This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

经典 ·

เล่ม ๑๕

本册其他条目

สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นฬวรรคที่ ๑ โอฆตรณสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นฬวรรคที่ ๑ นิโมกขสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นฬวรรคที่ ๑ อุปเนยยสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นฬวรรคที่ ๑ อัจเจนติสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นฬวรรคที่ ๑ กติฉินทิสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นฬวรรคที่ ๑ ชาครสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นฬวรรคที่ ๑ อัปปฏิวิทิตสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นฬวรรคที่ ๑ สุสัมมุฏฐสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นฬวรรคที่ ๑ มานกามสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นฬวรรคที่ ๑ อรัญญสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นันทนวรรคที่ ๒ นันทนสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นันทนวรรคที่ ๒ นันทิสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นันทนวรรคที่ ๒ นัตถิปุตตสมสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นันทนวรรคที่ ๒ ขัตติยสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นันทนวรรคที่ ๒ สกมานสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นันทนวรรคที่ ๒ นิททาตันทิสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นันทนวรรคที่ ๒ ทุกกรสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นันทนวรรคที่ ๒ หิริสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นันทนวรรคที่ ๒ กุฏิกาสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นันทนวรรคที่ ๒ สมิทธิสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สัตติวรรคที่ ๓ สัตติสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สัตติวรรคที่ ๓ ผุสติสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สัตติวรรคที่ ๓ ชฏาสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สัตติวรรคที่ ๓ มโนนิวารณสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สัตติวรรคที่ ๓ อรหันตสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สัตติวรรคที่ ๓ ปัชโชตสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สัตติวรรคที่ ๓ สรสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สัตติวรรคที่ ๓ มหัทธนสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สัตติวรรคที่ ๓ จตุจักกสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สัตติวรรคที่ ๓ เอณิชังคสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สตุลลปกายิกวรรคที่ ๔ สัพภิสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สตุลลปกายิกวรรคที่ ๔ มัจฉริยสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สตุลลปกายิกวรรคที่ ๔ สาธุสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สตุลลปกายิกวรรคที่ ๔ นสันติสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สตุลลปกายิกวรรคที่ ๔ อุชฌานสัญญีสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สตุลลปกายิกวรรคที่ ๔ สัทธาสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สตุลลปกายิกวรรคที่ ๔ สมยสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สตุลลปกายิกวรรคที่ ๔ สกลิกสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สตุลลปกายิกวรรคที่ ๔ ปฐมปัชชุนนธีตุสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สตุลลปกายิกวรรคที่ ๔ ทุติยปัชชุนนธีตุสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต อาทิตตวรรคที่ ๕ อาทิตตสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต อาทิตตวรรคที่ ๕ กินททสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต อาทิตตวรรคที่ ๕ อันนสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต อาทิตตวรรคที่ ๕ เอกมูลสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต อาทิตตวรรคที่ ๕ อโนมิยสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต อาทิตตวรรคที่ ๕ อัจฉราสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต อาทิตตวรรคที่ ๕ วนโรปสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต อาทิตตวรรคที่ ๕ เชตวนสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต อาทิตตวรรคที่ ๕ มัจฉริสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต อาทิตตวรรคที่ ๕ ฆฏิกรสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต ชราวรรคที่ ๖ ชราสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต ชราวรรคที่ ๖ อชรสาสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต ชราวรรคที่ ๖ มิตตสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต ชราวรรคที่ ๖ วัตถุสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต ชราวรรคที่ ๖ ปฐมชนสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต ชราวรรคที่ ๖ ทุติยชนสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต ชราวรรคที่ ๖ ตติยชนสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต ชราวรรคที่ ๖ อุปปถสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต ชราวรรคที่ ๖ ทุติยสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต ชราวรรคที่ ๖ กวิสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต อันธวรรคที่ ๗ นามสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต อันธวรรคที่ ๗ จิตตสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต อันธวรรคที่ ๗ ตัณหาสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต อันธวรรคที่ ๗ สัญโญชนสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต อันธวรรคที่ ๗ พันธนสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต อันธวรรคที่ ๗ อัพภาหตสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต อันธวรรคที่ ๗ อุฑฑิตสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต อันธวรรคที่ ๗ ปิหิตสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต อันธวรรคที่ ๗ อิจฉาสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต อันธวรรคที่ ๗ โลกสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต ฆัตวาวรรคที่ ๘ ฆัตวาสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต ฆัตวาวรรคที่ ๘ รถสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต ฆัตวาวรรคที่ ๘ วิตตสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต ฆัตวาวรรคที่ ๘ วุฏฐิสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต ฆัตวาวรรคที่ ๘ ภีตสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต ฆัตวาวรรคที่ ๘ นชีรติสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต ฆัตวาวรรคที่ ๘ อิสสรสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต ฆัตวาวรรคที่ ๘ กามสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต ฆัตวาวรรคที่ ๘ ปาเถยยสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต ฆัตวาวรรคที่ ๘ ปัชโชตสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต ฆัตวาวรรคที่ ๘ อรณสูตรที่ ๑๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต ปฐมวรรค ปฐมกัสสปสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต ปฐมวรรค ทุติยกัสสปสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต ปฐมวรรค มาฆสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต ปฐมวรรค มาคธสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต ปฐมวรรค ทามลิสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต ปฐมวรรค กามทสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต ปฐมวรรค ปัญจาลจัณฑสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต ปฐมวรรค ตายนสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต ปฐมวรรค จันทิมสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต ปฐมวรรค สุริยสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต อนาถปิณฑิกวรรคที่ ๒ จันทิมสสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต อนาถปิณฑิกวรรคที่ ๒ เวณฑุสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต อนาถปิณฑิกวรรคที่ ๒ ทีฆลัฏฐิสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต อนาถปิณฑิกวรรคที่ ๒ นันทนสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต อนาถปิณฑิกวรรคที่ ๒ จันทนสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต อนาถปิณฑิกวรรคที่ ๒ วาสุทัตตสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต อนาถปิณฑิกวรรคที่ ๒ สุพรหมสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต อนาถปิณฑิกวรรคที่ ๒ กกุธสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต อนาถปิณฑิกวรรคที่ ๒ อุตตรสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต อนาถปิณฑิกวรรคที่ ๒ อนาถปิณฑิกสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต นานาติตถิยวรรคที่ ๓ สิวสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต นานาติตถิยวรรคที่ ๓ เขมสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต นานาติตถิยวรรคที่ ๓ เสรีสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต นานาติตถิยวรรคที่ ๓ ฆฏิการสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต นานาติตถิยวรรคที่ ๓ ชันตุสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต นานาติตถิยวรรคที่ ๓ โรหิตัสสสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต นานาติตถิยวรรคที่ ๓ นันทสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต นานาติตถิยวรรคที่ ๓ นันทิวิสาลสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต นานาติตถิยวรรคที่ ๓ สุสิมสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต นานาติตถิยวรรคที่ ๓ นานาติตถิยสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ปฐมวรรคที่ ๑ ทหรสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ปฐมวรรคที่ ๑ ปุริสสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ปฐมวรรคที่ ๑ ราชสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ปฐมวรรคที่ ๑ ปิยสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ปฐมวรรคที่ ๑ อัตตรักขิตสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ปฐมวรรคที่ ๑ อัปปกสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ปฐมวรรคที่ ๑ อรรถกรณสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ปฐมวรรคที่ ๑ มัลลิกาสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ปฐมวรรคที่ ๑ ยัญญสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ปฐมวรรคที่ ๑ พันธนสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ทุติยวรรคที่ ๒ ชฏิลสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ทุติยวรรคที่ ๒ ปัญจราชสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ทุติยวรรคที่ ๒ โทณปากสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ทุติยวรรคที่ ๒ ปฐมสังคามวัตถุสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ทุติยวรรคที่ ๒ ทุติยสังคามวัตถุสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ทุติยวรรคที่ ๒ ธีตุสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ทุติยวรรคที่ ๒ ปฐมอัปปมาทสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ทุติยวรรคที่ ๒ ทุติยอัปปมาทสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ทุติยวรรคที่ ๒ ปฐมาปุตตกสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ทุติยวรรคที่ ๒ ทุติยาปุตตกสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ตติยวรรคที่ ๓ ปุคคลสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ตติยวรรคที่ ๓ อัยยิกาสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ตติยวรรคที่ ๓ โลกสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ตติยวรรคที่ ๓ อิสสัตถสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ตติยวรรคที่ ๓ ปัพพโตปมสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ ตโปกรรมสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ นาคสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ สุภสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ ปฐมปาสสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ ทุติยปาสสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ สัปปสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ สุปปติสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ นันทนสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ ปฐมอายุสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ ทุติยอายุสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ ปาสานสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ สีหสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ สกลิกสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ ปฏิรูปสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ มานสสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ ปัตตสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ อายตนสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ ปิณฑิกสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ กัสสกสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ รัชชสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ตติยวรรคที่ ๓ สัมพหุลสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ตติยวรรคที่ ๓ สมิทธิสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ตติยวรรคที่ ๓ โคธิกสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ตติยวรรคที่ ๓ สัตตวัสสสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ตติยวรรคที่ ๓ มารธีตุสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ภิกขุนีสังยุต อาฬวิกาสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ภิกขุนีสังยุต โสมาสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ภิกขุนีสังยุต โคตมีสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ภิกขุนีสังยุต วิชยาสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ภิกขุนีสังยุต อุบลวรรณาสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ภิกขุนีสังยุต จาลาสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ภิกขุนีสังยุต อุปจาลาสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ภิกขุนีสังยุต สีสุปจาลาสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ภิกขุนีสังยุต เสลาสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ภิกขุนีสังยุต วชิราสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พรหมสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ อายาจนสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พรหมสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ คารวสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พรหมสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ พรหมเทวสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พรหมสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ พกสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พรหมสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ อปราทิฏฐิสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พรหมสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ ปมาทสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พรหมสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ ปฐมโกกาลิกสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พรหมสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ ติสสกสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พรหมสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ ตุทุพรหมสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พรหมสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ ทุติยโกกาลิกสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พรหมสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ สนังกุมารสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พรหมสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ เทวทัตตสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พรหมสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ อันธกวินทสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พรหมสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ อรุณวตีสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พรหมสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ ปรินิพพานสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อรหันตวรรคที่ ๑ ธนัญชานีสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อรหันตวรรคที่ ๑ อักโกสกสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อรหันตวรรคที่ ๑ อสุรินทกสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อรหันตวรรคที่ ๑ พิลังคิกสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อรหันตวรรคที่ ๑ อหิงสกสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อรหันตวรรคที่ ๑ ชฏาสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อรหันตวรรคที่ ๑ สุทธิกสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อรหันตวรรคที่ ๑ อัคคิกสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อรหันตวรรคที่ ๑ สุนทริกสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อรหันตวรรคที่ ๑ พหุธิติสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อุปาสกวรรคที่ ๒ กสิสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อุปาสกวรรคที่ ๒ อุทัยสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อุปาสกวรรคที่ ๒ เทวหิตสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อุปาสกวรรคที่ ๒ มหาศาลสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อุปาสกวรรคที่ ๒ มานัตถัทธสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อุปาสกวรรคที่ ๒ ปัจจนิกสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อุปาสกวรรคที่ ๒ นวกรรมิกสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อุปาสกวรรคที่ ๒ กัฏฐหารสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อุปาสกวรรคที่ ๒ มาตุโปสกสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อุปาสกวรรคที่ ๒ ภิกขกสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อุปาสกวรรคที่ ๒ สังครวสูตรที่ ๑๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อุปาสกวรรคที่ ๒ โขมทุสสสูตรที่ ๑๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วังคีสสังยุต นิกขันตสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วังคีสสังยุต อรติสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วังคีสสังยุต เปสลาติมัญญนาสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วังคีสสังยุต อานันทสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วังคีสสังยุต สุภาษิตสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วังคีสสังยุต สารีปุตตสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วังคีสสังยุต ปวารณาสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วังคีสสังยุต ปโรสหัสสสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วังคีสสังยุต โกณฑัญญสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วังคีสสังยุต โมคคัลลานสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วังคีสสังยุต คัคคราสูตรที่ ๑๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วังคีสสังยุต วังคีสสูตรที่ ๑๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วนสังยุต วิเวกสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วนสังยุต อุปัฏฐานสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วนสังยุต กัสสปโคตตสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วนสังยุต สัมพหุลสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วนสังยุต อานันทสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วนสังยุต อนุรุทธสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วนสังยุต นาคทัตตสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วนสังยุต กุลฆรณีสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วนสังยุต วัชชีปุตตสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วนสังยุต สัชฌายสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วนสังยุต อโยนิโสมนสิการสูตรที่ ๑๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วนสังยุต มัชฌันติกสูตรที่ ๑๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วนสังยุต ปากตินทริยสูตรที่ ๑๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วนสังยุต ปทุมปุบผสูตรที่ ๑๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ยักขสังยุต อินทกสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ยักขสังยุต สักกสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ยักขสังยุต สูจิโลมสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ยักขสังยุต มณิภัททสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ยักขสังยุต สานุสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ยักขสังยุต ปิยังกรสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ยักขสังยุต ปุนัพสุสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ยักขสังยุต สุทัตตสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ยักขสังยุต ปฐมสุกกาสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ยักขสังยุต ทุติยสุกกาสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ยักขสังยุต จีราสูตรที่ ๑๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ยักขสังยุต อาฬวกสูตรที่ ๑๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ สุวีรสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ สุสิมสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ ธชัคคสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ เวปจิตติสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ สุภาษิตชยสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ กุลาวกสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ นทุพภิยสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ วิโรจนอสุรินทสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ อารัญญกสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ สมุททกสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ ปฐมเทวสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ ทุติยเทวสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ ตติยเทวสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ ทฬิททสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ รามเณยยกสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ ยชมานสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ วันทนสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ ปฐมสักกนมัสนสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ ทุติยสักกนมัสนสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ ตติยสักกนมัสนสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต สักกปัญจกะที่ ๓ ฆัตวาสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต สักกปัญจกะที่ ๓ ทุพรรณิยสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต สักกปัญจกะที่ ๓ มายาสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต สักกปัญจกะที่ ๓ อัจจยสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต สักกปัญจกะที่ ๓ อักโกธสูตรที่ ๕

经典

สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ปฐมวรรคที่ ๑ ยัญญสูตรที่ ๙

อรรถกถาแปลไทย

90 行1 个版本

อรรถกถาแปลไทย · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ

印本前页文字

อรรถกถายัญญสูตรที่ ๙

พึงทราบวินิจฉัยในยัญญสูตรที่ ๙ ต่อไป :-

บทว่า ถุนุปนีตานิ ได้แก่ นำเข้าไปยังหลัก ผูกไว้กับหลัก.

บทว่า ปริกมฺมานิ กโรนฺติ ได้แก่ ยัญที่พระราชาทรงเริ่ม ถูกภิกษุเหล่านั้นกราบทูลแด่พระตถาคต ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้.

ก็เพราะเหตุไร พระราชาจึงทรงเริ่มยัญนี้.

ก็เพราะจะทรงกำจัดฝันร้าย.

เล่ากันว่า วันหนึ่ง พระราชาประดับเครื่องอลังการทุกอย่าง ประทับบนคอช้างต้นตัวดี เลียบพระนคร ทอดพระเนตรเห็นสตรีผู้หนึ่งเปิดหน้าต่างมองดู (กระบวน) มีพระทัยปฏิพัทธ์ต่อนาง เสด็จกลับจากที่นั้นทันที เข้าสู่พระราชวังตรัสบอกความนั้นแก่ราชบุรุษคนหนึ่ง แล้วทรงส่งเขาไป สั่งให้สืบว่า สตรีผู้นั้นมีสามีหรือยังไม่มีสามี.

ราชบุรุษนั้นก็ไปถามสตรีผู้นั้น.

สตรีผู้นั้นก็แสดงว่า นั่นสามีของดิฉันนั่งที่ตลาด.

ราชบุรุษก็กลับมาทูลความนั้นแด่พระราชา.

พระราชาโปรดให้เรียกบุรุษผู้ [สามี] นั้นมาสั่งว่า เจ้าจงปรนนิบัติเรา [เป็นองครักษ์] ถูกบุรุษนั้นทูลทัดทานว่า ขอเดชะ ข้าพระองค์ไม่รู้ที่จะปรนนิบัติ พระเจ้าข้า รับสั่งว่า ธรรมดาว่าการปรนนิบัติไม่จำต้องเล่าเรียนในสำนักอาจารย์ดอก แล้วทรงให้เขาถืออาวุธและโล่โดยพลการ ตั้งเขาให้ทำหน้าที่คนปรนนิบัติ.

บุรุษนั้นพอปรนนิบัติแล้วก็กลับบ้านเลย.

โปรดให้เรียกเขามาอีก รับสั่งว่า ธรรมดาว่าผู้ปรนนิบัติจะต้องทำตามคำสั่งของพระราชา เจ้าจงไปสระโบกขรณีสำหรับชำระศีรษะของเรา ที่หนทางโยชน์หนึ่งจากที่นี้มีอยู่ จงเอาดินสีแดงเรื่อและดอกอุบลสีแดงจากสระนั้นมา ถ้าเจ้ามาไม่ทันวันนี้ เราจักลงราชอาชญาเจ้าแล้วทรงส่งเขาไป.

บุรุษนั้นก็ออกไป เพราะกลัวราชภัย.

เมื่อบุรุษนั้นไปแล้ว แม้พระราชาก็ให้เรียกนายประตูเมืองมาสั่งว่า วันนี้ พอตกเย็นก็ปิดประตูเมืองเลย แม้จะมีคนบอกว่า เราเป็นราชทูต หรืออุปทูตก็อย่าเปิด.

บุรุษนั้นได้ดินและดอกอุบลแล้วก็มาถึง เมื่อประตูเมืองปิดพอดี แม้จะพูดมากมายอย่างไรก็เข้าไม่ได้ จึงเลยไปยังวัดพระเชตวัน เพราะกลัวอันตราย.

ถึงพระราชาเองก็ถูกความรุ่มร้อนอย่างแรงครอบงำ เดี๋ยวนั่ง เดี๋ยวยืน เดี๋ยวบรรทม เมื่อตกลงพระทัยไม่ได้ ก็ประทับนั่ง ณ ที่แห่งใดแห่งหนึ่ง หลับแบบลิงหลับ [ทรงเคลิ้มไป].

แม้ยุคก่อน บุตรเศรษฐี ๔ คนในพระนครนั้นนั่นแหละทำปรทารกกรรม บังเกิดในนรกโลหกุมภี ชื่อนันโทปนันทา. สัตว์นรกเหล่านั้นถูกเคี่ยวร่างเป็นฟอง ๓๐,๐๐๐ ปี จึงลงไปถึงก้นหม้ออีก ๓๐,๐๐๐ ปีจึงขึ้นถึงปากหม้อ.

วันหนึ่ง พวกเขาเห็นแสงสว่าง ประสงค์จะกล่าวคาถาตนละคาถา เพราะกลัวกรรมที่ทำชั่ว แต่ก็ไม่อาจจะกล่าวได้ กล่าวได้เพียงตนละอักษรเท่านั้น

ตนหนึ่งกล่าว ส อักษร

ตนหนึ่งกล่าว โส อักษร.

ตนหนึ่งกล่าว น อักษร.

ตนหนึ่งกล่าว ทุ อักษร

____________________________

คาถาสัตว์นรก ๔ ตน ในที่อื่นกล่าวว่า ทุ. ส. น. โส. ก็มี...

พระราชา จำเดิมแต่ได้ยินเสียงของสัตว์นรกเหล่านั้น ก็ไม่ได้ความสุข ปล่อยเวลาที่เหลือของราตรีนั้นให้ล่วงไป. เมื่อรุ่งอรุณ ปุโรหิตมาทูลถามถึงความบรรทมเป็นสุข. ท้าวเธอก็รับสั่งว่า เราจะเป็นสุขได้แต่ที่ไหนเล่า อาจารย์. จึงตรัสเล่าว่า เราฝันว่าได้ยินเสียงอย่างนี้.

พราหมณ์คิดว่า เพราะพระสุบินนี้ของพระราชาพระองค์นี้ ความเจริญหรือความเสื่อมคงไม่มี ก็แต่ว่า สิ่งใดมีในเรือนหลวงนี้ สิ่งนั้นก็จะตกแก่พระสมณโคดม ตกแก่สาวกของพระสมณโคดม แม้พวกพราหมณ์ก็จะไม่ได้อะไรๆ เลย จำเราจะทำอาหารให้เกิดขึ้นแก่พวกพราหมณ์ ดังนี้แล้วจึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พระสุบินร้ายนักในความเสื่อม ๓ อย่างจักปรากฏความเสื่อมอย่างหนึ่ง คือ จักมีอันตรายแก่ราชสมบัติ จักมีอันตรายแก่พระชนมชีพ หรือใต้ฝ่าพระบาทจักประทับอยู่ไม่ได้ พระเจ้าข้า.

รับสั่งถามว่า ความสวัสดีจะพึงมีได้อย่างไรเล่า อาจารย์.

กราบทูลว่า ต้องปรึกษากันจะรู้ได้ พระเจ้าข้า.

รับสั่งว่า ไปปรึกษากับพวกอาจารย์แล้ว มาทำความสวัสดีแก่เรา.

พราหมณ์ปุโรหิตนั้นประชุมพวกพราหมณ์ที่โรงเก็บวอ [ยานพาหนะ] บอกความนั้นแล้ว ทำให้เป็น ๓ พวกด้วยตกลงกันว่า ต่างคนต่างไปกราบทูลอย่างนี้. พราหมณ์ทั้งหลายก็ไปเข้าเฝ้า ทูลถามพระราชาถึงการบรรทมเป็นสุข พระราชาก็ตรัสโดยทำนองที่ตรัสแก่พราหมณ์ปุโรหิตนั้นแล้วรับสั่งถามว่า ความสวัสดีจะพึงมีได้อย่างไรเล่า อาจารย์.

พวกพราหมณ์ผู้ใหญ่พากันกราบทูลว่า เพราะทรงบูชายัญอย่างละ ๕๐๐ ทุกอย่าง พระองค์ก็จะพึงมีความสวัสดี อาจารย์ทั้งหลายกล่าวกันอย่างนี้ พระเจ้าข้า.

พระราชาทรงฟังพราหมณ์เหล่านั้นแล้วไม่ทรงรับ ไม่ทรงปฏิเสธ นิ่งเสีย.

ลำดับนั้น แม้พราหมณ์พวกที่ ๒ ก็มากราบทูลอย่างนั้นเหมือนกัน.

แม้พราหมณ์พวกที่ ๓ ก็อย่างนั้น

ครั้งนั้น พระราชามีพระราชโองการสั่งว่า พวกเจ้าหน้าที่จงจัดทำยัญทั้งหลาย. นับแต่นั้น พวกพราหมณ์ก็ให้นำสัตว์มีชีวิตเช่นโคเป็นต้นมา. ในพระนครก็เกิดเสียงอื้ออึงขนานใหญ่ พระนางมัลลิกาทรงทราบเรื่องนั้นแล้ว ก็ทรงชักนำพระราชาไปยังสำนักของพระตถาคต ท้าวเธอเสด็จไปถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วประทับนั่ง ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง.

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะท้าวเธอว่า ถวายพระพร มหาบพิตรเสด็จไปไหนมาแต่วัน.

พระราชาทูลว่า พระเจ้าข้า ข้าพระองค์ฝันไป ได้ยินเสียง ๔ เสียง จึงถามพวกพราหมณ์ พวกพราหมณ์บอกว่าฝันร้าย พวกเขาจะทำการบูชายัญอย่างละ ๕๐๐ ทุกอย่าง จึงจะแก้ได้ ดังนั้น พวกเขาจึงเริ่มยัญ.

ตรัสถามว่า มหาบพิตรได้ยินเสียงว่ากระไร.

ท้าวเธอก็ทูลตามที่ทรงได้ยิน.

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะท้าวเธอว่า ถวายพระพร แต่กาลก่อน ในพระนครที่นี้แหละ บุตรเศรษฐี ๔ คนกระทำความผิดในภรรยาผู้อื่น บังเกิดในโลหกุมภีนรก ขุมนันโทปนันทา จมลงสุด ๖๐,๐๐๐ ปี.

บรรดาสัตว์นรก ๔ ตนนั้น ตนหนึ่งต้องการจะกล่าวคาถาหนึ่งว่า

สฏฺฐวสฺสสหสฺสานิ ปริปุณฺณานิ สพฺพโส นิรเย ปจฺจมานานํ กทา อนฺโต ภวิสฺสติ เราไหม้อยู่ในนรกตั้ง ๖๐,๐๐๐ ปีเต็ม

ครบทุกอย่าง เมื่อไร จักสิ้นสุดกันเสียที.

ตนที่ ๒ ต้องการจะกล่าวคาถาหนึ่งว่า

โสหํ นูน อิโต คนฺตฺวา โยนึ ลทฺธาน มานุสึ วทญฺญู สีลสมฺปนฺโน กาหามิ กุสลํ พหุํ เรานั้นพ้นไปจากโลหกุมภีนี้แล้ว ได้กำเนิดเป็นมนุษย์

รู้ถ้อยคำของยาจก (ให้ทาน) มีศีลสมบูรณ์ จักต้องสร้าง

กุศลไว้ให้มาก เป็นแน่แท้.

ตนที่ ๓ ต้องการจะกล่าวคาถาหนึ่งว่า

นตฺถิ อนฺโต กุโต อนฺโต น อนฺโต ปฏิทิสฺสติ ตทา หิ ปกตํ ปาปํ มม ตุมฺหญฺจ มาริสา ไม่มีสิ้นสุด จะสิ้นสุดได้แต่ที่ไหน ความสิ้นสุด

ไม่ปรากฏเลย ดูราพวกเราเอ๋ย ก็เพราะข้ากับ

เจ้าทำบาปกรรมไว้มาก ในครั้งนั้น.

ตนที่ ๔ ต้องการจะกล่าวคาถาหนึ่งว่า

ทุชฺชีวิตมชีวมฺหา เยสํ เตน ททามฺห เส วิชฺชมาเนสุ โภเคสุ ทีปนฺนากมฺห อตฺตโน พวกเราเมื่อมีโภคสมบัติอยู่ ไม่ได้ให้ทานเลย

ไม่ได้ทำที่พึ่งสำหรับตนเลย จัดว่ามีชีวิตอยู่

อย่างชั่วชาติ.

สัตว์นรกเหล่านั้นไม่อาจกล่าวคาถาเหล่านี้ได้ กล่าวอักษรได้ตนละอักษรเท่านั้นเอง แล้วก็จมหายไปอย่างนั้นนั่นแหละ ถวายพระพร สัตว์นรกเหล่านั้นพากันร้องด้วยประการฉะนี้ เพราะทรงได้ยินเสียงนั้นเป็นเหตุ ความเสื่อมหรือความเจริญมิได้มีแก่มหาบพิตรดอก แต่กรรมคือการเข่นฆ่าปศุสัตว์เห็นปานนี้สิ หนักนัก.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงขู่ด้วยภัยในนรกแล้ว ก็ตรัสธรรมกถา.

พระราชาทรงเลื่อมใสในพระทศพล ทูลว่า ข้าพระองค์จะปล่อย จะให้ชีวิตแก่ปศุสัตว์เหล่านั้น คนทั้งหลายจงให้ของเขียวและหญ้า ปศุสัตว์เหล่านั้นจงให้ดื่มน้ำที่เย็นสนิท ลมจงโชยแก่ปศุสัตว์เหล่านั้นแล้ว ทรงสั่งคนทั้งหลายให้ไปนำปศุสัตว์ออกไป คนเหล่านั้นไปไล่พวกพราหมณ์ให้หนีไปแล้ว ปลดฝูงสัตว์ออกจากเครื่องจองจำ แล้วให้ตีธรรมเภรีกลองประกาศธรรมในพระนคร.

ขณะนั้น พระราชาประทับนั่งในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า ทูลว่า พระเจ้าข้า ธรรมดาว่าคืนหนึ่งมี ๓ ยาม แต่วันนี้ ๒ คืนปรากฏแก่ข้าพระองค์เหมือนติดต่อกันเป็นคืนเดียว.

บุรุษ (สามีนางผู้นั้น) แม้นั้นนั่งอยู่ในที่นั้นด้วย ก็กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมดาว่าโยชน์หนึ่งก็มี ๔ คาวุต แต่วันนี้ ๒ โยชน์ปรากฏแก่ข้าพระองค์เหมือนติดต่อกันเป็นโยชน์เดียว.

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า คืนหนึ่งปรากฏยาวนานสำหรับคนตื่นนอนไม่หลับก่อนอื่น โยชน์หนึ่งปรากฏยาวไกลสำหรับคนเดินล้า แต่สังสารวัฏที่มีเบื้องต้นตามไปไม่รู้แล้ว ยืดยาวส่วนเดียวเท่านั้น สำหรับปุถุชนผู้เขลาซึ่งตกอยู่ในวัฏฏะ

ทรงปรารภพระราชา บุรุษผู้นั้นและเหล่าสัตว์นรกแล้ว ได้ตรัสคาถานี้ในคัมภีร์พระธรรมบทว่า

ทีฆา ชาครโต รตฺติ ทีฆํ สนฺตสฺส โยชนํ ทีโฆ พาลาน สํสาโร สทฺธมฺมํ อวิชานตํ คืนหนึ่งยาวนานสำหรับคนนอนไม่หลับ

โยชน์หนึ่งยาวไกลสำหรับคนเมื่อยล้า

สังสารวัฏยืดยาวสำหรับเหล่าคนเขลาผู้ไม่รู้

พระสัทธรรม ดังนี้.

เมื่อจบพระคาถา บุรุษผู้เป็นสามีของสตรีแม้นั้น ก็ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล.

บทว่า เอตมตฺถํ วิทิตฺวา แปลว่า ทรงทราบเหตุนั้น.

บทว่า สสฺสเมธํ ความว่า ได้ยินว่า ในรัชสมัยของพระราชาแต่โบราณ ได้มีสังคหวัตถุ ๔ คือ สัสสเมธะ ปุริสเมธะ สัมมาปาสะ วาชเปยยะ ที่พระราชาทั้งหลายทรงสงเคราะห์โลก.

บรรดาสังคหวัตถุ ๔ นั้น การถือเอาส่วนที่ ๑๐ จากข้าวกล้าที่สำเร็จแล้ว ชื่อว่าสัสสเมธะ. อธิบายว่า ความเป็นผู้ฉลาดในอุบายอันจะทำข้าวกล้าให้สมบูรณ์.

การมอบให้ค่าจ้างบำเหน็จประจำ ๖ เดือนแก่เหล่านักรบใหญ่ ชื่อว่าปุริสเมธะ. อธิบายว่า ความเป็นผู้ฉลาดโดยการสงเคราะห์บุรุษ.

การรับหนังสือ (เอกสารการกู้ยืม) จากมือของเหล่าผู้คนที่ยากจน แล้วมอบให้ทรัพย์หนึ่งพันสองพัน ปลอดดอกเบี้ย ๓ ปี ชื่อว่าสัมมาปาสะ.

จริงอยู่ กิจอันนั้นย่อมคล้องเหล่าผู้คนไว้โดยชอบ เหมือนผูกใจไว้ เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่าสัมมาปาสะ.

ส่วนการพูดวาจาไพเราะ โดยนัยว่า พ่อ ลุงเป็นต้น ชื่อว่าวาชเปยยะ.

อธิบายว่า วาจาน่ารัก (ควรดื่มไว้ในใจ)

รัฐคือแว่นแคว้นที่สงเคราะห์ด้วยสังคหวัตถุ ๔ อย่างนี้ย่อมมั่นคง แผ่ขยายมีข้าวน้ำมาก มีความเกษม ไร้ภยันตราย ผู้คนทั้งหลายก็ร่าเริงบันเทิงใจ ให้ลูกร่ายรำอยู่บนอก ไม่ต้องปิดประตูบ้านเรือนอยู่กัน.

ข้อที่เรียกว่า นิรัคคฬะ เพราะไม่มีลูกกลอนใส่ประตูบ้านเรือน.

นี้เป็นประเพณีโบราณ.

แต่ต่อมาครั้งพระเจ้าโอกกากราช พวกพราหมณ์เปลี่ยนสังคหวัตถุ ๔ เหล่านี้และสมบัติของรัฐเสีย แล้วขนานชื่อยัญ ๕ มีอัสสเมธะ ปุริสเมธะเป็นต้น ทำให้มีมูลค่าสูงขึ้น.

บรรดายัญ ๕ อย่างนั้น ที่ชื่อว่าอัสสเมธะ (อัศวเมธ) เพราะฆ่าม้าในยัญนั้น คำนี้เป็นชื่อยัญที่ทำทักษิณาสมบัติทุกอย่าง ที่เหลือเว้นที่ดินและบุรุษ มีเสา ๒๑ เสาที่พึงบูชาด้วยปริยัญทั้ง ๒ มีการฆ่าปศุสัตว์ ๕๙๗ ตัวที่น่าสะพรึงกลัว ในวันกลางวันหนึ่งเท่านั้น.

ที่ชื่อว่าปุริสเมธะ เพราะฆ่าบุรุษในยัญนั้น คำนี้เป็นชื่อยัญ ที่ทำทักษิณาสมบัติดังกล่าวแล้วในอัสสเมธะ พร้อมทั้งที่ดิน ที่พึงบูชาด้วยปริยัญทั้ง ๔.

ที่ชื่อว่าสัมมาปาสะ เพราะคล้องท่อนไม้ในยัญนั้น. คำนี้เป็นชื่อสัตตยาคะ (ของที่บูชา ๗ อย่าง) ที่คนเหวี่ยงท่อนไม้ กล่าวคือไม้สอดเข้าไปในช่องแอกทุกๆ วันแล้ว ร่ายเวทในโอกาสที่ท่อนไม้นั้นตก เดินย้อนกลับตั้งแต่โอกาสที่ดำลงในแม่น้ำสรัสวดี พึงบูชาด้วยเสาเป็นต้นที่เคลื่อนที่ได้ (ยกเอาไปได้).

ที่ชื่อว่าวาชเปยยะ เพราะดื่มวาชะ (กำลังหรือสงคราม) ในยัญนั้น คำนี้เป็นชื่อยัญที่ทำของทักษิณามีรส ๗ อย่างใช้เสาไม้มะตูมที่พึงบูชาด้วยเหล่าปศุสัตว์มีรส ๗ ชนิด ด้วยปริยัญอย่างหนึ่ง.

ที่ชื่อว่านิรัคคฬะ เพราะไม่มีลิ่มกลอนในยัญนั้น คำนี้เป็นชื่อยัญที่กำหนดไว้ในอัสสเมธะ มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าสรรพเมธะที่ทำทักษิณาสมบัติดังกล่าวไว้ในอัสสเมธะ พร้อมทั้งที่ดินและเหล่าบุรุษที่พึงบูชาด้วยปริยัญ ๙.

บทว่า มหารมฺภา ได้แก่ มีกิจมาก มีกรณียะมาก.

บทว่า สมฺมคฺคตา ได้แก่ ผู้ดำเนินไปโดยชอบมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น.

บทว่า นิภรมฺภา ได้แก่ มีความต้องการน้อย มีกิจน้อย.

บทว่า ยชนฺตานุกุลํ ได้แก่ บูชาตามตระกูล. อธิบายว่า พวกผู้คนไม่เข้าไปตัดทานมีนิตยภัตเป็นต้นที่บุรพบุรุษตั้งไว้แล้วให้ทานสืบๆ ต่อไป.

จบอรรถกถายัญญสูตรที่ ๙ -----------------------------------------------------

所用版本与授权

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · 证据核验于 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร