ข้อ ๑๔๒๕–๑๔๓๔
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๙ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๖ ยมกปกรณ์ ภาค ๒
โย จกฺขุนฺทฺริยํ น ปริชานาติ โส โทมนสฺสินฺทฺริยํ นปฺปชหิสฺสตีติ: ปญฺจ ปุคฺคลา จกฺขุนฺทฺริยํ น ปริชานนฺติ โน จ โทมนสฺสินฺทฺริยํ นปฺปชหิสฺสนฺติ จตฺตาโร ปุคฺคลา จกฺขุนฺทฺริยญฺจ น ปริชานนฺติ โทมนสฺสินฺทฺริยญฺจ นปฺปชหิสฺสนฺติ ฯ โย วา ปน โทมนสฺสินฺทฺริยํ นปฺปชหิสฺสติ โส จกฺขุนฺทฺริยํ น ปริชานาตีติ: อคฺคมคฺคสมงฺคี โทมนสฺสินฺทฺริยํ นปฺปชหิสฺสติ โน จ จกฺขุนฺทฺริยํ น ปริชานาติ จตฺตาโร ปุคฺคลา โทมนสฺสินฺทฺริยญฺจ นปฺปชหิสฺสนฺติ จกฺขุนฺทฺริยญฺจ น ปริชานนฺติ ฯ
ผู้ใดย่อมไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ ผู้นั้นจักละโทมนัส- *สินทรีย์ หรือ บุคคล ๕ จำพวกย่อมไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ แต่จักไม่ละโทมนัส-*สินทรีย์ก็หาไม่ บุคคล ๔ จำพวก ย่อมไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ และจักไม่ละโทมนัสสินทรีย์ หรือว่า ผู้ใดจักไม่ละโทมนัสสินทรีย์ ผู้นั้นย่อมไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรค จักไม่ละโทมนัสสินทรีย์ แต่ย่อมไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ก็หาไม่ บุคคล ๔ จำพวก จักไม่ละโทมนัสสินทรีย์และย่อมไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์
โย จกฺขุนฺทฺริยํ น ปริชานาติ โส อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ น ภาเวสฺสตีติ: เย ปุถุชฺชนา มคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เต จกฺขุนฺทฺริยํ น ปริชานนฺติ โน จ อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ น ภาเวสฺสนฺติ อฏฺฐ ปุคฺคลา จกฺขุนฺทฺริยญฺจ น ปริชานนฺติ อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ น ภาเวสฺสนฺติ ฯ โย วา ปน อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ น ภาเวสฺสติ โส จกฺขุนฺทฺริยํ น ปริชานาตีติ: อคฺคมคฺคสมงฺคี อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ น ภาเวสฺสติ โน จ จกฺขุนฺทฺริยํ น ปริชานาติ อฏฺฐ ปุคฺคลา อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยญฺจ น ภาเวสฺสนฺติ จกฺขุนฺทฺริยญฺจ น ปริชานนฺติ ฯ
ผู้ใดย่อมไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ ผู้นั้นจักไม่เจริญ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ หรือ ปุถุชนเหล่าใด จักได้เฉพาะซึ่งมรรค ปุถุชนเหล่านั้น ย่อมไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ แต่จักไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ก็หาไม่ บุคคล ๘ จำพวกย่อมไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ และจักไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ หรือว่า ผู้ใดจักไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ผู้นั้นย่อมไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค จักไม่เจริญอนัญญาตัญญัส-*สามีตินทรีย์ แต่ย่อมไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ก็หาไม่ บุคคล ๘ จำพวก จักไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ และย่อมไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์
โย จกฺขุนฺทฺริยํ น ปริชานาติ โส อญฺญินฺทฺริยํ น ภาเวสฺสตีติ: สตฺต ปุคฺคลา จกฺขุนฺทฺริยํ น ปริชานนฺติ โน จ อญฺญินฺทฺริยํ น ภาเวสฺสนฺติ เทฺว ปุคฺคลา จกฺขุนฺทฺริยญฺจ น ปริชานนฺติ อญฺญินฺทฺริยญฺจ น ภาเวสฺสนฺติ ฯ โย วา ปน อญฺญินฺทฺริยํ น ภาเวสฺสติ โส จกฺขุนฺทฺริยํ น ปริชานาตีติ: อคฺคมคฺคสมงฺคี อญฺญินฺทฺริยํ น ภาเวสฺสติ โน จ จกฺขุนฺทฺริยํ น ปริชานาติ เทฺว ปุคฺคลา อญฺญินฺทฺริยญฺจ น ภาเวสฺสนฺติ จกฺขุนฺทฺริยญฺจ น ปริชานนฺติ ฯ
ผู้ใดย่อมไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ ผู้นั้นจักไม่เจริญ อัญญินทรีย์หรือ บุคคล ๗ จำพวก ย่อมไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ แต่จักไม่เจริญอัญญิน-*ทรีย์ก็หาไม่ บุคคล ๒ จำพวก ย่อมไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ และจักไม่เจริญอัญญินทรีย์ หรือว่า ผู้ใดจักไม่เจริญอัญญินทรีย์ ผู้นั้นย่อมไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค จักไม่เจริญอัญญินทรีย์ แต่ย่อมไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ก็หาไม่ บุคคล ๒ จำพวก จักไม่เจริญอัญญินทรีย์และย่อมไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์
โย จกฺขุนฺทฺริยํ น ปริชานาติ โส อญฺญาตาวินฺทฺริยํ น สจฺฉิกริสฺสตีติ: สตฺต ปุคฺคลา จกฺขุนฺทฺริยํ น ปริชานนฺติ โน จ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ น สจฺฉิกริสฺสนฺติ เทฺว ปุคฺคลา จกฺขุนฺทฺริยญฺจ น ปริชานนฺติ อญฺญาตาวินฺทฺริยญฺจ น สจฺฉิกริสฺสนฺติ ฯ โย วา ปน อญฺญาตาวินฺทฺริยํ น สจฺฉิกริสฺสติ โส จกฺขุนฺทฺริยํ น ปริชานาตีติ: อามนฺตา ฯ
ผู้ใดย่อมไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ ผู้นั้นจักไม่ทำให้ แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์หรือ บุคคล ๗ จำพวก ย่อมไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ แต่จักไม่ทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ก็หาไม่ บุคคล ๒ จำพวก ย่อมไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ และจักไม่ทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ หรือว่า ผู้ใดจักไม่ทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ ผู้นั้นย่อมไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ ถูกแล้ว
โย โทมนสฺสินฺทฺริยํ นปฺปชหติ โส อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ น ภาเวสฺสตีติ: เย ปุถุชฺชนา มคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เต โทมนสฺสินฺทฺริยํ นปฺปชหนฺติ โน จ อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ น ภาเวสฺสนฺติ อฏฺฐ ปุคฺคลา โทมนสฺสินฺทฺริยญฺจ นปฺปชหนฺติ อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยญฺจ น ภาเวสฺสนฺติ ฯ โย วา ปน อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ น ภาเวสฺสติ โส โทมนสฺสินฺทฺริยํ นปฺปชหตีติ: อนาคามิมคฺคสมงฺคี อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ น ภาเวสฺสติ โน จ โทมนสฺสินฺทฺริยํ นปฺปชหติ อฏฺฐ ปุคฺคลา อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยญฺจ น ภาเวสฺสนฺติ โทมนสฺสินฺทฺริยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ
ผู้ใดย่อมไม่ละโทมนัสสินทรีย์ ผู้นั้นจักไม่เจริญ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์หรือ ปุถุชนเหล่าใด จักได้เฉพาะซึ่งมรรค ปุถุชนเหล่านั้น ย่อมไม่ละโทมนัส-*สินทรีย์ แต่จักไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ก็หาไม่ บุคคล ๘ จำพวก ย่อมไม่ละโทมนัสสินทรีย์ และจักไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ หรือว่า ผู้ใดจักไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ผู้นั้นย่อมไม่ละโทมนัสสินทรีย์ บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค จักไม่เจริญอนัญญาตัญญัส-*สามีตินทรีย์ แต่ย่อมไม่ละโทมนัสสินทรีย์ก็หาไม่ บุคคล ๘ จำพวก จักไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ และย่อมไม่ละโทมนัสสินทรีย์
โย โทมนสฺสินฺทฺริยํ นปฺปชหติ โส อญฺญินฺทฺริยํ น ภาเวสฺสตีติ: ฉ ปุคฺคลา โทมนสฺสินฺทฺริยํ นปฺปชหนฺติ โน จ อญฺญินฺทฺริยํ น ภาเวสฺสนฺติ ตโย ปุคฺคลา โทมนสฺสินฺทฺริยญฺจ นปฺปชหนฺติ อญฺญินฺทฺริยญฺจ น ภาเวสฺสนฺติ ฯ โย วา ปน อญฺญินฺทฺริยํ น ภาเวสฺสติ โส โทมนสฺสินฺทฺริยํ นปฺปชหตีติ: อามนฺตา ฯ
ผู้ใดย่อมไม่ละโทมนัสสินทรีย์ ผู้นั้นจักไม่เจริญ อัญญินทรีย์หรือ บุคคล ๖ จำพวก ย่อมไม่ละโทมนัสสินทรีย์ แต่จักไม่เจริญอัญญินทรีย์ก็หาไม่ บุคคล ๓ จำพวก ย่อมไม่ละโทมนัสสินทรีย์ และจักไม่เจริญอัญญินทรีย์ หรือว่า ผู้ใดจักไม่เจริญอัญญินทรีย์ ผู้นั้นย่อมไม่ละโทมนัส-*สินทรีย์ ถูกแล้ว
โย โทมนสฺสินฺทฺริยํ นปฺปชหติ โส อญฺญาตาวินฺทฺริยํ น สจฺฉิกริสฺสตีติ: สตฺต ปุคฺคลา โทมนสฺสินฺทฺริยํ นปฺปชหนฺติ โน จ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ น สจฺฉิกริสฺสนฺติ เทฺว ปุคฺคลา โทมนสฺสินฺทฺริยญฺจ นปฺปชหนฺติ อญฺญาตาวินฺทฺริยญฺจ น สจฺฉิกริสฺสนฺติ ฯ โย วา ปน อญฺญาตาวินฺทฺริยํ น สจฺฉิกริสฺสติ โส โทมนสฺสินฺทฺริยํ นปฺปชหตีติ: อามนฺตา ฯ
ผู้ใดย่อมไม่ละโทมนัสสินทรีย์ ผู้นั้นจักไม่ทำให้แจ้ง ซึ่งอัญญาตาวินทรีย์หรือ บุคคล ๗ จำพวก ย่อมไม่ละโทมนัสสินทรีย์ แต่จักไม่ทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ก็หาไม่ บุคคล ๒ จำพวก ย่อมไม่ละโทมนัสสินทรีย์ และจักไม่ทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ หรือว่า ผู้ใดจักไม่ทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ ผู้นั้นย่อมไม่ละโทมนัสสินทรีย์ ถูกแล้ว
โย อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ น ภาเวติ โส อญฺญินฺทฺริยํ น ภาเวสฺสตีติ: ฉ ปุคฺคลา อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ น ภาเวนฺติ โน จ อญฺญินฺทฺริยํ น ภาเวสฺสนฺติ ตโย ปุคฺคลา อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยญฺจ น ภาเวนฺติ อญฺญินฺทฺริยญฺจ น ภาเวสฺสนฺติ ฯ โย วา ปน อญฺญินฺทฺริยํ น ภาเวสฺสติ โส อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ น ภาเวตีติ: อามนฺตา ฯ
ผู้ใดย่อมไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ผู้นั้น จักไม่เจริญอัญญินทรีย์หรือ บุคคล ๖ จำพวก ย่อมไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ แต่จักไม่เจริญอัญญินทรีย์ก็หาไม่ บุคคล ๓ จำพวก ย่อมไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์และจักไม่เจริญอัญญินทรีย์ หรือว่า ผู้ใดจักไม่เจริญอัญญินทรีย์ ผู้นั้นย่อมไม่เจริญอัญญาตาวินทรีย์ ถูกแล้ว
โย อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ น ภาเวติ โส อญฺญาตาวินฺทฺริยํ น สจฺฉิกริสฺสตีติ: สตฺต ปุคฺคลา อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ น ภาเวนฺติ โน จ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ น สจฺฉิกริสฺสนฺติ เทฺว ปุคฺคลา อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยญฺจ น ภาเวนฺติ อญฺญาตาวินฺทฺริยญฺจ น สจฺฉิกริสฺสนฺติ ฯ โย วา ปน อญฺญาตาวินฺทฺริยํ น สจฺฉิกริสฺสติ โส อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ น ภาเวตีติ: อามนฺตา ฯ
ผู้ใดย่อมไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ผู้นั้นจัก ไม่ทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์หรือ บุคคล ๗ จำพวก ย่อมไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ แต่จักไม่ทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ก็หาไม่ บุคคล ๒ จำพวก ย่อมไม่เจริญอนัญญาตัญญัส-*สามีตินทรีย์ และจักไม่ทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ หรือว่า ผู้ใดจักไม่ทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ ผู้นั้นย่อมไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ถูกแล้ว
โย อญฺญินฺทฺริยํ น ภาเวติ โส อญฺญาตาวินฺทฺริยํ น สจฺฉิกริสฺสตีติ: ปญฺจ ปุคฺคลา อญฺญินฺทฺริยํ น ภาเวนฺติ โน จ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ น สจฺฉิกริสฺสนฺติ เทฺว ปุคฺคลา อญฺญินฺทฺริยญฺจ น ภาเวนฺติ อญฺญาตาวินฺทฺริยญฺจ น สจฺฉิกริสฺสนฺติ ฯ โย วา ปน อญฺญาตาวินฺทฺริยํ น สจฺฉิกริสฺสติ โส อญฺญินฺทฺริยํ น ภาเวตีติ: อามนฺตา ฯ -------------
ผู้ใดย่อมไม่เจริญอัญญินทรีย์ ผู้นั้นจักไม่ทำให้แจ้ง ซึ่งอัญญาตาวินทรีย์หรือ บุคคล ๕ จำพวก ย่อมไม่เจริญอัญญินทรีย์ แต่จักไม่ทำให้แจ้งซึ่งอัญญา-*ตาวินทรีย์ก็หาไม่ บุคคล ๒ จำพวก ย่อมไม่เจริญอัญญินทรีย์ และจักไม่ทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ หรือว่า ผู้ใดจักไม่ทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ ผู้นั้นย่อมไม่เจริญอัญญินทรีย์ ถูกแล้ว
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ปัจจนีกะ จักขุนทรียมูลกนัย
อนุ. บุคคลใดไม่ใช่กำลังกำหนดรู้จักขุนทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักละ โทมนัสสินทรีย์ใช่ไหม วิ. บุคคล ๕ จำพวกไม่ใช่กำลังกำหนดรู้จักขุนทรีย์ แต่มิใช่จักไม่ละ โทมนัสสินทรีย์ บุคคล ๔ จำพวกไม่ใช่กำลังกำหนดรู้จักขุนทรีย์และก็ไม่ใช่จักละโทมนัสสินทรีย์ ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่จักละโทมนัสสินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังกำหนดรู้ จักขุนทรีย์ใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรคไม่ใช่จักละโทมนัสสินทรีย์ แต่มิใช่ไม่กำลังกำหนดรู้จักขุนทรีย์ บุคคล ๔ จำพวกไม่ใช่จักละโทมนัสสินทรีย์และก็ไม่ใช่กำลังกำหนดรู้จักขุนทรีย์ อนุ. บุคคลใดไม่ใช่กำลังกำหนดรู้จักขุนทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเจริญ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ใช่ไหม วิ. บุคคลเหล่าใดเป็นปุถุชนจักได้มรรค บุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังกำหนด รู้จักขุนทรีย์ แต่มิใช่จักไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ บุคคล ๘ จำพวกไม่ใช่กำลังกำหนดรู้จักขุนทรีย์และก็ไม่ใช่จักเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่จักเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ กำลังกำหนดรู้จักขุนทรีย์ใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรคไม่ใช่จักเจริญอนัญญาตัญญัส- สามีตินทรีย์ แต่มิใช่ไม่กำลังกำหนดรู้จักขุนทรีย์ บุคคล ๘ จำพวกไม่ใช่จักเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์และก็ไม่ใช่กำลังกำหนดรู้จักขุนทรีย์
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๖๓๘}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๓. ปริญญาวาร ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร อนุ. บุคคลใดไม่ใช่กำลังกำหนดรู้จักขุนทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเจริญ อัญญินทรีย์ใช่ไหม วิ. บุคคล ๗ จำพวกไม่ใช่กำลังกำหนดรู้จักขุนทรีย์ แต่มิใช่จักไม่เจริญ อัญญินทรีย์ บุคคล ๒ จำพวกไม่ใช่กำลังกำหนดรู้จักขุนทรีย์และก็ไม่ใช่จักเจริญอัญญินทรีย์ ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่จักเจริญอัญญินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังกำหนดรู้ จักขุนทรีย์ใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรคไม่ใช่จักเจริญอัญญินทรีย์ แต่มิใช่ไม่กำลังกำหนดรู้จักขุนทรีย์ บุคคล ๒ จำพวกไม่ใช่จักเจริญอัญญินทรีย์และก็ไม่ใช่กำลังกำหนดรู้จักขุนทรีย์ อนุ. บุคคลใดไม่ใช่กำลังกำหนดรู้จักขุนทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักทำให้แจ้ง อัญญาตาวินทรีย์ใช่ไหม วิ. บุคคล ๗ จำพวกไม่ใช่กำลังกำหนดรู้จักขุนทรีย์ แต่มิใช่จักไม่ทำให้ แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ บุคคล ๒ จำพวกไม่ใช่กำลังกำหนดรู้จักขุนทรีย์และก็ไม่ใช่จักทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่จักทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลัง กำหนดรู้จักขุนทรีย์ใช่ไหม วิ. ใช่ จักขุนทรียมูลกนัย จบ โทมนัสสินทรียมูลกนัย
อนุ. บุคคลใดไม่ใช่กำลังละโทมนัสสินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่จัก เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ใช่ไหม วิ. บุคคลเหล่าใดเป็นปุถุชนจักได้มรรค บุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังละ โทมนัสสินทรีย์ แต่มิใช่จักไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ บุคคล ๘ จำพวกไม่ใช่กำลังละโทมนัสสินทรีย์และก็ไม่ใช่จักไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๖๓๙}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๓. ปริญญาวาร ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่จักเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ กำลังละโทมนัสสินทรีย์ใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคไม่ใช่จักเจริญอนัญญาตัญ- ญัสสามีตินทรีย์ แต่มิใช่ไม่กำลังละโทมนัสสินทรีย์ บุคคล ๘ จำพวกไม่ใช่จัก เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์และก็ไม่ใช่กำลังละโทมนัสสินทรีย์ อนุ. บุคคลใดไม่ใช่กำลังละโทมนัสสินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเจริญ อัญญินทรีย์ใช่ไหม วิ. บุคคล ๖ จำพวกไม่ใช่กำลังละโทมนัสสินทรีย์ แต่มิใช่จักไม่เจริญ อัญญินทรีย์ บุคคล ๓ จำพวกไม่ใช่กำลังละโทมนัสสินทรีย์และก็ไม่ใช่จักเจริญอัญญินทรีย์ ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่จักเจริญอัญญินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังละโทมนัสสินทรีย์ใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. บุคคลใดไม่ใช่กำลังละโทมนัสสินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักทำให้แจ้ง อัญญาตาวินทรีย์ใช่ไหม วิ. บุคคล ๗ จำพวกไม่ใช่กำลังละโทมนัสสินทรีย์ แต่มิใช่จักไม่ทำให้แจ้ง อัญญาตาวินทรีย์ บุคคล ๒ จำพวกไม่ใช่กำลังละโทมนัสสินทรีย์และก็ไม่ใช่จักทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่จักทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังละ โทมนัสสินทรีย์ใช่ไหม วิ. ใช่ โทมนัสสินทรียมูลกนัย จบ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรียมูลกนัย
อนุ. บุคคลใดไม่ใช่กำลังเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ บุคคล นั้นก็ไม่ใช่จักเจริญอัญญินทรีย์ใช่ไหม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๖๔๐}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๓. ปริญญาวาร ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร วิ. บุคคล ๖ จำพวกไม่ใช่กำลังเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ แต่มิใช่ จักไม่เจริญอัญญินทรีย์ บุคคล ๓ จำพวกไม่ใช่กำลังเจริญอนัญญาตัญ- ญัสสามีตินทรีย์และก็ไม่ใช่จักเจริญอัญญินทรีย์ ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่จักเจริญอัญญินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังเจริญ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. บุคคลใดไม่ใช่กำลังเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ จักทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ใช่ไหม วิ. บุคคล ๗ จำพวกไม่ใช่กำลังเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ แต่มิใช่ จักไม่ทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ บุคคล ๒ จำพวกไม่ใช่กำลังเจริญอนัญญาตัญ-ญัสสามีตินทรีย์ และก็ไม่ใช่จักทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่จักทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ใช่ไหม วิ. ใช่ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรียมูลกนัย จบ อัญญินทรียมูลกนัย
อนุ. บุคคลใดไม่ใช่กำลังเจริญอัญญินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักทำ ให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ใช่ไหม วิ. บุคคล ๕ จำพวกไม่ใช่กำลังเจริญอัญญินทรีย์ แต่มิใช่จักไม่ทำให้แจ้ง อัญญาตาวินทรีย์ บุคคล ๒ จำพวกไม่ใช่กำลังเจริญอัญญินทรีย์ และก็ไม่ใช่จักทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่จักทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลัง เจริญอัญญินทรีย์ใช่ไหม วิ. ใช่ อัญญินทรียมูลกนัย จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๖๔๑}
อรรถกถา
ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกอรรถกถายึดที่ข้อ ๓๗๙ ซึ่งครอบมาถึงข้อที่กำลังอ่าน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาอินทริยยมก
บัดนี้เป็นการพรรณนาอินทริยยมก ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงในลำดับต่อจากธรรมยมก เพราะทรงรวบรวมธรรมทั้งหลายมีกุศลธรรมเป็นต้น ที่พระองค์ทรงแสดงแล้วในมูลยมกเหล่านั้นให้เป็นส่วนหนึ่ง ด้วยอำนาจแห่งธรรมที่ได้อยู่ ในอินทริยยมกนั้นพึงทราบการกำหนดพระบาลี โดยนัยที่กล่าวแล้วในขันธยมกเป็นต้น.
ก็แม้ในอินทริยยมกนี้ มหาวาระ ๓ มีปัณณัตติวาระเป็นต้น และอนันตรวาระ ที่เหลือก็เป็นเช่นกับที่มาแล้วในยมกทั้งหลายมีขันธยมกเป็นต้นพร้อมด้วยประเภทแห่งกาลเป็นต้น แต่ว่ายมกทั้งหลายมีมากกว่าธาตุยมกเพราะความที่แห่งอินทรีย์ทั้งหลายมีมาก ก็ท่านไม่ประกอบ ชิวหายตนะและกายายตนะกับด้วยจักขวายตนะและจักขุธาตุ ในนัยอันมีจักขวายตนะและจักขุธาตุเป็นมูล ในปุคคลวาระเป็นต้น ในหนหลัง และไม่ถือเอายมกทั้งหลาย มีชิวหายตนะและกายายตนะเป็นมูล ฉันใดแม้ในอินทริยยมกนี้ ท่านก็ไม่ประกอบชิวหินทรีย์และกายินทรีย์ ในนัยอันมีจักขุนทรีย์เป็นมูล และไม่ถือเอายมกทั้งหลายที่มีชิวหินทรีย์และกายินทรีย์เป็นมูล ฉันนั้น
พึงทราบเหตุในการไม่ถือเอายมกทั้งหลายเหล่านั้น ตามนัยที่ท่านกล่าวไว้แล้วในยมกนั้นนั่นแหละ.
ส่วนมนินทรีย์ พึงทราบว่า ท่านประกอบแล้วด้วยมูลทั้งหลายมีจักขุนทรีย์เป็นมูลเป็นต้น ฉันใด แม้กับมูลทั้งหลายมีอิตถินทรีย์เป็นมูล ก็ฉันนั้นนั่นแหละ มนินทรีย์ย่อมถึงการประกอบ เพราะเหตุใด เพราะเหตุนั้น พึงทราบว่า ท่านไม่ประกอบแล้ว โดยลำดับ บทที่วางไว้ (แต่) ประกอบไว้ในที่สุดกับมูลทั้งหลายมีจักขนุทรีย์เป็นต้น แม้ทั้งหมด.
ท่านประกอบอิตถินทรีย์กับจักขุนทริย์, ปุริสินทรีย์กับจักขุนทรีย์, ชีวิตินทรีย์กับจักขุนทรีย์, สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์ไม่มีในปฏิสนธิ เพราะเหตุนั้นท่านจึงไม่ถือเอา.
โสมนัสสินทริย์ อุเบกขินทรีย์ ท่านถือเอาแล้วในปฏิสนธิ เพราะเกิดมีพร้อมกับการเกิดขึ้น อินทรีย์ ๕ อย่างมีสัทธินทรีย์เป็นต้นก็เหมือนอย่างนั้นอินทรีย์ที่เป็นโลกุตตร ๓ อย่าง ท่านก็ไม่ถือเอา เพราะไม่มีในปฏิสนธิ อินทรีย์เหล่าใดท่านถือเอาแล้วด้วยอำนาจแห่งอินทรีย์เหล่านั้นพึงทราบการนับยมกในนัยอันมีจักขุนทรีย์เป็นมูลในอินทริยยมกนี้ ด้วยประการฉะนี้ ก็ในที่มี้พึงทราบการนับยมกในนัยอันมีจักขุทรีย์เป็นมูลในที่นี้ฉันใด ในที่ทั้งปวงก็ฉันนั้นพึงทราบการกำหนดพระบาลีในวาระทั้งหลายอย่างนี้ก่อนว่า ก็ยมกเหล่าใดที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือเอาแล้วควรนับยมกทั้งหลายด้วยสามารถแห่งยมกเหล่านั้น.
อีกอย่างหนึ่ง เมื่อนับ พึงนับด้วยสามารถแห่งโมฆะปุจฉา.
ก็ในการวินิจฉัยเนื้อความนี้ พึงทราบนัยมุขนี้ดังต่อไปนี้.
คำว่า สจกฺขุกานํ น อิตฺถีนํ ท่านกล่าวแล้วด้วยสามารถแห่งสัตว์ทั้งหลายที่มีรูป มีพรหมปาริสัชชาเป็นต้น และด้วยสามารถแห่งบุรุษเพศและผู้ไม่มีเพศ เพราะว่าอิตถินทรีย์ย่อมไม่เกิดแก่พรหม บุรุษเพศ และผู้ไม่มีเพศเหล่านั้น.
คำว่า สจกฺขุกานํ น ปุริสานํ ท่านกล่าวแล้วด้วยสามารถแห่งรูปพรหมด้วย แห่งสตรีเพศและบุคคลผู้ไม่มีเพศด้วย เพราะว่า ปุริสินทรีย์ย่อมไม่เกิดแก่รูปพรหม สตรีและผู้ไม่มีเพศเหล่านั้น.
คำว่า อจกฺขุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ชีวิตินฺทริยํ อุปฺปชฺชติ ท่านกล่าวหมายเอาสัตว์ทั้งหลายในเอกโวการภพ จตุโวการภพและในกามธาตุ.
คำว่า สจกฺขุกานํ วินา โสมนสฺเสน ท่านกล่าวแล้วด้วยสามารถแห่งบุคคลผู้ปฏิสนธิด้วยมหาวิบากปฏิสนธิ ๔ ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขา.
คำว่า สจกฺขุกานํ วินา อุเปกฺขาย ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งบุคคลผู้ปฏิสนธิพร้อมด้วยโสมนัส.
คำว่า อุเปกฺขาย อจกฺขุกานํ ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งอเหตุกปฏิสนธิ.
คำว่า อเหตุกานํ ท่านกล่าวแล้วเพราะความไม่มีแห่งอินทรีย์ทั้งหลายมีสัทธินทรีย์เป็นต้น กับด้วยอเหตุกปฏิสนธิ.
จริงอยู่ ในอเหตุกปฏิสนธิ ย่อมไม่มีศรัทธา สติ ปัญญาแน่นอน แต่สมาธิและวิริยะ ย่อมไม่ถึงความเป็นอินทรีย์.
คำว่า สเหตุกานํ อจกฺขุกานํ ท่านกล่าวแล้วด้วยอำนาจคัพภเสยยกสัตว์ และพรหมที่ไม่มีรูป ก็พวกสเหตุกะอื่นชื่อว่า อจกฺขุโก = ไม่มีจักขุ ย่อมไม่มี.
คำว่า สจกฺขุกานํ อเหตุกานํ ท่านกล่าวหมายเอาสัตว์ในอบายด้วยสามารถแห่งโอปปาติกะ.
คำว่า สจกฺขุกานํ ญาณวิปฺปยุตฺตานํ ท่านกล่าวหมายเอาสัตว์ที่ปฏิสนธิด้วยเหตุสอง ในกามธาตุ.
คำว่า สจกฺขุกานํ ญาณสมฺปยุตฺตานํ กล่าวหมายเอารูปพรหมด้วย เทวดาและมนุษย์ในกามาวจรด้วย.
คำว่า ญาณสมฺปยุตฺตานํ อจกฺขุกานํ ท่านกล่าวหมายเอาอรูปพรหม และติเหตุกสัตว์ผู้เกิดในครรภ์.
ในชีวิตินทรีย์มูล คำว่า วินา โสมนสฺเสน อุปฺปชฺชนฺตานํ ท่านกล่าวหมายเอาชีวิตินทรีย์แม้ทั้งสองอย่าง.
คำว่า ปวตฺเต โสมนสฺสวิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ท่านกล่าวหมายเอาอรูปชีวิตินทรีย์.
พึงทราบการประกอบ ชีวิตินทรีย์ด้วยสามารถปฏิสนธิและปวัตติ แม้ในที่ทั้งปวงโดยนัยนี้แม้ในมูลทั้งหลายมีโสมนัสสินทรีย์เป็นมูลเป็นต้น พึงถือเอาเนื้อความด้วยสามารถแห่งปฏิสนธิและปวัตตินั่นแหละแต่ในปฏิโลมนัย ในนิโรธวาระ พึงทราบการเกิด การไม่เกิด การดับและการไม่ดับ ในจุติ ปฏิสนธิและปวัตติแม้ทั้ง ๓ กาลด้วยสามารถแห่งธรรมทั้งหลายเหล่านั้นด้วย เหล่าอื่นด้วยตามที่ได้.
ในอนาคตวาระ คำว่า เอเตเนว ภาเวน ดังนี้ อธิบายว่า ด้วยการถือเอาปุริสปฏิสนธินั่นแหละ เพราะไม่ถึงซึ่งอิตถีภาวะ ในลำดับด้วยปุริสภาวะนั้นนั่นแหละ.
คำวิสัชนาว่า กติจิ ภเว ทสฺเสตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ อธิบายว่า บุรุษใดถือเอาแล้วซึ่งปฏิสนธิในภพไรๆ ไม่ถึงแล้วซึ่งอิตถีภาวะ จักปรินิพพานเทียว (หมายความว่าเกิดในภพใดด้วยเพศใด จักปรินิพพานด้วยเพศนั้นในภพนั้น)
แม้ในปัญหาที่สองก็นัยนี้ ก็บทว่า มนินทรีย์ด้วยไม่เกิดในภังคขณะแห่งอุปัตติจิตของสุทธาวาสพรหม ดังนี้ในอดีตวาระด้วยปัจจุบันวาระ (ปัจจุปันนาตีตวาระ) อธิบายว่า บัณฑิตไม่ถือเอาเนื้อความด้วยอำนาจการก้าวล่วงอุปาทขณะเหมือนกับในจิตตยมกแต่ควรถือเอาด้วยอำนาจแห่งการไม่เคยเกิดขึ้นในภพนั้น พึงทราบการวินิจฉัยเนื้อความในปวัตติวาระ แม้ทั้งหมดโดยนัยมุขนี้.
ก็ในปริญญาวาระ ท่านแสดงจักขุโสตยมกอย่างเดียวเท่านั้น ในมูลทั้งหลายมีจักขุมูลเป็นต้น ก็เพราะท่านแสดงอินทรีย์ทั้งหลายที่บุคคลไม่ควรกำหนดรู้ ที่เป็นโลกิยอัพยากตะด้วย ที่เจือด้วยโลกิยอัพยากตะด้วย แม้ที่เหลือเหตุนั้นท่านจึงแสดงอินทรีย์ ที่ท่านไม่แสดงเหล่านั้น โดยนัยนี้นั่นเทียว ก็เพราะอกุศลเป็นธรรมอันบุคคลพึงละโดยส่วนเดียวกุศลพึงเจริญโดยส่วนเดียว โลกุตตระอันเป็นอัพยากตะอันบุคคลพึงทำให้แจ้ง เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ย่อมละโทมนัสสินทรีย์ ย่อมเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ก็อัญญินทรีย์บุคคลควรเจริญก็มี ควรทำให้แจ้งก็มี อัญญินทรีย์นั้น ท่านถือเอาด้วยอำนาจการภาวนา (การทำให้เจริญ).
ในคำทั้งหลายเหล่านั้น คำว่า เทฺว ปุคฺคลา ได้แก่ ผู้พร้อมเพรียงด้วยสกทาคามี และผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรค ในบุคคลทั้งสองนั้น คนหนึ่งชื่อว่า ย่อมไม่ละโทมนัสสินทรีย์ เพราะไม่สามารถตัดขาดได้ คนหนึ่งชื่อว่า ย่อมไม่ละโทมนัส เพราะความที่ท่านละโทมนัสสินทรีย์แล้ว.
บทว่า จกฺขุนฺทฺริยํ น ปริชานาติ ได้แก่ย่อมไม่รู้ทั่ว เพราะความที่แห่งท่านไม่สามารถยังมรรคที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้นได้บัณฑิตพึงทราบเนื้อความในคำวิสัชนาทั้งปวงโดยนัยนี้. อรรถกถาอินทริยยมก จบ.
นิคมคาถา
ก็หญิงชายผู้ใดถึงพร้อมด้วยกิจดำรงอยู่ในโอวาทของพระศาสดาสัมมาสัมพุทธะพระองค์ใดผู้ทำกิจเสร็จแล้วหญิงชายผู้นั้น กำหนดตั้งมั่นในโอวาทของพระจอมมุนีไว้ดีแล้ว ย่อมเป็นผู้ก้าวล่วงอำนาจของพระยายม. พระสัมมาสัมพุทธะผู้ทรงเป็นเทพยิ่งกว่าเทพทั้งปวง ผู้ไม่มีมลทินอันจะนำไปสู่อำนาจของพระยายมเสด็จประทับอยู่ท่ามกลางเทวบริษัทหมู่ใหญ่ในเทวบุรี ทรงประกาศปกรณ์ชื่อว่ายมก ฉันใด ข้าพเจ้า (พระพุทธโฆษาจารย์) ปรารภอรรถกถาแห่งปกรณ์ยมกนั้น เพื่อแสดงวิธีกำหนดพระบาลีและนัยแห่งอรรถในคำปุจฉาวิสัชนา.
บัดนี้ อรรถกถาแห่งปกรณ์นี้นั้นถึงความสำเร็จแล้วด้วยแบบแผนมีประมาณ ๕ ภาณวาร โดยปราศจากอันตรายในโลกที่มีอันตรายมากฉันใด ขอสัตว์ทั้งหลายจงเป็นผู้มีความสำเร็จในหิตานุหิตประโยชน์ พรั่งพร้อมด้วยความสุข และขอมโนรถแม้ทั้งปวงของสรรพสัตว์ทั้งหลายจงถึงความสำเร็จฉันนั้น เทอญ.
อรรถกถาแห่งยมก จบ. -----------------------------------------------------