สักกสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๔๖เอกํ สมยํ ภควา สกฺเกสุ วิหรติ กปิลวตฺถุสฺมึ นิโคฺรธาราเม ฯ อถโข สมฺพหุลา สกฺกา อุปาสกา ตทหุโปสเถ เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺเน โข สกฺเก อุปาสเก ภควา เอตทโวจ อปินุ ตุเมฺห สกฺกา อฏฺฐงฺคสมนฺนาคตํ อุโปสถํ อุปวสถาติ ฯ อปฺเปกทา มยํ ภนฺเต อฏฺฐงฺคสมนฺนาคตํ อุโปสถํ อุปวสาม อปฺเปกทา น อุปวสามาติ ฯ เตสํ โว สกฺกา อลาภา เตสํ ทุลฺลทฺธํ เย ตุเมฺห เอวํ โสกสภเย ชีวิเต มรณสภเย ชีวิเต อปฺเปกทา อฏฺฐงฺคสมนฺนาคตํ อุโปสถํ อุปวสถ อปฺเปกทา น อุปวสถ ตํ กึ มญฺญถ สกฺกา อิธ ปุริโส เยน กมฺมฏฺฐาเนน อนาปชฺช อกุสลํ ทิวสํ อฑฺฒกหาปณํ นิพฺพิเสยฺย ทกฺโข ปุริโส อุฏฺฐานสมฺปนฺโนติ อลํ วจนายาติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ {๔๖.๑} ตํ กึ มญฺญถ สกฺกา อิธ ปุริโส เยน กมฺมฏฺฐาเนน อนาปชฺช อกุสลํ ทิวสํ กหาปณํ นิพฺพิเสยฺย ทกฺโข ปุริโส อุฏฺฐานสมฺปนฺโนติ อลํ วจนายาติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ ตํ กึ มญฺญถ สกฺกา อิธ ปุริโส เยน กมฺมฏฺฐาเนน อนาปชฺช อกุสลํ ทิวสํ เทฺว กหาปเณ นิพฺพิเสยฺย ตโย กหาปเณ นิพฺพิเสยฺย จตฺตาโร กหาปเณ นิพฺพิเสยฺย ปญฺจ กหาปเณ นิพฺพิเสยฺย ฉ กหาปเณ นิพฺพิเสยฺย สตฺต กหาปเณ นิพฺพิเสยฺย อฏฺฐ กหาปเณ นิพฺพิเสยฺย นว กหาปเณ นิพฺพิเสยฺย ทส กหาปเณ นิพฺพิเสยฺย วีสํ กหาปเณ นิพฺพิเสยฺย ตึสํ กหาปเณ นิพฺพิเสยฺย จตฺตาฬีสํ กหาปเณ นิพฺพิเสยฺย ปญฺญาสํ กหาปเณ นิพฺพิเสยฺย กหาปณสตํ นิพฺพิเสยฺย ทกฺโข ปุริโส อุฏฺฐานสมฺปนฺโนติ อลํ วจนายาติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ {๔๖.๒} ตํ กึ มญฺญถ สกฺกา อปิ นุ โข โส ปุริโส ทิวเส กหาปณสตํ กหาปณสหสฺสํ นิพฺพิสมาโน ลทฺธํ ลทฺธํ นิกฺขิปนฺโต วสฺสสตชีวี มหนฺตํ โภคกฺขนฺธํ อธิคจฺเฉยฺยาติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ {๔๖.๓} ตํ กึ มญฺญถ สกฺกา อปิ นุ โข โส ปุริโส โภคเหตุกํ โภคนิทานํ โภคาธิกรณํ เอกํ วา รตฺตึ เอกํ วา ทิวสํ อุปฑฺฒํ วา ทิวสํ เอกนฺตสุขปฏิสํเวที วิหเรยฺยาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ ตํ กิสฺส เหตุ ฯ กามา หิ ภนฺเต อนิจฺจา ตุจฺฉา มุสา โมสธมฺมาติ ฯ {๔๖.๔} อิธ ปน โว สกฺกา มม สาวโก ทส วสฺสานิ อปฺปมตฺโต อาตาปี ปหิตตฺโต วิหรนฺโต ยถา มยานุสิฏฺฐํ ตถา ปฏิปชฺชมาโน สตํปิ วสฺสานิ สตํปิ วสฺสสตานิ สตํปิ วสฺสสหสฺสานิ เอกนฺตสุขปฏิสํเวที วิหเรยฺย โส จ ขฺวสฺส สกทาคามี วา อนาคามี วา อปณฺณกํ วา โสตาปนฺโน ติฏฺฐนฺตุ สกฺกา ทส วสฺสานิ อิธ มม สาวโก นว วสฺสานิ อฏฺฐ วสฺสานิ สตฺต วสฺสานิ ฉ วสฺสานิ ปญฺจ วสฺสานิ จตฺตาริ วสฺสานิ ตีณิ วสฺสานิ เทฺว วสฺสานิ เอกํ วสฺสํ อปฺปมตฺโต อาตาปี ปหิตตฺโต วิหรนฺโต ยถา มยานุสิฏฺฐํ ตถา ปฏิปชฺชมาโน สตํปิ วสฺสานิ สตํปิ วสฺสสตานิ สตํปิ วสฺสสหสฺสานิ เอกนฺตสุขปฏิสํเวที วิหเรยฺย โส จ ขฺวสฺส สกทาคามี วา อนาคามี วา อปณฺณกํ วา โสตาปนฺโน ติฏฺฐตุ สกฺกา เอกํ วสฺสํ {๔๖.๕} อิธ มม สาวโก ทส มาเส อปฺปมตฺโต อาตาปี ปหิตตฺโต วิหรนฺโต ยถา มยานุสิฏฺฐํ ตถา ปฏิปชฺชมาโน สตํปิ วสฺสานิ สตํปิ วสฺสสตานิ สตํปิ วสฺสสหสฺสานิ เอกนฺตสุขปฏิสํเวที วิหเรยฺย โส จ ขฺวสฺส สกทาคามี วา อนาคามี วา อปณฺณกํ วา โสตาปนฺโน ติฏฺฐนฺตุ สกฺกา ทส มาสา {๔๖.๖} อิธ มม สาวโก นว มาเส อฏฺฐ มาเส สตฺต มาเส ฉ มาเส ปญฺจ มาเส จตฺตาโร มาเส ตโย มาเส เทฺว มาเส เอกมาสํ อฑฺฒมาสํ อปฺปมตฺโต อาตาปี ปหิตตฺโต วิหรนฺโต ยถา มยานุสิฏฺฐํ ตถา ปฏิปชฺชมาโน สตํปิ วสฺสานิ สตํปิ วสฺสสตานิ สตํปิ วสฺสสหสฺสานิ เอกนฺตสุขปฏิสํเวที วิหเรยฺย โส จ ขฺวสฺส สกทาคามี วา อนาคามี วา อปณฺณกํ วา โสตาปนฺโน ติฏฺฐตุ สกฺกา อฑฺฒมาโส {๔๖.๗} อิธ มม สาวโก ทส รตฺตินฺทิเว อปฺปมตฺโต อาตาปี ปหิตตฺโต วิหรนฺโต ยถา มยานุสิฏฺฐํ ตถา ปฏิปชฺชมาโน สตํปิ วสฺสานิ สตํปิ วสฺสสตานิ สตํปิ วสฺสสหสฺสานิ เอกนฺตสุขปฏิสํเวที วิหเรยฺย โส จ ขฺวสฺส สกทาคามี วา อนาคามี วา อปณฺณกํ วา โสตาปนฺโน ติฏฺฐนฺตุ สกฺกา ทส รตฺตินฺทิวา {๔๖.๘} อิธ มม สาวโก นว รตฺตินฺทิเว อฏฺฐ รตฺตินฺทิเว สตฺต รตฺตินฺทิเว ฉ รตฺตินฺทิเว ปญฺจ รตฺตินฺทิเว จตฺตาโร รตฺตินฺทิเว ตโย รตฺตินฺทิเว เทฺว รตฺตินฺทิเว เอกรตฺตินฺทิวํ อปฺปมตฺโต อาตาปี ปหิตตฺโต วิหรนฺโต ยถา มยานุสิฏฺฐํ ตถา ปฏิปชฺชมาโน สตํปิ วสฺสานิ สตํปิ วสฺสสตานิ สตํปิ วสฺสสหสฺสานิ เอกนฺตสุขปฏิสํเวที วิหเรยฺย โส จ ขฺวสฺส สกทาคามี วา อนาคามี วา อปณฺณกํ วา โสตาปนฺโน เตสํ โว สกฺกา อลาภา เตสํ ทุลฺลทฺธํ เย ตุเมฺห เอวํ โสกสภเย ชีวิเต มรณสภเย ชีวิเต อปฺเปกทา อฏฺฐงฺคสมนฺนาคตํ อุโปสถํ อุปวสถ อปฺเปกทา น อุปวสถาติ ฯ เอเต มยํ ภนฺเต อชฺชตคฺเค อฏฺฐงฺคสมนฺนาคตํ อุโปสถํ อุปวสิสฺสามาติ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๕. อักโกสวรรค ๖. สักกสูตร ๖. สักกสูตร ว่าด้วยอุบาสกอุบาสิกาชาวแคว้นสักกะ
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ นิโครธาราม เขตกรุงกบิลพัสดุ์ ในแคว้นสักกะ ครั้งนั้นแล อุบาสกอุบาสิกาชาวแคว้นสักกะเป็นจำนวนมากได้พากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับในวันอุโบสถ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควรพระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสถามอุบาสกอุบาสิกาชาวแคว้นสักกะดังนี้ว่า “อุบาสกอุบาสิกาชาวแคว้นสักกะทั้งหลาย ท่านทั้งหลายพากันรักษาอุโบสถที่ประกอบด้วยองค์ ๘ บ้างหรือไม่หนอ” อุบาสกอุบาสิกาชาวแคว้นสักกะเหล่านั้นกราบทูลว่า “บางคราวข้าพระองค์ทั้งหลายพากันรักษาอุโบสถที่ประกอบด้วยองค์ ๘ แต่บางคราวก็ไม่ได้พากันรักษาพระพุทธเจ้าข้า” “อุบาสกอุบาสิกาชาวแคว้นสักกะทั้งหลาย ไม่ใช่ลาภของท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายได้ชั่วแล้ว ที่เมื่อชีวิตมีภัยเพราะความโศก มีภัยเพราะความตายอย่างนี้บางคราวท่านทั้งหลายพากันรักษาอุโบสถที่ประกอบด้วยองค์ ๘ แต่บางคราวก็ไม่ได้พากันรักษา ท่านทั้งหลายเข้าใจเรื่องนั้นอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้พึงหาทรัพย์ได้วันละกึ่งกหาปณะด้วยการงานชอบ โดยไม่แตะต้องอกุศลกรรมเลย สมควรจะกล่าวได้หรือไม่ว่า ‘เป็นคนฉลาด มีความขยันหมั่นเพียร” “สมควรกล่าวได้อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า” “อุบาสกอุบาสิกาชาวแคว้นสักกะทั้งหลาย ท่านทั้งหลายเข้าใจเรื่องนั้นอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้พึงหาทรัพย์ได้วันละ ๑ กหาปณะ ... ๒ กหาปณะ ... ๓ กหาปณะ ... ๔ กหาปณะ ... ๕ กหาปณะ ... ๖ กหาปณะ ... ๗ กหาปณะ ... ๘ กหาปณะ ... ๙ กหาปณะ ... ๑๐ กหาปณะ ... ๒๐ กหาปณะ ... ๓๐ กหาปณะ ... ๔๐ กหาปณะ ... ๕๐ กหาปณะ ... ๑๐๐ กหาปณะ ด้วยการงานชอบ โดยไม่แตะต้องอกุศลกรรมเลย สมควรจะกล่าวได้หรือไม่ว่า ‘เป็นคนฉลาด มีความขยันหมั่นเพียร” “สมควรกล่าวได้อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๔ หน้า : ๑๐๐}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๕. อักโกสวรรค ๖. สักกสูตร “อุบาสกอุบาสิกาชาวแคว้นสักกะทั้งหลาย ท่านทั้งหลายเข้าใจเรื่องนั้นอย่างไรบุคคลนั้น เมื่อหาทรัพย์ได้วันละ ๑๐๐ กหาปณะ ๑,๐๐๐ กหาปณะ ก็เก็บทรัพย์ที่ตนได้ไว้ เป็นผู้มีชีวิต ๑๐๐ ปี จะพึงได้โภคสมบัติกองใหญ่บ้างหรือไม่หนอ” “ได้ พระพุทธเจ้าข้า” “อุบาสกอุบาสิกาชาวแคว้นสักกะทั้งหลาย ท่านทั้งหลายเข้าใจเรื่องนั้นอย่างไรบุคคลนั้นจะพึงเสวยสุขอย่างเดียวอยู่ตลอดคืนหนึ่ง วันหนึ่ง ครึ่งคืนหรือครึ่งวันอันมีโภคสมบัตินั้นเป็นเหตุ มีโภคสมบัตินั้นเป็นปัจจัย มีโภคสมบัตินั้นเป็นที่ตั้งได้บ้างหรือไม่หนอ” “ไม่ได้ พระพุทธเจ้าข้า” “ข้อนั้นเพราะเหตุไร” “เพราะกามทั้งหลายเป็นของไม่เที่ยง ว่างเปล่า หลอกลวง มีความฉิบหายไปเป็นธรรมดา พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “อุบาสกอุบาสิกาชาวแคว้นสักกะทั้งหลาย ส่วนสาวกของเราในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร อุทิศกายและใจปฏิบัติตามที่เราพร่ำสอนอยู่ตลอด ๑๐ ปี พึงเป็นผู้เสวยความสุขอย่างแน่นอนอยู่ตลอด ๑๐๐ปีก็มี ๑๐,๐๐๐ ปีก็มี ๑๐๐,๐๐๐ ปีก็มี และสาวกของเรานั้นแล เป็นสกทาคามีก็มีเป็นอนาคามีก็มี เป็นโสดาบันไม่ปฏิบัติผิดพลาดก็มี ไม่จำเป็นต้องพูดถึง ๑๐ ปี สาวกของเราในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร อุทิศกายและใจปฏิบัติตามที่เราพร่ำสอนอยู่ตลอด ๙ ปี ... ๘ ปี ... ๗ ปี ... ๖ ปี ... ๕ ปี ... ๔ ปี ... ๓ ปี ... ๒ ปี ... ๑ ปี พึงเป็นผู้เสวยความสุขอย่างแน่นอนอยู่ตลอด ๑๐๐ ปีก็มี ๑๐,๐๐๐ปีก็มี ๑๐๐,๐๐๐ ปีก็มี และสาวกของเรานั้นแล เป็นสกทาคามีก็มี เป็นอนาคามีก็มีเป็นโสดาบันไม่ปฏิบัติผิดพลาดก็มี ไม่จำเป็นต้องพูดถึง ๑ ปี สาวกของเราในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร อุทิศกายและใจปฏิบัติตามที่เราพร่ำสอนอยู่ตลอด ๑๐ เดือน พึงเป็นผู้เสวยความสุขอย่างแน่นอน@เชิงอรรถ : @ คำว่า ไม่เที่ยง คือมีแล้วก็กลับกลายเป็นไม่มี ว่างเปล่า คือ ปราศจากสาระ หลอกลวง คือ แม้จะปรากฏ@เหมือนเป็นของเที่ยง สวยงาม และเป็นสุข แต่ก็หาเป็นเช่นนั้นไม่ (องฺ.ทสก.อ. ๓/๔๖/๓๔๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๔ หน้า : ๑๐๑}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๕. อักโกสวรรค ๖. สักกสูตร อยู่ตลอด ๑๐๐ ปีก็มี ๑๐,๐๐๐ ปีก็มี ๑๐๐,๐๐๐ ปีก็มี และสาวกของเรานั้นแลเป็นสกทาคามีก็มี เป็นอนาคามีก็มี เป็นโสดาบันไม่ปฏิบัติผิดพลาดก็มี ไม่จำเป็นต้องพูดถึง ๑๐ เดือน สาวกของเราในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร อุทิศกายและใจปฏิบัติตามที่เราพร่ำสอนอยู่ตลอด ๙ เดือน ... ๘ เดือน ... ๗ เดือน ... ๖ เดือน ... ๕ เดือน ... ๔ เดือน ... ๓ เดือน ... ๒ เดือน ... ๑ เดือน ... ครึ่งเดือน พึงเป็นผู้เสวยความสุขอย่างแน่นอนอยู่ตลอด ๑๐๐ ปีก็มี ๑๐,๐๐๐ ปีก็มี ๑๐๐,๐๐๐ ปีก็มีและสาวกของเรานั้นแล เป็นสกทาคามีก็มี เป็นอนาคามีก็มี เป็นโสดาบันไม่ปฏิบัติผิดพลาดก็มี ไม่จำเป็นต้องพูดถึงครึ่งเดือน สาวกของเราในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร อุทิศกายและใจปฏิบัติตามที่เราพร่ำสอนอยู่ตลอด ๑๐ คืน ๑๐ วัน พึงเป็นผู้เสวยความสุขอย่างแน่นอนอยู่ตลอด ๑๐๐ ปีก็มี ๑๐,๐๐๐ ปีก็มี ๑๐๐,๐๐๐ ปีก็มี และสาวกของเรานั้นแลเป็นสกทาคามีก็มี เป็นอนาคามีก็มี เป็นโสดาบันไม่ปฏิบัติผิดพลาดก็มี ไม่จำเป็นต้องพูดถึง ๑๐ คืน ๑๐ วัน สาวกของเราในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร อุทิศกายและใจปฏิบัติตามที่เราพร่ำสอนอยู่ตลอด ๙ คืน ๙ วัน ... ๘ คืน ๘ วัน ... ๗ คืน ๗ วัน... ๖ คืน ๖ วัน ... ๕ คืน ๕ วัน ... ๔ คืน ๔ วัน ... ๓ คืน ๓ วัน ... ๒ คืน ๒ วัน... ๑ คืน ๑ วัน พึงเป็นผู้เสวยความสุขอย่างแน่นอนอยู่ตลอด ๑๐๐ ปีก็มี ๑๐,๐๐๐ ปีก็มี ๑๐๐,๐๐๐ ปีก็มี และสาวกของเรานั้นแล เป็นสกทาคามีก็มี เป็นอนาคามีก็มี เป็นโสดาบันไม่ปฏิบัติผิดพลาดก็มี อุบาสกอุบาสิกาชาวแคว้นสักกะทั้งหลาย ไม่ใช่ลาภของท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายได้ชั่วแล้ว ที่เมื่อชีวิตมีภัยเพราะความโศก มีภัยเพราะความตายอย่างนี้ บางคราวท่านทั้งหลายพากันรักษาอุโบสถที่ประกอบด้วยองค์ ๘ แต่บางคราวก็ไม่ได้พากันรักษา อุบาสกอุบาสิกาชาวแคว้นสักกะทั้งหลายกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญข้าพระองค์เหล่านี้จักพากันรักษาอุโบสถที่ประกอบด้วยองค์ ๘ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป”สักกสูตรที่ ๖ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๔ หน้า : ๑๐๒}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาสักกสูตรที่ ๖
สักกสูตรที่ ๖ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า โสกสภเย แปลว่า มีภัยเพราะความโศก. ปาฐะว่า โสกภเย ดังนี้บ้าง.
ในบทที่ ๒ ก็นัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า เยน กมฺมฏฺฐาเนน ความว่า บรรดาการงานทั้งหลายมีการไถ การค้าขายเป็นต้น การงานอย่างใดอย่างหนึ่ง.
บทว่า อนาปชฺช อกุสลํ ความว่า ไม่ถึงอกุศลไรๆ
บทว่า นิพฺพิเสยฺย ได้แก่ พึงให้เกิดขึ้น ไม่ พึงให้เสียไป.
บทว่า ทกฺโข แปลว่า ผู้ฉลาด.
บทว่า อุฏฺฐานสมฺปนฺโน ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยความขยันหมั่นเพียร.
บทว่า อลํ วจนาย แปลว่า ควรที่จะกล่าว.
บทว่า เอกนฺตสุขปฏิสํเวที วิหเรยฺย ความว่า รับรู้เสวยสุขทางกายและทางใจส่วนเดียวด้วยญาณอยู่.
บทว่า อนิจฺจา ได้แก่มีแล้วก็ไม่มี.
บทว่า ตุจฺฉา ได้แก่ เว้นจากความชื่นใจ.
บทว่า มุสา ได้แก่ กามแม้จะลวงประหนึ่งว่าเที่ยง งามและสุข ก็ไม่เป็นอย่างนั้น เหตุนั้นจึงชื่อว่า โมสธมฺมา ได้แก่มีอันเสียไปเป็นสภาวะ เพราะฉะนั้น จึงทรงชี้ว่า อาศัยกามเหล่านั้นจึงเกิดทุกข์.
บทว่า โว ในคำว่า อิธ โข ปน โว นี้เป็นเพียงนิบาต.
บทว่า อปณฺณกํ วา โสตาปนฺโน ความว่า หรือว่าเป็นโสดาบันปฏิบัติไม่ผิดโดยส่วนเดียว. แม้ผู้นั้นทำฌานให้เกิดแล้วก็ไปพรหมโลก หรือเสวยสุขส่วนเดียวในกามาพจรสวรรค์ ๖ ชั้นอยู่.
ในพระสูตรนี้ พระศาสดาตรัสคุณของอุโบสถประกอบด้วยองค์ ๘.
จบอรรถกถาสักกสูตรที่ ๖ -----------------------------------------------------