This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

经典 · พระสุตตันตปิฎก ·

เล่ม ๑๖ · สังยุตตนิกาย นิทานวรรค

本册其他条目

๑. เทศนาสูตร๒. วิภังคสูตร๓. ปฏิปทาสูตร๔. วิปัสสีสูตร๕. สิขีสูตร - ๙. กัสสปสูตร๑๐. มหาศักยมุนีโคตมสูตร๑. อาหารสูตร๒. ผัคคุนสูตร๓. สมณพราหมณสูตร ที่ ๑๔. สมณพราหมณสูตร ที่ ๒๕. กัจจานโคตตสูตร๖. ธรรมกถิกสูตร๗. อเจลกัสสปสูตร๘. ติมพรุกขสูตร๙. พาลปัณฑิตสูตร๑๐. ปัจจัยสูตร๑. ทสพลสูตร ที่ ๑๒. ทสพลสูตร ที่ ๒๓. อุปนิสสูตร๔. อัญญติตถิยสูตร๕. ภูมิชสูตร๖. อุปวาณสูตร๗. ปัจจยสูตร๘. ภิกขุสูตร๙. สมณพราหมณสูตร ที่ ๑๑๐. สมณพราหมณสูตร ที่ ๒๑. ภูตมิทสูตร๒. กฬารขัตติยสูตร๓. ญาณวัตถุสูตร ที่ ๑๔. ญาณวัตถุสูตร ที่ ๒๕. อวิชชาปัจจยสูตร ที่ ๑๖. อวิชชาปัจจยสูตร ที่ ๒๗. นตุมหากํสูตร๘. เจตนาสูตร ที่ ๑๙. เจตนาสูตร ที่ ๒๑๐. เจตนาสูตร ที่ ๓๑. ปัญจเวรภยสูตร ที่ ๑๒. ปัญจเวรภยสูตร ที่ ๒๓. ทุกขนิโรธสูตร๔. โลกนิโรธสูตร๕. ญาติกสูตร๖. อัญญตรสูตร๗. ชาณุสโสณิสูตร๘. โลกายติกสูตร๙. อริยสาวกสูตร ที่ ๑๑๐. อริยสาวกสูตร ที่ ๒๑. ปริวีมังสนสูตร๒. อุปาทานสูตร๓. ปฐมสังโยชนสูตร๔. ทุติยสังโยชนสูตร๕. ปฐมมหารุกขสูตร๖. ทุติยมหารุกขสูตร๗. ตรุณรุกขสูตร๘. นามรูปสูตร๙. วิญญาณสูตร๑๐. นิทานสูตร๑. อัสสุตวตาสูตร ที่ ๑๒. อัสสุตวตาสูตร ที่ ๒๓. ปุตตมังสสูตร๔. อัตถิราคสูตร๕. นครสูตร๖. สัมมสสูตร๗. นฬกลาปิยสูตร๘. โกสัมพีสูตร๙. อุปยสูตร๑๐. สุสิมสูตรสมณพราหมณวรรคอันตรไปยยาล๑. นขสิขสูตร๒. โปกขรณีสูตร๓. สัมเภชอุทกสูตร ที่ ๑๔. สัมเภชอุทกสูตร ที่ ๒๕. ปฐวีสูตร ที่ ๑๖. ปฐวีสูตร ที่ ๒๗. สมุททสูตร ที่ ๑๘. สมุททสูตร ที่ ๒๙. ปัพพตูปมสูตร ที่ ๑๑๐. ปัพพตูปมสูตร ที่ ๒๑๑. ปัพพตูปมสูตร ที่ ๓๑. ธาตุสูตร๒. สัมผัสสสูตร๓. โนสัมผัสสสูตร๔. เวทนาสูตร๕. โนเวทนาสูตร๖. พาหิรธาตุสูตร๗. สัญญาสูตร๘. โนสัญญาสูตร๙. ผัสสสูตร๑๐. โนผัสสสูตร๑. สัตติมสูตร๒. สนิทานสูตร๓. คิญชกาวสถสูตร๔. หีนาธิมุตติสูตร๕. จังกมสูตร๖. สตาปารัทธสูตร๗. อัสสัทธมูลกสูตร ที่ ๑๘. อัสสัทธมูลกสูตร ที่ ๒๙. อหิริกมูลกสูตร๑๐. อโนตตัปปมูลกสูตร๑๑. อัปปสุตสูตร๑๒. กุสิตสูตร๑. อสมาหิตสูตร๒. ทุสสีลสูตร๓. ปัญจสิกขาปทสูตร๔. สัตตกัมมปถสูตร๕. ทสกัมมปถสูตร๖. อัฏฐังคิกสูตร๗. ทสังคิกสูตร๑. จตัสสสูตร๒. ปุพพสูตร๓. อจริสูตร๔. โนเจทสูตร๕. ทุกขสูตร๖. อภินันทนสูตร๗. อุปปาทสูตร๘. สมณพราหมณสูตร ที่ ๑๙. สมณพราหมณสูตร ที่ ๒๑๐. สมณพราหมณสูตร ที่ ๓๑. ติณกัฏฐสูตร๒. ปฐวีสูตร๓. อัสสุสูตร๔. ขีรสูตร๕. ปัพพตสูตร๖. สาสปสูตร๗. สาวกสูตร๘. คงคาสูตร๙. ทัณฑสูตร๑๐. ปุคคลสูตร๑. ทุคคตสูตร๒. สุขิตสูตร๓. ติงสมัตตาสูตร๔. มาตุสูตร๕. ปิตุสูตร๖. ภาตุสูตร๗. ภคินีสูตร๘. ปุตตสูตร๙. ธีตุสูตร๑๐. เวปุลลปัพพตสูตร๑. สันตุฏฐสูตร๒. อโนตตัปปิสูตร๓. จันทูปมสูตร๔. กุลูปกสูตร๕. ชิณณสูตร๖. โอวาทสูตร ที่ ๑๗. โอวาทสูตร ที่ ๒๘. โอวาทสูตร ที่ ๓๙. ฌานาภิญญาสูตร๑๐. ภิกขุนูปัสสยสูตร๑๑. จีวรสูตร๑๒. ปรัมมรณสูตร๑๓. สัทธรรมปฏิรูปกสูตร๑. สุทธกสูตร๒. พฬิสสูตร๓. กุมมสูตร๔. ทีฆโลมสูตร๕. เอฬกสูตร๖. อสนิสูตร๗. ทิฏฐิสูตร๘. สิคาลสูตร๙. เวรัมภสูตร๑๐. สคัยหกสูตร๑. สุวัณณปาติสูตร๒. รูปิยปาติสูตร๓. สุวัณณนิกขสูตร๑. มาตุคามสูตร๒. ชนปทกัลยาณีสูตร๓. ปุตตสูตร๔. เอกธีตุสูตร๕. สมณพราหมณสูตร ที่ ๑๖. สมณพราหมณสูตร ที่ ๒๗. สมณพราหมณสูตร ที่ ๓๘. ฉวิสูตร๙. รัชชุสูตร๑๐. ภิกขุสูตร๑. ภินทิสูตร๒. มูลสูตร๓. ธรรมสูตร ที่ ๑๔. ธรรมสูตร ที่ ๒๕. ปักกันตสูตร๖. รถสูตร๗. มาตุสูตร๘. ปิตุสูตร๑. จักขุสูตร๒. รูปสูตร๓. วิญญาณสูตร๔. สัมผัสสสูตร๕. เวทนาสูตร๖. สัญญาสูตร๗. เจตนาสูตร๘. ตัณหาสูตร๙. ธาตุสูตร๑๐. ขันธสูตร๑. จักขุสูตร๑๑. อนุสยสูตร๑๒. อปคตสูตร๑. อัฏฐิสูตร๒. เปสิสูตร๓. ปิณฑสูตร๔. นิจฉวิสูตร๕. อสิสูตร๖. สัตติสูตร๗. อุสุสูตร๘. สูจิสูตร ที่ ๑๙. สูจิสูตร ที่ ๒๑๐. อัณฑภารีสูตร๑. กูปนิมุคคสูตร๒. คูถขาทิสูตร๓. นิจฉวิตถีสูตร๔. มังคุฬิตถีสูตร๕. โอกิลินีสูตร๖. สีสัจฉินนสูตร๗. ภิกขุสูตร๘. ภิกขุนีสูตร๙. สิกขมานาสูตร๑๐. สามเณรสูตร๑๑. สามเณรีสูตร๑. กูฏาคารสูตร๒. นขสิขสูตร๓. กุลสูตร๔. โอกขาสูตร๕. สัตติสูตร๖. ธนุคคหสูตร๗. อาณิสูตร๘. กลิงครสูตร๙. นาคสูตร๑๐. วิฬารสูตร๑๑. สิคาลสูตร ที่ ๑๑๒. สิคาลสูตร ที่ ๒๑. โกลิตสูตร๒. อุปติสสสูตร๓. ฆฏสูตร๔. นวสูตร๕. สุชาตสูตร๖. ภัททีสูตร๗. วิสาขสูตร๘. นันทสูตร๙. ติสสสูตร๑๐. เถรนามสูตร๑๑. กัปปินสูตร๑๒. สหายสูตร

经典 · พระสุตตันตปิฎก

๕. นครสูตร

ข้อ ๒๕๐–๒๕๓พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค4 条2 个版本

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · Public domain (term expired) — operator determination

巴利文与译文

印本前页文字

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค ๕. นครสูตร

๒๕๐

สาวตฺถิยํ วิหรติ ... ตตฺร โข ภควา ... ปุพฺเพว เม ภิกฺขเว สมฺโพธา อนภิสมฺพุทฺธสฺส โพธิสตฺตสฺเสว สโต เอตทโหสิ กิจฺฉํ วตายํ โลโก อาปนฺโน ชายติ จ ชิยฺยติ จ มิยฺยติ จ จวติ จ อุปปชฺชติ จ อถ จ ปนิมสฺส ทุกฺขสฺส นิสฺสรณํ นปฺปชานาติ ชรามรณสฺส กุทาสฺสุ นาม อิมสฺส ทุกฺขสฺส นิสฺสรณํ ปญฺญายิสฺสติ ชรามรณสฺสาติ ฯ

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาค ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก่อนแต่กาลตรัสรู้ เมื่อเรายังเป็น พระโพธิสัตว์ ยังมิได้ตรัสรู้ เราได้มีความคิดอย่างนี้ว่า โลกนี้ถึงความลำบาก หนอ ย่อมเกิด แก่ ตาย จุติและอุบัติ ก็เมื่อเป็นเช่นนั้น ไม่มีผู้ใดทราบชัด ซึ่งธรรมเป็นที่สลัดออกจากกองทุกข์ คือ ชราและมรณะนี้ได้เลย เมื่อไรหนอ ธรรมเป็นที่สลัดออกไปจากกองทุกข์คือชราและมรณะนี้จึงจักปรากฏ ฯ

๒๕๑

ตสฺส มยฺหํ ภิกฺขเว เอตทโหสิ กิมฺหิ นุ โข สติ ชรามรณํ โหติ กึปจฺจยา ชรามรณนฺติ ฯ ตสฺส มยฺหํ ภิกฺขเว โยนิโสมนสิการา อหุ ปญฺญาย อภิสมโย ชาติยา โข สติ ชรามรณํ โหติ ชาติปจฺจยา ชรามรณนฺติ ฯ ตสฺส มยฺหํ ภิกฺขเว เอตทโหสิ กิมฺหิ นุ โข สติ ชาติ โหติ ฯเปฯ ภโว โหติ ... อุปาทานํ โหติ ... ตณฺหา โหติ ... เวทนา โหติ ... ผสฺโส โหติ ... สฬายตนํ โหติ ... นามรูปํ โหติ กึปจฺจยา นามรูปนฺติ ฯ ตสฺส มยฺหํ ภิกฺขเว โยนิโสมนสิการา อหุ ปญฺญาย อภิสมโย วิญฺญาเณ โข สติ นามรูปํ โหติ วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปนฺติ ฯ ตสฺส มยฺหํ ภิกฺขเว เอตทโหสิ กิมฺหิ นุ โข สติ วิญฺญาณํ โหติ กึปจฺจยา วิญฺญาณนฺติ ฯ ตสฺส มยฺหํ ภิกฺขเว โยนิโสมนสิการา อหุ ปญฺญาย อภิสมโย นามรูเป โข สติ วิญฺญาณํ โหติ นามรูปปจฺจยา วิญฺญาณนฺติ ฯ {๒๕๑.๑} ตสฺส มยฺหํ ภิกฺขเว เอตทโหสิ ปจฺจุทาวตฺตติ โข อิทํ วิญฺญาณํ นามรูปมฺหา น ปรํ คจฺฉติ เอตฺตาวตา ชาเยถ วา ชิยฺเยถ วา มิยฺเยถ วา จเวถ วา อุปปชฺเชถ วา ยทิทํ นามรูปปจฺจยา วิญฺญาณํ วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํ นามรูปปจฺจยา สฬายตนํ สฬายตนปจฺจยา ผสฺโส ฯเปฯ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหติ ฯ สมุทโย สมุทโยติ โข เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ญาณํ อุทปาทิ ปญฺญา อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราได้มีความคิดอย่างนี้ว่า เมื่ออะไรหนอ แลมีอยู่ ชราและมรณะจึงมี เพราะอะไรเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ เพราะ การใส่ใจโดยแยบคายของเรานั้น จึงรู้ได้ด้วยปัญญาว่า เมื่อชาติแลมีอยู่ ชราและ มรณะจึงมี เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ เรานั้นได้มีความคิดดังนี้ว่า เมื่ออะไรหนอ แลมีอยู่ ชาติจึงมี ... ภพจึงมี ... อุปาทานจึงมี ... ตัณหาจึงมี ... เวทนาจึงมี ... ผัสสะจึงมี ... สฬายตนะจึงมี ... นามรูปจึงมี ... เพราะอะไรเป็น ปัจจัย จึงมีนามรูป เพราะการใส่ใจโดยแยบคายของเรานั้น จึงได้รู้ด้วยปัญญาว่า เมื่อวิญญาณมีอยู่ นามรูปจึงมี เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป เรานั้นได้ มีความคิดดังนี้ว่า เมื่ออะไรหนอแลมีอยู่ วิญญาณจึงมี เพราะอะไรเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะการใส่ใจโดยแยบคายของเรานั้น จึงได้รู้ด้วยปัญญาว่า เมื่อ นามรูปมีอยู่ วิญญาณจึงมี เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เรานั้นได้มี ความคิดดังนี้ว่า วิญญาณนี้แลได้กลับแล้วเพียงเท่านี้ ไม่ไปพ้นจากนามรูปได้เลย ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ โลกย่อมเกิด แก่ ตาย จุติและอุบัติ กล่าวคือ เพราะ นามรูปเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป เพราะ นามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ ฯลฯ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลาย ที่เราไม่เคยได้ฟังมาในกาลก่อนว่า เหตุให้ทุกข์เกิด เหตุให้ทุกข์เกิด ดังนี้ ฯ

๒๕๒

ตสฺส มยฺหํ ภิกฺขเว เอตทโหสิ กิมฺหิ นุ โข อสติ ชรามรณํ น โหติ กิสฺส นิโรธา ชรามรณนิโรโธติ ฯ ตสฺส มยฺหํ ภิกฺขเว โยนิโสมนสิการา อหุ ปญฺญาย อภิสมโย ชาติยา โข อสติ ชรามรณํ น โหติ ชาตินิโรธา ชรามรณนิโรโธติ ฯ ตสฺส มยฺหํ ภิกฺขเว เอตทโหสิ กิมฺหิ นุ โข อสติ ชาติ น โหติ ฯเปฯ ภโว น โหติ ... อุปาทานํ น โหติ ... ตณฺหา น โหติ ... เวทนา น โหติ ... ผสฺโส น โหติ ... สฬายตนํ น โหติ ... นามรูปํ น โหติ กิสฺส นิโรธา นามรูปนิโรโธติ ฯ ตสฺส มยฺหํ ภิกฺขเว โยนิโสมนสิการา อหุ ปญฺญาย อภิสมโย วิญฺญาเณ โข อสติ นามรูปํ น โหติ วิญฺญาณนิโรธา นามรูปนิโรโธติ ฯ ตสฺส มยฺหํ ภิกฺขเว เอตทโหสิ กิมฺหิ นุ โข อสติ วิญฺญาณํ น โหติ กิสฺส นิโรธา วิญฺญาณนิโรโธติ ตสฺส มยฺหํ ภิกฺขเว โยนิโสมนสิการา อหุ ปญฺญาย อภิสมโย นามรูเป โข อสติ วิญฺญาณํ น โหติ นามรูปนิโรธา วิญฺญาณนิโรโธติ ฯ {๒๕๒.๑} ตสฺส มยฺหํ ภิกฺขเว เอตทโหสิ อธิคโต โข มฺยายํ มคฺโค โพธาย ยทิทํ นามรูปนิโรธา วิญฺญาณนิโรโธ วิญฺญาณนิโรธา นามรูปนิโรโธ นามรูปนิโรธา สฬายตนนิโรโธ สฬายตนนิโรธา ผสฺสนิโรโธ ฯเปฯ อวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส นิโรโธ โหติ ฯ นิโรโธ นิโรโธติ โข เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ญาณํ อุทปาทิ ปญฺญา อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราได้มีความคิดดังนี้ เมื่ออะไรหนอแล ไม่มีอยู่ ชราและมรณะจึงไม่มี เพราะอะไรดับ ชราและมรณะจึงดับ เพราะการ ใส่ใจโดยแยบคายของเรานั้น จึงรู้ได้ด้วยปัญญาว่า เมื่อชาติไม่มี ชราและมรณะ จึงไม่มี เพราะชาติดับ ชราและมรณะจึงดับ เรานั้นได้มีความคิดดังนี้ว่า เมื่อ อะไรหนอแล ไม่มีอยู่ ชาติจึงไม่มี ... ภพจึงไม่มี ... อุปาทานจึงไม่มี ... ตัณหา จึงไม่มี ... เวทนาจึงไม่มี ... ผัสสะจึงไม่มี ... สฬายตนะจึงไม่มี ... นามรูปจึง ไม่มี ... เพราะอะไรดับ นามรูปจึงดับ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะการใส่ใจโดย แยบคายของเรานั้น จึงรู้ได้ด้วยปัญญาว่า เมื่อวิญญาณไม่มี นามรูปจึงไม่มี เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรานั้นได้มีความคิดดังนี้ว่า เมื่ออะไรหนอแล ไม่มีอยู่ วิญญาณจึงไม่มี เพราะอะไรดับ วิญญาณจึงดับ เพราะการใส่ใจโดยแยบคายของเรานั้น จึงรู้ได้ด้วยปัญญาว่า เมื่อนามรูปไม่มี วิญญาณจึงไม่มี เพราะนามรูปดับ วิญญาณจึงดับ เรานั้นได้มีความคิดดังนี้ว่า มรรคนี้เราได้บรรลุแล้วแล ด้วยปัญญาเครื่องตรัสรู้ คือ เพราะนามรูปดับ วิญญาณ จึงดับ เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ ฯลฯ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เรายังไม่เคยได้ฟังมาในกาลก่อนว่า เหตุให้ ทุกข์ดับ เหตุให้ทุกข์ดับ ดังนี้ ฯ

๒๕๓

เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ปุริโส อรญฺเญ ปวเน จรมาโน ปสฺเสยฺย ปุราณมคฺคํ ปุราณญฺชสํ ปุพฺพเกหิ มนุสฺเสหิ อนุยาตํ ฯ โส ตมนุคจฺเฉยฺย ตมนุคจฺฉนฺโต ปสฺเสยฺย ปุราณํ นครํ ปุราณํ ราชธานึ ปุพฺพเกหิ มนุสฺเสหิ อชฺฌาวุตฺถํ อารามสมฺปนฺนํ วนสมฺปนฺนํ โปกฺขรณีสมฺปนฺนํ อุทฺทาปวนฺตํ รมณียํ ฯ อถ โข โส ภิกฺขเว ปุริโส รญฺโญ วา ราชมหามตฺตสฺส วา อาโรเจยฺย ยคฺเฆ ภนฺเต ชาเนยฺยาสิ อหํ อทฺทสํ อรญฺเญ ปวเน จรมาโน ปุราณมคฺคํ ปุราณญฺชสํ ปุพฺพเกหิ มนุสฺเสหิ อนุยาตํ โส ตมนุคจฺฉึ ตมนุคจฺฉนฺโต อทฺทสํ ปุราณํ นครํ ปุราณํ ราชธานึ ปุพฺพเกหิ มนุสฺเสหิ อชฺฌาวุตฺถํ อารามสมฺปนฺนํ วนสมฺปนฺนํ โปกฺขรณีสมฺปนฺนํ อุทฺทาปวนฺตํ รมณียํ ตํ ภนฺเต นครํ มาเปหีติ ฯ อถโข โส ภิกฺขเว ราชา วา ราชมหามตฺโต วา ตํ นครํ มาเปยฺย ตทสฺส นครํ อปเรน สมเยน อิทฺธํ เจว ผีตํ จ พหุชญฺญํ อากิณฺณมนุสฺสํ วุฑฺฒิเวปุลฺลปฺปตฺตํ ฯ เอวเมว ขฺวาหํ ภิกฺขเว อทฺทสํ ปุราณมคฺคํ ปุราณญฺชสํ ปุพฺพเกหิ สมฺมาสมฺพุทฺเธหิ อนุยาตํ ฯ {๒๕๓.๑} กตโม จ โส ภิกฺขเว ปุราณมคฺโค ปุราณญฺชโส ปุพฺพเกหิ สมฺมาสมฺพุทฺเธหิ อนุยาโต ฯ อยเมว อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค เสยฺยถีทํ สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ สมฺมาสมาธิ ฯ อยํ โข โส ภิกฺขเว ปุราณมคฺโค ปุราณญฺชโส ปุพฺพเกหิ สมฺมาสมฺพุทฺเธหิ อนุยาโต โส ตมนุคจฺฉึ ตมนุคจฺฉนฺโต ชรามรณํ อพฺภญฺญาสึ ชรามรณสมุทยํ อพฺภญฺญาสึ ชรามรณนิโรธํ อพฺภญฺญาสึ ชรามรณนิโรธคามินึ ปฏิปทํ อพฺภญฺญาสึ ตมนุคจฺฉึ ตมนุคจฺฉนฺโต ชาตึ อพฺภญฺญาสึ ฯเปฯ ภวํ อพฺภญฺญาสึ ... อุปาทานํ อพฺภญฺญาสึ ... ตณฺหํ อพฺภญฺญาสึ ... เวทนํ อพฺภญฺญาสึ ... ผสฺสํ อพฺภญฺญาสึ ... สฬายตนํ อพฺภญฺญาสึ ... นามรูปํ อพฺภญฺญาสึ ... วิญฺญาณํ อพฺภญฺญาสึ ตมนุคจฺฉึ ตมนุคจฺฉนฺโต สงฺขาเร อพฺภญฺญาสึ สงฺขารสมุทยํ อพฺภญฺญาสึ สงฺขารนิโรธํ อพฺภญฺญาสึ สงฺขารนิโรธคามินึ ปฏิปทํ อพฺภญฺญาสึ ตทภิญฺญาย อาจิกฺขึ ภิกฺขูนํ ภิกฺขุนีนํ อุปาสกานํ อุปาสิกานํ ฯ ตยิทํ ภิกฺขเว พฺรหฺมจริยํ อิทฺธํ เจว ผีตํ จ วิตฺถาริกํ พหุชญฺญํ ปุถุภูตํ ยาว เทวมนุสฺเสหิ สุปกาสิตนฺติ ฯ ปญฺจมํ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุรุษเมื่อเที่ยวไปในป่าทึบ ได้พบมรรคาเก่า หนทางเก่า ที่คนก่อนๆ เคยเดินไปมา เขาเดินตามทางนั้นไป เมื่อกำลังเดินตาม ทางนั้นอยู่ พบนครเก่า พบราชธานีโบราณซึ่งสมบูรณ์ด้วยสวน ป่าไม้ สระโบก- *ขรณี มีเชิงเทิน ล้วนน่ารื่นรมย์ ที่คนก่อนๆ เคยอยู่อาศัยมา ครั้งนั้นแล บุรุษ คนนั้นจึงกราบทูลแด่พระราชาหรือเรียนแก่ราชมหาอำมาตย์ว่า ขอเดชะ พระองค์จง ทราบเถิด พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้าเมื่อเที่ยวไปในป่า ได้พบมรรคาเก่า หนทางเก่าที่คนก่อนๆ เคยเดินไปมา ข้าพระพุทธเจ้าได้เดินตามทางนั้นไป เมื่อ กำลังเดินตามทางนั้นอยู่ได้พบนครเก่า พบราชธานีโบราณ ซึ่งสมบูรณ์ด้วยสวน ป่าไม้ สระโบกขรณี มีเชิงเทิน ล้วนน่ารื่นรมย์ ที่คนก่อนๆ เคยอยู่อาศัยมา ขอพระองค์จงทรงสร้างพระนครนั้นเถิด พระพุทธเจ้าข้า ลำดับนั้น พระราชา หรือราชมหาอำมาตย์ จึงสร้างเมืองนั้นขึ้น สมัยต่อมา เมืองนั้นเป็นเมืองมั่งคั่งและ สมบูรณ์ขึ้น มีประชาชนเป็นอันมาก มีมนุษย์เกลื่อนกล่น และเป็นเมืองถึงความ เจริญ ไพบูลย์ แม้ฉันใด ภิกษุทั้งหลาย เราได้พบมรรคาเก่า หนทางเก่า ที่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ เคยเสด็จไป ก็มรรคาเก่า หนทางเก่า ที่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ เคยเสด็จไปนั้น เป็นไฉน คือมรรคาอันประกอบ ด้วยองค์ ๘ อันประเสริฐ นี้แล ได้แก่สัมมาทิฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ นี้แลมรรคา เก่า หนทางเก่า ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ เคยเสด็จไปแล้ว เราก็ได้ เดินตามหนทางอันประเสริฐซึ่งประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ อันเป็นทางเก่านั้น เมื่อกำลังเดินตามหนทางนั้นไป ได้รู้ชัดซึ่งชราและมรณะ เหตุเกิดขึ้นแห่งชรา และมรณะ ความดับแห่งชราและมรณะ และได้รู้ชัดซึ่งปฏิปทาเครื่องให้ถึงความ ดับชราและมรณะ เมื่อเรากำลังเดินตามทางอันประเสริฐซึ่งประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ อันเป็นทางเก่านั้นไปอยู่ ได้รู้ชัดซึ่งชาติ ฯลฯ ได้รู้ชัดซึ่งภพ ... ได้รู้ชัด ซึ่งอุปาทาน ... ได้รู้ชัดซึ่งตัณหา ... ได้รู้ชัดซึ่งเวทนา ... ได้รู้ชัดซึ่งผัสสะ ... ได้ รู้ชัดซึ่งสฬายตนะ ... ได้รู้ชัดซึ่งนามรูป ... ได้รู้ชัดซึ่งวิญญาณ ... ได้รู้ชัดซึ่งสังขาร ทั้งหลาย เหตุเกิดขึ้นแห่งสังขาร ความดับแห่งสังขาร และได้รู้ชัดซึ่งปฏิปทา เครื่องให้ถึงความดับแห่งสังขาร ครั้นได้รู้ชัดซึ่งทางอันประเสริฐซึ่งประกอบด้วย องค์ ๘ ประการนั้นแล้ว เราจึงได้บอกแก่พวกภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ดูกรภิกษุทั้งหลาย พรหมจรรย์ของเราจึงได้เจริญแพร่หลาย กว้างขวาง มีชนเป็น อันมากรู้ เป็นปึกแผ่น จนกระทั่งเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายก็ประกาศได้เป็นอย่าง ดี ดังนี้แล ฯ จบสูตรที่ ๕

所用版本与授权

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · 证据核验于 2026-08-25

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · 证据核验于 2026-08-24

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย