อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๗๗๕

๗. จันทกุมาร

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๗๗๕–๘๓๓พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 59 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 59 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 171 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๗ จนฺทกุมารชาตกํ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๐ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒ ๗. จันทกุมาร พระจันทกุมาร ทรงบำเพ็ญขันติบารมี

ข้อ ๗๗๕

|๗๗๕.๑| ราชาสิ ลุทฺทกกมฺโม เอกราชา ปุปฺผวติตายํ โส ปุจฺฉิ พฺรหฺมพนฺธุํ ขณฺฑหาลํ ปุโรหิตํ มุฬฺหํ |๗๗๕.๒| สคฺคานมคฺคมาจิกฺข ตฺวมสิ พฺราหฺมณ ธมฺมวินยกุสโล ยถา อิโต วชนฺติ สุคตึ นรา ปุญฺญานิ กตฺวาน ฯ

พระราชาพระนามว่าเอกราช เป็นผู้มีกรรมอันหยาบช้า อยู่ในพระนคร ปุบผวดี ท้าวเธอตรัสถามขัณฑหาลปุโลหิต ผู้เป็นเผ่าพันธุ์พราหมณ์ เป็น คนหลงว่า ดูกรพราหมณ์ ท่านเป็นผู้ฉลาดในธรรมวินัย ขอจงบอกทาง สวรรค์แก่เราเหมือนอย่างนรชนทำบุญแล้วไปจากภพนี้สู่คติภพ ฉะนั้น เถิด.

ข้อ ๗๗๖

อติทานํ ททตฺวาน อวชฺเฌ เทว ฆาเตตฺวา เอวํ วชนฺติ สุคตึ นรา ปุญฺญานิ กตฺวาน ฯ

ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ นรชนให้แล้วซึ่งทานอันล่วงล้ำทาน ฆ่าแล้ว ซึ่งบุคคลอันไม่พึงฆ่า ชื่อว่าทำบุญแล้ว ย่อมไปสู่สุคติ ด้วยประการฉะนี้.

ข้อ ๗๗๗

กึ ปเนตํ อติทานํ เก จ อวชฺฌา อิมสฺมึ โลกสฺมึ เอตญฺจ โข โน อกฺขาหิ ยชิสฺสามิ ททามิ ทานานิ ฯ

ก็ทานอันล่วงล้ำทานนั้นคืออะไร และคนจำพวกไหน เป็นผู้อันบุคคล ไม่พึงฆ่าในโลกนี้ ขอท่านจงบอกข้อนั้นแก่เรา เราจักบูชายัญ จักให้ทาน.

ข้อ ๗๗๘

ปุตฺเตหิ เทว ยชิตพฺพํ มเหสีหิ เนคเมหิ จ อุสเภหิ อาชานิเยหิ จตูหิ สพฺพจตุกฺเกน เทว ยชิตพฺพํ ฯ

ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ยัญพึงบูชาด้วยพระราชโอรส พระราชธิดา พระมเหสี ชาวนิคม โคอุสุภราช ม้าอาชาไนยอย่างละ ๔ ข้าแต่ พระองค์ผู้ประเสริฐ ยัญพึงบูชาด้วยหมวด ๔ แห่งสัตว์ทั้งปวง.

ข้อ ๗๗๙

ตํ สุตฺวา อนฺเตปุเร กุมารา มเหสิโย จ หญฺญนฺตุ เอโก อโหสิ นิคฺโฆโส เภสฺมา อจฺจุคฺคโต สทฺโท ฯ

ในพระราชวังมีเสียงระเบ็งเซ็งแซ่เป็นอันเดียวน่าหวาดกลัว เพราะได้ฟัง คำว่า พระกุมารกุมารีและพระมเหสีจะต้องถูกฆ่า.

ข้อ ๗๘๐

คจฺฉถ วเทถ กุมาเร จนฺทญฺจ สุริยญฺจ ภทฺทเสนญฺจ สุรญฺจ วามโคตฺตญฺจ ปจุรา กิร โหถ ยญฺญตฺถาย ฯ

เจ้าทั้งหลายจงไปทูลพระกุมารทั้งหลาย คือ พระจันทกุมาร พระสุริยกุมาร พระภัททเสนกุมาร พระสุรกุมาร และพระวามโคตตกุมารว่า ขอท่าน ทั้งหลายจงอยู่เป็นหมู่กันเพื่อประโยชน์แก่การบูชายัญ.

ข้อ ๗๘๑

กุมาริโยปิ วเทถ อุปเสนญฺจ โกกิลญฺจ มุทิตญฺจ นนฺทญฺจาปิ กุมาริกํ ปจุรา กิร โหถ ยญฺญตฺถาย ฯ

เจ้าทั้งหลายจงไปทูลพระกุมารทั้งหลาย คือ พระอุปเสนากุมารี พระ- โกกิลากุมารี พระมุทิตากุมารีและพระนันทากุมารีว่า ขอท่านทั้งหลายจง อยู่เป็นหมู่กัน เพื่อประโยชน์แก่การบูชายัญ.

ข้อ ๗๘๒

วิชยมฺปิ มยฺหํ มเหสึ เอราวตึ เกสินึ สุนนฺทญฺจ ลกฺขณวรูปปนฺนา ปจุรา กิร โหถ ยญฺญตฺถาย ฯ

อนึ่ง เจ้าทั้งหลายจงไปทูลพระนางวิชยา พระนางเอราวดี พระนางเกศินี และพระนางสุนันทา ผู้เป็นมเหสีของเรา ประกอบด้วยลักษณะอัน ประเสริฐว่า ขอท่านทั้งหลายจงอยู่เป็นหมู่กัน เพื่อประโยชน์แก่การ บูชายัญ.

ข้อ ๗๘๓

คหปตโยปิ วเทถ ปุณฺณมุขํ ภทฺทิยํ สิงฺคาลญฺจ วฑฺฒญฺจาปิ คหปตึ ปจุรา กิร โหถ ยญฺญตฺถาย ฯ

เจ้าทั้งหลายจงไปบอกคฤหบดีทั้งหลาย คือ ปุณณมุขคฤหบดี ภัททิย- คฤหบดี สิงคาลคฤหบดี และวัฑฒคฤหบดีว่า ขอท่านทั้งหลายจงอยู่ เป็นหมู่กัน เพื่อประโยชน์แก่การบูชายัญ.

ข้อ ๗๘๔

เต ตตฺถ คหปตโย อโวจยึสุ สมาคตา ปุตฺตทารปริกิณฺณา สพฺเพ สิขิโน เทว กโรหิ อถวา โน ทาเส สาเวหิ ฯ

คฤหบดีเหล่านั้น เกลื่อนกล่นไปด้วยบุตรภรรยา มาพร้อมกัน ณ ที่นั้น ได้กราบทูลพระราชาว่า ขอเดชะ ขอพระองค์ทรงกระทำข้าพระองค์ทุก คนให้เป็นคนมีแหยม หรือขอจงทรงประกาศข้าพระองค์ทั้งหลายให้เป็น ข้าทาสเถิด พระเจ้าข้า.

ข้อ ๗๘๕

|๗๘๕.๑| อภยงฺกรมฺปิ เม หตฺถึ นาฬาคิรึ อจฺจุคฺคตํ (วรุณทนฺตํ) อาเนถ โข เต ขิปฺปํ ยญฺญตฺถาย ภวิสฺสติ ฯ |๗๘๕.๒| อสฺสรตนมฺปิ เม เกสึ สุรามุขํ ปุณฺณกํ วินตกญฺจ อาเนถ โข เต ขิปฺปํ ยญฺญตฺถาย ภวิสฺสติ ฯ |๗๘๕.๓| อุสภมฺปิ เม ยูถปตึ อโนชํ นิสภํ ควมฺปตึ เตปิ มยฺหํ อาเนถ สมฺมุขา กโรนฺตุ สพฺพํ ยชิสฺสามิ ททามิ ทานานิ ฯ |๗๘๕.๔| สพฺพํปิ ปฏิยาเทถ ยญฺญํ ปน อุคฺคตมฺหิ สุริยมฺหิ อาณาเปถ จนฺทกุมาเร อภิรมนฺตุ อิมํ รตฺตึ ฯ |๗๘๕.๕| สพฺพํปิ อุปฏฺฐเปถ ยญฺญํ ปน อุคฺคตมฺหิ สุริยมฺหิ วเทถทานิ กุมาเร อชฺช โข ปจฺฉิมา รตฺติ ฯ

เจ้าทั้งหลายจงรีบนำช้างของเรา คือ ช้างอภยังกร ช้างนาฬาคิรี ช้าง อัจจุคคตะ (ช้างวรุณทันตะ) ช้างเหล่านั้นจักเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ การบูชายัญ เจ้าทั้งหลายจงรีบไปนำมาซึ่งม้าอัสดรของเรา คือ ม้าเกศี ม้าสุรามุข ม้าปุณณมุข ม้าวินัตกะ ม้าเหล่านั้นจักเป็นไปเพื่อประโยชน์ แก่การบูชายัญ เจ้าทั้งหลายจงรีบไปนำมาซึ่งโคอุสุภราชของเรา คือ โคยูถปติ โคอโนชะ โคนิสภะ โคควัมปติ จงต้อนโคเหล่านั้นทั้งหมด เข้าเป็นหมู่กัน เราจักบูชายัญ จักให้ทาน อนึ่ง จงตระเตรียมทุกสิ่งให้ พร้อม วันพรุ่งนี้ เมื่อพระอาทิตย์ขึ้น เราจักบูชายัญ เจ้าทั้งหลายจงนำ เอาพระจันทกุมารมา จงรื่นรมย์ตลอดราตรีนี้ เจ้าทั้งหลายจงตั้งไว้แม้ ทุกสิ่ง วันพรุ่งนี้ เมื่อพระอาทิตย์ขึ้น เราจักบูชายัญ เจ้าทั้งหลายจงไป ทูลพระกุมาร ณ บัดนี้ วันนี้เป็นคืนที่สุดแล.

ข้อ ๗๘๖

ตํ ตํ มาตา อโวจ โรทนฺตี อาคตา วิมานโต ยญฺโญ กิร เต ปุตฺต ภวิสฺสติ จตูหิ ปุตฺเตหิ ฯ

พระราชมารดาเสด็จมาแต่พระตำหนัก ทรงกรรแสงพลางตรัสถามพระ- เจ้าเอกราชนั้นว่า พระลูกรัก ได้ยินว่า พ่อจักบูชายัญด้วยพระราชบุตร ทั้ง ๔ หรือ.

ข้อ ๗๘๗

สพฺเพปิ มยฺหํ ปุตฺตา จตฺตา จนฺทสฺมึ หญฺญมานสฺมึ ปุตฺเตหิ ยญฺญํ ยชิตฺวาน สุคตึ สคฺคํ คมิสฺสามิ ฯ

เมื่อต้องฆ่าจันทกุมาร บุตรแม้ทุกคน หม่อมฉันก็สละ หม่อมฉันบูชายัญ ด้วยบุตรทั้งหลายแล้วจักไปสู่สุคติสวรรค์.

ข้อ ๗๘๘

|๗๘๘.๑| มา ตํ ปุตฺต สทฺทเหสิ สุคติ กิร โหติ ปุตฺตยญฺเญน นิรยาเนโส มคฺโค เนโส มคฺโค หิ สคฺคานํ ฯ |๗๘๘.๒| ทานานิ เทหิ โกณฺฑญฺญ อหึสา สพฺพภูตภพฺยานํ เอส มคฺโค สุคติยา น จ มคฺโค ปุตฺตยญฺเญน ฯ

ลูกเอ๋ย พ่ออย่าเชื่อคำนั้น ข่าวที่ว่าสุคติจะมีเพราะเอาบุตรบูชายัญนั้น เป็นทางไปนรก ไม่ใช่ทางไปสวรรค์ ดูกรลูกโกญฑัญญะ พ่อจงให้ทาน อย่าได้เบียดเบียนสัตว์ทั้งปวงเลย นี่เป็นทางไปสู่สุคติ ทางไปสู่สุคติ มิใช่เพราะเอาบุตรบูชายัญ.

ข้อ ๗๘๙

อาจริยานํ วจนา ฆาติสฺสํ จนฺทญฺจ สุริยญฺจ ปุตฺเตหิ ยชิตฺวา ทุจฺจเชหิ สุคตึ สคฺคํ คมิสฺสามิ ฯ

คำของอาจารย์ทั้งหลายมีอยู่ หม่อมฉันจักฆ่าจันทกุมารและสุริยกุมาร หม่อมฉันบูชายัญด้วยบุตรทั้งหลายอันสละได้ยากแล้ว จักไปสู่สุคติ สวรรค์.

ข้อ ๗๙๐

ตํ ตํ ปิตาปิ อวจ วสวตฺติ โอรสํ สกํ ปุตฺตํ ยญฺโญ กิร เต ปุตฺต ภวิสฺสติ จตูหิ ปุตฺเตหิ ฯ

แม้พระเจ้าสวัสดีพระราชบิดา ได้ตรัสถามพระราชโอรสของพระองค์นั้น ว่า ลูกรัก ทราบว่า พ่อจักบูชายัญด้วยโอรสทั้ง ๔ หรือ.

ข้อ ๗๙๑

สพฺเพปิ มยฺหํ ปุตฺตา จตฺตา จนฺทสฺมึ หญฺญมานสฺมึ ปุตฺเตหิ ยญฺญํ ยชิตฺวาน สุคตึ สคฺคํ คมิสฺสามิ ฯ

เมื่อต้องฆ่าจันทกุมาร บุตรแม้ทุกคนหม่อมฉันก็สละ หม่อมฉันบูชายัญ ด้วยบุตรทั้งหลายแล้ว จักไปสู่สุคติสวรรค์.

ข้อ ๗๙๒

|๗๙๒.๑| มา ตํ ปุตฺต สทฺทเหสิ สุคติ กิร โหติ ปุตฺตยญฺเญน นิรยาเนโส มคฺโค เนโส มคฺโค หิ สคฺคานํ ฯ |๗๙๒.๒| ทานานิ เทหิ โกณฺฑญฺญ อหึสา สพฺพภูตภพฺยานํ เอส มคฺโค สุคติยา น จ มคฺโค ปุตฺตยญฺเญน ฯ

ลูกเอ๋ย พ่ออย่าเชื่อคำนั้น ข่าวที่ว่า สุคติจะมีเพราะเอาบุตรบูชายัญ ทางนั้นเป็นทางไปนรก ไม่ใช่ทางไปสวรรค์ ดูกรลูกโกญฑัญญะ พ่อจง ให้ทาน อย่าได้เบียดเบียนสัตว์ทั้งปวงเลย นี่เป็นทางไปสู่สุคติ ทางไป สู่สุคติมิใช่เพราะเอาบุตรบูชายัญ.

ข้อ ๗๙๓

อาจริยานํ วจนา ฆาติสฺสํ จนฺทญฺจ สุริยญฺจ ปุตฺเตหิ ยชิตฺวา ทุจฺจเชหิ สุคตึ สคฺคํ คมิสฺสามิ ฯ

คำของอาจารย์ทั้งหลายมีอยู่ หม่อมฉันจักฆ่าจันทกุมารและสุริยกุมาร หม่อมฉันบูชายัญด้วยบุตรทั้งหลายอันสละได้ยากแล้ว จักไปสู่สุคติ สวรรค์.

ข้อ ๗๙๔

ทานานิ เทหิ โกณฺฑญฺญ อหึสา สพฺพภูตภพฺยานํ ปุตฺตปริวุโต ตุวํ รฏฺฐํ ชนปทญฺจ ปาเลหิ ฯ

ดูกรลูกโกญฑัญญะ พ่อจงให้ทาน อย่าได้เบียดเบียนสัตว์ทั้งปวงเลย พ่อจงเป็นผู้อันพระราชบุตรห้อมล้อม รักษากาสิกรัฐและชนบทเถิด.

ข้อ ๗๙๕

|๗๙๕.๑| มา โน เทว อวธิ ทาเส โน เทหิ ขณฺฑหาลสฺส อปิ นิคฬพนฺธกาปิ หตฺถี อสฺเส จ ปาเลม ฯ |๗๙๕.๒| มา โน เทว อวธิ ทาเส โน เทหิ ขณฺฑหาลสฺส อปิ นิคฬพนฺธกาปิ หตฺถิฉกณานิ อุชฺเฌม ฯ |๗๙๕.๓| มา โน เทว อวธิ ทาเส โน เทหิ ขณฺฑหาลสฺส อปิ นิคฬพนฺธกาปิ อสฺสฉกณานิ อุชฺเฌม ฯ |๗๙๕.๔| มา โน เทว อวธิ ทาเส โน เทหิ ขณฺฑหาลสฺส ยสฺส โหนฺติ ตว กามา อปิ รฏฺฐา ปพฺพาชิตา ภิกฺขาจริยํ จริสฺสาม ฯ

ขอเดชะ อย่าได้ทรงฆ่าข้าพระองค์ทั้งหลายเสียเลย โปรดพระราชทาน ข้าพระองค์ทั้งหลายให้เป็นทาสของขัณฑหาลปุโรหิตเถิด พระเจ้าข้า ถึง แม้ข้าพระองค์ทั้งหลายจะถูกจองจำด้วยโซ่ใหญ่ ก็จะเลี้ยงช้างและม้า ให้เขา ขอเดชะ อย่าได้ทรงฆ่าข้าพระองค์ทั้งหลายเสียเลย โปรด พระราชทานข้าพระองค์ทั้งหลายให้เป็นทาสของขัณฑหาลปุโรหิตเถิด พระเจ้าข้า ถึงแม้ข้าพระองค์ทั้งหลายจะถูกจองจำด้วยโซ่ใหญ่ ก็จะขน มูลช้างให้เขา ขอเดชะ อย่าได้ทรงฆ่าข้าพระองค์ทั้งหลายเสียเลย โปรด พระราชทานข้าพระองค์ทั้งหลายให้เป็นทาสของขัณฑหาลปุโรหิตเถิด พระเจ้าข้า ถึงแม้ข้าพระองค์ทั้งหลายจะถูกจองจำด้วยโซ่ใหญ่ ก็จะขน มูลม้าให้เขา ขอเดชะ อย่าได้ทรงฆ่าข้าพระองค์ทั้งหลายเสียเลย โปรด พระราชทานข้าพระองค์ทั้งหลายให้เป็นทาสของขัณฑหาลปุโรหิต ตามที่ พระองค์มีพระประสงค์เถิด พระเจ้าข้า ถึงแม้ข้าพระองค์ทั้งหลายจะถูก ขับไล่จากแว่นแคว้น ก็จักเที่ยวภิกขาจารเลี้ยงชีวิต.

ข้อ ๗๙๖

ทุกฺขํ โข เม ชนยิตฺถ วิลปนฺตา ชีวิตสฺส กามา หิ มุญฺจถทานิ กุมาเร อลํปิ เม โหตุ ปุตฺตยญฺเญน ฯ

เจ้าทั้งหลายพร่ำเพ้ออยู่เพราะรักชีวิต ย่อมก่อทุกข์ให้เกิดแก่เรานักแล จงปล่อยพระกุมารทั้งหลายไป ณ บัดนี้ เราขอเลิกการเอาบุตรบูชายัญ.

ข้อ ๗๙๗

|๗๙๗.๑| ปุพฺเพว โขสิ เม วุตฺโต ทุกฺกรํ ทุรภิสมฺภวํ เจตํ อถ โน อุปกฺขตสฺส ยญฺญสฺส กสฺมา กโรสิ วิกฺเขปํ ฯ |๗๙๗.๒| สพฺเพ วชนฺติ สุคตึ เย ยชนฺติ เยปิ เจว ยชาเปนฺติ เย จาปิ อนุโมทนฺติ ยชนฺตานํ เอทิสํ มหายญฺญํ ฯ

ข้าพระองค์ได้ทูลไว้แล้วในกาลก่อนเทียวว่า การบูชายัญนี้ทำได้ยาก ให้ ยินดีได้แสนยาก บัดนี้ พระองค์ทรงกระทำยัญที่ข้าพระองค์ตระเตรียม ไว้แล้วให้กระจัดกระจายเพราะเหตุไร ชนเหล่าใดบูชายัญเองก็ดี และ ชนเหล่าใดให้ผู้อื่นบูชายัญก็ดี อนึ่ง ชนเหล่าใด อนุโมทนามหายัญ เช่นนี้ของบุคคลผู้บูชาอยู่ก็ดี ชนเหล่านั้นทั้งหมดย่อมไปสู่สุคติ.

ข้อ ๗๙๘

|๗๙๘.๑| อถ กิสฺส จ โน ปุพฺเพ โสตฺถานํ พฺราหฺมเณ อวาเจสิ อถ โน อการณสฺมา ยญฺญตฺถาย เทว ฆาเตสิ ฯ |๗๙๘.๒| ปุพฺเพว โน ทหรกาเล น หเนสิ น ฆาเตสิ ทหรมฺหา โยพฺพนปฺปตฺตา อทูสกา ตาต หญฺญาม ฯ |๗๙๘.๓| หตฺถิคเต อสฺสคเต สนฺนทฺเธ ปสฺส โน มหาราช ยุทฺเธ วา ยุชฺฌมาเน วา นหิ มาทิสา โหนฺติ ยญฺญตฺถาย ฯ |๗๙๘.๔| ปจฺจนฺเต วา กุปฺปิเต อฏวีสุ วา มาทิเส นิโยเชนฺติ อถ โน อการณสฺมา อภูมิยํ ตาต หญฺญาม ฯ |๗๙๘.๕| ยากาจิ สกุณิกาโย วสนฺติ ติณฆรานิ กตฺวาน ตาสํปิ ปิยา ปุตฺตา อถ โน ตฺวํ เทว ฆาเตสิ ฯ |๗๙๘.๖| มา ขฺวสฺส สทฺทเหสิ น มํ ขณฺฑหาโล ฆาเตยฺย มมญฺหิ โส ฆาเตตฺวาน อนนฺตรา ตมฺปิ เทว ฆาเตยฺย ฯ |๗๙๘.๗| คามวรํ นิคมวรํ ททนฺติ โภคํปิสฺส มหาราช อถคฺคปิณฺฑิกาปิ กุเล กุเล เหเต ภุญฺชนฺติ ฯ |๗๙๘.๘| เตสํปิ ตาทิสานํ อิจฺฉนฺติ ทุพฺภิตุํ มหาราช เยภุยฺเยน หิ เอเต อกตญฺญุโน พฺราหฺมณา เทว ฯ |๗๙๘.๙| มา โน เทว อวธิ ทาเส โน เทหิ ขณฺฑหาลสฺส อปิ นิคฬพนฺธกาปิ หตฺถี อสฺเส จ ปาเลม ฯ |๗๙๘.๑๐| มา โน เทว อวธิ ทาเส โน เทหิ ขณฺฑหาลสฺส อปิ นิคฬพนฺธกาปิ หตฺถิฉกณานิ อุชฺเฌม ฯ |๗๙๘.๑๑| มา โน เทว อวธิ ทาเส โน เทหิ ขณฺฑหาลสฺส อปิ นิคฬพนฺธกาปิ อสฺสฉกณานิ อุชฺเฌม ฯ |๗๙๘.๑๒| มา โน เทว อวธิ ทาเส โน เทหิ ขณฺฑหาลสฺส ยสฺส โหนฺติ ตว กามา อปิ รฏฺฐา ปพฺพาชิตา ภิกฺขาจริยํ จริสฺสาม ฯ

ขอเดชะ เหตุไร ในกาลก่อน พระองค์จึงรับสั่งให้พราหมณ์กล่าวคำเป็น สวัสดีแก่ข้าพระบาททั้งหลาย มาบัดนี้ จะรับสั่งฆ่าข้าพระบาททั้งหลาย เพื่อต้องการบูชายัญ โดยหาเหตุมิได้เลย ข้าแต่พระราชบิดา เมื่อก่อน ในเวลาที่ข้าพระบาทยังเป็นเด็ก พระองค์มิได้ทรงฆ่าและมิได้ทรงรับสั่ง ให้ฆ่า บัดนี้ ข้าพระบาททั้งหลาย ถึงความเจริญวัยเป็นหนุ่มแน่นแล้ว มิได้คิดประทุษร้ายพระองค์เลย เพราะเหตุไร จึงรับสั่งให้ฆ่าเสีย ข้าแต่ พระมหาราชา ขอพระองค์ทรงทอดพระเนตรข้าพระบาททั้งหลาย ผู้ขึ้น คอช้าง ขี่หลังม้า ผูกสอดเครื่องรบ ในเวลาที่รบมาแล้วหรือเมื่อกำลัง รบ ก็บุตรทั้งหลายเช่นดังข้าพระบาททั้งหลาย ย่อมไม่ควรจะฆ่าเพื่อ ประโยชน์แก่การบูชายัญเลย ข้าแต่พระราชบิดา เมื่อเมืองชายแดนหรือ เมื่อพวกโจรในดงกำเริบ เขาย่อมใช้คนเช่นดังข้าพระบาททั้งหลาย แต่ ข้าพระบาททั้งหลายจะถูกฆ่าให้ตายโดยมิใช่เหตุ ในมิใช่ที่ ขอเดชะ แม่นกเหล่าไร ๆ เมื่อทำรังแล้วย่อมอยู่ ลูกทั้งหลายเป็นที่รักของแม่นก เหล่านั้น ส่วนพระองค์ได้ตรัสสั่งให้ฆ่าข้าพระบาททั้งหลาย เพราะเหตุไร ขอเดชะ อย่าได้ทรงเชื่อขัณฑหาลปุโรหิต ขัณฑหาลปุโรหิตไม่พึงฆ่า ข้าพระองค์ เพราะว่าเขาฆ่าข้าพระองค์แล้ว ก็จะพึงฆ่าแม้พระองค์ใน ลำดับต่อไป ข้าแต่พระมหาราชา พระราชาทั้งหลายย่อมพระราชทาน บ้านอันประเสริฐ นิคมอันประเสริฐ แม้โภคะ แก่พราหมณ์นั้น อนึ่ง พวกพราหมณ์ แม้ได้ข้าวน้ำอันเลิศในตระกูล บริโภคในตระกูล ยัง ปรารถนาจะประทุษร้ายต่อผู้ให้ข้าวน้ำเช่นนั้นอีก เพราะพราหมณ์เหล่านั้น โดยมากเป็นคนอกตัญญู ขอเดชะ อย่าได้ทรงฆ่าข้าพระองค์ทั้งหลาย เสียเลย โปรดพระราชทานข้าพระองค์ทั้งหลายให้เป็นทาสของขัณฑ- หาลปุโรหิตเถิด พระเจ้าข้า ถึงแม้ว่าข้าพระองค์ทั้งหลายจะถูกจองจำด้วย โซ่ใหญ่ ก็จะเลี้ยงช้างและม้าให้เขา ขอเดชะ อย่าได้ทรงฆ่าข้าพระองค์ ทั้งหลายเสียเลย โปรดพระราชทานข้าพระองค์ทั้งหลายให้เป็นทาสของ ขัณฑหาลปุโรหิตเถิด พระเจ้าข้า ถึงแม้ว่าข้าพระองค์ทั้งหลายจะถูกจองจำ ด้วยโซ่ใหญ่ ก็จะขนมูลช้างให้เขา ขอเดชะ อย่าได้ทรงฆ่าข้าพระองค์ ทั้งหลายเสียเลย โปรดพระราชทานข้าพระองค์ทั้งหลายให้เป็นทาสของ ขัณฑหาลปุโรหิตเถิด พระเจ้าข้า ถึงแม้ว่าข้าพระองค์ทั้งหลายจะถูกจองจำ ด้วยโซ่ใหญ่ ก็จะขนมูลม้าให้เขา ขอเดชะ อย่าได้ทรงฆ่าข้าพระองค์ ทั้งหลายเสียเลย โปรดพระราชทานข้าพระองค์ทั้งหลายให้เป็นทาสของ ขัณฑหาลปุโรหิต ตามที่พระองค์มีพระราชประสงค์เถิด พระเจ้าข้า ถึงแม้ว่าข้าพระองค์ทั้งหลายจะถูกขับไล่จากแว่นแคว้น ก็จักเที่ยว ภิกขาจารเลี้ยงชีวิต.

ข้อ ๗๙๙

ทุกฺขํ โข เม ชนยิตฺถ วิลปนฺตา ชีวิตสฺส กามา หิ มุญฺจถทานิ กุมาเร อลํปิ เม โหติ ปุตฺตยญฺเญน ฯ

เจ้าทั้งหลายพร่ำเพ้ออยู่เพราะรักชีวิต ย่อมก่อทุกข์ให้เกิดแก่เรานักแล จงปล่อยพระกุมารทั้งหลายไป ณ บัดนี้ เราขอเลิกการเอาบุตรบูชายัญ.

ข้อ ๘๐๐

|๘๐๐.๑| ปุพฺเพว โขสิ เม วุตฺโต ทุกฺกรํ ทุรภิสมฺภวํ เจตํ อถ โน อุปกฺขตสฺส ยญฺญสฺส กสฺมา กโรสิ วิกฺเขปํ ฯ |๘๐๐.๒| สพฺเพ วชนฺติ สุคตึ เย ยชนฺติ เยปิ เจว ยชาเปนฺติ เย จาปิ อนุโมทนฺติ ยชนฺตานํ เอทิสํ มหายญฺญํ ฯ

ข้าพระองค์ได้ทูลไว้แล้วในกาลก่อนเทียว การบูชายัญนี้ทำได้ยาก ให้ ยินดีได้แสนยาก บัดนี้ พระองค์ทรงกระทำยัญที่ข้าพระองค์ตระเตรียมไว้ แล้วให้กระจัดกระจาย เพราะเหตุไร ชนเหล่าใดบูชายัญเองก็ดี และ ชนเหล่าใดให้ผู้อื่นบูชายัญก็ดี อนึ่ง ชนเหล่าใด อนุโมทนามหายัญ เช่นนี้ของบุคคลผู้บูชายัญอยู่ก็ดี ชนเหล่านั้นย่อมไปสู่สุคติ.

ข้อ ๘๐๑

|๘๐๑.๑| ยทิ กิร ยชิตฺวา ปุตฺเตหิ เทวโลกํ อิโต จุตา ยนฺติ พฺราหฺมโณ ตาว ยชตุ ปจฺฉาปิ ยชิสฺสสิ ราช ฯ |๘๐๑.๒| ยทิ กิร ยชิตฺวา ปุตฺเตหิ เทวโลกํ อิโต จุตา ยนฺติ เอเสว ขณฺฑหาโล ยชตุ สเกหิ ปุตฺเตหิ ฯ |๘๐๑.๓| เอวํ ชานํ เจ ขณฺฑหาโล กึ ปุตฺตเก น ฆาเตสิ สพฺพญฺจ ญาติชนํ อตฺตานญฺจ น ฆาเตสิ ฯ |๘๐๑.๔| สพฺเพ วชนฺติ นิรยํ เย ยชนฺติ เยปิ เจว ยชาเปนฺติ เย จาปิ อนุโมทนฺติ ยชนฺตานํ เอทิสํ มหายญฺญํ ฯ

ข้าแต่พระราชา ถ้าชนทั้งหลายบูชายัญด้วยบุตรทั้งหลาย จุติจากโลกนี้ แล้วย่อมไปสู่เทวโลกดังได้ยินมาไซร้ พราหมณ์จงบูชายัญก่อน พระองค์ จักทรงบูชายัญในภายหลัง ถ้าชนทั้งหลายบูชายัญด้วยบุตรทั้งหลาย จุติ จากโลกนี้แล้วย่อมไปสู่เทวโลกดังได้ยินมาไซร้ ขัณฑหาลพราหมณ์ผู้นี้ แล จงบูชายัญด้วยบุตรทั้งหลายของตน ถ้าว่าขัณฑหาลพราหมณ์รู้อยู่ อย่างนี้ เหตุไรจึงไม่ฆ่าบุตรทั้งหลาย ไม่ฆ่าคนที่เป็นญาติทุกคนและ ตนเองเล่า ชนเหล่าใดบูชายัญเองก็ดี และชนเหล่าใดให้ผู้อื่นบูชายัญก็ดี อนึ่ง ชนเหล่าใด อนุโมทนามหายัญเช่นนี้ของบุคคลผู้บูชาอยู่ก็ดี ชนเหล่านั้นย่อมไปสู่นรกทั้งหมด.

ข้อ ๘๐๒

|๘๐๒.๑| กถญฺจ กิร ปุตฺตกามาโย คหปตโย ฆรณิโย จ นครมฺหิ น อุปวทนฺติ ราชานํ มา ฆาตยิ โอรสํ ปุตฺตํ ฯ |๘๐๒.๒| กถญฺจ กิร ปุตฺตกามาโย คหปตโย ฆรณิโย จ นครมฺหิ น อุปวทนฺติ ราชานํ มา ฆาตยิ อตฺรชํ ปุตฺตํ ฯ |๘๐๒.๓| รญฺโญ จมฺหิ อตฺถกาโม หิโต จ สพฺพชนปทสฺส น โกจิ อสฺส ปฏิฆํ มยา ชนปโท น ปเวเทติ ฯ

ได้ยินว่า พ่อเจ้าเรือนและแม่เจ้าเรือนทั้งหลาย ผู้รักบุตร ซึ่งมีอยู่ใน พระนครนี้ ไฉนจึงไม่ทูลพระราชา อย่าให้ทรงฆ่าพระราชบุตรอันเกิด แต่พระอุระ ได้ยินว่า พ่อเจ้าเรือนและแม่เจ้าเรือนทั้งหลาย ผู้รักบุตร ซึ่งมีอยู่ในพระนครนี้ ไฉนจึงไม่ทูลทัดทานพระราชา อย่าให้ทรงฆ่า พระราชบุตรอันเกิดแต่พระองค์ เราปรารถนาประโยชน์แก่พระราชาด้วย ทำประโยชน์แก่ชาวชนบททั้งปวงด้วย ใครๆ จะมีความแค้นเคืองกับ เราไม่พึงมี ชาวชนบทไม่ช่วยกราบทูลให้ทรงทราบเลย.

ข้อ ๘๐๓

|๘๐๓.๑| คจฺฉถ โว ฆรณิโย ตาตญฺจ วเทถ ขณฺฑหาลญฺจ มา ฆาเตถ กุมาเร อทูสเก สีหสงฺกาเส |๘๐๓.๒| คจฺฉถ โว ฆรณิโย ตาตญฺจ วเทถ ขณฺฑหาลญฺจ มา ฆาเตถ กุมาเร อเปกฺขิเต สพฺพโลกสฺส ฯ

ดูกรแม่เจ้าเรือนทั้งหลาย ขอท่านทั้งหลายจงไปกราบทูลพระราชบิดา และวิงวอนขัณฑหาลพราหมณ์ว่า ขอจงอย่าฆ่าพระราชกุมารทั้งหลาย ผู้ไม่คิดประทุษร้าย ผู้องอาจดังราชสีห์ ดูกรแม่เจ้าเรือนทั้งหลาย ขอท่าน ทั้งหลายจงไปกราบทูลพระราชบิดา และวิงวอนขัณฑหาลพราหมณ์ว่า ขอจงอย่าฆ่าพระราชกุมารทั้งหลาย ผู้เป็นที่เพ่งที่หวังของโลกทั้งปวง.

ข้อ ๘๐๔

ยนฺนูนาหํ ชาเยยฺยํ รถการกุเล วา ปุกฺกุสกุเล วา เวสฺเสสุ วา ชาเยยฺยํ น หชฺช มํ ราชา ยญฺเญ ฆาเตยฺย ฯ

ไฉนหนอ เราพึงเกิดในตระกูลนายช่างรถ ในตระกูลปุกกุสะ หรือพึง เกิดในหมู่พ่อค้า พระราชาก็ไม่พึงรับสั่งให้ฆ่าในการบูชายัญวันนี้.

ข้อ ๘๐๕

|๘๐๕.๑| สพฺพาปิ มนฺตินิโย คจฺฉถ อยฺยสฺส ขณฺฑหาลสฺส ปาเทสุ นิปตถ อปราธาหํ น ปสฺสามิ ฯ |๘๐๕.๒| สพฺพาปิ ฆรณิโย คจฺฉถ อยฺยสฺส ขณฺฑหาลสฺส ปาเทสุ นิปตถ กินฺเต ภนฺเต มยํ อทูเสม ฯ

เจ้าผู้มีความคิดแม้ทั้งปวง จงไปหมอบลงแทบเท้าของผู้เป็นเจ้าขัณฑหาละ เรียนว่า เรามิได้เห็นโทษเลย ดูกรแม่เจ้าเรือนแม้ทั้งปวง เจ้าจงไป หมอบลงแทบเท้าของผู้เป็นเจ้าขัณฑหาละเรียนว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ถ้าเราทั้งหลายได้ประทุษร้ายอะไรในท่าน ขอท่านจงอดโทษเถิด.

ข้อ ๘๐๖

กปณา วิลปติ เสลา ทิสฺวาน ภาตโร อุปนีตตฺเต ยญฺโญ กิร เม อุกฺขิปิโต ตาเตน สคฺคกาเมน ฯ

พระเสลาราชกุมารีผู้ควรการุญ ทรงเห็นพระภาดาทั้งหลายอันเขานำมา เพื่อบูชายัญ ทรงคร่ำครวญว่า ดังได้สดับมา พระราชบิดาของเราทรง ปรารถนาสวรรค์ รับสั่งให้ตั้งยัญขึ้น.

ข้อ ๘๐๗

อาวตฺติ จ ปริวตฺติ จ วสุโล สมฺมุขา รญฺโญ มา โน เทว ปิตรํ อวธิ ทหรมฺหา อโยพฺพนปฺปตฺตา ฯ

พระวสุลราชนัดดา กลิ้งไปกลิ้งมาเฉพาะพระพักตร์พระราชากราบทูลว่า ขอเดชะ ข้าพระบาทยังเป็นเด็ก ไม่ถึงความเป็นหนุ่ม ขอพระองค์ ได้ทรงโปรด อย่าได้ฆ่าพระบิดาของข้าพระบาทเลย.

ข้อ ๘๐๘

เอโส เต วสุล ปิตา สเมหิ ปิตรา สห ทุกฺขํ โข เม ชนยสิ วิลปนฺโต อนฺเตปุรสฺมึ มุญฺจถทานิ กุมาเร อลํปิ เม โหตุ ปุตฺตยญฺเญน ฯ

ดูกรวสุละ นั่นพ่อเจ้า เจ้าจงไปพร้อมกับบิดา เจ้าพร่ำเพ้ออยู่ใน พระราชวัง ย่อมให้เกิดทุกข์แก่ข้านัก จงปล่อยพระราชกุมารทั้งหลาย ณ บัดนี้ เราขอเลิกการเอาบุตรบูชายัญ.

ข้อ ๘๐๙

|๘๐๙.๑| ปุพฺเพว โขสิ เม วุตฺโต ทุกฺกรํ ทุรภิสมฺภวํ เจตํ อถ โน อุปกฺขตสฺส ยญฺญสฺส กสฺมา กโรสิ วิกฺเขปํ |๘๐๙.๒| สพฺเพ วชนฺติ สุคตึ เย ยชนฺติ เยปิ เจว ยชาเปนฺติ เย จาปิ อนุโมทนฺติ ยชนฺตานํ เอทิสํ มหายญฺญํ ฯ

ข้าพระองค์ได้ทูลไว้แล้วในกาลก่อนเทียว การบูชายัญนี้ทำได้ยาก ให้ ยินดีได้แสนยาก บัดนี้ พระองค์ทรงกระทำยัญที่ข้าพระองค์ตระเตรียม ไว้แล้วให้กระจัดกระจาย เพราะเหตุไร ชนเหล่าใดบูชายัญเองก็ดี และ ชนเหล่าใดให้ผู้อื่นบูชายัญก็ดี อนึ่ง ชนเหล่าใด อนุโมทนามหายัญ เช่นนี้ ของบุคคลผู้บูชาอยู่ก็ดี ชนเหล่านั้นทั้งหมดย่อมไปสู่สุคติ.

ข้อ ๘๑๐

สพฺพรตนสฺส ยญฺโญ อุปกฺขโต เอกราช ตว ปฏิยตฺโต อภินิกฺขมสฺสุ เทว สคฺคํ คโต ตฺวํ ปโมทิสฺสสิ ฯ

ข้าแต่สมเด็จพระเอกราช ข้าพระบาทตระเตรียมยัญแล้วด้วยแก้วทุกอย่าง ตบแต่งไว้แล้วเพื่อพระองค์ ขอเดชะ เชิญเสด็จออกเถิด พระองค์ทรง บูชายัญแล้วเสด็จสู่สวรรค์ จักทรงบันเทิงพระหฤทัย.

ข้อ ๘๑๑

|๘๑๑.๑| ทหรา สตฺตสตา เอตา จนฺทกุมารสฺส ภริยาโย เกเส วิกิริตฺวาน โรทนฺติโย มคฺคมนุยายนฺติ ฯ |๘๑๑.๒| อปรา ปน โสเกน นิกฺขนฺตา นนฺทเน วิย เทวา เกสา วิกิริตฺวาน โรทนฺติโย มคฺคมนุยายนฺติ ฯ

หญิงสาว ๗๐๐ คน ผู้เป็นชายาของจันทกุมาร ต่างสยายผมแล้วร้องไห้ ดำเนินไปตามทาง ส่วนพวกหญิงอื่นๆ ออกแล้วด้วยความเศร้าโศก เหมือนเทวดาในนันทวัน ต่างก็สยายผมร้องไห้ไปตามทาง.

ข้อ ๘๑๒

|๘๑๒.๑| กาสิกสุจิวตฺถธรา กุณฺฑลิโน อคฺคลุจนฺทนวิลิตฺตา นียนฺติ จนฺทสุริยา ยญฺญตฺถาย เอกราชสฺส ฯ |๘๑๒.๒| กาสิกสุจิวตฺถธรา กุณฺฑลิโน อคฺคลุจนฺทนวิลิตฺตา นียนฺติ จนฺทสุริยา มาตุ กตฺวา หทยโสกํ ฯ |๘๑๒.๓| กาสิกสุจิวตฺถธรา กุณฺฑลิโน อคฺคลุจนฺทนวิลิตฺตา นียนฺติ จนฺทสุริยา ชนสฺส กตฺวา หทยโสกํ ฯ |๘๑๒.๔| มํสรสโภชนา นฺหาปกสุนฺหาตา กุณฺฑลิโน อคฺคลุจนฺทนวิลิตฺตา นียนฺติ จนฺทสุริยา ยญฺญตฺถาย เอกราชสฺส ฯ |๘๑๒.๕| มํสรสโภชนา นฺหาปกสุนฺหาตา กุณฺฑลิโน อคฺคลุจนฺทนวิลิตฺตา นียนฺติ จนฺทสุริยา มาตุ กตฺวา หทยโสกํ ฯ |๘๑๒.๖| มํสรสโภชนา นฺหาปกสุนฺหาตา กุณฺฑลิโน อคฺคลุจนฺทนวิลิตฺตา นียนฺติ จนฺทสุริยา ชนสฺส กตฺวา หทยโสกํ ฯ |๘๑๒.๗| ยสฺสุ ปุพฺเพ หตฺถิวรธุรคเต หตฺถิกา อนุวชนฺติ ตฺยชฺช จนฺทสุริยา อุโภว ปตฺติกา ยนฺติ ฯ |๘๑๒.๘| ยสฺสุ ปุพฺเพ อสฺสวรธุรคเต อสฺสกา อนุวชนฺติ ตฺยชฺช จนฺทสุริยา อุโภว ปตฺติกา ยนฺติ ฯ |๘๑๒.๙| ยสฺสุ ปุพฺเพ รถวรธุรคเต รถิกา อนุวชนฺติ ตฺยชฺช จนฺทสุริยา อุโภว ปตฺติกา ยนฺติ ฯ |๘๑๒.๑๐| เย หิสฺสุ ปุพฺเพ นียึสุ ตปนียกปฺปเนหิ ตุรงฺเคหิ ตฺยชฺช จนฺทสุริยา อุโภว ปตฺติกา ยนฺติ ฯ

พระจันทกุมารและพระสุริยกุมาร ทรงผ้าแคว้นกาสีอันขาวสะอาด ประดับกุณฑลไล้ทากฤษณาและจุรณแก่นจันทน์ ถูกราชบุรุษนำไปเพื่อ บูชายัญของสมเด็จพระเจ้าเอกราช พระจันทกุมารและพระสุริยกุมาร ทรงผ้าแคว้นกาสีอันขาวสะอาด ประดับกุณฑล ไล้ทากฤษณาและจุรณ แก่นจันทน์ ถูกราชบุรุษนำไปทำความเศร้าพระหฤทัยให้แก่พระชนนี พระจันทกุมารและพระสุริยกุมาร ทรงผ้าแคว้นกาสีอันขาวสะอาด ประดับกุณฑล ไล้ทากฤษณาและจุรณแก่นจันทน์ ถูกราชบุรุษนำไป ทำความเศร้าใจให้แก่ประชุมชน พระจันทกุมารและพระสุริยกุมาร เสวยกระยาหารอันปรุงด้วยรสเนื้อ ช่างสนานสระสรงพระกายให้ดีแล้ว ประดับกุณฑล ไล้ทากฤษณาและจุรณแก่นจันทน์ ถูกราชบุตรนำไป บูชายัญของพระเจ้าเอกราช พระจันทกุมารและพระสุริยกุมาร เสวย กระยาหารอันปรุงด้วยรสเนื้อ ช่างสนานสระสรงพระกายดีแล้ว ประดับ กุณฑล ไล้ทากฤษณาและจุรณแก่นจันทน์ ถูกราชบุรุษนำไป ทำความ เศร้าพระหฤทัยให้แก่พระชนนี พระจันทกุมารและพระสุริยกุมาร เสวย กระยาหารอันปรุงด้วยรสเนื้อ ช่างสนานสระสรงพระกายดีแล้ว ประดับ กุณฑล ไล้ทากฤษณาและจุรณแก่นจันทน์ ถูกราชบุรุษนำไป ทำความ เศร้าใจให้แก่ประชุมชน ในกาลก่อน พวกพลช้างย่อมตามเสด็จ พระจันทกุมารและพระสุริยกุมาร ผู้เสด็จขึ้นคอช้างตัวประเสริฐ วันนี้ พระจันทกุมารและพระสุริยกุมารทั้งสองพระองค์เสด็จดำเนินด้วย พระบาทเปล่า ในกาลก่อน พวกพลม้าย่อมตามเสด็จพระจันทกุมารและ พระสุริยกุมาร ผู้เสด็จขึ้นหลังม้าตัวประเสริฐ วันนี้ พระจันทกุมารและ พระสุริยกุมารทั้งสองพระองค์เสด็จดำเนินด้วยพระบาทเปล่า ในกาล ก่อน พวกพลรถย่อมตามเสด็จพระจันทกุมารและพระสุริยกุมาร ผู้เสด็จ ขึ้นทรงรถอันประเสริฐ วันนี้ พระจันทกุมารและพระสุริยกุมารทั้งสอง พระองค์เสด็จดำเนินด้วยพระบาทเปล่า ในกาลก่อน พระจันทกุมารและ พระสุริยกุมาร ราชบุรุษเชิญเสด็จออกด้วยม้าทั้งหลายอันตบแต่งเครื่อง- ทองวันนี้ ทั้งสองพระองค์ต้องเสด็จดำเนินด้วยพระบาทเปล่า.

ข้อ ๘๑๓

|๘๑๓.๑| ยทิ สกุณิ มํสมิจฺฉสิ อุยฺยสฺสุ ปุพฺเพน ปุปฺผวติยายํ ยชเตตฺถ เอกราชา สมฺมุโฬฺห จตูหิ ปุตฺเตหิ ฯ |๘๑๓.๒| ยทิ สกุณิ มํสมิจฺฉสิ อุยฺยสฺสุ ปุพฺเพน ปุปฺผวติยายํ ยชเตตฺถ เอกราชา สมฺมุโฬฺห จตูหิ กญฺญาหิ ฯ |๘๑๓.๓| ยทิ สกุณิ มํสมิจฺฉสิ อุยฺยสฺสุ ปุพฺเพน ปุปฺผวติยายํ ยชเตตฺถ เอกราชา สมฺมุโฬฺห จตูหิ มเหสีหิ ฯ |๘๑๓.๔| ยทิ สกุณิ มํสมิจฺฉสิ อุยฺยสฺสุ ปุพฺเพน ปุปฺผวติยายํ ยชเตตฺถ เอกราชา สมฺมุโฬฺห จตูหิ คหปตีหิ ฯ |๘๑๓.๕| ยทิ สกุณิ มํสมิจฺฉสิ อุยฺยสฺสุ ปุพฺเพน ปุปฺผวติยายํ ยชเตตฺถ เอกราชา สมฺมุโฬฺห จตูหิ หตฺถีหิ ฯ |๘๑๓.๖| ยทิ สกุณิ มํสมิจฺฉสิ อุยฺยสฺสุ ปุพฺเพน ปุปฺผวติยายํ ยชเตตฺถ เอกราชา สมฺมุโฬฺห จตูหิ อสฺเสหิ ฯ |๘๑๓.๗| ยทิ สกุณิ มํสมิจฺฉสิ อุยฺยสฺสุ ปุพฺเพน ปุปฺผวติยายํ ยชเตตฺถ เอกราชา สมฺมุโฬฺห จตูหิ อุสเภหิ ฯ |๘๑๓.๘| ยทิ สกุณิ มํสมิจฺฉสิ อุยฺยสฺสุ ปุพฺเพน ปุปฺผวติยายํ ยชเตตฺถ เอกราชา สมฺมุโฬฺห สพฺพจตุกฺเกน ฯ

นกเอ๋ย ถ้าเจ้าปรารถนาเนื้อ เจ้าจงบินไปทางทิศบูรพาแห่งปุบผวดีนคร ณ ที่นั้น พระเจ้าเอกราชผู้หลงใหล จะทรงบูชายัญด้วยพระราชโอรส ๔ พระองค์นกเอ๋ย ถ้าเจ้าปรารถนาเนื้อ เจ้าจงบินไปทางทิศบูรพาแห่ง ปุบผวดีนคร ณ ที่นั้น พระเจ้าเอกราชผู้หลงใหล จะทรงบูชายัญด้วย พระราชธิดา ๔ พระองค์ นกเอ๋ย ถ้าเจ้าปรารถนาเนื้อ เจ้าจงบินไปทางทิศ บูรพาแห่งปุบผวดีนคร ณ ที่นั้น พระเจ้าเอกราชผู้หลงใหล จะทรงบูชายัญ ด้วยพระมเหสี ๔ พระองค์ นกเอ๋ย ถ้าเจ้าปรารถนาเนื้อ เจ้าจงบินไปทาง ทิศบูรพาแห่งปุบผวดีนคร ณ ที่นั้น พระเจ้าเอกราชผู้หลงใหล จะทรง บูชายัญด้วยคฤหบดี ๔ คน นกเอ๋ย ถ้าเจ้าปรารถนาเนื้อ เจ้าจงบินไป ทางทิศบูรพาแห่งปุบผวดีนคร ณ ที่นั้น พระเจ้าเอกราชผู้หลงใหล จะ ทรงบูชายัญด้วยช้าง ๔ เชือก นกเอ๋ย ถ้าเจ้าปรารถนาเนื้อ เจ้าจงบิน ไปทางทิศบูรพาแห่งปุบผวดีนคร ณ ที่นั้น พระเจ้าเอกราชผู้หลงใหล จะทรงบูชายัญด้วยม้า ๔ ตัว นกเอ๋ย ถ้าเจ้าปรารถนาเนื้อ เจ้าจงบินไป ทางทิศบูรพาแห่งปุบผวดีนคร ณ ที่นั้น พระเจ้าเอกราชผู้หลงใหล จะ ทรงบูชายัญด้วยโคอุสุภราช ๔ ตัว นกเอ๋ย ถ้าเจ้าปรารถนาเนื้อ เจ้าจง บินไปทางทิศบูรพาแห่งปุบผวดีนคร ณ ที่นั้น พระเจ้าเอกราชผู้หลงใหล จะทรงบูชายัญด้วยสัตว์ทั้งปวงอย่างละ ๔.

ข้อ ๘๑๔

|๘๑๔.๑| อยมสฺส ปาสาโท โสวณฺโณ ปุปฺผมาลฺยาภิกิณฺโณ เตทานิ อยฺยปุตฺตา จตฺตาโร วธาย นินฺนีตา ฯ |๘๑๔.๒| อิทมสฺส กูฏาคารํ โสวณฺณํ ปุปฺผมาลฺยาภิกิณฺณํ เตทานิ อยฺยปุตฺตา จตฺตาโร วธาย นินฺนีตา ฯ |๘๑๔.๓| อิทมสฺส อุยฺยานํ สุปุปฺผิตํ สพฺพกาลิกํ รมฺมํ เตทานิ อยฺยปุตฺตา จตฺตาโร วธาย นินฺนีตา ฯ |๘๑๔.๔| อิทมสฺส อโสกวนํ สุปุปฺผิตํ สพฺพกาลิกํ รมฺมํ เตทานิ อยฺยปุตฺตา จตฺตาโร วธาย นินฺนีตา ฯ |๘๑๔.๕| อิทมสฺส กณิการวนํ สุปุปฺผิตํ สพฺพกาลิกํ รมฺมํ เตทานิ อยฺยปุตฺตา จตฺตาโร วธาย นินฺนีตา ฯ |๘๑๔.๖| อิทมสฺส ปาฏลิวนํ สุปุปฺผิตํ สพฺพกาลิกํ รมฺมํ เตทานิ อยฺยปุตฺตา จตฺตาโร วธาย นินฺนีตา ฯ |๘๑๔.๗| อิทมสฺส อมฺพวนํ สุปุปฺผิตํ สพฺพกาลิกํ รมฺมํ เตทานิ อยฺยปุตฺตา จตฺตาโร วธาย นินฺนีตา ฯ |๘๑๔.๘| อยมสฺส โปกฺขรณี สญฺฉนฺนา ปทุมปุณฺฑรีเกหิ นาวา จ โสวณฺณวิกตา ปุปฺผวลฺลิยา จิตฺตา สุรมฺมณียา เตทานิ อยฺยปุตฺตา จตฺตาโร วธาย นินฺนีตา ฯ

นี่ปราสาทของท่านล้วนด้วยทองคำ เกลื่อนกล่นด้วยพวงมาลัย บัดนี้ พระลูกเจ้าทั้ง ๔ พระองค์ถูกเขานำไปเพื่อจะฆ่า นี่เรือนยอดของท่าน ล้วนด้วยทองคำ เกลื่อนกล่นด้วยพวงมาลัย บัดนี้ พระลูกเจ้าทั้ง ๔ พระองค์ถูกเขานำไปเพื่อจะฆ่า นี่พระอุทยานของท่าน มีดอกไม้บาน สะพรั่งตลอดกาลทั้งปวง น่ารื่นรมย์ใจ บัดนี้ พระลูกเจ้าทั้ง ๔ พระองค์ ถูกเขานำไปเพื่อจะฆ่า นี่ป่าอโศกของท่าน มีดอกบานสะพรั่งตลอดกาล ทั้งปวง น่ารื่นรมย์ใจ บัดนี้ พระลูกเจ้าทั้ง ๔ พระองค์ถูกเขานำไปเพื่อ จะฆ่า นี่ป่ากรรณิการ์ของท่าน มีดอกบานสะพรั่งตลอดกาลทั้งปวง น่ารื่นรมย์ใจ บัดนี้ พระลูกเจ้าทั้ง ๔ พระองค์ถูกเขานำไปเพื่อจะฆ่า นี่ป่าแคฝอยของท่าน มีดอกบานสะพรั่งตลอดกาลทั้งปวง น่ารื่นรมย์ใจ บัดนี้ พระลูกเจ้าทั้ง ๔ พระองค์ถูกเขานำไปเพื่อจะฆ่า นี่สวนมะม่วงของ ท่าน มีดอกบานสะพรั่งตลอดกาลทั้งปวง น่ารื่นรมย์ใจ บัดนี้ พระลูกเจ้า ทั้ง ๔ พระองค์ถูกเขานำไปเพื่อจะฆ่า นี่สระโบกขรณีของท่าน ดารดาษ ไปด้วยดอกบัวหลวงและบัวขาบ มีเรือทองอันงดงามวิจิตรด้วยลาย เครือวัลย์ เป็นที่รื่นรมย์เป็นอันดี บัดนี้ พระลูกเจ้าทั้ง ๔ พระองค์ถูก เขานำไปเพื่อจะฆ่า.

ข้อ ๘๑๕

|๘๑๕.๑| อิทมสฺส หตฺถิรตนํ เอราวโณ คโช พลี ทนฺตี เตทานิ อยฺยปุตฺตา จตฺตาโร วธาย นินฺนีตา ฯ |๘๑๕.๒| อิทมสฺส อสฺสรตนํ เอกขุโร เวโค อสฺโส เตทานิ อยฺยปุตฺตา จตฺตาโร วธาย นินฺนีตา ฯ อยมสฺส อสฺสรโถ สาลิยา วิย นิคฺโฆโส |๘๑๕.๓| สุโภ รตนวิจิตฺโต ยตฺถสฺสุ อยฺยปุตฺตาโสภึสุนนฺทเนวิยเทวา เตทานิ อยฺยปุตฺตา จตฺตาโร วธาย นินฺนีตา ฯ |๘๑๕.๔| กถนฺนาม สามสมสุนฺทเรหิ จนฺทนมุทุกคตฺเตหิ ราชา ยชิสฺสเต ยญฺญํ สมฺมุโฬฺห จตูหิ ปุตฺเตหิ ฯ |๘๑๕.๕| กถนฺนาม สามสมสุนฺทราหิ จนฺทนมุทุกคตฺตาหิ ราชา ยชิสฺสเต ยญฺญํ สมฺมุโฬฺห จตูหิ กญฺญาหิ ฯ |๘๑๕.๖| กถนฺนาม สามสมสุนฺทราหิ จนฺทนมุทุกคตฺตาหิ ราชา ยชิสฺสเต ยญฺญํ สมฺมุโฬฺห จตูหิ มเหสีหิ ฯ |๘๑๕.๗| กถนฺนาม สามสมสุนฺทเรหิ จนฺทนมุทุกคตฺเตหิ ราชา ยชิสฺสเต ยญฺญํ สมฺมุโฬฺห จตูหิ คหปตีหิ ฯ |๘๑๕.๘| ยถา โหนฺติ คามนิคมา สุญฺญา อมนุสฺสกา พฺรหารญฺญา ตถา เหสฺสติ ปุปฺผวติยา ยิฏฺเฐสุ จนฺทสุริเยสุ ฯ

นี่ช้างแก้วของท่าน ชื่อเอราวัณ เป็นช้างงามมีกำลัง บัดนี้ พระลูกเจ้า ทั้ง ๔ นั้นถูกเขานำไปเพื่อจะฆ่า นี่ม้าแก้วของท่าน เป็นม้ามีกีบไม่แตก เป็นม้าวิ่งได้เร็ว บัดนี้ พระลูกเจ้าทั้ง ๔ นั้นถูกเขานำไปเพื่อจะฆ่า นี่รถ ม้าของท่าน มีเสียงไพเราะเหมือนเสียงนกสาลิกา เป็นรถงดงามวิจิตร ด้วยแก้ว พระลูกเจ้าเสด็จไปในรถนี้ ย่อมงดงามดังเทพเจ้าในนันทวัน บัดนี้ พระเจ้าลูกทั้ง ๔ นั้นถูกเขานำไปเพื่อจะฆ่า อย่างไร พระราชาผู้ หลงใหล จึงจักทรงบูชายัญด้วยพระราชโอรส ๔ พระองค์ ผู้งามเสมอ ด้วยทอง มีพระกายไล้ทาด้วยจุรณแก่นจันทน์ อย่างไร พระราชาผู้หลง- ใหล จึงจักทรงบูชายัญด้วยพระราชธิดา ๔ พระองค์ ผู้งามเสมอด้วยทอง มีพระวรกายไล้ทาด้วยจุรณแก่นจันทน์ อย่างไร พระราชาผู้หลงใหล จักทรงบูชายัญด้วยพระมเหสี ๔ พระองค์ ผู้งามเสมอด้วยทอง มีพระวร- กายไล้ทาด้วยจุรณแก่นจันทน์ อย่างไร พระราชาผู้หลงใหล จึงจักบูชายัญ ด้วยคฤหบดี ๔ คน ผู้งดงามเสมอด้วยทอง มีร่างกายไล้ทาด้วยจุรณ แก่นจันทน์ คามนิคมทั้งหลายจะว่างเปล่า ไม่มีมนุษย์ กลายเป็นป่าใหญ่ ไป ฉันใด เมื่อพระราชารับสั่งให้เอาพระจันทกุมารและพระสุริยกุมารบูชา ยัญ พระนครปุบผวดีก็จักร้างว่างเปล่า ไม่มีมนุษย์ กลายเป็นป่าใหญ่ไป ฉันนั้น.

ข้อ ๘๑๖

|๘๑๖.๑| อุมฺมตฺติกา ภวิสฺสามิ ภูนหตา ปํสุนาว ปริกิณฺณา สเจ จนฺทกุมารํ หนฺติ ปาณา เม เทว ภิชฺชนฺติ ฯ |๘๑๖.๒| อุมฺมตฺติกา ภวิสฺสามิ ภูนหตา ปํสุนาว ปริกิณฺณา สเจ สุริยกุมารํ หนฺติ ปาณา เม เทว ภิชฺชนฺติ ฯ

ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ข้าพระบาทจักเป็นบ้า มีความเจริญถูกขจัด แล้ว มีสรีระเกลือกกลั้วด้วยธุลี ถ้าเขาฆ่าจันทกุมาร ลมปราณของข้า- พระบาทก็จะแตกทำลาย ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ข้าพระบาทจักเป็นผู้ มีความเจริญถูกขจัดแล้ว มีสรีระเกลือกกลั้วด้วยธุลี ถ้าเขาฆ่าสุริยกุมาร ลมปราณของข้าพระบาทก็จะแตกทำลาย.

ข้อ ๘๑๗

กินฺนุมา น รมาเปยฺยุํ อญฺญมญฺญํ ปิยํวทา ฆฏฺฏิกา อุปริกฺขี จ โปกฺขรณี จ คายิกา จนฺทสุริเยสุ นจฺจนฺติโย สมา ตาสํ น วิชฺชติ ฯ

สะใภ้เราเหล่านี้ คือ นางฆัฏฏิกา นางอุปรักขี นางโปกขรณี และ นางคายิกา ล้วนกล่าววาจาเป็นที่รักแก่กันและกันเพราะเหตุไร จึงไม่ ฟ้อนรำขับร้องให้จันทกุมารและสุริยกุมาร รื่นรมย์เล่า ใครอื่นที่จะเสมอ ด้วยนางทั้ง ๔ นั้นไม่มี.

ข้อ ๘๑๘

|๘๑๘.๑| อิมํ มยฺหํ หทยโสกํ ปฏิมุญฺจตุ ขณฺฑหาล ตว มาตา โย มยฺหํ หทยโสโก จนฺทสฺมึ วธาย นินฺนีเต ฯ |๘๑๘.๒| อิมํ มยฺหํ หยทโสกํ ปฏิมุญฺจตุ ขณฺฑหาล ตว มาตา โย มยฺหํ หทยโสโก สุริยสฺมึ วธาย นินฺนีเต ฯ |๘๑๘.๓| อิมํ มยฺหํ หทยโสกํ ปฏิมุญฺจตุ ขณฺฑหาล ตว ชายา โย มยฺหํ หทยโสโก จนฺทสฺมึ วธาย นินฺนีเต ฯ |๘๑๘.๔| อิมํ มยฺหํ หทยโสกํ ปฏิมุญฺจตุ ขณฺฑหาล ตว ชายา โย มยฺหํ หทยโสโก สุริยสฺมึ วธาย นินฺนีเต ฯ |๘๑๘.๕| มา จ ปุตฺเต มา จ ปตึ อทฺทกฺขิ ขณฺฑหาล ตว มาตา โย ฆาเตสิ กุมาเร อทูสเก สีหสงฺกาเส ฯ |๘๑๘.๖| มา จ ปุตฺเต มา จ ปตึ อทฺทกฺขิ ขณฺฑหาล ตว มาตา โย ฆาเตสิ กุมาเร อเปกฺขิเต สพฺพโลกสฺส ฯ |๘๑๘.๗| มา จ ปุตฺเต มา จ ปตึ อทฺทกฺขิ ขณฺฑหาล ตว ชายา โย ฆาเตสิ กุมาเร อทูสเก สีหสงฺกาเส ฯ |๘๑๘.๘| มา จ ปุตฺเต มา จ ปตึ อทฺทกฺขิ ขณฺฑหาล ตว ชายา โย ฆาเตสิ กุมาเร อเปกฺขิเต สพฺพโลกสฺส ฯ

ดูกรเจ้าขัณฑหาละ ความโศกเศร้าใจใดย่อมเกิดมีแก่เรา ในเมื่อจันท- กุมารถูกเขานำไปเพื่อจะฆ่า แม่ของเจ้าจงได้ประสบความโศกเศร้าใจ ของเรานี้ ดูกรเจ้าขัณฑหาละ ความโศกเศร้าใจใดย่อมเกิดมีแก่เรา ใน เมื่อสุริยกุมารถูกเขานำไปเพื่อจะฆ่า แม่ของเจ้าจงได้ประสบความโศก- เศร้าใจของเรานี้ ดูกรเจ้าขัณฑหาละ ความโศกเศร้าใจใดย่อมเกิดมี แก่เรา ในเมื่อจันทกุมารถูกเขานำไปเพื่อจะฆ่า ภรรยาของเจ้าจงประสบ ความโศกเศร้าใจของเรานี้ ดูกรขัณฑหาละ ความโศกเศร้าใจใดย่อม เกิดมีแก่เรา ในเมื่อสุริยกุมารถูกเขานำไปเพื่อจะฆ่า ภรรยาของเจ้าจง ได้ประสบความโศกเศร้าใจของเรานี้ ดูกรเจ้าขัณฑหาละ เจ้าได้ให้ฆ่า พระกุมารทั้งหลายผู้ไม่คิดประทุษร้าย ผู้องอาจดังราชสีห์ แม่ของเจ้าจง อย่าได้เห็นพวกลูกๆ และอย่าได้เห็นสามีเลย ดูกรเจ้าขัณฑหาละ เจ้า ได้ให้ฆ่าพระกุมารทั้งหลาย ผู้เป็นที่มุ่งหวังของโลกทั้งปวง แม่ของเจ้า จงอย่าได้เห็นพวกลูกๆ และอย่าได้เห็นสามีเลย ดูกรเจ้าขัณฑหาละ เจ้าได้ให้ฆ่าพระกุมารทั้งหลาย ผู้ไม่คิดประทุษร้าย ผู้องอาจดังราชสีห์ ภรรยาของเจ้า จงอย่าได้เห็นพวกลูกๆ และอย่าได้เห็นสามีเลย ดูกรเจ้า ขัณฑหาละ เจ้าได้ให้ฆ่าพระกุมารทั้งหลาย ผู้เป็นที่มุ่งหวังของโลก ทั้งปวง ภรรยาของเจ้าจงอย่าได้เห็นพวกลูกๆ และอย่าได้เห็นสามีเลย.

ข้อ ๘๑๙

|๘๑๙.๑| มา โน เทว อวธิ ทาเส โน เทหิ ขณฺฑหาลสฺส อปิ นิคฬพนฺธกาปิ หตฺถี อสฺเส จ ปาเลม ฯ |๘๑๙.๒| มา โน เทว อวธิ ทาเส โน เทหิ ขณฺฑหาลสฺส อปิ นิคฬพนฺธกาปิ หตฺถิฉกณานิ อุชฺเฌม ฯ |๘๑๙.๓| มา โน เทว อวธิ ทาเส โน เทหิ ขณฺฑหาลสฺส อปิ นิคฬพนฺธกาปิ อสฺสฉกณานิ อุชฺเฌม ฯ |๘๑๙.๔| มา โน เทว อวธิ ทาเส โน เทหิ ขณฺฑหาลสฺส ยสฺส โหนฺติ ตว กามา อปิ รฏฺฐา ปพฺพาชิตา ภิกฺขาจริยํ จริสฺสาม ฯ |๘๑๙.๕| ทิพฺยํ เทว อุปยาจนฺติ ปุตฺตตฺถิกา ทลิทฺทาปิ ปฏิภาณานิปิ หิตฺวา ปุตฺเต น ลภนฺติ เอกจฺจา |๘๑๙.๖| อาสาสิกานิ กโรนฺติ ปุตฺตา โน ชายนฺตุ ตโต ปปุตฺตา อถ โน อการณสฺมา ยญฺญตฺถาย เทว ฆาเตสิ ฯ |๘๑๙.๗| อุปยาจิตเกน ปุตฺตํ ลภนฺติ มา ตาต โน อฆาเตสิ มา กิจฺฉลทฺธเกหิ ปุตฺเตหิ ยชิตฺโถ อิมํ ยญฺญํ ฯ |๘๑๙.๘| อุปยาจิตเกน ปุตฺตํ ลภนฺติ มา ตาต โน อฆาเตสิ มา กปณลทฺธเกหิ ปุตฺเตหิ อมฺมาย โน วิปฺปวาเสสิ ฯ

ขอเดชะ อย่าได้ทรงฆ่าข้าพระองค์ทั้งหลายเสียเลย โปรดพระราชทาน ข้าพระองค์ทั้งหลาย ให้เป็นทาสของขัณฑหาลปุโรหิตเถิด พระเจ้าข้า ถึงแม้ว่าข้าพระองค์ทั้งหลายจะถูกจองจำด้วยโซ่ใหญ่ ก็จะเลี้ยงช้างและม้า ให้เขา ขอเดชะ อย่าได้ทรงฆ่าข้าพระองค์ทั้งหลายเสียเลย โปรดพระ- ราชทานข้าพระองค์ทั้งหลาย ให้เป็นทาสของขัณฑหาลปุโรหิตเถิด พระเจ้าข้า ถึงแม้ว่าข้าพระองค์ทั้งหลายจะถูกจองจำด้วยโซ่ใหญ่ ก็จะขน มูลช้างให้เขา ขอเดชะ อย่าได้ทรงฆ่าข้าพระองค์ทั้งหลายเสียเลย โปรด พระราชทานข้าพระองค์ทั้งหลาย ให้เป็นทาสของขัณฑหาลปุโรหิตเถิด พระเจ้าข้า ถึงแม้ว่าข้าพระองค์ทั้งหลายจะถูกจองจำด้วยโซ่ใหญ่ ก็จะ ขนมูลม้าให้เขา ขอเดชะ อย่าได้ทรงฆ่าข้าพระองค์ทั้งหลายเสียเลย โปรดพระราชทานข้าพระองค์ทั้งหลาย ให้เป็นทาสของขัณฑหาลปุโรหิต ตามที่พระองค์มีพระประสงค์เถิด พระเจ้าข้า ถึงแม้ว่าข้าพระองค์ทั้งหลาย จะถูกขับไล่จากแว่นแคว้น ก็จักเที่ยวภิกขาจารเลี้ยงชีวิต ขอเดชะ หญิง ทั้งหลายผู้ปรารถนาบุตร แม้จะเป็นคนยากจน ย่อมวอนขอบุตรต่อ เทพเจ้า หญิงบางพวกละปฏิภาณแล้ว ไม่ได้บุตรก็มี หญิงเหล่านั้นย่อม กระทำความหวังว่า ขอลูกทั้งหลายจงเกิดแก่เรา แต่นั้นขอหลานจงเกิด อีก ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ พระองค์รับสั่งให้ฆ่าข้าพระองค์ทั้งหลาย เพื่อต้องการทรงบูชายัญ โดยเหตุอันไม่สมควร ข้าแต่สมเด็จพระบิดา คนทั้งหลายเขาได้ลูกเพราะความวิงวอนเทพเจ้า ขอพระองค์อย่ารับสั่งให้ ฆ่าข้าพระองค์ทั้งหลายเลย อย่าทรงบูชายัญนี้ด้วยบุตรทั้งหลายที่ได้มา โดยยากเลย พระเจ้าข้า ข้าแต่สมเด็จพระบิดา คนทั้งหลายเขาได้บุตร เพราะความวิงวอนเทพเจ้า ขอพระองค์อย่ารับสั่งให้ฆ่าข้าพระองค์ทั้ง- หลายเลย พระเจ้าข้า ขอได้ทรงพระกรุณาโปรด อย่าได้พรากข้าพระองค์ ทั้งหลายผู้เป็นบุตรที่ได้มาด้วยความยากจากมารดาเลย พระเจ้าข้า.

ข้อ ๘๒๐

|๘๒๐.๑| พหุทุกฺขํ โปสิยา จนฺทํ อมฺม ตุวํ ชียเส ปุตฺตํ วนฺทามิ โข เต ปาเท ลภตํ ตาโต ปรโลกํ |๘๒๐.๒| หนฺท จ มํ อุปคูห ปาเท เต อมฺม วนฺทิตุํ เทหิ คจฺฉามิทานิ ปวาสํ ยญฺญตฺถาย เอกราชสฺส ฯ |๘๒๐.๓| หนฺท จ มํ อุปคูห ปาเท เต อมฺม วนฺทิตุํ เทหิ คจฺฉามิทานิ ปวาสํ มาตุ กตฺวา หทยโสกํ ฯ |๘๒๐.๔| หนฺท จ มํ อุปคูห ปาเท เต อมฺม วนฺทิตุํ เทหิ คจฺฉามิทานิ ปวาสํ ชนสฺส กตฺวา หทยโสกํ ฯ

ข้าแต่พระมารดา พระมารดาย่อมย่อยยับ เพราะทรงเลี้ยงลูกจันทกุมาร มาด้วยความลำบากมาก ลูกขอกราบพระบาทพระมารดา ขอพระราชบิดา จงทรงได้ปรโลกอันสมบูรณ์เถิด เชิญพระมารดาทรงสวมกอดลูก แล้ว ประทานพระยุคลบาทให้ลูกกราบไหว้ ลูกจะจากไป ณ บัดนี้ เพื่อ ประโยชน์แก่ยัญของสมเด็จพระราชบิดาเอกราช เชิญพระมารดาทรง สวมกอดลูก แล้วประทานพระยุคลบาทให้ลูกกราบไหว้ ลูกจะจากไป ณ บัดนี้ ทำความโศกเศร้าพระทัยให้พระมารดา เชิญพระมารดาทรงสวม กอดลูก แล้วประทานพระยุคลบาทให้ลูกกราบไหว้ ลูกจะจากไป ณ บัดนี้ ทำความโศกเศร้าใจให้แก่ประชุมชน.

ข้อ ๘๒๑

|๘๒๑.๑| หนฺท จ ปทุมปตฺตานํ โมลึ พนฺธสฺสุ โคตมิปุตฺต จมฺปกทลมิสฺสาโย เอสา เต โปราณิกา ปกติ ฯ |๘๒๑.๒| หนฺท จ วิเลปนนฺเต ปจฺฉิมกํ จนฺทนํ วิลิมฺปสฺสุ เยหิ จ สุวิลิตฺโต โสภสิ ราชปริสายํ ฯ |๘๒๑.๓| หนฺท จ มุทุกานิ วตฺถานิ ปจฺฉิมํ กาสิกํ นิวาเสหิ เยหิ จ สุนิวตฺโถ โสภสิ ราชปริสายํ ฯ |๘๒๑.๔| มุตฺตามณิกนกวิภูสิตานิ คณฺหสฺสุ หตฺถาภรณานิ เยหิ จ หตฺถาภรเณหิ โสภสิ ราชปริสายํ ฯ

ดูกรลูกโคตมี มาเถิด เจ้าจงรัดเมาลีด้วยใบบัว จงประดับดอกไม้อัน แซมด้วยกลีบจำปา นี่เป็นปกติของเจ้ามาเก่าก่อน มาเถิด เจ้าจงไล้ทา เครื่องลูบไล้ คือ จุรณจันทน์แดงของเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย เจ้าลูบไล้ด้วย จุรณจันทน์แดงนั้นดีแล้ว ย่อมงดงามในราชบริษัท มาเถิด เจ้าจงนุ่งผ้า กาสิกพัสตร์อันเป็นผ้าเนื้อละเอียดเป็นครั้งสุดท้าย เจ้านุ่งผ้ากาสิกพัสตร์ นั้นแล้ว ย่อมงดงามในราชบริษัท เชิญเจ้าประดับหัตถาภรณ์อันเป็น เครื่องประดับทองคำฝังแก้วมุกดาและแก้วมณี เจ้าประดับด้วยหัตถา- ภรณ์นั้นแล้ว ย่อมงดงามในราชบริษัท.

ข้อ ๘๒๒

น หิ นูนายํ รฏฺฐปาโล ภูมิปติ ชนปทสฺส ทายาโท โลกิสฺสโร มหนฺโต ปุตฺเต สิเนหํ ชนยติ ฯ

พระเจ้าแผ่นดินผู้ครองรัฐ ผู้เป็นทายาทของชนบท เป็นเจ้าโลกองค์นี้ จักไม่ทรงยังความสิเนหาให้เกิดในบุตรแน่ละหรือ.

ข้อ ๘๒๓

มยฺหํ ปิยา ปุตฺตา อโถปิ ปิยา ตุเมฺห จ ภริยาโย สคฺคญฺจ ปตฺถยมาโน เตนาหํ ฆาตยิสฺสามิ ฯ

ลูกทั้งหลายเป็นที่รักของเรา อนึ่ง แม้เจ้าทั้งหลายผู้เป็นภรรยาก็เป็นที่รัก ของเรา แต่เราปรารถนาสวรรค์ เหตุนั้นจึงได้ให้ฆ่าลูกทั้งหลาย.

ข้อ ๘๒๔

|๘๒๔.๑| มํ ปฐมํ ฆาเตหิ มา เม หทยํ ทุกฺขํ อผาเลสิ อลงฺกโต สุนฺทรโก ปุตฺโต เทว ตว สุขุมาโล ฯ |๘๒๔.๒| หนฺทยฺย มํ หนสฺสุ สโสกา จนฺทเกน เหสฺสามิ ปุญฺญํ กรสฺสุ วิปุลํ วิจราม อุโภ ปรโลเก ฯ

ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ขอจงทรงพระกรุณาโปรดรับสั่งให้ฆ่าข้าพระ- บาทเสียก่อน ขอความทุกข์อย่าได้ทำลายหทัยของข้าพระบาทเลย พระ- ราชโอรสของพระองค์เป็นสุขุมาลชาติ ประดับแล้วงดงาม ข้าแต่เจ้าชีวิต ขอได้โปรดฆ่าข้าพระบาทเสียก่อน ข้าพระบาทจักเป็นผู้มีความเศร้าโศก กว่าจันทกุมาร ขอพระองค์จงทรงทำบุญให้ไพบูลย์ ข้าพระบาททั้งสอง จะเที่ยวไปในปรโลก.

ข้อ ๘๒๕

มา ตฺวํ จนฺเท รุจฺจิ (มรณํ) พหุกา ตว เทวรา วิสาลกฺขิ เต ตํ รมยิสฺสนฺติ ยิฏฺฐสฺมึ โคตมิปุตฺเต ฯ

ดูกรจันทาผู้มีตางาม เจ้าอย่าชอบใจความตายเลย เมื่อโคตมีบุตรผู้อันเรา บูชายัญแล้ว พี่ผัว น้องผัวของเจ้าเป็นอันมาก จักยังเจ้าให้รื่นรมย์ยินดี.

ข้อ ๘๒๖

|๘๒๖.๑| เอวํ วุตฺเต จนฺทา อตฺตานํ หนฺติ หตฺถตลเกหิ อลเมตฺถ ชีวิเตน ปิสฺสามิ วิสํ มริสฺสามิ ฯ |๘๒๖.๒| น หิ นูนิมสฺส รญฺโญ ญาติมิตฺตา จ วิชฺชเร สุหทา เยน วทนฺติ ราชานํ มา ฆาตยิ โอรเส ปุตฺเต |๘๒๖.๓| น หิ นูนิมสฺส รญฺโญ ญาติมิตฺตา จ วิชฺชเร สุหทา เยน วทนฺติ ราชานํ มา ฆาตยิ อตฺรเช ปุตฺเต ฯ |๘๒๖.๔| อิเม เตปิ มยฺหํ ปุตฺตา คุณิโน กายุรธาริโน ราชา เตหิปิ ยชสฺสุ ยญฺญํ อถ มุญฺจตุ โคตมิปุตฺเต ฯ |๘๒๖.๕| วิลสตมฺปิ มํ กตฺวา ยชสฺสุ สตฺตธา มหาราช มา เชฏฺฐปุตฺตํ อวธิ อทูสกํ สีหสงฺกาสํ ฯ |๘๒๖.๖| วิลสตมฺปิ มํ กตฺวา ยชสฺสุ สตฺตธา มหาราช มา เชฏฺฐปุตฺตํ อวธิ อเปกฺขิตํ สพฺพโลกสฺส ฯ

เมื่อพระราชาตรัสอย่างนี้แล้ว พระนางจันทาเทวีก็ร่ำตีพระองค์ด้วยฝ่า- พระหัตถ์ ทรงรำพันว่า ไม่มีประโยชน์ด้วยชีวิต เราจักดื่มยาพิษตายเสีย ในที่นี้ พระญาติ พระมิตรของพระราชาพระองค์นี้ ผู้มีพระทัยดี ซึ่งจะ กราบทูลทัดทานพระราชาว่า อย่าได้รับสั่งให้ฆ่าพระราชโอรสอันเกิดแต่ พระอุระเลย ย่อมไม่มีแน่แท้เทียว พระญาติ พระมิตรของพระราชาพระ- องค์นี้ ผู้มีพระทัยดี ซึ่งจะกราบทูลทัดทานพระราชาว่า อย่าได้รับสั่งให้ ฆ่าพระราชโอรส อันเกิดแต่พระองค์เลย ย่อมไม่มีเป็นแน่แท้เทียว บุตร ของข้าพระบาทเหล่านี้ ประดับพวงดอกไม้ สวมกำไลทองต้นแขน ขอ พระราชาจงเอาบุตรของข้าพระบาทเหล่านั้นบูชายัญ แต่ขอพระราชทาน ปล่อยโคตมีบุตรเถิด ข้าแต่พระมหาราชา ขอจงทรงตัดแบ่งข้าพระบาท ให้เป็นร้อยส่วนแล้ว ทรงบูชายัญในสถานที่เจ็ดแห่ง อย่าได้ทรงฆ่า พระราชบุตรองค์ใหญ่ ผู้ไม่คิดประทุษร้าย ผู้องอาจดังราชสีห์เลย ข้า- แต่พระมหาราชา ขอจงตัดแบ่งข้าพระบาทให้เป็นร้อยส่วนแล้ว ทรง บูชายัญในสถานที่เจ็ดแห่ง อย่าได้ทรงฆ่าพระราชบุตรองค์ใหญ่ผู้เป็นที่ มุ่งหวังของโลกทั้งปวงเลย.

ข้อ ๘๒๗

พหุกา ตว ทินฺนา อาภรณา อุจฺจาวจา สุภณิตมฺหิ มุตฺตา มณิ เวฬุริยา เอตนฺเต ปจฺฉิมกํ ทานํ ฯ

เครื่องประดับเป็นอันมากล้วนแต่ของดีๆ คือ มุกดา มณี แก้วไพฑูรย์ เราให้แก่เจ้า เมื่อเจ้ากล่าวคำดี นี้เป็นของที่เราให้แก่เจ้าครั้งสุดท้าย.

ข้อ ๘๒๘

|๘๒๘.๑| เยสํ ปุพฺเพ ขนฺเธสุ ผุลฺลา มาลาคุณา วิวตฺตึสุ เตสชฺชปิ สุนิสิโต เนตฺตึโส วิวตฺติสฺสติ ขนฺเธสุ ฯ |๘๒๘.๒| เยสํ ปุพฺเพ ขนฺเธสุ จิตฺตา มาลาคุณา วิวตฺตึสุ เตสชฺชปิ สุนิสิโต เนตฺตึโส วิวตฺติสฺสติ ขนฺเธสุ ฯ |๘๒๘.๓| อจิรา วต เนตฺตึโส วิวตฺติสฺสติ ราชปุตฺตานํ ขนฺเธสุ อถ มม หทยํ น ผลติ ตาว ทฬฺหพนฺธนญฺจ เม อาสิ ฯ |๘๒๘.๔| กาสิกสุจิวตฺถธรา กุณฺฑลิโน อคฺคลุจนฺทนวิลิตฺตา นิยฺยาถ จนฺทสุริยา ยญฺญตฺถาย เอกราชสฺส ฯ |๘๒๘.๕| กาสิกสุจิวตฺถธรา กุณฺฑลิโน อคฺคลุจนฺทนวิลิตฺตา นิยฺยาถ จนฺทสุริยา มาตุ กตฺวา หทยโสกํ ฯ |๘๒๘.๖| กาสิกสุจิวตฺถธรา กุณฺฑลิโน อคฺคลุจนฺทนวิลิตฺตา นิยฺยาถ จนฺทสุริยา ชนสฺส กตฺวา หทยโสกํ ฯ |๘๒๘.๗| มํสรสโภชนา นฺหาปกสุนฺหาตา กุณฺฑลิโน อคฺคลุจนฺทนวิลิตฺตา นิยฺยาถ จนฺทสุริยา ยญฺญตฺถาย เอกราชสฺส ฯ |๘๒๘.๘| มํสรสโภชนา นฺหาปกสุนฺหาตา กุณฺฑลิโน อคฺคลุจนฺทนวิลิตฺตา นิยฺยาถ จนฺทสุริยา มาตุ กตฺวา หทยโสกํ ฯ |๘๒๘.๙| มํสรสโภชนา นฺหาปกสุนฺหาตา กุณฺฑลิโน อคฺคลุจนฺทนวิลิตฺตา นิยฺยาถ จนฺทสุริยา ชนสฺส กตฺวา หทยโสกํ ฯ

เมื่อก่อน พวงมาลาบานเคยสวมที่พระศอของพระกุมารเหล่าใด วันนี้ ดาบที่เขาลับคมดีแล้ว จักฟันที่พระศอของพระกุมารเหล่านั้น เมื่อก่อน พวงมาลาอันวิจิตรเคยสวมที่พระศอของพระกุมารเหล่าใด วันนี้ ดาบ อันเขาลับคมดีแล้ว จักฟันที่พระศอของพระกุมารเหล่านั้น ไม่ช้าแล้ว หนอ ดาบจักฟันที่พระศอของพระราชบุตรทั้งหลาย ก็หทัยของเราจะไม่ แตก แต่จะต้องมีเครื่องรัดอย่างมั่นคงเหลือเกิน พระจันทกุมารและ พระสุริยกุมาร ทรงผ้าแคว้นกาสีอันสะอาดประดับกุณฑลไล้ทากฤษณา และจุรณแก่นจันทน์ เสด็จออกเพื่อประโยชน์แก่การบูชายัญของพระ- เจ้าเอกราช พระจันทกุมารและพระสุริยกุมาร ทรงผ้าแคว้นกาสีอัน ขาวสะอาด ประดับกุณฑลไล้ทากฤษณาและจุรณแก่นจันทน์ เพื่อ ประโยชน์แก่การบูชายัญของพระเจ้าเอกราช พระจันทกุมารและพระ- สุริยกุมาร ทรงผ้าแคว้นกาสีอันขาวสะอาดประดับกุณฑลไล้ทากฤษณา และจุรณแก่นจันทน์ เสด็จออกทำความเศร้าพระหฤทัยแก่พระชนนี พระจันทกุมารและพระสุริยกุมารทรงผ้าแคว้นกาสีอันขาวสะอาด ประดับ กุณฑลไล้ทากฤษณาและจุรณแก่นจันทน์ เสด็จออกทำความเศร้าใจให้ แก่ประชุมชน พระจันทกุมารและพระสุริยกุมารเสวยพระกระยาหารอัน ปรุงด้วยรสเนื้อ ช่างสนานสระสรงพระกายดีแล้ว ประดับกุณฑลไล้ทา กฤษณาและจุรณแก่นจันทน์ เสด็จออกเพื่อประโยชน์แก่การบูชายัญของ พระเจ้าเอกราช พระจันทกุมารและพระสุริยกุมาร เสวยพระกระยาหาร อันปรุงด้วยรสเนื้อ ช่างสนานสระสรงพระกายดีแล้ว ประดับกุณฑล ไล้ทากฤษณาและจุรณแก่นจันทน์ เสด็จออกกระทำความเศร้าพระทัยให้แก่ พระชนนี พระจันทกุมารและพระสุริยกุมาร เสวยพระกระยาหารอัน ปรุงด้วยรสเนื้อ ช่างสนานสระสรงพระกายดีแล้ว ประดับกุณฑลไล้ทา กฤษณาและจุรณแก่นจันทน์ เสด็จออกกระทำความเศร้าใจให้แก่ประ- ชุมชน.

ข้อ ๘๒๙

|๘๒๙.๑| สพฺพสฺมึ อุปกฺขตสฺมึ นิสีทิเต จนฺทสุริยสฺมึ ยญฺญตฺถาย ปญฺจาลราชธีตา ปญฺชลิกา สพฺพปริสนฺตรมนุปริยาสิ ฯ |๘๒๙.๒| เยน สจฺเจน ขณฺฑหาโล ปาปกมฺมํ กโรติ ทุมฺเมโธ เอเตน สจฺจวชฺเชน สมงฺคินี สามิเกน โหมิ ฯ |๘๒๙.๓| เย อิธตฺถิ อมนุสฺสา ยานิ จ ยกฺขภูตภพฺยานิ กโรนฺตุ เม เวยฺยาวฏิกํ สมงฺคินี สามิเกน โหมิ ฯ |๘๒๙.๔| ยา เทวตา อิธาคตา ยานิ จ สพฺพภูตภพฺยานิ สรเณสินึ อนาถํ ตายถ มํ ยาจามิ โว ปติมาหํ อเชยฺยํ ฯ

เมื่อเขาตกแต่งเครื่องบูชายัญทุกสิ่งแล้ว เมื่อพระจันทกุมารและพระ- สุริยกุมารประทับนั่ง เพื่อประโยชน์แก่การบูชายัญ พระราชธิดาของ พระเจ้าปัญจาลราช ประนมอัญชลีเสด็จดำเนินเวียนในระหว่างบริษัท ทั้งปวง ทรงกระทำสัจจกิริยาว่า ขัณฑหาละผู้มีปัญญาทราม ได้กระทำ กรรมอันชั่ว ด้วยความสัจจริงอันใด ด้วยสัจจวาจานี้ ขอให้ข้าพระเจ้า ได้อยู่ร่วมกับพระสวามี อมนุษย์เหล่าใดมีอยู่ในที่นี้ ยักษ์ สัตว์ที่เกิด แล้วและสัตว์ที่จะมาเกิดก็ดี ขอจงกระทำความขวนขวายช่วยเหลือ ข้าพเจ้า ขอให้ข้าพเจ้าได้อยู่ร่วมกับพระสวามี เทวดาทั้งหลายที่มาแล้ว ในที่นี้ ปวงสัตว์ที่เกิดแล้วและสัตว์ที่จะมาเกิด ขอจงคุ้มครองข้าพเจ้า ผู้แสวงหาที่พึ่ง ผู้ไร้ที่พึ่ง ข้าพเจ้าขอวิงวอนท่านทั้งหลาย ขออย่าให้ พวกข้าศึกชนะพระสวามีของข้าพเจ้าเลย.

ข้อ ๘๓๐

|๘๓๐.๑| ตํ สุตฺวา อมนุสฺโส อโยกุฏํ ปริพฺภมิตฺวาน ภยมสฺส ชนยนฺโต ราชานํ อิทมโวจ ฯ |๘๓๐.๒| พุชฺฌสฺสุ โข ราชกลิ มา เตหํ มตฺถกํ นิตาเฬสึ มา เชฏฺฐปุตฺตํ อวธิ อทูสกํ สีหสงฺกาสํ ฯ |๘๓๐.๓| โก เต ทิฏฺโฐ ราชกลิ ปุตฺตภริยาโย หญฺญมานาโย เสฏฺฐี จ คหปตโย อทูสกา สคฺคกามา หิ ฯ

ท้าวสักกเทวราชได้ทรงสดับเสียงคร่ำครวญของพระนางจันทานั้นแล้ว ทรงกวัดแกว่งค้อน ยังความกลัวให้เกิดแก่พระเจ้าเอกราชนั้นแล้ว ได้ ตรัสกะพระราชาว่า พระราชากาลี จงรู้ไว้ อย่าให้เราตีเศียรของท่านด้วย ค้อนเหล็กนี้ ท่านอย่าได้ฆ่าบุตรองค์ใหญ่ผู้ไม่คิดประทุษร้าย ผู้องอาจดัง ราชสีห์ พระราชกาลี ท่านเคยเห็นที่ไหน คนผู้ปรารถนาสวรรค์ ฆ่า บุตร ภรรยา เศรษฐี และคฤหบดี ผู้ไม่คิดประทุษร้าย.

ข้อ ๘๓๑

|๘๓๑.๑| ตํ สุตฺวา ขณฺฑหาโล ราชา จ อพฺภูตมิทํ ทิสฺวาน สพฺเพสํ พนฺธนานิ โมเจสุํ ยถา ตํ อนุปฆาตํ ฯ |๘๓๑.๒| สพฺเพสุ วิปฺปมุตฺเตสุ เย ตตฺถ สมาคตา ตทา อาสุํ สพฺเพ เอเกกเลฑฺฑุมทํสุ เอส วโธ ขณฺฑหาลสฺส ฯ

ขัณฑหาลปุโรหิตและพระราชา ได้ฟังพระดำรัสของท้าวสักกะ ได้เห็น รูปอันอัศจรรย์แล้ว ให้เปลื้องเครื่องพันธนาการของสัตว์ทั้งปวง เหมือน ดังเปลื้องเครื่องพันธนาการของคนผู้ไม่มีความชั่ว เมื่อสัตว์ทั้งปวงหลุด พ้นจากเครื่องจองจำแล้ว ผู้ที่ประชุมอยู่ ณ ที่นั้นในกาลนั้นทุกคน เอา ก้อนดินคนละก้อนทุ่มลง การฆ่าซึ่งขัณฑหาลปุโรหิตได้มีแล้ว ด้วย ประการดังนี้.

ข้อ ๘๓๒

สพฺเพ ปวิฏฺฐา นิรยํ ยถา ตํ ปาปกมฺมํ กริตฺวาน น หิ ปาปกมฺมํ กตฺวา ลพฺภา สุคติ อิโต คนฺตุํ ฯ

คนผู้กระทำกรรมชั่วฉันใดนั้นแล้ว ต้องเข้านรกทั้งหมด คนทำกรรมชั่ว แล้ว ไม่พึงได้จากโลกนี้ไปสู่สุคติเลย.

ข้อ ๘๓๓

|๘๓๓.๑| สพฺเพสุ วิปฺปมุตฺเตสุ เย ตตฺถ สมาคตา ตทา อาสุํ จนฺทํ อภิสิญฺจึสุ สมาคตา ราชปุริสา จ ฯ |๘๓๓.๒| สพฺเพสุ วิปฺปมุตฺเตสุ ยา ตตฺถ สมาคตา ตทา อาสุํ จนฺทํ อภิสิญฺจึสุ สมาคตา ราชกญฺญาโย ฯ |๘๓๓.๓| สพฺเพสุ วิปฺปมุตฺเตสุ เย ตตฺถ สมาคตา ตทา อาสุํ จนฺทํ อภิสิญฺจึสุ สมาคตา เทวปุริสา จ ฯ |๘๓๓.๔| สพฺเพสุ วิปฺปมุตฺเตสุ ยา ตตฺถ สมาคตา ตทา อาสุํ จนฺทํ อภิสิญฺจึสุ สมาคตา เทวกญฺญาโย ฯ |๘๓๓.๕| สพฺเพสุ วิปฺปมุตฺเตสุ เย ตตฺถ สมาคตา ตทา อาสุํ เจลุกฺเขปมกรุํ สมาคตา ราชปุริสา จ ฯ |๘๓๓.๖| สพฺเพสุ วิปฺปมุตฺเตสุ ยา ตตฺถ สมาคตา ตทา อาสุํ เจลุกฺเขปมกรุํ สมาคตา ราชกญฺญาโย ฯ |๘๓๓.๗| สพฺเพสุ วิปฺปมุตฺเตสุ เย ตตฺถ สมาคตา ตทา อาสุํ เจลุกฺเขปมกรุํ สมาคตา เทวปุริสา จ ฯ |๘๓๓.๘| สพฺเพสุ วิปฺปมุตฺเตสุ ยา ตตฺถ สมาคตา ตทา อาสุํ เจลุกฺเขปมกรุํ สมาคตา เทวกญฺญาโย ฯ |๘๓๓.๙| สพฺเพสุ วิปฺปมุตฺเตสุ พหู อานนฺทิโน อหุ วาทึสุ นนฺทิปฺปเวสนครํ พนฺธนา โมกฺโข อโฆสิตฺถาติ ฯ จนฺทกุมารชาตกํ สตฺตมํ ฯ ---------

เมื่อสัตว์ทั้งปวงหลุดพ้นจากเครื่องจองจำแล้ว ผู้ที่มาประชุมกันอยู่ ณ ที่ นั้น ในกาลนั้น คือพระราชาทั้งหลาย ประชุมกันอภิเษกจันทกุมาร เมื่อ สัตว์ทั้งปวงหลุดพ้นจากเครื่องจองจำแล้ว ผู้ที่มาประชุมกันอยู่ ณ ที่นั้น ในกาลนั้น คือ เทวดาทั้งหลายประชุมพร้อมกันอภิเษกพระจันทกุมาร เมื่อสัตว์ทั้งปวงหลุดพ้นจากเครื่องจองจำแล้ว ผู้ที่มาประชุมพร้อมกัน ณ ที่นั้น ในกาลนั้น คือ เทพกัญญาทั้งหลาย ประชุมพร้อมกันอภิเษก พระจันทกุมาร เมื่อสัตว์ทั้งปวงหลุดพ้นจากเครื่องจองจำแล้ว ผู้ที่ประชุม พร้อมกัน ณ ที่นั้น ในกาลนั้น คือ พระราชาทั้งหลายประชุมพร้อมกัน ต่างแกว่งผ้าและโบกธง เมื่อสัตว์ทั้งปวงหลุดพ้นจากเครื่องจองจำแล้ว ผู้ ที่มาประชุมพร้อมกัน ณ ที่นั้นในการนั้น คือ ราชกัญญาทั้งหลาย ประชุม พร้อมกันต่างก็แกว่งผ้าและโบกธง เมื่อสัตว์ทั้งปวงหลุดพ้นจากเครื่อง จองจำแล้ว ผู้ที่มาประชุมพร้อมกัน ณ ที่นั้น ในกาลนั้น คือ เทพบุตร ทั้งหลาย ประชุมพร้อมกันต่างแกว่งผ้าและโบกธง เมื่อสัตว์ทั้งปวงหลุด พ้นจากเครื่องจองจำแล้ว ผู้ที่มาประชุมพร้อมกัน ณ ที่นั้น ในกาลนั้น คือ เทพกัญญาทั้งหลาย ประชุมพร้อมกันต่างแกว่งผ้าและโบกธง เมื่อ สัตว์ทั้งปวงหลุดพ้นจากเครื่องจองจำแล้ว ชนเป็นอันมากต่างก็รื่นรมย์ ยินดี พวกเขาได้ประกาศความยินดีในเวลาที่พระจันทกุมารเสด็จเข้าสู่ พระนคร และได้ประกาศความหลุดพ้นจากเครื่องจองจำของสัตว์ทั้งปวง. จบ จันทกุมารชาดกที่ ๗

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องของฉบับหนึ่งอยู่ในอีกฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๗. จันทกุมารชาดก (๕๔๔) ๗. จันทกุมารชาดก (๕๔๔) ว่าด้วยจันทกุมารทรงบำเพ็ญขันติบารมี

ข้อ ๙๘๒

พระเจ้าเอกราช ผู้มีกรรมหยาบช้า ประทับอยู่ในกรุงบุปผวดี ท้าวเธอตรัสถามขัณฑหาลปุโรหิต ผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพราหมณ์ ผู้เป็นคนหลงว่า

ข้อ ๙๘๓

ท่านพราหมณ์ ท่านฉลาดในสุจริตธรรมและอาจารวินัย ขอจงบอกทางสวรรค์แก่เรา อย่างที่นรชนทำบุญแล้ว จากโลกนี้จะไปสู่สุคติภพเถิด (ขัณฑหาลปุโรหิตกราบทูลว่า)

ข้อ ๙๘๔

ข้าแต่สมมติเทพ เหล่านรชนให้ทานยิ่งกว่าทาน ฆ่าคนที่ไม่น่าจะฆ่า ทำบุญแล้วย่อมไปสู่สวรรค์ได้อย่างนี้ (พระราชาตรัสว่า)

ข้อ ๙๘๕

ก็ทานที่ยิ่งกว่าทานนั้นคืออะไร และคนจำพวกไหนเป็นผู้ไม่น่าจะฆ่าในโลกนี้ ขอท่านจงบอกข้อนั้นแก่เรา เราจักบูชายัญ จักให้ทาน (ขัณฑหาลปุโรหิตกราบทูลว่า)

ข้อ ๙๘๖

ข้าแต่สมมติเทพ ควรบูชายัญด้วยพระราชโอรส พระราชธิดา พระมเหสี ชาวนิคม โคอุสภราช และม้าอาชาไนย อย่างละ ๔ ควรบูชายัญด้วยของครบอย่างละ ๔ พระเจ้าข้า @เชิงอรรถ : @ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ที่ภูเขาคิชฌกูฏ ทรงปรารภพระเทวทัตตรัสจันทกุมารชาดกซึ่งมีคำเริ่มต้นว่า@มีพระราชาผู้ทรงทำกรรมหยาบช้า ดังนี้เป็นต้น (ขุ.ชา.อ. ๑๐/๙๕)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๓๓๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๗. จันทกุมารชาดก (๕๔๔)

ข้อ ๙๘๗

ในพระราชวังมีเสียงระเบ็งเซ็งแซ่เป็นอันเดียวกัน เพราะได้ยินคำว่า พระกุมาร พระกุมารี และพระมเหสีจะถูกประหาร (พระราชาตรัสว่า)

ข้อ ๙๘๘

ขอพวกท่านจงไปทูลพระกุมารทั้งหลาย คือ จันทกุมาร สุริยกุมาร ภัททเสนกุมาร สูรกุมาร และวามโคตตกุมารเถิดว่า “ได้ยินว่า พวกท่านจงรวมกันเป็นหมู่ในที่เดียวกัน เพื่อประโยชน์แก่การบูชายัญ”

ข้อ ๙๘๙

ขอพวกเจ้าจงไปทูลพระกุมารีทั้งหลาย คือ อุปเสนากุมารี โกกิลากุมารี มุทิตากุมารี และนันทากุมารีเถิดว่า “ได้ยินว่า พวกท่านจงรวมกันเป็นหมู่อยู่ในที่เดียวกัน เพื่อประโยชน์แก่การบูชายัญ”

ข้อ ๙๙๐

อนึ่ง พวกเจ้าจงไปทูลพระนางวิชยา พระนางเอราวดี พระนางเกศินี และพระนางสุนันทาผู้เป็นมเหสีของเรา ผู้ซึ่งประกอบด้วยลักษณะอันประเสริฐเถิดว่า “ได้ยินว่า พวกท่านจงรวมกันเป็นหมู่อยู่ในที่เดียวกัน เพื่อประโยชน์แก่การบูชายัญ”

ข้อ ๙๙๑

พวกท่านจงไปบอกพวกคหบดี คือ ปุณณมุขคหบดี ภัททิยคหบดี สิงคาลคหบดี และวัฑฒคหบดีเถิดว่า “ได้ยินว่า พวกท่านจงรวมกันเป็นหมู่อยู่ในที่เดียวกัน เพื่อประโยชน์แก่การบูชายัญ”

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๓๓๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๗. จันทกุมารชาดก (๕๔๔) (พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)

ข้อ ๙๙๒

คหบดีเหล่านั้นมีบุตรและภรรยามาก ต่างก็มาพร้อมกัน ณ ที่นั้น ได้กราบทูลพระราชาว่า “ข้าแต่สมมติเทพ ขอพระองค์จงไว้จุก แก่ข้าพระองค์ทั้งหมดเถิด อีกอย่างหนึ่ง ขอให้ทรงประกาศพวกข้าพระองค์เป็นข้าทาสเถิด” (พระราชาตรัสว่า)

ข้อ ๙๙๓

พวกท่านจงรีบนำช้างทั้งหลายของเรามา คือ ช้างอภยังกร ช้างนาฬาคีรี ช้างอัจจุคคตะ ช้างวรุณทันตะ ช้างเหล่านั้นจักเป็นประโยชน์แก่การบูชายัญ

ข้อ ๙๙๔

พวกท่านจงรีบไปนำม้าอัสดรของเรามา คือ ม้าเกศี ม้าสุรามุขะ ม้าปุณณกะ ม้าวินตกะ ม้าเหล่านั้นจักเป็นประโยชน์แก่การบูชายัญ

ข้อ ๙๙๕

ขอพวกท่านจงรีบไปนำเอาโคอุสภะของเรามา คือ โคยูถปติ โคอโนชะ โคนิสภะ และโคควัมปติ จงต้อนโคเหล่านั้นทั้งหมดเข้าเป็นหมู่ เราจักบูชายัญ จักให้ทาน

ข้อ ๙๙๖

พวกท่านจงตระเตรียมยัญทุกอย่างไว้ เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้น เราจักบูชายัญ พวกท่านจงบังคับเหล่ากุมารมาว่า จงรื่นรมย์ตลอดราตรีนี้เถิด @เชิงอรรถ : @ ไว้จุก หมายถึงทำให้เป็นผู้รับใช้ ทำให้เป็นทาส (ขุ.ชา.อ. ๑๐/๙๙๒/๑๐๔)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๓๓๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๗. จันทกุมารชาดก (๕๔๔)

ข้อ ๙๙๗

พวกท่านจงตั้งยัญทุกอย่างไว้ เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้น เราจักบูชายัญ พวกเจ้าจงไปทูลพระกุมาร ณ บัดนี้ วันนี้แหละเป็นคืนสุดท้าย (พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)

ข้อ ๙๙๘

พระมารดาเสด็จมาจากพระตำหนัก ทรงกันแสงพลางตรัสถามพระเจ้าเอกราชนี้นั้นว่า “ลูกรัก ได้ยินว่า พ่อจักบูชายัญด้วยพระโอรสทั้ง ๔ หรือ” (พระราชากราบทูลว่า)

ข้อ ๙๙๙

เมื่อจะต้องฆ่าจันทกุมาร บุตรแม้ทุกคนหม่อมฉันก็สละได้ หม่อมฉันบูชายัญด้วยบุตรทั้งหลายแล้ว จักไปสู่สุคติโลกสวรรค์ (พระราชมารดาตรัสว่า)

ข้อ ๑๐๐๐

ลูกเอ๋ย พ่ออย่าเชื่อคำนั้นที่ว่า “สุคติจะมีได้เพราะใช้บุตรบูชายัญ เพราะว่า นั้นเป็นทางไปนรก ไม่ใช่ทางไปสวรรค์”

ข้อ ๑๐๐๑

ลูกโกณฑัญญะเอ๋ย พ่อจงให้ทาน อย่าได้เบียดเบียนสัตว์ทั้งปวง นี้เป็นทางไปสู่สุคติ และทางไปสู่สุคติมิใช่เพราะใช้บุตรบูชายัญ (พระราชากราบทูลว่า)

ข้อ ๑๐๐๒

คำของอาจารย์ทั้งหลายมีว่า “หม่อมฉันจักฆ่าทั้งจันทกุมารและสุริยกุมาร หม่อมฉันบูชายัญด้วยบุตรทั้งหลายที่สละได้ยากแล้ว จักไปสู่สุคติโลกสวรรค์”

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๓๓๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๗. จันทกุมารชาดก (๕๔๔) (พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)

ข้อ ๑๐๐๓

แม้แต่พระเจ้าวสวัตดีพระราชบิดา ได้ตรัสถามพระราชโอรสของพระองค์นั้นว่า “ลูกรัก ได้ยินว่า พ่อจักบูชายัญด้วยโอรสทั้ง ๔ หรือ” (พระราชากราบทูลว่า)

ข้อ ๑๐๐๔

เมื่อจะต้องฆ่าจันทกุมาร บุตรแม้ทุกคนหม่อมฉันก็สละได้ หม่อมฉันบูชายัญด้วยบุตรทั้งหลายแล้ว จักไปสู่สุคติโลกสวรรค์ (พระราชบิดาตรัสว่า)

ข้อ ๑๐๐๕

ลูกเอ๋ย พ่ออย่าเชื่อคำนั้นที่ว่า “สุคติจะมีได้เพราะใช้บุตรบูชายัญ เพราะว่า นั้นเป็นทางไปนรก มิใช่ทางไปสู่สวรรค์

ข้อ ๑๐๐๖

ลูกโกณฑัญญะเอ๋ย พ่อจงให้ทาน อย่าได้เบียดเบียนสัตว์ทั้งปวง นี้เป็นทางไปสู่สุคติ และทางไปสู่สุคติมิใช่เพราะใช้บุตรบูชายัญ (พระราชากราบทูลว่า)

ข้อ ๑๐๐๗

คำของอาจารย์ทั้งหลายมีว่า “หม่อมฉันจักฆ่าทั้งจันทกุมารและสุริยกุมาร หม่อมฉันบูชายัญด้วยบุตรทั้งหลายที่สละได้ยากแล้ว จักไปสู่สุคติโลกสวรรค์” (พระราชบิดาตรัสว่า)

ข้อ ๑๐๐๘

ลูกโกณฑัญญะเอ๋ย พ่อจงให้ทาน อย่าได้เบียดเบียนสัตว์ทั้งปวง พ่อจงเป็นผู้มีบุตรห้อมล้อม รักษารัฐและชนบทเถิด

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๓๓๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๗. จันทกุมารชาดก (๕๔๔) (จันทกุมารกราบทูลว่า)

ข้อ ๑๐๐๙

ข้าแต่สมมติเทพ ขอพระองค์อย่าได้ฆ่าพวกข้าพระองค์เลย โปรดพระราชทานพวกข้าพระองค์ ให้เป็นข้าทาสของขัณฑหาลปุโรหิตเถิด ถึงแม้พวกข้าพระองค์จะถูกจองจำด้วยโซ่ใหญ่ ก็จะเลี้ยงช้างและม้าให้เขาได้

ข้อ ๑๐๑๐

ข้าแต่สมมติเทพ ขอพระองค์อย่าได้ฆ่าพวกข้าพระองค์เลย โปรดพระราชทานพวกข้าพระองค์ ให้เป็นทาสของขัณฑหาลปุโรหิตเถิด ถึงแม้พวกข้าพระองค์จะถูกจองจำด้วยโซ่ใหญ่ ก็จะขนมูลช้างให้เขาได้

ข้อ ๑๐๑๑

ข้าแต่สมมติเทพ ขอพระองค์อย่าได้ฆ่าพวกข้าพระองค์เลย โปรดพระราชทานพวกข้าพระองค์ ให้เป็นทาสของขัณฑหาลปุโรหิตเถิด ถึงแม้พวกข้าพระองค์จะถูกจองจำด้วยโซ่ใหญ่ ก็จะขนมูลม้าให้เขาได้

ข้อ ๑๐๑๒

ข้าแต่สมมติเทพ ขอพระองค์อย่าได้ฆ่าพวกข้าพระองค์เลย โปรดพระราชทานพวกข้าพระองค์ ให้เป็นทาสของขัณฑหาลปุโรหิต ตามที่พระองค์มีพระประสงค์เถิด ถึงแม้พวกข้าพระองค์จะถูกขับไล่จากแคว้น ก็จักเที่ยวภิกขาจารเลี้ยงชีวิต (พระราชาตรัสว่า)

ข้อ ๑๐๑๓

พวกเจ้าพากันพร่ำเพ้ออยู่เพราะรักชีวิต ได้ก่อทุกข์แก่เราแท้ จงปล่อยพวกพระกุมารไป ณ บัดนี้เถิด เราขอเลิกการใช้บุตรบูชายัญ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๓๔๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๗. จันทกุมารชาดก (๕๔๔) (ขัณฑหาลปุโรหิตกราบทูลว่า)

ข้อ ๑๐๑๔

เมื่อก่อนทีเดียว ข้าพระองค์ได้กราบทูลพระองค์แล้วว่า การบูชายัญนี้ทำได้ยาก เกิดได้แสนยาก เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไร พระองค์จึงทรงทำยัญที่พวกข้าพระองค์ได้ตระเตรียมไว้แล้ว ให้กระจัดกระจายไปเล่า

ข้อ ๑๐๑๕

ชนเหล่าใดบูชายัญเองก็ดี ใช้ให้ผู้อื่นบูชายัญแทนก็ดี และอนุโมทนามหายัญเช่นนี้ของเหล่าชนผู้กำลังบูชาอยู่ก็ดี ชนเหล่านั้นทั้งหมดย่อมไปสู่สุคติ (จันทกุมารกราบทูลว่า)

ข้อ ๑๐๑๖

ข้าแต่สมมติเทพ เพราะเหตุไร เมื่อก่อนพระองค์จึงรับสั่งให้พวกพราหมณ์ กล่าวคำสวัสดีแก่พวกหม่อมฉัน มาภายหลัง พระองค์จะรับสั่งฆ่าพวกหม่อมฉัน เพื่อต้องการจะบูชายัญโดยหาเหตุมิได้

ข้อ ๑๐๑๗

ข้าแต่พระบิดา เมื่อก่อน เวลาที่พวกหม่อมฉันยังเป็นเด็กหนุ่ม พระองค์มิได้ทรงฆ่าเองและมิได้ทรงรับสั่งให้ผู้อื่นฆ่า บัดนี้ พวกหม่อมฉันถึงความเจริญวัยเป็นหนุ่มแน่นแล้ว มิได้คิดประทุษร้ายต่อพระองค์เลย เพราะเหตุไร จึงจะถูกฆ่า

ข้อ ๑๐๑๘

ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์ทรงทอดพระเนตร ข้าพระองค์ทั้งหลายผู้ขึ้นขี่ช้างและม้า ผูกสอดเครื่องรบได้ออกรบแล้วหรือกำลังสู้รบ บุตรทั้งหลายผู้กล้าหาญดังเช่นพวกข้าพระองค์ ย่อมไม่ควรที่จะต้องถูกฆ่าเพื่อประโยชน์แก่การบูชายัญ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๓๔๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๗. จันทกุมารชาดก (๕๔๔)

ข้อ ๑๐๑๙

เมื่อเมืองชายแดน หรือเมื่อพวกโจรในดงกำเริบ ชนทั้งหลายย่อมใช้คนเช่นข้าพระองค์ ข้าแต่พระบิดา แต่พวกข้าพระองค์จะถูกฆ่า ในสถานที่ที่ไม่สมควรโดยหาเหตุมิได้

ข้อ ๑๐๒๐

ข้าแต่สมมติเทพ แม่นกที่เกื้อกูลเหล่าใดพากันทำรังอยู่ ลูกนกทั้งหลายเป็นที่รักของแม่นกเหล่านั้น ส่วนพระองค์รับสั่งให้ฆ่าพวกข้าพระองค์เพราะเหตุไร

ข้อ ๑๐๒๑

ข้าแต่สมมติเทพ อย่าได้ทรงเชื่อขัณฑหาลปุโรหิต ขัณฑหาลปุโรหิตไม่พึงฆ่าข้าพระองค์ เพราะเขาฆ่าข้าพระองค์ได้แล้ว ก็จะพึงฆ่าพระองค์ในอันดับต่อไป

ข้อ ๑๐๒๒

ข้าแต่มหาราช พระราชาทั้งหลาย ย่อมพระราชทานบ้านอย่างดี นิคมอย่างดี แม้แต่โภคทรัพย์แก่พราหมณ์นั้น อนึ่ง พวกพราหมณ์นั้นแม้ได้ข้าวและน้ำอันเลิศในตระกูล ย่อมบริโภคในตระกูล

ข้อ ๑๐๒๓

ข้าแต่มหาราช พวกพราหมณ์ย่อมปรารถนา เพื่อประทุษร้ายต่อผู้ให้ข้าวน้ำเช่นนั้นแม้เหล่านั้น เพราะโดยมากพวกพราหมณ์แม้เหล่านี้ เป็นคนอกตัญญู พระเจ้าข้า

ข้อ ๑๐๒๔

ข้าแต่สมมติเทพ ขอพระองค์อย่าได้ฆ่าพวกข้าพระองค์เลย โปรดพระราชทานพวกข้าพระองค์ ให้เป็นทาสของขัณฑหาลปุโรหิตเถิด ถึงแม้พวกข้าพระองค์จะถูกจองจำด้วยโซ่ใหญ่ ก็จะเลี้ยงช้างและม้าให้เขาได้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๓๔๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๗. จันทกุมารชาดก (๕๔๔)

ข้อ ๑๐๒๕

ข้าแต่สมมติเทพ ขอพระองค์อย่าได้ฆ่าพวกข้าพระองค์เลย โปรดพระราชทานพวกข้าพระองค์ ให้เป็นทาสของขัณฑหาลปุโรหิตเถิด ถึงแม้พวกข้าพระองค์จะถูกจองจำด้วยโซ่ใหญ่ ก็จะขนมูลช้างให้เขาได้

ข้อ ๑๐๒๖

ข้าแต่สมมติเทพ ขอพระองค์อย่าได้ฆ่าพวกข้าพระองค์เลย โปรดพระราชทานพวกข้าพระองค์ ให้เป็นทาสของขัณฑหาลปุโรหิตเถิด ถึงแม้พวกข้าพระองค์จะถูกจองจำด้วยโซ่ใหญ่ ก็จะขนมูลม้าให้เขาได้

ข้อ ๑๐๒๗

ข้าแต่สมมติเทพ ขอพระองค์อย่าได้ฆ่าพวกข้าพระองค์เลย โปรดพระราชทานพวกข้าพระองค์ให้เป็นทาส ของขัณฑหาลปุโรหิตตามที่พระองค์มีพระประสงค์เถิด ถึงแม้พวกข้าพระองค์จะถูกขับไล่จากแคว้น ก็จักเที่ยวภิกขาจารเลี้ยงชีวิต (พระราชาตรัสว่า)

ข้อ ๑๐๒๘

พวกเจ้าพากันพร่ำเพ้ออยู่เพราะรักชีวิต ได้ก่อทุกข์แก่เราแท้ จงปล่อยพวกพระกุมารทั้งหลายไป ณ บัดนี้เถิด เราขอเลิกการใช้บุตรบูชายัญ (ขัณฑหาลปุโรหิตกราบทูลว่า)

ข้อ ๑๐๒๙

เมื่อก่อนทีเดียว ข้าพระองค์ได้กราบทูลพระองค์แล้วว่า การบูชายัญนี้ทำได้ยาก เกิดได้แสนยาก เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไร พระองค์จึงทรงทำยัญที่พวกข้าพระองค์ได้ตระเตรียมไว้แล้ว ให้กระจัดกระจายไปเล่า

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๓๔๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๗. จันทกุมารชาดก (๕๔๔)

ข้อ ๑๐๓๐

ชนเหล่าใดบูชายัญเองก็ดี ใช้ให้ผู้อื่นบูชายัญแทนก็ดี และอนุโมทนามหายัญเช่นนี้ของเหล่าชนผู้กำลังบูชาอยู่ก็ดี ชนเหล่านั้นทั้งหมดย่อมไปสู่สุคติ (จันทกุมารกราบทูลว่า)

ข้อ ๑๐๓๑

ข้าแต่พระราชา ถ้าชนทั้งหลายบูชายัญด้วยบุตรทั้งหลาย จุติจากโลกนี้แล้วย่อมไปสู่เทวโลกดังได้ยินมา พราหมณ์จงบูชาก่อนเถิด ขอพระองค์ทรงบูชายัญตามในภายหลัง

ข้อ ๑๐๓๒

ถ้าชนทั้งหลายบูชายัญด้วยบุตรทั้งหลาย จุติจากโลกนี้แล้วย่อมไปสู่เทวโลกดังได้ยินมา ขอขัณฑหาลพราหมณ์ผู้นี้แหละ จงบูชายัญด้วยบุตรทั้งหลายของตนเถิด

ข้อ ๑๐๓๓

ถ้าว่าขัณฑหาลพราหมณ์รู้อยู่อย่างนี้ ทำไมจึงไม่ฆ่าบุตรของตน ไม่ฆ่าคนที่เป็นญาติทุกคนและตนเองเล่า

ข้อ ๑๐๓๔

ชนเหล่าใดบูชายัญเองก็ดี ใช้ให้ผู้อื่นบูชายัญแทนก็ดี และอนุโมทนามหายัญเช่นนี้ของเหล่าชนผู้กำลังบูชายัญอยู่ก็ดี ชนเหล่านั้นย่อมไปสู่นรกทุกคน

ข้อ ๑๐๓๕

ก็ถ้าว่าคนผู้ฆ่าผู้อื่นจะบริสุทธิ์ได้ แม้คนผู้ถูกฆ่านั้นก็เข้าถึงแดนสวรรค์ได้ พวกพราหมณ์ก็ควรฆ่าพวกพราหมณ์ และพวกคนที่เชื่อพราหมณ์เหล่านั้นด้วย

ข้อ ๑๐๓๖

ดังที่ได้ยินมา พ่อเรือนและแม่เรือนผู้รักบุตรที่มีอยู่ในนครนี้ ทำไมจึงไม่ทัดทานพระราชาว่า “อย่าทรงฆ่าบุตรผู้เกิดแต่ตนเลย”

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๓๔๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๗. จันทกุมารชาดก (๕๔๔)

ข้อ ๑๐๓๗

ดังที่ได้ยินมา พ่อเรือนและแม่เรือนผู้รักบุตรที่มีอยู่ในนครนี้ ทำไมจึงไม่ทัดทานพระราชาว่า “อย่าทรงฆ่าบุตรผู้เกิดแต่ตนเลย”

ข้อ ๑๐๓๘

เราเป็นผู้ปรารถนาประโยชน์แก่พระราชา และเป็นผู้เกื้อกูลแก่ชนบททั้งมวล ใครๆ ก็ไม่พึงมีความแค้นเคืองกับเรา ชาวชนบททั้งหลายไม่ช่วยกราบทูลให้พระองค์ได้ทรงทราบเลย

ข้อ ๑๐๓๙

แม่เรือนทั้งหลาย ขอท่านทั้งหลาย จงไปกราบทูลพระบิดาและวิงวอนขัณฑหาลพราหมณ์ว่า “ขออย่าฆ่าพระกุมารทั้งหลาย ผู้ไม่คิดประทุษร้าย ผู้องอาจดังราชสีห์”

ข้อ ๑๐๔๐

แม่เรือนทั้งหลาย ขอท่านทั้งหลาย จงไปกราบทูลพระบิดาและวิงวอนขัณฑหาลพราหมณ์ว่า “ขออย่าฆ่าพระกุมารทั้งหลาย ผู้เป็นบุคคลตัวอย่างที่หวังของชาวโลกทั้งมวล”

ข้อ ๑๐๔๑

ไฉนหนอ เราพึงเกิดในตระกูลช่างรถ ตระกูลปุกกุสะ หรือในตระกูลพ่อค้า พระราชาก็ไม่พึงรับสั่งให้ฆ่าเราในการบูชายัญวันนี้ (จันทกุมารตรัสกับพระชายาทั้งหลายว่า)

ข้อ ๑๐๔๒

เจ้าผู้มีความคิดทั้งปวง จงไปหมอบลงแทบเท้า ของผู้เป็นเจ้าขัณฑหาละ เรียนว่า “เรามิได้เห็นความผิดเลย”

ข้อ ๑๐๔๓

เจ้าผู้มีความคิดทั้งปวง จงไปหมอบลงแทบเท้า ของผู้เป็นเจ้าขัณฑหาละ เรียนว่า “ท่านผู้เจริญ เราทั้งหลายได้ประทุษร้ายอะไรท่าน”

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๓๔๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๗. จันทกุมารชาดก (๕๔๔) (พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)

ข้อ ๑๐๔๔

พระเสลาราชกุมารีผู้ควรการุณย์ทรงเห็นพระภาดาทั้งหลาย ที่เขานำมาเพื่อบูชายัญ จึงทรงคร่ำครวญว่า ได้ยินว่า พระบิดาของเราทรงปรารถนาสวรรค์ รับสั่งให้ตั้งพิธีบูชายัญขึ้น

ข้อ ๑๐๔๕

พระวสุลราชนัดดากลิ้งเกลือกไปมาต่อพระพักตร์ ของพระราชากราบทูลว่า “ข้าแต่สมมติเทพ ข้าพระบาทยังเป็นเด็ก ไม่ถึงความเป็นหนุ่ม ขอพระองค์ได้ทรงโปรดอย่าฆ่าพระบิดาของข้าพระบาทเลย” (พระราชาตรัสว่า)

ข้อ ๑๐๔๖

วสุละ นั่นพ่อเจ้า เจ้าจงไปพร้อมกับพ่อ เจ้าพากันพร่ำเพ้ออยู่ในพระราชวัง ได้ก่อทุกข์ให้แก่เราแท้ จงปล่อยพระกุมารไป ณ บัดนี้เถิด เราขอเลิกการใช้บุตรบูชายัญ (ขัณฑหาลปุโรหิตกราบทูลว่า)

ข้อ ๑๐๔๗

เมื่อก่อนทีเดียว ข้าพระองค์ได้กราบทูลพระองค์แล้วว่า “การบูชายัญนี้ทำได้ยาก เกิดได้แสนยาก เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไร พระองค์จึงทรงทำยัญที่พวกข้าพระองค์ได้ตระเตรียมไว้แล้ว ให้กระจัดกระจายไปเล่า

ข้อ ๑๐๔๘

ชนเหล่าใดบูชายัญเองก็ดี ใช้ให้ผู้อื่นบูชายัญแทนก็ดี และอนุโมทนามหายัญเช่นนี้ของเหล่าชนผู้กำลังบูชาอยู่ก็ดี ชนเหล่านั้นทั้งหมดย่อมไปสู่สุคติ

ข้อ ๑๐๔๙

ข้าแต่พระเจ้าเอกราช ข้าพระองค์ได้ตระเตรียม จัดแจงยัญด้วยแก้วสารพัดไว้เพื่อพระองค์แล้ว เชิญเสด็จออกเถิด พระองค์ทรงบูชายัญแล้วจักเสด็จไปสู่สวรรค์ บันเทิงพระหฤทัย พระเจ้าข้า

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๓๔๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๗. จันทกุมารชาดก (๕๔๔)

ข้อ ๑๐๕๐

หญิงสาว ๗๐๐ คนนี้เป็นภรรยาของจันทกุมาร ต่างสยายผมร้องไห้เดินไปตามทาง

ข้อ ๑๐๕๑

ส่วนหญิงอีกพวกหนึ่งก็ออกไปด้วยความเศร้าโศก เหมือนเหล่าเทวดาในอุทยานนันทวัน ต่างสยายผมร้องไห้ไปตามทาง (หญิง ๗๐๐ พร่ำเพ้อว่า)

ข้อ ๑๐๕๒

จันทกุมารและสุริยกุมาร ทรงผ้าแคว้นกาสีอันขาวสะอาด ประดับกุณฑล ไล้ทากฤษณาและจุรณแก่นจันทน์ ถูกราชบุรุษนำไปบูชายัญเพื่อพระเจ้าเอกราช

ข้อ ๑๐๕๓

จันทกุมารและสุริยกุมาร ทรงผ้าแคว้นกาสีอันขาวสะอาด ประดับกุณฑล ไล้ทากฤษณาและจุรณแก่นจันทน์ ถูกราชบุรุษนำไป ทำความเศร้าโศกพระหฤทัยให้แก่พระมารดา

ข้อ ๑๐๕๔

จันทกุมารและสุริยกุมาร ทรงผ้าแคว้นกาสีอันขาวสะอาด ประดับกุณฑล ไล้ทากฤษณาและจุรณแก่นจันทน์ ถูกราชบุรุษนำไป ทำความเศร้าใจให้แก่ประชาชน

ข้อ ๑๐๕๕

จันทกุมารและสุริยกุมาร เสวยกระยาหารที่ปรุงด้วยรสเนื้อ ที่ช่างสนานให้สรงสนานดีแล้ว ประดับกุณฑล ไล้ทากฤษณาและจุรณแก่นจันทน์ ถูกราชบุรุษนำไปบูชายัญเพื่อพระเจ้าเอกราช

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๓๔๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๗. จันทกุมารชาดก (๕๔๔)

ข้อ ๑๐๕๖

จันทกุมารและสุริยกุมาร เสวยกระยาหารที่ปรุงด้วยรสเนื้อ ที่ช่างสนานให้สรงสนานดีแล้ว ประดับกุณฑล ไล้ทากฤษณาและจุรณแก่นจันทน์ ถูกนำไป ทำความเศร้าโศกพระหฤทัยให้แก่พระราชชนนี

ข้อ ๑๐๕๗

จันทกุมารและสุริยกุมาร เสวยกระยาหารที่ปรุงด้วยรสเนื้อ ที่ช่างสนานให้สรงสนานดีแล้ว ประดับกุณฑล ไล้ทากฤษณาและจุรณแก่นจันทน์ ถูกนำไป ทำความเศร้าใจให้แก่ประชาชน

ข้อ ๑๐๕๘

เมื่อก่อน พลช้างตามเสด็จจันทกุมารและสุริยกุมาร ผู้เสด็จขึ้นคอช้างตัวประเสริฐ วันนี้ จันทกุมารและสุริยกุมารทั้ง ๒ พระองค์ เสด็จดำเนินด้วยพระบาท

ข้อ ๑๐๕๙

เมื่อก่อน พลม้าตามเสด็จจันทกุมารและสุริยกุมาร ผู้เสด็จทรงขึ้นหลังม้าตัวประเสริฐ วันนี้ จันทกุมารและสุริยกุมารทั้ง ๒ พระองค์ เสด็จดำเนินด้วยพระบาท

ข้อ ๑๐๖๐

เมื่อก่อน พลรถตามเสด็จจันทกุมารและสุริยกุมาร ผู้เสด็จขึ้นทรงรถคันประเสริฐ วันนี้ จันทกุมารและสุริยกุมารทั้ง ๒ พระองค์ เสด็จดำเนินด้วยพระบาท

ข้อ ๑๐๖๑

เมื่อก่อน จันทกุมารและสุริยกุมาร ที่ราชบุรุษเชิญเสด็จออกด้วยม้าทั้งหลายที่ตกแต่งเครื่องทอง วันนี้ จันทกุมารและสุริยกุมารทั้ง ๒ พระองค์ เสด็จดำเนินด้วยพระบาท

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๓๔๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๗. จันทกุมารชาดก (๕๔๔) (มหาชนเพ้อว่า)

ข้อ ๑๐๖๒

นกเอ๋ย ถ้าเจ้าปรารถนาเนื้อ ก็จงบินไปทางทิศตะวันออกแห่งบุปผวดีนครเถิด ณ ที่นั้น พระเจ้าเอกราชผู้ทรงหลงงมงาย จะทรงบูชายัญด้วยพระโอรส ๔ พระองค์

ข้อ ๑๐๖๓

นกเอ๋ย ถ้าเจ้าปรารถนาเนื้อ ก็จงบินไปทางทิศตะวันออกแห่งบุปผวดีนครเถิด ณ ที่นั้นพระเจ้าเอกราชผู้ทรงหลงงมงาย จะทรงบูชายัญด้วยพระธิดา ๔ พระองค์

ข้อ ๑๐๖๔

นกเอ๋ย ถ้าเจ้าปรารถนาเนื้อ ก็จงบินไปทางทิศตะวันออกแห่งบุปผวดีนครเถิด ณ ที่นั้น พระเจ้าเอกราชผู้ทรงหลงงมงาย จะทรงบูชายัญด้วยพระมเหสี ๔ พระองค์

ข้อ ๑๐๖๕

นกเอ๋ย ถ้าเจ้าปรารถนาเนื้อ ก็จงบินไปทางทิศตะวันออกแห่งบุปผวดีนครเถิด ณ ที่นั้น พระเจ้าเอกราชผู้ทรงหลงงมงาย จะทรงบูชายัญด้วยคหบดี ๔ คน

ข้อ ๑๐๖๖

นกเอ๋ย ถ้าเจ้าปรารถนาเนื้อ จงบินไปทางทิศตะวันออกแห่งบุปผวดีนครเถิด ณ ที่นั้น พระเจ้าเอกราชผู้ทรงหลงงมงาย จะทรงบูชายัญด้วยช้าง ๔ เชือก

ข้อ ๑๐๖๗

นกเอ๋ย ถ้าเจ้าปรารถนาเนื้อ จงบินไปทางทิศตะวันออกแห่งบุปผวดีนครเถิด ณ ที่นั้น พระเจ้าเอกราชผู้ทรงหลงงมงาย จะทรงบูชายัญด้วยม้า ๔ ตัว

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๓๔๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๗. จันทกุมารชาดก (๕๔๔)

ข้อ ๑๐๖๘

นกเอ๋ย ถ้าเจ้าปรารถนาเนื้อ จงบินไปทางทิศตะวันออกแห่งบุปผวดีนครเถิด ณ ที่นั้น พระเจ้าเอกราชผู้ทรงหลงงมงาย จะบูชายัญด้วยโคอุสภราช ๔ ตัว

ข้อ ๑๐๖๙

นกเอ๋ย ถ้าเจ้าปรารถนาเนื้อ จงบินไปทางทิศตะวันออกแห่งบุปผวดีนครเถิด ณ ที่นั้น พระเจ้าเอกราชผู้ทรงหลงงมงาย จะบูชายัญด้วยสัตว์ทุกจำพวกอย่างละ ๔

ข้อ ๑๐๗๐

นี่ปราสาทของท่านล้วนด้วยทองคำ ห้อยระย้าด้วยพวงมาลัยดอกไม้ บัดนี้ พระลูกเจ้าทั้ง ๔ พระองค์ถูกเขานำไปเพื่อปลงพระชนม์

ข้อ ๑๐๗๑

นี่เรือนยอดของท่านล้วนด้วยทองคำ ห้อยระย้าด้วยพวงมาลัยดอกไม้ บัดนี้ พระลูกเจ้าทั้ง ๔ พระองค์ถูกเขานำไปเพื่อปลงพระชนม์

ข้อ ๑๐๗๒

นี่พระอุทยานของท่าน มีดอกไม้บานสะพรั่งทุกเวลา น่ารื่นรมย์ใจ บัดนี้ พระลูกเจ้าทั้ง ๔ พระองค์ถูกเขานำไปเพื่อปลงพระชนม์

ข้อ ๑๐๗๓

นี่ป่าอโศกของท่าน มีดอกบานสะพรั่งทุกเวลา น่ารื่นรมย์ใจ บัดนี้ พระลูกเจ้าทั้ง ๔ พระองค์ถูกเขานำไปเพื่อปลงพระชนม์

ข้อ ๑๐๗๔

นี่ป่ากรรณิการ์ของท่าน มีดอกบานสะพรั่งทุกเวลา น่ารื่นรมย์ใจ บัดนี้ พระลูกเจ้าทั้ง ๔ พระองค์ถูกเขานำไปเพื่อปลงพระชนม์

ข้อ ๑๐๗๕

นี่ป่าแคฝอยของท่าน มีดอกบานสะพรั่งทุกเวลา น่ารื่นรมย์ใจ บัดนี้ พระลูกเจ้าทั้ง ๔ พระองค์ถูกเขานำไปเพื่อปลงพระชนม์

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๓๕๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๗. จันทกุมารชาดก (๕๔๔)

ข้อ ๑๐๗๖

นี่สวนมะม่วงของท่าน มีดอกบานสะพรั่งทุกเวลา น่ารื่นรมย์ใจ บัดนี้ พระลูกเจ้าทั้ง ๔ พระองค์ถูกเขานำไปเพื่อปลงพระชนม์

ข้อ ๑๐๗๗

นี่สระโบกขรณีของท่านที่ดารดาษไปด้วย ดอกบัวหลวง ดอกบัวขาว และเรือที่ขจิตด้วยทองคำ งดงามด้วยลวดลายเครือวัลย์ สุดแสนที่น่ารื่นรมย์ใจ บัดนี้ พระลูกเจ้าทั้ง ๔ พระองค์ถูกเขานำไปเพื่อปลงพระชนม์

ข้อ ๑๐๗๘

นี่ช้างแก้วของท่าน เป็นช้างงามีกำลังชื่อเอราวัณ บัดนี้ พระลูกเจ้าทั้ง ๔ พระองค์ถูกเขานำไปเพื่อปลงพระชนม์

ข้อ ๑๐๗๙

นี่ม้าแก้วของท่าน เป็นม้าเร็วมีกีบไม่แตก บัดนี้ พระลูกเจ้าทั้ง ๔ พระองค์ถูกเขานำไปเพื่อปลงพระชนม์

ข้อ ๑๐๘๐

นี่รถม้าของท่าน เวลาแล่นไปมีเสียงดังก้องไพเราะ เหมือนเสียงนกสาลิกา สวยงามตระการตาด้วยแก้ว ซึ่งเป็นที่ที่พระลูกเจ้าประทับเสด็จไป งดงามเหมือนพวกเทวดาในพระอุทยานนันทวัน บัดนี้ พระลูกเจ้าทั้ง ๔ พระองค์ถูกเขานำไปเพื่อปลงพระชนม์

ข้อ ๑๐๘๑

ทำไมหนอ พระเจ้าเอกราชผู้ทรงหลงงมงาย จักทรงบูชายัญด้วยพระราชโอรสทั้ง ๔ พระองค์ ผู้งดงามทัดเทียมกับทอง มีพระวรกายอันอ่อน ชโลมด้วยจุรณแก่นจันทน์

ข้อ ๑๐๘๒

ทำไมหนอ พระเจ้าเอกราชผู้ทรงหลงงมงาย จักทรงบูชายัญด้วยพระราชธิดาทั้ง ๔ พระองค์ ผู้งดงามทัดเทียมกับทอง มีพระวรกายอันอ่อน ชโลมด้วยจุรณแก่นจันทน์

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๓๕๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๗. จันทกุมารชาดก (๕๔๔)

ข้อ ๑๐๘๓

ทำไมหนอ พระเจ้าเอกราชผู้ทรงหลงงมงาย จักทรงบูชายัญด้วยพระมเหสีทั้ง ๔ พระองค์ ผู้งดงามทัดเทียมกับทอง มีพระวรกายอันอ่อน ชโลมด้วยจุรณแก่นจันทน์

ข้อ ๑๐๘๔

ทำไมหนอ พระเจ้าเอกราชผู้ทรงหลงงมงาย จักทรงบูชายัญด้วยคหบดีทั้ง ๔ คน ผู้งดงามทัดเทียมกับทอง มีร่างกายชโลมด้วยจุรณแก่นจันทน์

ข้อ ๑๐๘๕

คามนิคมทั้งหลายจะว่างเปล่า ไม่มีคนอยู่ กลายเป็นป่าใหญ่ไปฉันใด บุปผวดีนครก็จักเป็นฉันนั้น ในเมื่อจันทกุมารและสุริยกุมารถูกบูชายัญ (พระเทวีกราบทูลว่า)

ข้อ ๑๐๘๖

ข้าแต่สมมติเทพ หม่อมฉันจักกลายเป็นคนวิกลจริต ถูกขจัดความเจริญ มีร่างกายเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นธุลี ถ้าเขาฆ่าจันทกุมาร ชีวิตของหม่อมฉันจะแตกสลาย

ข้อ ๑๐๘๗

ข้าแต่สมมติเทพ หม่อมฉันจักกลายเป็นคนวิกลจริต ถูกขจัดความเจริญ มีร่างกายเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นธุลี ถ้าเขาฆ่าสุริยกุมาร ชีวิตของหม่อมฉันจะแตกสลาย (พระราชาตรัสว่า)

ข้อ ๑๐๘๘

เพราะเหตุไร สะใภ้ของเราเหล่านี้ คือ นางฆัฏฏิกา นางอุปริกขี นางโบกขรณี และนางภาริกา ต่างก็กล่าวปิยวาจากะกันและกัน ฟ้อนรำอยู่ในสำนักของพระจันทกุมารและพระสุริยกุมาร จึงไม่ทำให้ลูกๆ ของเรารื่นรมย์ได้ หญิงอื่นที่จะเสมอเหมือนกับสะใภ้ ๔ คนนั้นไม่มี

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๓๕๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๗. จันทกุมารชาดก (๕๔๔) (พระเทวีคร่ำครวญกับลูกสะใภ้ สาปแช่งขัณฑหาลปุโรหิตว่า)

ข้อ ๑๐๘๙

เจ้าขัณฑหาละ ความโศกเศร้าเสียใจใด ย่อมเกิดมีแก่เราในเมื่อจันทกุมารถูกเขานำไปฆ่า แม่ของเจ้าจงประสบความโศกเศร้าเสียใจของเรานี้

ข้อ ๑๐๙๐

เจ้าขัณฑหาละ ความโศกเศร้าเสียใจใด ย่อมเกิดมีแก่เราในเมื่อสุริยกุมารถูกเขานำไปฆ่า แม่ของเจ้าก็จงประสบความโศกเศร้าเสียใจของเรานี้

ข้อ ๑๐๙๑

เจ้าขัณฑหาละ ความโศกเศร้าเสียใจใด ย่อมเกิดมีแก่เราในเมื่อจันทกุมารถูกเขานำไปฆ่า ภรรยาของเจ้าก็จงประสบความโศกเศร้าเสียใจของเรานี้

ข้อ ๑๐๙๒

เจ้าขัณฑหาละ ความโศกเศร้าเสียใจใด ย่อมเกิดมีแก่เราในเมื่อสุริยกุมารถูกเขานำไปฆ่า ภรรยาของเจ้าก็จงประสบความโศกเศร้าเสียใจของเรานี้

ข้อ ๑๐๙๓

เจ้าขัณฑหาละ เจ้าได้ให้ฆ่าพระกุมารทั้งหลาย ผู้ไม่คิดประทุษร้าย ผู้องอาจดังราชสีห์ แม่ของเจ้าก็อย่าได้เห็นลูกๆ และสามีเลย

ข้อ ๑๐๙๔

เจ้าขัณฑหาละ เจ้าได้ให้ฆ่าพระกุมารทั้งหลาย ผู้เป็นที่มุ่งหวังของชาวโลกทั้งมวล แม่ของเจ้าก็อย่าได้เห็นลูกๆ และสามีเลย

ข้อ ๑๐๙๕

เจ้าขัณฑหาละ เจ้าได้ให้ฆ่าพระกุมารทั้งหลาย ผู้ไม่คิดประทุษร้าย ผู้องอาจดังราชสีห์ ภรรยาของเจ้าก็อย่าได้เห็นลูกๆ และสามีเลย

ข้อ ๑๐๙๖

เจ้าขัณฑหาละ เจ้าได้ให้ฆ่าพระกุมารทั้งหลาย ผู้เป็นที่มุ่งหวังของชาวโลกทั้งมวล ภรรยาของเจ้าก็อย่าได้เห็นลูกๆ และสามีเลย

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๓๕๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๗. จันทกุมารชาดก (๕๔๔) (จันทกุมารกราบทูลว่า)

ข้อ ๑๐๙๗

ข้าแต่สมมติเทพ ขอพระองค์อย่าได้ฆ่าพวกข้าพระองค์เลย โปรดพระราชทานพวกข้าพระองค์ ให้เป็นทาสของขัณฑหาลปุโรหิตเถิด ถึงแม้พวกข้าพระองค์จะถูกจองจำด้วยโซ่ใหญ่ ก็จะเลี้ยงช้างและม้าให้เขาได้

ข้อ ๑๐๙๘

ข้าแต่สมมติเทพ ขอพระองค์อย่าได้ฆ่าพวกข้าพระองค์เลย โปรดพระราชทานพวกข้าพระองค์ ให้เป็นทาสของขัณฑหาลปุโรหิตเถิด ถึงแม้พวกข้าพระองค์จะถูกจองจำด้วยโซ่ใหญ่ ก็จะขนมูลช้างให้เขาได้

ข้อ ๑๐๙๙

ข้าแต่สมมติเทพ ขอพระองค์อย่าได้ฆ่าพวกข้าพระองค์เลย โปรดพระราชทานพวกข้าพระองค์ ให้เป็นทาสของขัณฑหาลปุโรหิตเถิด ถึงแม้พวกข้าพระองค์จะถูกจองจำด้วยโซ่ใหญ่ ก็จะขนมูลม้าให้เขาได้

ข้อ ๑๑๐๐

ข้าแต่สมมติเทพ ขอพระองค์อย่าได้ฆ่าพวกข้าพระองค์เลย โปรดพระราชทานพวกข้าพระองค์ ให้เป็นทาสของขัณฑหาลปุโรหิตที่พระองค์มีพระประสงค์เถิด ถึงแม้พวกข้าพระองค์จะถูกขับไล่จากแคว้น ก็จักเที่ยวภิกขาจารเลี้ยงชีวิต

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๓๕๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๗. จันทกุมารชาดก (๕๔๔)

ข้อ ๑๑๐๑

ข้าแต่สมมติเทพ หญิงทั้งหลายผู้ปรารถนาบุตร แม้จะเป็นคนยากจนก็วิงวอนขอบุตรต่อเทพเจ้า หญิงบางพวกละปฏิภาณ แล้วไม่ได้บุตรก็มี

ข้อ ๑๑๐๒

หญิงเหล่านั้นย่อมทำความหวังว่า “ขอบุตรจงเกิดแก่เรา” แต่นั้น ขอหลานๆ จงเกิดอีก ข้าแต่สมมติเทพ เมื่อเป็นเช่นนี้ พระองค์รับสั่งให้ฆ่าพวกข้าพระองค์ เพื่อต้องการจะทรงบูชายัญโดยเหตุอันไม่สมควร

ข้อ ๑๑๐๓

ข้าแต่พระบิดา คนทั้งหลายได้บุตรด้วยการวิงวอน ขอพระองค์อย่าได้รับสั่งให้ฆ่าพวกข้าพระองค์เลย ขออย่าทรงบูชายัญนี้ด้วยบุตรทั้งหลายที่ได้มาโดยยาก

ข้อ ๑๑๐๔

ข้าแต่พระบิดา คนทั้งหลายได้บุตรด้วยการวิงวอน ขอพระองค์อย่าได้รับสั่งให้ฆ่าพวกข้าพระองค์เลย ขออย่าได้พรากพวกข้าพระองค์ ผู้เป็นบุตรที่ได้มาโดยยากจากมารดาเลย

ข้อ ๑๑๐๕

ข้าแต่พระมารดา พระมารดาย่อมย่อยยับ เพราะทรงเลี้ยงลูกจันทกุมารด้วยความลำบากมาก ลูกขอกราบพระยุคลบาทของพระมารดา ขอพระราชบิดาจงทรงได้ปรโลกเถิด

ข้อ ๑๑๐๖

เชิญพระมารดา จงสวมกอดลูก แล้วประทานพระยุคลบาทมาให้ลูกกราบไหว้เถิด ลูกจะจากไป ณ บัดนี้ เพื่อประโยชน์แก่การบูชายัญของพระเจ้าเอกราช @เชิงอรรถ : @ ละปฏิภาณ หมายถึงละการแพ้ท้อง คือ ไม่ได้การแพ้ท้อง (ขุ.ชา.อ. ๑๐/๑๑๐๑/๑๒๖)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๓๕๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๗. จันทกุมารชาดก (๕๔๔)

ข้อ ๑๑๐๗

เชิญพระมารดา จงสวมกอดลูก แล้วประทานพระยุคลบาทมาให้ลูกกราบไหว้เถิด ลูกจะจากไป ณ บัดนี้ ทำความโศกเศร้าพระทัยให้แก่พระมารดา

ข้อ ๑๑๐๘

เชิญพระมารดาจงสวมกอดลูก แล้วประทานพระยุคลบาทมาให้ลูกกราบไหว้เถิด ลูกจะจากไป ณ บัดนี้ ทำความโศกเศร้าเสียใจให้แก่ประชาชน (พระมารดาตรัสกับจันทกุมารว่า)

ข้อ ๑๑๐๙

เชิญเถิด ลูกโคตมี เจ้าจงรัดเมาลีด้วยใบบัว จงประดับดอกไม้อันแซมด้วยกลีบจำปา นี่เป็นปกติของเจ้าที่มีมาเก่าก่อน

ข้อ ๑๑๑๐

เชิญเถิด เจ้าจงไล้ทาเครื่องลูบไล้ คือจันทน์แดงอันเป็นครั้งสุดท้ายของเจ้า เจ้าไล้ทาด้วยจุรณแก่นจันทน์แดงนั้นแล้วย่อมงามในราชบริษัท

ข้อ ๑๑๑๑

เชิญเถิด เจ้าจงนุ่งผ้าของชาวแคว้นกาสีเป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งเป็นผ้าเนื้อละเอียด อ่อนนุ่ม เจ้านุ่งผ้ากาสิกพัสตร์นั้นดีแล้วย่อมงามในราชบริษัท

ข้อ ๑๑๑๒

เชิญเจ้าประดับหัตถาภรณ์ อันเป็นเครื่องประดับทองคำฝังแก้วมุกดาและแก้วมณี เจ้าประดับหัตถาภรณ์นั้นแล้วย่อมงามในราชบริษัท (พระเทวีกราบทูลพระราชาว่า)

ข้อ ๑๑๑๓

พระเจ้าแผ่นดินผู้ครองรัฐเป็นทายาทของชนบท ผู้เป็นใหญ่เป็นอิสระในโลกนี้ จะไม่ทรงทำความสิเนหาให้เกิดในพระโอรสแน่ละหรือ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๓๕๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๗. จันทกุมารชาดก (๕๔๔) (พระราชาตรัสว่า)

ข้อ ๑๑๑๔

แม้ลูกก็เป็นที่รักของเรา ตนเองก็เป็นที่รัก เธอและภรรยาทั้งหลายก็เป็นที่รักของเรา แต่เราปรารถนาสวรรค์ เพราะฉะนั้น เราจึงจักฆ่าให้ได้ (พระเทวีกราบทูลว่า)

ข้อ ๑๑๑๕

ข้าแต่สมมติเทพ อันดับแรก ขอพระองค์จงรับสั่งให้ฆ่าหม่อมฉันเถิด ขอทุกข์อย่าได้ทำลายหทัยของหม่อมฉันเลย พระโอรสของพระองค์เป็นสุขุมาลชาติ ประดับแล้วงดงาม

ข้อ ๑๑๑๖

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นเจ้า เชิญเถิด ขอพระองค์ได้โปรดฆ่าหม่อมฉันเถิด หม่อมฉันจักอยู่กับจันทกุมารในปรโลก ขอพระองค์ทรงทำบุญให้ไพบูลย์เถิด หม่อมฉันทั้ง ๒ จะท่องเที่ยวไปในปรโลก (พระราชาตรัสว่า)

ข้อ ๑๑๑๗

จันทาผู้มีนัยน์ตาโต เจ้าอย่าชอบใจความตายเลย โคตมีบุตรถูกเราบูชายัญแล้ว ผัว พี่ผัว น้องผัวของเจ้า เป็นอันมากเหล่านั้นจักทำให้รื่นรมย์ใจได้

ข้อ ๑๑๑๘

เมื่อพระราชาได้ตรัสอย่างนี้แล้ว พระนางจันทาเทวีทรงตีพระองค์เองด้วยฝ่าพระหัตถ์ พอทีด้วยชีวิตในโลกนี้ เราจักดื่มยาพิษตาย

ข้อ ๑๑๑๙

พระญาติและมิตรผู้มีหทัยดีของพระราชาพระองค์นี้ ย่อมไม่มีแน่แท้ จึงไม่ทูลทัดทานพระราชาว่า อย่าได้รับสั่งให้ฆ่าบุตรทั้งหลาย ผู้เกิดแต่พระอุระเลย

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๓๕๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๗. จันทกุมารชาดก (๕๔๔)

ข้อ ๑๑๒๐

พระญาติและมิตรผู้มีหทัยดีของพระราชาพระองค์นี้ ย่อมไม่มีแน่แท้ จึงไม่ทูลทัดทานพระราชาว่า อย่าได้รับสั่งให้ฆ่าบุตรผู้เกิดแต่ตนเลย

ข้อ ๑๑๒๑

บุตรของหม่อมฉันเหล่านี้ประดับพวงดอกไม้ สวมกำไลทองต้นแขน ขอพระราชาทรงบูชายัญ ด้วยบุตรของหม่อมฉันเหล่านั้น เมื่อเป็นเช่นนั้น ขอพระองค์ทรงปล่อยบุตรโคตมีเถิด พระเจ้าข้า

ข้อ ๑๑๒๒

ข้าแต่มหาราช ขอจงฆ่าหม่อมฉัน แบ่งออกเป็นร้อยส่วนแล้วบูชายัญ ๗ ส่วน ขออย่าทรงฆ่าบุตรองค์ใหญ่ ผู้ไม่คิดประทุษร้าย ผู้องอาจดังราชสีห์เลย

ข้อ ๑๑๒๓

ข้าแต่มหาราช ขอจงฆ่าหม่อมฉัน แบ่งออกเป็นร้อยส่วนแล้วบูชายัญ ๗ ส่วน ขออย่าทรงฆ่าบุตรองค์ใหญ่ ผู้เป็นที่มุ่งหวังของชาวโลกทั้งมวลเลย (จันทกุมารตรัสกับพระนางจันทาเทวีว่า)

ข้อ ๑๑๒๔

เครื่องประดับเป็นอันมากล้วนแต่ของดีๆ คือ แก้วมุกดา แก้วมณี และแก้วไพฑูรย์ ที่เราให้แก่เจ้า ในเมื่อเจ้ากล่าวคำดี นี้เป็นของที่เราให้แก่เจ้าเป็นครั้งสุดท้าย (พระนางจันทากราบทูลว่า)

ข้อ ๑๑๒๕

เมื่อก่อน พวงดอกไม้ที่บานเคยสวมที่พระศอ ของพระกุมารเหล่าใด วันนี้ ดาบที่เขาลับคมดีแล้ว จักตัดที่พระศอของพระกุมารเหล่านั้น

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๓๕๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๗. จันทกุมารชาดก (๕๔๔)

ข้อ ๑๑๒๖

เมื่อก่อน พวงดอกไม้ที่วิจิตร เคยสวมที่พระศอของพระกุมารเหล่าใด วันนี้ ดาบที่เขาลับคมดีแล้ว จักตัดที่พระศอของพระกุมารแม้เหล่านั้น

ข้อ ๑๑๒๗

ไม่นานหนอ ดาบจักตัดที่พระศอ ของพระราชบุตรทั้งหลาย ส่วนหทัยของเราจะยังไม่แตก ตราบเท่าที่มีเครื่องผูกมารัดเราไว้แน่น

ข้อ ๑๑๒๘

จันทกุมารและสุริยกุมาร ทรงผ้าแคว้นกาสีอันขาวสะอาด ประดับกุณฑล ไล้ทากฤษณาและจุรณแก่นจันทน์ ถูกราชบุรุษนำไปบูชายัญเพื่อพระเจ้าเอกราช

ข้อ ๑๑๒๙

จันทกุมารและสุริยกุมาร ทรงผ้าแคว้นกาสีอันขาวสะอาด ประดับกุณฑล ไล้ทากฤษณาและจุรณแก่นจันทน์ ถูกนำออกไปทำความเศร้าพระทัยแก่พระมารดา

ข้อ ๑๑๓๐

จันทกุมารและสุริยกุมาร ทรงผ้าแคว้นกาสีอันขาวสะอาด ประดับกุณฑล ไล้ทากฤษณาและจุรณแก่นจันทน์ ถูกนำออกไปทำความเศร้าใจให้แก่ประชาชน

ข้อ ๑๑๓๑

จันทกุมารและสุริยกุมาร เสวยพระกระยาหารที่ปรุงด้วยรสเนื้อ ที่ช่างสนานให้สรงสนานดีแล้ว ประดับกุณฑล ไล้ทากฤษณาและจุรณแก่นจันทน์ ถูกราชบุรุษนำไปบูชายัญเพื่อพระเจ้าเอกราช

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๓๕๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๗. จันทกุมารชาดก (๕๔๔)

ข้อ ๑๑๓๒

จันทกุมารและสุริยกุมาร เสวยพระกระยาหารที่ปรุงด้วยรสเนื้อ ที่ช่างสนานให้สรงสนานดีแล้ว ประดับกุณฑล ไล้ทากฤษณาและจุรณแก่นจันทน์ ถูกนำออกไปทำความเศร้าพระทัยให้แก่พระมารดา

ข้อ ๑๑๓๓

จันทกุมารและสุริยกุมาร เสวยพระกระยาหารที่ปรุงด้วยรสเนื้อ ที่ช่างสนานให้สรงสนานดีแล้ว ประดับกุณฑล ไล้ทากฤษณาและจุรณแก่นจันทน์ ถูกนำออกไปทำความเศร้าใจให้แก่ประชาชน

ข้อ ๑๑๓๔

เมื่อเขาตกแต่งเครื่องบูชายัญครบทุกสิ่งแล้ว เมื่อจันทกุมารและสุริยกุมารประทับนั่ง เพื่อประโยชน์แก่การบูชายัญ พระราชธิดาของพระเจ้าปัญจาละประนมพระหัตถ์ เสด็จดำเนินเวียนไปในระหว่างบริษัททั้งปวง ได้ทำสัจกิริยาว่า

ข้อ ๑๑๓๕

ขัณฑหาละผู้มีปัญญาทราม ได้ทำกรรมชั่วด้วยสัจจะอันใด ด้วยสัจวาจานี้ ขอให้ข้าพเจ้าได้อยู่ร่วมกับพระสวามี

ข้อ ๑๑๓๖

อมนุษย์ก็ดี ยักษ์ก็ดี สัตว์ที่เกิดแล้วและที่จะมาเกิดก็ดี มีอยู่ในที่นี้ ขอจงทำความขวนขวายช่วยเหลือข้าพเจ้า ขอให้ข้าพเจ้าได้อยู่ร่วมกับพระสวามี

ข้อ ๑๑๓๗

เหล่าเทวดาที่มาแล้ว ณ ที่นี้ สรรพสัตว์ที่เกิดแล้วและที่จะมาเกิด ขอจงคุ้มครองข้าพเจ้าผู้ไร้ที่พึ่งซึ่งแสวงหาที่พึ่ง ข้าพเจ้าขอวิงวอนท่านทั้งหลาย ขออย่าให้พวกข้าศึกชนะพระสวามีของข้าพเจ้าเลย

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๓๖๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๗. จันทกุมารชาดก (๕๔๔)

ข้อ ๑๑๓๘

ท้าวสักกเทวราชทรงสดับเสียงคร่ำครวญ ของพระนางจันทานั้นแล้วทรงกวัดแกว่งค้อนเหล็ก ยังความกลัวให้เกิดแก่พระเจ้าเอกราชนั้นแล้ว ได้ตรัสกับพระราชาดังนี้ว่า

ข้อ ๑๑๓๙

พระราชากาลี ขอท่านจงรู้ไว้ อย่าให้เราต้องทุบเศียรของท่านด้วยค้อนเหล็กนี้เลย ท่านอย่าได้ฆ่าบุตรองค์ใหญ่ ผู้ไม่คิดประทุษร้าย ผู้องอาจดังราชสีห์

ข้อ ๑๑๔๐

พระราชากาลี ท่านเคยเห็นที่ไหน คนที่ปรารถนาสวรรค์ต้องฆ่าบุตร ภรรยา เศรษฐี และคหบดีผู้ไม่คิดประทุษร้าย

ข้อ ๑๑๔๑

ขัณฑหาลปุโรหิตและพระราชาได้ฟังพระดำรัส ของท้าวสักกะนั้นแล้ว ได้เห็นรูปอันน่าอัศจรรย์ จึงได้แก้เครื่องจองจำสัตว์ทั้งปวงออก เหมือนแก้เครื่องจองจำสัตว์ผู้ไม่ต้องถูกฆ่าออกฉะนั้น

ข้อ ๑๑๔๒

เมื่อชนทั้งปวงพ้นจากเครื่องจองจำแล้ว คนที่มาประชุมกันอยู่ ณ ที่นั้น ในเวลานั้น ทุกคนใช้ก้อนดินคนละก้อนทุ่มลง นั่นคือการฆ่าขัณฑหาลปุโรหิต

ข้อ ๑๑๔๓

คนที่ทำกรรมชั่วต้องตกนรกทั้งหมดฉันใด คนที่ทำกรรมชั่วแล้วจากโลกนี้ไป ก็ไม่พึงได้การไปสู่สุคติเลยฉันนั้น

ข้อ ๑๑๔๔

เมื่อชนทั้งปวงพ้นจากเครื่องจองจำแล้ว คนที่มาประชุมกันอยู่ ณ ที่นั้น ในเวลานั้น ก็คือ ราชบริษัททั้งหลายมาประชุมกันอภิเษกจันทกุมาร

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๓๖๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๗. จันทกุมารชาดก (๕๔๔)

ข้อ ๑๑๔๕

เมื่อชนทั้งปวงพ้นจากเครื่องจองจำแล้ว คนที่มาประชุมกันอยู่ ณ ที่นั้น ในเวลานั้น ก็คือ ราชกัญญาทั้งหลายมาประชุมกันอภิเษกจันทกุมาร

ข้อ ๑๑๔๖

เมื่อชนทั้งปวงพ้นจากเครื่องจองจำแล้ว คนที่มาประชุมกันอยู่ ณ ที่นั้น ในเวลานั้น ก็คือ เทพบริษัททั้งหลายมาประชุมกันอภิเษกพระจันทกุมาร

ข้อ ๑๑๔๗

เมื่อชนทั้งปวงพ้นจากเครื่องจองจำแล้ว คนที่มาประชุมกันอยู่ ณ ที่นั้น ในเวลานั้น ก็คือ เทพกัญญาทั้งหลายมาประชุมกันอภิเษกจันทกุมาร

ข้อ ๑๑๔๘

เมื่อชนทั้งปวงพ้นจากเครื่องจองจำแล้ว คนที่มาประชุมกันอยู่ ณ ที่นั้น ในเวลานั้น ก็คือ ราชบริษัททั้งหลายมาประชุมกันแล้ว ต่างก็แกว่งผ้าและโบกธง

ข้อ ๑๑๔๙

เมื่อชนทั้งปวงพ้นจากเครื่องจองจำแล้ว คนที่มาประชุมกันอยู่ ณ ที่นั้น ในเวลานั้น ก็คือ ราชกัญญาทั้งหลายมาประชุมกันแล้ว ต่างก็แกว่งผ้าและโบกธง

ข้อ ๑๑๕๐

เมื่อชนทั้งปวงพ้นจากเครื่องจองจำแล้ว คนที่มาประชุมกันอยู่ ณ ที่นั้น ในเวลานั้น ก็คือ เทพบริษัททั้งหลายมาประชุมกันแล้ว ต่างก็แกว่งผ้าและโบกธง

ข้อ ๑๑๕๑

เมื่อชนทั้งปวงพ้นจากเครื่องจองจำแล้ว คนที่มาประชุมกันอยู่ ณ ที่นั้น ในเวลานั้น ก็คือ เทพกัญญาทั้งหลายมาประชุมกันแล้ว ต่างก็แกว่งผ้าและโบกธง

ข้อ ๑๑๕๒

เมื่อชนทั้งปวงพ้นจากเครื่องจองจำแล้ว ประชาชนเป็นอันมาก ต่างก็รื่นรมย์ยินดี พวกเขาได้ประกาศความยินดีในเวลาที่จันทกุมาร เสด็จเข้าสู่พระนครและได้ประกาศโฆษณาความหลุดพ้น จากเครื่องจองจำของสัตว์ทั้งปวงแล้ว จันทกุมารชาดกที่ ๗ จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๓๖๒}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ที่ภูเขาคิชฌกูฏ ทรงปรารภพระเทวทัต จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ราชาสิ ลุทฺทกมฺโม ดังนี้.

เรื่องของพระเทวทัตนั้น มาแล้วใน สังฆเภทขันธกะ แล้วนั่นแล. เรื่องนั้น นับจำเดิมแต่เวลาที่ท่านออกผนวชแล้ว ตราบเท่าถึงให้ปลงพระชนมชีพของพระเจ้าพิมพิสาร พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในที่นั้นนั่นเอง.

ฝ่ายพระเทวทัต ครั้นให้ปลงพระชนมชีพพระเจ้าพิมพิสารแล้ว ก็เข้าไปเฝ้าพระเจ้าอชาตศัตรูทูลว่า ดูก่อนมหาราช มโนรถของพระองค์ถึงที่สุดแล้ว ส่วนมโนรถของของอาตมา ก็ยังหาถึงที่สุดก่อนไม่. พระราชาได้ทรงฟังดังนั้น จึงตรัสถามว่า ดูก่อนท่านผู้เจริญ ก็มโนรถของท่านเป็นอย่างไร? พระเทวทัต. ดูก่อนมหาราช เมื่อฆ่าพระทศพลแล้วอาตมาจักเป็นพระพุทธเจ้า มิใช่หรือ?พระราชาตรัสถามว่า ก็ในเพราะเรื่องนี้ควรเราจะทำอย่างไรเล่า? เทวทัต. ดูก่อนมหาราช ควรจะให้นายขมังธนูทั้งหลายประชุมกัน. พระราชาทรงรับว่า ดีละ ท่านผู้เจริญ จึงให้ประชุมนายขมังธนู จำพวกที่ยิงไม่ผิดพลาดรวม ๕๐๐ ตระกูล ทรงเลือกจากคนเหล่านั้นไว้ ๓๑ คน ตรัสสั่งว่า พ่อทั้งหลาย พวกเจ้าจงทำตามคำสั่งของพระเถระ. ดังนี้แล้วจึงส่งไปยังสำนักพระเทวทัต.

พระเทวทัตเรียกผู้เป็นใหญ่ ในบรรดาพวกนายขมังธนูเหล่านั้นมาแล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านผู้มีอายุ พระสมณโคดมประทับอยู่ ณ เขาคิชฌกูฏ เสด็จจงกรมอยู่ในที่พักกลางวันในที่โน้น. ส่วนท่านจงไปในที่นั้น ยิงพระสมณโคดมด้วยลูกศรอาบด้วยยาพิษ ให้สิ้นพระชนมชีพแล้ว จงกลับโดยทางชื่อโน้น. พระเทวทัตนั้น ครั้นส่งนายขมังธนูผู้ใหญ่นั้นไปแล้ว จึงพักนายขมังธนูไว้ในทางนั้น ๒ คน ด้วยสั่งว่า จักมีบุรุษคนหนึ่งเดินทางมาโดยทางที่พวกท่านยืนอยู่ พวกท่านจงปลงชีวิตบุรุษนั้นเสีย แล้วกลับมาโดยทางโน้น. ในทางนั้น พระเทวทัตจึงวางบุรุษไว้สี่คนด้วยสั่งว่า โดยทางที่พวกท่านยืนอยู่ จักมีบุรุษเดินมา ๒ คน ท่านจงปลงชีวิตบุรุษ ๒ คนนั้นเสีย แล้วกลับมาโดยทางชื่อโน้น. ในทางนั้น พระเทวทัตวางคนไว้ ๘ คน ด้วยสั่งว่า โดยทางที่พวกท่านยืนอยู่ จักมีบุรุษ ๔ คนเดินทางมา พวกท่านจงปลงชีวิตบุรุษทั้ง ๔ คนนั้นเสีย แล้วกลับโดยทางชื่อโน้น. ในทางนั้น พระเทวทัตวางบุรุษไว้ ๑๖ คน ด้วยสั่งว่า โดยทางที่พวกท่านไปยืนอยู่ จักมีบุรุษเดินมา ๘ คน ท่านจงปลงชีวิตบุรุษทั้ง๘ คนนั้นเสีย. แล้วจงกลับมาโดยทางชื่อโน้น.

ถามว่า ก็เพราะเหตุไรพระเทวทัตจึงทำอย่างนั้น. แก้ว่า เพราะปกปิดกรรมชั่วของตน. ได้ยินว่า พระเทวทัตได้ทำดังนั้น เพื่อจะปกปิดกรรมชั่วของตน.

ลำดับนั้น นายขมังธนูผู้ใหญ่ ขัดดาบแล้วทางข้างซ้าย ผูกแล่งและศรไว้ข้างหลัง จับธนูใหญ่ทำด้วยเขาแกะ ไปยังสำนักพระตถาคตเจ้า จึงยกธนูขึ้นด้วยสัญญาว่า เราจักยิงดังนี้แล้ว จึงผูกสอดลูกศร ฉุดสายมาเพื่อจะยิง ก็ไม่สามารถจะยิงไปได้. พระศาสดา ได้ทรงให้คร่าธนูมาแล้ว หาได้ประทานให้ยิงไปได้ไม่. นายขมังธนูผู้ใหญ่นั้น เมื่อไม่อาจแม้จะยิงลูกศรไปก็ดี ลดลงก็ดี ก็ได้เป็นคนลำบากใจ เพราะสีข้างทั้งสองเป็นเหมือนจะหักลง น้ำลายก็ไหลนองออกจากปาก. ร่างกายทั้งสิ้นเกิดแข็งกระด้าง ได้เป็นเสมือนถึงอาการอันเครื่องยนต์บีบคั้น. นายขมังธนูนั้นได้เป็นคนอันมรณภัย คุกคามแล้วยืนอยู่.

ลำดับนั้น พระศาสดาทรงทอดพระเนตรเห็นดังนั้นแล้ว ทรงเปล่งด้วยเสียงอันไพเราะ ตรัสปลอบนายขมังธนูว่า พ่อบุรุษผู้โง่เขลา ท่านอย่ากล่าวเลย จงมาที่นี้เถิด. ในขณะนั้น นายขมังธนูก็ทิ้งอาวุธเสีย กราบลงด้วยศีรษะ แทบพระบาทพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ โทษได้ล่วงข้าพระพุทธเจ้าแล้ว โดยที่เป็นคนเขลา คนหลง คนชั่วบาป. ข้าพระพุทธเจ้ามิได้รู้จักคุณของพระองค์ จึงได้มาแล้ว เพื่อปลงพระชนมชีพของพระองค์ ตามคำเสี้ยมสอนของพระเทวทัตผู้เป็นอันธพาล. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์จงอดโทษข้าพระพุทธเจ้า. ข้าแต่พระสุคตขอพระองค์ จงอดโทษข้าพระพุทธเจ้า ข้าแต่พระองค์ผู้รู้โลก ขอพระองค์จงอดโทษข้าพระพุทธเจ้า. ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอดโทษให้ตนแล้ว ก็นั่งลงในที่สุดส่วนข้างหนึ่ง. ลำดับนั้น พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศสัจจะทั้งหลาย ยังนายขมังธนูให้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว ดำรัสสอนว่า ท่านผู้มีอายุ ท่านอย่าเดินทางไปตามทางที่พระเทวทัตชี้ให้ จงไปเสียทางอื่น แล้วส่งนายขมังธนูนั้นไป. ก็แล้วครั้นส่งนายขมังธนูไปแล้ว พระองค์ก็เสด็จลงจากที่จงกรมไป ประทับอยู่ ณ โคนไม้ต้นหนึ่ง.

ลำดับนั้น เมื่อนายขมังธนูผู้ใหญ่มิได้กลับมา นายขมังธนูอีก ๒ คนที่คอยอยู่ก็คิดว่า อย่างไรหนอเขาจึงล่าช้าอยู่ ออกเดินสวนทางไป. ครั้นเห็นพระทศพล ก็เข้าไปถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่สุดส่วนข้างหนึ่ง. พระศาสดา ครั้นทรงประกาศพระอริยสัจแก่ชนทั้ง ๒ ยังเขาให้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลแล้วดำรัสสอนว่า ท่านผู้มีอายุ ท่านอย่าเดินไปทางที่พระเทวทัตบอก จงไปโดยทางนี้ แล้วก็ส่งเขาไป โดยอุบายนี้ เมื่อทรงประกาศพระอริยสัจยังนายขมังธนูแม้นอกนี้ที่มานั่งเฝ้า ให้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว ก็ทรงส่งไปโดยทางอื่น.

ลำดับนั้น นายขมังธนูผู้ใหญ่นั้นกลับมาถึงก่อนก็เข้าไปหาพระเทวทัตกล่าวว่า ข้าแต่พระเทวทัตผู้เจริญ ข้าพเจ้าหาได้อาจปลงพระชนมชีพพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ย่อมทรงฤทธิ์อันยิ่งใหญ่ ทรงอานุภาพอันยิ่งใหญ่. ส่วนบรรดานายขมังธนูเหล่านั้น รำพึงว่า เราทั้งหมดนั้นอาศัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงได้รอดชีวิตแล้ว ก็ออกบรรพชาในสำนักพระศาสดา แล้วทรงบรรลุพระอรหัตทุกท่าน.

เรื่องนี้ได้ปรากฏในภิกษุสงฆ์. ภิกษุทั้งหลาย สนทนากันในโรงธรรมสภาว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ได้ยินว่าพระเทวทัต ได้กระทำความพยายาม เพื่อจะปลงชีวิตชนเป็นอันมากเพราะจิตก่อเวรในพระตถาคตเจ้าพระองค์เดียว. แต่ชนเหล่านั้น อาศัยพระศาสดาได้รอดชีวิตแล้วทั้งสิ้น. ฝ่ายพระศาสดาเสด็จออกจากที่บรรทม อันประเสริฐได้ทรงสดับถ้อยคำของภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น ด้วยพระโสตธาตุอันเป็นทิพย์. เสด็จมายังโรงธรรมสภาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งประชุมกันด้วยเรื่องอะไรหนอ. เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบ จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น. แม้ในกาลก่อน พระเทวทัตก็กระทำความพยายาม เพื่อจะฆ่าชนเป็นอันมาก อาศัยเราผู้เดียว เพราะจิตมีเวรในเรา. ดังนี้แล้วได้ทรงนิ่งเสีย. เมื่อภิกษุเหล่านั้นทูลวิงวอน จึงทรงนำอดีตนิทานมาแสดงดังต่อไปนี้.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในอดีตกาล กรุงพาราณสีนี้ชื่อว่าเมืองปุปผวดี. พระโอรสของพระเจ้าวสวัตดีทรงพระนามว่าเอกราช ได้ครองราชสมบัติในเมืองนั้น. พระราชโอรสของพระองค์ทรงพระนามว่าพระจันทกุมาร ได้ดำรงตำแหน่งเป็นอุปราช พราหมณ์ชื่อว่ากัณฑหาละ(๑. บาลีเป็น ขัณฑหาละ) ได้เป็นปุโรหิต. เขาถวายอนุศาสน์ทั้งอรรถและธรรมแด่พระราชา.

ได้ยินว่า พระราชา ครั้นทรงสดับว่า กัณฑหาละเป็นบัณฑิต ก็ทรงให้ดำรงไว้ในหน้าที่ตัดสินอรรถคดี. ก็กัณฑหาลพราหมณ์นั้น เป็นคนมีจิตใจฝักใฝ่ในสินบน. ครั้นได้รับสินบนแล้ว ก็ตัดสินให้ผู้มิใช่เจ้าของให้เป็นเจ้าของ ผู้เป็นเจ้าของมิให้ได้เป็นเจ้าของ. ครั้นภายหลังวันหนึ่ง มีบุรุษผู้แพ้คดีคนหนึ่ง โพนทนาด่าว่า อยู่ในที่เป็นที่วินิจฉัยอรรถคดี. ครั้นออกมาภายนอก เห็นพระจันทกุมารจะเสด็จมาสู่ที่เฝ้าพระราชา ก็กราบลงแทบพระบาทแล้วร้องไห้ พระจันทกุมารนั้นถามเขาว่า เรื่องอะไรกัน บุรุษผู้เจริญ. เขาทูลว่า กัณฑหาลนี้ปล้นเขาในการตัดสินความ ถึงข้าพระองค์ เมื่อเขารับสินบนแล้ว เขาก็ทำให้ถึงความพ่ายแพ้ในอรรถคดี พระเจ้าข้า. พระจันทกุมารตรัสปลอบว่า อย่ากลัวไปเลย ดังนี้แล้ว ก็ทรงพาบุรุษนั้นไปสู่โรงเป็นที่วินิจฉัยอรรถคดี กระทำผู้เป็นเจ้าของนั่นแลให้เป็นเจ้าของ ผู้มิใช่เจ้าของให้เป็นผู้มิใช่เจ้าของ. มหาชนพากันแซ่ซ้องสาธุการด้วยเสียงอันดัง. พระราชา ได้ทรงสดับเสียงนั้นจึงตรัสถามว่า นั่นเสียงอะไร? มีผู้ทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ได้ยินว่า มีอรรถคดีอันพระจันทกุมารทรงตัดสินแล้วโดยชอบธรรม เสียงนั้น คือเสียงสาธุการของมหาชน. เพราะฟังเสียงนั้นพระราชา จึงเกิดปีติ.

พระจันทกุมารเสด็จมาถวายบังคมพระราชบิดาแล้ว ก็ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. ลำดับนั้น พระราชาจึงตรัสกะท่านว่า แน่ะ พ่อได้ยินว่า เจ้าได้ตัดสินความเรื่องหนึ่งหรือ? พระจันทกุมารทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ข้าพระบาทได้ตัดสินเรื่องหนึ่ง พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า ถ้ากระนั้น ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เจ้าคนเดียวจงยังการตัดสินอรรถคดีให้ดำเนินไปเถิด. แล้วทรงประทานหน้าที่วินิจฉัยอรรถคดีแก่พระกุมาร. ผลประโยชน์ของกัณฑหาลพราหมณ์ ย่อมขาดไป. เขาก็ผูกอาฆาตประพฤติเป็นผู้เพ่งโทษ จะจับผิดในพระจันทกุมาร ตั้งแต่นั้นมา.

ส่วนพระราชานั้นเป็นผู้มีปัญญาอ่อน วันหนึ่งเวลาใกล้รุ่ง ได้ทรงสุบินเห็นปานนี้ว่า ได้ทอดพระเนตรเห็นดาวดึงส์พิภพ มีซุ้มประตูอันประดับแล้ว มีกำแพงแล้วไปด้วยแก้ว ๗ ประการ มีวิถีอันแล้วไปด้วย ทรายทอง กว้างประมาณ ๖๐ โยชน์ประดับไปด้วยเวชยันตปราสาทสูงพันโยชน์ เป็นที่รื่นรมย์ไปด้วยสวนมีนันทวันเป็นต้น ประกอบด้วยสระโบกขรณี อันน่ายินดี มีนันทโบกขรณีเป็นต้น มีหมู่เทพเกลื่อนกล่น. นางเทพอัปสรเป็นอันมากก็ฟ้อนรำขับร้อง และประโคมดนตรี ในเวชยันตปราสาท ในดาวดึงส์พิภพนั้น. พระราชาได้ทรงเห็นดังนั้น ครั้นทรงตื่นบรรทม ใคร่จะเสด็จไปสู่พิภพนั้นจึงทรงดำริว่า พรุ่งนี้ในเวลาที่อาจารย์กัณฑหาละมาเฝ้า เราจะถามถึงหนทางอันเป็นที่ไปยังเทวโลกแล้ว. เราจักไปสู่เทวโลกโดยทางที่อาจารย์บอกให้นั้น. พระราชานั้นก็เสด็จสรงสนานแต่เช้าตรู่ ทรงนุ่งห่มภูษา เสวยโภชนาหารอันมีรสเลิศต่างๆ ทรงไล้ทาเครื่องหอมแล้วเสด็จประทับนั่ง. ส่วนกัณฑหาลพราหมณ์อาบน้ำแต่เช้าตรู่ นุ่งผ้า บริโภคอาหาร ไล้ทาเครื่องหอมแล้วไปยังที่บำรุงพระราชา เข้าไปยังพระราชนิเวศน์ แล้วทูลถามถึงพระสำราญในที่พระบรรทม. ลำดับนั้น พระราชาประทานอาสนะแก่กัณฑหาลพราหมณ์นั่นแล้ว จึงทรงถามปัญหา.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศความข้อนั้น จึงตรัสคาถาว่า

พระราชาพระนามว่า เอกราช เป็นผู้มีกรรมอันหยาบช้า อยู่ในพระนครปุปผวดี ท้าวเธอตรัสถามกัณฑหาลปุโรหิต ผู้เป็นเผ่าพันธุ์พราหมณ์ เป็นผู้หลงว่า ดูก่อนพราหมณ์ ท่านเป็นผู้ฉลาดในธรรมวินัย ขอจงบอกทางสวรรค์แก่เรา เหมือนอย่างนรชนทำบุญแล้ว ไปจากภพนี้สู่สุคติภพ ฉะนั้นเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ราชาสิ ความว่า ท่านเป็นพระราชา. บทว่า ลุทฺทกกมฺโม ได้แก่ ท่านเป็นผู้มีกรรมอันหยาบช้าทารุณ. บทว่า สคฺคานมคฺคํ ความว่า ทางแห่งสวรรค์. บทว่า ธมฺมวินยกุสโล ความว่า ด้วยบทว่า ยถา นี้ ท่านถามว่า เหมือนอย่างว่าคนทั้งหลาย ทำบุญแล้วจากโลกนี้ไปสุคติ ด้วยประการใด. ขอท่านจงบอกทางแห่งสุคติแก่ข้าพเจ้า โดยประการนั้น.

ก็ปัญหานี้ ท่านควรจะถามกะพระสัพพัญญูพุทธเจ้า หรือกะพระโพธิสัตว์. เพราะไม่เป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้า หรือพระสาวก ส่วนพระราชาทรงถามกะกัณฑหาลพราหมณ์ ผู้ไม่รู้อะไรๆ เหมือนบุรุษผู้หลงทาง ๗ วัน พึงถามกะบุรุษคนอื่นผู้หลงทาง มาประมาณกึ่งเดือน.

กัณฑหาลพราหมณ์คิดว่า เวลานี้เป็นเวลาที่จะได้เห็นหลังปัจจามิตรของเรา. บัดนี้เราจักกระทำพระจันทกุมารให้ถึงสิ้นชีวิตแล้ว จักทำมโนรถของเราให้สำเร็จบริบูรณ์. ครั้งนั้นกัณฑหาลพราหมณ์ ครั้นกราบทูลพระราชาแล้วจึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ คนทั้งหลายให้ทานอันล่วงล้ำทาน ฆ่าแล้วซึ่งบุคคลอันไม่พึงฆ่า ชื่อว่าทำบุญแล้ว ย่อมไปสู่สุคติ ด้วยประการฉะนี้.

ความแห่งคำในคาถานั้นมีดังนี้ว่า ดูก่อนมหาราช ชื่อว่า บุคคลผู้ไปสวรรค์ ย่อมให้ทานล่วงล้ำทาน ย่อมฆ่าบุคคลอันไม่ควรฆ่า. ถ้าท่านปรารถนาจะไปสุคติไซร้ แม้ท่านก็จงทำอย่างนั้นนั่นแล.

ลำดับนั้น พระราชาจึงตรัสถามถึง อรรถแห่งปัญหากะกัณฑหาลพราหมณ์ นั้นว่า

ก็ทานอันล่วงล้ำทานนั้นคืออะไร ใครเป็นบุคคลอันไม่พึงฆ่าในโลกนี้. ขอท่านจงบอกข้อนั้นแก่เรา เราจักบูชายัญ เราจะให้ทาน.

กัณฑหาลพราหมณ์ ทูลแก้ปัญหาแก่พระราชานั้นว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ยัญพึงบูชาด้วยพระราชบุตรทั้งหลาย ด้วยพระมเหสีทั้งหลาย ด้วยชาวนิคมทั้งหลาย ด้วยโคอุสภราชทั้งหลาย ด้วยม้าอาชาไนยทั้งหลาย อย่างละ ๔. ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพยัญพึงบูชาด้วยหมวด ๔ แห่งสัตว์ทั้งปวง.

กัณฑหาลพราหมณ์นั้น เมื่อจะถวายพยากรณ์แก่พระราชานั้น ถูกพระราชานั้นทรงถามถึงทางไปสู่สวรรค์ แต่กลับพยากรณ์ทางไปนรก.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุตฺเตหิ ความว่า พระราชบุตรเป็นที่รักทั้งหลาย พระธิดาทั้งหลายผู้เกิดแล้วแก่พระองค์ด้วย. บทว่า มเหสีหิ ได้แก่ ด้วยพระชายาทั้งหลาย. บทว่า เนคเมหิ แปลว่า ด้วยเศรษฐีทั้งหลาย. บทว่า อุสเภหิ ความว่า อุสภราชทั้งหลายอันขาวปลอด. บทว่า อาชานีเยหิ ความว่า ด้วยม้าอันเป็นมงคลทั้งหลาย.

บทว่า จตูหิ ความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พึงบูชายัญด้วยหมู่ ๔ แห่ง สัตว์ทั้งปวงอย่างนี้ คือ สัตว์เหล่านี้ และสัตว์เหล่าอื่นทั้งหมด และสัตว์ ๔ เหล่ามีช้างเป็นต้น. กัณฑหาลพราหมณ์ ให้พระราชาทรงเข้าพระทัยว่า พระราชาทั้งหลาย ผู้ทรงบูชายัญ เมื่อได้ตัดศีรษะแห่งสัตว์ทั้งหลาย มีพระราชบุตรเป็นต้นเหล่านั้น ด้วยพระขรรค์ ถือเอาโลหิตในลำคอด้วยถาดทองคำ ทิ้งลงไปในหลุมยัญแล้ว. ย่อมเสด็จไปสู่เทวโลก พร้อมทั้งพระสรีระกายนั่นเอง. ข้าแต่มหาราช อันการให้ทาน มีให้ของกิน และเครื่องนุ่งห่มเป็นต้น แก่สมณพราหมณ์ คนยากไร้ คนเดินทางวณิพกและยาจก จะได้เป็นอติทาน ทานอันล่วงล้ำทานหามิได้เลย. ส่วนการฆ่าบุคคลที่ไม่ควรฆ่า มีบุตรและธิดาเป็นต้น. แล้วกระทำยัญบูชา ด้วยเลือดในลำคอของคนจำพวกนั้น ชื่อว่าอติทาน กัณฑหาลพราหมณ์นั้นคิดดังนี้ว่า ถ้าเราจักจับแต่พระจันทกุมารคนเดียวคนทั้งหลายจักสำคัญ ถึงเหตุเพราะจิตมีเวร เพราะฉะนั้น เขาจึงรวมพระจันทกุมาร เข้าในระหว่างมหาชน.

ฝ่ายชนชาวพระราชวังใน ได้สดับเรื่องที่พระราชาและกัณฑหาละเหล่านั้นกล่าวอย่างนี้. จึงตกใจกลัว ร้องขึ้นด้วยเสียงอันดังพร้อมเป็นเสียงเดียวกัน.

พระศาสดา เมื่อจะประกาศความข้อนั้น จึงตรัสพระคาถาว่า

เสียงกึกก้องน่ากลัว ได้เกิดขึ้นในพระราชวัง เพราะได้สดับว่า พระกุมาร และพระมเหสีทั้งหลาย จะต้องถูกฆ่า.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตํ ความว่า เพราะได้ฟังว่า พระราชกุมารและพระมเหสีทั้งหลายจะต้องถูกฆ่า. บทว่า เอโก ความว่า ได้มีเสียงกึกก้องเป็นอันเดียวกัน ทั่วพระราชนิเวศน์. บทว่า เภสฺมา แปลว่า น่ากลัว. บทว่า อจฺจุคฺคโต ความว่า ได้เกิดขึ้นอื้ออึง.

ในกาลนั้น ราชตระกูลทั้งสิ้นได้เป็นดังป่าไม้รัง อันลมยุคันตวาตพัดต้อง หักโค่นลงแล้ว. ฝ่ายพราหมณ์ทูลถามพระราชาว่า ข้าแต่พระมหาราช พระองค์อาจเพื่อกระทำยัญบูชานี้ หรือไม่อาจ. ราชาตรัสว่า ดูก่อนอาจารย์ ท่านกลัวอย่างไร เราบูชายัญแล้ว จักไปสู่เทวโลก. กัณฑหาลพราหมณ์ ทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า บุรุษทั้งหลายเกิดมาเป็นคนขลาด มีอัธยาศัยอ่อนกำลัง ไม่ชื่อว่าเป็นผู้สามารถเพื่อจะบูชายัญได้. ขอพระองค์จงให้ประชุมสัตว์ มีลมปราณทั้งปวงไว้ในที่นี้. ข้าพระองค์จักกระทำกรรมในหลุมยัญ. ดังนี้แล้วจึงพาพรรคพวก ผู้มีกำลังสามารถของตนอันพอเพียง ออกจากพระนคร ไปกระทำหลุมยัญให้มี พื้นราบเรียบสม่ำเสมอ แล้วล้อมรั้วไว้. เพราะเหตุไร? เพราะว่า สมณะหรือพราหมณ์ผู้ทรงธรรม พึงมาแล้วห้ามการกระทำยัญนั้น. เพราะเหตุนั้น พราหมณ์ในโบราณกาลจึงบัญญัติตั้งไว้ว่า หลุมยัญต้องล้อมรั้ว จึงจะเป็นจารีต.

ฝ่ายพระราชาทรงมีรับสั่งให้เรียกราชบุรุษทั้งหลายมา แล้วสั่งว่า ดูก่อนพ่อทั้งหลาย เราฆ่าบุตร ธิดาและภรรยาทั้งหลายของเราบูชายัญแล้ว เราจักไปสู่เทวโลก เจ้าจงไปทูลพระราชบุตร พระราชธิดา และพระมเหสีเหล่านั้น แล้วพามาสู่ที่นี้ทั้งสิ้น ดังนี้แล้ว เพื่อจะให้ราชบุรุษนำพระราชบุตรทั้งหลายมาก่อน จึงได้ตรัสว่า

พวกเจ้าจงไปทูลพระกุมารทั้งหลาย คือพระจันทกุมาร พระสุริยกุมาร พระภัททเสนกุมาร พระสูรกุมาร พระรามโคตตกุมารว่า ขอท่านทั้งหลายจงอยู่เป็นหมู่กัน เพื่อประโยชน์แก่ยัญ อันจะพึงบูชา.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จนฺทญฺจ สุริยญฺจ ความว่า พระจันทกุมารและพระสุริยกุมารทั้ง ๒ เป็นพระราชบุตรของพระนางโคตมีเทวีพระอัครมเหสี. พระภัททเสนกุมาร พระสูรกุมาร พระรามโคตตกุมาร เป็นพระภาดาต่างมารดาของ พระจันทกุมารแลพระสุริยกุมารเหล่านั้น.

บทว่า ปสุ กิร โหถ ความว่า ขอท่านจงอยู่เป็นเป็นหมู่เป็นกองในที่เดียวกัน. อธิบายว่า จงอย่ากระจัดกระจายกัน.

ราชบุรุษเหล่านั้นไปยังสำนักพระจันทกุมารก่อนแล้วทูลว่า ดูก่อนพ่อกุมาร ดังได้สดับมาว่า พระราชบิดาของพระองค์ทรงพระประสงค์จะฆ่าพระองค์แล้ว เสด็จไปสู่เทวโลก ทรงสั่งพวกข้าพระองค์มาเพื่อคุมพระองค์ไป. พระจันทกุมารตรัสว่า พระราชานั้นใช้ให้ท่านมาจับเราตามคำของใคร? ราชบุรุษทูลว่า ตามคำของกัณฑหาลพราหมณ์ พระเจ้าข้า.

จันทกุมารตรัสถามว่า อย่างไรพระองค์ทรงใช้ให้ท่านมาจับเราคนเดียว หรือว่าให้จับคนอื่นด้วย.

ราชบุรุษทูลว่า พระองค์โปรดให้จับผู้อื่นด้วย ได้ยินว่า พระองค์ทรงใคร่จะบูชาด้วยหมวด ๔ แห่งสัตว์ทั้งปวง. พระจันทกุมารคิดว่า กัณฑหาลพราหมณ์นี้มิได้จองเวรกับด้วยผู้อื่น. แต่เมื่อไม่ได้กระทำการปล้นทางวินิจฉัยอรรถคดี ก็จะฆ่าคนเสียเป็นอันมาก เพราะจิตคิดจองเวรในเราแต่ผู้เดียว. เมื่อเราได้ช่องเฝ้าพระราชบิดา ความพ้นภัยของคนทั้งหมดนี้ จักเป็นภาระของเราเป็นแน่. ลำดับนั้น พระจันทกุมารจึงตรัสแก่ราชบุรุษว่า ถ้าเช่นนั้น ท่านจงทำตามพระราชบัญชาของพระบิดาเถิด. ราชบุรุษเหล่านั้นนำพระจันทกุมารมา ให้ประทับที่พระลานหลวง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง นำพระราชกุมารอื่นอีก ๓ พระองค์มาประทับใกล้ๆ กันแล้วก็ทูลแด่พระราชาว่า ข้าแต่พระสมมติเทพ ข้าพระองค์ได้นำพระราชโอรสทั้งหลายของพระองค์มาแล้ว. พระราชานั้นได้ทรงสดับคำของราชบุรุษเหล่านั้น แล้วตรัสว่า ดูก่อนพ่อทั้งหลาย บัดนี้ เจ้าจงไปนำพระราชธิดาทั้งหลายของเรามาแล้วจึงให้ประทับในที่ใกล้แห่งพระภาดาของเธอ เพื่อจะให้เขานำพระราชธิดาทั้ง ๔ มา จึงตรัสพระคาถานอกนี้ว่า

เจ้าทั้งหลายจงไปทูลพระกุมารีทั้งหลาย คือพระอุปเสนากุมารี พระโกกิลากุมารี พระมุทิตากุมารีและพระนันทากุมารีว่า ขอท่านทั้งหลายจงอยู่เป็นหมู่กัน เพื่อประโยชน์แก่การบูชายัญ.

ราชบุรุษเหล่านั้นไปสู่สำนักพระราชธิดาทั้งหลาย ด้วยคิดว่า เราจักกระทำด้วยอาการอย่างนี้ ดังนี้แล้ว นำพระธิดาเหล่านั้นผู้กำลังทรงกรรแสงคร่ำครวญ ให้มาประทับในที่ใกล้พระภาดา จากนั้น พระราชาเมื่อจะให้ราชบุรุษไปคุมพระมเหสีทั้งหลายของพระองค์มา จึงตรัสพระคาถานอกนี้ว่า

อนึ่ง เจ้าทั้งหลายจงไปทูลพระนางวิชยา พระนางเอราวดี พระนางเกศินีและพระนางสุนันทา ผู้เป็นมเหสีของเรา ผู้สมบูรณ์ด้วยพระลักษณะอันประเสริฐว่า ขอท่านทั้งหลายจงอยู่เป็นหมู่กัน เพื่อประโยชน์แก่การบูชายัญ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ลกฺขณวรูปปนฺนา ความว่า ท่านทั้งหลายจงทูลพระมเหสีแม้เหล่านี้ ผู้เลอโฉม ผู้สมบูรณ์ด้วยลักษณะแห่งสัตว์ อันอุดม ๖๔ ประการ.

ราชบุรุษเหล่านั้นก็นำพระนางทั้ง ๔ อันกำลังปริเทวนาการคร่ำครวญอยู่ แม้เหล่านั้นมาให้ประทับอยู่ในที่ใกล้พระกุมาร. ลำดับนั้น พระราชาเมื่อจะทรงให้ราชบุรุษนำเศรษฐีทั้ง ๔ มา ตรัสพระคาถานอกนี้ว่า

เจ้าทั้งหลายจงไปบอกคฤหบดีทั้งหลายคือ ปุณณมุขคฤหบดี ภัททิยคฤหบดี สิงคาลคฤหบดี และวัฑฒคฤหบดีว่า ขอท่านทั้งหลายจงอยู่เป็นหมู่กัน เพื่อประโยชน์แก่การบูชายัญ.

ราชบุรุษทั้งหลายก็ไปนำคฤหบดีเหล่านั้นมา เมื่อพระราชาให้จับกุมพระกุมารและพระมเหสีทั้งหลาย ทั่วพระนคร. ไม่มีใครๆ ได้กล่าวคำอะไรเลย แต่ตระกูลแห่งเศรษฐีทั้งหลาย ย่อมมีเครือญาติเกี่ยวพันกันเป็นอันมาก. เพราะฉะนั้น ในกาลที่เศรษฐีเหล่านั้นถูกจับกุม มหาชนจึงพากันกำเริบขึ้นทั่วพระนคร. คนเหล่านั้นพูดกันว่า เราจักไม่ยอมให้พระราชาฆ่าเศรษฐีบูชายัญ. ดังนี้แล้วก็พากัน แวดล้อมเศรษฐีไว้. ลำดับนั้น เศรษฐีเหล่านั้น มีหมู่ญาติห้อมล้อมอยู่รอบด้าน ถวายบังคมพระราชาแล้ว ก็ขอประทานชีวิตของตน.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศความข้อนั้น จึงตรัสว่า

คฤหบดีเหล่านั้น เกลื่อนกล่นไปด้วยบุตรและภรรยา มาพร้อมกัน ณ ที่นั้น ได้กราบทูลพระราชาว่า ขอเดชะ ขอพระองค์ทรงกระทำข้าพระองค์ทุกคนให้เป็นคนมีแหยม หรือขอจงทรงประกาศ ข้าพระองค์ทั้งหลายให้เป็นข้าทาสเถิด พระเจ้าข้า.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺเพ สิขิโน ความว่า ขอพระองค์จงทรงกระทำให้ข้าพระองค์ทุกคน มุ่นจุกผมบนกระหม่อม จงกระทำให้พวกข้าพระองค์เป็นคนรับใช้ของพระองค์ ข้าพระองค์จักกระทำหน้าที่เป็นคนรับใช้ของพระองค์.

บทว่า อถ วา โน ทาเส สาเวหิ ความว่า เมื่อไม่ไว้พระทัยเชื่อข้าพระองค์ ก็จงให้ประชุมกองทัพทั้งหมด แล้วจงประกาศในท่ามกลางกองทัพเหล่านั้น ให้พวกข้าพระองค์เป็นทาส ข้าพระองค์ทั้งหลายก็จักกระทำวัตรของทาสแด่พระองค์.

คฤหบดีเหล่านั้น แม้ทูลอ้อนวอนขอชีวิตอยู่อย่างนี้ ก็หาอาจได้ไม่. ราชบุรุษทั้งหลายให้คฤหบดีทั้งหมดนั้น ถอยกลับไปแล้วก็คุมเอาพวกเขาไป ให้นั่งในที่ใกล้พระราชกุมารนั่นแล. ภายหลัง พระราชา เมื่อจะทรงสั่งราชบุรุษเพื่อให้นำ สัตว์ทั้งหลายมีช้างเป็นต้น จึงตรัสว่า

เจ้าทั้งหลายจงรีบนำช้างของเรา คือช้างอภยังกร ช้างนาฬาคิรี ช้างอัจจุคคตะ ช้างวรุณทันตะ ช้างเหล่านี้จักเป็นไป เพื่อประโยชน์แก่การบูชายัญ เจ้าทั้งหลายจงรีบไปนำมาซึ่งม้าอัสดรของเรา คือม้าเกศี ม้าสุรามุข ม้าปุณณมุข ม้าวินัตกะ. ม้าเหล่านั้นจักเป็นไป เพื่อประโยชน์แก่การบูชายัญ. เจ้าทั้งหลายจงรีบไปนำมา ซึ่งโคอุสุภราชของเรา คือโคยูถปติ โคอโนชะ โคนิสภะ โคควัมปติ. จงต้อนโคเหล่านั้นทั้งหมด เข้าเป็นหมู่กัน เราจักบูชายัญ จักให้ทาน. อนึ่ง จงตระเตรียมทุกสิ่งให้พร้อม. วันพรุ่งนี้ เมื่อพระอาทิตย์ขึ้น เราจักบูชายัญ เจ้าทั้งหลายจงนำเอาพวกกุมารมา จงรื่นรมย์ตลอดราตรีนี้ เจ้าจงตั้งไว้แม้ทุกสิ่ง วันพรุ่งนี้เมื่อพระอาทิตย์ขึ้น เราจะบูชายัญ เจ้าทั้งหลาย จงไปทูลพระกุมาร ณ บัดนี้ วันนี้เป็นคืนสุดท้าย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมุหํ กโรนฺตุ สพฺพํ ความว่า จงกระทำให้เป็นหมวดละสิ่งๆ ไม่ใช่แต่สัตว์ทั้งหมดมีประมาณเท่านี้. แม้สัตว์ทั้งปวงที่เหลือจากนี้ จำพวกสัตว์ ๔ เท้าก็ดี จำพวกนกก็ดี ก็จงกระทำให้เป็นหมวดละ ๔ แล้วรวมไว้เป็นกอง. เราจักบูชายัญอันประกอบด้วยหมวด ๔ แห่ง. สัตว์ทุกชนิด เราจักให้ทานแก่ยาจกทั้งหลาย และสมณพราหมณ์ทั้งหลาย.

บทว่า สพฺพํปิ ปฏิยาเทถ ความว่า จงจัดตั้งสิ่งที่เหลือที่เรากล่าวแล้วนั้น. บทว่า อุคฺคตมฺหิ ความว่า ส่วนเราจักบูชายัญในวันพรุ่งนี้ แต่เช้าตรู่ ในเมื่อพระอาทิตย์อุทัย.

บทว่า สพฺพํปิ อุปฏฺฐเปถ ความว่า จงจัดตั้งเครื่องอุปกรณ์แก่ยัญแม้ที่เหลือทั้งหมด.

ส่วนพระราชมารดาและพระราชบิดาของพระราชานั้น ยังมีพระชนม์อยู่ทั้งสองพระองค์. ลำดับนั้น พวกอำมาตย์จึงไปทูลพระราชมารดาว่า ข้าแต่พระแม่เจ้า พระลูกเจ้าของพระองค์ทรงใคร่จะฆ่าพระราชบุตรและพระชายา แล้วบูชายัญ. พระราชมารดาตรัสว่า พ่อเอ๋ย นี่เจ้าพูดอะไรอย่างนี้ แล้วก็ข้อนพระทรวงเข้าด้วยพระหัตถ์ กรรแสงคร่ำครวญเสด็จมา ตรัสถามว่า ดูก่อนลูก ได้ยินว่า พ่อจะกระทำยัญบูชาเห็นปานนี้จริงหรือ?

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศความข้อนั้น จึงตรัสพระคาถาว่า

พระราชมารดาเสด็จมาแต่พระตำหนัก ทรงกรรแสงพลางตรัสถามพระเอกราชนั้นว่า พระลูกรัก ได้ยินว่า พ่อจักบูชายัญด้วยพระราชบุตรทั้ง ๔ หรือ?

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตํ ตํ ได้แก่ ซึ่งพระเจ้าเอกราชนั้น.

บทว่า สวิมานโต ได้แก่ จากพระตำหนักของพระองค์.

พระราชากราบทูลว่า

เมื่อต้องฆ่าจันทกุมาร บุตรแม้ทุกคน หม่อมฉันก็สละ หม่อมฉันบูชายัญ ด้วยบุตรทั้งหลาย แล้วจักไปสู่สุคติสวรรค์.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จตฺตา ความว่า เมื่อต้องฆ่าจันทกุมารนั่นแล บุตรแม้ทั้งหมดหม่อมฉันก็สละ เพื่อบูชายัญ.

ลำดับนั้น พระราชมารดาตรัสกะพระราชานั้นว่า

ลูกเอ๋ย พ่ออย่าเชื่อคำนั้น ข่าวที่ว่า สุคติจะมีเพราะเอาบุตรบูชายัญ ทางนั้นเป็นทางไปนรก ไม่ใช่ทางไปสวรรค์. ดูก่อนลูกโกณฑัญญะ พ่อจงให้ทาน อย่าได้เบียดเบียนสัตว์ทั้งปวงเลย นี่เป็นทางไปสู่สุคติ ทางไปสู่สุคติไม่ใช่เพราะเอาบุตรบูชายัญ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิรยาเนโส ความว่า นั่นเป็นทางแห่งอบาย ๔ ที่ชื่อว่านรก เพราะไม่มีความแช่มชื่น. พระราชมารดาเรียกพระราชาด้วยพระโคตรว่าโกณฑัญญะ. บทว่า ภูตภพฺยานํ ความว่า แก่สัตว์ทั้งหลายที่เกิดมาแล้ว และแก่สัตว์ที่จะพึงเกิด. บทว่า ยญฺเญน ความว่า ชื่อว่าทางไปสวรรค์ย่อมไม่มี ด้วยการฆ่าบุตรและธิดาบูชายัญ เห็นปานนี้.

พระราชาทูลว่า

คำของอาจารย์ทั้งหลายมีอยู่ หม่อมฉันจักฆ่าจันทกุมาร และสุริยกุมาร หม่อมฉันบูชายัญด้วยบุตรทั้งหลาย อันสละได้ยากแล้ว จักไปสู่สุคติสวรรค์.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาจริยานํ วจนํ ความว่า ข้าแต่พระแม่เจ้า มตินี้จะเป็นของข้าพระองค์ก็หามิได้. คำกล่าวนี้ คำสั่งสอนนี้เป็นของกัณฑหาลาจารย์ ผู้ยังข้าพระองค์ให้ศึกษาซึ่งความประพฤติชอบ เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์จักฆ่าบุตรทั้งหลายเหล่านี้ เมื่อบูชายัญแล้วด้วยบุตรอันสละได้ยาก ข้าพระองค์จักไปสู่สวรรค์.

ลำดับนั้น พระราชมารดาเมื่อมิอาจจะยังพระราชาให้เชื่อถือพระวาจาของพระองค์ได้ ก็เสด็จหลีกไป. พระราชบิดาได้ทรงสดับข่าวนั้นแล้ว ก็เสด็จมาทรงไต่ถามพระเจ้าเอกราชนั้น.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศความข้อนั้น จึงตรัสพระคาถาว่า

แม้พระเจ้าวสวัตดีพระราชบิดา ได้ตรัสถามพระราชโอรสของพระองค์นั้นว่า ดูก่อนลูกรัก ทราบว่า พ่อจักบูชายัญด้วยโอรสทั้ง ๔ หรือ?

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วสวตฺติ นี้เป็นชื่อของพระราชานั้น.

พระราชาทูลว่า

เมื่อต้องฆ่าจันทกุมาร บุตรแม้ทุกคน หม่อมฉันก็สละ หม่อมฉันบูชายัญ ด้วยบุตรทั้งหลายแล้ว จักไปสู่สุคติสวรรค์.

ลำดับนั้น พระราชบิดาตรัสว่า

ลูกเอ๋ย พ่อจงอย่าเชื่อคำนั้น ข่าวที่ว่าสุคติ จะมีเพราะฆ่าบุตรแล้วบูชายัญ ทางนั้นเป็นทางไปสู่นรก หาใช่หนทางไปสู่สวรรค์ไม่. ดูก่อนโกณฑัญญะ พ่อจงให้ทาน ไม่เบียดเบียนซึ่งสัตว์ทั้งปวง อันเกิดมาแล้ว และจะพึงเกิด. นี้เป็นทางไปสู่สุคติ มิใช่ทางที่ไป ด้วยการฆ่าบุตรบูชายัญ.

พระราชาตรัสว่า

คำของอาจารย์ทั้งหลายมีอยู่ หม่อมฉันจักฆ่าจันทกุมาร และสุริยกุมาร หม่อมฉันบูชายัญด้วยบุตรทั้งหลายอันสละได้ยากแล้ว จักไปสู่สุคติสวรรค์.

ลำดับนั้น พระราชบิดาจึงตรัสกะพระราชาว่า

ดูก่อนโกณฑัญญะ พ่อจงให้ทาน อย่าได้เบียดเบียนสัตว์ทั้งปวงเลย พ่อจงเป็นอันพระราชบุตรห้อมล้อมรักษากาสิกรัฐ และชนบทเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุตฺตปริวุโต แปลว่า อันบุตรทั้งหลายห้อมล้อมแล้ว. บทว่า รฏฺฐํ ชนปทญฺจ ความว่า ท่านสามารถจะรักษากาสิกรัฐทั้งสิ้น และชนบท อันเป็นส่วนนั้นๆ ของกาสิกรัฐนั้นนั่นแล.

ครั้งนั้น พระราชบิดาก็หาอาจกระทำให้พระเจ้าเอกราช ทรงเชื่อถือพระราชดำรัสของพระองค์ไม่. ลำดับนั้น พระจันทกุมารทรงพระดำริว่า อาศัยเราผู้เดียว ทุกข์เกิดขึ้นแล้วแก่คนมีประมาณเท่านี้. เราจะทูลวิงวอนพระราชบิดาของเรา แล้วปล่อยชนมีประมาณเท่านี้เสียให้พ้นจากทุกข์ คือความตาย.

พระองค์ เมื่อจะทรงเจรจากับด้วยพระราชบิดา ตรัสว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พระองค์อย่าได้ฆ่าข้าพระองค์ทั้งหลายเลย. โปรดพระราชทานข้าพระองค์ทั้งหลายให้เป็นทาสของกัณฑหาลปุโรหิตเถิด พระเจ้าข้า. ถึงแม้ข้าพระองค์ทั้งหลายจะถูกจองจำด้วยโซ่ใหญ่ ก็จะเลี้ยงช้างและม้าให้เขา. ขอเดชะ อย่าได้ทรงฆ่าพระองค์ทั้งหลายเสียเลย. โปรดพระราชทานข้าพระองค์ทั้งหลายให้เป็นทาสของกัณฑหาลปุโรหิตเถิด พระเจ้าข้า. ถึงแม้ข้าพระองค์ทั้งหลายจะถูกจองจำด้วยโซ่ใหญ่ ก็จะขนมูลม้าให้เขา. ขอเดชะ อย่าได้ทรงฆ่าข้าพระองค์ทั้งหลายเสีย. โปรดพระราชทานข้าพระองค์ทั้งหลายให้เป็นทาสของกัณฑหาลปุโรหิต ตามที่พระองค์มีพระประสงค์เถิด พระเจ้าข้า. ถึงแม้ข้าพระองค์ทั้งหลายจะถูกขับไล่จากแว่นแคว้น ก็จักเที่ยวภิกขาจารเลี้ยงชีวิต.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิคฬพนฺธกาปิ ความว่า ถึงแม้ข้าพระองค์ทั้งหลาย จะถูกจองจำด้วยโซ่ใหญ่.

บทว่า ยสฺส โหนฺติ ตว กามา ความว่า แม้ถ้าท่านปรารถนาจะให้แก่กัณฑหาลปุโรหิต ท่านจงกระทำพวกข้าพระองค์ให้เป็นทาส แล้วให้กัณฑหาลปุโรหิตเถิดแล้วกล่าวว่า พวกเราจักกระทำกรรมคือ ความเป็นทาสแก่กัณฑหาลปุโรหิต ด้วยบทว่า อปิ รฏฺฐา นี้ ท่านบ่นพร่ำว่า ถ้าพวกข้ามีโทษอะไรๆ ท่านจงขับพวกข้าพระองค์เสียจากแว่นแคว้นอนึ่ง พวกข้าพระองค์ถูกขับไล่จากพระนครแล้ว จักถือกระเบื้องเที่ยวขอทาน เหมือนคนกำพร้า ขอเดชะ ขอพระองค์อย่าได้ฆ่าข้าพระองค์เลย จงให้ชีวิตแก่ข้าพระองค์ทั้งหลายเถิด.

พระราชาได้ทรงฟังคำพร่ำกล่าวมีประการต่างๆ นั้นของพระราชกุมารแล้ว ถึงซึ่งความทุกข์ ประหนึ่งว่า พระอุระจะแตกมีพระเนตรนองด้วยพระอัสสุชล ประกาศว่า ใครๆ ย่อมไม่ได้เพื่อฆ่าลูกเรา ความต้องการด้วยเทวโลกไม่มีแก่เราแล้ว เพื่อจะปล่อยคนทั้งปวงนั้น จึงตรัสคาถาว่า

เจ้าพร่ำเพ้ออยู่เพราะรักชีวิต ย่อมให้ทุกข์แก่เรานักแล พวกท่านจงปล่อยพระกุมารทั้งหลาย ไป ณ บัดนี้ เราขอพอกันที ด้วยการเอาบุตรบูชายัญ.

ราชบุรุษทั้งหลายเหล่านั้น ครั้นได้ฟังพระดำรัสของพระราชาแล้ว ก็ปล่อยสัตว์ที่รวมไว้เป็นหมู่ๆ นั้นทั้งสิ้น. ตั้งต้นแต่พระราชบุตรทั้งหลาย ตลอดไปถึงหมู่นกเป็นที่สุด.

ฝ่ายกัณฑหาลพราหมณ์กำลังจัดแต่งกรรมอยู่ในหลุมยัญ. ลำดับนั้น บุรุษคนหนึ่งกล่าวกะกัณฑหาละนั้นว่า เฮ้ย กัณฑหาละ คนชั่วร้าย. พระราชบุตรและราชธิดาทั้งหลายนั้น พระราชาทรงปล่อยไปแล้ว เจ้าต้องฆ่าลูกเมียของตนเอง เอาเลือดในลำคอของคนเหล่านั้นบูชายัญ.

กัณฑหาลพราหมณ์นั้นคิดว่า นี่พระราชาทรงกระทำอย่างไรหนอ ลุกขึ้นแล่นมาด้วยกำลังเร็ว ประหนึ่งว่า ถูกไฟประลัยกัลป์เผาอยู่ฉะนั้น จึงกล่าวคาถาว่า

กัณฑหาลพราหมณ์นั้นคิดว่า นี่พระราชาทรงกระทำอย่างไรหนอ ลุกขึ้นแล่นมาด้วยกำลังเร็ว ประหนึ่งว่า ถูกไฟประลัยกัลป์เผาอยู่ฉะนั้น จึงกล่าวคาถาว่า

ข้าพระองค์ทูลไว้แล้วในกาลก่อนเทียวว่า การบูชายัญนี้ทำได้ยาก ให้เกิดความยินดีได้แสนยาก. บัดนี้ พระองค์ทรงกระทำยัญที่ข้าพระองค์ตระเตรียมไว้แล้ว ให้กระจัดกระจาย เพราะเหตุไร. ชนเหล่าใดบูชายัญเองก็ดี และชนเหล่าใดให้ผู้อื่น บูชายัญก็ดี. อนึ่ง ชนเหล่าใดอนุโมทนามหายัญเช่นนี้ ของบุคคลผู้บูชาอยู่ก็ดี ชนเหล่านั้นทั้งหมด ย่อมไปสู่สุคติ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุพฺเพ เมสิ วุตฺโต ความว่า ข้าพระองค์ได้ทูลไว้แล้วในกาลก่อนเทียว มิใช่หรือว่า คนมีชาติขลาดกลัว เช่นพระองค์ ไม่สามารถจะบูชายัญ ขึ้นชื่อว่าบูชายัญนี้ทำได้ยาก ให้ความยินดีได้ยาก. เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านชื่อว่ากระทำความซัดส่ายแห่งยัญ ซึ่งถูกทอดทิ้งในบัดนี้ของเรา.

บาลีว่า วิขมฺภํ ดังนี้ ก็มี อธิบายว่า ปฏิเสธ. เขาแสดงว่า ดูก่อนมหาราช เพราะเหตุไร พระองค์จึงทรงกระทำอย่างนี้. ก็ชนประมาณเท่าใด บูชายัญด้วยตนเองก็ดี ให้บุคคลอื่นบูชาก็ดี อนุโมทนาที่ผู้อื่นบูชาแล้วก็ดี ทั้งหมดนั้น ย่อมไปสู่สุคติอย่างเดียว.

พระราชาผู้บอดเขลา ทรงถือเอาคำของกัณฑหาลพราหมณ์ ผู้เป็นไปในอำนาจแห่งความโกรธ. ผู้สำคัญว่าเป็นการชอบธรรม ก็ทรงให้ราชบุรุษไปจับกุมพระราชกุมารทั้งหลายกลับมาอีก เพราะเหตุนั้น พระจันทกุมาร เมื่อจะยังพระราชบิดาให้ทรงทราบ จึงทูลว่า

ขอเดชะ เหตุไรในกาลก่อน พระองค์จึงรับสั่งให้ พราหมณ์กล่าวคำเป็นสวัสดีแก่ข้าพระองค์ทั้งหลาย. มาบัดนี้จะรับสั่งให้ฆ่า ข้าพระองค์ทั้งหลาย เพื่อต้องการบูชายัญ โดยหาเหตุมิได้เลย. ข้าแต่พระบิดา เมื่อก่อนในเวลาที่ข้าพระองค์ยังเป็นเด็ก พระองค์มิได้ทรงฆ่า และมิได้ทรงสั่งให้ฆ่า. บัดนี้ ข้าพระองค์ทั้งหลายถึงความเจริญวัย เป็นหนุ่มแน่นแล้ว มิได้คิดประทุษร้ายพระองค์เลย. เพราะเหตุไร จึงรับสั่งให้ฆ่าเสีย.

ข้าแต่พระมหาราชา ขอพระองค์จงทอดพระเนตรข้าพระองค์ทั้งหลาย ผู้ขึ้นคอช้าง ขี่หลังม้า ผูกสอดเครื่องรบ ในเวลาที่รบมาแล้ว หรือเมื่อกำลังรบ. ก็บุตรทั้งหลายเช่นดัง ข้าพระองค์ทั้งหลาย ย่อมไม่ควรจะฆ่า เพื่อประโยชน์แก่การบูชายัญเลย. ข้าแต่พระราชบิดา เมื่อเมืองชายแดน หรือเมื่อพวกโจรในดงกำเริบ เขาใช้คนเช่นดังข้าพระองค์ทั้งหลาย. แต่ข้าพระองค์ทั้งหลายจะถูกฆ่าให้ตายโดยมิใช่เหตุ ในมิใช่ที่.

ขอเดชะ แม่นกเหล่าไรๆ เมื่อทำรังแล้วย่อมอยู่ ลูกทั้งหลายเป็นที่รักของแม่นกเหล่านั้น. ส่วนพระองค์ได้ตรัสสั่งให้ฆ่าข้าพระองค์ทั้งหลาย เพราะเหตุไร. ขอเดชะ อย่าได้ทรงเชื่อกัณฑหาลปุโรหิต. กัณฑหาลปุโรหิตไม่พึงฆ่าพระองค์เพราะว่า เขาฆ่าข้าพระองค์แล้วก็จะพึงฆ่าแม้พระองค์ ในลำดับต่อไป.

ข้าแต่พระมหาราชา พระราชาทั้งหลาย ย่อมพระราชทานบ้านอันประเสริฐ นิคมอันประเสริฐ. แม้โภคะแก่พราหมณ์นั้น. อนึ่ง พวกพราหมณ์ แม้ได้ข้าวน้ำอันเลิศในตระกูล บริโภคในตระกูล ยังปรารถนาจะประทุษร้ายต่อผู้ให้ข้าวน้ำเช่นนั้นอีก เพราะพวกพราหมณ์เหล่านั้น โดยมากเป็นคนอกตัญญู.

ขอเดชะ อย่าได้ทรงฆ่าข้าพระองค์ทั้งหลายเสียเลย. โปรดพระราชทานข้าพระองค์ทั้งหลาย ให้เป็นทาสของกัณฑหาลปุโรหิตเถิด พระเจ้าข้า. ถึงแม้ว่า ข้าพระองค์ทั้งหลายจะถูกจองจำด้วยโซ่ใหญ่ ก็จะเลี้ยงช้างและม้าให้เขา.

ขอเดชะ อย่าได้ทรงฆ่าข้าพระองค์ทั้งหลายเสียเลย. โปรดพระราชทานข้าพระองค์ทั้งหลาย ให้เป็นทาสของกัณฑหาลปุโรหิตเถิด พระเจ้าข้า. ถึงแม้ว่า ข้าพระองค์ทั้งหลายจะถูกจองจำด้วยโซ่ใหญ่ ก็จะขนมูลช้างให้เขา.

ขอเดชะ อย่าได้ทรงฆ่าข้าพระองค์ทั้งหลายเสียเลย. โปรดพระราชทานข้าพระองค์ทั้งหลาย ให้เป็นทาสของกัณฑหาลปุโรหิตเถิด พระเจ้าข้า. ถึงแม้ว่า ข้าพระองค์ทั้งหลายจะถูกจองจำด้วยโซ่ใหญ่ ก็จะขนมูลม้าให้เขา.

ขอเดชะ อย่าได้ทรงฆ่าข้าพระองค์ทั้งหลายเสียเลย. โปรดพระราชทานข้าพระองค์ทั้งหลาย ให้เป็นทาสของกัณฑหาลปุโรหิต ตามที่พระองค์มีพระราชประสงค์เถิด พระเจ้าข้า. ถึงแม้ว่า ข้าพระองค์ทั้งหลายจะถูกขับไล่จากแว่นแคว้น ก็จักเที่ยวภิกขาจารเลี้ยงชีวิต.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุพฺเพ ความว่า ข้าแต่พระบิดา ถ้าข้าพระองค์เป็นบุตรอันพระองค์พึงฆ่าไซร้ เมื่อเป็นเช่นนี้เพราะเหตุไรเล่า. ในกาลก่อน คือในกาลที่ข้าพระองค์เกิดแล้ว ชนผู้เป็นญาติของข้าพระองค์ทั้งหลาย จึงได้ให้พราหมณ์ทั้งหลายกล่าวคำเป็นสวัสดีมงคล.

ได้สดับมาว่า ในกาลนั้น กัณฑหาลพราหมณ์เองด้วย ตรวจตราลักษณะทั้งหลายของข้าพระองค์แล้ว ได้ทำนายว่า ภัยอันมาในระหว่างใดๆ จักไม่มีแก่พระราชกุมารองค์นี้. ในกาลเป็นที่สุดของพระองค์ พระราชกุมารองค์นี้จักยังรัฐให้เป็นไป. คำหลังของกัณฑหาลพราหมณ์ฟังไม่สมกับคำต้นดังนี้. พราหมณ์คนนี้ ย่อมเป็นคนกล่าวเท็จ. แต่บัดนี้พระองค์ทรงถือเอาคำของกัณฑหาลพราหมณ์ จักฆ่าข้าพระองค์ทั้งหลายเพื่อบูชายัญ โดยหาเหตุอันควรมิได้เลย. ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ขอพระองค์อย่าฆ่าข้าพระองค์ทั้งหลายข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมนรชน ขอพระองค์จงกำหนดให้จงดีว่า กัณฑหาลพราหมณ์คนนี้แล เป็นผู้ปรารถนาจะฆ่าชนหมู่ใหญ่ เพราะความเป็นเวรในข้าพระองค์คนเดียว.

บทว่า ปุพฺเพวโน ความว่า ข้าแต่พระมหาราชา ถ้าแม้พระองค์ทรงใคร่จะฆ่าข้าพระองค์ทั้งหลาย เพราะเหตุไร. ในกาลก่อน คือในกาลที่ข้าพระองค์ทั้งหลายยังเยาว์วัย พระองค์จึงมิได้ฆ่าเอง หรือให้ผู้อื่นฆ่าซึ่งข้าพระองค์ทั้งหลาย. แต่มาบัดนี้ ข้าพระองค์ทั้งหลายรุ่นขึ้นเป็นหนุ่มตั้งอยู่ในปฐมวัย เจริญพร้อมด้วยบุตรและธิดาทั้งหลาย. เมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าพระองค์เกิดมามิได้คิดปองร้ายต่อพระองค์เลย. พระองค์จักฆ่าข้าพระองค์ทั้งหลาย เพราะเหตุไรเล่า.

บทว่า ปสฺส โน ความว่า ขอพระองค์จงพิจารณาดู ซึ่งข้าพระองค์ผู้พี่น้องชายทั้ง ๔ คน.

บทว่า ยุชฺฌมาเน ความว่า ในการที่ศัตรูทั้งหลายล้อมพระนครแล้วตั้งอยู่. ขอพระองค์จงทอดพระเนตรดู ซึ่งพระราชบุตรทั้งหลายเช่นข้าพระองค์ รบอยู่ด้วยข้าศึกเหล่านั้นก็พระราชาทั้งหลายอันไร้พระราชบุตร ย่อมชื่อว่าเป็นผู้ไม่มีที่พึ่ง. บทว่า มาทิสา ความว่า พระราชบุตรทั้งหลายอันกล้าหาญ มีกำลัง จึงไม่เป็นบุคคลที่ควรฆ่าเพื่อบูชายัญ. บทว่า นิโยชนฺติ ความว่า ท่านย่อมใช้เพื่อประโยชน์อันจับกุมปัจจามิตรทั้งหลาย. บทว่า อถ โน แก้เป็น อถ อมฺเห . บทว่า อกรณสฺมา ความว่า เพราะเหตุอันไม่สมควร. บทว่า อภูมิยํ ความว่า ในโอกาสอันไม่สมควรเลย. อธิบายว่า เพราะเหตุไร พ่อ พวกเราจึงถูกฆ่า. บทว่า มา ตสฺส สทฺทเหสิ ความว่า ดูก่อนมหาราช กัณฑหาลพราหมณ์มิได้ฆ่าเรา ท่านอย่าเชื่อกัณฑหาลพราหมณ์แม้นั้น. บทว่า โภคํ ปิสฺส ความว่า พระราชาทั้งหลายไม่ให้แม้โภคะแก่พราหมณ์นั้น. บทว่า อถคฺคปิณฺฑิกาปิ ความว่า ก็พราหมณ์เหล่านั้น เมื่อได้ซึ่งน้ำอันเลิศ ก้อนข้าวอันเลิศ จึงชื่อว่า ได้ก้อนข้าวอันเลิศ. บทว่า เตสํปิ ความว่า พวกเขาบริโภคในตระกูลของคนเหล่าใด พวกเขาอยากจะทำร้าย แม้คนผู้ให้ซึ่งก้อนข้าว เห็นปานนี้แม้เหล่านั้น.

พระราชา ครั้นทรงสดับคำพร่ำกล่าวของกุมารนั้น จึงตรัสว่า

เจ้าทั้งหลายพร่ำเพ้ออยู่เพราะรักชีวิต ย่อมก่อทุกข์ให้เกิดแก่เรานักแล. จงปล่อยกุมารทั้งหลายไป ณ บัดนี้. เราขอเลิกเอาบุตรบูชายัญ.

พระราชา ครั้นทรงกล่าวคาถานี้แล้ว ก็โปรดให้ปล่อยกุมารทั้งหลาย แม้อีก

กัณฑหาลพราหมณ์มาแล้ว กล่าวอีกว่า

ข้าพระองค์ได้ทูลไว้แล้วก่อนเทียว การบูชายัญนี้ ทำได้ยาก ให้ยินดีได้แสนยาก. บัดนี้ พระองค์ทรงกระทำยัญที่ข้าพระองค์เตรียมไว้แล้ว ให้กระจัดกระจาย. เพราะเหตุไร ชนเหล่าใดบูชายัญเองก็ดี และชนเหล่าใดให้ผู้อื่นบูชายัญก็ดี. อนึ่ง ชนเหล่าใดอนุโมทนามหายัญเช่นนี้ ของบุคคลผู้บูชาอยู่ก็ดี ชนเหล่านั้นย่อมไปสู่สุคติ.

ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ก็ให้จับพระราชกุมารเหล่านั้นอีกครั้งหนึ่ง. ลำดับนั้น พระกุมารเพื่อต้องการจะกล่าวไป ตามกระแสความของกัณฑหาลพราหมณ์ จึงทูลว่า

ข้าแต่พระราชา ถ้าชนทั้งหลายบูชายัญด้วยบุตรทั้งหลาย จุติจากโลกนี้ไปสู่เทวโลก ดังที่เล่ากันมาไซร้. พราหมณ์จงบูชายัญก่อน พระองค์จักทรงบูชาในภายหลัง.

ถ้าชนทั้งหลายบูชายัญด้วยบุตรทั้งหลาย จุติจากโลกนี้แล้วย่อมไปสู่เทวโลก ดังที่เล่ากันมาไซร้. กัณฑหาลพราหมณ์ผู้นี้แล จงบูชายัญด้วยบุตรทั้งหลายของตน.

ถ้ากัณฑหาลพราหมณ์รู้อยู่อย่างนี้ เหตุไรจึงไม่ฆ่าบุตรทั้งหลาย ไม่ฆ่าคนที่เป็นญาติทุกคนและตนเองเล่า.

ชนเหล่าใดบูชายัญเองก็ดี และชนเหล่าใดให้ผู้อื่นบูชายัญก็ดี. อนึ่ง ชนเหล่าใดอนุโมทนามหายัญเช่นนี้ ของบุคคลผู้บูชาอยู่ก็ดี ชนเหล่านั้นย่อมไปสู่นรกทั้งหมด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พฺราหฺมโณ ตาว ความว่า จงบูชากัณฑหาลพราหมณ์ก่อน. บทว่า สเกหิ ความว่า แปลว่า จงบูชาด้วยบุตรทั้งหลายของตน.

ลำดับนั้น พระจันทกุมาร เมื่อจะแสดงจึงได้ทูลอย่างนี้ว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ เมื่อกัณฑหาลพราหมณ์นั้นบูชายัญอย่างนี้ แล้วไปสู่เทวโลก. พระองค์จึงจักทรงบูชายัญภายหลัง แม้โภชนะมีรสอร่อย พระองค์จะเสวย ต่อเมื่อคนอื่นได้ลองชิมแล้ว ก็นี่ความตายของบุตรทีเดียว. เหตุไร พระองค์จึงไม่โปรดให้คนอื่น ทดลองก่อนแล้วจึงทรงกระทำ.

บทว่า เอวํ ชานํ ความว่า เมื่อรู้อย่างนี้ว่า คนทั้งหลายฆ่าบุตรและธิดา แล้วไปสู่เทวโลก. เพราะเหตุไร กัณฑหาลพราหมณ์จึงไม่ฆ่าบุตรทั้งหลาย และพวกญาติของตน และตนเองเล่า. ถ้าบุคคลใดรู้คุณแห่งการบูชายัญอย่างนี้ว่า ถ้าฆ่าผู้อื่นแล้วย่อมไปสู่เทวโลก ถ้าฆ่าตนเองแล้วจะได้ไปถึงพรหมโลกดังนี้ไซร้. ก็ไม่พึงฆ่าคนอื่น พึงฆ่าตนเองนั้นแล. แต่กัณฑหาลพราหมณ์คนนี้ไม่กระทำอย่างนั้น กลับจะยังพระองค์ให้ฆ่าข้าพระองค์. ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ขอพระองค์จงทรงทราบซึ่งความกระทำของกัณฑหาลพราหมณ์. แม้ด้วยเหตุนี้ว่า เมื่อไม่ได้เพื่อจะกระทำการปล้นลูกความในการวินิจฉัย เขาจึงกระทำดังนี้.

บทว่า เอทิสํ ได้แก่ ยัญที่ฆ่าบุตรเห็นปานนี้.

พระราชกุมาร เมื่อทูลความมีประมาณเท่านี้ ก็ไม่อาจจะกระทำให้พระราชบิดาทรงถือเอาถ้อยคำของพระองค์ จึงทรงปรารภราชบริษัทที่ห้อมล้อมพระราชาอยู่นั้น ตรัสว่า

ได้ยินว่า พ่อเจ้าเรือนและแม่เจ้าเรือนทั้งหลายผู้รักบุตร ซึ่งมีอยู่ในพระนครนี้ ไฉนจึงไม่ทูลพระราชา อย่าให้ทรงฆ่าพระราชบุตรอันเกิดแต่พระอุระ.

ได้ยินว่า พ่อเจ้าเรือนและแม่เจ้าเรือนทั้งหลายผู้รักบุตร ซึ่งมีอยู่ในพระนครนี้ ไฉนจึงไม่ทูลทัดทานพระราชา อย่าให้ทรงฆ่าพระราชบุตรอันเกิดแต่พระองค์.

เราปรารถนาประโยชน์แก่พระราชาด้วย ทำประโยชน์แก่ชาวชนบททั้งปวงด้วย ใครๆ จะมีความแค้นเคืองกับเรา ไม่พึงมี ชาวชนบทไม่ช่วยกราบทูลให้ทรงทราบเลย.

บรรดาบทเหล่านั้น ด้วยบทว่า ปุตฺตกามาโย ท่านกล่าวหมายเอา แม่เจ้าเรือนเท่านั้น. อนึ่ง พ่อเจ้าเรือนก็ชื่อว่า เป็นผู้ปรารถนาบุตร. บทว่า น อุปวทนฺติ ความว่า ไม่เข้าไปกล่าวโทษ คือไม่ว่ากล่าว. บทว่า อตฺรชํ แปลว่า เกิดด้วยตน. แม้เมื่อท่านกล่าวอย่างนี้ ใครๆ ชื่อว่าเป็นผู้สามารถเพื่อจะทูลกับพระราชา ไม่ได้มีเลย.

บทว่า น โกจิ อสฺส ปฏิฆํ มยา ความว่า ใครๆ แม้เพียงคนเดียว ชื่อว่ากระทำความแค้นเคืองกับเราว่า พระราชกุมารองค์นี้รับสินบนของเรา หรือว่าก่อทุกข์ชื่อนี้ให้แก่เรา เพราะความเมาด้วยความเป็นใหญ่ ดังนี้มิได้มีเลย.

บทว่า ชนปโท น ปเวเทติ ความว่า ชาวชนบทไม่ช่วยกันประกาศ คือกราบทูลให้พระราชาทรงทราบว่า เราเป็นผู้ปรารถนาประโยชน์ของพระราชา และของชาวชนบท ด้วยประการฉะนี้. ทำไม ชาวชนบทนี้จึงไม่กราบทูลพระราชบิดาของเราว่า พระราชบุตรของพระองค์ เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยคุณธรรม.

แม้เมื่อพระจันทกุมารตรัสอย่างนี้แล้ว ใครๆ มิได้พูดอะไรเลย เพราะเหตุนั้น พระกุมาร เมื่อจะส่งพระชายาของพระองค์ ๗๐๐ นางให้ไปเพื่อวิงวอน จึงตรัสว่า

ดูก่อนแม่เจ้าเรือนทั้งหลาย ขอท่านทั้งหลาย จงไปกราบทูลพระราชบิดา และวิงวอนกัณฑหาลพราหมณ์ว่า ขอจงอย่าฆ่าพระราชกุมารทั้งหลาย ผู้ไม่คิดประทุษร้าย ผู้องอาจดังราชสีห์. ดูก่อนแม่เจ้าเรือนทั้งหลาย ขอท่านทั้งหลายจงไปกราบทูลพระราชบิดา และวิงวอนกัณฑหาลพราหมณ์ว่า ขอจงอย่าฆ่าพระราชกุมารทั้งหลาย ผู้เป็นที่เพ่งที่หวังของโลกทั้งปวง.

แม่เจ้าเรือนเหล่านั้นไปกราบทูลวิงวอนแล้ว พระราชาไม่ทอดพระเนตรดูเลย เพราะฉะนั้น พระราชกุมารไร้ที่พึ่งแล้ว จึงพร่ำเพ้อ กล่าวคาถาว่า

ไฉนหนอ เราพึงเกิดในตระกูลนายช่างรถ ในตระกูลปุกกุสะ หรือพึงเกิดในหมู่พ่อค้า พระราชาก็ไม่พึงรับสั่งให้ฆ่า ในการบูชายัญวันนี้.

ครั้นกล่าวดังนี้ พระกุมาร เมื่อจะส่งพระชายาทั้งหลายไปอีกครั้งหนึ่งจึงตรัสว่า

เจ้าผู้มีความคิดแม้ทั้งปวง จงไปหมอบลงแทบเท้าของผู้เป็นเจ้ากัณฑหาละ เรียนว่า เรามิได้เห็นโทษเลย. ดูก่อนแม่เจ้าเรือนแม้ทั้งปวง เจ้าจงไปหมอบลงแทบเท้าของผู้เป็นเจ้ากัณฑหาละ เรียนว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ถ้าเราทั้งหลายได้ประทุษร้ายอะไรในท่าน ขอท่านจงอดโทษเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปราธาหํ น ปสฺสามิ ความว่า ข้าแต่อาจารย์กัณฑหาละ ข้าพเจ้าไม่เห็นความผิดของตน. บทว่า กินฺเต ภนฺเต ความว่า ข้าแต่ผู้เป็นเจ้ากัณฑทหาละ พวกเราไม่เห็นความผิดอะไรของท่าน. ก็ถ้าจันทกุมารมีโทษไซร้ ขอท่านจงกล่าวกะจันทกุมารนั้นว่า ขอท่านจงอดโทษเถิด.

ลำดับนั้น พระกนิษฐภคินีของพระจันทกุมารทรงนามว่าเสลากุมารี เมื่อไม่อาจอดกลั้นความโศกเศร้า ก็กราบลงแทบบาทมูลของพระราชบิดา แล้วคร่ำครวญ.

พระศาสดา เมื่อทรงประกาศความข้อนั้น จึงตรัสว่า

พระเสลาราชกุมารีผู้ควรการุญ ทรงเห็นพระภาดาทั้งหลายอันเขานำมาเพื่อบูชายัญ ทรงคร่ำครวญว่า ดังได้สดับมา พระราชบิดาของเราทรงปรารถนาสวรรค์ รับสั่งให้ตั้งยัญขึ้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปนีตตฺเต แปลว่า มีสภาวะอันเขานำมาเพื่อบูชายัญ. บทว่า อุกฺขิปิโต ความว่า พระราชบิดารับสั่งให้ยกขึ้นตั้งไว้ คือให้เป็นไปอยู่. ด้วยบทว่า สคฺคกาเมน นี้ พระเสลาคร่ำครวญอยู่ว่า พระราชบิดาฆ่าพี่ชายทั้งหลายของเราปรารถนาสวรรค์. พระองค์จักฆ่าพี่ชายเหล่านี้ แล้วไปสวรรค์หรือ?

พระราชาไม่ทรงยึดถือถ้อยคำแม้ของนาง. ลำดับนั้น โอรสของพระจันทกุมาร ทรงนามว่าวสุละ. ครั้นเห็นพระบิดาได้รับทุกข์ คิดว่า เราจักเข้าไปทูลวิงวอนพระอัยกา ให้ประทานชีวิตแก่บิดาของเรา. ดังนี้แล้ว หมอบลงแทบบาทมูลแห่งพระราชา แล้วคร่ำครวญ.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศความข้อนั้น จึงตรัสว่า

พระวสุลราชนัดดา กลิ้งไปกลิ้งมาเบื้องพระพักตร์พระราชากราบทูลว่า ขอเดชะ ข้าพระบาทยังเป็นเด็กไม่ถึงความเป็นหนุ่ม. ขอพระองค์ได้ทรงโปรด อย่าได้ฆ่าพระบิดาของข้าพระองค์เลย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทหรมฺหา อโยพฺพนปฺปตฺตา ความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พวกข้าพระองค์ยังเป็นเด็กอ่อน ยังไม่ถึงความเป็นหนุ่มก่อน. ขอพระองค์อย่าได้ฆ่าพระบิดาของพวกข้าพระองค์ ด้วยความเอ็นดู แม้ในพวกข้าพระองค์ก่อนเถิด.

พระราชาทรงสดับเสียงคร่ำครวญของพระวสุละ มีพระอุระประดุจจะแตกทำลายแล้ว สวมกอดพระราชนัดดา มีพระเนตรเต็มไปด้วยพระอัสสุชล ตรัสว่า หลานรัก เจ้าจงได้คืนลมหายใจเถิด ปู่จะปล่อยพ่อเจ้า. แล้วก็ทรงกล่าวพระคาถาว่า

ดูก่อนวสุละ พ่อเจ้าอยู่นี่ เจ้าจงไปพร้อมกับบิดา. เจ้าพร่ำเพ้ออยู่ในพระราชวัง ย่อมให้เกิดทุกข์แก่ปู่นัก. จงปล่อยพระราชกุมารทั้งหลาย ณ บัดนี้ เราขอเลิกการเอาบุตรบูชายัญ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนฺเต ปรสฺมึ ได้แก่ ในภายในพระราชวัง.

กัณฑหาลพราหมณ์มากล่าวอีกว่า

ข้าพระองค์ได้ทูลไว้แล้วในกาลก่อนเทียว การบูชายัญนี้ทำได้ยาก ให้ยินดีได้แสนยาก บัดนี้ พระองค์ทรงกระทำยัญที่ข้าพระองค์ตระเตรียมไว้แล้วให้กระจัดกระจาย เพราะเหตุไร ชนเหล่าใดบูชายัญเองก็ดี และชนเหล่าใดให้ผู้อื่นบูชายัญก็ดี อนึ่ง ชนเหล่าใดอนุโมทนามหายัญเช่นนี้ของบุคคล ผู้บูชาอยู่ก็ดี ชนเหล่านั้นทั้งหมดย่อมไปสู่สุคติ.

ฝ่ายพระราชาผู้มืดเขลา ก็ให้ราชบุรุษไปจับกุม พระราชบุตรทั้งหลายมาอีกครั้งหนึ่ง ตามคำของกัณฑหาลพราหมณ์ เพราะเหตุนั้น กัณฑหาลพราหมณ์ จึงคิดว่า พระราชาพระองค์นี้ใจอ่อน ประเดี๋ยวให้ปล่อย ประเดี๋ยวก็ให้จับพระราชบุตรทั้งหลาย พระองค์จะปล่อยพระราชบุตรทั้งหลาย ตามคำของทารกทั้งหลายอีก อย่ากระนั้นเลย เราจะพาพระองค์ไปสู่หลุมยัญเสียเลย.

ลำดับนั้น จึงกล่าวคาถา เพื่อจะให้พระองค์เสด็จไปในที่นั้นว่า

ข้าแต่สมเด็จพระเอกราช ข้าพระองค์ตระเตรียมยัญ แล้วด้วยแก้วทุกอย่าง ตกแต่งไว้แล้วเพื่อพระองค์ ขอเดชะ เชิญเสด็จออกเถิด พระองค์ทรงบูชายัญแล้ว เสด็จสู่สวรรค์จักทรงบันเทิงพระหฤทัย.

ความแห่งคำเป็นคาถานั้นว่า ข้าแต่มหาราช ยัญข้าพระองค์ตระเตรียมแล้วด้วย แก้วทุกประการเพื่อพระองค์. บัดนี้เป็นเวลาที่พระองค์จะเสด็จไป เพราะฉะนั้น จักเสด็จออกไปบูชายัญ แล้วไปสู่สวรรค์ทรงบันเทิงพระหฤทัย.

ครั้นในเวลาที่เขาพาพระโพธิสัตว์ไปยังหลุมเป็นที่บูชายัญ นางห้ามทั้งหลายของพระโพธิสัตว์นั้น ก็ได้ออก (จากที่นี้) โดยพร้อมกัน.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศความข้อนั้น จึงตรัสว่า

หญิงสาว ๗๐๐ นาง ผู้เป็นชายาของพระจันทกุมาร ต่างสยายผมแล้วร้องไห้ ดำเนินไปตามทาง. ส่วนพวกหญิงอื่นๆ ออกไปแล้วด้วยความเศร้าโศก เหมือนเทวดาในนันทวัน ต่างก็สยายผม ร้องไห้ไปตามทาง.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นนฺทเน วิย เทวา ความว่า เหมือนเทวดาทั้งหลายห้อมล้อมเทพบุตร ผู้มีอันจุติเป็นธรรมดาในนันทวัน.

พระจันทกุมารและพระสุริยกุมาร ทรงผ้าแคว้นกาสีอันขาวสะอาด ประดับด้วยกุณฑล ไล้ทาด้วยกฤษณาและจุรณแก่นจันทน์ ถูกราชบุรุษนำไป เพื่อบูชายัญของสมเด็จพระเอกราช.

พระจันทกุมารและ... ...ถูกราชบุรุษนำไป. ทำความเศร้าพระหฤทัยให้แก่พระชนนี.

พระจันทกุมารและ... ...ถูกราชบุรุษนำไป. ทำความเศร้าใจให้แก่ประชุมชน.

พระจันทกุมารและพระสุริยกุมาร เสวยพระกระยาหาร อันปรุงด้วยรสเนื้อ ช่างสนานสระสรงพระกายดีแล้ว ประดับกุณฑล ไล้ทาด้วยกฤษณาและจุรณแก่นจันทน์. ถูกราชบุรุษนำไป เพื่อบูชายัญของสมเด็จพระเอกราช.

พระจันทกุมารและ... ...ถูกราชบุรุษนำไป ทำความเศร้าพระหฤทัยให้แก่พระชนกชนนี.

พระจันทกุมารและ... ...ถูกราชบุรุษนำไป ทำความเศร้าใจให้แก่ประชุมชน.

ในกาลก่อน พวกพลช้างย่อมตามเสด็จ พระจันทกุมารและพระสุริยกุมาร ผู้เสด็จขึ้นสู่คอช้างเชือกประเสริฐ. วันนี้พระจันทกุมารและพระสุริยกุมารทั้ง ๒ พระองค์เสด็จดำเนินด้วยพระบาทเปล่า.

ในกาลก่อน พวกพลม้า... ...ผู้เสด็จขึ้นหลังม้าตัวประเสริฐ... ...ด้วยพระบาทเปล่า.

ในกาลก่อน พวกพลรถ... ...ผู้เสด็จขึ้นทรงรถอันประเสริฐ... ...ด้วยพระบาทเปล่า.

ในกาลก่อน พระจันทกุมารและพระสุริยกุมาร ราชบุรุษนำเสด็จออกด้วยม้าทั้งหลาย อันตบแต่งด้วยเครื่องทอง. วันนี้ ทั้งสองพระองค์ต้องเสด็จดำเนินด้วยพระบาทเปล่า.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาสิกสุจิวตฺถธรา ความว่า พระจันทกุมารและพระสุริยกุมารทรงผ้าแคว้นกาสีอันขาวสะอาด. บทว่า จนฺทสุริยา ได้แก่ พระจันทกุมารและพระสุริยกุมาร. บทว่า นหาปกสุนหาตา ชื่อว่าสนานสระสรงพระกายดี เพราะไล้ทาด้วยจุรณจันทน์ แล้วกระทำการประพรม ด้วยเครื่องสนานทั้งหลาย. บทว่า เย อสฺสุ ในบท ยสฺสุ นี้เป็นเพียงนิบาต. อธิบายว่า ซึ่งกุมารเหล่าใด. บทว่า ปุพฺเพ แปลว่า ในกาลก่อนแต่นี้. บทว่า หตฺถิวรธุรคเต ได้แก่ ผู้เสด็จขึ้นสู่คอช้างเชือกประเสริฐ คือผู้เสด็จขึ้นสู่คอช้างเชือกประเสริฐ อันเขาประดับตกแต่งแล้ว. บทว่า อสสวรธุรคเต แปลว่า ผู้ขึ้นสู่หลังม้าตัวประเสริฐ. บทว่า รถวรธุรคเต แปลว่า ผู้เสด็จทรงท่ามกลางรถอันประเสริฐ. บทว่า นียึสุ แปลว่า ออกไปแล้ว.

เมื่อหญิงเหล่านั้นปริเทวนาการอยู่อย่างนี้นั่นแล ราชบุรุษนำพระโพธิสัตว์ออกจากพระนคร ในกาลนั้น ทั่วพระนครก็กำเริบขึ้น ชาวนครปรารภจะออก. เมื่อมหาชนกำลังออกไป ประตูทั้งหลายไม่เพียงพอ. พราหมณ์เห็นคนมากเกินไป จึงคิดว่า ใครจะรู้ว่า เหตุอะไรจักเกิดขึ้น ก็สั่งให้ปิดประตูพระนครเสีย. มหาชนเมื่อจะออกไปไม่ได้ ก็พากันร้องอื้ออึ้งอยู่ใกล้ๆ สวนแห่งหนึ่ง ซึ่งมีอยู่ริมประตูภายในพระนคร. ฝูงนกทั้งหลายพากันตกใจกลัว ด้วยเสียงอื้ออึงนั้น ก็บินขึ้นสู่อากาศ มหาชนเรียกนกนั้นๆ แล้วพร่ำเพ้อกล่าวว่า

นกเอ๋ย ถ้าเจ้าปรารถนาเนื้อ เจ้าจงบินไปทางทิศบูรพาแห่งปุปผวดีนคร ณ ที่นั้น พระเจ้าเอกราชผู้หลงใหล จะทรงบูชายัญด้วยราชโอรส ๔ พระองค์.

นกเอ๋ย... ...จะทรงบูชายัญด้วยพระราชธิดา ๔ พระองค์.

นกเอ๋ย... ...จะทรงบูชายัญด้วยพระมเหสี ๔ พระองค์.

นกเอ๋ย... ...จะทรงบูชายัญด้วยคฤหบดี ๔ คน.

นกเอ๋ย... ...จะทรงบูชายัญด้วยช้าง ๔ เชือก.

นกเอ๋ย... ...จะทรงบูชายัญด้วยม้า ๔ ตัว

นกเอ๋ย... ...จะทรงบูชายัญด้วยโคอุสุภราช ๔ ตัว

นกเอ๋ย ถ้าเจ้าปรารถนาเนื้อ เจ้าจงบินไปทางทิศบูรพาแห่งปุปผวดีนคร ณ ที่นั้น พระเจ้าเอกราช ผู้หลงใหล จะทรงบูชายัญด้วยสัตว์ทั้งปวงอย่างละ ๔.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มํสมิจฺฉสิ ความว่า นกผู้เจริญเอ๋ย ถ้าเจ้าปรารถนาเนื้อ. บทว่า อุยฺยสฺสุ ปุพฺเพน ปุปฺผวติยา ความว่า เจ้าจงบินไปในที่ๆ มีการปิดกั้นเพื่อบูชายัญ ทางทิศบูรพาแห่งปุปผวดีนคร.

บทว่า ยชเตตฺถ ความว่า ในที่นั้น พระเจ้าเอกราชผู้หลงใหล พระองค์ทรงเชื่อถ้อยคำของกัณฑหาลพราหมณ์ บูชายัญด้วยพระราชโอรส ๔ พระองค์. แม้ในคาถาที่เหลือ พึงทราบโดยนัยนี้เหมือนกัน.

มหาชนพากันคร่ำครวญในที่นั้นด้วยอาการอย่างนี้ จึงไปยังสถานที่อยู่ของพระโพธิสัตว์ เมื่อกระทำประทักษิณปราสาท แลเห็นพระตำหนักเรือนยอดในภายในพระนคร และสถานที่ต่างๆ มีพระอุทยานเป็นต้น จึงกล่าวคร่ำครวญอยู่ด้วยคาถาว่า

นี้ปราสาทของท่านล้วนด้วยทองคำภายในพระราชวัง น่ารื่นรมย์ยิ่งนัก บัดนี้ พระลูกเจ้าทั้ง ๔ พระองค์ ถูกเขานำไปเพื่อจะฆ่า

นี้เรือนยอดของท่านล้วนแล้วด้วยทองคำ เกลื่อนกล่นด้วยพวงมาลัย... ...เพื่อจะฆ่า.

นี้พระอุทยานของท่าน มีดอกไม้บานสะพรั่ง ตลอดกาลทั้งปวง น่ารื่นรมย์ใจ... ...เพื่อจะฆ่า.

นี้ป่าอโศกของท่าน มีดอกบานสะพรั่งตลอดกาลทั้งปวง น่ารื่นรมย์ใจ... ...เพื่อจะฆ่า.

นี้ป่ากรรณิการ์ของท่าน มีดอกบานสะพรั่งตลอดกาลทั้งปวง น่ารื่นรมย์ใจ... ...เพื่อจะฆ่า.

นี้ป่าแคฝอยของท่าน มีดอกบานสะพรั่งตลอดกาลทั้งปวง น่ารื่นรมย์ใจ... ...เพื่อจะฆ่า.

นี้สวนมะม่วงของท่าน มีดอกบานสะพรั่งตลอดกาลทั้งปวง น่ารื่นรมย์ใจ... ...เพื่อจะฆ่า.

นี้สระโบกขรณีของท่าน ดารดาษไปด้วยดอกบัวหลวงและบัวขาบ มีเรือทองอันงดงามวิจิตร ด้วยลายเครือวัลย์ เป็นที่รื่นรมย์ดี. บัดนี้ พระลูกเจ้าทั้ง ๔ พระองค์ถูกนำไปเพื่อจะฆ่า.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เตทานิ ความว่า บัดนี้ พระลูกเจ้าทั้ง ๔ ของเรา มีพระจันทกุมารเป็นหัวหน้า ละทิ้งปราสาทเห็นปานนี้. ถูกนำไปเพื่อจะฆ่า. บทว่า โสวณฺณวิกตา แปลว่า ขจิตด้วยทองคำ.

คนทั้งหลายพร่ำเพ้อ ในที่มีประมาณเท่านี้ จึงพากันไปสู่โรงช้างเป็นต้นอีก แล้วกล่าวว่า

นี้ช้างแก้วของท่านชื่อเอราวัณ เป็นช้างมีกำลัง. บัดนี้พระลูกเจ้าทั้ง ๔ นั้นถูกเขานำไปเพื่อจะฆ่า.

นี้ม้าแก้วของท่าน เป็นม้ามีกีบไม่แตก เป็นม้าวิ่งได้เร็ว... ...เพื่อจะฆ่า.

นี้รถม้าของท่าน มีเสียงไพเราะเหมือนเสียงนกสาลิกา เป็นรถงดงามวิจิตรด้วยแก้ว. พระลูกเจ้าเสด็จไปในรถนี้ ย่อมงดงามดังเทพเจ้าในนันทวัน... ...เพื่อจะฆ่า.

อย่างไร พระราชาผู้หลงใหล จึงจักทรงบูชายัญ ด้วยพระราชโอรส ๔ พระองค์ ผู้งามเสมอทอง มีพระวรกายไล้ทาด้วยจุรณจันทน์.

อย่างไร พระราชาผู้หลงใหล... ... ด้วยพระราชธิดา ๔ พระองค์... ...ด้วยจุรณจันทน์.

อย่างไร พระราชาผู้หลงใหล... ...ด้วยพระมเหสี ๔ พระองค์... ...ด้วยจุรณจันทน์.

อย่างไร พระราชาผู้หลงใหล... ...ด้วยคฤหบดี ๔ คน... ...ด้วยจุรณจันทน์

คามนิคมทั้งหลายจะว่างเปล่า ไม่มีมนุษย์ กลายเป็นป่าใหญ่ไป ฉันใด เมื่อพระราชารับสั่งให้เอา พระจันทกุมารและสุริยกุมารบูชายัญ. พระนครปุปผวดีก็จักร้างว่างเปล่า ไม่มีมนุษย์ กลายเป็นป่าใหญ่ไป ฉันนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอราวโณ นี้ เป็นชื่อของช้างนั้น. บทว่า เอกขุโร ได้แก่ มีกีบไม่แตก.

บทว่า สาลิยา วิย นิคฺโฆโส ความว่า ในเวลาไป ประกอบด้วยเสียงกังวาลไพเราะ ดุจกังวานแห่งนกสาลิกาทั้งหลาย. บทว่า กถนฺนาม สามสมสุนฺทเรหิ ความว่า มีผิวเหลืองดังทองคำ เสมอซึ่งกันและกันโดยกำเนิด ชื่อว่า งามเพราะปราศจากโทษ. บทว่า จนฺทนมรุกคตฺเตหิ แปลว่า มีอวัยวะไล้ทาด้วยจันทน์แดง.

บทว่า พฺรหารญฺญา ความว่า คามและนิคมเหล่านั้นว่างไม่มีมนุษย์ กลายเป็นป่าใหญ่ ฉันใด. เมื่อพระราชาทรงบูชายัญ ด้วยพระราชโอรสทั้งสองพระองค์. แม้พระนครปุปผวดี ก็จักร้างว่างเปล่าเป็นเสมือนป่าใหญ่ไป ฉันนั้น.

คนเป็นอันมากนั้น เมื่อไม่ได้เพื่อจะออกไปภายนอก ก็พากันคร่ำครวญ เที่ยวไปภายในพระนครนั่นเอง. ฝ่ายพระโพธิสัตว์ถูกนำไปสู่หลุมที่บูชายัญ. ลำดับนั้น พระมารดาของพระโพธิสัตว์ทรงนามว่า โคตมีเทวี ซบลงแทบบาทมูลของพระราชา ทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ขอพระองค์จงประทานชีวิตแก่บุตรทั้งหลายของข้าพระบาท ทรงกรรแสงพลางกล่าวว่า

ทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ขอพระองค์จงประทานชีวิตแก่ บุตรทั้งหลายของข้าพระบาท ทรงกรรแสงพลางกล่าวว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ข้าพระบาทจักเป็นบ้า มีความเจริญถูกขจัดแล้ว มีสรีระเกลือกกลั้วด้วยธุลี ถ้าเขาฆ่าจันทกุมาร ลมปราณของข้าพระบาทก็จะแตกทำลาย.

ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ข้าพระบาทจักเป็นบ้า มีความเจริญถูกขจัดแล้ว มีสรีระเกลือกกลั้วด้วยธุลี ถ้าเขาฆ่าสุริยกุมาร ลมปราณของข้าพระบาทก็จะแตกทำลาย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภูนหตา แปลว่า มีความเจริญถูกขจัดแล้ว.

บทว่า ปํสุนาว ปริกิณฺณา ความว่า ข้าพระบาทมีสรีระเหมือนเกลือกกลั้วด้วยฝุ่น จักเป็นบ้าเที่ยวไป.

พระนางโคตมีเทวี เมื่อคร่ำครวญอยู่อย่างนี้ มิได้รับพระดำรัสอย่างไร จากสำนักพระราชา. จึงทรงกล่าวแก่พระสุณิสาทั้งหลายว่า ชะรอยลูกเราโกรธเจ้าแล้ว จึงจักไปเสียกระมัง เหตุไรเจ้าไม่ยังเขาให้กลับมาทรงสวมกอดชายาทั้ง ๔ ของพระกุมารเข้าแล้ว ก็ทรงกล่าวคร่ำครวญว่า

สะใภ้เราเหล่านี้ คือ นางฆัฏฏิกา นางอุปริกขี นางโปกขรณีและนางคายิกา ล้วนกล่าววาจาเป็นที่รักแก่กันและกัน. เพราะเหตุไร จึงไม่ฟ้อนรำขับร้องให้จันทกุมาร และสุริยกุมารรื่นรมย์เล่า. ใครอื่นที่จะเสมอด้วยนางทั้ง ๔ นั้นไม่มี.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กินฺนุมา น รมาเปยฺยุํ ความว่า เพราะเหตุไร สะใภ้ทั้ง ๔ มีนางฆัฏฏิกาเป็นต้นนี้ จึงไม่พูดคำพึงใจแก่กันและกัน ฟ้อนรำขับร้องให้ราชโอรสทั้งสอง ของเราเพลิดเพลิน. ไม่ให้เบื่อหน่าย. อธิบายว่า จริงอยู่ ในการฟ้อนรำหรือขับร้อง ในชมพูทวีปทั้งสิ้นนี้. ใครอื่นที่จะเสมอด้วยนางทั้ง ๔ นี้ย่อมไม่มี.

พระนางทรงคร่ำครวญกะพระสุณิสาดังนี้แล้ว เมื่อไม่มองเห็นอุบาย อันควรถืออย่างอื่น จึงทรงกล่าวคาถา ๘ คาถา แช่งด่ากัณฑหาลพราหมณ์ว่า

ดูก่อนเจ้ากัณฑหาละ ความโศกเศร้าใจใด ย่อมเกิดมีแก่เรา. ในเมื่อจันทกุมารถูกเขานำไปเพื่อจะฆ่า. แม่ของเจ้าจงได้ประสบความโศกเศร้าใจของเรานี้.

ดูก่อนเจ้ากัณฑหาละ ความโศกเศร้าใจใดย่อมเกิดมีแก่เรา ในเมื่อสุริยกุมารถูกเขานำไปจะฆ่า. แม่ของเจ้าจงได้ประสบความโศกเศร้าใจของเรานี้.

ดูก่อนเจ้ากัณฑหาละ ความโศกเศร้าใจใดย่อมเกิดมีแก่เรา ในเมื่อจันทกุมารถูกเขานำไปเพื่อจะฆ่า. ภรรยาของเจ้าจงประสบความโศกเศร้าใจของเรานี้.

ดูก่อนเจ้ากัณฑหาละ ความโศกเศร้าใจใดย่อมเกิดมีแก่เรา ในเมื่อสุริยกุมารถูกเขานำไปเพื่อจะฆ่า. ภรรยาของเจ้าจงได้ประสบความโศกเศร้าใจของเรานี้.

ดูก่อนเจ้ากัณฑหาละ เจ้าได้ให้ฆ่าพระกุมารทั้งหลาย ผู้ไม่คิดประทุษร้าย ผู้องอาจดังราชสีห์. แม่ของเจ้าจงอย่าได้เห็นพวกลูกๆ และอย่าได้เห็นสามีเลย

ดูก่อนเจ้ากัณฑหาละ เจ้าได้ให้ฆ่าพระกุมารทั้งหลาย ผู้เป็นที่มุ่งหวังของโลกทั้งปวง. แม่ของเจ้าจงอย่าได้เห็นพวกลูกๆ และอย่าได้เห็นสามีเลย.

ดูก่อนเจ้ากัณฑหาละ เจ้าได้ให้ฆ่าพระกุมารทั้งหลาย ผู้ไม่คิดประทุษร้าย ผู้องอาจดังราชสีห์. ภรรยาของเจ้าจงอย่าได้เห็นพวกลูกๆ และอย่าได้เห็นสามีเลย.

ดูก่อนเจ้ากัณฑหาละ เจ้าได้ฆ่าพระกุมารทั้งหลาย ผู้เป็นที่มุ่งหวังของโลกทั้งปวง. ภรรยาของเจ้าจงอย่าได้เห็นพวกลูกๆ และอย่าได้เห็นสามีเลย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิมํ มยฺหํ ความว่า ความโศกเศร้าใจของเรานี้ จัดเป็นทุกข์.

บทว่า ปฏิมุญฺจตุ ความว่า จงเข้าไป คือจงถึง. บทว่า โย ฆาเตสิ ความว่า เจ้าใดย่อมฆ่า.

บทว่า อเปกฺขิเต ความว่า เจ้าย่อมฆ่าผู้ที่ชาวโลกทั้งปวงหวังอยู่ คือปรากฏอยู่.

พระโพธิสัตว์ เมื่อทูลวิงวอนที่หลุมยัญ จึงกล่าวว่า

ขอเดชะ อย่าได้ทรงฆ่าข้าพระองค์ทั้งหลายเสียเลย โปรดพระราชทานข้าพระองค์ทั้งหลาย ให้เป็นทาสของกัณฑหาลปุโรหิตเถิด พระเจ้าข้า ถึงแม้ว่า ข้าพระองค์ทั้งหลายจะถูกจองจำด้วยโซ่ใหญ่ ก็จะเลี้ยงช้างและม้าให้เขา.

ขอเดชะ... ...พระเจ้าข้า ถึงแม้ว่า ข้าพระองค์ทั้งหลายจะถูกจองจำด้วยโซ่ใหญ่ ก็จะขนมูลช้างให้เขา.

ขอเดชะ... ...พระเจ้าข้า ถึงแม้ว่า ข้าพระองค์ทั้งหลายจะถูกจองจำ ด้วยโซ่ใหญ่ ก็จะขนมูลม้าให้เขา.

ขอเดชะ... ...ตามที่พระองค์มีพระประสงค์เถิด พระเจ้าข้า ถึงแม้ว่า ข้าพระองค์ทั้งหลายจะถูกขับไล่จากแว่นแคว้น ก็จะเที่ยวภิกขาจารเลี้ยงชีวิต.

ขอเดชะ หญิงทั้งหลายผู้ปรารถนาบุตร แม้จะเป็นคนยากจน ย่อมวอนขอบุตรต่อเทพเจ้า หญิงบางพวกละปฏิภาณแล้ว ไม่ได้บุตรก็มี หญิงเหล่านั้นย่อมกระทำความหวังว่า ขอลูกทั้งหลายจงเกิดแก่เรา แต่นั้นขอหลานจงเกิดอีก ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ พระองค์รับสั่งให้ฆ่าข้าพระองค์ทั้งหลาย เพื่อต้องการทรงบูชายัญ โดยเหตุอันไม่สมควร.

ข้าแต่สมเด็จพระบิดา คนทั้งหลายเขาได้ลูก เพราะความวิงวอนของเทพเจ้า ขอพระองค์อย่ารับสั่ง ให้ฆ่าข้าพระองค์ทั้งหลายเลย อย่าทรงบูชายัญนี้ด้วยบุตรทั้งหลาย ที่ได้มาโดยยากเลย พระเจ้าข้า.

ข้าแต่สมเด็จพระบิดา คนทั้งหลายเขาได้บุตร เพราะความวิงวอนเทพเจ้า ขอพระองค์อย่ารับสั่ง ให้ฆ่าข้าพระองค์ทั้งหลายเลย พระเจ้าข้า. ขอได้ทรงพระกรุณาโปรดอย่าได้พราก ข้าพระองค์ทั้งหลายผู้เป็นบุตรที่ได้มา ด้วยความยากจากพระมารดาเลย พระเจ้าข้า.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทิพฺยํ ความว่า แต่ก่อนพระองค์ผู้สมมติเทพ นารีทั้งหลายผู้ไร้บุตร แม้เป็นผู้ยากจน เป็นผู้มีความต้องการบุตร นำบรรณาการเป็นอันมาก ไปวอนขอเทพเจ้าว่า ขอเราจักได้ซึ่งลูกหญิง หรือลูกชายดังนี้.

บทว่า ปฏิภาณานิปิ หิตฺวา ความว่า แม้ละแล้ว คือไม่ได้แล้วซึ่งการตั้งครรภ์ ท่านกล่าวคำอธิบายไว้ว่า ข้าแต่มหาราช ก็ครรภ์ของนารีทั้งหลายผู้ไม่ได้การตั้งครรภ์เกิดขึ้นแล้ว ย่อมซูบซีดไป ฉิบหายไป. ในบรรดาหญิงเหล่านั้น บางพวกเมื่อไม่ได้บุตรก็ขอ, บางนางได้แล้วละการตั้งครรภ์ แล้วไม่บริโภค ก็ไม่ได้ซึ่งบุตร. บางนางเมื่อไม่ได้ความตั้งครรภ์ ก็ไม่ได้ซึ่งบุตร แต่มารดาของข้าพระบาท ได้แล้วซึ่งการตั้งครรภ์แล้วบริโภค และมิได้ปล่อยให้ครรภ์ที่เกิดขึ้นแล้ว พินาศไปเสีย จึงได้บุตรทั้งหลาย. พระราชกุมารทรงวิงวอนว่า ขอพระองค์อย่าได้ฆ่าข้าพระองค์ทั้งหลาย อันเป็นราชบุตรที่ได้มาด้วยประการฉะนี้.

บทว่า อสฺสาสกานิ ความว่า ข้าแต่มหาราช สัตว์เหล่านี้ย่อมกระทำความหวังว่า อย่างไร ขอบุตรทั้งหลายจงเกิดแก่เรา. บทว่า ตโต จ ปุตฺตา ความว่า ขอบุตรทั้งหลายจงเกิดแม้แก่บุตรทั้งหลายของเราด้วย. บทว่า อถ โน อการณสฺมา ความว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ พระองค์ได้ชื่อว่า ฆ่าพวกข้าพระองค์ เพื่อประโยชน์แก่การบูชายัญ ด้วยเหตุอันไม่สมควรเลย. บทว่า อุปยาจิตเกน ได้แก่ ด้วยความวิงวอนเทพทั้งหลาย.

บทว่า กปณลทฺธเกหิ พระราชโอรสตรัสว่า ขอพระองค์จงอย่าได้กระทำ ความพลัดพรากจากมารดาของพวกข้าพระองค์ กับพวกข้าพระองค์ ซึ่งเป็นบุตรที่มารดาได้มาด้วยความยากเลย และจงอย่าทำความพลัดพราก พวกข้าพระองค์กับมารดาเลย.

พระจันทกุมาร แม้เมื่อทูลวิงวอนด้วยอาการอย่างนี้ ก็ไม่ตอบอะไรๆ จึงหมอบลงแทบบาทมูลของพระมารดา พลางปริเทวนาการกล่าวว่า

ข้าแต่พระมารดา พระมารดาย่อมย่อยยับ เพราะทรงเลี้ยงลูกจันทกุมารมาด้วยความลำบาก ลูกขอกราบพระบาทพระมารดา ขอพระราชบิดาจงทรงได้ปรโลกอันสมบูรณ์เถิด.

เชิญพระมารดาทรงสวมกอดลูก แล้วประทานพระยุคลบาทให้ลูกกราบไหว้ ลูกจะจากไป ณ บัดนี้ เพื่อประโยชน์แก่ยัญของพระราชบิดาเอกราช.

เชิญพระมารดาทรง... ...ณ บัดนี้ ทำความโศกเศร้าพระทัยให้พระมารดา.

เชิญพระมารดาทรง... ...ณ บัดนี้ ทำความโศกเศร้าใจให้แก่ประชุมชน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พหุทุกฺขโปสิยา ความว่า พระมารดาทรงเลี้ยงลูกมา โดยความลำบากมาก.

บทว่า จนฺทํ ความว่า ข้าแต่พระแม่เจ้า พระองค์ทรงเลี้ยงซึ่งบุตร คือพระจันทกุมาร ด้วยประการฉะนี้ บัดนี้ พระแม่เจ้าย่อมทรงชราลง.

บทว่า ลภตํ ตาโต ปรโลกํ ความว่า ขอพระราชบิดาของข้าพระองค์ จงได้ปรโลกอันสมบูรณ์ด้วยโภคะเถิด. บทว่า อุปคุยฺห ความว่า จงสวมกอด คือโอบกอด. บทว่า ปวาสํ ความว่า เป็นการพลัดพราก จากไปอย่างแท้จริง โดยมิได้หวนกลับมาอีก.

ลำดับนั้น พระมารดาของจันทกุมาร เมื่อจะทรงปริเทวนาการ จึงตรัสคาถา ๔ คาถาว่า

ดูก่อนลูกโคตมี มาเถิด เจ้าจงรัดเมาลีด้วยใบบัว จงประดับดอกไม้อันแซมด้วยกลีบจำปา นี่เป็นปรกติของเจ้ามาแต่ก่อน.

มาเถิด เจ้าจงไล้ทาเครื่องลูบไล้ คือจุรณจันทน์แดงของเจ้า เป็นครั้งสุดท้าย. เจ้าลูบไล้ด้วยจุรณจันทน์แดงนั้นดีแล้ว ย่อมงดงามในราชบริษัท.

มาเถิด เจ้าจงนุ่งผ้ากาสิกพัสตร์ อันเป็นผ้าเนื้อละเอียด เป็นครั้งสุดท้าย. ครั้นนุ่งผ้ากาสิกพัสตร์นั้นแล้ว ย่อมงดงามในบริษัท.

เชิญเจ้าประดับหัตถาภรณ์ อันเป็นเครื่องประดับทองคำฝังแก้วมุกดาและแก้วมณี. เจ้าประดับด้วยหัตถาภรณ์นั้นแล้ว ย่อมงดงามในบริษัท.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปทุมปตฺตานํ ความว่า ซึ่งเครื่องประดับอย่างหนึ่ง ชื่อว่าปทุมปัตตเวฐนะ ผ้าโพกสำหรับรัดเมาลี ทำด้วยใบบัว พระนางโคตมีทรงพระประสงค์เอาเครื่องประดับนั้นนั่นแล จึงตรัสอย่างนั้น. อธิบายว่า เจ้าจงรวบขึ้นซึ่งเมาลีของเจ้า อันกระจัดกระจายแล้ว จงพันด้วยปทุมปัตตเวฐนะ. ทรงเรียกพระจันทกุมารด้วยคำว่า โคตมิปุตฺต.

บทว่า จมฺปกทลมิสฺสาโย ความว่า เจ้าจงประดับระเบียบดอกไม้นานาชนิด อันสมบูรณ์ด้วยสีและกลิ่น แซมด้วยกลีบจำปาสอดสลับ ณ ภายใน. ด้วยบทว่า เอสา เต นี้พระนางพร่ำว่า นี้เป็นปกติของเจ้ามาแต่ครั้งก่อน. จงลูบไล้เครื่องลูบไล้ เครื่องจุรณจันทน์นั้น นั่นแลลูก.

บทว่า เยหิ จ ความว่า เจ้าลูบไล้ด้วยเครื่องลูบไล้ คือจันทน์แดงเหล่าใดแล้ว. เจ้าจะงดงามในราชบริษัท เจ้าจงลูบไล้ด้วยเครื่องลูบไล้ คือจุรณจันทน์แดงเหล่านั้นเถิด. บทว่า กาสิกํ ได้แก่ ผ้ากาสิกพัสตร์อันมีค่าแสนหนึ่ง. บทว่า คณฺหสฺส ความว่า จงประดับ.

บัดนี้ พระนางจันทาผู้เป็นอัครมเหสีของพระจันทกุมาร หมอบลงแทบบาทมูลของพระราชา พลางร่ำไรกล่าวว่า

พระเจ้าแผ่นดินผู้ครองรัฐ ผู้เป็นทายาทของชนบท เป็นเจ้าโลกองค์นี้ จักไม่ทรงยังความสิเนหาให้เกิดในบุตร แน่ละหรือ.

พระราชาทรงสดับคำนั้นแล้ว ตรัสพระคาถาว่า

ลูกทั้งหลายเป็นที่รักของเรา (ตนเองก็เป็นที่รัก) อนึ่ง แม้เจ้าทั้งหลายผู้เป็นภรรยา ก็เป็นที่รักของเรา แต่เราปรารถนาสวรรค์ เหตุนั้นจึงได้ให้ฆ่าเจ้าทั้งหลาย.

เนื้อความแห่งพระดำรัสนั้นว่า เพราะเหตุไร เราจึงไม่บังเกิดความรักลูก แท้จริง บุตรทั้งหลายเป็นที่รักของเรา ไม่ใช่แต่พระโคตมีองค์เดียวเท่านั้น. แม้เราก็มีความรักบุตรทั้งหลาย ตนเองก็ดีก็เป็นที่รัก เจ้าทั้งหลายผู้เป็นสะใภ้ก็ดี ภรรยาทั้งหลายก็ดี ก็เป็นที่รักของเราเหมือนกันแม้เมื่อเป็นเช่นนั้น เราปรารถนาซึ่งสวรรค์นั้น เพราะเหตุนั้น เราจักฆ่าเจ้าทั้งหลายเหล่านี้ เจ้าอย่าคิดไปเลย แม้เจ้าทั้งหลายของเราเหล่านี้ ก็ไปอยู่กับเราในเทวโลกทั้งสิ้น.

พระนางจันทาทูลว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ขอจงทรงพระกรุณา โปรดรับสั่งให้ฆ่าข้าพระบาทเสียก่อน ขอความทุกข์อย่าได้ทำลายหทัยของข้าพระบาทเลย. พระราชโอรสของพระองค์เป็นสุขุมาลชาติ ประดับแล้วงดงาม ข้าแต่เจ้าชีวิต ขอได้โปรดฆ่าข้าพระบาทเสียก่อน ข้าพระบาทจักเป็นผู้มีความโศกเศร้า กว่าจันทกุมาร ขอพระองค์จงทรงทำบุญให้ไพบูลย์ ข้าพระบาททั้งสองจะเที่ยวไปในปรโลก.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปฐมํ ความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ขอพระองค์จงทรงฆ่าข้าพระบาท ก่อนกว่าพระสวามีของข้าพระบาท.

บทว่า ทุกขํ ความว่า ทุกข์แต่ความตายของพระจันทกุมารนั้น ขออย่าได้ยังหัวใจ ( ในอรรถกถา เพิ่มคำว่า อตฺตา จ ตนเองก็เป็นที่รัก) ของข้าพระบาทให้แตกเสียเลย.

ทว่า อลงฺกโต ความว่า ประดับแล้วด้วยอาการอย่างนี้ คือพระกุมารองค์นี้องค์เดียว เขาประดับตกแต่งแล้วสำหรับข้าพระบาท. บทนี้ย่อมแสดงว่า ข้าแต่พระมหาราช พระองค์ไม่ทรงรักใคร่ ซึ่งพระราชบุตรองค์นี้ ว่าเป็นลูกของเรา. บทว่า หนฺทยฺย ตัดบทเป็น หนฺท อยฺย. พระนางพร่ำเพ้อพลางทูลอย่างนี้กะพระราชา.

บทว่า สโสกา ความว่า เป็นไปกับด้วยความโศกเศร้า กับพระจันทกุมาร.

บทว่า เหสฺสามิ แปลว่า จักเป็น.

บทว่า วิจราม อุโภ ปรโลเก ความว่า ข้าพระองค์แลพระจันทกุมาร อันพระองค์ให้ฆ่ารวมกัน แม้ข้าพระองค์ทั้งสองจะเสวยสุข เที่ยวไปในปรโลก ขอพระองค์อย่าได้ทรงทำอันตรายแก่สวรรค์ของข้าพระบาททั้งสองเลย.

พระราชาตรัสว่า

ดูก่อนจันทาผู้มีตางาม เจ้าอย่าชอบใจความตายเลย เมื่อโคตมีบุตรผู้อันเราบูชายัญแล้ว พี่ผัวน้องผัวของเจ้าเป็นอันมาก จักยังเจ้าให้รื่นรมย์ยินดี.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มา ตฺวํ จนฺเท รุจิ ความว่า เจ้าอย่าชอบใจความตายของตนเลย. บาลีว่า มา รุทิ ดังนี้ก็มี ความว่า อย่าร้องไห้ไปเลย. บทว่า เทวรา ความว่า พี่ผัวน้องผัวของเจ้าเป็นผู้ประเสริฐ.

ต่อแต่นั้น พระศาสดาจึงตรัสกึ่งคาถาว่า

เมื่อพระราชาตรัสอย่างนั้นแล้ว พระนางจันทาเทวีก็ร่ำไห้ตีพระองค์ ด้วยฝ่าพระหัตถ์.

ต่อแต่นั้น พระนางก็ทรงรำพันว่า

ไม่มีประโยชน์อะไรด้วยชีวิต เราจักดื่มยาพิษตายเสียในที่นี้.

พระญาติ และมิตรของพระราชาพระองค์นี้ ผู้มีพระทัยดี ซึ่งจะกราบทูลทัดทานพระราชาว่า อย่าได้รับสั่งให้ฆ่าพระราชโอรส อันเกิดแต่พระอุระเลย ย่อมไม่มีแน่แท้เทียว.

พระญาติ และมิตรของพระราชาพระองค์นี้ ผู้มีพระทัยดี ซึ่งจะกราบทูลทัดทานพระราชาว่า อย่าได้รับสั่งให้ฆ่าพระราชโอรส อันเกิดแต่พระองค์เลย ย่อมไม่มีเป็นแน่แท้เทียว.

บุตรของข้าพระบาทเหล่านี้ ประดับพวงดอกไม้ สวมกำไลทองต้นแขน. ขอพระราชาจงเอาบุตรของข้าพระบาทเหล่านั้นบูชายัญ. แต่ขอพระราชทานปล่อยโคตมีบุตรเถิด.

ข้าแต่พระมหาราชา ขอจงทรงตัดแบ่งข้าพระบาทให้เป็นร้อยส่วน แล้วทรงบูชายัญในสถานที่ ๗ แห่ง. อย่าทรงฆ่าพระราชโอรสองค์ใหญ่ ผู้ไม่ผิดไม่ประทุษร้าย ผู้องอาจดังราชสีห์เลย.

ข้าแต่พระมหาราชา ขอจงทรงตัดแบ่งข้าพระบาทให้เป็นร้อยส่วน แล้วทรงบูชายัญในสถานที่ ๗ แห่ง. อย่าได้ทรงฆ่าพระราชโอรสองค์ใหญ่ เป็นที่มุ่งหวังของโลกทั้งปวงเลย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอวํ ความว่า เมื่อพระเจ้าเอกราชตรัสอย่างนั้น. ด้วยบทว่า หนฺติ พระนางทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ เหตุไรหรือพระองค์จึงตรัสเช่นนั้น แล้วทุบตีพระองค์ด้วยฝ่าพระหัตถ์.

บทว่า ปิสฺสามิ แปลว่า จักดื่ม. บทว่า อิเม เตปิ ความว่า ทรงจับมือเด็กที่เหลือ แม้เหล่านี้ตั้งต้นแต่วสุลกุมาร ประทับยืนอยู่ ใกล้บาทมูลของพระราชา. แล้วได้กล่าวอย่างนั้น.

บทว่า คุณิโน ความว่า ประกอบด้วยอาภรณ์ คือกลุ่มดอกไม้.

บทว่า กายุรธาริโน ความว่า ทรงไว้ซึ่งเครื่องประดับ คือกำไลทอง.

บทว่า วิลสตํ ความว่า ข้าแต่พระมหาราช พระองค์ฆ่าข้าพระบาทแล้วแบ่งเป็นร้อยส่วน.

บทว่า สตฺตธา ความว่า จงบูชายัญในที่ ๗ แห่ง.

ดังนั้น พระนางจันทาเทวีนั้นทรงคร่ำครวญในสำนักพระราชา ด้วยคาถาเหล่านี้แล้ว. เมื่อไม่ได้มีความโล่งใจ จึงเสด็จไปสำนักพระโพธิสัตว์นั่นแล แล้วยืนร่ำไรอยู่.

ลำดับนั้น พระจันทกุมารตรัสแก่พระนางจันทาว่า

ดูก่อนจันทา เมื่อเรายังมีชีวิตอยู่ เราให้อาภรณ์แก่เจ้ามากมาย มีแก้วมุกดาเป็นต้น. เมื่อเรื่องนั้นๆ เจ้าเล่า เจ้ากล่าวแล้วด้วยดี แต่วันนี้เราจะให้อาภรณ์ อันประดับอยู่กับกายเรานี้ เป็นของเราให้อันท้ายที่สุด เจ้าจงรับอาภรณ์นี้ไว้.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศความข้อนั้น จึงตรัสว่า

เครื่องประดับเป็นอันมากล้วนแต่ของดีๆ คือมุกดา มณี แก้วไพฑูรย์เราให้แก่เจ้า เมื่อเจ้ากล่าวคำดี นี้เป็นของที่เราให้แก่เจ้าครั้งสุดท้าย.

ฝ่ายพระนางจันทาเทวี ครั้นสดับคำพระสวามีแล้วก็พลางรำพันกล่าวด้วยคาถา ๙ คาถาอื่นจากนั้นว่า

เมื่อก่อนพวงมาลาบาน เคยสวมที่พระศอของพระกุมารเหล่าใด วันนี้ ดาบที่เขาลับคมดีแล้ว จักฟันที่พระศอของพระกุมารเหล่านั้น.

เมื่อก่อนพวงมาลาอันวิจิตร เคยสวมที่พระศอของพระกุมารเหล่าใด วันนี้ ดาบอันลับคมดีแล้ว จักฟันที่พระศอของพระกุมารเหล่านั้น.

ไม่ช้าแล้วหนอ ดาบจักฟันที่พระศอของพระราชบุตรทั้งหลาย ก็หทัยของเราจะไม่แตก แต่จะต้องมีเครื่องรัดอย่างมั่นคงเหลือเกิน.

พระจันทกุมารและพระสุริยกุมาร ทรงผ้าแคว้นกาสีอันสะอาด ประดับกุณฑล ไล้ทากฤษณาและจุรณแก่นจันทน์ เสด็จออกเพื่อประโยชน์ แก่การบูชายัญของพระเจ้าเอกราช.

พระจันทกุมารและพระสุริยกุมาร ทรงผ้าแคว้นกาสีอันขาวสะอาด ประดับกุณฑล ไล้ทากฤษณาและจุรณแก่นจันทน์ เพื่อประโยชน์แก่การบูชายัญของพระเจ้าเอกราช.

พระจันทกุมารและพระสุริยกุมาร ทรงผ้าแคว้นกาสีอันขาวสะอาด ประดับกุณฑล ไล้ทากฤษณาและจุรณแก่นจันทน์ เสด็จออกทำความเศร้าพระหฤทัยแก่พระชนนี.

พระจันทกุมารและพระสุริยกุมาร ทรงผ้าแคว้นกาสีอันขาวสะอาด ประดับกุณฑล ไล้ทากฤษณาและจุรณแก่นจันทน์ เสด็จออกทำความเศร้าใจให้แก่ประชุมชน

พระจันทกุมารและพระสุริยกุมาร เสวยพระกระยาหาร อันปรุงด้วยรสเนื้อ. ช่างสนานสระสรงพระกายดี แล้วประดับกุณฑล ไล้ทากฤษณาและจุรณแก่นจันทน์ เสด็จออกเพื่อประโยชน์ แก่การบูชายัญของพระเจ้าเอกราช

พระจันทกุมารและ... ...เสด็จออกกระทำความเศร้าพระทัยให้แก่พระชนนี.

พระจันทกุมารและ... ...เสด็จออกกระทำความเศร้าใจให้แก่ประชุมชน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ผุลฺลา มาลา ได้แก่ พวงดอกไม้. บทว่า เตสชฺช ตัดเป็น เตสํ อชฺช.

บทว่า เนตฺตึโส แก้เป็น อสิ. บทว่า วิวตฺติสฺสติ แปลว่า จักตก. บทว่า อจิรา วต แปลว่า ไม่นานหนอ. บทว่า น ผาเลติ แปลว่า ไม่แตก.

บทว่า ตาว ทฬฺหพนฺธนญฺจ เม อาสิ ความว่า จักมีเครื่องผูกมัดอันมั่นยิ่งนัก จักผูกมัดหทัยของเรา.

เมื่อพระนางจันทาคร่ำครวญอยู่อย่างนั้น การงานทุกอย่างในหลุมยัญสำเร็จแล้ว. อำมาตย์ทั้งหลายนำพระราชบุตรมาแล้ว ให้ก้มพระศอลงนั่งอยู่. กัณฑหาลพราหมณ์น้อมถาดทองคำ เข้าไปใกล้แล้วหยิบดาบมาถือยืนอยู่ ด้วยหมายใจว่า เราจักตัดพระศอพระราชกุมาร.

พระนางจันทาเทวีเห็นดังนั้น คิดว่าที่พึ่งอื่นของเราไม่มี เราจักกระทำความสวัสดีของพระสวามี ด้วยกำลังความสัตย์ของเรา จึงประคองอัญชลีดำเนินไป ในระหว่างแห่งที่ชุมนุมชน แล้วทรงกระทำสัจกิริยา

เมื่อเขาตกแต่งเครื่องบูชายัญทุกสิ่งแล้ว เมื่อพระจันทกุมารและพระสุริยกุมารประทับนั่งเพื่อประโยชน์แก่การบูชายัญ พระราชธิดาของพระเจ้าปัญจาลราช ประนมอัญชลี เสด็จดำเนินเวียน ในระหว่างบริษัททั้งปวง ทรงกระทำสัจกิริยาว่า กัณฑหาละผู้มีปัญญาทราม ได้กระทำกรรมอันชั่ว ด้วยความสัจจริงอันใด ด้วยสัจจวาจานี้

ขอให้ข้าพเจ้าได้อยู่ร่วมกับพระสวามี อมนุษย์เหล่าใดมีอยู่ในที่นี้ ยักษ์ สัตว์ที่เกิดแล้วและสัตว์ที่จะมาเกิดก็ดี ขอจงกระทำความขวนขวายช่วยเหลือข้าพเจ้า.

ขอให้ข้าพเจ้าได้อยู่ร่วมกับพระสวามี เทวดาทั้งหลายที่มาแล้วในที่นี้ ปวงสัตว์ที่เกิดแล้วและสัตว์ที่จะมาเกิด ขอจงคุ้มครองข้าพเจ้าผู้แสวงหาที่พึ่ง ผู้ไร้ที่พึ่ง ข้าพเจ้าขอวิงวอนท่านทั้งหลาย ขออย่าให้พวกข้าศึกชนะพระสวามีของข้าพเจ้าเลย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปกฺขตสฺมึ ความว่า เมื่อเขาจัดตกแต่งเครื่องบูชายัญพร้อมทุกสิ่ง.

บทว่า สมงฺคินี ความว่า ขอข้าพเจ้าจงเป็นผู้ประกอบพร้อม คือประกอบเป็นอันเดียวกัน ได้แก่เป็นผู้อยู่ร่วมกัน. บทว่า เยธตฺถิ ตัดเป็น เย อิธ อตฺถิ ชนเหล่าใดมีอยู่ในที่นี้.

บทว่า ยกฺขภูตภพฺยานิ ความว่า ยักษ์กล่าวคือเทวดา. ภูตกล่าวคือสัตว์ที่เจริญแล้ว ดำรงอยู่ และเหล่าสัตว์ที่พึงเกิด กล่าวคือสัตว์ผู้เจริญในบัดนี้.

บทว่า เวยฺยาวฏิกํ ความว่า จงกระทำขวนขวายเพื่อข้าพเจ้า. บทว่า ตายถ มํ ความว่า จงรักษาข้าพเจ้า. บทว่า ยาจามิ โว ความว่า ข้าพเจ้าขอร้องท่านทั้งหลาย. บทว่า ปติมาหํ ตัดเป็น ปติ อหํ.

บทว่า อเชยฺยํ ความว่า ขอข้าศึกอย่าพึงชนะ คือไม่ชนะ.

ลำดับนั้น ท้าวสักกเทวราชทรงสดับเสียงคร่ำครวญของพระนางจันทาเทวีนั้น ทรงทราบเรื่องนั้นแล้ว. ในขณะนั้นนั่นเอง ฉวยเอาค้อนเหล็กอันลุกโพลงแล้ว เสด็จมาขู่พระราชาแล้ว ให้ปล่อยคนเหล่านั้นทั้งหมด.

พระศาสดา เมื่อทรงประกาศความข้อนั้น จึงตรัสว่า

ท้าวสักกเทวราช ได้ทรงสดับเสียงคร่ำครวญของพระนางจันทาเทวีนั้นแล้ว ทรงกวัดแกว่งค้อน. ยังความกลัวให้เกิดแก่พระเจ้าเอกราชนั้น. แล้วได้ตรัสกะพระราชาว่า

พระราชากาลี จงรู้ไว้อย่าให้เราตีเศียรของท่านด้วยค้อนเหล็กนี้. ท่านอย่าได้ฆ่าบุตรองค์ใหญ่ ผู้ไม่คิดประทุษร้าย ผู้องอาจดังราชสีห์.

พระราชากาลี ท่านเคยเห็นที่ไหน? คนผู้ปรารถนาสวรรค์ ฆ่าบุตร ภรรยา เศรษฐี และคฤหบดีผู้ไม่คิดประทุษร้าย.

กัณฑหาลปุโรหิต และพระราชาได้ฟังพระดำรัสของท้าวสักกะ ได้เห็นรูปอันน่าอัศจรรย์แล้ว ให้เปลื้องเครื่องพันธนาการของสัตว์ทั้งปวง เหมือนดังเปลื้องเครื่องพันธนาการของคน ผู้ไม่มีความชั่ว.

เมื่อสัตว์ทั้งปวงหลุดพ้นจากเครื่องจองจำแล้ว ผู้ที่ประชุมอยู่ ณ ที่นั้น ในกาลนั้น ทุกคนเอาก้อนดินคนละก้อนทุ่มลง การฆ่าซึ่งกัณฑหาลปุโรหิตได้มีแล้วด้วยประการดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อมนฺสฺโส ได้แก่ ท้าวสักกเทวราช. บทว่า พชฺฌสฺสุ แปลว่า ทรงรู้คือทรงกำหนด. บทว่า ราชกลิ ความว่า ดูก่อนพระราชาผู้กาลกิณี พระราชาผู้ลามก. บทว่า มา เตหํ ความว่า ดูก่อนพระราชาชั่ว ท่านจงรู้ อย่าให้เราตี คือประหารกระหม่อมของท่าน.

บทว่า โก เต ทิฏฺโฐ ความว่า ใครที่ไหน ที่ท่านเคยเห็น. ศัพท์ว่า หิ ในบทว่า สคฺคกามา หิ นี้เป็นเพียงนิบาต. อธิบายว่า ผู้ใคร่ต่อสวรรค์ คือผู้ปรารถนาสวรรค์.

บทว่า ตํ สุตฺวา ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กัณฑหาลปุโรหิตฟังคำแห่งท้าวสักกเทวราชแล้ว.

บทว่า อพฺภูตมิทํ ความว่า อนึ่ง พระราชาทรงเห็นแล้วซึ่งการแสดงรูปแห่งท้าวสักกเทวราชนี้ อันน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมาก่อนเลย. บทว่า ยถา ตํ ความว่า ให้ปลดเปลื้องสัตว์ทั้งปวง เหมือนเปลื้องคนหาความชั่วมิได้ ฉะนั้น.

บทว่า เอเกกเลฑฺฑุมกํสุ ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนทั้งหลายทั้งปวงมีประมาณเท่าใด ประชุมกันแทบหลุมยัญนั้น กระทำเสียงเอิกเกริก ได้ให้การประหารกัณฑหาลปุโรหิต ด้วยก้อนดินคนละก้อน.

บทว่า เอส วโธ ความว่า นั่นได้เป็นการฆ่ากัณฑหาลปุโรหิต. อธิบายว่า ให้กัณฑหาลปุโรหิตถึงความสิ้นชีวิต ในที่นั้นนั่นเอง.

ส่วนมหาชน ครั้นฆ่ากัณฑหาลพราหมณ์นั้นแล้ว ก็เริ่มเพื่อจะฆ่าพระราชา. พระโพธิสัตว์สวมกอดพระราชบิดาไว้แล้ว มิได้ประทานให้เขาฆ่า. มหาชนกล่าวว่า เราจะให้แต่ชีวิตเท่านั้นแก่พระราชาชั่วนั้น แต่พวกเราจะไม่ยอมให้ ฉัตรและที่อยู่อาศัย ในพระนครแก่พระราชานั่น. เราจักทำพระราชาให้เป็นคนจัณฑาล แล้วให้ไปอยู่เสียภายนอกพระนคร แล้วก็ให้นำออกเสีย ซึ่งเครื่องทรงสำหรับพระราชาให้ทรงผ้าย้อมด้วยน้ำฝาด ให้โพกพระเศียร ด้วยท่อนผ้าย้อมด้วยขมิ้น กระทำให้เป็นจัณฑาล แล้วส่งไปสู่ที่เป็นอยู่ของคนจัณฑาล. ส่วนคนพวกใด บูชายัญอันประกอบด้วยการฆ่าปศุสัตว์ก็ดี ใช้ให้บูชาก็ดี พลอยยินดีตามก็ดี. ชนเหล่านั้นได้เป็นคนมีนิรยาบาย เป็นที่ไปในเบื้องหน้าทั้งสิ้นทีเดียว.

พระศาสดา เมื่อจะประกาศความข้อนั้น จึงตรัสว่า

คนทำกรรมชั่วโดยวิธีใดแล้ว ต้องตกนรกทั้งหมด คนทำกรรมชั่วแล้วไปจากโลกนี้ไม่ได้สุคติเลย.

แม้มหาชนเหล่านั้น ครั้นนำคนกาลกิณีทั้งสองนั้นออกไปแล้ว ก็นำมาซึ่งเครื่องอุปกรณ์แห่งพิธีอภิเษก แล้วทรงอภิเษกพระจันทกุมารในที่นั้น นั่นเอง.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศความข้อนั้น จึงตรัสว่า

เมื่อสัตว์ทั้งปวงหลุดพ้นจากเครื่องจองจำแล้ว ผู้ที่มาประชุมกันอยู่ ณ ที่นั้น ในกาลนั้น คือพระราชาทั้งหลายประชุมกันอภิเษกจันทกุมาร.

เมื่อสัตว์ทั้งปวงหลุดพ้นจากเครื่องจองจำแล้ว ผู้ที่มาประชุมกันอยู่ ณ ที่นั้น ในกาลนั้น คือเทวดาทั้งหลายประชุมพร้อมกันอภิเษกพระจันทกุมาร.

เมื่อสัตว์ทั้งปวงหลุดพ้นจากเครื่องจองจำแล้ว ผู้ที่มาประชุมพร้อมกัน ณ ที่นั้น ในกาลนั้น คือเทพกัญญาทั้งหลายประชุมพร้อมกันอภิเษกพระจันทกุมาร.

เมื่อสัตว์ทั้งปวงหลุดพ้นจากเครื่องจองจำแล้ว ผู้ที่ประชุมพร้อมกัน ณ ที่นั้น ในกาลนั้น คือพระราชาทั้งหลายประชุมพร้อมกัน ต่างแกว่งผ้าและโบกธง.

เมื่อสัตว์ทั้งปวงหลุดพ้นจากเครื่องจองจำแล้ว ผู้มาประชุมพร้อมกัน ณ ที่นั้น ในกาลนั้น คือราชกัญญาทั้งหลายประชุมพร้อมกันต่างก็แกว่งผ้าและโบกธง.

เมื่อสัตว์ทั้งปวงหลุดพ้นจากเครื่องจองจำแล้ว ผู้ที่มาประชุมพร้อมกัน ณ ที่นั้น ในกาลนั้น คือเทพบุตรทั้งหลายประชุมพร้อมกันต่างแกว่งผ้าและโบกธง.

เมื่อสัตว์ทั้งปวงหลุดพ้นจากเครื่องจองจำแล้ว ผู้ที่มาประชุมพร้อมกัน ณ ที่นั้น ในกาลนั้น คือเทพกัญญาทั้งหลายประชุมพร้อมกันต่างแกว่งผ้าและโบกธง.

เมื่อสัตว์ทั้งปวงหลุดพ้นจากเครื่องจองจำแล้ว ชนเป็นอันมากต่างก็รื่นรมย์ยินดี พวกเขาได้ประกาศความยินดี ในเวลาที่พระจันทกุมารเสด็จเข้าสู่พระนคร และได้ประกาศความหลุดพ้นจาก เครื่องจองจำของสัตว์ทั้งปวง.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ราชปริสา จ ความว่า ฝ่ายบริษัทแห่งพระราชาทั้งหลาย ก็ได้ถวายน้ำอภิเษกกะพระจันทกุมารนั้น ด้วยสังข์ทั้ง ๓. บทว่า ราชกญฺญาโย ความว่า แม้ขัตติยราชธิดาทั้งหลาย ก็ถวายน้ำอภิเษกพระจันทกุมาร. บทว่า เทวปริสา ความว่า ท้าวสักกเทวราช ก็ถือสังข์วิชัยยุตรถวายน้ำอภิเษกพร้อมด้วยเทพบริษัท. บทว่า เทวกญฺญาโย ความว่า แม้นางสุชาดาเทพธิดา พร้อมด้วยนางเทพกัญญาทั้งหลาย ก็ถวายน้ำอภิเษก. บทว่า เจลุกฺเขปมกรุํ ความว่า ได้ให้ยกธงทั้งหลาย พร้อมผ้าสีต่างๆ ชักขึ้นซึ่งผ้าห่มทั้งหลาย ทำให้เป็นแผ่นผ้าในอากาศ.

บทว่า ราชปริสา ความว่า ราชบริษัททั้งหลาย และอีก ๓ เหล่า (คือราชกัญญา เทวบริษัท เทพกัญญา) ซึ่งเป็นผู้กระทำอภิเษกพระจันทกุมาร รวมเป็นสี่หมู่ด้วยกัน. ได้กระทำการชักโบกผ้า และธงนั่นแล.

บทว่า อานนฺทิโน อหุวาทึสุ ความว่า คนทั้งหลายผู้บันเทิงทั่ว บันเทิงยิ่งแล้ว.

บทว่า นนฺทิปฺปเวสนครํ ความว่า คนทั้งหลายผู้บันเทิงร่าเริงทั่วแล้ว ในกาลที่พระจันทกุมารเสด็จเข้าสู่พระนครให้กั้นฉัตร แล้วตีกลองอานันทเถรี ร้องประกาศไปทั่วพระนคร.

ถามว่า เพื่อประโยชน์อะไร?

แก้ว่า พระจันทกุมารของเราทั้งหลายพ้นแล้วจากเครื่องจองจำ ฉันใด. คนทั้งปวงหลุดพ้นจากการจองจำ ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า พนฺธโมกฺโข อโฆสถ ได้ประกาศการพ้นจากเครื่องจำดังนี้.

ลำดับนั้นแล พระโพธิสัตว์ทรงเริ่มตั้งวัตรปฏิบัติต่อพระราชบิดา พระราชบิดาไม่ได้เสด็จเข้าสู่พระนคร. ในกาลเมื่อเสบียงอาหารสิ้นไป พระโพธิสัตว์ก็เสด็จไปเพื่อประโยชน์แก่กิจต่างๆ มีการเล่นสวนเป็นต้น. ก็เข้าไปเฝ้าพระราชบิดานั้น แต่ก็มิได้ถวายบังคม. ฝ่ายพระเจ้าเอกราชกระทำอัญชลี แล้วตรัสว่า ขอพระองค์จงทรงมีพระชนม์ยืนนาน พระเจ้าข้า. เมื่อพระโพธิสัตว์ตรัสถามว่า พระบิดาต้องประสงค์ด้วยสิ่งใด. พระเจ้าเอกราชจึงทูลความปรารถนาแล้ว. พระโพธิสัตว์ก็โปรดให้ ถวายค่าจับจ่ายใช้สอยแก่พระราชบิดา. พระโพธิสัตว์นั้นครองราชสมบัติ โดยเที่ยงธรรมแล้ว. ในกาลเป็นที่สุดแห่งอายุ ก็ได้เสด็จไปยังเทวโลก.

พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ประกาศอริยสัจ แล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่ใช่แต่ในบัดนี้อย่างเดียวเท่านั้น แม้ในกาลก่อน พระเทวทัตพยายามเพื่อฆ่าคนเป็นอันมาก เพราะอาศัยเราแม้ผู้เดียว ดังนี้แล้ว

จึงทรงประชุมชาดก.

กัณฑหาลพราหมณ์ ในกาลนั้น ได้เป็น พระเทวทัต.

พระนางโคตมีเทวี เป็น พระมหามายา.

พระนางจันทาเทวี เป็น ราหุลมารดา.

พระวสุละ เป็น พระราหุล.

พระเสลากุมารี เป็น อุบลวรรณา.

พระสุรกุมาร เป็น พระอานนท์.

พระรามโคตตะ(๑. บาลีเป็น วามโคตตะ) เป็น กัสสปะ.

พระภัททเสน เป็น โมคคัลลานะ.

พระสุริยกุมาร เป็น พระสารีบุตร.

ท้าวสักกเทวราช เป็น อนุรุทธะ.

บริษัทในกาลนั้น ได้มาเป็น พุทธบริษัท.

ส่วนพระจันทกุมารนั้น คือ เราสัมมาสัมพุทธะ ดังนี้แล. -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา