แสดงอาบัติก่อนทำอุโบสถ เป็นต้น
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๑๘๖เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ ตทหุโปสเถ อาปตฺตึ อาปนฺโน โหติ ฯ อถโข ตสฺส ภิกฺขุโน เอตทโหสิ ภควตา ปญฺญตฺตํ น สาปตฺติเกน อุโปสโถ กาตพฺโพติ อหญฺจมฺหิ อาปตฺตึ อาปนฺโน กถํ นุ โข มยา ปฏิปชฺชิตพฺพนฺติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุ ตทหุโปสเถ อาปตฺตึ อาปนฺโน โหติ ฯ เตน ภิกฺขเว ภิกฺขุนา เอกํ ภิกฺขุํ อุปสงฺกมิตฺวา เอกํสํ อุตฺตราสงฺคํ กริตฺวา อุกฺกุฏิกํ นิสีทิตฺวา อญฺชลึ ปคฺคเหตฺวา เอวมสฺส วจนีโย อหํ อาวุโส อิตฺถนฺนามํ อาปตฺตึ อาปนฺโน ตํ ปฏิเทเสมีติ ฯ เตน วตฺตพฺโพ ปสฺสสีติ ฯ อาม ปสฺสามีติ ฯ อายตึ สํวเรยฺยาสีติ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุ ตทหุโปสเถ อาปตฺติยา เวมติโก โหติ ฯ เตน ภิกฺขเว ภิกฺขุนา เอกํ ภิกฺขุํ อุปสงฺกมิตฺวา เอกํสํ อุตฺตราสงฺคํ กริตฺวา อุกฺกุฏิกํ นิสีทิตฺวา อญฺชลึ ปคฺคเหตฺวา เอวมสฺส วจนีโย อหํ อาวุโส อิตฺถนฺนามาย อาปตฺติยา เวมติโก ยทา นิพฺเพมติโก ภวิสฺสามิ ตทา ตํ อาปตฺตึ ปฏิกริสฺสามีติ วตฺวา อุโปสโถ กาตพฺโพ ปาติโมกฺขํ โสตพฺพํ น เตฺวว ตปฺปจฺจยา อุโปสถสฺส อนฺตราโย กาตพฺโพติ ฯ
๑๘๗เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู สภาคํ อาปตฺตึ เทเสนฺติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ น ภิกฺขเว สภาคา อาปตฺติ เทเสตพฺพา โย เทเสยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู สภาคํ อาปตฺตึ ปฏิคฺคณฺหนฺติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ น ภิกฺขเว สภาคา อาปตฺติ ปฏิคฺคเหตพฺพา โย ปฏิคฺคเณฺหยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ
๑๘๘เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ ปาติโมกฺเข อุทฺทิสฺสมาเน อาปตฺตึ สรติ ฯ อถโข ตสฺส ภิกฺขุโน เอตทโหสิ ภควตา ปญฺญตฺตํ น สาปตฺติเกน อุโปสโถ กาตพฺโพติ อหญฺจมฺหิ อาปตฺตึ อาปนฺโน กถํ นุ โข มยา ปฏิปชฺชิตพฺพนฺติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุ ปาติโมกฺเข อุทฺทิสฺสมาเน อาปตฺตึ สรติ ฯ เตน ภิกฺขเว ภิกฺขุนา สามนฺโต ภิกฺขุ เอวมสฺส วจนีโย อหํ อาวุโส อิตฺถนฺนามํ อาปตฺตึ อาปนฺโน อิโต วุฏฺฐหิตฺวา ตํ อาปตฺตึ ปฏิกริสฺสามีติ วตฺวา อุโปสโถ กาตพฺโพ ปาติโมกฺขํ โสตพฺพํ น เตฺวว ตปฺปจฺจยา อุโปสถสฺส อนฺตราโย กาตพฺโพ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุ ปาติโมกฺเข อุทฺทิสฺสมาเน อาปตฺติยา เวมติโก โหติ ฯ เตน ภิกฺขเว ภิกฺขุนา สามนฺโต ภิกฺขุ เอวมสฺส วจนีโย อหํ อาวุโส อิตฺถนฺนามาย อาปตฺติยา เวมติโก ยทา นิพฺเพมติโก ภวิสฺสามิ ตทา ตํ อาปตฺตึ ปฏิกริสฺสามีติ วตฺวา อุโปสโถ กาตพฺโพ ปาติโมกฺขํ โสตพฺพํ น เตฺวว ตปฺปจฺจยา อุโปสถสฺส อนฺตราโย กาตพฺโพติ ฯ
๑๘๙เตน โข ปน สมเยน อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุโปสเถ สพฺโพ สงฺโฆ สภาคํ อาปตฺตึ อาปนฺโน โหติ ฯ อถโข เตสํ ภิกฺขูนํ เอตทโหสิ ภควตา ปญฺญตฺตํ น สภาคา อาปตฺติ เทเสตพฺพา น สภาคา อาปตฺติ ปฏิคฺคเหตพฺพาติ อยญฺจ สพฺโพ สงฺโฆ สภาคํ อาปตฺตึ อาปนฺโน กถํ นุ โข อเมฺหหิ ปฏิปชฺชิตพฺพนฺติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุโปสเถ สพฺโพ สงฺโฆ สภาคํ อาปตฺตึ อาปนฺโน โหติ ฯ เตหิ ภิกฺขเว ภิกฺขูหิ เอโก ภิกฺขุ สามนฺตา อาวาสา สชฺชุกํ ปาเหตพฺโพ คจฺฉาวุโส ตํ อาปตฺตึ ปฏิกริตฺวา อาคจฺฉ มยนฺเต สนฺติเก อาปตฺตึ ปฏิกริสฺสามาติ ฯ เอวญฺเจตํ ลเภถ อิจฺเจตํ กุสลํ โน เจ ลเภถ พฺยตฺเตน ภิกฺขุนา ปฏิพเลน สงฺโฆ ญาเปตพฺโพ {๑๘๙.๑} สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ อยํ สพฺโพ สงฺโฆ สภาคํ อาปตฺตึ อาปนฺโน ยทา อญฺญํ ภิกฺขุํ สุทฺธํ อนาปตฺติกํ ปสฺสิสฺสติ ตทา ตสฺส สนฺติเก ตํ อาปตฺตึ ปฏิกริสฺสตีติ วตฺวา อุโปสโถ กาตพฺโพ ปาติโมกฺขํ อุทฺทิสิตพฺพํ น เตฺวว ตปฺปจฺจยา อุโปสถสฺส อนฺตราโย กาตพฺโพ ฯ {๑๘๙.๒} อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุโปสเถ สพฺโพ สงฺโฆ สภาคาย อาปตฺติยา เวมติโก โหติ ฯ พฺยตฺเตน ภิกฺขุนา ปฏิพเลน สงฺโฆ ญาเปตพฺโพ {๑๘๙.๓} สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ อยํ สพฺโพ สงฺโฆ สภาคาย อาปตฺติยา เวมติโก ยทา นิพฺเพมติโก ภวิสฺสติ ตทา ตํ อาปตฺตึ ปฏิกริสฺสตีติ วตฺวา อุโปสโถ กาตพฺโพ ปาติโมกฺขํ อุทฺทิสิตพฺพํ น เตฺวว ตปฺปจฺจยา อุโปสถสฺส อนฺตราโย กาตพฺโพ ฯ {๑๘๙.๔} อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส วสฺสูปคโต สงฺโฆ สภาคํ อาปตฺตึ อาปนฺโน โหติ ฯ เตหิ ภิกฺขเว ภิกฺขูหิ เอโก ภิกฺขุ สามนฺตา อาวาสา สชฺชุกํ ปาเหตพฺโพ คจฺฉาวุโส ตํ อาปตฺตึ ปฏิกริตฺวา อาคจฺฉ มยนฺเต สนฺติเก ตํ อาปตฺตึ ปฏิกริสฺสามาติ ฯ เอวญฺเจตํ ลเภยฺย อิจฺเจตํ กุสลํ โน เจ ลเภถ เอโก ภิกฺขุ สตฺตาหกาลิกํ ปาเหตพฺโพ คจฺฉาวุโส ตํ อาปตฺตึ ปฏิกริตฺวา อาคจฺฉ มยนฺเต สนฺติเก ตํ อาปตฺตึ ปฏิกริสฺสามาติ ฯ
๑๙๐เตน โข ปน สมเยน อญฺญตรสฺมึ อาวาเส สพฺโพ สงฺโฆ สภาคํ อาปตฺตึ อาปนฺโน โหติ ฯ โส น ชานาติ ตสฺสา อาปตฺติยา นามํ น โคตฺตํ ฯ ตตฺถญฺโญ ภิกฺขุ อาคจฺฉติ พหุสฺสุโต อาคตาคโม ธมฺมธโร วินยธโร มาติกาธโร ปณฺฑิโต พฺยตฺโต เมธาวี ลชฺชี กุกฺกุจฺจโก สิกฺขากาโม ฯ ตเมนํ อญฺญตโร ภิกฺขุ เยน โส ภิกฺขุ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ตํ ภิกฺขุํ เอตทโวจ โย นุ โข อาวุโส เอวญฺเจวญฺจ กโรติ กึ นาม โส อาปตฺตึ อาปชฺชตีติ ฯ โส เอวมาห โย โข อาวุโส เอวญฺเจวญฺจ กโรติ อิมํ นาม โส อาปตฺตึ อาปชฺชติ อิมํ นาม ตฺวํ อาวุโส อาปตฺตึ อาปนฺโน ปฏิกโรหิ ตํ อาปตฺตินฺติ ฯ {๑๙๐.๑} โส เอวมาห น โข อหํ อาวุโส เอโก ว อิมํ อาปตฺตึ อาปนฺโน อยํ สพฺโพ สงฺโฆ อิมํ อาปตฺตึ อาปนฺโนติ ฯ โส เอวมาห กินฺเต อาวุโส กริสฺสติ ปโร อาปนฺโน วา อนาปนฺโน วา อิงฺฆ ตฺวํ อาวุโส สกาย อาปตฺติยา วุฏฺฐหาติ ฯ อถโข โส ภิกฺขุ ตสฺส ภิกฺขุโน วจเนน ตํ อาปตฺตึ ปฏิกริตฺวา เยน เต ภิกฺขู เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา เต ภิกฺขู เอตทโวจ โย กิร อาวุโส เอวญฺเจวญฺจ กโรติ อิมํ นาม โส อาปตฺตึ อาปชฺชติ อิมํ นาม ตุเมฺห อาวุโส อาปตฺตึ อาปนฺนา ปฏิกโรถ ตํ อาปตฺตินฺติ ฯ อถโข เต ภิกฺขู น อิจฺฉึสุ ตสฺส ภิกฺขุโน วจเนน ตํ อาปตฺตึ ปฏิกาตุํ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส สพฺโพ สงฺโฆ สภาคํ อาปตฺตึ อาปนฺโน โหติ ฯ โส น ชานาติ ตสฺสา อาปตฺติยา นามํ น โคตฺตํ ฯ ตตฺถญฺโญ ภิกฺขุ อาคจฺฉติ พหุสฺสุโต อาคตาคโม ธมฺมธโร วินยธโร มาติกาธโร ปณฺฑิโต พฺยตฺโต เมธาวี ลชฺชี กุกฺกุจฺจโก สิกฺขากาโม ฯ ตเมนํ อญฺญตโร ภิกฺขุ เยน โส ภิกฺขุ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ตํ ภิกฺขุํ เอวํ วเทติ โย นุ โข อาวุโส เอวญฺเจวญฺจ กโรติ กึ นาม โส อาปตฺตึ อาปชฺชตีติ ฯ โส เอวํ วเทติ โย โข อาวุโส เอวญฺเจวญฺจ กโรติ อิมํ นาม โส อาปตฺตึ อาปชฺชติ อิมํ นาม ตฺวํ อาวุโส อาปตฺตึ อาปนฺโน ปฏิกโรหิ ตํ อาปตฺตินฺติ ฯ {๑๙๐.๒} โส เอวํ วเทติ น โข อหํ อาวุโส เอโก ว อิมํ อาปตฺตึ อาปนฺโน อยํ สพฺโพ สงฺโฆ อิมํ อาปตฺตึ อาปนฺโนติ ฯ โส เอวํ วเทติ กินฺเต อาวุโส กริสฺสติ ปโร อาปนฺโน วา อนาปนฺโน วา อิงฺฆ ตฺวํ อาวุโส สกาย อาปตฺติยา วุฏฺฐหาติ ฯ โส เจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ตสฺส ภิกฺขุโน วจเนน ตํ อาปตฺตึ ปฏิกริตฺวา เยน เต ภิกฺขู เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา เต ภิกฺขู เอวํ วเทติ โย กิร อาวุโส เอวญฺเจวญฺจ กโรติ อิมํ นาม โส อาปตฺตึ อาปชฺชติ อิมํ นาม ตุเมฺห อาวุโส อาปตฺตึ อาปนฺนา ปฏิกโรถ ตํ อาปตฺตินฺติ ฯ เต เจ ภิกฺขเว ภิกฺขู ตสฺส ภิกฺขุโน วจเนน ตํ อาปตฺตึ ปฏิกเรยฺยุํ อิจฺเจตํ กุสลํ โน เจ ปฏิกเรยฺยุํ น เต ภิกฺขเว ภิกฺขู เตน ภิกฺขุนา อกามา วจนียาติ ฯ โจทนาวตฺถุภาณวารํ นิฏฺฐิตํ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๒. อุโปสถขันธกะ] ๙๒. อาปัตติปฏิกัมมวิธี ๙๒. อาปัตติปฏิกัมมวิธิ ว่าด้วยวิธีแก้ไขอาบัติ เรื่องภิกษุต้องอาบัติในวันอุโบสถ
สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งต้องอาบัติในวันอุโบสถนั้น ภิกษุนั้นได้มี ความคิดดังนี้ว่า “พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ว่า ภิกษุมีอาบัติติดตัวไม่พึงทำ อุโบสถ ดังนี้ ก็เราต้องอาบัติแล้ว จะพึงปฏิบัติอย่างไรหนอ” ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย ก็ในกรณีนี้ ในวันอุโบสถนั้น ภิกษุ ต้องอาบัติ ภิกษุนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง ห่มอุตตราสงค์เฉวียงบ่าข้างหนึ่ง นั่งกระโหย่ง ประนมมือกล่าวอย่างนี้ว่า ผมต้องอาบัติชื่อนี้ ขอแสดงคืนอาบัตินั้น ขอรับ ภิกษุผู้รับพึงถามว่า “ท่านเห็นหรือ” ภิกษุผู้แสดงพึงตอบว่า “ขอรับ ผมเห็น” ภิกษุผู้รับพึงถามว่า “ท่านพึงสำรวมต่อไป” ไม่แน่ใจในอาบัติ ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ในวันอุโบสถนั้น ภิกษุมีความไม่แน่ใจ ในอาบัติ ภิกษุนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง ห่มอุตตราสงค์เฉวียงบ่าข้างหนึ่ง นั่งกระโหย่งประนมมือกล่าวอย่างนี้ว่า “ผมมีความไม่แน่ใจในอาบัติมีชื่อนี้ ขอรับเมื่อผมหมดความไม่แน่ใจ จักทำคืนอาบัตินั้น” แล้วทำอุโบสถ ฟังปาติโมกข์ แต่ต้องไม่ทำอันตรายต่ออุโบสถ เพราะข้อนั้นเป็นปัจจัย เรื่องแสดงสภาคาบัติ สมัยนั้น พวกภิกษุฉัพพัคคีย์แสดงสภาคาบัติ ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ @เชิงอรรถ : @ สภาคาบัติ แปลว่า อาบัติที่มีวัตถุเสมอกัน เช่นภิกษุ ๒ รูปต้องอาบัติปาจิตตีย์ เพราะฉันโภชนาหารในเวลา@วิกาลเหมือนกัน อาบัติที่ภิกษุต้องเพราะความผิดเดียวกันอย่างนี้ เรียกว่า สภาคาบัติ (วิ.อ. ๓/๑๖๗/๑๔๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔ หน้า : ๒๕๖}
พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๒. อุโปสถขันธกะ] ๙๓. อาปัตติอาวิกรณวิธิ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย ไม่พึงแสดงสภาคาบัติ รูปใดแสดง ต้องอาบัติทุกกฏ” สมัยต่อมา พวกภิกษุฉัพพัคคีย์รับการแสดงสภาคาบัติ ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย ไม่พึงรับการแสดงสภาคาบัติ รูปใดรับ ต้องอาบัติทุกกฏ” ๙๓. อาปัตติอาวิกรณวิธิ ว่าด้วยวิธีเปิดเผยอาบัติ เรื่องระลึกอาบัติได้เมื่อจะยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง
สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งระลึกอาบัติได้ เมื่อกำลังยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง ภิกษุนั้นมีความคิดดังนี้ว่า “พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ว่า ภิกษุมีอาบัติติดตัวไม่พึงทำอุโบสถ ดังนี้ ก็เราต้องอาบัติแล้ว จะพึงปฏิบัติอย่างไรหนอ” ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย ก็ในกรณีนี้ เมื่อกำลังยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง ภิกษุระลึกอาบัติได้ ภิกษุนั้นพึงบอกภิกษุใกล้เคียงอย่างนี้ว่า ผมต้องอาบัติชื่อนี้ ขอรับ ผมลุกจากที่นี้แล้วจักทำคืนอาบัตินั้น แล้วทำอุโบสถ ฟัง ปาติโมกข์ แต่ต้องไม่ทำอันตรายต่ออุโบสถ เพราะข้อนั้นเป็นปัจจัย เมื่อกำลังยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงไม่แน่ใจในอาบัติ ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ภิกษุมีความไม่แน่ใจในอาบัติ เมื่อกำลังยก ปาติโมกข์ขึ้นแสดง ภิกษุนั้นพึงบอกภิกษุใกล้เคียง อย่างนี้ว่า “ผมมีความไม่แน่ใจในอาบัติมีชื่อนี้ ขอรับ เมื่อผมหมดความไม่แน่ใจจักทำคืนอาบัตินั้น” แล้วทำอุโบสถฟังปาติโมกข์ แต่ต้องไม่ทำอันตรายต่ออุโบสถ เพราะข้อนั้นเป็นปัจจัย @เชิงอรรถ : @ ภิกษุใกล้เคียง หมายถึงภิกษุที่ชอบพอกัน (วิ.อ. ๓/๑๗๐/๑๔๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔ หน้า : ๒๕๗}
พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๒. อุโปสถขันธกะ] ๙๔. สภาคาปัตติปฏิกัมมวิธิ ๙๔. สภาคาปัตติปฏิกัมมวิธิ ว่าด้วยวิธีแก้ไขสภาคาบัติ เรื่องสงฆ์ทั้งหมดต้องสภาคาบัติ
สมัยนั้น ในอาวาสแห่งหนึ่ง ในวันอุโบสถนั้น สงฆ์ทั้งหมดต้อง สภาคาบัติ ภิกษุเหล่านั้นปรึกษากันดังนี้ว่า “พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ว่าภิกษุไม่พึงแสดงสภาคาบัติ ไม่พึงรับการแสดงสภาคาบัติ ก็สงฆ์ทั้งหมดนี้ต้องสภาคาบัติแล้ว พวกเราจะพึงปฏิบัติอย่างไรหนอ” จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย ก็ในกรณีนี้ ในอาวาสแห่งหนึ่ง ในวันอุโบสถนั้น สงฆ์ทั้งหมดต้องสภาคาบัติ ภิกษุเหล่านั้นพึงส่งภิกษุรูปหนึ่งไปยังอาวาสใกล้เคียงพอจะกลับมาทันในวันนั้น ด้วยสั่งว่า ท่าน ท่านจงไปทำคืนอาบัตินั้นมาเถิด พวกเราจักทำคืนอาบัติในสำนักของท่าน” ถ้าได้อย่างนี้ นั่นเป็นการดีถ้าไม่ได้ ภิกษุผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติกรรมวาจาว่าญัตติกรรมวาจา ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สงฆ์ทั้งหมดนี้ต้องสภาคาบัติแล้ว เมื่อพบภิกษุรูปอื่นผู้บริสุทธิ์ไม่มีอาบัติ ก็จักทำคืนอาบัตินั้นในสำนักของภิกษุรูปนั้นดังนี้ แล้วทำอุโบสถ ยกพระปาติโมกข์ขึ้นแสดง แต่ต้องไม่ทำอันตรายต่ออุโบสถ เพราะข้อนั้นเป็นปัจจัย สงฆ์ทั้งหมดไม่แน่ใจในสภาคาบัติ ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ในอาวาสแห่งหนึ่ง ในวันอุโบสถนั้น สงฆ์ ทั้งหมดไม่แน่ใจในสภาคาบัติ ภิกษุผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติกรรมวาจาว่า
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔ หน้า : ๒๕๘}
พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๒. อุโปสถขันธกะ] ๙๔. สภาคาปัตติปฏิกัมมวิธิ ญัตติกรรมวาจา ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สงฆ์ทั้งหมดนี้มีความไม่แน่ใจในสภาคาบัติเมื่อหมดความไม่แน่ใจ ก็จักทำคืนอาบัตินั้น ดังนี้ แล้วทำอุโบสถ ยกพระปาติโมกข์ขึ้นแสดง แต่ต้องไม่ทำอันตรายต่ออุโบสถ เพราะข้อนั้นเป็นปัจจัย ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ สงฆ์เข้าจำพรรษาในอาวาสแห่งหนึ่งต้อง สภาคาบัติ ภิกษุเหล่านั้นพึงส่งภิกษุรูปหนึ่งไปยังอาวาสใกล้เคียงพอจะกลับมาทันในวันนั้น ด้วยสั่งว่า ท่าน ท่านจงไปทำคืนอาบัตินั้นมาเถิด พวกเราจักทำคืนอาบัตินั้นในสำนักของท่าน ถ้าได้อย่างนี้ นั่นเป็นการดี ถ้าไม่ได้ พึงส่งภิกษุรูปหนึ่ง ไปชั่วเวลา ๗ วัน ด้วยสั่งว่า ท่าน ท่านจงไปทำคืนอาบัตินั้นมาเถิด พวกเรา จักทำคืนอาบัตินั้นในสำนักของท่าน” เรื่องไม่รู้จักชื่อและโคตรอาบัติ สมัยนั้น ในอาวาสแห่งหนึ่ง สงฆ์ทั้งหมดต้องสภาคาบัติ สงฆ์หมู่นั้นไม่รู้จักชื่อและโคตร ของอาบัตินั้น ภิกษุรูปอื่นเป็นพหูสูต ชำนาญปริยัติ ทรงธรรม ทรงวินัย ทรงมาติกา เป็นบัณฑิต ฉลาด มีปัญญา มีความละอาย มีความระมัดระวัง ใฝ่การศึกษา มาในอาวาสนั้น ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปหาภิกษุพหูสูตรูปนั้นเรียนถามว่า “ภิกษุรูปใดทำอย่างนี้และอย่างนี้ ภิกษุรูปนั้นต้องอาบัติชื่ออะไร ขอรับ” ภิกษุพหูสูตตอบว่า “ท่าน ภิกษุรูปใดทำอย่างนี้และอย่างนี้ ภิกษุรูปนั้นต้อง อาบัติชื่อนี้ ท่านต้องอาบัติชื่อนี้แล้ว จงทำคืนอาบัตินั้นเสีย” ภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “มิใช่แต่ผมรูปเดียวเท่านั้นที่ต้องอาบัตินี้ ขอรับ สงฆ์หมู่นี้ทั้งหมดต้องอาบัตินี้” ภิกษุพหูสูตนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่าน ภิกษุรูปอื่นต้องอาบัติก็ตาม ไม่ต้อง อาบัติก็ตาม จะช่วยอะไรท่านได้ ท่านจงออกจากอาบัติของตนเถิด” @เชิงอรรถ : @ หมายถึงกลุ่มหรือหมวดของอาบัติ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔ หน้า : ๒๕๙}
พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๒. อุโปสถขันธกะ] ๙๔. สภาคาปัตติปฏิกัมมวิธี ต่อมา ภิกษุนั้นก็ได้ทำคืนอาบัตินั้นตามคำของภิกษุพหูสูตรูปนั้น แล้วเข้าไป หาภิกษุเหล่านั้นเรียนชี้แจงว่า “ท่านทั้งหลาย ทราบมาว่า ภิกษุรูปใดทำอย่างนี้และอย่างนี้ ภิกษุรูปนั้นต้องอาบัติชื่อนี้ ท่านทั้งหลายต้องอาบัติชื่อนี้แล้ว ขอรับจงทำคืนอาบัตินั้นเสีย” ภิกษุเหล่านั้นไม่ปรารถนาจะทำคืนอาบัตินั้นตามคำของภิกษุรูปนั้น ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย ในกรณีนี้ ในอาวาสแห่งหนึ่ง สงฆ์ทั้งหมดต้องสภาคาบัติ สงฆ์หมู่นั้นไม่รู้จักชื่อและโคตรของอาบัตินั้น ภิกษุรูปอื่นเป็นพหูสูต ชำนาญในปริยัติ ทรงธรรม ทรงวินัย ทรงมาติกา เป็นบัณฑิต ฉลาดมีปัญญา มีความละอาย มีความระมัดระวัง ใฝ่การศึกษา มาในอาวาสนั้นภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปหาภิกษุพหูสูตรูปนั้นเรียนถามว่า ภิกษุรูปใดทำอย่างนี้และอย่างนี้ภิกษุรูปนั้นต้องอาบัติชื่ออะไร ขอรับ” ภิกษุพหูสูตกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่าน ภิกษุรูปใดทำอย่างนี้และอย่างนี้ ภิกษุรูปนั้นต้องอาบัติชื่อนี้ ท่านต้องอาบัติชื่อนี้แล้ว จงทำคืนอาบัตินั้นเสีย” ภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “มิใช่แต่ผมรูปเดียวเท่านั้นที่ต้องอาบัตินี้ ขอรับ สงฆ์หมู่นี้ทั้งหมดต้องอาบัตินี้” ภิกษุพหูสูตนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่าน ภิกษุรูปอื่นต้องอาบัติก็ตาม ไม่ต้อง อาบัติก็ตาม จะช่วยอะไรท่านได้ ท่านจงออกจากอาบัติของตนเถิด” ภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุรูปนั้นได้ทำคืนอาบัตินั้นตามคำของภิกษุพหูสูตรูปนั้น แล้วเข้าไปหาภิกษุเหล่านั้นเรียนชี้แจงว่า “ท่านทั้งหลาย ทราบมาว่า ภิกษุรูปใดทำอย่างนี้และอย่างนี้ ภิกษุรูปนั้นต้องอาบัติชื่อนี้ ท่านทั้งหลายต้องอาบัติชื่อนี้แล้วขอรับ จงทำคืนอาบัตินั้นเสีย” ภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุเหล่านั้นจะพึงทำคืนอาบัตินั้นตามคำของภิกษุรูปนั้น อย่างนี้ นั่นเป็นการดี ถ้าไม่ทำคืน ภิกษุรูปนั้น ไม่พึงว่ากล่าวภิกษุเหล่านั้นผู้ไม่ปรารถนาจะทำคืน โจทนาวัตถุภาณวาร จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔ หน้า : ๒๖๐}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาวิธีแสดงอาบัติ
คำว่า อิตฺถนฺนามํ อาตฺตึ มีความว่า บรรดาอาบัติมีอาบัติถุลลัจจัยเป็นต้น พึงระบุชื่ออาบัติตัว ๑ กล่าวอย่างนี้ว่า ถุลฺลจฺจยํ อาปตฺตึ, ปาจิตฺติยํ อาปตฺตึ.
คำว่า ตํ ปฏิเทเสมิ นี้ แม้กล่าวว่า ตํ ตุมฺหมูเล ปฏิเทเสมิ ข้าพเจ้าแสดงคืนซึ่งอาบัตินั้นในสำนักท่าน ดังนี้ ย่อมเป็นอันกล่าวชอบเหมือนกัน.
ส่วนคำว่า ปสฺสสิ นี้ พึงกล่าวอย่างนี้ว่า ปสฺสสิ อาวุโส ตํ อาปตฺตึ เธอเห็นอาบัตินั้นหรือ? ปสฺสถ ภนฺเต ตํ อาปตฺตึ ท่านเห็นอาบัตินั้นหรือ?
ก็คำว่า อาม ปสฺสามิ นี้ แม้กล่าวอย่างนี้ว่า อาม ภนฺเต ปสฺสามิ ขอรับ ข้าพเจ้าเห็น. อาม อาวุโส ปสฺสามิ เออ ข้าพเจ้าเห็น, ย่อมเป็นอันกล่าวชอบแล้วเหมือนกัน.
ส่วนวินิจฉัยในคำว่า อายตึ สํวเรยฺยาสิ นี้ พึงทราบดังนี้ :-
ถ้าภิกษุผู้แสดงแก่กว่า ภิกษุผู้รับอาบัติพึงกล่าวว่า อายตึ สํวเรยฺยาถ ท่านพึงระวังต่อไป.
ฝ่ายผู้แสดงได้รับตอบอย่างนั้นแล้ว พึงกล่าวว่า สาธุสุฏฺฐุ สํวริสฺสามิ ดีละ ข้าพเจ้าจักสำรวมด้วยดี ดังนี้ทีเดียว.
วินิจฉัยในข้อว่า ยทา นิพฺเพมิตโก นี้ พึงทราบดังนี้ :-
ในอันธกอรรถกถา ท่านแก้ว่า ถ้าเป็นผู้ไม่หมดความสงสัยทีเดียว แม้จะแสดงระบุวัตถุ ก็ควร วิธีแสดงในอาบัติที่สงสัยนั้นดังนี้ :-
เมื่อพระอาทิตย์ถูกเมฆบัง ภิกษุฉันพลางมีความสงสัยว่า นี่จะเป็นกาลหรือวิกาลหนอ? ภิกษุนั้นพึงระบุวัตถุอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้ามีความสงสัย ฉันแล้ว ถ้ามีกาล ข้าพเจ้าต้องทุกกฎมากหลาย ถ้าไม่มีกาล ข้าพเจ้าต้องปาจิตตีย์มากหลาย ดังนี้แล้วพึงกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าต้องอาบัติเหล่าใด เป็นทุกกฎมากหลายก็ดี เป็นปาจิตตีย์มากหลายก็ดีเพราะวัตถุนั้น ข้าพเจ้าแสดงอาบัติเหล่านั้นในสำนักท่าน. ในอาบัติทั้งปวงก็นัยนี้.
วินิจฉัยในข้อว่า น ภิกฺขเว สภาคาปตฺติ นี้ พึงทราบดังนี้ :-
ภิกษุทั้ง ๒ รูปต้องอาบัติใดด้วยวัตถุรวมกันมีวิกาลโภชนะเป็นต้น, อาบัติเห็นปานนั้น ท่านเรียกว่า วัตถุสภาค ฝ่ายภิกษุผู้ต้องเพราะวิกาลโภชนะเป็นปัจจัย ย่อมควรเพื่อแสดงในสำนักของภิกษุผู้ต้องเพราะอนติริตตโภชนะเป็นปัจจัย.
อันอาบัติที่มีวัตถุร่วมกันนี้เล่า ซึ่งภิกษุแสดงแล้ว เป็นอันแสดงแล้วด้วยดีทีเดียว, แต่เธอทั้ง ๒ ย่อมต้องอาบัติทุกกฎอื่น คือผู้แสดงต้องเพราะเหตุที่แสดง และผู้รับต้องเพราะเหตุที่รับ, อาบัติทุกกฎที่ต้องเพราะแสดงและรับนั้น เป็นอาบัติมีวัตถุต่างกัน, เพราะฉะนั้น สมควรแสดงกะกันและกันได้.
วินิจฉัยในข้อว่า สามนฺโต ภิกฺขู เอวมสฺส วจนีโย นี้พึงทราบดังนี้ :-
ในอันธกอรรถกถาแก้ว่า พึงบอกภิกษุผู้เป็นสภาคกันเท่านั้น.
จริงอยู่ เมื่อบอกแก่ภิกษุผู้เป็นวิสภาคกัน ความบาดหมาง ความทะเลาะและความแตกแห่งสงฆ์เป็นต้น ย่อมมีได้ เพราะเหตุนั้น จึงไม่ควรบอกแก่เธอ แต่พึงทำความผูกใจว่า เราออกจากที่นี่แล้วจักทำคืน ดังนี้แล้ว ทำอุโบสถเถิด.
อรรถกถาวินิจฉัยในอนาปัตติปัณณรสกะ พึงทราบดังนี้ :-
ข้อว่า เต น ชานึสุ มีความว่า ภิกษุผู้เจ้าถิ่นเหล่านั้นไม่รู้ว่า ภิกษุทั้งหลายเข้าสีมาแล้ว หรือไม่รู้ว่ากำลังเข้า.
ข้อว่า อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ มีความว่า ภิกษุเจ้าถิ่นพวกอื่นไปสู่บ้านหรือป่าด้วยกรณียกิจบางอย่างแล้ว มาสู่สถานที่ภิกษุเหล่านั้นนั่งแล้ว.
ข้อว่า วคฺคา สมคฺคสญฺญิโน มีความว่า พวกภิกษุผู้เจ้าถิ่น ชื่อว่าเป็นวรรค เพราะภิกษุเหล่าอื่นนั้นล่วงล้ำสีมาเข้ามา แต่พวกเธอ ชื่อว่าเป็นผู้มีความสำคัญว่า พร้อมเพรียงเพราะไม่ทราบข้อที่ภิกษุเหล่าอื่นนั้นล่วงล้ำสีมาเข้ามา.
อรรถกถาวินิจฉัยในอนาปัตติปัณณรสกะ จบ. -----------------------------------------------------