ข้อ ๑๔๐๕–๑๔๑๔
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๙ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๖ ยมกปกรณ์ ภาค ๒
โย จกฺขุนฺทฺริยํ น ปริชานาติ โส โทมนสฺสินฺทฺริยํ นปฺปชหิตฺถาติ: เทฺว ปุคฺคลา จกฺขุนฺทฺริยํ น ปริชานนฺติ โน จ โทมนสฺสินฺทฺริยํ นปฺปชหิตฺถ ฉ ปุคฺคลา จกฺขุนฺทฺริยญฺจ น ปริชานนฺติ โทมนสฺสินฺทฺริยญฺจ นปฺปชหิตฺถ ฯ โย วา ปน โทมนสฺสินฺทฺริยํ นปฺปชหิตฺถ โส จกฺขุนฺทฺริยํ น ปริชานาตีติ: อามนฺตา ฯ
ผู้ใดย่อมไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ ผู้นั้นไม่เคยละแล้ว ซึ่งโทมนัสสินทรีย์ หรือ บุคคล ๒ จำพวกย่อมไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ แต่จะไม่เคยละแล้วซึ่งโทมนัสสินทรีย์ก็หาไม่ บุคคล ๖ จำพวกย่อมไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์และไม่เคยละแล้วซึ่งโทมนัสสินทรีย์ หรือว่า ผู้ใดไม่เคยละแล้วซึ่งโทมนัสสินทรีย์ ผู้นั้นย่อมไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ ถูกแล้ว
โย จกฺขุนฺทฺริยํ น ปริชานาติ โส อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ น ภาวิตฺถาติ: ฉ ปุคฺคลา จกฺขุนฺทฺริยํ น ปริชานนฺติ โน จ อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ น ภาวิตฺถ เทฺว ปุคฺคลา จกฺขุนฺทฺริยญฺจ น ปริชานนฺติ อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยญฺจ น ภาวิตฺถ ฯ โย วา ปน อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ น ภาวิตฺถ โส จกฺขุนฺทฺริยํ น ปริชานาตีติ: อามนฺตา ฯ
ผู้ใดย่อมไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ ผู้นั้นไม่เคยเจริญ แล้วซึ่งอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ หรือ บุคคล ๖ จำพวกย่อมไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ แต่จะไม่เคยเจริญแล้วซึ่งอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ก็หาไม่ บุคคล ๒ จำพวกย่อมไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์และไม่เคยเจริญแล้วซึ่งอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ หรือว่า ผู้ใดไม่เคยเจริญแล้วซึ่งอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ผู้นั้นย่อมไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ ถูกแล้ว
โย จกฺขุนฺทฺริยํ น ปริชานาติ โส อญฺญินฺทฺริยํ น ภาวิตฺถาติ: อรหา จกฺขุนฺทฺริยํ น ปริชานาติ โน จ อญฺญินฺทฺริยํ น ภาวิตฺถ สตฺต ปุคฺคลา จกฺขุนฺทฺริยญฺจ น ปริชานนฺติ อญฺญินฺทฺริยญฺจ น ภาวิตฺถ ฯ โย วา ปน อญฺญินฺทฺริยํ น ภาวิตฺถ โส จกฺขุนฺทฺริยํ น ปริชานาตีติ: อคฺคมคฺคสมงฺคี อญฺญินฺทฺริยํ น ภาวิตฺถ โน จ จกฺขุนฺทฺริยํ น ปริชานาติ สตฺต ปุคฺคลา อญฺญินฺทฺริยญฺจ น ภาวิตฺถ จกฺขุนฺทฺริยญฺจ น ปริชานนฺติ ฯ
ผู้ใดไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ ผู้นั้นไม่เคยเจริญแล้ว ซึ่งอัญญินทรีย์ หรือ พระอรหันต์ย่อมไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ แต่จะไม่เคยเจริญแล้วซึ่งอัญญินทรีย์ก็หาไม่ บุคคล ๗ จำพวก ย่อมไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ และไม่เคยเจริญแล้วซึ่งอัญญินทรีย์ หรือว่า ผู้ใดไม่เคยเจริญแล้วซึ่งอัญญินทรีย์ ผู้นั้นย่อมไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่เคยเจริญแล้วซึ่งอัญญิน-*ทรีย์ แต่ย่อมไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ก็หาไม่ บุคคล ๗ จำพวกไม่เคยเจริญแล้วซึ่งอัญญินทรีย์ และย่อมไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์
โย จกฺขุนฺทฺริยํ น ปริชานาติ โส อญฺญาตาวินฺทฺริยํ น สจฺฉิกริตฺถาติ: อรหา จกฺขุนฺทฺริยํ น ปริชานาติ โน จ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ น สจฺฉิกริตฺถ อฏฺฐ ปุคฺคลา จกฺขุนฺทฺริยญฺจ น ปริชานนฺติ อญฺญาตาวินฺทฺริยญฺจ น สจฺฉิกริตฺถ ฯ โย วา ปน อญฺญาตาวินฺทฺริยํ น สจฺฉิกริตฺถ โส จกฺขุนฺทฺริยํ น ปริชานาตีติ: อคฺคมคฺคสมงฺคี อญฺญาตาวินฺทฺริยํ น สจฺฉิกริตฺถ โน จ จกฺขุนฺทฺริยํ น ปริชานาติ อฏฺฐ ปุคฺคลา อญฺญาตาวินฺทฺริยญฺจ น สจฺฉิกริตฺถ จกฺขุนฺทฺริยญฺจ น ปริชานนฺติ ฯ
ผู้ใดไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ ผู้นั้นไม่เคยทำให้แจ้ง แล้วซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ หรือ พระอรหันต์ย่อมไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ แต่จะไม่เคยทำให้แจ้งแล้วซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ก็หาไม่ บุคคล ๘ จำพวก ย่อมไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ และไม่เคยทำให้แจ้งแล้วซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ หรือว่า ผู้ใดไม่เคยทำให้แจ้งแล้วซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ ผู้นั้นย่อมไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่เคยทำให้แจ้งแล้วซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ แต่ย่อมไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ก็หาไม่ บุคคล ๘ จำพวกไม่เคยกำหนดรู้แล้วซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ และย่อมไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์
โย โทมนสฺสินฺทฺริยํ นปฺปชหติ โส อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ น ภาวิตฺถาติ: ฉ ปุคฺคลา โทมนสฺสินฺทฺริยํ นปฺปชหนฺติ โน จ อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ น ภาวิตฺถ เทฺว ปุคฺคลา โทมนสฺสินฺทฺริยญฺจ นปฺปชหนฺติ อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยญฺจ น ภาวิตฺถ ฯ โย วา ปน อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ น ภาวิตฺถ โส โทมนสฺสินฺทฺริยํ นปฺปชหตีติ: อามนฺตา ฯ
ผู้ใดย่อมไม่ละโทมนัสสินทรีย์ ผู้นั้นไม่เคยเจริญ แล้วซึ่งอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ หรือ บุคคล ๖ จำพวกย่อมไม่ละโทมนัสสินทรีย์ แต่จะไม่เคยเจริญแล้วซึ่งอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ก็หาไม่ บุคคล ๒ จำพวกย่อมไม่ละโทมนัสสินทรีย์และไม่เคยเจริญแล้วซึ่งอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ หรือว่า ผู้ใดไม่เคยเจริญแล้วซึ่งอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ผู้นั้นย่อมไม่ละโทมนัสสินทรีย์ ถูกแล้ว
โย โทมนสฺสินฺทฺริยํ นปฺปชหติ โส อญฺญินฺทฺริยํ น ภาวิตฺถาติ: อรหา โทมนสฺสินฺทฺริยํ นปฺปชหติ โน จ อญฺญินฺทฺริยํ น ภาวิตฺถ สตฺต ปุคฺคลา โทมนสฺสินฺทฺริยญฺจ นปฺปชหนฺติ อญฺญินฺทฺริยญฺจ น ภาวิตฺถ ฯ โย วา ปน อญฺญินฺทฺริยํ น ภาวิตฺถ โส โทมนสฺสินฺทฺริยํ นปฺปชหตีติ: อนาคามิมคฺคสมงฺคี อญฺญินฺทฺริยํ น ภาวิตฺถ โน จ โทมนสฺสินฺทฺริยํ นปฺปชหติ สตฺต ปุคฺคลา อญฺญินฺทฺริยญฺจ น ภาวิตฺถ โทมนสฺสินฺทฺริยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ
ผู้ใดย่อมไม่ละโทมนัสสินทรีย์ ผู้นั้นไม่เคยเจริญแล้ว ซึ่งอัญญินทรีย์ หรือ พระอรหันต์ย่อมไม่ละโทมนัสสินทรีย์ แต่จะไม่เคยเจริญแล้วซึ่งอัญญินทรีย์ก็หาไม่ บุคคล ๗ จำพวกย่อมไม่ละโทมนัสสินทรีย์ และไม่เคยเจริญแล้วซึ่งอัญญินทรีย์ หรือว่า ผู้ใดไม่เคยเจริญแล้วซึ่งอัญญินทรีย์ ผู้นั้นย่อมไม่ละโทมนัสสินทรีย์ ท่านผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่เคยเจริญแล้วซึ่งอัญญิน-*ทรีย์ แต่ย่อมไม่ละโทมนัสสินทรีย์ก็หาไม่ บุคคล ๗ จำพวกไม่เคยเจริญแล้วซึ่งอัญญินทรีย์ และย่อมไม่ละโทมนัสสินทรีย์
โย โทมนสฺสินฺทฺริยํ นปฺปหชติ โส อญฺญาตาวินฺทฺริยํ น สจฺฉิกริตฺถาติ: อรหา โทมนสฺสินฺทฺริยํ นปฺปชหติ โน จ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ น สจฺฉิกริตฺถ อฏฺฐ ปุคฺคลา โทมนสฺสินฺทฺริยญฺจ นปฺปชหนฺติ อญฺญาตาวินฺทฺริยญฺจ น สจฺฉิกริตฺถ ฯ โย วา ปน อญฺญาตาวินฺทฺริยํ น สจฺฉิกริตฺถ โส โทมนสฺสินฺทฺริยํ นปฺปชหตีติ: อนาคามิมคฺคสมงฺคี อญฺญาตาวินฺทฺริยํ น สจฺฉิกริตฺถ โน จ โทมนสฺสินฺทฺริยํ นปฺปชหติ อฏฺฐ ปุคฺคลา อญฺญาตาวินฺทฺริยญฺจ น สจฺฉิกริตฺถ โทมนสฺสินฺทฺริยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ
ผู้ใดย่อมไม่ละโทมนัสสินทรีย์ ผู้นั้นไม่เคยทำให้ แจ้งแล้วซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ หรือ พระอรหันต์ย่อมไม่ละโทมนัสสินทรีย์ แต่จะไม่เคยทำให้แจ้งแล้วซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ก็หาไม่ บุคคล ๘ จำพวกย่อมไม่ละโทมนัสสินทรีย์ และไม่เคยทำให้แจ้งแล้วซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ หรือว่า ผู้ใดไม่เคยทำให้แจ้งแล้วซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ ผู้นั้นย่อมไม่ละโทมนัสสินทรีย์ ท่านผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่เคยทำให้แจ้งแล้วซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ แต่ย่อมไม่ละโทมนัสสินทรีย์ก็หาไม่ บุคคล ๘ จำพวกไม่เคยทำให้แจ้งแล้วซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ และย่อมไม่ละโทมนัสสินทรีย์
โย อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ น ภาเวติ โส อญฺญินฺทฺริยํ น ภาวิตฺถาติ: อรหา อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ น ภาเวติ โน จ อญฺญินฺทฺริยํ น ภาวิตฺถ สตฺต ปุคฺคลา อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยญฺจ น ภาเวนฺติ อญฺญินฺทฺริยญฺจ น ภาวิตฺถ ฯ โย วา ปน อญฺญินฺทฺริยํ น ภาวิตฺถ โส อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ น ภาเวตีติ: อฏฺฐมโก อญฺญินฺทฺริยํ น ภาวิตฺถ โน จ อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ น ภาเวติ สตฺต ปุคฺคลา อญฺญินฺทฺริยญฺจ น ภาวิตฺถ อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยญฺจ น ภาเวนฺติ ฯ
ผู้ใดย่อมไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ผู้นั้น ไม่เคยเจริญแล้วซึ่งอัญญินทรีย์ หรือ พระอรหันต์ย่อมไม่เจริญอนัญญัสสามีตินทรีย์ แต่จะไม่เคยเจริญแล้วซึ่งอัญญินทรีย์ก็หาไม่ บุคคล ๗ จำพวกย่อมไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์และไม่เคยเจริญแล้วซึ่งอัญญินทรีย์ หรือว่า ผู้ใดไม่เคยเจริญแล้วซึ่งอัญญินทรีย์ ผู้นั้นย่อมไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ บุคคลที่ ๘ ไม่เคยเจริญแล้วซึ่งอัญญินทรีย์ แต่ย่อมไม่เจริญอนัญญา-*ตัญญัสสามีตินทรีย์ก็หาไม่ บุคคล ๗ จำพวกไม่เคยเจริญแล้วซึ่งอัญญินทรีย์ และย่อมไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์
โย อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ น ภาเวติ โส อญฺญาตาวินฺทฺริยํ น สจฺฉิกริตฺถาติ: อรหา อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ น ภาเวติ โน จ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ น สจฺฉิกริตฺถ สตฺต ปุคฺคลา อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยญฺจ น ภาเวนฺติ อญฺญาตาวินฺทฺริยญฺจ น สจฺฉิกรตฺถ ฯ โย วา ปน อญฺญาตาวินฺทฺริยํ น สจฺฉิกริตฺถ โส อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ น ภาเวตีติ: อฏฺฐมโก อญฺญาตาวินฺทฺริยํ น สจฺฉิกริตฺถ โน จ อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ น ภาเวติ สตฺต ปุคฺคลา อญฺญาตาวินฺทฺริยญฺจ น สจฺฉิกริตฺถ อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยญฺจ น ภาเวนฺติ ฯ
ผู้ใดย่อมไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ผู้นั้น ไม่เคยทำให้แจ้งแล้วซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ หรือ พระอรหันต์ย่อมไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ แต่จะไม่เคยทำให้แจ้งแล้วซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ก็หาไม่ บุคคล ๗ จำพวกย่อมไม่เจริญอนัญญาตัญญัส-*สามีตินทรีย์ และไม่เคยทำให้แจ้งแล้วซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ หรือว่า ผู้ใดไม่เคยทำให้แจ้งแล้วซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ ผู้นั้นย่อมไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ บุคคลที่ ๘ ไม่เคยทำให้แจ้งแล้วซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ แต่ย่อมไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ก็หาไม่ บุคคล ๗ จำพวกไม่เคยทำให้แจ้งแล้วซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ และย่อมไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์
โย อญฺญินฺทฺริยํ น ภาเวติ โส อญฺญาตาวินฺทฺริยํ น สจฺฉิกริตฺถาติ: อรหา อญฺญินฺทฺริยํ น ภาเวติ โน จ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ น สจฺฉิกริตฺถ ปญฺจ ปุคฺคลา อญฺญินฺทฺริยญฺจ น ภาเวนฺติ อญฺญาตาวินฺทฺริยญฺจ น สจฺฉิกริตฺถ ฯ โย วา ปน อญฺญาตาวินฺทฺริยํ น สจฺฉิกริตฺถ โส อญฺญินฺทฺริยํ น ภาเวตีติ: ตโย อคฺคมคฺคสมงฺคิโน อญฺญาตาวินฺทฺริยํ น สจฺฉิกริตฺถ โน จ อญฺญินฺทฺริยํ น ภาเวนฺติ ปญฺจ ปุคฺคลา อญฺญาตาวินฺทฺริยญฺจ น สจฺฉิกริตฺถ อญฺญินฺทฺริยญฺจ น ภาเวนฺติ ฯ --------------
ผู้ใดย่อมไม่เจริญอัญญินทรีย์ ผู้นั้นไม่เคยทำให้แจ้ง แล้วซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ หรือ พระอรหันต์ย่อมไม่เจริญอัญญินทรีย์ แต่จะไม่เคยทำให้แจ้งแล้วซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ก็หาไม่ บุคคล ๕ จำพวก ย่อมไม่เจริญอัญญินทรีย์ และไม่เคยทำให้แจ้งแล้วซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ หรือว่า ผู้ใดไม่เคยทำให้แจ้งแล้วซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ ผู้นั้นย่อมไม่เจริญอัญญินทรีย์ ผู้ที่มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรค ๓ จำพวก ไม่เคยทำให้แจ้งแล้วซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ แต่ย่อมไม่เจริญอัญญินทรีย์ก็หาไม่ บุคคล ๕ จำพวก ไม่เคยทำให้แจ้งแล้วซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ และย่อมไม่เจริญอัญญินทรีย์
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ปัจจนีกะ จักขุนทรียมูลกนัย
อนุ. บุคคลใดไม่ใช่กำลังกำหนดรู้จักขุนทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่เคยละ โทมนัสสินทรีย์ใช่ไหม วิ. บุคคล ๒ จำพวกไม่ใช่กำลังกำหนดรู้จักขุนทรีย์ แต่มิใช่ไม่เคยละ โทมนัสสินทรีย์ บุคคล ๖ จำพวกไม่ใช่กำลังกำหนดรู้จักขุนทรีย์และก็ไม่เคยละโทมนัสสินทรีย์
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๖๓๐}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๓. ปริญญาวาร ๔. ปัจจุปปันนาตีตวาร ปฏิ. บุคคลใดไม่เคยละโทมนัสสินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังกำหนดรู้ จักขุนทรีย์ใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. บุคคลใดไม่ใช่กำลังกำหนดรู้จักขุนทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่เคยเจริญ อนัญญาตัญญัสามีตินทรีย์ใช่ไหม วิ. บุคคล ๖ จำพวกไม่ใช่กำลังกำหนดรู้จักขุนทรีย์ แต่มิใช่ไม่เคยเจริญ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ บุคคล ๒ จำพวกไม่ใช่กำลังกำหนดรู้จักขุนทรีย์และ ก็ไม่เคยเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ปฏิ. บุคคลใดเคยเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ บุคคลนั้นก็กำลังกำหนด รู้จักขุนทรีย์ใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. บุคคลใดไม่ใช่กำลังกำหนดรู้จักขุนทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่เคยเจริญอัญญินทรีย์ใช่ไหม วิ. อรหันตบุคคลไม่ใช่กำลังกำหนดรู้จักขุนทรีย์ แต่มิใช่ไม่เคยเจริญอัญญินทรีย์บุคคล ๗ จำพวกไม่ใช่กำลังกำหนดรู้จักขุนทรีย์และก็ไม่เคยเจริญอัญญินทรีย์ ปฏิ. บุคคลใดไม่เคยเจริญอัญญินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังกำหนดรู้ จักขุนทรีย์ใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรคไม่เคยเจริญอัญญินทรีย์ แต่มิใช่ไม่กำลังกำหนดรู้จักขุนทรีย์ บุคคล ๗ จำพวกไม่เคยเจริญอัญญินทรีย์และก็ไม่ใช่กำลังกำหนดรู้จักขุนทรีย์ อนุ. บุคคลใดไม่ใช่กำลังกำหนดรู้จักขุนทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่เคยทำให้แจ้ง อัญญาตาวินทรีย์ใช่ไหม วิ. อรหันตบุคคลไม่ใช่กำลังกำหนดรู้จักขุนทรีย์ แต่มิใช่ไม่เคยทำให้แจ้ง อัญญาตาวินทรีย์ บุคคล ๘ จำพวกไม่ใช่กำลังกำหนดรู้จักขุนทรีย์และก็ไม่เคยทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๖๓๑}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๓. ปริญญาวาร ๔. ปัจจุปปันนาตีตวาร ปฏิ. บุคคลใดไม่เคยทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังกำหนดรู้จักขุนทรีย์ใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรคไม่เคยทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์แต่มิใช่ไม่กำลังกำหนดรู้จักขุนทรีย์ บุคคล ๘ จำพวกไม่เคยทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์และก็ไม่ใช่กำลังกำหนดรู้จักขุนทรีย์ จักขุนทรียมูลกนัย จบ โทมนัสสินทรียมูลกนัย
อนุ. บุคคลใดไม่ใช่กำลังละโทมนัสสินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่เคยเจริญ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ใช่ไหม วิ. บุคคล ๖ จำพวกไม่ใช่กำลังละโทมนัสสินทรีย์ แต่มิใช่ไม่เคยเจริญ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ บุคคล ๒ จำพวกไม่ใช่กำลังละโทมนัสสินทรีย์และก็ไม่เคยเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ปฏิ. บุคคลใดไม่เคยเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังละโทมนัสสินทรีย์ใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. บุคคลใดไม่ใช่กำลังละโทมนัสสินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่เคยเจริญอัญญินทรีย์ใช่ไหม วิ. อรหันตบุคคลไม่ใช่กำลังละโทมนัสสินทรีย์ แต่มิใช่ไม่เคยเจริญอัญญินทรีย์บุคคล ๗ จำพวกไม่ใช่กำลังละโทมนัสสินทรีย์ และก็ไม่เคยเจริญอัญญินทรีย์ ปฏิ. บุคคลใดไม่เคยเจริญอัญญินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังละโทมนัสสินทรีย์ใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคไม่เคยเจริญอัญญินทรีย์ แต่มิใช่ไม่กำลังละโทมนัสสินทรีย์ บุคคล ๗ จำพวกไม่เคยเจริญอัญญินทรีย์และก็ไม่ใช่กำลังละโทมนัสสินทรีย์
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๖๓๒}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๓. ปริญญาวาร ๔. ปัจจุปปันนาตีตวาร อนุ. บุคคลใดไม่ใช่กำลังละโทมนัสสินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่เคยทำให้แจ้ง อัญญาตาวินทรีย์ใช่ไหม วิ. อรหันตบุคคลไม่ใช่กำลังละโทมนัสสินทรีย์ แต่มิใช่ไม่เคยทำให้แจ้ง อัญญาตาวินทรีย์ บุคคล ๘ จำพวกไม่ใช่กำลังละโทมนัสสินทรีย์ และก็ไม่เคยทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ ปฏิ. บุคคลใดไม่เคยทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังละ โทมนัสสินทรีย์ใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคไม่เคยทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์แต่มิใช่ไม่กำลังละโทมนัสสินทรีย์ บุคคล ๘ จำพวกไม่เคยทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์และก็ไม่ใช่กำลังละโทมนัสสินทรีย์ โทมนัสสินทรียมูลกนัย จบ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรียมูลกนัย
อนุ. บุคคลใดไม่ใช่กำลังเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ บุคคลนั้น ก็ไม่เคยเจริญอัญญินทรีย์ใช่ไหม วิ. อรหันตบุคคลไม่ใช่กำลังเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ แต่มิใช่ไม่ เคยเจริญอัญญินทรีย์ บุคคล ๗ จำพวกไม่ใช่กำลังเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์และก็ไม่เคยเจริญอัญญินทรีย์ ปฏิ. บุคคลใดไม่เคยเจริญอัญญินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังเจริญอนัญญาตัญ-ญัสสามีตินทรีย์ใช่ไหม วิ. บุคคลที่ ๘ ไม่เคยเจริญอัญญินทรีย์ แต่มิใช่ไม่กำลังเจริญ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ บุคคล ๗ จำพวกไม่เคยเจริญอัญญินทรีย์และก็ไม่ใช่กำลังเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ อนุ. บุคคลใดไม่ใช่กำลังเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่เคยทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ใช่ไหม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๖๓๓}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๓. ปริญญาวาร ๔. ปัจจุปปันนาตีตวาร วิ. อรหันตบุคคลไม่ใช่กำลังเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ แต่มิใช่ไม่ เคยทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ บุคคล ๗ จำพวกไม่ใช่กำลังเจริญอนัญญาตัญ- ญัสสามีตินทรีย์และก็ไม่เคยทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ ปฏิ. บุคคลใดไม่เคยทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ใช่ไหม วิ. บุคคลที่ ๘ ไม่เคยทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ แต่มิใช่ไม่กำลังเจริญ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ บุคคล ๗ จำพวกไม่เคยทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ และก็ไม่ใช่กำลังเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรียมูลกนัย จบ อัญญินทรียมูลกนัย
อนุ. บุคคลใดไม่ใช่กำลังเจริญอัญญินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่เคยทำให้ แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ใช่ไหม วิ. อรหันตบุคคลไม่ใช่กำลังเจริญอัญญินทรีย์ แต่มิใช่ไม่เคยทำให้แจ้ง อัญญาตาวินทรีย์ บุคคล ๕ จำพวกไม่ใช่กำลังเจริญอัญญินทรีย์และก็ไม่เคยทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ ปฏิ. บุคคลใดไม่เคยทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังเจริญอัญญินทรีย์ใช่ไหม วิ. บุคคล ๓ จำพวกผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรคไม่เคยทำให้แจ้งอัญญา-ตาวินทรีย์ แต่มิใช่ไม่กำลังเจริญอัญญินทรีย์ บุคคล ๕ จำพวกไม่เคยทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ และก็ไม่ใช่กำลังเจริญอัญญินทรีย์ อัญญินทรียมูลกนัย จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๖๓๔}
อรรถกถา
ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกอรรถกถายึดที่ข้อ ๓๗๙ ซึ่งครอบมาถึงข้อที่กำลังอ่าน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาอินทริยยมก
บัดนี้เป็นการพรรณนาอินทริยยมก ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงในลำดับต่อจากธรรมยมก เพราะทรงรวบรวมธรรมทั้งหลายมีกุศลธรรมเป็นต้น ที่พระองค์ทรงแสดงแล้วในมูลยมกเหล่านั้นให้เป็นส่วนหนึ่ง ด้วยอำนาจแห่งธรรมที่ได้อยู่ ในอินทริยยมกนั้นพึงทราบการกำหนดพระบาลี โดยนัยที่กล่าวแล้วในขันธยมกเป็นต้น.
ก็แม้ในอินทริยยมกนี้ มหาวาระ ๓ มีปัณณัตติวาระเป็นต้น และอนันตรวาระ ที่เหลือก็เป็นเช่นกับที่มาแล้วในยมกทั้งหลายมีขันธยมกเป็นต้นพร้อมด้วยประเภทแห่งกาลเป็นต้น แต่ว่ายมกทั้งหลายมีมากกว่าธาตุยมกเพราะความที่แห่งอินทรีย์ทั้งหลายมีมาก ก็ท่านไม่ประกอบ ชิวหายตนะและกายายตนะกับด้วยจักขวายตนะและจักขุธาตุ ในนัยอันมีจักขวายตนะและจักขุธาตุเป็นมูล ในปุคคลวาระเป็นต้น ในหนหลัง และไม่ถือเอายมกทั้งหลาย มีชิวหายตนะและกายายตนะเป็นมูล ฉันใดแม้ในอินทริยยมกนี้ ท่านก็ไม่ประกอบชิวหินทรีย์และกายินทรีย์ ในนัยอันมีจักขุนทรีย์เป็นมูล และไม่ถือเอายมกทั้งหลายที่มีชิวหินทรีย์และกายินทรีย์เป็นมูล ฉันนั้น
พึงทราบเหตุในการไม่ถือเอายมกทั้งหลายเหล่านั้น ตามนัยที่ท่านกล่าวไว้แล้วในยมกนั้นนั่นแหละ.
ส่วนมนินทรีย์ พึงทราบว่า ท่านประกอบแล้วด้วยมูลทั้งหลายมีจักขุนทรีย์เป็นมูลเป็นต้น ฉันใด แม้กับมูลทั้งหลายมีอิตถินทรีย์เป็นมูล ก็ฉันนั้นนั่นแหละ มนินทรีย์ย่อมถึงการประกอบ เพราะเหตุใด เพราะเหตุนั้น พึงทราบว่า ท่านไม่ประกอบแล้ว โดยลำดับ บทที่วางไว้ (แต่) ประกอบไว้ในที่สุดกับมูลทั้งหลายมีจักขนุทรีย์เป็นต้น แม้ทั้งหมด.
ท่านประกอบอิตถินทรีย์กับจักขุนทริย์, ปุริสินทรีย์กับจักขุนทรีย์, ชีวิตินทรีย์กับจักขุนทรีย์, สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์ไม่มีในปฏิสนธิ เพราะเหตุนั้นท่านจึงไม่ถือเอา.
โสมนัสสินทริย์ อุเบกขินทรีย์ ท่านถือเอาแล้วในปฏิสนธิ เพราะเกิดมีพร้อมกับการเกิดขึ้น อินทรีย์ ๕ อย่างมีสัทธินทรีย์เป็นต้นก็เหมือนอย่างนั้นอินทรีย์ที่เป็นโลกุตตร ๓ อย่าง ท่านก็ไม่ถือเอา เพราะไม่มีในปฏิสนธิ อินทรีย์เหล่าใดท่านถือเอาแล้วด้วยอำนาจแห่งอินทรีย์เหล่านั้นพึงทราบการนับยมกในนัยอันมีจักขุนทรีย์เป็นมูลในอินทริยยมกนี้ ด้วยประการฉะนี้ ก็ในที่มี้พึงทราบการนับยมกในนัยอันมีจักขุทรีย์เป็นมูลในที่นี้ฉันใด ในที่ทั้งปวงก็ฉันนั้นพึงทราบการกำหนดพระบาลีในวาระทั้งหลายอย่างนี้ก่อนว่า ก็ยมกเหล่าใดที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือเอาแล้วควรนับยมกทั้งหลายด้วยสามารถแห่งยมกเหล่านั้น.
อีกอย่างหนึ่ง เมื่อนับ พึงนับด้วยสามารถแห่งโมฆะปุจฉา.
ก็ในการวินิจฉัยเนื้อความนี้ พึงทราบนัยมุขนี้ดังต่อไปนี้.
คำว่า สจกฺขุกานํ น อิตฺถีนํ ท่านกล่าวแล้วด้วยสามารถแห่งสัตว์ทั้งหลายที่มีรูป มีพรหมปาริสัชชาเป็นต้น และด้วยสามารถแห่งบุรุษเพศและผู้ไม่มีเพศ เพราะว่าอิตถินทรีย์ย่อมไม่เกิดแก่พรหม บุรุษเพศ และผู้ไม่มีเพศเหล่านั้น.
คำว่า สจกฺขุกานํ น ปุริสานํ ท่านกล่าวแล้วด้วยสามารถแห่งรูปพรหมด้วย แห่งสตรีเพศและบุคคลผู้ไม่มีเพศด้วย เพราะว่า ปุริสินทรีย์ย่อมไม่เกิดแก่รูปพรหม สตรีและผู้ไม่มีเพศเหล่านั้น.
คำว่า อจกฺขุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ชีวิตินฺทริยํ อุปฺปชฺชติ ท่านกล่าวหมายเอาสัตว์ทั้งหลายในเอกโวการภพ จตุโวการภพและในกามธาตุ.
คำว่า สจกฺขุกานํ วินา โสมนสฺเสน ท่านกล่าวแล้วด้วยสามารถแห่งบุคคลผู้ปฏิสนธิด้วยมหาวิบากปฏิสนธิ ๔ ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขา.
คำว่า สจกฺขุกานํ วินา อุเปกฺขาย ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งบุคคลผู้ปฏิสนธิพร้อมด้วยโสมนัส.
คำว่า อุเปกฺขาย อจกฺขุกานํ ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งอเหตุกปฏิสนธิ.
คำว่า อเหตุกานํ ท่านกล่าวแล้วเพราะความไม่มีแห่งอินทรีย์ทั้งหลายมีสัทธินทรีย์เป็นต้น กับด้วยอเหตุกปฏิสนธิ.
จริงอยู่ ในอเหตุกปฏิสนธิ ย่อมไม่มีศรัทธา สติ ปัญญาแน่นอน แต่สมาธิและวิริยะ ย่อมไม่ถึงความเป็นอินทรีย์.
คำว่า สเหตุกานํ อจกฺขุกานํ ท่านกล่าวแล้วด้วยอำนาจคัพภเสยยกสัตว์ และพรหมที่ไม่มีรูป ก็พวกสเหตุกะอื่นชื่อว่า อจกฺขุโก = ไม่มีจักขุ ย่อมไม่มี.
คำว่า สจกฺขุกานํ อเหตุกานํ ท่านกล่าวหมายเอาสัตว์ในอบายด้วยสามารถแห่งโอปปาติกะ.
คำว่า สจกฺขุกานํ ญาณวิปฺปยุตฺตานํ ท่านกล่าวหมายเอาสัตว์ที่ปฏิสนธิด้วยเหตุสอง ในกามธาตุ.
คำว่า สจกฺขุกานํ ญาณสมฺปยุตฺตานํ กล่าวหมายเอารูปพรหมด้วย เทวดาและมนุษย์ในกามาวจรด้วย.
คำว่า ญาณสมฺปยุตฺตานํ อจกฺขุกานํ ท่านกล่าวหมายเอาอรูปพรหม และติเหตุกสัตว์ผู้เกิดในครรภ์.
ในชีวิตินทรีย์มูล คำว่า วินา โสมนสฺเสน อุปฺปชฺชนฺตานํ ท่านกล่าวหมายเอาชีวิตินทรีย์แม้ทั้งสองอย่าง.
คำว่า ปวตฺเต โสมนสฺสวิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ท่านกล่าวหมายเอาอรูปชีวิตินทรีย์.
พึงทราบการประกอบ ชีวิตินทรีย์ด้วยสามารถปฏิสนธิและปวัตติ แม้ในที่ทั้งปวงโดยนัยนี้แม้ในมูลทั้งหลายมีโสมนัสสินทรีย์เป็นมูลเป็นต้น พึงถือเอาเนื้อความด้วยสามารถแห่งปฏิสนธิและปวัตตินั่นแหละแต่ในปฏิโลมนัย ในนิโรธวาระ พึงทราบการเกิด การไม่เกิด การดับและการไม่ดับ ในจุติ ปฏิสนธิและปวัตติแม้ทั้ง ๓ กาลด้วยสามารถแห่งธรรมทั้งหลายเหล่านั้นด้วย เหล่าอื่นด้วยตามที่ได้.
ในอนาคตวาระ คำว่า เอเตเนว ภาเวน ดังนี้ อธิบายว่า ด้วยการถือเอาปุริสปฏิสนธินั่นแหละ เพราะไม่ถึงซึ่งอิตถีภาวะ ในลำดับด้วยปุริสภาวะนั้นนั่นแหละ.
คำวิสัชนาว่า กติจิ ภเว ทสฺเสตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ อธิบายว่า บุรุษใดถือเอาแล้วซึ่งปฏิสนธิในภพไรๆ ไม่ถึงแล้วซึ่งอิตถีภาวะ จักปรินิพพานเทียว (หมายความว่าเกิดในภพใดด้วยเพศใด จักปรินิพพานด้วยเพศนั้นในภพนั้น)
แม้ในปัญหาที่สองก็นัยนี้ ก็บทว่า มนินทรีย์ด้วยไม่เกิดในภังคขณะแห่งอุปัตติจิตของสุทธาวาสพรหม ดังนี้ในอดีตวาระด้วยปัจจุบันวาระ (ปัจจุปันนาตีตวาระ) อธิบายว่า บัณฑิตไม่ถือเอาเนื้อความด้วยอำนาจการก้าวล่วงอุปาทขณะเหมือนกับในจิตตยมกแต่ควรถือเอาด้วยอำนาจแห่งการไม่เคยเกิดขึ้นในภพนั้น พึงทราบการวินิจฉัยเนื้อความในปวัตติวาระ แม้ทั้งหมดโดยนัยมุขนี้.
ก็ในปริญญาวาระ ท่านแสดงจักขุโสตยมกอย่างเดียวเท่านั้น ในมูลทั้งหลายมีจักขุมูลเป็นต้น ก็เพราะท่านแสดงอินทรีย์ทั้งหลายที่บุคคลไม่ควรกำหนดรู้ ที่เป็นโลกิยอัพยากตะด้วย ที่เจือด้วยโลกิยอัพยากตะด้วย แม้ที่เหลือเหตุนั้นท่านจึงแสดงอินทรีย์ ที่ท่านไม่แสดงเหล่านั้น โดยนัยนี้นั่นเทียว ก็เพราะอกุศลเป็นธรรมอันบุคคลพึงละโดยส่วนเดียวกุศลพึงเจริญโดยส่วนเดียว โลกุตตระอันเป็นอัพยากตะอันบุคคลพึงทำให้แจ้ง เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ย่อมละโทมนัสสินทรีย์ ย่อมเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ก็อัญญินทรีย์บุคคลควรเจริญก็มี ควรทำให้แจ้งก็มี อัญญินทรีย์นั้น ท่านถือเอาด้วยอำนาจการภาวนา (การทำให้เจริญ).
ในคำทั้งหลายเหล่านั้น คำว่า เทฺว ปุคฺคลา ได้แก่ ผู้พร้อมเพรียงด้วยสกทาคามี และผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรค ในบุคคลทั้งสองนั้น คนหนึ่งชื่อว่า ย่อมไม่ละโทมนัสสินทรีย์ เพราะไม่สามารถตัดขาดได้ คนหนึ่งชื่อว่า ย่อมไม่ละโทมนัส เพราะความที่ท่านละโทมนัสสินทรีย์แล้ว.
บทว่า จกฺขุนฺทฺริยํ น ปริชานาติ ได้แก่ย่อมไม่รู้ทั่ว เพราะความที่แห่งท่านไม่สามารถยังมรรคที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้นได้บัณฑิตพึงทราบเนื้อความในคำวิสัชนาทั้งปวงโดยนัยนี้. อรรถกถาอินทริยยมก จบ.
นิคมคาถา
ก็หญิงชายผู้ใดถึงพร้อมด้วยกิจดำรงอยู่ในโอวาทของพระศาสดาสัมมาสัมพุทธะพระองค์ใดผู้ทำกิจเสร็จแล้วหญิงชายผู้นั้น กำหนดตั้งมั่นในโอวาทของพระจอมมุนีไว้ดีแล้ว ย่อมเป็นผู้ก้าวล่วงอำนาจของพระยายม. พระสัมมาสัมพุทธะผู้ทรงเป็นเทพยิ่งกว่าเทพทั้งปวง ผู้ไม่มีมลทินอันจะนำไปสู่อำนาจของพระยายมเสด็จประทับอยู่ท่ามกลางเทวบริษัทหมู่ใหญ่ในเทวบุรี ทรงประกาศปกรณ์ชื่อว่ายมก ฉันใด ข้าพเจ้า (พระพุทธโฆษาจารย์) ปรารภอรรถกถาแห่งปกรณ์ยมกนั้น เพื่อแสดงวิธีกำหนดพระบาลีและนัยแห่งอรรถในคำปุจฉาวิสัชนา.
บัดนี้ อรรถกถาแห่งปกรณ์นี้นั้นถึงความสำเร็จแล้วด้วยแบบแผนมีประมาณ ๕ ภาณวาร โดยปราศจากอันตรายในโลกที่มีอันตรายมากฉันใด ขอสัตว์ทั้งหลายจงเป็นผู้มีความสำเร็จในหิตานุหิตประโยชน์ พรั่งพร้อมด้วยความสุข และขอมโนรถแม้ทั้งปวงของสรรพสัตว์ทั้งหลายจงถึงความสำเร็จฉันนั้น เทอญ.
อรรถกถาแห่งยมก จบ. -----------------------------------------------------