่งขันธ์ที่ถือเอาด้วยบทแม้ทั้งสอง ปัญหานี้ชื่อว่าปัจฉาปัญหา.
ก็ในการวิสัชนาซึ่งปัญหาใดย่อมได้การเกิดขึ้นหรือความดับไปแห่งขันธ์ที่ถือเอาแล้วด้วยบทเพียงบทเดียวบ้าง ด้วยบทแม้ทั้งสองบ้างปัญหานี้ชื่อว่าปริปุณณปัญหา. แต่การห้ามหรือการปฏิเสธย่อมได้ในการวิสัชนาซึ่งปัญหาใด ปัญหานี้ชื่อว่าโมฆะปัญหาก็เพราะโมฆะปัญหานี้ ถ้าพระองค์ไม่ทรงแสดงไว้ ใครๆ ก็ไม่อาจรู้ได้ ฉะนั้นจึงจักแสดงปัญหานั้นไว้.
การเกิดขึ้นแห่งเวทนาขันธ์อันท่านถือเอาด้วยบทเพียงบทเดียว ในการวิสัชนานี้ว่า อุปฺปชฺชติ ย่อมเกิด (กำลังเกิด)ในคำถามยตฺถ รูปกฺขนฺโธ นุปฺชชฺชติ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชติ = รูปขันธ์ไม่ใช่กำลังเกิดในภูมิใด เวทนาขันธ์ไม่ใช่กำลังเกิดในภูมินั้นหรือเพราะเหตุนั้นปัญหานี้ด้วย ปัญหาอื่นที่มีรูปอย่างนี้ด้วย พึงทราบว่าเป็นปุเรปัญหา.
การเกิดขึ้นแห่งรูปและเวทนาขันธ์ในอดีตของสัตว์ใดสัตว์หนึ่ง ที่ถือเอาด้วยบททั้งสองย่อมได้ในการวิสัชนานี้ว่า อามนฺตา = ใช่ในปัญหาว่า ยสฺส รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถ = รูปขันธ์เคยเกิดแก่บุคคลใด เวทนาขันธ์ก็เคยเกิดแล้วแก่บุคคลนั้นหรือ?เพราะเหตุนั้นปัญหานี้และปัญหาอื่นที่มีรูปอย่างนี้ ชื่อว่าปัจฉาปัญหา.
ก็การเกิดขั้นแม้ของรูปขันธ์ที่ถือเอาแล้วด้วยบทเพียงบทเดียว ย่อมได้ในปุริมโกฏฐาสะนี้ว่า อสญฺญสตฺตํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ = เมื่อบุคคลเหล่านั้นกำลังเกิดในอสัญญสัตตภูมิ รูปขันธ์กำลังเกิด แต่เวทนาขันธ์ไม่ใช่กำลังเกิดแก่บุคคลเหล่านั้นในการวิสัชนานี้มีอาทิว่า อสญฺญสตฺตํ อุปปชฺชนฺตานํ, ในปัญหาแรกนี้ว่า ยสฺส รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ตสฺส เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ= รูปขันธ์กำลังเกิดแก่บุคคลใด เวทนาขันธ์ก็กำลังเกิดแก่บุคคลนั้นหรือ ดังนี้ การเกิดขึ้นแม้ของรูปและเวทนาขันธ์ที่ถือเอาแล้วด้วยบทแม้ทั้งสอง ย่อมได้ในปัจฉิมโกฏสะนี้ว่า ปญฺจโวการํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ รูปกฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชติ เวทนากฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชติ = เมื่อบุคคลเหล่านั้นกำลังเกิดในปัญจโวการภูมิ รูปขันธ์ก็กำลังเกิด เวทนาขันธ์ก็กำลังเกิด เพราะเหตุนั้น ปัญหานี้และปัญหาอื่นที่มีรูปอย่างนี้พึงทราบว่าเป็นปริปุณณปัญหา. แม้คำว่า ปุเรปัจฉาปัญหา ก็เป็นชื่อของปริปุณณปัญหานั้นนั่นแหละ.
ก็ในการวิสัชนาปริปุณณปัญหานี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงความเกิดขึ้นแห่งรูปขันธ์นั่นแหละที่สงเคราะห์ไว้ด้วยบทเดียวในปุริมโกฏฐาสในทุติยโกฏฐาสการเกิดขึ้นและการดับไปแห่งขันธ์ที่ถือเอาแล้วด้วยบทบทเดียว ย่อมได้ในปัญหาใดด้วยนัยและลักษณะนี้แห่งรูปและเวทนาขันธ์ที่ถือเอาด้วยบททั้งสองปัญหานั้นเรียกว่าปุเรปัญหา.
การเกิดขึ้นหรือการดับไปของขันธ์ทั้งหลายที่ถือเอาด้วยบททั้งสอง ย่อมได้ในปัญหาใด ปัญหานั้นเรียกว่าปัจฉาปัญหา.
ปฏิกเขปวิสัชนา ย่อมได้ในการวิสัชนานี้ ด้วยคำว่า นตฺถิ = ไม่มี ในปัญหานี้ว่า ยสฺส รูปกฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส เวทนากฺขนฺโธ ปุปฺปชฺชิตฺถ = รูปขันธ์ไม่เคยเกิดแก่บุคคลใด เวทนาขันธ์ก็ไม่เคยเกิดแก่บุคคลนั้นหรือ.
ปฏิเสธวิสัชนา ย่อมได้ในการวิสัชนานี้ด้วยคำว่า โน = ไม่ใช่ ในคำถามว่า ยสฺส รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ตสฺส เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌติ = รูปขันธ์กำลังเกิดแก่บุคคลใด เวทนาขันธ์ก็กำลังดับแก่บุคคลนั้นหรือเหตุนั้น ปัญหานี้และปัญหาอื่นที่มีรูปอย่างนี้ รวม ๒ อย่าง พึงทราบว่าเป็นโมฆะปัญหา แม้โมฆะปัญหานี้เรียกว่าเฉทตุจฉปัญหา ก็ได้ พึงทราบปัญหาทั้ง ๔ อย่าง อย่างนี้ก่อน.
ก็วิสัชนาเหล่านี้คือ ปาลิคติวิสัชนา ปฏิวจนวิสัชนา สรูปทัสสนวิสัชนา ปฏิกเขปวิสัชนา ปฏิเสธวิสัชนา ชื่อว่าวิสัชนา ๕ อย่าง.
ในวิสัชนา ๕ อย่างนั้น วิสัชนาใดเป็นบาลีบทเท่านั้นอันท่านวิสัชนาซึ่งเนื้อความไว้ วิสัชนานี้ชื่อว่าปาลิคติวิสัชนา.
ปาลิคติวิสัชนานั้นย่อมได้ในปุเรปัญหา วิสัชนานี้ว่า อุปฺปชฺชติ = กำลังเกิด ในปัญหาว่า ยตฺถ รูปกฺขนฺโธ นุปฺปชฺชติ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชติ= รูปขันธ์ไม่ใช่กำลังเกิดในภูมิใด เวทนาขันธ์ก็ไม่ใช่กำลังเกิดในภูมินั้นหรือ เป็นเพียงบทแห่งพระบาลีที่พระองค์วิสัชนาเนื้อความไว้เรียบร้อยแล้วเพราะฉะนั้น พึงทราบการวิสัชนาด้วยปาลิคติวิสัชนา ในฐานะเห็นปานนี้ อย่างนี้.
ก็วิสัชนาใดที่ท่านวิสัชนาเนื้อความโดยความเป็นคำตอบ วิสัชนานี้ชื่อว่าปฏิวจนะวิสัชนา.
ปฏิวจนวิสัชนานั้นย่อมได้ในปัจฉาปัญหา ก็วิสัชนานี้ด้วยคำว่า อามนฺตา = ใช่ ในปัญหาว่า ยสฺส รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชิตฺถ ตสฺส เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถ = รูปขันธ์เคยเกิดแก่บุคคลใด เวทนาขันธ์ก็เคยเกิดแก่บุคคลนั้นหรือ ที่พระองค์ทรงวิสัชนาเนื้อความไว้เรียบร้อยแล้ว ด้วยอำนาจความเป็นคำตอบนั่นแหละเพราะฉะนั้น พึงทราบปฏิวจนะวิสัชนา ในฐานะเห็นปานนี้.
คำวิสัชนาใดที่ท่านแสดงเนื้อความไว้โดยสรุป วิสัชนานี้ชื่อว่าสรูปทัสสนวิสัชนา.
สรูปทัสสนวิสัชนานี้ย่อมได้ในปริปุณณปัญหา.
ก็วิสัชนานี้ว่า อสญฺญสตฺตํ อุปปชฺชนฺตานํ ในปัญหานี้ ยสฺส รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ตสฺส เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติอันพระองค์ทรงวิสัชนาเนื้อความไว้เรียบร้อยแล้วด้วยการแสดงโดยสรุปว่า รูปขันธ์ย่อมเกิดแก่บุคคลเหล่านี้ แต่เวทนาขันธ์ไม่เกิดรูปขันธ์และเวทนาขันธ์ก็ย่อมเกิดแก่บุคคลเหล่านี้ เพราะเหตุนั้น พึงทราบสรูปทัสสนวิสัชนา ในที่ทั้งหลายเห็นปานนี้.
ก็คำวิสัชนาใดที่ท่านวิสัชนาปัญหาด้วยการห้ามเนื้อความ เพราะความไม่มีเนื้อความเห็นปานนั้น คำวิสัชนานั้น ชื่อว่าปฏิกเขปวิสัชนา.
วิสัชนาใดที่ท่านวิสัชนาปัญหาโดยปฏิเสธเนื้อความ เพราะความไม่ได้ซึ่งเนื้อความเห็นปานนั้นในขณะหนึ่งๆ วิสัชนานี้ชื่อว่าปฏิเสธวิสัชนา ปฏิเสธวิสัชนานั้น ย่อมได้ในโมฆะปัญหา.
จริงอยู่ คำวิสัชนานี้ว่า นตฺถิ = ไม่มี ในปัญหาว่า ยสฺส รูปกฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิตถ ตสฺส เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิตฺถ = รูปขันธ์ไม่เคยเกิดแก่บุคคลใด เวทนาขันธ์ก็ไม่เคยเกิดแก่บุคคลนั้นหรือ เป็นคำวิสัชนาที่ท่านวิสัชนาไว้เรียบร้อยแล้วโดยการห้ามเนื้อความว่า ชื่อว่าสัตว์เห็นปานนี้ย่อมไม่มีเพราะฉะนั้น พึงทราบการวิสัชนาในที่ทั้งปวงเห็นปานนี้ด้วยปฏิกเขปวิสัชนา.
ก็คำวิสัชนานี้ว่า โน = ไม่ใช่ ในปัญหาว่า ยสฺส รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ตสฺส เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌติ= รูปขันธ์ย่อมเกิดแก่บุคคลใด เวทนาขันธ์ย่อมดับแก่บุคคลนั้นหรือ อันท่านวิสัชนาไว้เรียบร้อยแล้วโดยการปฏิเสธเนื้อความว่าชื่อว่าการดับไปพร้อมกับการเกิดขึ้นย่อมไม่ได้ในปฏิสนธิขณะหนึ่งๆ.
บัดนี้พึงทราบปัญหา ๔ อย่างและการวิสัชนา ๕ อย่าง ที่ควรใส่ไว้ในฐานะ ๒๗ เหล่าใด พึงทราบฐานะเหล่านั้นอย่างนี้ คืออสญฺญสตฺตํ อุปปชฺชนฺตานํ เป็น ๑ ฐานะ อสญฺญสตฺเต ตตฺถ ๑ ฐานะ อสญฺญตฺตานํ ๑ ฐานะ อสญฺญสตฺตา จวนฺตานํ ๑ ฐานะ อรูปํ อุปปชฺชนฺตานํ ๑ ฐานะ อรูเป ตตฺถ ๑ ฐานะ อรูปานํ ๑ ฐานะ อรูปา จวนฺตานํ ๑ ฐานะ อรูเป ปจฺฉิมภวิกานํ ๑ ฐานะ อรูเป ปรินิพฺพายนฺตานํ (บาลีใช้ว่า ปรินิพฺพนฺตานํ) ๑ ฐานะ เย จ อรูปํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ ๑ ฐานะ ปญฺจโวการํ อุปปชฺชนฺตานํ ๑ ฐานะปญจโวกาเร ตตฺถ ๑ ฐานะ ปญฺจโวการนํ ๑ ฐานะ ปญฺจโวการา จวนฺตานํ ๑ ฐานะ ปญฺจโวกาเร ปจฺฉิมภวิกานํ ๑ ฐานะ สุทฺธาวาสํ อุปปชฺชนฺตานํ ๑ ฐานะ สุทฺธาวาเส ตตฺถ ๑ ฐานะสุทธาวาสานํ ๑ ฐานะ สุทฺธาวาเส ปรินิพฺพนฺตานํ ๑ ฐานะ สพฺเพสํ อุปปชฺชนฺตานํ ๑ ฐานะสพฺเพสํ จวนฺตานํ ๑ ฐานะ ปจฺฉิมภวิกานํ ด้วยอำนาจที่สาธารณะแก่สัตว์ทั้งปวงอีก ๑ ฐานะปรินิพฺพายนฺตานํ (บาลีใช้ ปรินิพฺพนฺตานํ) ๑ ฐานะ จตุโวการํ ปญฺจโวการํ อุปปชฺชนฺตานํ ๑ ฐานะ จตุโวการา ปญฺจโวการา จวนฺตานํ ๑ ฐานะ.
บัณฑิตพึงใส่คำวิสัชนา ๕ อย่างไว้ในฐานะ ๒๗ อย่างเหล่านี้แล้ว พึงทราบการวินิจฉัยเนื้อความแห่งปัญหา ๔ อย่างในปวัตติมหาวาระด้วยประการฉะนี้ ก็อรรถวินิจฉัยนั้น อันบัณฑิตทราบแล้วอย่างนี้ เมื่อวิสัชนาปัญหาย่อมเป็นอันวิสัชนาแล้วโดยง่าย และเมื่อวินิจฉัยซึ่งเนื้อความย่อมเป็นอันวินิจฉัยแล้วโดยง่าย.
นัยนี้ว่า ยสฺส รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ = รูปขันธ์ย่อมเกิดแก่บุคคลใด ได้แก่ย่อมถามว่า รูปขันธ์กำลังเกิดในอุปาทะขณะสมังคีแก่บุคคลใด เวทนาก็กำลังเกิดแก่บุคคลนั้นหรือ เพราะเหตุนี้แม้เวทนาขันธ์ก็กำลังเกิดแก่บุคคลนั้นในขณะนั้นนั่นแหละ.
สองบทว่า อสญฺญสตฺตํ อุปปชฺชนฺตานํ ได้แก่ เมื่อบุคคลเหล่านั้นเกิดอยู่ในอสัญญสัตตภพด้วยอำนาจปฏิสนธิที่ไม่ใช่จิต.
บทว่า เตสํ รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ได้แก่ รูปขันธ์กำลังเกิดเพียงอย่างเดียวแก่อสัญญสัตว์นั้น ก็รูปขันธ์ของอสัญญสัตว์ผู้เกิดแล้วในปวัตติกาล ย่อมเกิดบ้าง ย่อมดับบ้างเพราะเหตุนั้น จึงไม่ตรัสว่า อสญฺญสตฺตานํ = เกิดอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ แต่ตรัสว่า อสญฺญสตฺตํ อุปปชฺชนฺตานํ = เกิดอยู่ คือกำลังเกิดในอสัญญสัตตภูมิ โน จ เตสํ เวทนากฺขนฺโธ อุปปชฺชติ = แต่เวทนาขันธ์ย่อมไม่เกิดแก่บุคคลเหล่านั้น ได้แก่เวทนาขันธ์ของอสัญญสัตว์เหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิด เพราะความที่แห่งอสัญญสัตว์นั้นไม่มีจิต นี้เป็นการวิสัชนาโดยการแสดงโดยสรุปในปุริมโกฏฐาสแห่งปริปุณณปัญหา ในฐานะที่ ๑ ในบรรดาฐานะ ๒๗ อย่าง.
____________________________
คำว่า เกิดอยู่ หมายความทั้งกำลังเกิดและกำลังตาย คำว่า อสญฺญสตฺตานํ ในยมกะนี้ จึงมีความหมายว่า กำลังเกิด - กำลังตาย
สองบทว่า ปญฺจโวการํ อุปฺปชฺชนํตานํ = กำลังเกิดในปัญจโวการภูมิ ได้แก่ เข้าถึงอยู่ซึ่งปัญจโวการภพด้วยอำนาจแห่งการปฏิสนธิที่เจือด้วยรูปและอรูป.
หลายบทว่า เตสํ รูปกฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชติ เวทนากฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชติ = เวทนาขันธ์ย่อมเกิดแก่บุคคลเหล่านั้น ได้แก่ ขันธ์แม้สองกล่าวคือรูปและเวทนาย่อมเกิดขึ้นนั่นเทียวแก่สัตว์ทั้งหลายผู้เข้าถึงซึ่งปัญจโวการภพเหล่านั้นโดยแน่นอน แต่ว่าในปวัตติกาล ขันธ์ ๒ เหล่านั้นย่อมเกิดขึ้นบ้าง ย่อมดับบ้างแก่สัตว์ผู้เกิดขึ้นแล้ว เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงไม่ตรัสว่าปญฺจโวการานํ = เกิดอยู่ในปัญจโวการภูมิ แต่ตรัสปญฺจโวการ อุปฺปชฺชนฺตานํ = กำลังเกิดในปัญจโวการภูมิ นี้เป็นการวิสัชนาด้วยการแสดงโดยสรุป ในปัจฉิมโกฏฐาสแห่งปริปุณณปัญหา ในฐานะว่า ปญฺจโวการํ อุปฺปชฺชนฺตานํ พึงทราบการวิสัชนาทั้งหมดโดยอุบายนี้.
ก็นี้เป็นนิยมลักษณะในการเกิดและการดับนี้.
ก็ในขันธยมกนี้แม้ทั้งสิ้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอุปปาทวาระไว้ ด้วยอำนาจแห่งการเกิดขึ้นในปฏิสนธิกาลนั่นเทียวว่าการไม่ลูบคลำ (คือไม่ทรงแสดง) ซึ่งการเกิดและการดับในปวัตติกาลว่า ก็ในขันธยมกนี้แม้ทั้งสิ้น เมื่อสัตว์ทั้งหลายเกิดขึ้นแล้วในปัญจโวการภพนั้นๆ เมื่อการเกิดขึ้นและการดับอันไม่มีที่สุดแห่งขันธ์ ๕ แม้มีอยู่ในปวัตติกาลจนกระทั่งตายการทำการแยกธรรมทั้งหลายที่เป็นไปโดยเร็ว เพื่อแสดงการเกิดและการดับ ไม่ใช่ทำได้โดยง่าย ดังนี้แล้วจึงทรงแสดงการเกิดขึ้นแห่งขันธ์ทั้งหลายในปฏิสนธิของสัตว์ผู้เกิดแล้วด้วยกรรมต่างๆ อันยังวิปากวัฏฏ์ใหม่ๆ ให้สำเร็จ เป็นการทำได้ง่าย พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสนิโรธวาระด้วยอำนาจการดับในมรณะกาลว่าก็การแสดงการดับ ในกาลเป็นที่สิ้นสุดลงแห่งวิปากวัฏฏ์ที่เกิดขึ้นแล้ว เป็นการทำได้ง่าย ก็ความไม่ลูบคลำการเกิดและการดับในปวัตติกาลนี้เป็นประมาณอย่างไรนั่นแหละคือพระบาลี
อนึ่ง พระบาลีว่า ปจฺฉิมภวิกานํ เตสํ รูปกฺขนฺโธ จ นุปฺปชฺชติ เวทนากฺขนฺโธ จ นุปฺปชฺชิสฺสติ = รูปขันธ์ก็ย่อมไม่เกิด เวทนาขันธ์ก็จักไม่ดับแก่ปัจฉิมภวิกบุคคลเหล่านั้น นี้เป็นประมาณยิ่ง ในวาระแห่งอนาคตกาลแห่งอุปปาทะวาระโดยพิเศษในพระบาลีเมื่อภาวะที่สมควรเพื่อการเกิดขึ้นแห่งรูปธรรมและอรูปธรรมทั้งหลายในปวัตติกาลของปัจฉิมภวิกบุคคลแม้มีอยู่การเกิดขึ้นในปวัตติกาล พึงทราบว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงถือเอาโดยภาวะที่กล่าวแล้ว จึงทรงกระทำการสันนิษฐานว่ารูปกฺขนฺโธ จ นุปฺปชฺชิสฺสติ เวทนากฺขนฺโธ จ นุปฺปชฺชิสฺสติ = รูปขันธ์ก็จักไม่เกิด เวทนาขันธ์ก็จักไม่ดับ พระบาลีนี้ว่า สุทฺธาวาเสปรินิพฺพนฺตานํ = กำลังปรินิพพานในสุทธาวาส ดังนี้ เป็นประมาณยิ่ง ในการไม่แตะต้องซึ่งความดับในปวัตติกาล ก็คลองแห่งการนับซึ่งสัญญาขันธ์ทั้งหลายที่ดับไปแล้ว เพราะเกิดขึ้นแล้วในปวัตติกาลจำเดิมแต่ปฏิสนธิกาล ที่ตั้งอยู่ในภังคขณะ แห่งจุติจิตของปรินิพพันตบุคคลในสุทธาวาส ย่อมไม่มี ครั้นเมื่อเป็นอย่างนั้น พึงทราบว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงถือเอาความดับในปวัตติกาลโดยภาวะที่กล่าวแล้วจึงทรงกระทำการสันนิษฐานว่า เตสํ ตตฺถ สญฺญากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิตฺถ = สัญญาขันธ์ไม่ดับแล้ว (คือไม่เคยดับ) แก่บุคคลเหล่านั้นในภูมินั้น.
บัณฑิตครั้นทราบลักษณะที่แน่นอนในการเกิดขึ้นและดับไปนี้แล้ว ควรถือเอาการเกิดขึ้นด้วยปฏิสนธิกาลและการดับด้วยจุติกาลเท่านั้นแล้วพึงทราบการวินิจฉัยเนื้อความแห่งการวิสัชนาทั้งหลายที่มาแล้วในฐานะทั้งหลายเหล่านั้นๆ ด้วยประการฉะนี้ แต่ว่าการวินิจฉัยเนื้อความนั้นท่านไม่ทำให้พิสดารแล้วโดยลำดับแห่งการวิสัชนาว่า การวินิจฉัยเนื้อความนั้นใครๆ ก็อาจทราบได้โดยนัยที่กล่าวไว้แล้วในการวิสัชนาแรกหากว่าบุคคลใดไม่สามารถจะทราบการวินิจฉัยเนื้อความเหล่านั้น บุคคลนั้นพึงเข้าไปนั่งใกล้อาจารย์ ฟังด้วยดีแล้วพึงทราบตามนัยที่อาจารย์ให้แล้วนี้ อย่างนี้.
ยมกทั้งหลายเหล่าใดในขันธ์ ๕ ย่อมมีด้วยอำนาจแห่ง
อุปปาทวาระ, นิโรธวาระ และอุปปาทะและนิโรธะทั้งสองรวมกัน
ด้วยอำนาจของอนุโลมนัยและปฏิโลมนัย พระชินเจ้าตรัสแล้ว
ซึ่งยมกะทั้งหลายเหล่านั้นในวาระทั้งหลายในปวัตติกาล เพราะ
ทรงแสดงแล้วซึ่งบุคคลวาระ, โอกาสวาระ, และปุคคโลกาสวาระ
การกำหนดพระบาลีเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้ว
โดยลำดับ แม้การประกอบเนื้อความเพื่อการวินิจฉัยปัญหาและ
วิสัชนา พร้อมทั้งฐานะทั้งหลายแห่งการวิสัชนาอย่างใดอย่างหนึ่ง
โดยประการทั้งปวง พระชินเจ้าทรงแสดงแล้ว ทรงประกาศแล้วใน
ปัญหาหนึ่งๆ ลำดับการวิสัชนาปัญหาในปวัตติมหาวาระนี้เป็นไป
แล้วโดยพิสดาร เพราะฉะนั้น บัณฑิตทั้งหลายจงทราบเนื้อความ
โดยนัยนี้ว่า เบื้องหน้าแต่นี้ไป ใครหนอจะสามารถพรรณนาเนื้อ
ความนี้ได้.
อรรถกถาปวัตติวาระ จบ. -----------------------------------------------------