This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

经典 ·

เล่ม ๑๕

本册其他条目

สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นฬวรรคที่ ๑ โอฆตรณสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นฬวรรคที่ ๑ นิโมกขสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นฬวรรคที่ ๑ อุปเนยยสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นฬวรรคที่ ๑ อัจเจนติสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นฬวรรคที่ ๑ กติฉินทิสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นฬวรรคที่ ๑ ชาครสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นฬวรรคที่ ๑ อัปปฏิวิทิตสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นฬวรรคที่ ๑ สุสัมมุฏฐสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นฬวรรคที่ ๑ มานกามสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นฬวรรคที่ ๑ อรัญญสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นันทนวรรคที่ ๒ นันทนสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นันทนวรรคที่ ๒ นันทิสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นันทนวรรคที่ ๒ นัตถิปุตตสมสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นันทนวรรคที่ ๒ ขัตติยสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นันทนวรรคที่ ๒ สกมานสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นันทนวรรคที่ ๒ นิททาตันทิสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นันทนวรรคที่ ๒ ทุกกรสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นันทนวรรคที่ ๒ หิริสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นันทนวรรคที่ ๒ กุฏิกาสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นันทนวรรคที่ ๒ สมิทธิสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สัตติวรรคที่ ๓ สัตติสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สัตติวรรคที่ ๓ ผุสติสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สัตติวรรคที่ ๓ ชฏาสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สัตติวรรคที่ ๓ มโนนิวารณสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สัตติวรรคที่ ๓ อรหันตสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สัตติวรรคที่ ๓ ปัชโชตสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สัตติวรรคที่ ๓ สรสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สัตติวรรคที่ ๓ มหัทธนสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สัตติวรรคที่ ๓ จตุจักกสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สัตติวรรคที่ ๓ เอณิชังคสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สตุลลปกายิกวรรคที่ ๔ สัพภิสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สตุลลปกายิกวรรคที่ ๔ มัจฉริยสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สตุลลปกายิกวรรคที่ ๔ สาธุสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สตุลลปกายิกวรรคที่ ๔ นสันติสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สตุลลปกายิกวรรคที่ ๔ อุชฌานสัญญีสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สตุลลปกายิกวรรคที่ ๔ สัทธาสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สตุลลปกายิกวรรคที่ ๔ สมยสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สตุลลปกายิกวรรคที่ ๔ สกลิกสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สตุลลปกายิกวรรคที่ ๔ ปฐมปัชชุนนธีตุสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สตุลลปกายิกวรรคที่ ๔ ทุติยปัชชุนนธีตุสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต อาทิตตวรรคที่ ๕ อาทิตตสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต อาทิตตวรรคที่ ๕ กินททสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต อาทิตตวรรคที่ ๕ อันนสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต อาทิตตวรรคที่ ๕ เอกมูลสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต อาทิตตวรรคที่ ๕ อโนมิยสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต อาทิตตวรรคที่ ๕ อัจฉราสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต อาทิตตวรรคที่ ๕ วนโรปสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต อาทิตตวรรคที่ ๕ เชตวนสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต อาทิตตวรรคที่ ๕ มัจฉริสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต อาทิตตวรรคที่ ๕ ฆฏิกรสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต ชราวรรคที่ ๖ ชราสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต ชราวรรคที่ ๖ อชรสาสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต ชราวรรคที่ ๖ มิตตสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต ชราวรรคที่ ๖ วัตถุสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต ชราวรรคที่ ๖ ปฐมชนสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต ชราวรรคที่ ๖ ทุติยชนสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต ชราวรรคที่ ๖ ตติยชนสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต ชราวรรคที่ ๖ อุปปถสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต ชราวรรคที่ ๖ ทุติยสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต ชราวรรคที่ ๖ กวิสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต อันธวรรคที่ ๗ นามสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต อันธวรรคที่ ๗ จิตตสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต อันธวรรคที่ ๗ ตัณหาสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต อันธวรรคที่ ๗ สัญโญชนสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต อันธวรรคที่ ๗ พันธนสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต อันธวรรคที่ ๗ อัพภาหตสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต อันธวรรคที่ ๗ อุฑฑิตสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต อันธวรรคที่ ๗ ปิหิตสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต อันธวรรคที่ ๗ อิจฉาสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต อันธวรรคที่ ๗ โลกสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต ฆัตวาวรรคที่ ๘ ฆัตวาสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต ฆัตวาวรรคที่ ๘ รถสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต ฆัตวาวรรคที่ ๘ วิตตสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต ฆัตวาวรรคที่ ๘ วุฏฐิสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต ฆัตวาวรรคที่ ๘ ภีตสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต ฆัตวาวรรคที่ ๘ นชีรติสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต ฆัตวาวรรคที่ ๘ อิสสรสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต ฆัตวาวรรคที่ ๘ กามสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต ฆัตวาวรรคที่ ๘ ปาเถยยสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต ฆัตวาวรรคที่ ๘ ปัชโชตสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต ฆัตวาวรรคที่ ๘ อรณสูตรที่ ๑๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต ปฐมวรรค ปฐมกัสสปสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต ปฐมวรรค ทุติยกัสสปสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต ปฐมวรรค มาฆสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต ปฐมวรรค มาคธสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต ปฐมวรรค ทามลิสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต ปฐมวรรค กามทสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต ปฐมวรรค ปัญจาลจัณฑสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต ปฐมวรรค ตายนสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต ปฐมวรรค จันทิมสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต ปฐมวรรค สุริยสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต อนาถปิณฑิกวรรคที่ ๒ จันทิมสสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต อนาถปิณฑิกวรรคที่ ๒ เวณฑุสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต อนาถปิณฑิกวรรคที่ ๒ ทีฆลัฏฐิสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต อนาถปิณฑิกวรรคที่ ๒ นันทนสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต อนาถปิณฑิกวรรคที่ ๒ จันทนสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต อนาถปิณฑิกวรรคที่ ๒ วาสุทัตตสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต อนาถปิณฑิกวรรคที่ ๒ สุพรหมสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต อนาถปิณฑิกวรรคที่ ๒ กกุธสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต อนาถปิณฑิกวรรคที่ ๒ อุตตรสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต อนาถปิณฑิกวรรคที่ ๒ อนาถปิณฑิกสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต นานาติตถิยวรรคที่ ๓ สิวสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต นานาติตถิยวรรคที่ ๓ เขมสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต นานาติตถิยวรรคที่ ๓ เสรีสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต นานาติตถิยวรรคที่ ๓ ฆฏิการสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต นานาติตถิยวรรคที่ ๓ ชันตุสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต นานาติตถิยวรรคที่ ๓ โรหิตัสสสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต นานาติตถิยวรรคที่ ๓ นันทสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต นานาติตถิยวรรคที่ ๓ นันทิวิสาลสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต นานาติตถิยวรรคที่ ๓ สุสิมสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต นานาติตถิยวรรคที่ ๓ นานาติตถิยสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ปฐมวรรคที่ ๑ ทหรสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ปฐมวรรคที่ ๑ ปุริสสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ปฐมวรรคที่ ๑ ราชสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ปฐมวรรคที่ ๑ ปิยสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ปฐมวรรคที่ ๑ อัตตรักขิตสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ปฐมวรรคที่ ๑ อัปปกสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ปฐมวรรคที่ ๑ อรรถกรณสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ปฐมวรรคที่ ๑ มัลลิกาสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ปฐมวรรคที่ ๑ ยัญญสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ปฐมวรรคที่ ๑ พันธนสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ทุติยวรรคที่ ๒ ชฏิลสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ทุติยวรรคที่ ๒ ปัญจราชสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ทุติยวรรคที่ ๒ โทณปากสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ทุติยวรรคที่ ๒ ปฐมสังคามวัตถุสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ทุติยวรรคที่ ๒ ทุติยสังคามวัตถุสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ทุติยวรรคที่ ๒ ธีตุสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ทุติยวรรคที่ ๒ ปฐมอัปปมาทสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ทุติยวรรคที่ ๒ ทุติยอัปปมาทสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ทุติยวรรคที่ ๒ ปฐมาปุตตกสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ทุติยวรรคที่ ๒ ทุติยาปุตตกสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ตติยวรรคที่ ๓ ปุคคลสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ตติยวรรคที่ ๓ อัยยิกาสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ตติยวรรคที่ ๓ โลกสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ตติยวรรคที่ ๓ อิสสัตถสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ตติยวรรคที่ ๓ ปัพพโตปมสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ ตโปกรรมสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ นาคสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ สุภสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ ปฐมปาสสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ ทุติยปาสสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ สัปปสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ สุปปติสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ นันทนสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ ปฐมอายุสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ ทุติยอายุสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ ปาสานสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ สีหสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ สกลิกสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ ปฏิรูปสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ มานสสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ ปัตตสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ อายตนสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ ปิณฑิกสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ กัสสกสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ รัชชสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ตติยวรรคที่ ๓ สัมพหุลสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ตติยวรรคที่ ๓ สมิทธิสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ตติยวรรคที่ ๓ โคธิกสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ตติยวรรคที่ ๓ สัตตวัสสสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ตติยวรรคที่ ๓ มารธีตุสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ภิกขุนีสังยุต อาฬวิกาสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ภิกขุนีสังยุต โสมาสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ภิกขุนีสังยุต โคตมีสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ภิกขุนีสังยุต วิชยาสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ภิกขุนีสังยุต อุบลวรรณาสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ภิกขุนีสังยุต จาลาสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ภิกขุนีสังยุต อุปจาลาสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ภิกขุนีสังยุต สีสุปจาลาสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ภิกขุนีสังยุต เสลาสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ภิกขุนีสังยุต วชิราสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พรหมสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ อายาจนสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พรหมสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ คารวสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พรหมสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ พรหมเทวสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พรหมสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ พกสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พรหมสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ อปราทิฏฐิสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พรหมสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ ปมาทสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พรหมสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ ปฐมโกกาลิกสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พรหมสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ ติสสกสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พรหมสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ ตุทุพรหมสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พรหมสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ ทุติยโกกาลิกสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พรหมสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ สนังกุมารสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พรหมสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ เทวทัตตสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พรหมสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ อันธกวินทสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พรหมสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ อรุณวตีสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พรหมสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ ปรินิพพานสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อรหันตวรรคที่ ๑ ธนัญชานีสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อรหันตวรรคที่ ๑ อักโกสกสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อรหันตวรรคที่ ๑ อสุรินทกสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อรหันตวรรคที่ ๑ พิลังคิกสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อรหันตวรรคที่ ๑ อหิงสกสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อรหันตวรรคที่ ๑ ชฏาสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อรหันตวรรคที่ ๑ สุทธิกสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อรหันตวรรคที่ ๑ อัคคิกสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อรหันตวรรคที่ ๑ สุนทริกสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อรหันตวรรคที่ ๑ พหุธิติสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อุปาสกวรรคที่ ๒ กสิสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อุปาสกวรรคที่ ๒ อุทัยสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อุปาสกวรรคที่ ๒ เทวหิตสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อุปาสกวรรคที่ ๒ มหาศาลสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อุปาสกวรรคที่ ๒ มานัตถัทธสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อุปาสกวรรคที่ ๒ ปัจจนิกสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อุปาสกวรรคที่ ๒ นวกรรมิกสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อุปาสกวรรคที่ ๒ กัฏฐหารสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อุปาสกวรรคที่ ๒ มาตุโปสกสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อุปาสกวรรคที่ ๒ ภิกขกสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อุปาสกวรรคที่ ๒ สังครวสูตรที่ ๑๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อุปาสกวรรคที่ ๒ โขมทุสสสูตรที่ ๑๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วังคีสสังยุต นิกขันตสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วังคีสสังยุต อรติสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วังคีสสังยุต เปสลาติมัญญนาสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วังคีสสังยุต อานันทสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วังคีสสังยุต สุภาษิตสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วังคีสสังยุต สารีปุตตสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วังคีสสังยุต ปวารณาสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วังคีสสังยุต ปโรสหัสสสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วังคีสสังยุต โกณฑัญญสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วังคีสสังยุต โมคคัลลานสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วังคีสสังยุต คัคคราสูตรที่ ๑๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วังคีสสังยุต วังคีสสูตรที่ ๑๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วนสังยุต วิเวกสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วนสังยุต อุปัฏฐานสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วนสังยุต กัสสปโคตตสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วนสังยุต สัมพหุลสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วนสังยุต อานันทสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วนสังยุต อนุรุทธสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วนสังยุต นาคทัตตสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วนสังยุต กุลฆรณีสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วนสังยุต วัชชีปุตตสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วนสังยุต สัชฌายสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วนสังยุต อโยนิโสมนสิการสูตรที่ ๑๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วนสังยุต มัชฌันติกสูตรที่ ๑๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วนสังยุต ปากตินทริยสูตรที่ ๑๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วนสังยุต ปทุมปุบผสูตรที่ ๑๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ยักขสังยุต อินทกสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ยักขสังยุต สักกสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ยักขสังยุต สูจิโลมสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ยักขสังยุต มณิภัททสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ยักขสังยุต สานุสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ยักขสังยุต ปิยังกรสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ยักขสังยุต ปุนัพสุสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ยักขสังยุต สุทัตตสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ยักขสังยุต ปฐมสุกกาสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ยักขสังยุต ทุติยสุกกาสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ยักขสังยุต จีราสูตรที่ ๑๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ยักขสังยุต อาฬวกสูตรที่ ๑๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ สุวีรสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ สุสิมสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ ธชัคคสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ เวปจิตติสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ สุภาษิตชยสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ กุลาวกสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ นทุพภิยสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ วิโรจนอสุรินทสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ อารัญญกสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ สมุททกสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ ปฐมเทวสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ ทุติยเทวสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ ตติยเทวสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ ทฬิททสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ รามเณยยกสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ ยชมานสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ วันทนสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ ปฐมสักกนมัสนสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ ทุติยสักกนมัสนสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ ตติยสักกนมัสนสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต สักกปัญจกะที่ ๓ ฆัตวาสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต สักกปัญจกะที่ ๓ ทุพรรณิยสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต สักกปัญจกะที่ ๓ มายาสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต สักกปัญจกะที่ ๓ อัจจยสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต สักกปัญจกะที่ ๓ อักโกธสูตรที่ ๕

经典

สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต นานาติตถิยวรรคที่ ๓ สุสิมสูตรที่ ๙

อรรถกถาแปลไทย

仅原文 · 不作诠释87 行1 个版本

อรรถกถาแปลไทย · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ

印本前页文字

อรรถกถาสุสิมสูตรที่ ๙

พึงทราบวินิจฉัยในสุสิมสูตรที่ ๙ ต่อไป :-

บทว่า ตุยฺหํปิ โน อานนฺท สารีปุตฺโต รุจฺจติ ความว่า พระศาสดามีพระประสงค์จะตรัสคุณของพระเถระ ก็ธรรมดาว่าคุณนี้ ไม่สมควรกล่าวในสำนักของบุคคลที่ไม่ชอบกัน เพราะว่า คุณที่กล่าวในสำนักของบุคคลที่ไม่ชอบกันนั้น จะกล่าวไม่ทันจบ.

จริงอยู่ บุคคลผู้ไม่ชอบกันนั้น เมื่อเขากล่าวคุณว่าภิกษุชื่อโน้นมีศีล ก็จะกล่าวคำว่า ศีลของภิกษุนั้นเป็นอย่างไร ภิกษุนั้นมีศีลอย่างใดหรือ ภิกษุอื่นที่มีศีล ท่านไม่เคยเห็นหรือ เมื่อเขากล่าวคุณว่าภิกษุชื่อโน้นมีปัญญา ก็จะกล่าวคำเป็นต้นว่า ปัญญาเป็นอย่างไร ภิกษุอื่นที่มีปัญญานั้น ท่านไม่เคยเห็นหรือดังนี้ ก็จะทำอันตรายแก่คาถาพรรณนาคุณ.

ส่วนพระอานนทเถระเป็นผู้ชอบพอของพระสารีบุตรเถระ ได้ปัจจัยมีจีวรเป็นต้นอันประณีต ก็ถวายแก่พระเถระ ให้เด็กของอุปัฏฐากตนบรรพชา ให้ถืออุปัชฌาย์ในสำนักพระเถระ. แม้พระสารีบุตรก็กระทำแก่พระอานนทเถระอย่างนั้นเหมือนกัน เพราะเหตุไร เพราะเลื่อมใสในคุณทั้งหลายของกันและกัน.

จริงอยู่ พระอานนทเถระดำริว่า พี่ชายของพวกเราบำเพ็ญบารมีมาถึงหนึ่งอสงไขยแสนกัป แทงตลอดปัญญา ๑๖ อย่าง ดำรงอยู่ในตำแหน่งพระธรรมเสนาบดี แม่ทัพธรรม เลื่อมใสในคุณทั้งหลายของพระเถระ จึงชอบใจรักใคร่พระเถระ.

ฝ่ายพระสารีบุตรเถระก็ดำริว่า พระอานนท์ทำกิจทุกอย่างมีถวายน้ำบ้วนพระโอษฐ์เป็นต้นที่เราพึงทำแด่พระสัมมาสัมพุทธะ อาศัยอานนท์ เราจึงได้เข้าสมาบัติตามที่ปรารถนาๆ แล้ว เลื่อมใสในคุณทั้งหลายของท่าน จึงชอบใจรักใคร่พระอานนท์เถระ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระประสงค์จะตรัสคุณของพระสารีบุตรเถระ จึงทรงเริ่มในสำนักของพระอานนทเถระ.

บรรดาบทเหล่านั้น ในบทว่า ตุยฺหํปิ ปิอักษรลงในอรรถว่าประมวลความ.

ท่านอธิบายไว้ดังนี้ว่า ดูก่อนอานนท์ สารีบุตรมีอาจาระ โคจร วิหารธรรม การก้าวไป การถอยกลับ การแลเหลียว การคู้ การเหยียด ชอบใจเรา ชอบใจพระอสีติมหาสาวก ชอบใจมนุษย์โลกทั้งเทวโลก ชอบใจแม้แก่เธอ.

แต่นั้น พระเถระก็มีใจยินดี ประหนึ่งนักมวยปล้ำที่มีกำลัง ได้ช่องในช่องผ้า ดำริว่า พระศาสดามีพระประสงค์จะให้กล่าวคุณของสหายเรา เราจักได้กล่าวคุณของพระสารีบุตรเถระของพวกเรา เหมือนถอนต้นหว้าใหญ่อันเป็นธงแห่งชมพูทวีปเสียในวันนี้ เหมือนนำดวงจันทร์ออกจากช่องพลาหก [เมฆฝน] แสดงอยู่ฉะนั้น เมื่อจะนำคำสนทนาของบุคคลทั้งหลาย ด้วยบททั้ง ๔ ก่อนคำอื่นมาจึงทูลว่า กสฺส หิ นาม ภนฺเต อพาลสฺส ดังนี้เป็นต้น

พาโล หิ พาลตาย ทุฏฺโฐ โทสตาย มุโฬฺห โมเหน

วิปลฺลตฺถจิตฺโต อุมฺมตฺตโก จิตฺตวิปลฺลาเสน

วณฺณํ วณฺโณติ วา อวณฺณํ อวณฺโณติ วา อยํ พุทฺโธ อยํ สาวโกติ วา น ชานาติ

อพาลาทโย นาม ชานนฺติ ตสฺมา อพาลสฺสาติอาทิมาห ฯ

จริงอยู่ คนพาล เพราะเขลา, ชื่อว่าคนโกรธ เพราะเป็นคนมีโทสะ, ชื่อว่าคนหลง เพราะโมหะ, ชื่อว่ามีจิตวิปลาส คือบ้า ย่อมไม่รู้คุณว่าคุณ โทษว่าโทษ หรือว่า ผู้นี้เป็นพระพุทธเจ้า ผู้นี้เป็นสาวก.

ธรรมดาว่า คนที่ไม่เขลาเป็นต้น ย่อมรู้. เพราะฉะนั้น พระอานนทเถระจึงทูลว่า อพาลสฺส เป็นต้น.

บทว่า น รุเจยฺย ความว่า ก็พระเถระนั้นไม่พึงชอบใจแก่เหล่าคนเขลาเป็นต้นเท่านั้น พระเถระไม่พึงชอบใจแก่ใครอื่น พระอานนทเถระ ครั้นนำถ้อยคำสนทนาของบุคคลมาฉะนี้แล้ว เมื่อจะกล่าวคุณตามเป็นจริงด้วยบท ๑๖ บท จึงทูลว่า ปณฺฑิโต ภนฺเต เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปณฺฑิโต ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยความเป็นบัณฑิต คำนี้เป็นชื่อของท่านผู้ตั้งอยู่ในความฉลาด ๔ อย่าง.

สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดังนี้ว่า ดูก่อนอานนท์ โดยเหตุใดแล ภิกษุย่อมเป็นผู้ฉลาดในธาตุ ๑ เป็นผู้ฉลาดในอายตนะ ๑ เป็นผู้ฉลาดในปฏิจจสมุปบาท ๑ เป็นผู้ฉลาดในฐานะและอฐานะ ๑. ดูก่อนอานนท์ ด้วยเหตุเพียงนั้นแล ภิกษุนั้นควรเรียกว่า ภิกษุบัณฑิต ดังนี้.

ในบทว่า มหาปญฺโญ เป็นต้น ความว่า ประกอบด้วยมหาปัญญาเป็นต้น.

ความมีปัญญามากเป็นต้น ในบทว่า มหาปญฺโญ เป็นต้นนั้นต่างกันดังนี้.

มหาปัญญาเป็นไฉน ชื่อว่ามหาปัญญา เพราะกำหนดถือศีลขันธ์อย่างใหญ่. ชื่อว่ามหาปัญญา เพราะกำหนดถือสมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ วิมุตติขันธ์ วิมุตติญาณทัสสนขันธ์อย่างใหญ่. ชื่อว่ามหาปัญญา เพราะกำหนดถือฐานะและอฐานะอย่างใหญ่ วิหารสมาบัติอย่างใหญ่ อริยสัจอย่างใหญ่ สติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อิทธิบาทอย่างใหญ่ อินทรีย์และโพชฌงค์อย่างใหญ่ อริยมรรคอย่างใหญ่ สามัญญผลอย่างใหญ่ อภิญญาอย่างใหญ่ ปรมัตถนิพพานอย่างใหญ่.

ก็มหาปัญญานั้นปรากฏแก่พระเถระ เมื่อพระศาสดาเสด็จลงจากเทวโลก ประทับยืน ณ ประตูสังกัสสนคร ตรัสถามปัญหา ชื่อว่าปุถุชนปัญจกะ แล้วทูลถวายวิสัชนาปัญหานั้น.

ปุถุปัญญาเป็นไฉน.

ชื่อว่าปุถุปัญญา เพราะญาณเป็นไปในขันธ์ต่างๆ แน่นหนา... เป็นไปในธาตุต่างๆ แน่นหนา... ในอรรถต่างๆ แน่นหนา... ในปฏิจจสมุปบาทต่างๆ แน่นหนา... ในความหน่วงสุญญตาต่างๆ แน่นหนา... ในอรรถธรรมนิรุกติปฏิภาณแน่นหนา... ในสีลขันธ์ต่างๆ แน่นหนา... ในสมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ วิมุตติขันธ์ วิมุตติญาณทัสสนขันธ์ต่างๆ แน่นหนา... ในฐานะและอฐานะต่างๆ แน่นหนา... ในวิหารสมาบัติต่างๆ แน่นหนา... ในอริยสัจต่างๆ แน่นหนา... ในสติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อิทธิบาท อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ต่างๆ แน่นหนา... ในอริยมรรค สามัญญผล อภิญญาต่างๆ แน่นหนา.. ญาณเป็นไปในปรมัตถนิพพาน ล่วงธรรมที่ทั่วไปแก่ชนต่างๆ แน่นหนา.

ชื่อว่าหาสปัญญาเป็นไฉน

ชื่อว่าหาสปัญญา เพราะบางคนในโลกนี้ มีความร่าเริง แช่มชื่น ยินดี ปราโมทย์ บำเพ็ญศีล บำเพ็ญอินทรียสังวร บำเพ็ญโภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยค สีลขันธ์ สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ วิมุตติขันธ์ วิมุตติญาณทัสสนขันธ์. ชื่อว่าหาสปัญญา เพราะเป็นผู้มากด้วยความร่าเริง ปราโมทย์ แทงตลอดฐานะและอฐานะ. ชื่อว่าหาสปัญญา เพราะเป็นผู้มากด้วยความร่าเริง บำเพ็ญวิหารสมาบัติ. ชื่อว่าหาสปัญญา เพราะเป็นผู้มากด้วยความร่าเริง แทงตลอดอริยสัจ. ชื่อว่าหาสปัญญา เพราะอบรมสติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อิทธิบาท อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ อริยมรรค. ชื่อว่าหาสปัญญา เพราะเป็นผู้มากด้วยความร่าเริง กระทำให้แจ้งสามัญญผล แทงตลอดอภิญญา. ชื่อว่าหาสปัญญา เพราะเป็นผู้มากด้วยความร่าเริง มากด้วยความแช่มชื่น ยินดีปราโมทย์ กระทำให้แจ้งปรมัตถนิพพาน.

ชื่อว่าหาสปัญญา ก็เพราะพระเถระ ครั้งเป็นดาบสชื่อนารท กระทำความปรารถนาเป็นพระอัครสาวก แทบเบื้องพระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าอโนมทัสสี นับตั้งแต่ครั้งนั้นมา ก็เป็นผู้มากด้วยความร่าเริง กระทำการบำเพ็ญศีลเป็นต้น.

ชวนปัญญาเป็นไฉน

ชื่อว่าชวนปัญญา ก็เพราะปัญญาพิจารณาเห็นรูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน ทั้งไกล ทั้งใกล้ รูปทั้งหมดโดยเป็นของไม่เที่ยง แล่นไปเร็ว. ชื่อว่าชวนปัญญา ก็เพราะปัญญาพิจารณาเห็นรูปโดยความเป็นทุกข์ แล่นไปเร็ว โดยความเป็นอนัตตา แล่นไปเร็ว. ชื่อว่าชวนปัญญา ก็เพราะพิจารณาเห็นเวทนา ฯลฯ วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่งทั้งที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน วิญญาณทั้งหมด โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา แล่นไปเร็ว.

ชื่อว่าชวนปัญญา ก็เพราะพิจารณาจักษุ ฯลฯ ชรามรณะทั้งที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา แล่นไปเร็ว.

ชื่อว่าชวนปัญญา ก็เพราะพิจารณาใคร่ครวญแจ่มชัดจะแจ้งว่า รูปทั้งที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน. ชื่อว่าไม่เที่ยง เพราะอรรถสิ้นไป. ชื่อว่าทุกข์ เพราะอรรถว่าน่ากลัว. ชื่อว่าอนัตตา เพราะหาแก่นสารมิได้ แล่นไปเร็วในพระนิพพานเป็นส่วนดับแห่งรูป.

ชื่อว่าชวนปัญญา ก็เพราะพิจารณาใคร่ครวญแจ่มชัดจะแจ้งว่า เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักษุ ฯลฯ ชรามรณะทั้งที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน ชื่อว่าไม่เที่ยงเพราะอรรถว่าสิ้นไป ฯลฯ แล่นไปเร็วในพระนิพพาน เป็นส่วนดับแห่งชรามรณะ.

ชื่อว่าชวนปัญญา ก็เพราะพิจารณาใคร่ครวญแจ่มชัดจะแจ้งว่า รูปทั้งที่เป็นอดีตอนาคตปัจจุบัน ฯลฯ วิญญาณ จักษุ ฯลฯ ชรามรณะ ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีอันสิ้นไป เสื่อมไป ดับไปเป็นธรรมดา แล่นไปเร็วในพระนิพพานเป็นส่วนดับแห่งชรามรณะ.

ติกขปัญญาเป็นไฉน.

ชื่อว่าติกขปัญญา เพราะตัดกิเลสทั้งหลายได้เร็ว.

ชื่อว่าติกขปัญญา เพราะไม่พักไว้ซึ่งกามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตกที่เกิดขึ้น ไม่พักอกุศลบาปธรรมที่เกิดขึ้นอีก ไม่พัก ละ บรรเทา ทำให้สิ้น ทำให้ไม่มีซึ่งราคะโทสะโมหะ โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปลาสะ อิสสา มัจฉริยะ มายา สาไถย ถัมภะ สารัมภะ มานะ อติมานะ มทะ ปมาทะที่เกิดขึ้นแล้ว กิเลสทุจริตทั้งหมด อภิสังขารทั้งหมด กรรมที่ให้ถึงสังสารภพทั้งหมด.

ชื่อว่าติกขปัญญา เพราะปัญญาที่บรรลุ กระทำให้แจ้งสัมผัสมรรค ๔ สามัญญผล ๔ ปฏิสัมภิทา ๔ อภิญญา ๖ ณ ที่นั่งแห่งเดียว.

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้ากำลังทรงแสดงเวทนาปริคคหสูตรแก่ทีฆนขปริพาชก หลานชาย พระเถระยืนถวายงานพัด ก็ตัดกิเลสได้ทั้งหมด ชื่อว่ามีปัญญาแหลม ตั้งแต่แทงตลอดสาวกบารมีญาณ. ด้วยเหตุนั้น พระอานนทเถระจึงทูลว่า ติกฺขปญฺโญ ภนฺเต อายสฺมา สารีปุตฺโต พระเจ้าข้า ท่านพระสารีบุตรมีปัญญาแหลมดังนี้.

นิพเพธิกปัญญาเป็นไฉน.

ชื่อว่านิพเพธิกปัญญา เพราะบางคนในโลกนี้มากด้วยความหวาดสะดุ้งเอือมระอาไม่ยินดีนัก เบือนหน้าหนีไม่ไยดีในสังขารทั้งปวง เจาะทำลายกองโลภะที่ไม่เคยเจาะไม่เคยทำลาย ในสังขารทั้งปวง. ชื่อว่านิพเพธิกปัญญา เพราะเจาะทำลายกองโทสะกองโมหะ โกธะ อุปนาหะ ฯลฯ ที่ไม่เคยเจาะไม่เคยทำลายกรรมที่ให้ถึงภพทั้งหมด.

บทว่า อปฺปิจฺโฉ ได้แก่ เป็นผู้ประกอบด้วยลักษณะอย่างนี้ว่า ปกปิดคุณที่มีอยู่ รู้จักประมาณในการรับ นี่เป็นลักษณะของผู้มีความมักน้อย.

บทว่า สนฺตุฏฺโฐ ได้แก่ เป็นผู้ประกอบด้วยสันโดษ ๓ ในปัจจัย ๔ คือ ยถาลาภสันโดษ ยถาพลสันโดษ ยถาสารุปปสันโดษ.

บทว่า ปวิวิตฺโต ได้แก่ ผู้ได้วิเวก ๓ เหล่านี้ คือ กายวิเวกของผู้มีกายตั้งอยู่ในความสงัด ผู้ยินดีในเนกขัมมะ จิตตวิเวกของผู้มีจิตบริสุทธิ์ ผู้ถึงความผ่องแผ้วอย่างยิ่ง และอุปธิวิเวกของเหล่าบุคคลผู้ไร้อุปธิ ผู้ถึงวิสังขาร.

บทว่า อสํสฏฺโฐ ได้แก่ ผู้เว้นจากการคลุกคลี ๕ อย่างเหล่านี้ คือคลุกคลีด้วยการฟัง คลุกคลีด้วยการเห็น คลุกคลีด้วยการสนทนา คลุกคลีด้วยการบริโภค คลุกคลีด้วยกาย. การคลุกคลี ๕ อย่างนี้ย่อมเกิดกับบุคคล ๘ จำพวก คือ พระราชา อมาตย์ของพระราชา เดียรถีย์ สาวกของเดียรถีย์ อุบาสก อุบาสิกา ภิกษุ ภิกษุณี ความคลุกคลีแม้ทั้งหมดนั้นไม่มีแก่พระเถระ เหตุนั้น พระเถระจึงว่าผู้ไม่คลุกคลี.

บทว่า อารทฺธวิริโย ได้แก่ เป็นผู้ประคองความเพียร มีความเพียรบริบูรณ์ในข้อนั้น ภิกษุผู้ปรารถความเพียร ย่อมไม่ยอมให้กิเลสที่เกิดขณะเดินติดมาถึงขณะยืน ไม่ยอมให้กิเลสที่เกิดขณะยืน ติดมาถึงขณะนั่ง ไม่ยอมให้กิเลสที่เกิดขณะนั่ง ติดมาถึงขณะนอน. กิเลสเกิดในที่นั้นๆ ก็ข่มไว้ได้ในที่นั้นๆ นั่นแหละ. ก็พระเถระมิได้เหยียดหลังบนเตียงมาถึง ๔๔ ปี. พระอานนทเถระหมายถึงข้อนั้นจึงทูลว่า อารทฺธวิริโย ผู้ปรารภความเพียร.

บทว่า วตฺตา ได้แก่ เป็นผู้กล่าวกำจัดโทษ. พระเถระเห็นความประพฤติทรามของเหล่าภิกษุ ก็ไม่ผัดเพี้ยนว่า ค่อยพูดกันวันนี้ พูดกันวันพรุ่งนี้. อธิบายว่า ท่านสั่งสอนพร่ำสอนในที่นั้นๆ เลย.

บทว่า วจนกฺขโม ได้แก่ ย่อมทนฟังคำของผู้อื่น.

จริงอยู่ ภิกษุรูปหนึ่งชอบสอนผู้อื่น แต่ตัวเองถูกผู้อื่นสอนเข้า ก็โกรธ. ส่วนพระเถระให้โอวาทแก่ผู้อื่นด้วย ตัวเองแม้ถูกโอวาท ก็ยอมรับด้วยเศียรเกล้า.

เล่ากันมาว่า วันหนึ่ง สามเณรอายุ ๗ ขวบเรียนพระสารีบุตรเถระว่า ท่านสารีบุตรขอรับ ชายผ้านุ่งของท่านห้อยลงมาแน่ะ. พระเถระไม่พูดอะไรเลย ไป ณ ที่เหมาะแห่งหนึ่ง นุ่งเรียบร้อยแล้วก็มา ยืนประนมมือพูดว่า เท่านี้เหมาะไหม อาจารย์. พระเถระกล่าวว่า ผู้บวชในวันนั้น เป็นคนดี อายุ ๗ ขวบโดยกำเนิด ถึงผู้นั้นพึงสั่งสอนเรา เราก็ยอมรับด้วยกระหม่อมดังนี้.

บทว่า โจทโก ได้แก่ สั่งสอนตามแบบธรรมเนียมว่า ธรรมดาว่าภิกษุ เห็นวิติกกมโทษ ในเมื่อเรื่องเกิดขึ้นแล้วก็ตาม ยังไม่เกิดขึ้นก็ตาม พึงนุ่งอย่างนี้ พึงห่มอย่างนี้ เดินอย่างนี้ ยืนอย่างนี้ นั่งอย่างนี้ เคี้ยวอย่างนี้ ฉันอย่างนี้.

บทว่า ปาปครหี ได้แก่ ไม่เห็นแก่คนชั่ว ไม่ฟังคำคนชั่วเหล่านั้น ไม่ยอมอยู่ในจักรวาลเดียวกับคนชั่วเหล่านั้น.

พระอานนทเถระทูลว่า พระเจ้าข้า ท่านพระสารีบุตรตำหนิบาปด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ ตำหนิคนชั่วอย่างนี้บ้างว่า

มา เม กทาจิ ปาปิจฺโฉ กุสีโต หีนวีริโย อปฺปสฺสุโต อนาทาโน สมนฺตา กตฺถจิ อหุ ในกาลไหนๆ ขอเพื่อนสพรหมจารีของเรา อย่าเป็นผู้

มีความปรารถนาลามก เกียจคร้าน หย่อนความเพียร

มีสุตะน้อย ไม่ยึดถือรอบด้านไม่มีในที่ไหนๆ เลย.

ตำหนิธรรมฝ่ายชั่วอย่างนี้บ้างว่า ธรรมดาว่าสมณะไม่พึงตกอยู่ในอำนาจราคะ ในอำนาจโทสะและโมหะ ราคะโทสะโมหะที่เกิดขึ้นแล้ว พึงละเสีย ดังนี้.

เมื่อท่านพระอานนท์กระทำการประกาศคุณตามความเป็นจริงของพระเถระด้วยบท ๑๖ บทอย่างนี้แล้ว บุคคลชั่วไรๆ ก็อย่าได้กล่าวว่า ทำไมพระอานนท์ไม่ได้กล่าวคุณสหายที่รักของตน คำอะไรที่พระอานนท์นั้นกล่าวแล้ว ก็เป็นอย่างนั้นนั่นแล. พระอานนท์นั้นเป็นสัพพัญญู หรือ.

พระศาสดา เมื่อทรงกระทำการกล่าวคุณนั้นที่ไม่กำเริบเป็นคำตรัสของพระสัพพัญญูพุทธะ ก็เท่ากับประทับแหวนตราชินลัญจกร [ตราพระชินเจ้า] จึงตรัสว่า เอวเมตํ ดังนี้เป็นต้น.

เมื่อพระตถาคตและพระอานนทเถระกำลังกล่าวคุณของพระมหาสาวกอยู่ เหล่าภุมมเทวดา เทวดาผู้อยู่ภาคพื้นดินก็ลุกขึ้นกล่าวคุณด้วยบท ๑๖ บทเหล่านั้นเหมือนกัน. แต่นั้นเหล่าอากาสัฏฐกเทวดา คือเทวดาผู้อยู่ในอากาศ เทวดาฝนเย็น เทวดาฝนร้อน เทวดาชั้นจาตุมมหาราชตลอดถึงอกนิฏฐพรหมโลก ก็ลุกขึ้นกล่าวคุณด้วยบท ๑๖ บทเหล่านั้นเหมือนกัน.

เทวดาในหมื่นจักรวาลตั้งต้นแต่จักรวาลหนึ่ง ก็ลุกขึ้นกล่าวโดยอุบายนั้น.

ครั้งนั้น สุสิมเทพบุตรสัทธิวิหาริกของท่านพระสารีบุตร ดำริว่า เทพบุตรเหล่านี้ละกีฬาในงานนักษัตรของตนๆ เสียแล้วดำรงอยู่ในที่นั้น กล่าวคุณอุปัชฌาย์ของเราเท่านั้น จำเราจะไปสำนักพระตถาคต กระทำการกล่าวคุณนั้นนั่นแหละ ซึ่งเป็นคำของเทวดา.

เทพบุตรนั้นก็ได้กระทำอย่างนั้น เพื่อจะแสดงความข้อนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อถโข สุสิโม เทวปุตฺโต ดังนี้เป็นต้น.

ในบทว่า อุจฺจาวจา ในที่อื่นๆ ประณีตท่านเรียกว่าอุจจะ (สูง) เลวท่านเรียกว่า อวจะ (ต่ำ) แต่ในสูตรนี้ บทว่า อุจฺจาวจา ได้แก่ วรรณะและรัศมีของวรรณะต่างๆ อย่าง. เขาว่า รัศมีแห่งวรรณะของเทวบริษัทนั้นปรากฏชัดมี ๔ อย่าง คือที่เขียวก็เขียวจัด ที่เหลืองก็เหลืองจัด ที่แดงก็แดงจัด ที่ขาวก็ขาวจัด

ด้วยเหตุนั้นนั่นแล อุปมา ๔ ข้อจึงมาว่า เสยฺยถาปินาม เป็นต้น.

ในอุปมา ๔ ข้อนั้น บทว่า สุโภ แปลว่า ดี.

บทว่า ชาติมา แปลว่า ถึงพร้อมด้วยชาติ.

บทว่า สุปริกมฺมกโต ได้แก่ เจียระนัยดีแล้วด้วยบริกรรมมีล้างเป็นต้น วางไว้บนผ้ากัมพลเหลือง.

บทว่า เอวเมวํ ความว่า มณีทั้งหมดเริ่มส่องประกายพร้อมกัน ดังมณีที่วางบนผ้ากัมพลแดง.

บทว่า เนกฺขํ ได้แก่ เครื่องประดับที่ทำด้วยทองคำเกินเนื้อห้า.

จริงอยู่ เครื่องประดับนั้นย่อมเหมาะแก่การย้ำและขัด.

บทว่า ชมฺโพนทํ ได้แก่ ทองที่เกิดในแม่น้ำที่ไหลไปทางกิ่งชมพู่ใหญ่ หรือเมื่อรสผลชมพู่ใหญ่จมดิน หน่อทองคำผุดขึ้น. อธิบายว่า เครื่องประดับที่ทำด้วยทองคำนั้น.

บทว่า กมฺมารปุตฺตํ อุกฺกามุเขสุ กุสลํ สมฺปหฏฺฐํ ได้แก่ ที่บุตรช่างทองผู้ฉลาด หลอมทางปากเบ้าสุกคว้างแล้ว. ในคัมภีร์ธาตุวิภังค์ ท่านถือเอาทองชมพูนุทที่ยังไม่ทำรูปพรรณ. แต่ในพระสูตรนี้ ท่านถือเอาทองที่ทำรูปพรรณแล้ว.

บทว่า วิทฺเธ แปลว่า อยู่ไกล.

บทว่า เทเว ได้แก่ อากาศ.

บทว่า นภํ อพฺภุสฺสุกฺกมาโน ได้แก่ โลดขึ้นสู่อากาศ. ด้วยบทนี้ ท่านแสดงภาพดวงอาทิตย์อ่อนๆ.

บทว่า โสรโต ได้แก่ ประกอบด้วยความสงบเสงี่ยม.

บทว่า ทนฺโต ได้แก่ หมดพยศ.

บทว่า สตฺถุวณฺณภโต แปลว่า มีคุณที่พระศาสดาทรงนำมาแล้ว.

จริงอยู่ พระศาสดาประทับนั่งท่ามกลางบริษัท ๘ ทรงนำคุณของพระเถระมา โดยนัยว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงคบสารีบุตรและโมคคัลลานะ ดังนี้เป็นต้น. พระเถระก็ชื่อว่า เป็นผู้มีคุณที่พระศาสดาทรงนำมาแล้ว.

บทว่า กาลํ กงฺขติ ได้แก่ ปรารถนากาลเป็นที่ปรินิพพาน.

จริงอยู่ พระขีณาสพย่อมไม่กระหยิ่มยินดีความตาย ไม่มุ่งหมายความเป็น แต่ปรารถนา (กาลเป็นที่ปรินิพพาน). อธิบายว่า ยืนคอยดูกาลเวลา เหมือนบุรุษยืนคอยค่าจ้างไปวันหนึ่งๆ.

ด้วยเหตุนั้น ท่านพระสารีบุตรจึงกล่าวว่า

นาภินนฺทามิ มรณํ นาภินนฺทามิ ชีวิตํ กาลํ จ ปาฏิกงฺขามิ นิพฺพิสํ กติโก ยถา เราไม่ยินดีความตาย เราไม่ยินดีความเป็นอยู่

แต่เรารอเวลา [ปรินิพพาน] เหมือนลูกจ้าง

รอค่าจ้างฉะนั้น.

จบอรรถกถาสุสิมสูตรที่ ๙ -----------------------------------------------------

所用版本与授权

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · 证据核验于 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร

สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต นานาติตถิยวรรคที่ ๓ สุสิมสูตรที่ ๙ 注释 · 第15册