经典 · พระสุตตันตปิฎก · 本册其他条目เล่ม ๑๕ · สังยุตตนิกาย สคาถวรรค
๓. เปสลาติมัญญนาสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · Public domain (term expired) — operator determination
巴利文与译文
印本前页文字
ตติยํ เปสลาติมญฺญนาสุตฺตํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เปสลาติมัญญนาสูตรที่ ๓
เอกํ สมยํ อายสฺมา วงฺคีโส อาฬวิยํ วิหรติ อคฺคาฬเว เจติเย อายสฺมตา นิโคฺรธกปฺเปน อุปชฺฌาเยน สทฺธึ ฯ เตน โข ปน สมเยน อายสฺมา วงฺคีโส อตฺตโน ปฏิภาเณน อญฺเญ เปสเล ภิกฺขู อติมญฺญติ ฯ อถ โข อายสฺมโต วงฺคีสสฺส เอตทโหสิ อลาภา วต เม น วต เม ลาภา ทุลฺลทฺธํ วต เม น วต เม สุลทฺธํ ยฺวาหํ อตฺตโน ปฏิภาเณน อญฺเญ เปสเล ภิกฺขู อติมญฺญามีติ ฯ
สมัยหนึ่ง ท่านพระวังคีสะอยู่ที่อัคคาฬวเจดีย์ เขตเมืองอาฬวี กับท่านพระนิโครธกัปปะผู้อุปัชฌาย์ ก็โดยสมัยนั้นแล ท่านพระวังคีสะนึกดู หมิ่นภิกษุทั้งหลาย ผู้มีศีลเป็นที่รักเหล่าอื่น ด้วยปฏิภาณของตน ฯ ครั้งนั้นแล ท่านพระวังคีสะมีความคิดดังนี้ว่า ไม่เป็นลาภของเราหนอ ไม่ใช่ลาภของเราหนอ เราได้ชั่วเสียแล้วหนอ เราไม่ได้ดีเสียแล้วหนอ ที่เรา ดูหมิ่นภิกษุทั้งหลาย ผู้มีศีลเป็นที่รักเหล่าอื่น ด้วยปฏิภาณของตน ดังนี้ ฯ
อถ โข อายสฺมา วงฺคีโส อตฺตนาว อตฺตโน วิปฺปฏิสารํ อุปฺปาเทตฺวา ตายํ เวลายํ อิมา คาถาโย อภาสิ มานสํ ชหสฺสุ โคตม มานปถมิธ ชหสฺสุ อเสสํ มานปถมิธ มุญฺจิโต วิปฺปฏิสารีหุวา จิรรตฺตํ มกฺเขน มกฺขิตา ปชา มานหตา นิรยํ ปปตนฺติ โสจนฺติ ชนา จิรรตฺตํ มานหตา นิรยํ อุปปนฺนา น หิ โสจติ ภิกฺขุ กทาจิ มคฺคชิโน สมฺมาปฏิปนฺโน กิตฺติญฺจ สุขญฺจ อนุโภติ ธมฺมทโสติ ตมาหุ ตถตฺตํ ตสฺมา อขีโลธ ปธานวา นีวรณานิ ปหาย วิสุทฺโธ มานญฺจ ปหาย อเสสํ วิชฺชายนฺตกโร สมิตาวีติ ฯ
ครั้งนั้นแล ท่านพระวังคีสะยังความวิปฏิสารให้เกิดขึ้นแก่ตน ด้วยตนเองแล้ว ได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ในเวลานั้นว่า ดูกรท่านผู้เป็นสาวกของพระโคดม ท่านจงละมานะเสีย ท่านจงละหนทางแห่งมานะในโลกนี้เสีย ท่านจงเป็นผู้ละ หนทางแห่งมานะในโลกนี้เสีย อย่าให้มีส่วนเหลือได้ (เพราะ) หมู่สัตว์ผู้อันความลบหลู่ทำให้มัวหมอง แล้วย่อมเป็นผู้มีความ เดือดร้อนตลอดกาลนาน สัตว์ทั้งหลายผู้อันมานะกำจัดแล้ว ย่อมตกนรก ชนทั้งหลายผู้อันมานะกำจัดแล้ว เข้าถึงนรก แล้ว ย่อมเศร้าโศกสิ้นกาลนาน ภิกษุผู้ชำนะกิเลสด้วยมรรค เป็นผู้ปฏิบัติชอบ ย่อมไม่เศร้าโศกเลยในกาลไหนๆ ย่อม ได้รับเกียรติคุณและความสุข บัณฑิตทั้งหลายย่อมเรียกภิกษุ ผู้เช่นนั้นว่า เป็นผู้เห็นธรรม เพราะฉะนั้น ท่านจงเป็นผู้ไม่ มีกิเลสเพียงตะปูเครื่องตรึงใจในโลกนี้ เป็นผู้มีความเพียร จงละนิวรณ์ทั้งหลายเสีย เป็นผู้บริสุทธิ์ และละมานะอย่า ให้มีส่วนเหลือแล้ว ทำที่สุดแห่งกิเลสด้วยวิชชา เป็นผู้สงบ ระงับ ดังนี้ ฯ