อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับมหาจุฬาฯจับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ไทย · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๕๕๘

ข้อ ๕๕๘–๖๐๓

ชั้นตัวบทพุทธพจน์พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 46 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 46 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 9 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๙ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๖ ยมกปกรณ์ ภาค ๒

จักขุนทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด โสตินทรีย์ ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้นหรือ จักขุนทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งมีจักขุ ไม่มีโสตะที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่โสตินทรีย์จะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่จักขุนทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และโสตินทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นซึ่งมีจักขุ มีโสตะ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ หรือว่า โสตินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด จักขุนทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้น โสตินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งมีโสตะ ไม่มีจักขุ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่จักขุนทรีย์จะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่ โสตินทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และจักขุนทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีโสตะ มีจักขุ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่

จักขุนทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด ฆานินทรีย์ ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้นหรือ จักขุนทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งมีจักขุ ไม่มีฆานะที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่ฆานินทรีย์จะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่จักขุนทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และฆานินทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นซึ่งมีจักขุ มีฆานะ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ หรือว่า ฆานินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด จักขุนทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้น ฆานินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งมีฆานะ ไม่มีจักขุที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่จักขุนทรีย์จะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่ฆานินทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และจักขุนทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นซึ่งมีฆานะ มีจักขุ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่

จักขุนทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด อิตถิน- *ทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้นหรือ จักขุนทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งมีจักขุ ไม่เป็นอิตถี ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่อิตถินทรีย์จะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่ จักขุนทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และอิตถินทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีจักขุ เป็นอิตถี ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ หรือว่า อิตถินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด จักขุน-*ทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้น อิตถินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ผู้เป็นอิตถี ไม่มีจักขุที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่จักขุนทรีย์จะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่อิตถินทรีย์ ย่อมเกิดขึ้น และจักขุนทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งเป็นอิตถี มีจักขุที่กำลังเกิดขึ้นอยู่

จักขุนทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด ปุริสินทรีย์ ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้นหรือ จักขุนทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งมีจักขุ ไม่เป็นปุริสะ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่ปุริสินทรีย์จะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่ จักขุนทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และปุริสินทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีจักขุ เป็นปุริสะ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ หรือว่า ปุริสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด จักขุนทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้น ปุริสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งเป็นปุริสะไม่มีจักขุ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่จักขุนทรีย์จะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่ ปุริสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และจักขุนทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปุริสะ มีจักขุ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่

จักขุนทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด ชีวิตินทรีย์ ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้นหรือ ถูกแล้ว หรือว่า ชีวิตินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด จักขุน-*ทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้น ชีวิตินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งไม่มีจักขุ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่จักขุนทรีย์จะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่ ชีวิตินทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และจักขุนทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งมีจักขุที่กำลังเกิดขึ้นอยู่

จักขุนทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด โสมนัส- *สินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้นหรือ จักขุนทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งมีจักขุ เว้นโสมนัส ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่โสมนัสสินทรีย์จะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ จักขุนทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และโสมนัสสินทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งมีจักขุ มีโสมนัส ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ หรือว่า โสมนัสสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใดจักขุนทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้น ถูกแล้ว

จักขุนทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด อุเปก- *ขินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้นหรือ จักขุนทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งมีจักขุ เว้นอุเบกขา ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่อุเปกขินทรีย์จะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่ จักขุนทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และอุเปกขินทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งมีจักขุ มีอุเบกขา ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ หรือว่า อุเปกขินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด จัก-*ขุนทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้น อุเปกขินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งมีอุเบกขาไม่มีจักขุ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่จักขุนทรีย์จะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่ อุเปกขินทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และจักขุนทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีอุเบกขา มีจักขุ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่

จักขุนทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด สัทธินทรีย์ ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้นหรือ จักขุนทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งมีจักขุ เป็นอเหตุกสัตว์ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่สัทธินทรีย์จะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่ จักขุนทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และสัทธินทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีจักขุ เป็นสเหตุกสัตว์ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ หรือว่า สัทธินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด จักขุน-*ทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้น สัทธินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งเป็นสเหตุกสัตว์ไม่มีจักขุ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่จักขุนทรีย์จะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่ สัทธินทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และจักขุนทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นสเหตุกสัตว์ มีจักขุ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่

จักขุนทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด ปัญญิน- *ทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้นหรือ จักขุนทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ผู้มีจักขุ ปราศจากปัญญาที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่ปัญญินทรีย์จะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่จักขุนทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และปัญญินทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นซึ่งมีจักขุ ประกอบด้วยปัญญา ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ หรือว่า ปัญญินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด จักขุนทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้น ปัญญินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งประกอบด้วยปัญญาไม่มีจักขุ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่จักขุนทรีย์จะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่ ปัญญินทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และจักขุนทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งประกอบด้วยปัญญา มีจักขุ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่

จักขุนทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด มนินทรีย์ ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้นหรือ ถูกแล้ว หรือว่า มนินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด จักขุนทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นในภูมินั้น มนินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งมีจิต ไม่มีจักขุที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่จักขุนทรีย์จะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่มนินทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และจักขุนทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นซึ่งมีจักขุ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่

ฆานินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด อิตถินทรีย์ ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้นหรือ ฆานินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งมีฆานะ ไม่เป็นอิตถีที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่อิตถินทรีย์จะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ฆานินทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และอิตถินทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นซึ่งมีฆานะ เป็นอิตถี ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ หรือว่า อิตถินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด ฆานินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้น อิตถินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งเป็นอิตถี ไม่มีฆานะที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่ฆานินทรีย์จะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ อิตถิน-*ทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และฆานินทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งเป็นอิตถี มีฆานะ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่

ฆานินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด ปุริสินทรีย์ ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้นหรือ ฆานินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งมีฆานะ ไม่เป็นปุริสะที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่ปุริสินทรีย์จะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ ฆานิน-*ทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และปุริสินทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งมีฆานะ เป็นปุริสะ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ หรือว่า ปุริสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด ฆานินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้น ปุริสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งเป็นปุริสะ ไม่มีฆานะ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่ฆานินทรีย์จะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ปุริสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และฆานินทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นซึ่งเป็นปุริสะ มีฆานะ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่

ฆานินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด ชีวิตินทรีย์ ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้นหรือ ถูกแล้ว หรือว่า ชีวิตินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด ฆานินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้น ชีวิตินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งไม่มีฆานะ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่ฆานินทรีย์จะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่ ชีวิตินทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และฆานินทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งมีฆานะที่กำลังเกิดขึ้นอยู่

ฆานินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด โสมนัส- *สินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้นหรือ ฆานินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งมีฆานะ เว้นโสมนัสที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่โสมนัสสินทรีย์จะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่ฆานินทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และโสมนัสสินทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งมีฆานะ มีโสมนัส ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ หรือว่า โสมนัสสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด ฆานิน-*ทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้น โสมนัสสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งมีโสมนัสไม่มีฆานะ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่ฆานินทรีย์จะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่ โสมนัสสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และฆานินทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีโสมนัส มีฆานะ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่

ฆานินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด อุเปก- *ขินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้นหรือ ฆานินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งมีฆานะ เว้นอุเบกขาที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่อุเปกขินทรีย์จะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่ฆานินทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และอุเปกขินทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นซึ่งมีฆานะ มีอุเบกขา ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ หรือว่า อุเปกขินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด ฆานิน-*ทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้น อุเปกขินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งมีอุเบกขา ไม่มีฆานะ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่ฆานินทรีย์จะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่อุเปกขินทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และฆานินทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นซึ่งมีอุเบกขา มีฆานะ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่

ฆานินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด สัทธินทรีย์ ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้นหรือ ฆานินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งมีฆานะ เป็นอเหตุก-*สัตว์ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่สัทธินทรีย์จะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่ ฆานินทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และสัทธินทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นซึ่งมีฆานะ เป็นสเหตุกสัตว์ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ หรือว่า สัทธินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด ฆานินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้น สัทธินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งเป็นสเหตุกสัตว์ไม่มีฆานะ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่ฆานินทรีย์จะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่ สัทธินทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และฆานินทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นสเหตุกสัตว์ มีฆานะ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่

ฆานินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด ปัญญิน- *ทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้นหรือ ฆานินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งมีฆานะ ปราศจากปัญญา ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่ปัญญินทรีย์จะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่ ฆานินทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และปัญญินทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีฆานะ ประกอบด้วยปัญญา ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ หรือว่า ปัญญินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด ฆานิน-*ทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้น ปัญญินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งประกอบด้วยปัญญา ไม่มีฆานะ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่ฆานินทรีย์จะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ ปัญญินทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และฆานินทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งประกอบด้วยปัญญา มีฆานะ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่

ฆานินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด มนินทรีย์ ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้นหรือ ถูกแล้ว หรือว่า มนินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด ฆานินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้น มนินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งมีจิต ไม่มีฆานะที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่ฆานินทรีย์จะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ มนิน-*ทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และฆานินทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งมีฆานะ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่

อิตถินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด ปุริสินทรีย์ ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้นหรือ หามิได้ หรือว่า ปุริสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด อิตถินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้น หามิได้

อิตถินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด ชีวิตินทรีย์ ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้นหรือ ถูกแล้ว หรือว่า ชีวิตินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด อิตถิน-*ทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้น ชีวิตินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งไม่เป็นอิตถี ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่อิตถินทรีย์จะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่ ชีวิติน-*ทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และอิตถินทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งเป็นอิตถี ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่

อิตถินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด โสม- *นัสสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้นหรือ อิตถินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งเป็นอิตถี เว้นโสม-*นัส ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่โสมนัสสินทรีย์จะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่ อิตถินทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และโสมนัสสินทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอิตถี มีโสมนัส ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ หรือว่า โสมนัสสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด อิตถิน-*ทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้น โสมนัสสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งมีโสมนัสไม่เป็นอิตถี ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่อิตถินทรีย์จะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่ โสมนัสสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และอิตถินทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีโสมนัส เป็นอิตถี ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่

อิตถินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด อุเปก- *ขินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้นหรือ อิตถินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งเป็นอิตถี เว้นอุเบกขา ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่อุเปกขินทรีย์จะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่ อิตถินทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และอุเปกขินทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอิตถี มีอุเบกขา ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ หรือว่า อุเปกขินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด อิตถิน-*ทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้น อุเปกขินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งมีอุเบกขา ไม่เป็นอิตถี ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่อิตถินทรีย์จะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่อุเปกขินทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และอิตถินทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นซึ่งมีอุเบกขา เป็นอิตถี ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่

อิตถินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด สัทธิน- *ทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้นหรือ อิตถินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งเป็นอิตถี เป็นอเหตุก-*สัตว์ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่สัทธินทรีย์จะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่อิตถินทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และสัทธินทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นซึ่งเป็นอิตถี เป็นสเหตุกสัตว์ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ หรือว่า สัทธินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด อิตถิน-*ทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้น สัทธินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งเป็นสเหตุกสัตว์ไม่เป็นอิตถี ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่อิตถินทรีย์จะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่ สัทธินทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และอิตถินทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นสเหตุกสัตว์ เป็นอิตถี ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่

อิตถินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด ปัญญิน- *ทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้นหรือ อิตถินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งเป็นอิตถี ปราศจากปัญญา ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่ปัญญินทรีย์จะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่ อิตถินทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และปัญญินทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอิตถี ประกอบด้วยปัญญา ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ หรือว่า ปัญญินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด อิตถิน-*ทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้น ปัญญินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งประกอบด้วยปัญญา ไม่เป็นอิตถี ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่อิตถินทรีย์จะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ ปัญญินทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และอิตถินทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งประกอบด้วยปัญญา เป็นอิตถี ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่

อิตถินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด มนิน- *ทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้นหรือ ถูกแล้ว หรือว่า มนินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด อิตถิน-*ทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้น มนินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งมีจิต ไม่เป็นอิตถีที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่อิตถินทรีย์จะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ มนิน-*ทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และอิตถินทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งเป็นอิตถี ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่

ปุริสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด ชีวิติน- *ทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้นหรือ ถูกแล้ว หรือว่า ชีวิตินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด ปุริสิน-*ทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้น ชีวิตินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งไม่เป็นปุริสะที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่ปุริสินทรีย์จะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่ชีวิตินทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และปุริสินทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นซึ่งเป็นปุริสะ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่

ปุริสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด โสมนัส- *สินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้นหรือ ปุริสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งเป็นปุริสะ เว้นโสมนัส ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่โสมนัสสินทรีย์จะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่ ปุริสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และโสมนัสสินทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งเป็นปุริสะ มีโสมนัส ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ หรือว่า โสมนัสสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใดปุริสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้น โสมนัสสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งมีโสมนัสไม่เป็นปุริสะ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่ปุริสินทรีย์จะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่ โสมนัสสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และปุริสินทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีโสมนัส เป็นปุริสะ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่

ปุริสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด อุเปก- *ขินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้นหรือ ปุริสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งเป็นปุริสะ เว้นอุเบกขา ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่อุเปกขินทรีย์จะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่ ปุริสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และอุเปกขินทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปุริสะ มีอุเบกขา ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ หรือว่า อุเปกขินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด ปุริสิน-*ทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้น อุเปกขินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งมีอุเบกขา ไม่เป็นปุริสะ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่ปุริสินทรีย์จะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่ อุเปกขินทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และปุริสินทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีอุเบกขา เป็นปุริสะ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่

ปุริสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด สัทธิน- *ทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้นหรือ ปุริสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งเป็นปุริสะ เป็นสเหตุกสัตว์ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่สัทธินทรีย์จะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่ ปุริสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และสัทธินทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปุริสะ เป็นสเหตุกสัตว์ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ หรือว่า สัทธินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด ปุริสิน-*ทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้น สัทธินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งเป็นสเหตุกสัตว์ไม่เป็นปุริสะ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่ปุริสินทรีย์จะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่ สัทธินทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และปุริสินทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นสเหตุกสัตว์ เป็นปุริสะ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่

ปุริสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด ปัญญิน- *ทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้นหรือ ปุริสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งเป็นปุริสะปราศจากปัญญา ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่ปัญญินทรีย์จะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ ปุริสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และปัญญินทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งเป็นปุริสะ ประกอบด้วยปัญญา ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ หรือว่า ปัญญินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด ปุริสิน-*ทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้น ปัญญินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งประกอบด้วยปัญญา ไม่เป็นปุริสะ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่ปุริสินทรีย์จะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ ปัญญินทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และปุริสินทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งประกอบด้วยปัญญา เป็นปุริสะ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่

ปุริสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด มนิน- *ทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้นหรือ ถูกแล้ว หรือว่า มนินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด ปุริสิน-*ทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้น มนินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งมีจิต ไม่เป็นปุริสะที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่ปุริสินทรีย์จะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่มนินทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และปุริสินทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นซึ่งเป็นปุริสะ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่

ชีวิตินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด โสมนัสสิน- *ทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้นหรือ ชีวิตินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งเว้นโสมนัส ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่ปราศจากโสมนัส ในปวัตติกาล แต่โสมนัส-*สินทรีย์จะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่ ชีวิตินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นและโสมนัสสินทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งมีโสมนัส ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ในอุปปาทขณะแห่งจิต ที่ประกอบด้วยโสมนัส ในปวัตติกาล หรือว่า โสมนัสสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด ชีวิติน-*ทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้น ถูกแล้ว

ชีวิตินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด อุเปก ขินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้นหรือ ชีวิตินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งเว้นอุเบกขา ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่ปราศจากอุเบกขา ในปวัตติกาล แต่อุเปก-*ขินทรีย์จะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่ ชีวิตินทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และอุเปกขินทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งมีอุเบกขา ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่ประกอบด้วยอุเบกขา ในปวัตติกาล หรือว่า อุเปกขินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด ชีวิติน-*ทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้น ถูกแล้ว

ชีวิตินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด สัทธิน- *ทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้นหรือ ชีวิตินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งเป็นอเหตุกสัตว์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่ปราศจากศรัทธา ในปวัตติกาล แต่สัทธินทรีย์จะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่ ชีวิตินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นและสัทธินทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งเป็นสเหตุกสัตว์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่ประกอบด้วยศรัทธา ในปวัตติกาล หรือว่า สัทธินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด ชีวิติน-*ทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้น ถูกแล้ว

ชีวิตินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด ปัญญิน- *ทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้นหรือ ชีวิตินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งปราศจากปัญญาที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่ปราศจากปัญญา ในปวัตติกาล แต่ปัญญินทรีย์จะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่ ชีวิตินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นและปัญญินทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งประกอบด้วยปัญญาที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่ประกอบด้วยปัญญา ในปวัตติกาล หรือว่า ปัญญินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด ชีวิติน-*ทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้น ถูกแล้ว

ชีวิตินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด มนินทรีย์ ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้นหรือ ชีวิตินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งไม่มีจิต ที่กำลังเกิดอยู่ แต่มนินทรีย์จะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่ ชีวิตินทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และมนินทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งมีจิต ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ในอุปปาทขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล หรือว่า มนินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด ชีวิตินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้น ถูกแล้ว

โสมนัสสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด อุเปก- *ขินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้นหรือ หามิได้ หรือว่า อุเปกขินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด โสม-*นัสสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้น หามิได้

โสมนัสสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด สัทธิน- *ทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้นหรือ โสมนัสสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่ประกอบด้วยโสมนัส ปราศจากศรัทธา ในปวัตติกาล แต่สัทธินทรีย์จะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่ โสมนัสสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และสัทธินทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งมีโสมนัส ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่ประกอบด้วยโสมนัส ประกอบด้วยศรัทธา ในปวัตติกาล หรือว่า สัทธินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด โสมนัส-*สินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้น สัทธินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งเป็นสเหตุกสัตว์เว้นโสมนัส ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่ประกอบด้วยศรัทธาปราศจากโสมนัส ในปวัตติกาล แต่โสมนัสสินทรีย์จะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ สัทธินทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และโสมนัสสินทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งมีโสมนัส ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่ประกอบด้วยศรัทธา ประกอบด้วยโสมนัส ในปวัตติกาล

โสมนัสสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด ปัญ- *ญินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้นหรือ โสมนัสสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งมีโสมนัสปราศจากปัญญา ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่ประกอบด้วยโสมนัสปราศจากปัญญา ในปวัตติกาล แต่ปัญญินทรีย์จะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่ โสมนัสสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และปัญญินทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีโสมนัส ประกอบด้วยปัญญา ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่ประกอบด้วยโสมนัส ประกอบด้วยปัญญา ในปวัตติกาล หรือว่า ปัญญินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด โสม-*นัสสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้น ปัญญินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งประกอบด้วยปัญญา เว้นโสมนัส ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ในอุปปาทขณะแห่งจิต ที่ประกอบด้วยปัญญา ปราศจากโสมนัส ในปวัตติกาล แต่โสมนัสสินทรีย์จะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่ ปัญญินทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และโสมนัสสินทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งประกอบด้วยปัญญา มีโสมนัส ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่ประกอบด้วยปัญญา ประกอบด้วยโสมนัส ในปวัตติกาล

โสมนัสสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด มนินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้นหรือ ถูกแล้ว หรือว่า มนินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด โสมนัส-*สินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้น มนินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งมีจิต เว้นโสมนัสที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่ปราศจากโสมนัส ในปวัตติกาล แต่โสมนัสสินทรีย์ จะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่ มนินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นและโสมนัสสินทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งมีโสมนัส ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่ประกอบด้วยโสมนัส ในปวัตติกาล

อุเปกขินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด สัทธิน- *ทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้นหรือ อุเปกขินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งมีอุเปกขา เป็นอเหตุกสัตว์ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่ประกอบด้วยอุเบกขาปราศจากศรัทธา ในปวัตติกาล แต่สัทธินทรีย์จะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่ อุเปกขินทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และสัทธินทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีอุเบกขา เป็นสเหตุกสัตว์ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่ประกอบด้วยอุเบกขา ประกอบด้วยศรัทธา ในปวัตติกาล หรือว่า สัทธินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด อุเปก-*ขินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้น สัทธินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งเป็นสเหตุกสัตว์เว้นอุเบกขา ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่ประกอบด้วยศรัทธา ปราศ-*จากอุเบกขา ในปวัตติกาล แต่อุเปกขินทรีย์จะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่ สัทธินทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และอุเปกขินทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นสเหตุกสัตว์ มีอุเบกขา ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่ประกอบด้วยศรัทธา ประกอบด้วยอุเบกขา ในปวัตติกาล

อุเปกขินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด ปัญญินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้นหรือ อุเปกขินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งมีอุเบกขาปราศจากปัญญา ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่ประกอบด้วยอุเบกขาปราศจากปัญญา ในปวัตติกาล แต่ปัญญินทรีย์จะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่ อุเปกขินทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และปัญญินทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีอุเบกขา ประกอบด้วยปัญญา ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่ประกอบด้วยอุเบกขา ประกอบด้วยปัญญา ในปวัตติกาล หรือว่า ปัญญินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด อุเปก-*ขินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้น ปัญญินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งประกอบด้วยปัญญาเว้นอุเบกขา ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่ประกอบด้วยปัญญาปราศจากอุเบกขา ในปวัตติกาล แต่อุเปกขินทรีย์ จะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ ปัญญินทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และอุเปกขินทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งประกอบด้วยปัญญา มีอุเบกขา ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่ประกอบด้วยปัญญา ประกอบด้วยอุเบกขา ในปวัตติกาล

อุเปกขินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด มนินทรีย์ ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้นหรือ ถูกแล้ว หรือว่า มนินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด อุเปกขินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้น มนินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งมีจิต เว้นอุเบกขาที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่ปราศจากอุเบกขา ในปวัตติกาล แต่อุเปกขินทรีย์จะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่ มนินทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และอุเปกขินทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งมีอุเบกขา ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่ประกอบด้วยอุเบกขา ในปวัตติกาล

สัทธินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด ปัญญินทรีย์ ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้นหรือ สัทธินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งเป็นสเหตุกสัตว์ปราศจากปัญญา ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่ประกอบด้วยศรัทธาปราศจากปัญญา ในปวัตติกาล แต่ปัญญินทรีย์จะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่ สัทธินทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และปัญญินทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นสเหตุกสัตว์ ประกอบด้วยปัญญา ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ในอุปปาท-*ขณะแห่งจิตที่ประกอบด้วยศรัทธา ประกอบด้วยปัญญา ในปวัตติกาล หรือว่า ปัญญินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด สัทธินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้น ถูกแล้ว

สัทธินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด มนินทรีย์ ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้นหรือ ถูกแล้ว หรือว่า มนินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด สัทธินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้น มนินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งมีจิต เป็นอเหตุกสัตว์ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่ปราศจากศรัทธา ในปวัตติกาลแต่สัทธินทรีย์จะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่ มนินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นและสัทธินทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งเป็นสเหตุกสัตว์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ในอุปปาทขณะแห่งจิต ที่ประกอบด้วยศรัทธา ในปวัตติกาล

ปัญญินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด มนินทรีย์ ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้นหรือ ถูกแล้ว หรือว่า มนินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด ปัญญินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้น มนินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งมีจิต ปราศจากปัญญาที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่ปราศจากปัญญา ในปวัตติกาล แต่ปัญญินทรีย์จะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่ มนินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นและปัญญินทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้น แก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งประกอบด้วยปัญญาที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่ประกอบด้วยปัญญา ในปวัตติกาล

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อนุโลมปุคคโลกาส จักขุนทรียมูลกนัย

ข้อ ๒๐๔

อนุ. จักขุนทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด โสตินทรีย์ของ บุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีจักขุเกิดได้โสตะเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ จักขุนทรีย์ของบุคคล เหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่โสตินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีจักขุและโสตะเกิดได้กำลังอุบัติ จักขุนทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและโสตินทรีย์ก็กำลังเกิด ปฏิ. โสตินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด จักขุนทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิด

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๒๗๔}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร วิ. บุคคลผู้มีโสตะเกิดได้จักขุเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ โสตินทรีย์ของบุคคล เหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่จักขุนทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีโสตะและจักขุเกิดได้กำลังอุบัติ โสตินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและจักขุนทรีย์ก็กำลังเกิด อนุ. จักขุนทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ฆานินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีจักขุเกิดได้ฆานะเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ จักขุนทรีย์ของบุคคล เหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่ฆานินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีจักขุและฆานะเกิดได้กำลังอุบัติ จักขุนทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและฆานินทรีย์ก็กำลังเกิด ปฏิ. ฆานินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด จักขุนทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีฆานะเกิดได้จักขุเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ ฆานินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่จักขุนทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีฆานะและจักขุเกิดได้กำลังอุบัติ ฆานินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและจักขุนทรีย์ก็กำลังเกิด อนุ. จักขุนทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด อิตถินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีจักขุเกิดได้อิตถีเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ จักขุนทรีย์ของบุคคล เหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่อิตถินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีจักขุและอิตถีเกิดได้กำลังอุบัติ จักขุนทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและอิตถินทรีย์ก็กำลังเกิด ปฏิ. อิตถินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด จักขุนทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีอิตถีเกิดได้จักขุเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ อิตถินทรีย์ของบุคคล เหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่จักขุนทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีอิตถีและจักขุเกิดได้กำลังอุบัติ อิตถินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและจักขุนทรีย์ก็กำลังเกิด

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๒๗๕}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร อนุ. จักขุนทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ปุริสินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีจักขุเกิดได้ปุริสะเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ จักขุนทรีย์ของบุคคล นั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่ปุริสินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีจักขุและปุริสะเกิดได้กำลังอุบัติ จักขุนทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและปุริสินทรีย์ก็กำลังเกิด ปฏิ. ปุริสินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด จักขุนทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีปุริสะเกิดได้จักขุเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ ปุริสินทรีย์ของบุคคล เหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่จักขุนทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีปุริสะและจักขุเกิดได้กำลังอุบัติ ปุริสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและจักขุนทรีย์ก็กำลังเกิด อนุ. จักขุนทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ชีวิตินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. ชีวิตินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด จักขุนทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีจักขุเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ ชีวิตินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมิ นั้นกำลังเกิด แต่จักขุนทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีจักขุเกิดได้กำลังอุบัติ ชีวิตินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและจักขุนทรีย์ก็กำลังเกิด อนุ. จักขุนทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด โสมนัสสินทรีย์ของบุคคล นั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีจักขุเกิดได้แต่มีจิตปราศจากโสมนัสกำลังอุบัติ จักขุนทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่โสมนัสสินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีจักขุเกิดได้และมีจิตเป็นโสมนัสกำลังอุบัติ จักขุนทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและโสมนัสสินทรีย์ก็กำลังเกิด

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๒๗๖}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร ปฏิ. โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด จักขุนทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. จักขุนทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด อุเปกขินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีจักขุเกิดได้แต่มีจิตปราศจากอุเบกขากำลังอุบัติ จักขุนทรีย์ ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่อุเปกขินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีจักขุเกิดได้และมีจิตเป็นอุเบกขากำลังอุบัติ จักขุนทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและอุเปกขินทรีย์ก็กำลังเกิด ปฏิ. อุเปกขินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด จักขุนทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีจิตเป็นอุเบกขาและมีจักขุเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ อุเปกขินทรีย์ ของบุคคลนั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่จักขุนทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีจิตเป็นอุเบกขาและมีจักขุเกิดได้กำลังอุบัติ อุเปกขินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและจักขุนทรีย์ก็กำลังเกิด อนุ. จักขุนทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด สัทธินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีจักขุเกิดได้แต่เป็นอเหตุกะกำลังอุบัติ จักขุนทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่สัทธินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีจักขุเกิดได้และเป็นสเหตุกะกำลังอุบัติ จักขุนทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและสัทธินทรีย์ก็กำลังเกิด ปฏิ. สัทธินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด จักขุนทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้เป็นสเหตุกะและมีจักขุเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ สัทธินทรีย์ของ บุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่จักขุนทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้เป็นสเหตุกะและมีจักขุเกิดได้กำลังอุบัติ สัทธินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและจักขุนทรีย์ก็กำลังเกิด

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๒๗๗}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร อนุ. จักขุนทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ปัญญินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีจักขุเกิดได้ แต่เป็นญาณวิปปยุตกำลังอุบัติ จักขุนทรีย์ของ บุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่ปัญญินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีจักขุเกิดได้และเป็นญาณสัมปยุตกำลังอุบัติ จักขุนทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและปัญญินทรีย์ก็กำลังเกิด ปฏิ. ปัญญินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด จักขุนทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้เป็นญาณสัมปยุต แต่มีจักขุเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ ปัญญินทรีย์ ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่จักขุนทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้เป็นญาณวิปปยุต แต่มีจักขุเกิดได้กำลังอุบัติ ปัญญินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและจักขุนทรีย์ก็กำลังเกิด อนุ. จักขุนทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด มนินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. มนินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด จักขุนทรีย์ของบุคคลนั้นใน ภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีจิตเกิดได้จักขุเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ มนินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่จักขุนทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีจักขุเกิดได้กำลังอุบัติมนินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและจักขุนทรีย์ก็กำลังเกิด จักขุนทรียมูลกนัย จบ ฆานินทรียมูลกนัย

ข้อ ๒๐๕

อนุ. ฆานินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด อิตถินทรีย์ของ บุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๒๗๘}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร วิ. บุคคลผู้มีฆานะเกิดได้อิตถีเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ ฆานินทรีย์ของบุคคล เหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่อิตถินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีฆานะและอิตถีเกิดได้กำลังอุบัติ ฆานินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและอิตถินทรีย์ก็กำลังเกิด ปฏิ. อิตถินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ฆานินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีอิตถีเกิดได้ฆานะเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ อิตถินทรีย์ของบุคคล เหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่ฆานินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีอิตถีและฆานะเกิดได้กำลังอุบัติ อิตถินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและฆานินทรีย์ก็กำลังเกิด อนุ. ฆานินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ปุริสินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีฆานะเกิดได้ปุริสะเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ ฆานินทรีย์ของบุคคล เหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่ปุริสินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีฆานะและปุริสะเกิดได้กำลังอุบัติ ฆานินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและปุริสินทรีย์ก็กำลังเกิด ปฏิ. ปุริสินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ฆานินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีปุริสะเกิดได้ฆานะเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ ปุริสินทรีย์ของบุคคล เหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่ฆานินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีปุริสะและฆานะเกิดได้กำลังอุบัติ ปุริสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและฆานินทรีย์ก็กำลังเกิด อนุ. ฆานินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ชีวิตินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๒๗๙}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร ปฏิ. ชีวิตินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ฆานินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีฆานะเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ ชีวิตินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นใน ภูมินั้นกำลังเกิด แต่ฆานินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีฆานะเกิดได้กำลังอุบัติชีวิตินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและฆานินทรีย์ก็กำลังเกิด อนุ. ฆานินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด โสมนัสสินทรีย์ของบุคคล นั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีฆานะเกิดได้แต่มีจิตปราศจากโสมนัสกำลังอุบัติ ฆานินทรีย์ ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่โสมนัสสินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีฆานะเกิดได้และมีจิตเป็นโสมนัสกำลังอุบัติ ฆานินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและโสมนัสสินทรีย์ก็กำลังเกิด ปฏิ. โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ฆานินทรีย์ของบุคคล นั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีจิตเป็นโสมนัสแต่มีฆานะเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ โสมนัสสินทรีย์ ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่ฆานินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีมีจิตเป็นโสมนัสและฆานะเกิดได้กำลังอุบัติ โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและฆานินทรีย์ก็กำลังเกิด อนุ. ฆานินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด อุเปกขินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีฆานะเกิดได้แต่มีจิตปราศจากอุเบกขากำลังอุบัติ ฆานินทรีย์ ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่อุเปกขินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีฆานะเกิดได้และมีจิตเป็นอุเบกขากำลังอุบัติ ฆานินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและอุเปกขินทรีย์ก็กำลังเกิด ปฏิ. อุเปกขินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ฆานินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๒๘๐}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร วิ. บุคคลผู้มีจิตเป็นอุเบกขาและมีฆานะเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ อุเปกขินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่ฆานินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีจิตเป็นอุเบกขาและมีฆานะเกิดได้กำลังอุบัติ อุเปกขินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและฆานินทรีย์ก็กำลังเกิด อนุ. ฆานินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด สัทธินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีฆานะเกิดได้แต่เป็นอเหตุกะกำลังอุบัติ ฆานินทรีย์ของบุคคล เหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่สัทธินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีฆานะเกิดได้และเป็นสเหตุกะกำลังอุบัติ ฆานินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและสัทธินทรีย์ก็กำลังเกิด ปฏิ. สัทธินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ฆานินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้เป็นสเหตุกะแต่มีฆานะเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ สัทธินทรีย์ของ บุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่ฆานินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้เป็นสเหตุกะและมีฆานะเกิดได้กำลังอุบัติ สัทธินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและฆานินทรีย์ก็กำลังเกิด อนุ. ฆานินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ปัญญินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีฆานะเกิดได้แต่เป็นญาณวิปปยุตกำลังอุบัติ ฆานินทรีย์ของ บุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่ปัญญินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีฆานะเกิดได้และเป็นญาณสัมปยุตกำลังอุบัติ ฆานินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและปัญญินทรีย์ก็กำลังเกิด ปฏิ. ปัญญินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ฆานินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๒๘๑}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร วิ. บุคคลผู้เป็นญาณสัมปยุต แต่มีฆานะเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ ปัญญินทรีย์ ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่ฆานินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้เป็นญาณสัมปยุตและมีฆานะเกิดได้กำลังอุบัติ ปัญญินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและฆานินทรีย์ก็กำลังเกิด อนุ. ฆานินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด มนินทรีย์ของบุคคลนั้นใน ภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. มนินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ฆานินทรีย์ของบุคคลนั้นใน ภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีจิตเกิดได้ฆานะเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ มนินทรีย์ของบุคคล เหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่ฆานินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีฆานะเกิดได้กำลังอุบัติ มนินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและฆานินทรีย์ก็กำลังเกิดฆานินทรียมูลกนัย จบ อิตถินทรียมูลกนัย

ข้อ ๒๐๖

อนุ. อิตถินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ปุริสินทรีย์ของ บุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ ปฏิ. ปุริสินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด อิตถินทรีย์ของบุคคลนั้นใน ภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ อนุ. อิตถินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ชีวิตินทรีย์ของบุคคลนั้นใน ภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. ชีวิตินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด อิตถินทรีย์ของบุคคลนั้นใน ภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๒๘๒}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร วิ. บุคคลผู้มีอิตถีเกิดไม่ได้ กำลังอุบัติ ชีวิตินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้น กำลังเกิด แต่อิตถินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีอิตถีเกิดได้กำลังอุบัติ ชีวิตินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและอิตถินทรีย์ก็กำลังเกิด อนุ. อิตถินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลนั้น ในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีอิตถีเกิดได้แต่มีจิตปราศจากโสมนัสกำลังอุบัติ อิตถินทรีย์ของ บุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่โสมนัสสินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีอิตถีเกิดได้และมีจิตเป็นโสมนัสกำลังอุบัติ อิตถินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและโสมนัสสินทรีย์ก็กำลังเกิด ปฏิ. โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด อิตถินทรีย์ของบุคคลนั้น ในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีอิตถีเกิดไม่ได้แต่มีจิตเป็นโสมนัสกำลังอุบัติ โสมนัสสินทรีย์ ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่อิตถินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีอิตถีเกิดได้และมีจิตเป็นโสมนัสกำลังอุบัติ โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและอิตถินทรีย์ก็กำลังเกิด อนุ. อิตถินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด อุเปกขินทรีย์ของบุคคลนั้น ในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีอิตถีเกิดได้แต่มีจิตปราศจากอุเบกขากำลังอุบัติ อิตถินทรีย์ ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่อุเปกขินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีอิตถีเกิดได้และมีจิตเป็นอุเบกขากำลังอุบัติ อิตถินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและอุเปกขินทรีย์ก็กำลังเกิด ปฏิ. อุเปกขินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด อิตถินทรีย์ของบุคคลนั้น ในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีอิตถีเกิดไม่ได้แต่มีจิตเป็นอุเบกขากำลังอุบัติ อุเปกขินทรีย์ ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่อิตถินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีอิตถีเกิดได้และมีจิตเป็นอุเบกขากำลังอุบัติ อุเปกขินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและอิตถินทรีย์ก็กำลังเกิด @เชิงอรรถ : @ คำว่า บุคคลผู้มีอิตถีเกิดไม่ได้ หมายถึงมีอิตถีภาวรูปเกิดไม่ได้ เช่น ผู้ชายอิตถีภาวรูปก็เกิดไม่ได้ หรือว่า@ผู้หญิงปุริสภาวรูปก็เกิดไม่ได้เช่นกัน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๒๘๓}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร อนุ. อิตถินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด สัทธินทรีย์ของบุคคลนั้นใน ภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีอิตถีเกิดได้แต่เป็นอเหตุกะกำลังอุบัติ อิตถินทรีย์ของบุคคล เหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่สัทธินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีอิตถีเกิดได้ และเป็นสเหตุกะกำลังอุบัติ อิตถินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและสัทธินทรีย์ก็กำลังเกิด ปฏิ. สัทธินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด อิตถินทรีย์ของบุคคลนั้นใน ภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้เป็นสเหตุกะแต่มีอิตถีเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ สัทธินทรีย์ของบุคคล เหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่อิตถินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้เป็นสเหตุกะและมีอิตถีเกิดได้กำลังอุบัติ สัทธินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและอิตถิน-ทรีย์ก็กำลังเกิด อนุ. อิตถินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ปัญญินทรีย์ของบุคคลนั้น ในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีอิตถีเกิดได้แต่เป็นญาณวิปปยุตกำลังอุบัติ อิตถินทรีย์ของ บุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่ปัญญินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีอิตถีเกิดได้และเป็นญาณสัมปยุตกำลังอุบัติ อิตถินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด และปัญญินทรีย์ก็กำลังเกิด ปฏิ. ปัญญินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด อิตถินทรีย์ของบุคคลนั้น ในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้เป็นญาณสัมปยุตแต่มีอิตถีเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ ปัญญินทรีย์ของ บุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่อิตถินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้เป็นญาณ-สัมปยุตและมีอิตถีเกิดได้กำลังอุบัติ ปัญญินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลัง เกิดและอิตถินทรีย์ก็กำลังเกิด อนุ. อิตถินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด มนินทรีย์ของบุคคลนั้นใน ภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๒๘๔}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร ปฏิ. มนินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด อิตถินทรีย์ของบุคคลนั้นใน ภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีจิตเกิดได้อิตถีเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ มนินทรีย์ของบุคคลเหล่า นั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่อิตถินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลมีอิตถีเกิดได้กำลังอุบัติมนินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและอิตถินทรีย์ก็กำลังเกิด อิตถินทรียมูลกนัย จบ ปุริสินทรียมูลกนัย

ข้อ ๒๐๗

อนุ. ปุริสินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ชีวิตินทรีย์ของ บุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. ชีวิตินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ปุริสินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีปุริสะเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ ชีวิตินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นใน ภูมินั้นกำลังเกิด แต่ปุริสินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีปุริสะเกิดได้กำลังอุบัติชีวิตินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและปุริสินทรีย์ก็กำลังเกิด อนุ. ปุริสินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด โสมนัสสินทรีย์ของบุคคล นั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีปุริสะเกิดได้แต่มีจิตปราศจากโสมนัสกำลังอุบัติ ปุริสินทรีย์ ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่โสมนัสสินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีปุริสะเกิดได้และมีจิตเป็นโสมนัสกำลังอุบัติ ปุริสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและโสมนัสสินทรีย์ก็กำลังเกิด ปฏิ. โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ปุริสินทรีย์ของบุคคล นั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๒๘๕}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร วิ. บุคคลผู้มีปุริสะเกิดไม่ได้แต่มีจิตเป็นโสมนัสกำลังอุบัติ โสมนัสสินทรีย์ ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่ปุริสินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีปุริสะเกิดได้และมีจิตเป็นโสมนัสกำลังอุบัติ โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและปุริสินทรีย์ก็กำลังเกิด อนุ. ปุริสินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด อุเปกขินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีปุริสะเกิดได้แต่มีจิตปราศจากอุเบกขากำลังอุบัติ ปุริสินทรีย์ ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่อุเปกขินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีปุริสะเกิดได้และมีจิตเป็นอุเบกขากำลังอุบัติ ปุริสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและอุเปกขินทรีย์ก็กำลังเกิด ปฏิ. อุเปกขินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ปุริสินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีปุริสะเกิดไม่ได้แต่มีจิตเป็นอุเบกขากำลังอุบัติ อุเปกขินทรีย์ ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่ปุริสินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีปุริสะเกิดได้และมีจิตเป็นอุเบกขาลังอุบัติ อุเปกขินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและปุริสินทรีย์ก็กำลังเกิด อนุ. ปุริสินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด สัทธินทรีย์ของบุคคลนั้น ในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีปุริสะเกิดได้แต่เป็นอเหตุกะกำลังอุบัติ ปุริสินทรีย์ของบุคคล เหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่สัทธินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีปุริสะเกิดได้และเป็นสเหตุกะกำลังอุบัติ ปุริสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและสัทธินทรีย์ก็กำลังเกิด ปฏิ. สัทธินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ปุริสินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้เป็นสเหตุกะแต่มีปุริสะเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ สัทธินทรีย์ของ บุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่ปุริสินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้เป็นสเหตุกะและมีปุริสะเกิดได้กำลังอุบัติ สัทธินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและปุริสินทรีย์ก็กำลังเกิด

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๒๘๖}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร อนุ. ปุริสินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ปัญญินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีปุริสะเกิดได้แต่เป็นญาณวิปปยุตกำลังอุบัติ ปุริสินทรีย์ของ บุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่ปัญญินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีปุริสะเกิดได้และเป็นญาณสัมปยุตกำลังอุบัติ ปุริสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและปัญญินทรีย์ก็กำลังเกิด ปฏิ. ปัญญินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ปุริสินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้เป็นญาณสัมปยุตแต่มีปุริสะเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ ปัญญินทรีย์ ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่ปุริสินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้เป็นญาณสัมปยุตและมีปุริสะเกิดได้กำลังอุบัติ ปัญญินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและปุริสินทรีย์ก็กำลังเกิด อนุ. ปุริสินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด มนินทรีย์ของบุคคลนั้นใน ภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. มนินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ปุริสินทรีย์ของบุคคลนั้นใน ภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีจิตเกิดได้ปุริสะเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ มนินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่ปุริสินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีปุริสะเกิดได้กำลังอุบัติ มนินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและปุริสินทรีย์ก็กำลังเกิดปุริสินทรียมูลกนัย จบ ชีวิตินทรียมูลกนัย

ข้อ ๒๐๘

อนุ. ชีวิตินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด โสมนัสสินทรีย์ของ บุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลมีจิตปราศจากโสมนัสกำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่วิปปยุต จากโสมนัสในปวัตติกาล ชีวิตินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่โสมนัส-

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๒๘๗}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร สินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลมีจิตเป็นโสมนัสกำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่สัมปยุตด้วยโสมนัสในปวัตติกาล ชีวิตินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและโสมนัสสินทรีย์ก็กำลังเกิด ปฏิ. โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ชีวิตินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. ชีวิตินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด อุเปกขินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลมีจิตปราศจากอุเบกขากำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่วิป- ปยุตจากอุเบกขาในปวัตติกาล ชีวิตินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่อุเปกขินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลมีจิตเป็นอุเบกขากำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่สัมปยุตด้วยอุเบกขาในปวัตติกาล ชีวิตินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและอุเปกขินทรีย์ก็กำลังเกิด ปฏิ. อุเปกขินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ชีวิตินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. ชีวิตินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด สัทธินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้เป็นอเหตุกะกำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่วิปปยุตจาก สัทธาในปวัตติกาล ชีวิตินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่สัทธินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้เป็นสเหตุกะกำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่สัมปยุตด้วยสัทธาในปวัตติกาล ชีวิตินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและสัทธินทรีย์ก็กำลังเกิด ปฏิ. สัทธินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ชีวิตินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๒๘๘}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร อนุ. ชีวิตินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ปัญญินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้เป็นญาณวิปปยุตกำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่วิปปยุต จากญาณในปวัตติกาล ชีวิตินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่ปัญญินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้เป็นญาณสัมปยุตกำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่สัมปยุตด้วยญาณในปวัตติกาล ชีวิตินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและ ปัญญินทรีย์ก็กำลังเกิด ปฏิ. ปัญญินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ชีวิตินทรีย์ก็ของบุคคลนั้น ในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. ชีวิตินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด มนินทรีย์ของบุคคลนั้นใน ภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีจิตเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ ชีวิตินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่มนินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีจิตเกิดได้กำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตในปวัตติกาล ชีวิตินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและมนินทรีย์ก็กำลังเกิด ปฏิ. มนินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ชีวิตินทรีย์ของบุคคลนั้นใน ภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ชีวิตินทรียมูลกนัย จบ โสมนัสสินทรียมูลกนัย

ข้อ ๒๐๙

อนุ. โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด อุเปกขินทรีย์ ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ไม่ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๒๘๙}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร ปฏิ. อุเปกขินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ อนุ. โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด สัทธินทรีย์ของบุคคล นั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่สัมปยุตด้วยโสมนัสและที่วิปปยุตจากสัทธาใน ปวัตติกาล โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่สัทธินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลมีจิตเป็นโสมนัสกำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่สัมปยุตด้วยโสมนัสและสัทธาในปวัตติกาล โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นกำลัง เกิดและสัทธินทรีย์ก็กำลังเกิด ปฏิ. สัทธินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด โสมนัสสินทรีย์ของบุคคล นั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้เป็นสเหตุกะแต่มีจิตปราศจากโสมนัสกำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่สัมปยุตด้วยสัทธาและที่วิปปยุตจากโสมนัสในปวัตติกาล สัทธินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่โสมนัสสินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลมีจิตเป็นโสมนัสกำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่สัมปยุตด้วยสัทธาและโสมนัสในปวัตติกาล สัทธินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและโสมนัสสินทรีย์ก็กำลังเกิด อนุ. โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ปัญญินทรีย์ของบุคคล นั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้เป็นญาณวิปปยุตแต่มีจิตเป็นโสมนัสกำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะ แห่งจิตที่สัมปยุตด้วยโสมนัสและที่วิปปยุตจากญาณในปวัตติกาล โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่ปัญญินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้เป็นญาณสัมปยุตกำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่สัมปยุตด้วยโสมนัสและญาณ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่สัมปยุตด้วยโสมนัสและญาณในปวัตติกาล โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและปัญญินทรีย์ก็กำลังเกิด

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๒๙๐}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร ปฏิ. ปัญญินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด โสมนัสสินทรีย์ของบุคคล นั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้เป็นญาณสัมปยุตแต่มีจิตปราศจากโสมนัสกำลัง ในอุป- ปาทขณะแห่งจิตที่สัมปยุตด้วยญาณและที่วิปปยุตจากโสมนัสในปวัตติกาล ปัญญินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่โสมนัสสินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิดบุคคลผู้เป็นญาณสัมปยุตและมีจิตเป็นโสมนัสกำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่สัมปยุตด้วยญาณและโสมนัสในปวัตติกาล ปัญญินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและโสมนัสสินทรีย์ก็กำลังเกิด อนุ. โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด มนินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. มนินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีจิตเกิดได้แต่มีจิตปราศจากโสมนัสกำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะ แห่งจิตที่วิปปยุตจากโสมนัสในปวัตติกาล มนินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดแต่โสมนัสสินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลมีจิตเป็นโสมนัสกำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่สัมปยุตด้วยโสมนัสในปวัตติกาล มนินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและโสมนัสสินทรีย์ก็กำลังเกิด โสมนัสสินทรียมูลกนัย จบ อุเปกขินทรียมูลกนัย

ข้อ ๒๑๐

อนุ. อุเปกขินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด สัทธินทรีย์ของ บุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้เป็นอเหตุกะและมีจิตเป็นอุเบกขากำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะ แห่งจิตที่สัมปยุตด้วยอุเบกขาและที่วิปปยุตจากสัทธาในปวัตติกาล อุเปกขินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่สัทธินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลมีจิตเป็น

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๒๙๑}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร อุเบกขาและเป็นสเหตุกะกำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่สัมปยุตด้วยอุเบกขาและสัทธาในปวัตติกาล อุเปกขินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและสัทธินทรีย์ก็กำลังเกิด ปฏิ. สัทธินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด อุเปกขินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้เป็นสเหตุกะแต่มีจิตปราศจากอุเบกขากำลังอุบัติ ในอุปปาท- ขณะแห่งจิตที่สัมปยุตด้วยสัทธาและที่วิปปยุตจากอุเบกขาในปวัตติกาล สัทธินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่อุเปกขินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้เป็นสเหตุกะและมีจิตเป็นอุเบกขากำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่สัมปยุตด้วยสัทธาและอุเบกขาในปวัตติกาล สัทธินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและอุเปกขินทรีย์ก็กำลังเกิด อนุ. อุเปกขินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ปัญญินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้เป็นญาณวิปปยุตและมีจิตเป็นอุเบกขากำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่สัมปยุตด้วยอุเบกขาและที่วิปปยุตจากญาณในปวัตติกาล อุเปกขินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่ปัญญินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้เป็นญาณสัมปยุตและมีจิตเป็นอุเบกขากำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่สัมปยุตด้วยอุเบกขาและญาณในปวัตติกาล อุเปกขินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและปัญญินทรีย์ก็กำลังเกิด ปฏิ. ปัญญินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด อุเปกขินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้เป็นญาณสัมปยุตแต่มีจิตปราศจากอุเบกขากำลังอุบัติ ในอุปปาท-ขณะแห่งจิตที่สัมปยุตด้วยญาณและที่วิปปยุตจากอุเบกขาในปวัตติกาล ปัญญินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่อุเปกขินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้เป็นญาณสัมปยุตและมีจิตเป็นอุเบกขากำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่สัมปยุตด้วยญาณและอุเบกขาในปวัตติกาล ปัญญินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและอุเปกขินทรีย์ก็กำลังเกิด

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๒๙๒}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร อนุ. อุเปกขินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด มนินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. มนินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด อุเปกขินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีจิตเกิดได้แต่มีจิตปราศจากอุเบกขากำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่วิปปยุตจากอุเบกขาในปวัตติกาล มนินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่อุเปกขินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลมีจิตเป็นอุเบขากำลังอุบัติ ในอุปปาท-ขณะแห่งจิตที่สัมปยุตด้วยอุเบกขาในปวัตติกาล มนินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและอุเปกขินทรีย์ก็กำลังเกิด อุเปกขินทรียมูลกนัย จบ สัทธินทรียมูลกนัย

ข้อ ๒๑๑

อนุ. สัทธินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ปัญญินทรีย์ของ บุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้เป็นสเหตุกะแต่เป็นญาณวิปปยุตกำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะ แห่งจิตที่สัมปยุตด้วยสัทธาและที่วิปปยุตจากญาณในปวัตติกาล สัทธินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่ปัญญินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้เป็นสเหตุกะและเป็นญาณสัมปยุตกำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่สัมปยุตด้วยสัทธาและญาณในปวัตติกาล สัทธินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและปัญญินทรีย์ก็กำลังเกิด ปฏิ. ปัญญินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด สัทธินทรีย์ของบุคคลนั้น ในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. สัทธินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด มนินทรีย์ของบุคคลนั้นใน ภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๒๙๓}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร ปฏิ. มนินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด สัทธินทรีย์ของบุคคลนั้นใน ภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีจิตเกิดได้ แต่เป็นอเหตุกะกำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่วิปปยุตจากสัทธาในปวัตติกาล มนินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดแต่สัทธินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้เป็นสเหตุกะกำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่สัมปยุตด้วยสัทธาในปวัตติกาล มนินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและสัทธินทรีย์ก็กำลังเกิด สัทธินทรียมูลกนัย จบ ปัญญินทรียมูลกนัย

ข้อ ๒๑๒

อนุ. ปัญญินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด มนินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. มนินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ปัญญินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีจิตเกิดได้แต่เป็นญาณวิปปยุตกำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่วิปปยุตจากญาณในปวัตติกาล มนินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดแต่ปัญญินทรียไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้เป็นญาณสัมปยุตกำลังอุบัติ ในอุปปาท-ขณะแห่งจิตที่สัมปยุตด้วยญาณในปวัตติกาล มนินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและปัญญินทรีย์ก็กำลังเกิด ปัญญินทรียมูลกนัย จบ

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎก

อรรถกถายึดที่ข้อ ๓๗๙ ซึ่งครอบมาถึงข้อที่กำลังอ่าน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาอินทริยยมก

บัดนี้เป็นการพรรณนาอินทริยยมก ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงในลำดับต่อจากธรรมยมก เพราะทรงรวบรวมธรรมทั้งหลายมีกุศลธรรมเป็นต้น ที่พระองค์ทรงแสดงแล้วในมูลยมกเหล่านั้นให้เป็นส่วนหนึ่ง ด้วยอำนาจแห่งธรรมที่ได้อยู่ ในอินทริยยมกนั้นพึงทราบการกำหนดพระบาลี โดยนัยที่กล่าวแล้วในขันธยมกเป็นต้น.

ก็แม้ในอินทริยยมกนี้ มหาวาระ ๓ มีปัณณัตติวาระเป็นต้น และอนันตรวาระ ที่เหลือก็เป็นเช่นกับที่มาแล้วในยมกทั้งหลายมีขันธยมกเป็นต้นพร้อมด้วยประเภทแห่งกาลเป็นต้น แต่ว่ายมกทั้งหลายมีมากกว่าธาตุยมกเพราะความที่แห่งอินทรีย์ทั้งหลายมีมาก ก็ท่านไม่ประกอบ ชิวหายตนะและกายายตนะกับด้วยจักขวายตนะและจักขุธาตุ ในนัยอันมีจักขวายตนะและจักขุธาตุเป็นมูล ในปุคคลวาระเป็นต้น ในหนหลัง และไม่ถือเอายมกทั้งหลาย มีชิวหายตนะและกายายตนะเป็นมูล ฉันใดแม้ในอินทริยยมกนี้ ท่านก็ไม่ประกอบชิวหินทรีย์และกายินทรีย์ ในนัยอันมีจักขุนทรีย์เป็นมูล และไม่ถือเอายมกทั้งหลายที่มีชิวหินทรีย์และกายินทรีย์เป็นมูล ฉันนั้น

พึงทราบเหตุในการไม่ถือเอายมกทั้งหลายเหล่านั้น ตามนัยที่ท่านกล่าวไว้แล้วในยมกนั้นนั่นแหละ.

ส่วนมนินทรีย์ พึงทราบว่า ท่านประกอบแล้วด้วยมูลทั้งหลายมีจักขุนทรีย์เป็นมูลเป็นต้น ฉันใด แม้กับมูลทั้งหลายมีอิตถินทรีย์เป็นมูล ก็ฉันนั้นนั่นแหละ มนินทรีย์ย่อมถึงการประกอบ เพราะเหตุใด เพราะเหตุนั้น พึงทราบว่า ท่านไม่ประกอบแล้ว โดยลำดับ บทที่วางไว้ (แต่) ประกอบไว้ในที่สุดกับมูลทั้งหลายมีจักขนุทรีย์เป็นต้น แม้ทั้งหมด.

ท่านประกอบอิตถินทรีย์กับจักขุนทริย์, ปุริสินทรีย์กับจักขุนทรีย์, ชีวิตินทรีย์กับจักขุนทรีย์, สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์ไม่มีในปฏิสนธิ เพราะเหตุนั้นท่านจึงไม่ถือเอา.

โสมนัสสินทริย์ อุเบกขินทรีย์ ท่านถือเอาแล้วในปฏิสนธิ เพราะเกิดมีพร้อมกับการเกิดขึ้น อินทรีย์ ๕ อย่างมีสัทธินทรีย์เป็นต้นก็เหมือนอย่างนั้นอินทรีย์ที่เป็นโลกุตตร ๓ อย่าง ท่านก็ไม่ถือเอา เพราะไม่มีในปฏิสนธิ อินทรีย์เหล่าใดท่านถือเอาแล้วด้วยอำนาจแห่งอินทรีย์เหล่านั้นพึงทราบการนับยมกในนัยอันมีจักขุนทรีย์เป็นมูลในอินทริยยมกนี้ ด้วยประการฉะนี้ ก็ในที่มี้พึงทราบการนับยมกในนัยอันมีจักขุทรีย์เป็นมูลในที่นี้ฉันใด ในที่ทั้งปวงก็ฉันนั้นพึงทราบการกำหนดพระบาลีในวาระทั้งหลายอย่างนี้ก่อนว่า ก็ยมกเหล่าใดที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือเอาแล้วควรนับยมกทั้งหลายด้วยสามารถแห่งยมกเหล่านั้น.

อีกอย่างหนึ่ง เมื่อนับ พึงนับด้วยสามารถแห่งโมฆะปุจฉา.

ก็ในการวินิจฉัยเนื้อความนี้ พึงทราบนัยมุขนี้ดังต่อไปนี้.

คำว่า สจกฺขุกานํ น อิตฺถีนํ ท่านกล่าวแล้วด้วยสามารถแห่งสัตว์ทั้งหลายที่มีรูป มีพรหมปาริสัชชาเป็นต้น และด้วยสามารถแห่งบุรุษเพศและผู้ไม่มีเพศ เพราะว่าอิตถินทรีย์ย่อมไม่เกิดแก่พรหม บุรุษเพศ และผู้ไม่มีเพศเหล่านั้น.

คำว่า สจกฺขุกานํ น ปุริสานํ ท่านกล่าวแล้วด้วยสามารถแห่งรูปพรหมด้วย แห่งสตรีเพศและบุคคลผู้ไม่มีเพศด้วย เพราะว่า ปุริสินทรีย์ย่อมไม่เกิดแก่รูปพรหม สตรีและผู้ไม่มีเพศเหล่านั้น.

คำว่า อจกฺขุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ชีวิตินฺทริยํ อุปฺปชฺชติ ท่านกล่าวหมายเอาสัตว์ทั้งหลายในเอกโวการภพ จตุโวการภพและในกามธาตุ.

คำว่า สจกฺขุกานํ วินา โสมนสฺเสน ท่านกล่าวแล้วด้วยสามารถแห่งบุคคลผู้ปฏิสนธิด้วยมหาวิบากปฏิสนธิ ๔ ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขา.

คำว่า สจกฺขุกานํ วินา อุเปกฺขาย ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งบุคคลผู้ปฏิสนธิพร้อมด้วยโสมนัส.

คำว่า อุเปกฺขาย อจกฺขุกานํ ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งอเหตุกปฏิสนธิ.

คำว่า อเหตุกานํ ท่านกล่าวแล้วเพราะความไม่มีแห่งอินทรีย์ทั้งหลายมีสัทธินทรีย์เป็นต้น กับด้วยอเหตุกปฏิสนธิ.

จริงอยู่ ในอเหตุกปฏิสนธิ ย่อมไม่มีศรัทธา สติ ปัญญาแน่นอน แต่สมาธิและวิริยะ ย่อมไม่ถึงความเป็นอินทรีย์.

คำว่า สเหตุกานํ อจกฺขุกานํ ท่านกล่าวแล้วด้วยอำนาจคัพภเสยยกสัตว์ และพรหมที่ไม่มีรูป ก็พวกสเหตุกะอื่นชื่อว่า อจกฺขุโก = ไม่มีจักขุ ย่อมไม่มี.

คำว่า สจกฺขุกานํ อเหตุกานํ ท่านกล่าวหมายเอาสัตว์ในอบายด้วยสามารถแห่งโอปปาติกะ.

คำว่า สจกฺขุกานํ ญาณวิปฺปยุตฺตานํ ท่านกล่าวหมายเอาสัตว์ที่ปฏิสนธิด้วยเหตุสอง ในกามธาตุ.

คำว่า สจกฺขุกานํ ญาณสมฺปยุตฺตานํ กล่าวหมายเอารูปพรหมด้วย เทวดาและมนุษย์ในกามาวจรด้วย.

คำว่า ญาณสมฺปยุตฺตานํ อจกฺขุกานํ ท่านกล่าวหมายเอาอรูปพรหม และติเหตุกสัตว์ผู้เกิดในครรภ์.

ในชีวิตินทรีย์มูล คำว่า วินา โสมนสฺเสน อุปฺปชฺชนฺตานํ ท่านกล่าวหมายเอาชีวิตินทรีย์แม้ทั้งสองอย่าง.

คำว่า ปวตฺเต โสมนสฺสวิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ท่านกล่าวหมายเอาอรูปชีวิตินทรีย์.

พึงทราบการประกอบ ชีวิตินทรีย์ด้วยสามารถปฏิสนธิและปวัตติ แม้ในที่ทั้งปวงโดยนัยนี้แม้ในมูลทั้งหลายมีโสมนัสสินทรีย์เป็นมูลเป็นต้น พึงถือเอาเนื้อความด้วยสามารถแห่งปฏิสนธิและปวัตตินั่นแหละแต่ในปฏิโลมนัย ในนิโรธวาระ พึงทราบการเกิด การไม่เกิด การดับและการไม่ดับ ในจุติ ปฏิสนธิและปวัตติแม้ทั้ง ๓ กาลด้วยสามารถแห่งธรรมทั้งหลายเหล่านั้นด้วย เหล่าอื่นด้วยตามที่ได้.

ในอนาคตวาระ คำว่า เอเตเนว ภาเวน ดังนี้ อธิบายว่า ด้วยการถือเอาปุริสปฏิสนธินั่นแหละ เพราะไม่ถึงซึ่งอิตถีภาวะ ในลำดับด้วยปุริสภาวะนั้นนั่นแหละ.

คำวิสัชนาว่า กติจิ ภเว ทสฺเสตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ อธิบายว่า บุรุษใดถือเอาแล้วซึ่งปฏิสนธิในภพไรๆ ไม่ถึงแล้วซึ่งอิตถีภาวะ จักปรินิพพานเทียว (หมายความว่าเกิดในภพใดด้วยเพศใด จักปรินิพพานด้วยเพศนั้นในภพนั้น)

แม้ในปัญหาที่สองก็นัยนี้ ก็บทว่า มนินทรีย์ด้วยไม่เกิดในภังคขณะแห่งอุปัตติจิตของสุทธาวาสพรหม ดังนี้ในอดีตวาระด้วยปัจจุบันวาระ (ปัจจุปันนาตีตวาระ) อธิบายว่า บัณฑิตไม่ถือเอาเนื้อความด้วยอำนาจการก้าวล่วงอุปาทขณะเหมือนกับในจิตตยมกแต่ควรถือเอาด้วยอำนาจแห่งการไม่เคยเกิดขึ้นในภพนั้น พึงทราบการวินิจฉัยเนื้อความในปวัตติวาระ แม้ทั้งหมดโดยนัยมุขนี้.

ก็ในปริญญาวาระ ท่านแสดงจักขุโสตยมกอย่างเดียวเท่านั้น ในมูลทั้งหลายมีจักขุมูลเป็นต้น ก็เพราะท่านแสดงอินทรีย์ทั้งหลายที่บุคคลไม่ควรกำหนดรู้ ที่เป็นโลกิยอัพยากตะด้วย ที่เจือด้วยโลกิยอัพยากตะด้วย แม้ที่เหลือเหตุนั้นท่านจึงแสดงอินทรีย์ ที่ท่านไม่แสดงเหล่านั้น โดยนัยนี้นั่นเทียว ก็เพราะอกุศลเป็นธรรมอันบุคคลพึงละโดยส่วนเดียวกุศลพึงเจริญโดยส่วนเดียว โลกุตตระอันเป็นอัพยากตะอันบุคคลพึงทำให้แจ้ง เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ย่อมละโทมนัสสินทรีย์ ย่อมเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ก็อัญญินทรีย์บุคคลควรเจริญก็มี ควรทำให้แจ้งก็มี อัญญินทรีย์นั้น ท่านถือเอาด้วยอำนาจการภาวนา (การทำให้เจริญ).

ในคำทั้งหลายเหล่านั้น คำว่า เทฺว ปุคฺคลา ได้แก่ ผู้พร้อมเพรียงด้วยสกทาคามี และผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรค ในบุคคลทั้งสองนั้น คนหนึ่งชื่อว่า ย่อมไม่ละโทมนัสสินทรีย์ เพราะไม่สามารถตัดขาดได้ คนหนึ่งชื่อว่า ย่อมไม่ละโทมนัส เพราะความที่ท่านละโทมนัสสินทรีย์แล้ว.

บทว่า จกฺขุนฺทฺริยํ น ปริชานาติ ได้แก่ย่อมไม่รู้ทั่ว เพราะความที่แห่งท่านไม่สามารถยังมรรคที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้นได้บัณฑิตพึงทราบเนื้อความในคำวิสัชนาทั้งปวงโดยนัยนี้. อรรถกถาอินทริยยมก จบ.

นิคมคาถา

ก็หญิงชายผู้ใดถึงพร้อมด้วยกิจดำรงอยู่ในโอวาทของพระศาสดาสัมมาสัมพุทธะพระองค์ใดผู้ทำกิจเสร็จแล้วหญิงชายผู้นั้น กำหนดตั้งมั่นในโอวาทของพระจอมมุนีไว้ดีแล้ว ย่อมเป็นผู้ก้าวล่วงอำนาจของพระยายม. พระสัมมาสัมพุทธะผู้ทรงเป็นเทพยิ่งกว่าเทพทั้งปวง ผู้ไม่มีมลทินอันจะนำไปสู่อำนาจของพระยายมเสด็จประทับอยู่ท่ามกลางเทวบริษัทหมู่ใหญ่ในเทวบุรี ทรงประกาศปกรณ์ชื่อว่ายมก ฉันใด ข้าพเจ้า (พระพุทธโฆษาจารย์) ปรารภอรรถกถาแห่งปกรณ์ยมกนั้น เพื่อแสดงวิธีกำหนดพระบาลีและนัยแห่งอรรถในคำปุจฉาวิสัชนา.

บัดนี้ อรรถกถาแห่งปกรณ์นี้นั้นถึงความสำเร็จแล้วด้วยแบบแผนมีประมาณ ๕ ภาณวาร โดยปราศจากอันตรายในโลกที่มีอันตรายมากฉันใด ขอสัตว์ทั้งหลายจงเป็นผู้มีความสำเร็จในหิตานุหิตประโยชน์ พรั่งพร้อมด้วยความสุข และขอมโนรถแม้ทั้งปวงของสรรพสัตว์ทั้งหลายจงถึงความสำเร็จฉันนั้น เทอญ.

อรรถกถาแห่งยมก จบ. -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา