อเสขสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๔ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๖ อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต อเสขสูตร
อถโข อญฺญตโร ภิกฺขุ เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข โส ภิกฺขุ ภควนฺตํ เอตทโวจ อเสโข อเสโขติ ภนฺเต วุจฺจติ กิตฺตาวตา นุ โข ภนฺเต ภิกฺขุ อเสโข โหตีติ ฯ อิธ ภิกฺขุ อเสขาย สมฺมาทิฏฺฐิยา สมนฺนาคโต โหติ อเสเขน สมฺมาสงฺกปฺเปน สมนฺนาคโต โหติ อเสขาย สมฺมาวาจาย สมนฺนาคโต โหติ อเสเขน สมฺมากมฺมนฺเตน สมนฺนาคโต โหติ อเสเขน สมฺมาอาชีเวน สมนฺนาคโต โหติ อเสเขน สมฺมาวายาเมน สมนฺนาคโต โหติ อเสขาย สมฺมาสติยา สมนฺนาคโต โหติ อเสเขน สมฺมาสมาธินา สมนฺนาคโต โหติ อเสเขน สมฺมาญาเณน สมนฺนาคโต โหติ อเสขาย สมฺมาวิมุตฺติยา สมนฺนาคโต โหติ เอวํ โข ภิกฺขุ อเสโข โหตีติ ฯ
ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่า อเสขะๆ ดังนี้ ภิกษุเป็นอเสขะด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรภิกษุ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ประกอบด้วยความเห็นชอบอันเป็นอเสขะ ประกอบด้วยความดำริชอบอันเป็นอเสขะ ประกอบด้วยการเจรจาชอบอันเป็นอเสขะ ประกอบด้วยการงานชอบอันเป็นอเสขะ ประกอบด้วยการเลี้ยงชีพชอบอันเป็นอเสขะประกอบด้วยความพยายามชอบอันเป็นอเสขะ ประกอบด้วยการระลึกชอบอันเป็นอเสขะ ประกอบด้วยความตั้งใจมั่นชอบอันเป็นอเสขะ ประกอบด้วยความรู้ชอบอันเป็นอเสขะ ประกอบด้วยความหลุดพ้นชอบอันเป็นอเสขะ ดูกรภิกษุ ภิกษุย่อมเป็นอเสขะ ด้วยประการอย่างนี้แล ฯ จบสูตรที่ ๑๑
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๑. สมณสัญญาวรรค ๑๑. ปฐมอเสขสูตร ๑๑. ปฐมอเสขสูตร ว่าด้วยพระอเสขะ สูตรที่ ๑
ครั้งนั้น ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวาย อภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่า ‘อเสขะ อเสขะ’ นี้ ภิกษุเป็นพระอเสขะด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ๑. เป็นผู้ประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิที่เป็นอเสขะ ๒. เป็นผู้ประกอบด้วยสัมมาสังกัปปะที่เป็นอเสขะ ๓. เป็นผู้ประกอบด้วยสัมมาวาจาที่เป็นอเสขะ ๔. เป็นผู้ประกอบด้วยสัมมากัมมันตะที่เป็นอเสขะ ๕. เป็นผู้ประกอบด้วยสัมมาอาชีวะที่เป็นอเสขะ ๖. เป็นผู้ประกอบด้วยสัมมาวายามะที่เป็นอเสขะ ๗. เป็นผู้ประกอบด้วยสัมมาสติที่เป็นอเสขะ ๘. เป็นผู้ประกอบด้วยสัมมาสมาธิที่เป็นอเสขะ ๙. เป็นผู้ประกอบด้วยสัมมาญาณะ ที่เป็นอเสขะ ๑๐. เป็นผู้ประกอบด้วยสัมมาวิมุตติที่เป็นอเสขะ ภิกษุ ภิกษุเป็นพระอเสขะ อย่างนี้แล” ปฐมอเสขสูตรที่ ๑๑ จบ @เชิงอรรถ : @ สัมมาญาณะ ในสูตรนี้หมายถึงสัมมาทิฏฐินั่นเอง ท่านตรัสไว้เพื่อให้องค์ธรรมครบบริบูรณ์ และธรรม@ทั้งหมดนี้ เป็นธรรมชั้นอรหัตตผล (องฺ.ทสก.อ. ๓/๑๑๑/๓๗๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๔ หน้า : ๒๕๖}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาอเสขสูตรที่ ๑๑
อเสขสูตรที่ ๑๑ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสัมมาทิฏฐิอย่างเดียวว่าสัมมาญาณะ เพื่อความบริบูรณ์แห่งองค์มรรค ธรรมคือพระอรหัตแม้ทั้งหมดนั้น ก็เป็นอย่างนั้น. แม้ปัจจเวกขณญาณก็ตรัสว่าอเสขะ เพราะอเสขธรรมดำเนินไปแล้ว.
จบอรรถกถาอเสขสูตรที่ ๑๑ -----------------------------------------------------