วิวาทมูลสูตร ที่ ๒
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๔ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๖ อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต วิวาทมูลสูตรที่ ๒
กติ นุ โข ภนฺเต วิวาทมูลานีติ ฯ ทส โข อุปาลิ วิวาทมูลานิ กตมานิ ทส อิธุปาลิ ภิกฺขู อนาปตฺตึ อาปตฺตีติ ทีเปนฺติ อาปตฺตึ อนาปตฺตีติ ทีเปนฺติ ลหุกํ อาปตฺตึ ครุกาปตฺตีติ ทีเปนฺติ ครุกํ อาปตฺตึ ลหุกาปตฺตีติ ทีเปนฺติ ทุฏฺฐุลฺลํ อาปตฺตึ อทุฏฺฐุลฺลาปตฺตีติ ทีเปนฺติ อทุฏฺฐุลฺลํ อาปตฺตึ ทุฏฺฐุลฺลาปตฺตีติ ทีเปนฺติ สาวเสสํ อาปตฺตึ อวเสสา อาปตฺตีติ ทีเปนฺติ อนวเสสํ อาปตฺตึ สาวเสสาปตฺตีติ ทีเปนฺติ สปฺปฏิกมฺมํ อาปตฺตึ อปฺปฏิกมฺมาปตฺตีติ ทีเปนฺติ อปฺปฏิกมฺมํ อาปตฺตึ สปฺปฏิกมฺมาปตฺตีติ ทีเปนฺติ อิมานิ โข อุปาลิ ทส วิวาทมูลานีติ ฯ
อุ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มูลเหตุแห่งการวิวาท มีเท่าไร หนอแล ฯ พ. ดูกรอุบาลี มูลเหตุแห่งการวิวาทมี ๑๐ ประการ ๑๐ ประการเป็นไฉนดูกรอุบาลี ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมแสดงสิ่งที่ไม่เป็นอาบัติว่าเป็นอาบัติ ย่อมแสดงสิ่งที่เป็นอาบัติว่าไม่เป็นอาบัติ ย่อมแสดงอาบัติเบาว่า เป็นอาบัติหนัก ย่อมแสดงอาบัติหนักว่าเป็นอาบัติเบา ย่อมแสดงอาบัติชั่วหยาบว่า ไม่เป็นอาบัติชั่วหยาบย่อมแสดงอาบัติไม่ชั่วหยาบว่า เป็นอาบัติชั่วหยาบ ย่อมแสดงอาบัติมีส่วนเหลือว่าเป็นอาบัติไม่มีส่วนเหลือ ย่อมแสดงอาบัติไม่มีส่วนเหลือว่า เป็นอาบัติมีส่วนเหลือ ย่อมแสดงอาบัติที่ทำคืนได้ว่า เป็นอาบัติที่ทำคืนไม่ได้ ย่อมแสดงอาบัติที่ทำคืนไม่ได้ว่า เป็นอาบัติทำคืนได้ ดูกรอุบาลี มูลเหตุแห่งการวิวาทมี ๑๐ ประการนี้แล ฯ จบสูตรที่ ๓
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๕. อักโกสวรรค ๓. ทุติยวิวาทมูลสูตร ๓. ทุติยวิวาทมูลสูตร ว่าด้วยมูลเหตุแห่งวิวาท สูตรที่ ๒
พระอุบาลีทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มูลเหตุแห่งวิวาทมีเท่าไรหนอ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า อุบาลี มูลเหตุแห่งวิวาท ๑๐ ประการ มูลเหตุแห่งวิวาท ๑๐ ประการ อะไรบ้าง คือ ภิกษุทั้งหลายในธรรมวินัยนี้ ๑. แสดงอนาบัติว่า ‘เป็นอาบัติ’ ๒. แสดงอาบัติว่า ‘เป็นอนาบัติ’ ๓. แสดงอาบัติเบาว่า ‘เป็นอาบัติหนัก’ ๔. แสดงอาบัติหนักว่า ‘เป็นอาบัติเบา’ ๕. แสดงอาบัติชั่วหยาบ ว่า ‘ไม่เป็นอาบัติชั่วหยาบ’ ๖. แสดงอาบัติไม่ชั่วหยาบว่า ‘เป็นอาบัติชั่วหยาบ’ ๗. แสดงอาบัติมีส่วนเหลือว่า ‘เป็นอาบัติไม่มีส่วนเหลือ’ ๘. แสดงอาบัติไม่มีส่วนเหลือว่า ‘เป็นอาบัติมีส่วนเหลือ’ ๙. แสดงอาบัติที่ทำคืนได้ว่า ‘เป็นอาบัติที่ทำคืนไม่ได้’ ๑๐. แสดงอาบัติที่ทำคืนไม่ได้ว่า ‘เป็นอาบัติที่ทำคืนได้’ อุบาลี มูลเหตุแห่งวิวาท ๑๐ ประการนี้แล ทุติยวิวาทมูลสูตรที่ ๓ จบ @เชิงอรรถ : @ อาบัติชั่วหยาบ หมายถึงอาบัติปาราชิก ๔ สิกขาบท และอาบัติสังฆาทิเสส ๑๓ สิกขาบท ดู วินัยปิฎกแปล@เล่มที่ ๑ ข้อ ๓๙๙ หน้า ๔๓๕ @ อาบัติมีส่วนเหลือ หมายถึงสังฆาทิเสส ถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏ ทุพภาสิต อาบัติไม่มี@ส่วนเหลือ หมายถึงปาราชิก ๔ (องฺ.เอกก.อ. ๑/๑๕๐/๘๕) @ ข้อ ๔๓ ดู อังคุตตรนิกายแปล เล่มที่ ๒๐ ข้อ ๑๕๐-๑๕๙ หน้า ๒๑
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๔ หน้า : ๙๕}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสูตรที่ ๑-๒-๓ ไม่มีเนื้อความอรรถกถา. อรรถกถาที่มีมาก่อนหน้านี้ :- อรรถกถา อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ อุปาลิวรรคที่ ๔ ๑๐. อานันทสังฆสามัคคีสูตร