อวิชชาสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ยมกวคฺโค ทุติโย
๖๑ปุริมา ภิกฺขเว โกฏิ น ปญฺญายติ อวิชฺชาย อิโต ปุพฺเพ อวิชฺชา นาโหสิ อถ ปจฺฉา สมฺภวีติ เอวญฺเจตํ ภิกฺขเว วุจฺจติ อถ จ ปน ปญฺญายติ อิทปฺปจฺจยา อวิชฺชาติ อวิชฺชมฺปหํ ภิกฺขเว สาหารํ วทามิ โน อนาหารํ โก จาหาโร อวิชฺชาย ปญฺจ นีวรณาติสฺส วจนียํ ปญฺจปหํ ภิกฺขเว นีวรเณ สาหาเร วทามิ โน อนาหาเร โก จาหาโร ปญฺจนฺนํ นีวรณานํ ตีณิ ทุจฺจริตานีติสฺส วจนียํ ตีณิปหํ ภิกฺขเว ทุจฺจริตานิ สาหารานิ วทามิ โน อนาหารานิ โก จาหาโร ติณฺณํ ทุจฺจริตานํ อินฺทฺริยาสํวโรติสฺส วจนียํ อินฺทฺริยาสํวรมฺปหํ ภิกฺขเว สาหารํ วทามิ โน อนาหารํ โก จาหาโร อินฺทฺริยาสํวรสฺส อสตาสมฺปชญฺญนฺติสฺส วจนียํ อสตาสมฺปชญฺญมฺปหํ ภิกฺขเว สาหารํ วทามิ โน อนาหารํ โก จาหาโร อสตาสมฺปชญฺญสฺส อโยนิโส มนสิกาโรติสฺส วจนียํ อโยนิโส มนสิการมฺปหํ ภิกฺขเว สาหารํ วทามิ โน อนาหารํ โก จาหาโร อโยนิโส มนสิการสฺส อสฺสทฺธิยนฺติสฺส วจนียํ อสฺสทฺธิยมฺปหํ ภิกฺขเว สาหารํ วทามิ โน อนาหารํ โก จาหาโร อสฺสทฺธิยสฺส อสฺสทฺธมฺมสฺสวนนฺติสฺส วจนียํ อสฺสทฺธมฺมสฺสวนมฺปหํ ภิกฺขเว สาหารํ วทามิ โน อนาหารํ โก จาหาโร อสฺสทฺธมฺมสฺสวนสฺส อสปฺปุริสสํเสโวติสฺส วจนียํ {๖๑.๑} อิติ โข ภิกฺขเว อสปฺปุริสสํเสโว ปริปูโร อสฺสทฺธมฺมสฺสวนํ ปริปูเรติ อสฺสทฺธมฺมสฺสวนํ ปริปูรํ อสฺสทฺธิยํ ปริปูเรติ อสฺสทฺธิยํ ปริปูรํ อโยนิโส มนสิการํ ปริปูเรติ อโยนิโส มนสิกาโร ปริปูโร อสตาสมฺปชญฺญํ ปริปูเรติ อสตาสมฺปชญฺญํ ปริปูรํ อินฺทฺริยาสํวรํ ปริปูเรติ อินฺทฺริยาสํวโร ปริปูโร ตีณิ ทุจฺจริตานิ ปริปูเรติ ตีณิ ทุจฺจริตานิ ปริปูรานิ ปญฺจ นีวรเณ ปริปูเรนฺติ ปญฺจ นีวรณา ปริปูรา อวิชฺชํ ปริปูเรนฺติ เอวเมติสฺสา อวิชฺชาย อาหาโร โหติ เอวญฺจ ปาริปูริ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว อุปริปพฺพเต ถุลฺลผุสิตเก เทเว วสฺสนฺเต เทเว คฬคฬายนฺเต ตํ อุทกํ ยถานินฺนํ ปวตฺตมานํ ปพฺพตกนฺทรปทรสาขา ปริปูเรติ ปพฺพตกนฺทรปทรสาขา ปริปูรา กุสุพฺเภ ปริปูเรนฺติ กุสุพฺภา ปริปูรา มหาโสพฺเภ ปริปูเรนฺติ มหาโสพฺภา ปริปูรา กุนฺนทิโย ปริปูเรนฺติ กุนฺนทิโย ปริปูรา มหานทิโย ปริปูเรนฺติ มหานทิโย ปริปูรา มหาสมุทฺทํ สาครํ ปริปูเรนฺติ เอวเมตสฺส มหาสมุทฺทสฺส สาครสฺส อาหาโร โหติ เอวญฺจ ปาริปูริ {๖๑.๒} เอวเมว โข ภิกฺขเว อสปฺปุริสสํเสโว ปริปูโร อสฺสทฺธมฺมสฺสวนํ ปริปูเรติ อสฺสทฺธมฺมสฺสวนํ ปริปูรํ อสฺสทฺธิยํ ปริปูเรติ อสฺสทฺธิยํ ปริปูรํ อโยนิโส มนสิการํ ปริปูเรติ อโยนิโส มนสิกาโร ปริปูโร อสตาสมฺปชญฺญํ ปริปูเรติ อสตาสมฺปชญฺญํ ปริปูรํ อินฺทฺริยาสํวรํ ปริปูเรติ อินฺทฺริยาสํวโร ปริปูโร ตีณิ ทุจฺจริตานิ ปริปูเรติ ตีณิ ทุจฺจริตานิ ปริปูรานิ ปญฺจ นีวรเณ ปริปูเรนฺติ ปญฺจ นีวรณา ปริปูรา อวิชฺชํ ปริปูเรนฺติ เอวเมติสฺสา อวิชฺชาย อาหาโร โหติ เอวญฺจ ปาริปูริ ฯ {๖๑.๓} วิชฺชาวิมุตฺติมฺปหํ ภิกฺขเว สาหารํ วทามิ โน อนาหารํ โก จาหาโร วิชฺชาวิมุตฺติยา สตฺต โพชฺฌงฺคาติสฺส วจนียํ สตฺตปหํ ภิกฺขเว โพชฺฌงฺเค สาหาเร วทามิ โน อนาหาเร โก จาหาโร สตฺตนฺนํ โพชฺฌงฺคานํ จตฺตาโร สติปฏฺฐานาติสฺส วจนียํ จตฺตาโรปหํ ภิกฺขเว สติปฏฺฐาเน สาหาเร วทามิ โน อนาหาเร โก จาหาโร จตุนฺนํ สติปฏฺฐานานํ ตีณิ สุจริตานีติสฺส วจนียํ ตีณิปหํ ภิกฺขเว สุจริตานิ สาหารานิ วทามิ โน อนาหารานิ โก จาหาโร ติณฺณํ สุจริตานํ อินฺทฺริยสํวโรติสฺส วจนียํ อินฺทฺริยสํวรมฺปหํ ภิกฺขเว สาหารํ วทามิ โน อนาหารํ โก จาหาโร อินฺทฺริยสํวรสฺส สติสมฺปชญฺญนฺติสฺส วจนียํ สติสมฺปชญฺญมฺปหํ ภิกฺขเว สาหารํ วทามิ โน อนาหารํ โก จาหาโร สติสมฺปชญฺญสฺส โยนิโส มนสิกาโรติสฺส วจนียํ โยนิโส มนสิการมฺปหํ ภิกฺขเว สาหารํ วทามิ โน อนาหารํ โก จาหาโร โยนิโส มนสิการสฺส สทฺธาติสฺส วจนียํ สทฺธมฺปหํ ภิกฺขเว สาหารํ วทามิ โน อนาหารํ โก จาหาโร สทฺธาย สทฺธมฺมสฺสวนนฺติสฺส วจนียํ สทฺธมฺมสฺสวนมฺปหํ ภิกฺขเว สาหารํ วทามิ โน อนาหารํ โก จาหาโร สทฺธมฺมสฺสวนสฺส สปฺปุริสสํเสโวติสฺส วจนียํ {๖๑.๔} อิติ โข ภิกฺขเว สปฺปุริสสํเสโว ปริปูโร สทฺธมฺมสฺสวนํ ปริปูเรติ สทฺธมฺมสฺสวนํ ปริปูรํ สทฺธํ ปริปูเรติ สทฺธา ปริปูรา โยนิโส มนสิการํ ปริปูเรติ โยนิโส มนสิกาโร ปริปูโร สติสมฺปชญฺญํ ปริปูเรติ สติสมฺปชญฺญํ ปริปูรํ อินฺทฺริยสํวรํ ปริปูเรติ อินฺทฺริยสํวโร ปริปูโร ตีณิ สุจริตานิ ปริปูเรติ ตีณิ สุจริตานิ ปริปูรานิ จตฺตาโร สติปฏฺฐาเน ปริปูเรนฺติ จตฺตาโร สติปฏฺฐานา ปริปูรา สตฺต โพชฺฌงฺเค ปริปูเรนฺติ สตฺต โพชฺฌงฺคา ปริปูรา วิชฺชาวิมุตฺตึ ปริปูเรนฺติ เอวเมติสฺสา วิชฺชาวิมุตฺติยา อาหาโร โหติ เอวญฺจ ปาริปูริ {๖๑.๕} เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว อุปริปพฺพเต ถุลฺลผุสิตเก เทเว วสฺสนฺเต เทเว คฬคฬายนฺเต ตํ อุทกํ ยถานินฺนํ ปวตฺตมานํ ปพฺพตกนฺทรปทรสาขา ปริปูเรติ ปพฺพตกนฺทรปทรสาขา ปริปูรา กุสุพฺเภ ปริปูเรนฺติ กุสุพฺภา ปริปูรา มหาโสพฺเภ ปริปูเรนฺติ มหาโสพฺภา ปริปูรา กุนฺนทิโย ปริปูเรนฺติ กุนฺนทิโย ปริปูรา มหานทิโย ปริปูเรนฺติ มหานทิโย ปริปูรา มหาสมุทฺทํ สาครํ ปริปูเรนฺติ เอวเมตสฺส มหาสมุทฺทสฺส สาครสฺส อาหาโร โหติ เอวญฺจ ปาริปูริ เอวเมว โข ภิกฺขเว สปฺปุริสสํเสโว ปริปูโร สทฺธมฺมสฺสวนํ ปริปูเรติ สทฺธมฺมสฺสวนํ ปริปูรํ สทฺธํ ปริปูเรติ สทฺธา ปริปูรา โยนิโส มนสิการํ ปริปูเรติ โยนิโส มนสิกาโร ปริปูโร สติสมฺปชญฺญํ ปริปูเรติ สติสมฺปชญฺญํ ปริปูรํ อินฺทฺริยสํวรํ ปริปูเรติ อินฺทฺริยสํวโร ปริปูโร ตีณิ สุจริตานิ ปริปูเรติ ตีณิ สุจริตานิ ปริปูรานิ จตฺตาโร สติปฏฺฐาเน ปริปูเรนฺติ จตฺตาโร สติปฏฺฐานา ปริปูรา สตฺต โพชฺฌงฺเค ปริปูเรนฺติ สตฺต โพชฺฌงฺคา ปริปูรา วิชฺชาวิมุตฺตึ ปริปูเรนฺติ เอวเมติสฺสา วิชฺชาวิมุตฺติยา อาหาโร โหติ เอวญฺจ ปาริปูรีติ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๒. ยมกวรรค ๑. อวิชชาสูตร ๒. ยมกวรรค หมวดว่าด้วยธรรมคู่กัน ๑. อวิชชาสูตร ว่าด้วยอวิชชา
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย เงื่อนต้นแห่งอวิชชาย่อมไม่ ปรากฏ ในกาลก่อนแต่นี้ อวิชชาไม่มี ภายหลังจึงมี เพราะฉะนั้น เราจึงกล่าวคำนี้อย่างนี้ ก็เมื่อเป็นเช่นนั้น อวิชชาที่มีข้อนี้เป็นปัจจัยจึงปรากฏ แม้อวิชชา เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร อะไรเล่าเป็นอาหารของอวิชชา ควรตอบว่า ‘นิวรณ์ ๕’ แม้นิวรณ์ ๕ เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร อะไรเล่าเป็นอาหารของนิวรณ์ ๕ ควรตอบว่า ‘ทุจริต ๓’ แม้ทุจริต ๓ เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร อะไรเล่าเป็นอาหารของทุจริต ๓ ควรตอบว่า ‘ความไม่สำรวมอินทรีย์’ แม้ความไม่สำรวมอินทรีย์ เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหารอะไรเล่าเป็นอาหารของความไม่สำรวมอินทรีย์ ควรตอบว่า ‘ความไม่มีสติ-สัมปชัญญะ’ แม้ความไม่มีสติสัมปชัญญะ เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหารอะไรเล่าเป็นอาหารของความไม่มีสติสัมปชัญญะ ควรตอบว่า ‘การมนสิการโดยไม่แยบคาย’ แม้การมนสิการโดยไม่แยบคาย เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหารอะไรเล่าเป็นอาหารของการมนสิการโดยไม่แยบคาย ควรตอบว่า ‘ความไม่มีศรัทธา’ แม้ความไม่มีศรัทธา เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร อะไรเล่าเป็นอาหารของความไม่มีศรัทธา ควรตอบว่า ‘การไม่ฟังสัทธรรม’ @เชิงอรรถ : @ อาหาร ในที่นี้หมายถึงปัจจัยหรือเหตุ (องฺ.ทสก.อ. ๓/๖๑-๖๒/๓๕๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๔ หน้า : ๑๓๔}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๒. ยมกวรรค ๑. อวิชชาสูตร แม้การไม่ฟังสัทธรรม เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร อะไรเล่าเป็นอาหารของการไม่ฟังสัทธรรม ควรตอบว่า ‘การไม่คบสัตบุรุษ’ การไม่คบสัตบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้การไม่ฟังสัทธรรมบริบูรณ์ การไม่ฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ความไม่มีศรัทธาบริบูรณ์ ความไม่มีศรัทธาที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้การมนสิการโดยไม่แยบคายบริบูรณ์ การมนสิการโดยไม่แยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ความไม่มีสติสัมปชัญญะบริบูรณ์ ความไม่มีสติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ความไม่สำรวมอินทรีย์บริบูรณ์ ความไม่สำรวมอินทรีย์ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ทุจริต ๓ บริบูรณ์ ทุจริต ๓ ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้นิวรณ์ ๕ บริบูรณ์ นิวรณ์ ๕ ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้อวิชชาบริบูรณ์ อวิชชานี้มีอาหารอย่างนี้ และบริบูรณ์อย่างนี้แล ภิกษุทั้งหลาย การไม่คบสัตบุรุษที่บริบูรณ์ย่อมทำให้การไม่ฟังสัทธรรมบริบูรณ์ฯลฯ นิวรณ์ ๕ ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้อวิชชาบริบูรณ์ อวิชชานี้มีอาหารอย่างนี้ และบริบูรณ์อย่างนี้ เปรียบเหมือนเมื่อฝนเม็ดใหญ่ตกลงบนยอดเขา เมื่อฝนตกลงหนักๆน้ำนั้นไหลไปตามที่ลุ่มทำให้ซอกเขา ลำธาร และห้วยเต็มเปี่ยม ซอกเขา ลำธารและห้วยเต็มเปี่ยมแล้วทำให้หนองเต็ม หนองเต็มแล้วทำให้บึงเต็ม บึงเต็มแล้วทำให้แม่น้ำน้อยเต็ม แม่น้ำน้อยเต็มแล้วทำให้แม่น้ำใหญ่เต็ม แม่น้ำใหญ่เต็มแล้วทำให้ มหาสมุทรสาครเต็ม มหาสมุทรสาครนี้มีอาหารอย่างนี้ และเต็มเปี่ยมอย่างนี้ว่าด้วยวิชชาและวิมุตติ ภิกษุทั้งหลาย แม้วิชชาและวิมุตติ เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร อะไรเล่าเป็นอาหารของวิชชาและวิมุตติ ควรตอบว่า ‘โพชฌงค์ ๗’ แม้โพชฌงค์ ๗ เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร อะไรเล่าเป็นอาหารของโพชฌงค์ ๗ ควรตอบว่า ‘สติปัฏฐาน ๔’ @เชิงอรรถ : @ วิชชาและวิมุตติ ในที่นี้หมายถึงผลญาณ และสัมปยุตตธรรมที่เหลือ (องฺ.ทสก.อ. ๓/๖๑-๖๒/๓๕๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๔ หน้า : ๑๓๕}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๒. ยมกวรรค ๑. อวิชชาสูตร แม้สติปัฏฐาน ๔ เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร อะไรเล่าเป็นอาหารของสติปัฏฐาน ๔ ควรตอบว่า ‘สุจริต ๓’ แม้สุจริต ๓ เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร อะไรเล่าเป็นอาหารของสุจริต ๓ ควรตอบว่า ‘ความสำรวมอินทรีย์’ แม้ความสำรวมอินทรีย์ เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร อะไรเล่าเป็นอาหารของความสำรวมอินทรีย์ ควรตอบว่า ‘สติสัมปชัญญะ’ แม้สติสัมปชัญญะ เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร อะไรเล่าเป็นอาหารของสติสัมปชัญญะ ควรตอบว่า ‘การมนสิการโดยแยบคาย’ แม้การมนสิการโดยแยบคาย เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหารอะไรเล่าเป็นอาหารของการมนสิการโดยแยบคาย ควรตอบว่า ‘ศรัทธา’ แม้ศรัทธา เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร อะไรเล่าเป็นอาหารของศรัทธา ควรตอบว่า ‘การฟังสัทธรรม’ แม้การฟังสัทธรรม เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร อะไรเล่าเป็นอาหารของการฟังสัทธรรม ควรตอบว่า ‘การคบสัตบุรุษ’ การคบสัตบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้การฟังสัทธรรมบริบูรณ์ การฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ศรัทธาบริบูรณ์ ศรัทธาที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้การมนสิการโดยแยบคายบริบูรณ์ การมนสิการโดยแยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สติสัมปชัญญะบริบูรณ์ สติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ความสำรวมอินทรีย์บริบูรณ์ ความสำรวมอินทรีย์ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สุจริต ๓ บริบูรณ์ สุจริต ๓ ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สติปัฏฐาน ๔ บริบูรณ์ สติปัฏฐาน ๔ ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้โพชฌงค์ ๗ บริบูรณ์ โพชฌงค์ ๗ ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้วิชชาและวิมุตติบริบูรณ์ วิชชาและวิมุตตินี้มีอาหารอย่างนี้ และบริบูรณ์อย่างนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๔ หน้า : ๑๓๖}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๒. ยมกวรรค ๒. ตัณหาสูตร ภิกษุทั้งหลาย การคบสัตบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้การฟังสัทธรรมบริบูรณ์ ฯลฯ โพชฌงค์ ๗ ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้วิชชาและวิมุตติบริบูรณ์ วิชชาและวิมุตตินี้มีอาหารอย่างนี้ และบริบูรณ์อย่างนี้ เปรียบเหมือนเมื่อฝนเม็ดใหญ่ตกลงบนยอดเขา เมื่อฝนตกลงหนักๆ น้ำนั้นไหลไปตามที่ลุ่มทำให้ซอกเขา ลำธาร และห้วยเต็มเปี่ยม ซอกเขาลำธารและห้วยเต็มเปี่ยมแล้วทำให้หนองเต็ม หนองเต็มแล้วทำให้บึงเต็ม บึงเต็มแล้วทำให้แม่น้ำน้อยเต็ม แม่น้ำน้อยเต็มแล้วทำให้แม่น้ำใหญ่เต็ม แม่น้ำใหญ่ เต็มแล้วทำให้มหาสมุทรสาครเต็ม มหาสมุทรสาครนี้มีอาหารอย่างนี้ และเต็มเปี่ยมอย่างนี้ อวิชชาสูตรที่ ๑ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ยมกวรรคที่ ๒ อรรถกถาอวิชชาสูตรที่ ๑
วรรคที่ ๒ อวิชชาสูตรที่ ๑ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า สาหารํ ได้แก่ มีปัจจัย.
บทว่า วิชฺชาวิมุตฺตึ ได้แก่ ผลญาณและสัมปยุตธรรมที่เหลือ.
บทว่า โพชฺฌงฺคา ได้แก่ องค์แห่งปัญญาเครื่องตรัสรู้คือมรรค.
จบอรรถกถาอวิชชาสูตรที่ ๑ -----------------------------------------------------