This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

经典 · พระสุตตันตปิฎก ·

เล่ม ๑๕ · สังยุตตนิกาย สคาถวรรค

本册其他条目

๑. โอฆตรณสูตร๒. นิโมกขสูตร๓. อุปเนยยสูตร๔. อัจเจนติสูตร๕. กติฉินทิสูตร๖. ชาครสูตร๗. อัปปฏิวิทิตสูตร๘. สุสัมมุฏฐสูตร๙. มานกามสูตร๑๐. อรัญญสูตร๑. นันทนสูตร๒. นันทิสูตร๓. นัตถิปุตตสมสูตร๔. ขัตติยสูตร๕. สกมานสูตร๖. นิททาตันทิสูตร๗. ทุกกรสูตร๘. หิริสูตร๙. กุฏิกาสูตร๑๐. สมิทธิสูตร๑. สัตติสูตร๒. ผุสติสูตร๓. ชฏาสูตร๔. มโนนิวารณสูตร๕. อรหันตสูตร๖. ปัชโชตสูตร๗. สรสูตร๘. มหัทธนสูตร๙. จตุจักกสูตร๑๐. เอณิชังคสูตร๑. สัพภิสูตร๒. มัจฉริสูตร๓. สาธุสูตร๔. นสันติสูตร๕. อุชฌานสัญญีสูตร๖. สัทธาสูตร๗. สมยสูตร๘. สกลิกสูตร๙. ปฐมปัชชุนนธีตุสูตร๑๐. ทุติยปัชชุนนธีตุสูตร๑. อาทิตตสูตร๒. กินททสูตร๓. อันนสูตร๔. เอกมูลสูตร๕. อโนมิยสูตร๖. อัจฉราสูตร๗. วนโรปสูตร๘. เชตวนสูตร๙. มัจฉริสูตร๑๐. ฆฏิกรสูตร๑. ชราสูตร๒. อชรสาสูตร๓. มิตตสูตร๔. วัตถุสูตร๕. ปฐมชนสูตร๖. ทุติยชนสูตร๗. ตติยชนสูตร๘. อุปปถสูตร๙. ทุติยสูตร๑๐. กวิสูตร๑. นามสูตร๒. จิตตสูตร๓. ตัณหาสูตร๔. สัญโญชนสูตร๕. พันธนสูตร๖. อัพภาหตสูตร๗. อุฑฑิตสูตร๘. ปิหิตสูตร๙. อิจฉาสูตร๑๐. โลกสูตร๑. ฆัตวาสูตร๒. รถสูตร๓. วิตตสูตร๔. วุฏฐิสูตร๕. ภีตสูตร๖. นชีรติสูตร๗. อิสสรสูตร๘. กามสูตร๙. ปาเถยยสูตร๑๐. ปัชโชตสูตร๑๑. อรณสูตร๑. ปฐมกัสสปสูตร๒. ทุติยกัสสปสูตร๓. มาฆสูตร๔. มาคธสูตร๕. ทามลิสูตร๖. กามทสูตร๗. ปัญจาลจัณฑสูตร๘. ตายนสูตร๙. จันทิมสูตร๑๐. สุริยสูตร๑. จันทิมสสูตร๒. เวณฑุสูตร๓. ทีฆลัฏฐิสูตร๔. นันทนสูตร๕. จันทนสูตร๖. วาสุทัตตสูตร๗. สุพรหมสูตร๘. กกุธสูตร๙. อุตตรสูตร๑๐. อนาถปิณฑิกสูตร๑. สิวสูตร๒. เขมสูตร๓. เสรีสูตร๔. ฆฏิการสูตร๕. ชันตุสูตร๖. โรหิตัสสสูตร๗. นันทสูตร๘. นันทิวิสาลสูตร๙. สุสิมสูตร๑๐. นานาติตถิยสูตร๑. ทหรสูตร๒. ปุริสสูตร๓. ราชสูตร๔. ปิยสูตร๕. อัตตรักขิตสูตร๖. อัปปกสูตร๗. อรรถกรณสูตร๘. มัลลิกาสูตร๙. ยัญญสูตร๑๐. พันธนสูตร๑. ชฏิลสูตร๒. ปัญจราชสูตร๓. โทณปากสูตร๔. ปฐมสังคามวัตถุสูตร๕. ทุติยสังคามวัตถุสูตร๖. ธีตุสูตร๗. ปฐมอัปปมาทสูตร๘. ทุติยอัปปมาทสูตร๙. ปฐมาปุตตกสูตร๑๐. ทุติยาปุตตกสูตร๑. ปุคคลสูตร๒. อัยยิกาสูตร๓. โลกสูตร๔. อิสสัตถสูตร๕. ปัพพโตปมสูตร๑. ตโปกรรมสูตร๒. นาคสูตร๓. สุภสูตร๔. ปฐมปาสสูตร๕. ทุติยปาสสูตร๖. สัปปสูตร๗. สุปปติสูตร๘. นันทนสูตร๙. ปฐมอายุสูตร๑๐. ทุติยอายุสูตร๑. ปาสานสูตร๒. สีหสูตร๓. สกลิกสูตร๔. ปฏิรูปสูตร๕. มานสสูตร๖. ปัตตสูตร๗. อายตนสูตร๘. ปิณฑิกสูตร๙. กัสสกสูตร๑๐. รัชชสูตร๑. สัมพหุลสูตร๒. สมิทธิสูตร๓. โคธิกสูตร๔. สัตตวัสสสูตร๕. มารธีตุสูตร๑. อาฬวิกาสูตร๒. โสมาสูตร๓. โคตมีสูตร๔. วิชยาสูตร๕. อุบลวรรณาสูตร๖. จาลาสูตร๗. อุปจาลาสูตร๘. สีสุปจาลาสูตร๙. เสลาสูตร๑๐. วชิราสูตร๑. อายาจนสูตร๒. คารวสูตร๓. พรหมเทวสูตร๔. พกสูตร๕. อปราทิฏฐิสูตร๖. ปมาทสูตร๗. ปฐมโกกาลิกสูตร๘. ติสสกสูตร๙. ตุทุพรหมสูตร๑๐. ทุติยโกกาลิกสูตร๑. สนังกุมารสูตร๒. เทวทัตตสูตร๓. อันธกวินทสูตร๔. อรุณวตีสูตร๕. ปรินิพพานสูตร๑. ธนัญชานีสูตร๒. อักโกสกสูตร๓. อสุรินทกสูตร๔. พิลังคิกสูตร๕. อหิงสกสูตร๖. ชฏาสูตร๗. สุทธิกสูตร๘. อัคคิกสูตร๙. สุนทริกสูตร๑๐. พหุธิติสูตร๑. กสิสูตร๒. อุทัยสูตร๓. เทวหิตสูตร๔. มหาศาลสูตร๕. มานัตถัทธสูตร๖. ปัจจนิกสูตร๗. นวกรรมิกสูตร๘. กัฏฐหารสูตร๙. มาตุโปสกสูตร๑๐. ภิกขกสูตร๑๑. สังครวสูตร๑๒. โขมทุสสสูตร๑. นิกขันตสูตร๒. อรติสูตร๓. เปสลาติมัญญนาสูตร๔. อานันทสูตร๕. สุภาษิตสูตร๖. สารีปุตตสูตร๗. ปวารณาสูตร๘. ปโรสหัสสสูตร๙. โกณฑัญญสูตร๑๐. โมคคัลลานสูตร๑๑. คัคคราสูตร๑๒. วังคีสสูตร๑. วิเวกสูตร๒. อุปัฏฐานสูตร๓. กัสสปโคตตสูตร๔. สัมพหุลสูตร๕. อานันทสูตร๖. อนุรุทธสูตร๗. นาคทัตตสูตร๘. กุลฆรณีสูตร๙. วัชชีปุตตสูตร๑๐. สัชฌายสูตร๑๑. อโยนิโสมนสิการสูตร๑๒. มัชฌันติกสูตร๑๓. ปากตินทริยสูตร๑๔. ปทุมปุบผสูตร๑. อินทกสูตร๒. สักกสูตร๓. สูจิโลมสูตร๔. มณิภัททสูตร๕. สานุสูตร๖. ปิยังกรสูตร๗. ปุนัพพสุสูตร๘. สุทัตตสูตร๙. ปฐมสุกกาสูตร๑๐. ทุติยสุกกาสูตร๑๑. จีราสูตร๑๒. อาฬวกสูตร๑. สุวีรสูตร๒. สุสิมสูตร๓. ธชัคคสูตร๔. เวปจิตติสูตร๕. สุภาษิตชยสูตร๖. กุลาวกสูตร๗. นทุพภิยสูตร๘. วิโรจนอสุรินทสูตร๙. อารัญญกสูตร๑๐. สมุททกสูตร๑. ปฐมเทวสูตร๒. ทุติยเทวสูตร๓. ตติยเทวสูตร๔. ทฬิททสูตร๕. รามเณยยกสูตร๖. ยชมานสูตร๗. วันทนสูตร๘. ปฐมสักกนมัสนสูตร๙. ทุติยสักกนมัสนสูตร๑๐. ตติยสักกนมัสนสูตร๑. ฆัตวาสูตร๒. ทุพรรณิยสูตร๓. มายาสูตร๔. อัจจยสูตร๕. อักโกธสูตร

注释

经典 · พระสุตตันตปิฎก

๔. อิสสัตถสูตร

ข้อ ๔๐๕–๔๑๐พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค6 条2 个版本

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · Public domain (term expired) — operator determination

巴利文与译文

印本前页文字

จตุตฺถํ อิสฺสตฺถสุตฺตํ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค อิสสัตถสูตรที่ ๔

๔๐๕

สาวตฺถิยํ ... เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข ราชา ปเสนทิโกสโล ภควนฺตํ เอตทโวจ กตฺถ นุ โข ภนฺเต ทานํ ทาตพฺพนฺติ ฯ ยตฺถ โข มหาราช จิตฺตํ ปสีทตีติ ฯ กตฺถ ปน ภนฺเต ทินฺนํ มหปฺผลนฺติ ฯ

สาวัตถีนิทาน ฯ พระเจ้าปเสนทิโกศลประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วได้กราบทูล พระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทาน บุคคลพึงให้ในที่ไหนหนอแล ฯ พ. ดูกรมหาบพิตร จิตย่อมเลื่อมใสในที่ใด พึงให้ในที่นั้นแล ฯ ป. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ และทานที่ให้แล้วในที่ไหนจึงมีผลมาก ฯ

๔๐๖

อญฺญํ โข เอตํ มหาราช กตฺถ ทานํ ทาตพฺพํ อญฺญํ ปเนตํ กตฺถ ทินฺนํ มหปฺผลนฺติ สีลวโต โข มหาราช ทินฺนํ มหปฺผลํ โน ตถา ทุสฺสีเล ฯ เตน หิ มหาราช ตญฺเญเวตฺถ ปฏิปุจฺฉิสฺสามิ ยถา เต ขเมยฺย ตถา นํ พฺยากเรยฺยาสิ ฯ

พ. ดูกรมหาบพิตร ทานพึงให้ในที่ไหนนั่นเป็นข้อหนึ่ง และทาน ที่ให้แล้วในที่ไหนจึงมีผลมาก นั่นเป็นอีกข้อหนึ่ง ดูกรมหาบพิตร ทานที่ให้แล้ว แก่ผู้มีศีลแลมีผลมาก ทานที่ให้แล้วในผู้ทุศีลหามีผลมากไม่ ดูกรมหาบพิตร และ ด้วยเหตุนั้น อาตมภาพจักย้อนถามมหาบพิตรในปัญหากรรมข้อนั้นบ้าง มหาบพิตร พอพระทัยอย่างใด พึงพยากรณ์อย่างนั้น ฯ

๔๐๗

ตํ กึ มญฺญสิ มหาราช อิธ ตฺยสฺส ยุทฺธํ ปจฺจุปฏฺฐิตํ สงฺคาโม สมุปพฺยูโฬฺห อถ อาคจฺเฉยฺย ขตฺติยกุมาโร อสิกฺขิโต อกตหตฺโถ อกตโยคฺโค อกตุปาสโน ภีรุ ฉมฺภี อุตฺราสี ปลายี ภเรยฺยาสิ ตํ ปุริสํ อตฺโถ จ เต ตาทิเสน ปุริเสนาติ ฯ นาหํ ภนฺเต ภเรยฺยํ ตํ ปุริสํ น จ เม อตฺโถ ตาทิเสน ปุริเสนาติ ฯ อถ อาคจฺเฉยฺย พฺราหฺมณกุมาโร อสิกฺขิโต ฯเปฯ อถ อาคจฺเฉยฺย เวสฺสกุมาโร อสิกฺขิโต ฯเปฯ อถ อาคจฺเฉยฺย สุทฺทกุมาโร อสิกฺขิโต ฯเปฯ น จ เม อตฺโถ ตาทิเสน ปุริเสนาติ ฯ

มหาบพิตรจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ณ ที่นี้การยุทธพึง ปรากฏเฉพาะหน้าแด่พระองค์ สงครามพึงปะทะกัน ถ้าว่ากุมารที่เป็นกษัตริย์ผู้ไม่ ได้ศึกษา ไม่ได้หัดมือ ไม่ได้รับความชำนาญ ไม่ได้ประลองการยิง เป็นคน ขลาด เป็นคนมักสั่น เป็นคนมักสะดุ้ง เป็นคนมักวิ่งหนี พึงมาอาสาไซร้ พระองค์ พึงทรงชุบเลี้ยงบุรุษนั้นหรือ และพระองค์พึงทรงต้องการบุรุษเช่นนั้นหรือ ฯ ป. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่พึงชุบเลี้ยงบุรุษเช่นนั้น และ ข้าพระองค์ไม่ต้องการบุรุษเช่นนั้นเลย ฯ พ. ถ้าว่า กุมารที่เป็นพราหมณ์ ผู้ไม่ได้ศึกษา ฯลฯ พึงมาอาสาไซร้ ฯลฯ ถ้าว่ากุมารที่เป็นแพศย์ ผู้ไม่ได้ศึกษา ฯลฯ พึงมาอาสาไซร้ ฯลฯ ถ้าว่ากุมารที่เป็น ศูทร ผู้ไม่ได้ศึกษา ฯลฯ พึงมาอาสาไซร้ พระองค์พึงทรงชุบเลี้ยงบุรุษนั้นหรือ และพระองค์พึงทรงต้องการบุรุษเช่นนั้นหรือ ฯ ป. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่พึงชุบเลี้ยงบุรุษนั้น และข้า- *พระองค์ไม่พึงต้องการบุรุษเช่นนั้นแล ฯ

๔๐๘

ตํ กึ มญฺญสิ มหาราช อิธ ตฺยสฺส ยุทฺธํ ปจฺจุปฏฺฐิตํ สงฺคาโม สมุปพฺยูโฬฺห อถ อาคจฺเฉยฺย ขตฺติยกุมาโร สุสิกฺขิโต กตหตฺโถ กตโยคฺโค กตุปาสโน อภีรุ อจฺฉมฺภี อนุตฺราสี อปลายี ภเรยฺยาสิ ตํ ปุริสํ อตฺโถ จ เต ตาทิเสน ปุริเสนาติ ฯ ภเรยฺยาหํ ภนฺเต ตํ ปุริสํ อตฺโถ จ เม ตาทิเสน ปุริเสนาติ ฯ อถ อาคจฺเฉยฺย พฺราหฺมณกุมาโร ฯเปฯ อถ อาคจฺเฉยฺย เวสฺสกุมาโร ฯเปฯ อถ อาคจฺเฉยฺย สุทฺทกุมาโร สุสิกฺขิโต กตหตฺโถ กตโยคฺโค กตุปาสโน อภีรุ อจฺฉมฺภี อนุตฺราสี อปลายี ภเรยฺยาสิ ตํ ปุริสํ อตฺโถ จ เต ตาทิเสน ปุริเสนาติ ฯ ภเรยฺยาหํ ภนฺเต ตํ ปุริสํ อตฺโถ จ เม ตาทิเสน ปุริเสนาติ ฯ

พ. ดูกรมหาบพิตร พระองค์จะทรงสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ณ ที่นี้การยุทธพึงปรากฏแก่พระองค์ สงครามพึงปะทะกัน ถ้าว่า กุมารที่เป็นกษัตริย์ ผู้ศึกษาดีแล้ว ได้หัดมือแล้ว ได้รับความชำนาญแล้ว ได้ประลองการยิงมาแล้ว ไม่เป็นคนขลาด ไม่เป็นคนสั่น ไม่เป็นคนสะดุ้ง ไม่เป็นคนมักวิ่งหนี พึงมา อาสาไซร้ พระองค์พึงทรงชุบเลี้ยงบุรุษนั้นหรือ และพระองค์พึงทรงมีพระประสงค์ บุรุษเช่นนั้นหรือ ฯ ป. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันพึงชุบเลี้ยงบุรุษนั้น และหม่อมฉัน พึงต้องการบุรุษเช่นนั้น ฯ พ. ถ้าว่ากุมารที่เป็นพราหมณ์ ผู้ศึกษาดีแล้ว ฯลฯ พึงมาอาสาไซร้ ฯลฯ ถ้าว่า กุมารที่เป็นแพศย์ ผู้ศึกษาดีแล้ว ฯลฯ พึงมาอาสาไซร้ ฯลฯ ถ้าว่า กุมาร ที่เป็นศูทร ผู้ศึกษาดีแล้ว ฯลฯ พึงมาอาสาไซร้ พระองค์จะพึงทรงชุบเลี้ยงบุรุษ นั้นหรือ และพระองค์จะพึงทรงมีพระประสงค์บุรุษเช่นนั้นหรือ ป. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันพึงชุบเลี้ยงบุรุษนั้น และหม่อมฉัน พึงต้องการบุรุษเช่นนั้น ฯ

๔๐๙

เอวเมว โข มหาราช ยสฺมา เจปิ กุลา อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิโต โหติ โส จ โหติ ปญฺจงฺควิปฺปหีโน ปญฺจงฺคสมนฺนาคโต ตสฺมึ ทินฺนํ มหปฺผลํ โหติ ฯ กตมานิ ปญฺจงฺคานิ ปหีนานิ โหนฺติ ฯ กามจฺฉนฺโท ปหีโน โหติ พฺยาปาโท ปหีโน โหติ ถีนมิทฺธํ ปหีนํ โหติ อุทฺธจฺจกุกฺกุจฺจํ ปหีนํ โหติ วิจิกิจฺฉา ปหีนา โหติ ฯ อิมานิ ปญฺจงฺคานิ ปหีนานิ โหนฺติ ฯ กตเมหิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต โหติ ฯ อเสกฺเขน สีลกฺขนฺเธน สมนฺนาคโต โหติ อเสกฺเขน สมาธิกฺขนฺเธน สมนฺนาคโต โหติ อเสกฺเขน ปญฺญากฺขนฺเธน สมนฺนาคโต โหติ อเสกฺเขน วิมุตฺติกฺขนฺเธน สมนฺนาคโต โหติ อเสกฺเขน วิมุตฺติญาณทสฺสนกฺขนฺเธน สมนฺนาคโต โหติ ฯ อิเมหิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต โหติ ฯ อิติ ปญฺจงฺควิปฺปหีเน ปญฺจงฺคสมนฺนาคเต ทินฺนํ มหปฺผลนฺติ ฯ

พ. ฉันนั้นนั่นแล มหาบพิตร แม้หากว่า กุลบุตรออกจากเรือน ตระกูลไรๆ เป็นผู้บวชหาเรือนมิได้ และกุลบุตรนั้น เป็นผู้มีองค์ ๕ อันละได้ แล้ว เป็นผู้ประกอบแล้วด้วยองค์ ๕ ทานที่ให้แล้วในกุลบุตรนั้น ย่อมเป็นทาน มีผลมาก องค์ ๕ อันกุลบุตรนั้นละได้แล้วเป็นไฉน กามฉันทะอันกุลบุตรนั้นละ ได้แล้ว พยาบาทอันกุลบุตรนั้นละได้แล้ว ถีนมิทธะอันกุลบุตรนั้นละได้แล้ว อุทธัจจกุกกุจจะอันกุลบุตรนั้นละได้แล้ว วิจิกิจฉาอันกุลบุตรนั้นละได้แล้ว องค์ ๕ เหล่านี้อันกุลบุตรนั้นละได้แล้ว กุลบุตรนั้นเป็นผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ เป็นไฉน กุลบุตรนั้นเป็นผู้ประกอบแล้วด้วยศีลขันธ์ อันเป็นของพระอเสขะ เป็นผู้ประกอบ แล้วด้วยสมาธิขันธ์อันเป็นของพระอเสขะ เป็นผู้ประกอบแล้วด้วยปัญญาขันธ์ อันเป็นของพระอเสขะ เป็นผู้ประกอบแล้วด้วยวิมุตติขันธ์อันเป็นของพระอเสขะ เป็นผู้ประกอบแล้วด้วยวิมุตติญาณทัสสนขันธ์ อันเป็นของพระอเสขะ กุลบุตรนั้น เป็นผู้ประกอบแล้วด้วยองค์ ๕ เหล่านี้ ทานที่ให้แล้วในกุลบุตรผู้มีองค์ ๕ อันละ ได้แล้ว ผู้ประกอบแล้วด้วยองค์ ๕ ดังนี้ ย่อมมีผลมาก ฯ

๔๑๐

อิทมโวจ ภควา ฯเปฯ สตฺถา อิสฺสตฺถํ พลวิริยญฺจ ยสฺมึ วิชฺเชถ มาณเว ตํ ยุทฺธตฺโถ ภเร ราชา นาสูรํ ชาติปจฺจยา ตเถว ขนฺติโสรจฺจํ ธมฺมา ยสฺมึ ปติฏฺฐิตา ตมริยวุตฺติ เมธาวึ หีนชจฺจมฺปิ ปูชเย การเย อสฺสเม รมฺเม วาสเยตฺถ พหุสฺสุเต ปปญฺจวิวเน กยิรา ทุคฺเค สงฺกมนานิ จ อนฺนํ ปานํ ขาทนียํ วตฺถเสนาสนานิ จ ทเทยฺย อุชุภูเตสุ วิปฺปสนฺเนน เจตสา ยถาปิ เมโฆ ถนยํ วิชฺชุมาลี สตกฺกุกุ ถลํ นินฺนญฺจ ปูเรติ อภิวสฺสํ วสุนฺธรํ ตเถว สทฺโธ สุตวา อภิสงฺขจฺจ โภชนํ วณิพฺพเก ตปฺปยติ อนฺนปาเนน ปณฺฑิโต อนุโมทมาโน ปกิเรติ เทถ เทถาติ ภาสติ ตญฺหิสฺส ตชฺชิตํ โหติ เทวสฺเสว ปวสฺสโต สา ปุญฺญธารา วิปุลา ทาตารํ อภิวสฺสตีติ ฯ

พระผู้มีพระภาคผู้พระสุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณ์ภาษิตนี้ จบลงแล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า ศิลปะการยิงแม่น กำลังเข้มแข็ง และความกล้าหาญมีอยู่ ในชายหนุ่มผู้ใด พระราชาผู้ทรงพระประสงค์ด้วยการยุทธ พึงทรงชุบเลี้ยงชายหนุ่มเช่นนั้น ไม่พึงทรงชุบเลี้ยงชายหนุ่ม ผู้ไม่กล้าหาญ เพราะเหตุแห่งชาติ ฉันใด ฯ ธรรมะคือขันติ และโสรัจจะ ตั้งอยู่แล้วในบุคคลใด บุคคล พึงบูชาบุคคลนั้นผู้มีปัญญา มีความประพฤติเยี่ยงพระอริยะ แม้มีชาติทราม ฉันนั้นเหมือนกัน ฯ พึงสร้างอาศรมอันเป็นที่รื่นรมย์ ยังผู้พหูสูตทั้งหลายให้สำนัก อยู่ ณ ที่นั้น พึงสร้างบ่อน้ำไว้ในป่าที่กันดารน้ำ และสะพาน ในที่เป็นหล่ม พึงถวาย ข้าว น้ำ ของเคี้ยว ผ้า และ เสนาสนะในท่านผู้ซื่อตรงทั้งหลาย ด้วยน้ำใจอันผ่องใส เมฆมีสายฟ้าแลบแปลบปลาบ (เมฆอันประกอบด้วยถ่องแถว แห่งสายฟ้า) มียอดตั้งร้อยกระหึ่มอยู่ ยังแผ่นดินให้โชกชุ่มอยู่ ย่อมยังที่ดอนและที่ลุ่มให้เต็ม แม้ฉันใด ฯ ทายกผู้มีศรัทธา เป็นบัณฑิตได้ฟังแล้ว ย่อมจัดหาโภชนา- หารมาเลี้ยงวณิพก ด้วยข้าวน้ำให้อิ่มหนำ บันเทิงใจ เที่ยวไป ในโรงทาน สั่งว่า ท่านทั้งหลายจงให้ ท่านทั้งหลายจงให้ ดังนี้ และทายกนั้นบันลือเสียงเหมือนเสียงกระหึ่มแห่งเมฆ เมื่อฝนกำลังตก ฉะนั้น ธารแห่งบุญอันไพบูลย์นั้น ย่อมยัง ทายกผู้ให้ ให้ชุ่มชื่น ฯ

所用版本与授权

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · 证据核验于 2026-08-25

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · 证据核验于 2026-08-24

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย