วันอุโบสถ ๒ เป็นต้น
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔ มหาวรรค ภาค ๑ วันอุโบสถ ๒
อถโข ภิกฺขูนํ เอตทโหสิ กติ นุ โข อุโปสโถติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ เทฺวเม ภิกฺขเว อุโปสถา จาตุทฺทสิโก จ ปณฺณรสิโก จ อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว อุโปสถาติ ฯ {๑๖๖.๑} อถโข ภิกฺขูนํ เอตทโหสิ กติ นุ โข อุโปสถกมฺมานีติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ จตฺตารีมานิ ภิกฺขเว อุโปสถกมฺมานิ อธมฺเมน วคฺคํ อุโปสถกมฺมํ อธมฺเมน สมคฺคํ อุโปสถกมฺมํ ธมฺเมน วคฺคํ อุโปสถกมฺมํ ธมฺเมน สมคฺคํ อุโปสถกมฺมํ ฯ {๑๖๖.๒} ตตฺร ภิกฺขเว ยทิทํ อธมฺเมน วคฺคํ อุโปสถกมฺมํ น ภิกฺขเว เอวรูปํ อุโปสถกมฺมํ กาตพฺพํ น จ มยา เอวรูปํ อุโปสถกมฺมํ อนุญฺญาตํ ฯ ตตฺร ภิกฺขเว ยทิทํ อธมฺเมน สมคฺคํ อุโปสถกมฺมํ น ภิกฺขเว เอวรูปํ อุโปสถกมฺมํ กาตพฺพํ น จ มยา เอวรูปํ อุโปสถกมฺมํ อนุญฺญาตํ ฯ {๑๖๖.๓} ตตฺร ภิกฺขเว ยทิทํ ธมฺเมน วคฺคํ อุโปสถกมฺมํ น ภิกฺขเว เอวรูปํ อุโปสถกมฺมํ กาตพฺพํ น จ มยา เอวรูปํ อุโปสถกมฺมํ อนุญฺญาตํ ฯ ตตฺร ภิกฺขเว ยทิทํ ธมฺเมน สมคฺคํ อุโปสถกมฺมํ เอวรูปํ ภิกฺขเว อุโปสถกมฺมํ กาตพฺพํ เอวรูปํ มยา อุโปสถกมฺมํ อนุญฺญาตํ ฯ ตสฺมาติห ภิกฺขเว เอวรูปํ อุโปสถกมฺมํ กริสฺสาม ยทิทํ ธมฺเมน สมคฺคนฺติ เอวญฺหิ โว ภิกฺขเว สิกฺขิตพฺพนฺติ ฯ
ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายได้มีความปริวิตกว่า วันอุโบสถมีเท่าไรหนอ แล้ว กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายวันอุโบสถนี้มี ๒ คือ อุโบสถมีในวัน ๑๔ ค่ำ อุโบสถมีในวัน ๑๕ ค่ำ ดูกรภิกษุทั้งหลาย วันอุโบสถ ๒ นี้แล. การทำอุโบสถ ๔ อย่าง ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายได้มีความปริวิตกว่า การทำอุโบสถมีเท่าไรหนอแล แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย การทำอุโบสถนี้มี ๔ คือ การทำอุโบสถเป็นวรรคโดยไม่เป็นธรรม ๑ การทำอุโบสถพร้อมเพรียงโดยไม่เป็นธรรม ๑ การทำอุโบสถเป็นวรรคโดยธรรม ๑ การทำอุโบสถพร้อมเพรียงโดยธรรม ๑. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในการทำอุโบสถ ๔ อย่างนั้น การทำอุโบสถนี้ใดเป็นวรรคโดยไม่เป็นธรรม การทำอุโบสถเห็นปานนั้น ไม่ควรทำ และเราก็ไม่อนุญาต. ในการทำอุโบสถ ๔ อย่างนั้น การทำอุโบสถนี้ใด ที่พร้อมเพรียงโดยไม่เป็นธรรม การทำอุโบสถเห็นปานนั้นไม่ควรทำ และเราก็ไม่อนุญาต. ในการทำอุโบสถ ๔ อย่างนั้น การทำอุโบสถนี้ใด เป็นวรรคโดยธรรม การทำอุโบสถเห็นปานนั้นไม่ควรทำ และเราก็ไม่อนุญาต. ในการทำอุโบสถ ๔ อย่างนั้น การทำอุโบสถนี้ใดที่พร้อมเพรียงโดยธรรม การทำอุโบสถเห็นปานนั้นควรทำ และเราก็อนุญาต. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแหละพวกเธอพึงทำในใจว่า จักทำอุโบสถกรรมชนิดที่พร้อมเพรียงโดยธรรม ดังนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอพึงศึกษาอย่างนี้แล.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องของฉบับหนึ่งอยู่ในอีกฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๗๗. อุโปสถเภทาทิ ว่าด้วยประเภทแห่งวันอุโบสถเป็นต้น เรื่องประเภทแห่งวันอุโบสถ
ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายได้มีการสนทนากันดังนี้ว่า “วันอุโบสถมีเท่าไร” จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย วันอุโบสถนี้มี ๒ วัน คือ วัน ๑๔ ค่ำและวัน ๑๕ ค่ำ ภิกษุทั้งหลาย วันอุโบสถมี ๒ วันเหล่านี้แล”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔ หน้า : ๒๒๖}
พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๒. อุโปสถขันธกะ] ๗๗. อุโปสถาเภทาทิ เรื่องอาการที่ทำอุโบสถ ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายได้มีการสนทนากันดังนี้ว่า “การทำอุโบสถมีเท่าไรหนอ”จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย การทำอุโบสถนี้มี ๔ อย่าง คือ ๑. การทำอุโบสถแบ่งพวกโดยไม่ชอบธรรม ๒. การทำอุโบสถพร้อมเพรียงกันโดยไม่ชอบธรรม ๓. การทำอุโบสถแบ่งพวกโดยชอบธรรม ๔. การทำอุโบสถพร้อมเพรียงกันโดยชอบธรรม ภิกษุทั้งหลาย ในการทำอุโบสถ ๔ อย่างนั้น การทำอุโบสถใดแบ่งพวกโดยไม่ชอบธรรม การทำอุโบสถเช่นนั้น ไม่พึงทำและเราไม่อนุญาตการทำอุโบสถเช่นนั้น การทำอุโบสถใดพร้อมเพรียงกันโดยไม่ชอบธรรม การทำอุโบสถเช่นนั้น ไม่พึงทำและเราไม่อนุญาตการทำอุโบสถเช่นนั้น การทำอุโบสถใดแบ่งพวกโดยชอบธรรม การทำอุโบสถเช่นนั้น ไม่พึงทำและเราไม่อนุญาตการทำอุโบสถเช่นนั้น การทำอุโบสถใดพร้อมเพรียงกัน โดยชอบธรรม การทำอุโบสถเช่นนั้น พึงทำและเราอนุญาตการทำอุโบสถเช่นนั้น @เชิงอรรถ : @ เช่น ถ้าในวัดหนึ่ง มีภิกษุ ๔ รูป ภิกษุ ๓ รูปนำฉันทะและปาริสุทธิของภิกษุรูปหนึ่งมาทำปาริสุทธิอุโบสถ@หรือมีภิกษุอยู่ ๓ รูป ภิกษุ ๒ รูปนำฉันทะและปาริสุทธิของภิกษุรูปหนึ่งมายกปาติโมกข์ขึ้นแสดง นี้ชื่อ@ว่า การทำอุโบสถแบ่งพวกโดยไม่ชอบธรรม @ภิกษุ ๔ รูป ประชุมกันทำปาริสุทธิอุโบสถ ภิกษุ ๓ หรือ ๒ รูป ยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง นี้ชื่อว่า@การทำอุโบสถพร้อมเพรียงกันโดยไม่ชอบธรรม @มีภิกษุ ๔ รูป ภิกษุ ๓ รูปนำปาริสุทธิของภิกษุรูปหนึ่งมายกปาติโมกข์ขึ้นแสดง หรือมีภิกษุ@๓ รูป ภิกษุ ๒ รูปนำปาริสุทธิของภิกษุรูปหนึ่งมา ทำปาริสุทธิอุโบสถ นี้ชื่อว่า การทำอุโบสถแบ่ง@พวกโดยชอบธรรม @ภิกษุ ๔ รูป อยู่ในวัดหนึ่ง ทั้งหมดประชุมกันยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง ภิกษุ ๓ รูปทำปาริสุทธิอุโบสถ@ภิกษุ ๒ รูปทำปาริสุทธิอุโบสถต่อกันและกัน นี้ชื่อว่า การทำอุโบสถพร้อมเพรียงกันโดยชอบธรรม@(วิ.อ. ๓/๑๔๙/๑๓๐-๑๓๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔ หน้า : ๒๒๗}
พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๒. อุโปสถขันธกะ] ๗๘. สังขิตตปาติโมกขุทเทสาทิ ภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล พวกเธอพึงสำเหนียกไว้ว่า จักทำอุโบสถ กรรมชนิดที่พร้อมเพรียงกันโดยชอบธรรม ดังนี้ พวกเธอพึงสำเหนียกไว้อย่างนี้แล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาอุโบสถและอุโบสถกรรม
ในอุโบสถสอง นี้ คือ อุโบสถวันที่ ๑๔ และอุโบสถวันที่ ๑๕ เมื่อทำบุพกิจแห่งอุโบสถวันที่ ๑๔ แล้วพึงบอกว่า อชฺชุโปสโถ จาตุทฺทโส แปลว่า อุโบสถวันนี้ที่ ๑๔.
วินิจฉัยในอุโบสถกรรม ๔ มีข้อว่า อธมฺเมน วคฺคํ เป็นอาทิ. หากว่าในวัดที่อยู่เดียวกัน เมื่อภิกษุอยู่ด้วยกัน ๔ รูป ๓ รูปนำฉันทะและปาริสุทธิของรูปหนึ่งมาแล้ว ทำปาริสุทธิอุโบสถ หรือเมื่ออยู่ด้วยกัน ๓ รูป ๒ รูปนำฉันทะและปาริสุทธิของรูปหนึ่งมา แล้วสวดปาติโมกข์, อุโบสถกรรมย่อมเป็นวรรคโดยอธรรม.
แต่ถ้าทั้ง ๔ รูปประชุมกันทำปาริสุทธิอุโบสถ, ๓ รูปหรือ ๒ รูปสวดปาติโมกข์ อุโบสถกรรมชื่อพร้อมเพรียงโดยอธรรม.
ถ้าอยู่ด้วยกัน ๔ รูป ๓ รูปนำปาริสุทธิของรูปหนึ่งมาแล้ว ทำปาริสุทธิอุโบสถ, หรืออยู่ด้วยกัน ๓ รูป ๒ รูปนำปาริสุทธิของรูปหนึ่งมาแล้ว ทำปาริสุทธิอุโบสถ, อุโบสถกรรมชื่อเป็นวรรคโดยธรรม.
แต่ถ้าภิกษุ ๔ รูปอยู่ในวัดที่อยู่เดียวกัน ประชุมกันทั้งหมดสวดปาติโมกข์, ๓ รูปทำปาริสุทธิอุโบสถ, ๒ รูปทำปาริสุทธิกะกันและกัน, อุโบสถกรรมชื่อพร้อมเพรียงโดยธรรม.
จาตุทฺทสิโก จ ปณฺณรสิโก จาติ เอตฺถ จาตุทฺทสิกสฺส
ปุพฺพกิจฺเจ อชฺชุโปสโถ จาตุทฺทโสติ วตฺตพฺพํ ฯ อธมฺเมน
วคฺคนฺติ อาทีสุ สเจ เอกสฺมึ วิหาเร จตูสุ ภิกฺขูสุ วสนฺเตสุ
เอกสฺส ฉนฺทปาริสุทฺธึ อาหริตฺวา ตโย ปาริสุทฺธิอุโปสถํ กโรนฺติ
ตีสุ วา วสนฺเตสุ เอกสฺส ฉนฺทปาริสุทฺธึ อาหริตฺวา เทฺว
ปาฏิโมกฺขํ อุทฺทิสนฺติ อธมฺเมน วคฺคํ อุโปสถกมฺมํ โหติ ฯ
สเจ ปนจตฺตาโรปิ สนฺนิปติตฺวา ปาริสุทฺธิอุโปสถํ กโรนฺติ
ตโย วา เทฺว วา ปาฏิโมกฺขํ อุทฺทิสนฺติ อธมฺเมน สมคฺคํ
นาม โหติ ฯ สเจ จตูสุ ชเนสุ เอกสฺส ปาริสุทธึ อาหริตฺวา
ตโย ปาริสุทฺธิ อุโปสถํ กโรนฺติ ตีสุ วา ชเนสุ เอกสฺส
ปาริสุทฺธึ อาหริตฺวา เทฺว ปาริสุทฺธิอุโปสถํ กโรนฺติ ธมฺเมน
วคฺคํ นาม โหติ ฯ สเจ ปน จตฺตาโร เอกตฺถ วสนฺตา
สพฺเพว สนฺนิปติตฺวา ปาฏิโมกฺขํ อุทฺทิสนฺติ ตโย ปาริสุทฺธิ-
อุโปสถํ กโรนฺติ เทฺว อญฺญมญฺญํ ปาริสุทฺธิอุโปสถํ กโรนฺติ
ธมฺเมน สมคฺคํ นาม โหตีติ ฯ จาตุทฺทสิโก จ ปณฺณรสิโก จาติ เอตฺถ จาตุทฺทสิกสฺสปุพฺพกิจฺเจ อชฺชุโปสโถ จาตุทฺทโสติ วตฺตพฺพํ ฯ อธมฺเมน วคฺคนฺติอาทีสุ สเจ เอกสฺมึ วิหาเร จตูสุ ภิกฺขูสุ วสนฺเตสุ เอกสฺสฉนฺทปาริสุทฺธึ อาหริตฺวา ตโย ปาริสุทฺธิอุโปสถํ กโรนฺติ ตีสุ วาวสนฺเตสุ เอกสฺส ฉนฺทปาริสุทฺธึ อาหริตฺวา เทฺว ปาฏิโมกฺขํอุทฺทิสนฺติ อธมฺเมน วคฺคํ อุโปสถกมฺมํ โหติ ฯ สเจ ปนจตฺตาโรปิ สนฺนิปติตฺวา ปาริสุทฺธิอุโปสถํ กโรนฺติ ตโย วาเทฺว วา ปาฏิโมกฺขํ อุทฺทิสนฺติ อธมฺเมน สมคฺคํ นาม โหติ ฯ สเจ จตูสุ ชเนสุ เอกสฺส ปาริสุทธึ อาหริตฺวา ตโย ปาริสุทฺธิ-อุโปสถํ กโรนฺติ ตีสุ วา ชเนสุ เอกสฺส ปาริสุทฺธึ อาหริตฺวาเทฺว ปาริสุทฺธิอุโปสถํ กโรนฺติ ธมฺเมน วคฺคํ นาม โหติ ฯ สเจ ปน จตฺตาโร เอกตฺถ วสนฺตา สพฺเพว สนฺนิปติตฺวา ปาฏิโมกฺขํอุทฺทิสนฺติ ตโย ปาริสุทฺธิอุโปสถํ กโรนฺติ เทฺว อญฺญมญฺญํปาริสุทฺธิอุโปสถํ กโรนฺติ ธมฺเมน สมคฺคํ นาม โหตีติ ฯ