This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

经典 ·

เล่ม ๒๖

本册其他条目

๑. ปฐมปีฐวิมาน๒. ทุติยปีฐวิมาน๓. ตติยปีฐวิมาน๔. จตุตถปีฐวิมาน๕. กุญชรวิมาน๖. ปฐมนาวาวิมาน๗. ทุติยนาวาวิมาน๘. ตติยนาวาวิมาน๙. ปทีปวิมาน๑๐. ติลทักขิณวิมาน๑๑. ปฐมปติพพตาวิมาน๑๒. ทุติยปติพพตาวิมาน๑๓. ปฐมสุณิสาวิมาน๑๔. ทุติยสุณิสาวิมาน๑๕. อุตตราวิมาน๑๖. สิริมาวิมาน๑๗. เปสการิยวิมาน๑. ทาสีวิมาน๒. ลขุมาวิมาน๓. อาจามทายิกาวิมาน๔. จัณฑาลีวิมาน๕. ภัททิตถิกาวิมาน๖. โสณทินนาวิมาน๗. อุโปสถาวิมาน๘. สุนิททาวิมาน๙. สุทินนาวิมาน๙. สุทินนาวิมาน๑๑. ทุติยภิกขาทายิกาวิมาน๑. อุฬารวิมาน๒. อุจฉุทายิกาวิมาน๓. ปัลลังกวิมาน๔. ลตาวิมาน๕. คุตติลวิมาน๖. ทัททัลลวิมาน๗. เปสวตีวิมาน๘. มัลลิกาวิมาน๙. วิสาลักขิวิมาน๑๐. ปาริจฉัตตกวิมาน๑. มัญชิฏฐกวิมาน๒. ปภัสสรวิมาน๓. นาควิมาน๔. อโลมวิมาน๕. กัญชิกทายิกาวิมาน๖. วิหารวิมาน๗. จตุริตถีวิมาน๘. อัมพวิมาน๙. ปีตวิมาน๑๐. อุจฉุวิมาน๑๑. วันทนวิมาน๑๒. รัชชุมาลาวิมาน๑. มัณฑูกเทวปุตตวิมาน๒. เรวตีวิมาน๓. ฉัตตมาณวกวิมาน๔. กักกฏกรสทายกวิมาน๕. ทวารปาลวิมาน๖. ปฐมกรณียวิมาน๗. ทุติยกรณียวิมาน๘. ปฐมสูจิวิมาน๙. ทุติยสูจิวิมาน๑๐. ปฐมนาควิมาน๑๑. ทุติยนาควิมาน๑๒. ตติยนาควิมาน๑๓. จูฬรถวิมาน๑๔. มหารถวิมาน๑. ปฐมอคาริยวิมาน๒. ทุติยอคาริยวิมาน๓. ผลทายกวิมาน๔. ปฐมอุปัสสยทายกวิมาน๕. ทุติยอุปัสสยทายกวิมาน๖. ภิกขาทายกวิมาน๗. ยวปาลกวิมาน๘. ปฐมกุณฑลีวิมาน๙. ทุติยกุณฑลีวิมาน๑๐. ปายาสิวิมาน๑. จิตตลตาวิมาน๒. นันทนวิมาน๓. มณิถูณวิมาน๔. สุวัณณวิมาน๕. อัมพวิมาน๖. โคปาลวิมาน๗. กัณฐกวิมาน๘. อเนกวัณณวิมาน๙. มัฏฐกุณฑลีวิมาน๑๐. เสริสสกวิมาน๑๑. สุนิกขิตตวิมาน๑. เขตตูปมเปตวัตถุ๒. สูกรมุขเปตวัตถุ๓. ปูติมุขเปตวัตถุ๔. ปิฏฐธีตลิกเปตวัตถุ๕. ติโรกุฑฑเปตวัตถุ๖. ปัญจปุตตขาทิกเปติวัตถุ๗. สัตตปุตตขาทิกเปติวัตถุ๘. โคณเปตวัตถุ๙. มหาเปสการเปติวัตถุ๑๐. ขัลลาฏิยเปติวัตถุ๑๑. นาคเปตวัตถุ๑๒. อุรคเปตวัตถุ๑. สังสารโมจกเปติวัตถุ๒. สารีปุตตเถรมาตุเปติวัตถุ๓. มัตตาเปติวัตถุ๔. นันทาเปติวัตถุ๕. มัฏฐกุณฑลีเปตวัตถุ๖. กัณหเปตวัตถุ๗. ธนปาลเสฏฐิเปตวัตถุ๘. จูฬเสฏฐิเปตวัตถุ๙. อังกุรเปตวัตถุ๑๐. อุตตรมาตุเปติวัตถุ๑๑. สุตตเปตวัตถุ๑๒. กัณณมุณฑเปติวัตถุ๑๓. อุพพรีเปตวัตถุ๑. อภิชชมานเปตวัตถุ๒. สานุวาสีเถรเปตวัตถุ๓. รถการเปติวัตถุ๔. ภุสเปตวัตถุ๕. กุมารเปตวัตถุ๖. เสริณีเปติวัตถุ๗. มิคลุททกเปตวัตถุ๘. ทุติยมิคลุททกเปตวัตถุ๙. กูฏวินิจฉยิกเปตวัตถุ๑๐. ธาตุวิวัณณเปตวัตถุ๑. อัมพสักขรเปตวัตถุ๒. เสรีสกเปตวัตถุ๓. นันทกเปตวัตถุ๔. เรวตีเปตวัตถุ๕. อุจฉุเปตวัตถุ๖. กุมารเปตวัตถุ๗. ราชปุตตเปตวัตถุ๘. คูถขาทกเปตวัตถุ๙. คูถขาทกเปติวัตถุ๑๐. คณเปตวัตถุ๑๑. ปาฏลิปุตตเปตวัตถุ๑๒. อัมพวนเปตวัตถุ๑๓. อักขรุกขเปตวัตถุ๑๔. โภคสังหรเปตวัตถุ๑๕. เสฏฐิปุตตเปตวัตถุ๑๖. สัฏฐิกูฏเปตวัตถุนิทานคาถา๑. สุภูติเถรคาถา๒. มหาโกฏฐิตเถรคาถา๓. กังขาเรวตเถรคาถา๔. ปุณณเถรคาถา๕. ทัพพเถรคาถา๖. สีตวนิยเถรคาถา๗. ภัลลิยเถรคาถา๘. วีรเถรคาถา๙. ปิลินทวัจฉเถรคาถา๑๐. ปุณณมาสเถรคาถา๑. จูฬวัจฉเถรคาถา๒. มหาวัจฉเถรคาถา๓. วนวัจฉเถรคาถา๔. วนวัจฉเถรสามเณรคาถา๕. กุณฑธานเถรคาถา๖. เพลัฏฐสีสเถรคาถา๗. ทาสกเถรคาถา๘. สิงคาลเถรคาถา๙. กุฬเถรคาถา๑๐. อชิตเถรคาถา๑. นิโครธเถรคาถา๒. จิตตกเถรคาถา๓. โคสาลเถรคาถา๔. สุคันธเถรคาถา๕. นันทิยเถรคาถา๖. อภัยเถรคาถา๗. โลมสกังคิยเถรคาถา๘. ชัมพุคามิกปุตตเถรคาถา๙. หาริตเถรคาถา๑๐. อุตติยเถรคาถา๑. คหุรตีริยเถรคาถา๒. สุปปิยเถรคาถา๓. โสปากเถรคาถา๔. โปสิยเถรคาถา๕. สามัญญกานิเถรคาถา๖. กุมาปุตตเถรคาถา๗. กุมาปุตตเถรสหายกเถรคาถา๘. ควัมปติเถรคาถา๙. ติสสเถรคาถา๑๐. วัฑฒมานเถรคาถา๑. สิริวัฑฒเถรคาถา๒. ขทิรวนิยเถรคาถา๓. สุมังคลเถรคาถา๔. สานุเถรคาถา๕. รมณียวิหารีเถรคาถา๖. สมิทธิเถรคาถา๗. อุชชยเถรคาถา๘. สัญชยเถรคาถา๙. รามเณยยกเถรคาถา๑๐. วิมลเถรคาถา๑. โคธิกเถรคาถา๒. สุพาหุเถรคาถา๓. วัลลิยเถรคาถา๔. อุตติยเถรคาถา๕. อัญชนวนิยเถรคาถา๖. กุฏิวิหารีเถรคาถา๗. ทุติยกุฏิวิหารีเถรคาถา๘. รมณียกุฏิกเถรคาถา๙. โกสัลลวิหาริเถรคาถา๑๐. สีวลีเถรคาถา๑. วัปปเถรคาถา๒. วัชชีปุตตกเถรคาถา๓. ปักขเถรคาถา๔. วิมลโกณฑัญญเถรคาถา๕. อุกเขปกตวัจฉเถรคาถา๖. เมฆิยเถรคาถา๗. เอกธัมมสวนิยเถรคาถา๘. เอกุทานิยเถรคาถา๙. ฉันนเถรคาถา๑๐. ปุณณเถรคาถา๑. วัจฉปาลเถรคาถา๒. อาตุมเถรคาถา๓. มาณวเถรคาถา๔. สุยามนเถรคาถา๕. สุสารทเถรคาถา๖. ปิยัญชหเถรคาถา๗. หัตถาโรหปุตตเถรคาถา๘. เมณฑสิรเถรคาถา๙. รักขิตเถรคาถา๑๐. อุคคเถรคาถา๑. สมิติคุตตเถรคาถา๒. กัสสปเถรคาถา๓. สีหเถรคาถา๔. นีตเถรคาถา๕. สุนาคเถรคาถา๖. นาคิตเถรคาถา๗. ปวิฏฐเถรคาถา๘. อัชชุนเถรคาถา๙. (ปฐม)เทวสภเถรคาถา๑๐. สามิทัตตเถรคาถา๑. ปริปุณณกเถรคาถา๒. วิชยเถรคาถา๓. เอรกเถรคาถา๔. เมตตชิเถรคาถา๕. จักขุปาลเถรคาถา๖. ขัณฑสุมนเถรคาถา๗. ติสสเถรคาถา๘. อภัยเถรคาถา๙. อุตติยเถรคาถา๑๐. (ทุติย)เทวสภเถรคาถา๑. เพลัฏฐกานิเถรคาถา๒. เสตุจฉเถรคาถา๓. พันธุรเถรถาคา๔. ขิตกเถรคาถา๕. มลิตวัมภเถรคาถา๖. สุเหมันตเถรคาถา๗. ธัมมสังวรเถรคาถา๘. ธัมมสฏปิตุเถรคาถา๙. สังฆรักขิตเถรคาถา๑๐. อุสภเถรคาถา๑. เชนตเถรคาถา๒. วัจฉโคตตเถรคาถา๓. วนวัจฉเถรคาถา๔. อธิมุตตเถรคาถา๕. มหานามเถรคาถา๖. ปาราปริยเถรคาถา๗. ยสเถรคาถา๘. กิมพิลเถรคาถา๙. วัชชีปุตตเถรคาถา๑๐. อิสิทัตตเถรคาถา๑. อุตตรเถรคาถา๒. ปิณโฑลภารทวาชเถรคาถา๓. วัลลิยเถรคาถา๔. คังคาตีริยเถรคาถา๕. อชินเถรคาถา๖. เมฬชินเถรคาถา๗. ราธเถรคาถา๘. สุราธเถรคาถา๙. โคตมเถรคาถา๑๐. วสภเถรคาถา๑. มหาจุนทเถรคาถา๒. โชติทาสเถรคาถา๓. เหรัญญิกานิเถรคาถา๔. โสมมิตตเถรคาถา๕. สัพพมิตตเถรคาถา๖. มหากาลเถรคาถา๗. ติสสเถรคาถา๘. กิมพิลเถรคาถา๙. นันทเถรคาถา๑๐. สิริมเถรคาถา๑. อุตตรเถรคาถา๒. ภัททชิเถรคาถา๓. โสภิตเถรคาถา๔. วัลลิยเถรคาถา๕. วีตโสกเถรคาถา๖. ปุณณมาสเถรคาถา๗. นันทกเถรคาถา๘. ภารตเถรคาถา๙. ภารทวาชเถรคาถา๑๐. กัณหทินนเถรคาถา๑. มิคสิรเถรคาถา๒. สิวกเถรคาถา๓. อุปวาณเถรคาถา๔. อิสิทินนเถรคาถา๕. สัมพุลกัจจานเถรคาถา๖. ขิตกเถรคาถา๗. โสณโปฏิริยปุตตเถรคาถา๘. นิสภเถรคาถา๙. อุสภเถรคาถา๑๐. กัปปฏกุรเถรคาถา๑. กุมารกัสสปเถรคาถา๒. ธัมมปาลเถรคาถา๓. พรหมาลิเถรคาถา๔. โมฆราชเถรคาถา๕. วิสาขปัญจาลีปุตตเถรคาถา๖. จูฬกเถรคาถา๗. อนูปมเถรคาถา๘. วัชชิตเถรคาถา๙. สันธิตเถรคาถา๑. อังคณิกภารทวาชเถรคาถา๒. ปัจจยเถรคาถา๓. พากุลเถรคาถา๔. ธนิยเถรคาถา๕. มาตังคปุตตเถรคาถา๖. ขุชชโสภิตเถรคาถา๗. วารณเถรคาถา๘. ปัสสิกเถรคาถา๙. ยโสชเถรคาถา๑๐. สาฏิมัตติยเถรคาถา๑๑. อุปาลิเถรคาถา๑๒. อุตตรปาลเถรคาถา๑๓. อภิภูตเถรคาถา๑๔. โคตมเถรคาถา๑๕. หาริตเถรคาถา๑๖. วิมลเถรคาถา๑. นาคสมาลเถรคาถา๒. ภคุเถรคาถา๓. สภิยเถรคาถา๔. นันทกเถรคาถา๕. ชัมพุกเถรคาถา๖. เสนกเถรคาถา๗. สัมภูตเถรคาถา๘. ราหุลเถรคาถา๙. จันทนเถรคาถา๑๐. ธัมมิกเถรคาถา๑๑. สัปปกเถรคาถา๑๒. มุทิตเถรคาถา๑. ราชทัตตเถรคาถา๒. สุภูตเถรคาถา๓. คิริมานันทเถรคาถา๔. สุมนเถรคาถา๕. วัฑฒเถรคาถา๖. นทีกัสสปเถรคาถา๗. คยากัสสปเถรคาถา๘. วักกลิเถรคาถา๙. วิชิตเสนเถรคาถา๑๐. ยสทัตตเถรคาถา๑๑. โสณกุฏิกัณณเถรคาถา๑๒. โกสิยเถรคาถา๑. อุรุเวลกัสสปเถรคาถา๒. เตกิจฉกานิเถรคาถา๓. มหานาคเถรคาถา๔. กุลลเถรคาถา๕. มาลุงกยปุตตเถรคาถา๖. สัปปทาสเถรคาถา๗. กาติยานเถรคาถา๘. มิคชาลเถรคาถา๙. เชนตปุโรหิตปุตตเถรคาถา๑๐. สุมนเถรคาถา๑๑. นหาตกมุนีเถรคาถา๑๒. พรหมทัตตเถรคาถา๑๓. สิริมัณฑเถรคาถา๑๔. สัพพกามีเถรคาถา๑. สุนทรสมุททเถรคาถา๒. ลกุณฏกภัททิยเถรคาถา๓. ภัททเถรคาถา๔. โสปากเถรคาถา๕. สรภังคเถรคาถา๑. มหากัจจายนเถรคาถา๒. สิริมิตตเถรคาถา๓. มหาปันถกเถรคาถา๑. ภูตเถรคาถา๑. กาฬุทายีเถรคาถา๒. เอกวิหาริยเถรคาถา๓. มหากัปปินเถรคาถา๔. จูฬปันถกเถรคาถา๕. กัปปเถรคาถา๖. วังคันตปุตตอุปเสนเถรคาถา๗. โคตมเถรคาถา๑. สังกิจจเถรคาถา๑. สีลวเถรคาถา๒. สุนีตเถรคาถา๑. โสณโกฬิวิสเถรคาถา๑. ขทิรวนิยเรวตเถรคาถา๒. โคทัตตเถรคาถา๑. อัญญาสิโกณฑัญญเถรคาถา๒. อุทายีเถรคาถา๑. อธิมุตตเถรคาถา๒. ปาราปริยเถรคาถา๓. เตลกานิเถรคาถา๔. รัฏฐปาลเถรคาถา๕. มาลุงกยปุตตเถรคาถา๖. เสลเถรคาถา๗. ภัททิยกาฬิโคธาปุตตเถรคาถา๘. อังคุลิมาลเถรคาถา๙. อนุรุทธเถรคาถา๑๐. ปาราปริยเถรคาถา๑. ปุสสเถรคาถา๒. สารีปุตตเถรคาถา๓. อานนทเถรคาถา๑. มหากัสสปเถรคาถา๑. ตาลปุฏเถรคาถา๑. มหาโมคคัลลานเถรคาถา๑. วังคีสเถรคาถา๑. อัญญตราเถรีคาถา๒. มุตตาเถรีคาถา๓. ปุณณาเถรีคาถา๔. ติสสาเถรีคาถา๕. อัญญตราติสสาเถรีคาถา๖. ธีราเถรีคาถา๗. อัญญตราธีราเถรีคาถา๘. มิตตาเถรีคาถา๙. ภัทราเถรีคาถา๑๐. อุปสมาเถรีคาถา๑๑. มุตตาเถรีคาถา๑๒. ธัมมทินนาเถรีคาถา๑๓. วิสาขาเถรีคาถา๑๔. สุมนาเถรีคาถา๑๕. อุตตราเถรีคาถา๑๖. วุฑฒปัพพชิตสุมนาเถรีคาถา๑๗. ธัมมาเถรีคาถา๑๘. สังฆาเถรีคาถา๑. อภิรูปนันทาเถรีคาถา๒. เชนตาเถรีคาถา๓. สุมังคลมาตาเถรีคาถา๔. อัฑฒกาสีเถรีคาถา๕. จิตตาเถรีคาถา๖. เมตติกาเถรีคาถา๗. มิตตาเถรีคาถา๘. อภยมาตุเถรีคาถา๙. อภยาเถรีคาถา๑๐. สามาเถรีคาถา๑. อปราสามาเถรีคาถา๒. อุตตมาเถรีคาถา๓. อปราอุตตมาเถรีคาถา๔. ทันติกาเถรีคาถา๕. อุพพิรีเถรีคาถา๖. สุกกาเถรีคาถา๗. เสลาเถรีคาถา๘. โสมาเถรีคาถา๑. ภัททกาปิลานีเถรีคาถา๑. อัญญตราเถรีคาถา๒. วิมลาเถรีคาถา๓. สีหาเถรีคาถา๔. สุนทรีนันทาเถรีคาถา๕. นันทุตตราเถรีคาถา๖. มิตตากาฬีเถรีคาถา๗. สกุลาเถรีคาถา๘. โสณาเถรีคาถา๙. ภัททากุณฑลเกสาเถรีคาถา๑๐. ปฏาจาราเถรีคาถา๑๑. ติงสมัตตาเถรีคาถา๑๒. จันทาเถรีคาถา๑. ปัญจสตมัตตาเถรีคาถา๒. วาสิฏฐีเถรีคาถา๓. เขมาเถรีคาถา๔. สุชาตาเถรีคาถา๕. อโนปมาเถรีคาถา๖. มหาปชาปติโคตมีเถรีคาถา๗. คุตตาเถรีคาถา๘. วิชยาเถรีคาถา๑. อุตตราเถรีคาถา๒. จาลาเถรีคาถา๓. อุปจาลาเถรีคาถา๑. สีสูปจาลาเถรีคาถา๑. วัฑฒมาตุเถรีคาถา๑. กีสาโคตมีเถรีคาถา๑. อุปลวัณณาเถรีคาถา๑. ปุณณาเถรีคาถา๑. อัมพปาลีเถรีคาถา๒. โรหิณีเถรีคาถา๓. จาปาเถรีคาถา๔. สุนทรีเถรีคาถา๕. สุภากัมมารธีตุเถรีคาถา๑. สุภาชีวกัมพวนิกาเถรีคาถา๑. อิสิทาสีเถรีคาถา๑. สุเมธาเถรีคาถา

经典

๑. อัมพสักขรเปตวัตถุ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

仅原文 · 不作诠释88 条1 个版本

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ

印本前页文字

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๔. มหาวรรค] ๑. อัมพสักขรเปตวัตถุ ๔. มหาวรรค หมวดใหญ่ ๑. อัมพสักขรเปตวัตถุ เรื่องเจ้าอัมพสักขรลิจฉวีกับเปรตเปลือย

๕๑๗

ชาวเมืองวัชชีมีนครนามว่าไพสาลี ในนครไพสาลีนั้น มีกษัตริย์ลิจฉวี พระนามว่าอัมพสักขระ ได้ทอดพระเนตรเห็นเปรตที่ภายนอกพระนคร มีพระประสงค์จะทรงทราบเหตุ จึงได้ตรัสถามเปรตนั้นในที่นั้นนั่นเองว่า

๕๑๘

บุคคลที่ถูกเสียบอยู่บนปลายหลาวนี้ ไม่มีการนอน การนั่ง การเดินไปเดินมา และการลิ้ม การดื่ม การเคี้ยวกิน การนุ่งห่มผ้า แม้หญิงบำเรอของเขาก็ไม่มี

๕๑๙

ชนเหล่าใดเป็นญาติ เป็นมิตรสหายซึ่งเคยเห็นหรือเคยได้ยินกันมา เคยเอ็นดูกันมาในกาลก่อนของผู้นี้ เดี๋ยวนี้ชนเหล่านั้นแม้จะเยี่ยมเยียนเขาก็ไม่ได้ เพราะว่าผู้นี้มีสภาพที่ชนนั้นสละแล้ว

๕๒๐

ผู้ที่ตายแล้วย่อมไม่มีมิตรสหาย พวกมิตรสหายทราบถึงความขาดแคลนจึงพากันละทิ้ง และเห็นประโยชน์จึงพากันห้อมล้อม ส่วนผู้ที่มั่งคั่งด้วยทรัพย์สมบัติย่อมมีมิตรสหายมากมาย

๕๒๑

ชีวิตของบุรุษที่เสื่อมจากเครื่องอุปโภคและบริโภคทุกอย่างฝืดเคือง ถูกหลาวเสียบตัว มีร่างกายเปื้อนเลือด จักดับในวันนี้ หรือในวันพรุ่งนี้เป็นแน่ ดุจหยาดน้ำค้างซึ่งติดอยู่บนปลายหญ้า @เชิงอรรถ : @ เจ้าลิจฉวีองค์นี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ นับถือลัทธินัตถิกวาทว่า ‘ไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย ทำดีทำชั่วไม่มีผล’ @(ขุ.เป.อ. ๑๒๑/๒๒๙) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๕๐} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๔. มหาวรรค] ๑. อัมพสักขรเปตวัตถุ

๕๒๒

ยักษ์ เมื่อเป็นอย่างนี้ เพราะเหตุไร ท่านจึงพูดกับบุรุษผู้ได้รับความลำบากอย่างยิ่ง นอนหงายอยู่บนหลาวด้ามไม้สะเดาเช่นนี้ว่า บุรุษผู้เจริญ ขอท่านจงมีชีวิตอยู่เถิด การมีชีวิตอยู่เท่านั้นเป็นความประเสริฐ (เปรตนั้นกราบทูลว่า)

๕๒๓

ข้าแต่พระราชา ข้าพระองค์ระลึกได้ว่า ในชาติก่อน บุรุษนี้เป็นญาติสายโลหิตของข้าพระองค์ ก็ข้าพระองค์เห็นแล้ว มีความกรุณาต่อเขาว่า ขอบุรุษผู้เลวทรามนี้อย่าตกนรกเลย

๕๒๔

ข้าแต่กษัตริย์ลิจฉวี บุรุษผู้ทำกรรมชั่วนี้ตายจากอัตภาพนี้แล้ว จักบังเกิดในนรกซึ่งแน่นขนัดไปด้วยสัตว์ผู้กระทำความชั่วไว้ เป็นนรกร้ายกาจ มีความเร่าร้อนมาก เผ็ดร้อน น่ากลัว

๕๒๕

หลาวนี้แหละยังดีกว่านรกนั้นมากมายหลายส่วน ขอบุรุษนี้อย่าตกนรก ซึ่งมีแต่ทุกข์โดยส่วนเดียว เผ็ดร้อนอย่างน่ากลัว รุนแรงยิ่ง

๕๒๖

เพราะฟังคำของข้าพระองค์นี้แล้ว บุรุษนี้เป็นประหนึ่งว่า น้อมจิตเข้าไปหาทุกข์ในนรก พึงละบาปเสียได้ เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์จะไม่พูดในที่ใกล้เขาด้วยหวังว่า ชีวิตของบุรุษนี้จงอย่าดับไปเพราะข้าพระองค์แต่ผู้เดียว (เมื่อเปรตแสดงความประสงค์ของตนอย่างนี้แล้ว พระราชาทรงขอโอกาสเพื่อ จะตรัสถามความเป็นไปของเปรตนั้นอีก จึงได้ตรัสคาถานี้ว่า)

๕๒๗

เรื่องของบุรุษนี้ เรารู้แล้ว แต่เราปรารถนาจะถามท่านถึงเรื่องอื่นบ้าง ถ้าท่านให้โอกาสแก่เรา เราจะถาม และท่านไม่ควรโกรธเรา {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๕๑} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๔. มหาวรรค] ๑. อัมพสักขรเปตวัตถุ (เปรตนั้นกราบทูลว่า)

๕๒๘

ข้าพระองค์ได้ให้ปฏิญญาไว้ในกาลนั้นแน่นอนแล้ว จะไม่บอกแก่ผู้ที่ไม่เลื่อมใส (แต่บัดนี้)ข้าพระองค์ไม่ประสงค์(จะบอก) (แต่)มีวาจาที่ควรเชื่อถือได้ เพราะเหตุดังว่ามานี้ ขอเชิญพระองค์ตรัสถามข้าพระองค์ตามพระประสงค์ ข้าพระองค์จะทูลตอบเท่าที่จะทูลตอบได้ (เมื่อเปรตให้โอกาสเช่นนั้นแล้ว เจ้าอัมพสักขระลิจฉวีจึงตรัสถามว่า)

๕๒๙

เราจะเชื่อทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นด้วยตา ถ้าแม้นเราเห็นสิ่งนั้นแล้วไม่เชื่อ ก็ขอให้ลงโทษถอดยศเราเถิด ยักษ์ (เปรตนั้นกราบทูลว่า)

๕๓๐

นี้ขอจงเป็นสัจปฏิญญาของพระองค์ต่อข้าพระองค์ พระองค์ได้ทรงฟังธรรมแล้ว จงทรงได้ความเลื่อมใสดีงาม ข้าพระองค์ต้องการทราบ มิได้มีจิตคิดประทุษร้าย จักขอกราบทูลถวายทุกเรื่องที่พระองค์ได้สดับแล้วบ้าง หรือไม่ได้สดับแล้วบ้าง แด่พระองค์ เท่าที่รู้มา (เจ้าอัมพสักขรลิจฉวีตรัสว่า)

๕๓๑

ท่านขี่ม้าขาวประดับประดาแล้ว เข้าไปใกล้บุรุษที่ถูกเสียบด้วยหลาว ยานนี้น่าอัศจรรย์ น่าดู น่าชม นี้เป็นผลกรรมอะไร (เปรตนั้นกราบทูลว่า)

๕๓๒

ที่ท่ามกลางเมืองไพสาลีนั้น มีหลุมที่หนทางลื่น ข้าพระองค์มีจิตเลื่อมใส จึงใส่หัวโคหัวหนึ่งลงไปในหลุมใช้เป็นสะพาน {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๕๒} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๔. มหาวรรค] ๑. อัมพสักขรเปตวัตถุ

๕๓๓

ข้าพระองค์และบุคคลอื่น เหยียบบนหัวโคนั้นเดินข้ามไปได้ ยานนี้น่าอัศจรรย์ น่าดู น่าชม นี้เป็นผลกรรมนั้น (เจ้าอัมพสักขรลิจฉวีตรัสถามว่า)

๕๓๔

ท่านมีรัศมีกายสว่างไสวทั่วทุกทิศ และมีกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วทุกทิศ เข้าถึงเทวฤทธิ์ มีอานุภาพมาก แต่ยังเปลือยกายอยู่ นี้เป็นผลกรรมอะไร (เปรตนั้นกราบทูลว่า)

๕๓๕

เมื่อก่อน ข้าพระองค์ไม่เป็นคนมักโกรธ มีจิตผ่องใสเป็นนิตย์ พูดกับคนทั่วไปด้วยวาจาอ่อนหวาน ด้วยผลกรรมนั้น ข้าพระองค์จึงมีรัศมีกายเป็นทิพย์ สว่างไสวอยู่เนืองนิตย์

๕๓๖

ข้าพระองค์เห็นยศและชื่อเสียงของผู้ที่ตั้งอยู่ในธรรม มีจิตเลื่อมใส กล่าวสรรเสริญ ด้วยผลกรรมนั้น ข้าพระองค์จึงมีกลิ่นทิพย์ฟุ้งไปเนืองๆ

๕๓๗

เมื่อพวกสหายของข้าพระองค์อาบน้ำที่ท่าน้ำ ข้าพระองค์ลักเอาผ้าที่เขาซ่อนไว้บนบก มีความประสงค์จะล้อเล่น แต่ไม่ได้มีจิตคิดประทุษร้าย เพราะกรรมนั้นข้าพระองค์จึงเป็นเปรตเปลือยกาย และเป็นอยู่อย่างฝืดเคือง (เจ้าอัมพสักขรลิจฉวีตรัสถามว่า)

๕๓๘

ผู้ที่ทำบาปเล่นๆ (โดยเห็นแก่ความสนุก) นักปราชญ์ยังกล่าวว่ามีผลกรรมถึงเพียงนี้ แล้วผู้ที่จงใจทำบาปเล่า นักปราชญ์ได้กล่าวว่าจะมีผลกรรมสักเพียงไหน {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๕๓} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๔. มหาวรรค] ๑. อัมพสักขรเปตวัตถุ (เปรตนั้นกราบทูลว่า)

๕๓๙

มนุษย์ทั้งหลายมีใจดำริชั่วร้าย เป็นผู้เศร้าหมองทั้งทางกาย ทั้งทางวาจา ตายไปจะต้องตกนรกในสัมปรายภพ อย่างไม่ต้องสงสัย

๕๔๐

ส่วนชนเหล่าอื่นปรารถนาสุคติ ยินดีให้ทาน เลี้ยงอัตภาพแล้ว เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติในสัมปรายภพอย่างไม่ต้องสงสัย (เมื่อเปรตชี้แจงจำแนกผลกรรมแต่โดยย่ออย่างนี้ พระราชาไม่ทรงเชื่อจึงตรัสถามว่า)

๕๔๑

เราจะพึงรู้เรื่องนั้นโดยไม่ต้องอาศัยบุคคลอื่นอย่างไรว่า นี้เป็นผลกรรมดีและกรรมชั่ว เราเห็นอะไรแล้วจึงควรเชื่อ หรือใครบ้างจะพึงช่วยชี้แจงให้เราเชื่อเรื่องนั้นได้ (เปรตนั้นกราบทูลว่า)

๕๔๒

พระองค์ทรงเห็นและทรงสดับมาแล้วก็จงทรงเชื่อเถิดว่า นี้เป็นผลกรรมดีและกรรมชั่ว เมื่อกรรมดีและกรรมชั่วทั้งสองไม่มี สัตว์ทั้งหลายที่ไปสู่สุคติหรือทุคติจะพึงมีได้อย่างไรเล่า

๕๔๓

ถ้าสัตว์ทั้งหลายในมนุษยโลกนี้ ไม่พึงทำกรรมดีและกรรมชั่ว เหล่าสัตว์ในมนุษยโลกที่จะไปสุคติหรือทุคติ เลวบ้าง ประณีตบ้าง ก็มีไม่ได้

๕๔๔

แต่เพราะสัตว์ทั้งหลายในมนุษยโลก ได้ทำกรรมดีและกรรมชั่วไว้ ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายในมนุษยโลกจึงไปสุคติหรือทุคติ เลวบ้าง ประณีตบ้าง {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๕๔} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๔. มหาวรรค] ๑. อัมพสักขรเปตวัตถุ

๕๔๕

บัณฑิตทั้งหลายได้กล่าวกรรม อันเป็นเหตุให้เสวยสุขและทุกข์ไว้ทั้งสองอย่าง เทวดาเหล่านั้นห้อมล้อมเหล่าชนที่ได้รับผลอันเป็นเหตุให้เสวยสุข ส่วนพวกคนพาลมักไม่เห็นกรรมและผลกรรมทั้งสอง จึงถูกกรรมแผดเผาอยู่

๕๔๖

ข้าพระองค์มิได้มีบุญกรรมที่ทำไว้ด้วยตนเอง ทั้งไม่มีผู้ที่จะพึงถวายผ้านุ่ง ผ้าห่ม ที่นอน ข้าวและน้ำ แล้วอุทิศให้ เหตุนั้นข้าพระองค์จึงเป็นเปรตเปลือยกาย มีความเป็นอยู่อย่างฝืดเคือง (เจ้าอัมพสักขรลิจฉวีตรัสถามว่า)

๕๔๗

ท่านยักษ์ จะพึงมีเหตุอะไรๆ บ้างหนอ ที่จะทำให้ท่านได้เครื่องนุ่งห่ม เชิญบอกเราได้ ถ้ามีเหตุ เรารับฟังคำที่มีเหตุควรเชื่อถือได้ (เปรตนั้นกราบทูลว่า)

๕๔๘

เมืองไพสาลีนี้ มีภิกษุนามว่ากัปปิตกะ สำเร็จฌาน มีศีลบริสุทธิ์ เป็นพระอรหันต์ หลุดพ้นแล้ว คุ้มครองอินทรีย์ได้ สำรวมในพระปาติโมกข์ เยือกเย็น มีสัมมาทิฏฐิอันสูงสุด

๕๔๙

เป็นผู้อ่อนโยน รู้ความประสงค์ของผู้ขอ ว่าง่าย มีหน้าเบิกบาน มาดี ไปดี พูดโต้ตอบได้ดี เป็นเนื้อนาบุญ มีเมตตาจิตเป็นประจำ และเป็นทักขิไณยบุคคลของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย @เชิงอรรถ : @ เป็นพระอรหันต์รูปหนึ่ง ในจำนวนอดีตชฎิล ๑,๐๐๐ รูป ท่านเป็นอุปัชฌาย์ของท่านพระอุบาลีเถระ @(ขุ.เป.อ. ๕๔๘/๒๔๕) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๕๕} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๔. มหาวรรค] ๑. อัมพสักขรเปตวัตถุ

๕๕๐

สงบระงับ กำจัดมิจฉาวิตกได้ หมดทุกข์ หมดตัณหา หลุดพ้นแล้ว ปราศจากกิเลสเป็นเหตุเสียบแทง ไม่ยึดถือว่าเป็นของเรา ไม่คด ไม่มีอุปธิ หมดสิ้นกิเลสเป็นเหตุเนิ่นช้า ได้บรรลุวิชชา ๓ มีความรุ่งเรือง

๕๕๑

ไม่มีชื่อเสียงปรากฏ แม้ใครๆ เห็นก็ไม่รู้ว่าเป็นปราชญ์ ในหมู่ชนชาววัชชี เขาพากันเรียกท่านว่า ปราชญ์ ส่วนพวกยักษ์และเทวดารู้จักท่านว่า ผู้ไม่หวั่นไหว มีกัลยาณธรรม เที่ยวไปในโลก

๕๕๒

ถ้าพระองค์ทรงถวายผ้าคู่หนึ่งหรือสองคู่แก่พระมุนีนั้น ทรงอุทิศส่วนบุญให้ข้าพระองค์ พระมุนีนั้นจะพึงรับคู่ผ้าเหล่านั้น และพระองค์ก็จะทอดพระเนตรเห็นข้าพระองค์ผู้นุ่งห่มผ้าเรียบร้อย (เจ้าอัมพสักขรลิจฉวีตรัสถามว่า)

๕๕๓

บัดนี้ สมณะนั้นอยู่ที่ไหน เราไปแล้วจักพึงพบเห็นได้ และสมณะนั้น คือใคร จะพึงแก้ไขความสงสัยและความสนเท่ห์ ซึ่งเป็นเสี้ยนหนามแห่งความเห็นในวันนี้ได้ (เปรตนั้นกราบทูลว่า)

๕๕๔

ท่านนั่งอยู่ที่กปินัจจนานั่น มีเทวดาแวดล้อมเป็นจำนวนมาก เป็นผู้มีเกียรติคุณอันแท้จริง และเป็นผู้ไม่ประมาทในคุณอันอัศจรรย์ของตน กล่าวธรรมีกถา {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๕๖} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๔. มหาวรรค] ๑. อัมพสักขรเปตวัตถุ (เจ้าอัมพสักขรลิจฉวีตรัสว่า)

๕๕๕

เราไปแล้วจักทำตามที่ท่านสั่งนั้นเดี๋ยวนี้ จักให้สมณะนุ่งห่มผ้าคู่หนึ่ง พระมุนีนั้นจะพึงรับคู่ผ้าเหล่านั้น และเราจะพึงเห็นท่านผู้นุ่งห่มผ้าเรียบร้อย (เปรตนั้นกราบทูลว่า)

๕๕๖

ข้าแต่เจ้าลิจฉวี ขอประทานวโรกาส ขอพระองค์อย่าได้เสด็จเข้าไปหาบรรพชิตในเวลาไม่สมควร นั่นเป็นธรรมเนียมไม่เหมาะสำหรับพระองค์ และต่อจากนั้น พระเจ้าลิจฉวีตรัสว่า เราจะเข้าไปพบบรรพชิตผู้นั่งอยู่ในที่ลับ ณ ที่นั้นในเวลาอันสมควร (พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายกล่าวคาถาเหล่านี้ว่า)

๕๕๗

ครั้นตรัสแล้วอย่างนี้ เจ้าลิจฉวีมีหมู่ข้าทาสบริพารแวดล้อม เสด็จไปในพระนครนั้น ครั้นเสด็จเข้าไปยังพระนครนั้นแล้ว จึงเสด็จเข้าประทับอาศัยในพระราชนิเวศน์ของพระองค์

๕๕๘

ต่อจากนั้น พระเจ้าลิจฉวีทรงกระทำกิจของคฤหัสถ์ทั้งหลาย ทรงสรงสนาน และเสวยน้ำแล้ว ได้เวลาอันสมควร จึงทรงเลือกผ้า ๘ คู่จากหีบ รับสั่งให้หมู่ข้าทาสบริพารถือไป

๕๕๙

พระองค์ ครั้นเสด็จเข้าไปยังสถานที่นั้นแล้ว ได้ทอดพระเนตรเห็นสมณะนั้นมีจิตสงบระงับ เดินกลับจากโคจรคาม เป็นผู้เยือกเย็น นั่งอยู่ที่โคนต้นไม้ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๕๗} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๔. มหาวรรค] ๑. อัมพสักขรเปตวัตถุ

๕๖๐

จึงเสด็จเข้าไปหาแล้วตรัสถามสมณะนั้น ถึงความเป็นผู้มีอาพาธน้อย ความอยู่สำราญ แล้วได้ตรัสกับสมณะนั้นว่า พระคุณเจ้าผู้เจริญ โยมเป็นกษัตริย์ลิจฉวี ในเมืองไพสาลี ชนทั้งหลายรู้จักโยมว่า เจ้าอัมพสักขรลิจฉวี

๕๖๑

พระคุณเจ้าผู้เจริญ ขอพระคุณเจ้าจงรับผ้า ๘ คู่นี้ของโยม โยมถวายพระคุณเจ้า โยมมาในที่นี้เพราะต้องการความสบายใจที่โยมจะพึงสบายใจ (พระเถระทูลถามว่า)

๕๖๒

สมณพราหมณ์ทั้งหลายพากันละเว้นราชนิเวศน์ ของมหาบพิตรเสียห่างไกล เพราะในพระราชนิเวศน์ของพระองค์ บาตรก็แตก และแม้ผ้าสังฆาฏิก็ยังถูกฉีกทำลาย

๕๖๓

ครั้นต่อมา สมณะอีกพวกหนึ่งถูกมัดเท้าจับห้อยหัวลง สมณะทั้งหลายได้รับการเบียดเบียน ที่มหาบพิตรทรงกระทำกับบรรพชิตเช่นนั้น

๕๖๔

มหาบพิตรไม่เคยพระราชทาน แม้แต่น้ำมันสักหยดหนึ่งด้วยยอดหญ้า ไม่ตรัสบอกทางให้คนหลงทาง ชิงเอาไม้เท้าของคนตาบอดเสียเอง เป็นคนตระหนี่ ไม่สำรวมเช่นนี้ เมื่อเป็นเช่นนี้ เพราะเหตุไร หรือเพราะทรงเห็นอะไร มหาบพิตร จึงทรงจำแนกแจกจ่ายให้แก่อาตมาเล่า {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๕๘} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๔. มหาวรรค] ๑. อัมพสักขรเปตวัตถุ (เจ้าอัมพสักขรลิจฉวีตรัสว่า)

๕๖๕

พระคุณเจ้าผู้เจริญ โยมเบียดเบียนสมณะและพราหมณ์ทั้งหลาย โยมขอรับผิดตามที่ท่านพูด แต่โยมมีความประสงค์จะล้อเล่น ไม่ได้คิดประทุษร้าย กรรมชั่วแม้นั้นโยมกระทำแล้วจริง

๕๖๖

เด็กหนุ่มเปลือยกาย มีโภคะเพียงเล็กน้อย ได้สร้างบาปกรรมด้วยการล้อเล่น จึงต้องเสวยทุกข์ ก็เปรตนั้นจะมีทุกข์อะไรเล่า ที่เป็นทุกข์ยิ่งกว่าความเปลือยกายนั้น

๕๖๗

พระคุณเจ้าผู้เจริญ โยมเห็นสิ่งอันน่าสังเวช และผลอันเป็นมลทินนั้นแล้ว จึงถวายทานแม้เพราะเหตุนั้นเป็นปัจจัย นิมนต์พระคุณเจ้ารับผ้าทั้ง ๘ คู่เถิด ทักษิณา นี้จงสำเร็จแก่เปรต (พระเถระถวายพระพรว่า)

๕๖๘

เพราะบัณฑิตทั้งหลายมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นต้น สรรเสริญการให้ทานไว้โดยมากแท้ และเมื่อมหาบพิตรทรงถวายทาน ขอให้ทานอย่าหมดเปลืองไป อาตมภาพรับผ้าของมหาบพิตรทั้ง ๘ คู่ ขอทักษิณาทานเหล่านี้จงสำเร็จแก่เปรต

๕๖๙

ลำดับนั้น เจ้าลิจฉวีนั้น ทรงบ้วนพระโอษฐ์ ทรงถวายผ้า ๘ คู่แด่พระเถระ พระเถระรับผ้า ๘ คู่นั้นแล้ว และเจ้าลิจฉวีนั้นก็ทอดพระเนตรเห็นเปรตนุ่งห่มผ้าเรียบร้อย @เชิงอรรถ : @ ทานที่ให้โดยเชื่อกรรมและผลแห่งกรรม, หรือไทยธรรมที่ถวายแก่ท่านผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ เพื่อประโยชน์ @แก่เปตชน {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๕๙} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๔. มหาวรรค] ๑. อัมพสักขรเปตวัตถุ

๕๗๐

(เจ้าลิจฉวีนั้น)ได้ทอดพระเนตรเห็นเปรตนั้น ลูบไล้ด้วยจุรณแก่นจันทน์แดง มีรูปงาม ประดับประดา นุ่งผ้าอย่างดี ขี่ม้าอาชาไนย มีบริวารห้อมล้อม มีเทวฤทธิ์มาก

๕๗๑

พระองค์ทรงเห็นเช่นนั้นแล้ว ทรงปลื้มพระหฤทัย เบิกบาน มีพระหฤทัยร่าเริง งามสง่า ได้ทรงเห็นกรรมและผลกรรมมากอย่างแจ้งประจักษ์ด้วยพระองค์เอง

๕๗๒

จึงเสด็จเข้าไปหาเปรตนั้นแล้วรับสั่งกับเปรตนั้นว่า เราจักให้ทานแก่สมณพราหมณ์ทั้งหลาย สิ่งไรๆ ที่เราไม่ควรให้ไม่มีเลย และท่านมีอุปการะแก่เรามาก (เปรตนั้นกราบทูลว่า)

๕๗๓

ข้าแต่เจ้าลิจฉวี พระองค์ได้พระราชทานสิ่งของอย่างหนึ่ง แก่ข้าพระองค์ ทานนั่นมิได้ไร้ผล ข้าพระองค์นั้นซึ่งเป็นอมนุษย์ จักเป็นพยานร่วมกับพระองค์ผู้เป็นมนุษย์ (พระราชาตรัสว่า)

๕๗๔

ท่านเป็นตัวอย่าง เป็นพวกพ้อง เป็นที่ยึดเหนี่ยว เป็นมิตรและเป็นเทพของเรา เราขอไหว้ อ้อนวอนท่าน ต้องการจะพบท่านอีก (เปรตกราบทูลว่า)

๕๗๕

ถ้าพระองค์จักเป็นผู้ไม่มีศรัทธา ยังกระด้างกระเดื่อง มีจิตดำเนินไปผิด ขอเดชะเจ้าลิจฉวี พระองค์จักไม่ได้เห็นข้าพระองค์ และข้าพระองค์เห็นพระองค์แล้วก็จักไม่เจรจาด้วย @เชิงอรรถ : @ มีจิตเป็นมิจฉาทิฏฐิ ละทางถูกไปปฏิบัติทางผิด (ขุ.เป.อ. ๕๗๕/๒๕๘) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๖๐} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๔. มหาวรรค] ๑. อัมพสักขรเปตวัตถุ

๕๗๖

แต่ถ้าพระองค์จักทรงเคารพธรรม ยินดีบริจาคทานเครื่องบำรุงอัตภาพ เป็นเสมือนบ่อน้ำของสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ขอเดชะเจ้าลิจฉวี เมื่อเป็นดังนี้ พระองค์จักได้เห็นข้าพระองค์

๕๗๗

และข้าพระองค์จักได้เห็นได้เจรจากับพระองค์ ขอพระองค์โปรดทรงปล่อยบุรุษนี้จากหลาวโดยเร็ว เพราะการมาหาบุรุษนี้เป็นเหตุ เราทั้งสองได้เป็นพยานร่วมกัน เพราะเหตุแห่งบุรุษถูกเสียบที่หลาว ข้าพระองค์เข้าใจว่า

๕๗๘

เราทั้งสองนั้นได้เป็นพยานร่วมกัน ฝ่ายบุรุษถูกเสียบที่หลาวนี้ ถูกปล่อยโดยเร็วโดยทันที แล้วประพฤติธรรมโดยเคารพ พึงพ้นจากนรกนั้นแน่นอน กรรมที่เว้นการให้ผล ก็พึงมีได้

๕๗๙

พระองค์เสด็จเข้าไปหากัปปิตกภิกษุแล้ว ทรงถวายทานแก่ท่าน ในเวลาที่สมควร ประทับนั่งใกล้แล้วเชิญตรัสถามด้วยพระโอษฐ์เอง ท่านจักทูลความข้อนั้นแก่พระองค์

๕๘๐

พระองค์ทรงประสงค์บุญ และมีจิตไม่ประทุษร้าย เชิญเสด็จเข้าไปหาภิกษุนั้นแล้วตรัสถามเถิด ท่านจักทูลธรรมทั้งที่ทรงสดับแล้ว และยังไม่ได้ทรงสดับทั้งหมดแด่พระองค์ตามความรู้ (พระองค์ทรงสดับธรรมแล้วจักได้ตรัสบอกสุคติ) @เชิงอรรถ : @ กรรมที่เว้นผลอันบุคคลพึงเสวยในภพต่อๆ ไป (อโหสิกรรม) พึงมีได้ เมื่อยังมีการเวียนว่ายตายเกิด @(ขุ.เป.อ. ๕๙๐/๒๕๙) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๖๑} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๔. มหาวรรค] ๑. อัมพสักขรเปตวัตถุ

๕๘๑

ท้าวเธอทรงเจรจาความลับในที่นั้นแล้ว ได้เป็นพยานร่วมกับเปรต เสด็จหลีกไป ครั้นแล้วท้าวเธอได้กล่าวกับข้าราชบริพารของกษัตริย์ลิจฉวีทั้งหลาย ซึ่งนั่งประชุมกันอยู่ใกล้ๆ ว่า

๕๘๒

ท่านผู้เจริญทั้งหลาย โปรดฟังคำอย่างหนึ่งของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจักเลือกพร จักได้ประโยชน์ บุรุษที่ถูกเสียบที่หลาว มีกรรมหยาบช้า ถูกลงอาชญา มีสภาพที่จะต้องติดอยู่ร่ำไป

๕๘๓

เขาถูกหลาวเสียบมาอย่างนี้ประมาณ ๒๐ ราตรี จะตายหรือไม่ตาย เราจักปล่อยเขาด้วยความเต็มใจ หมู่ชนจงอนุญาตตามชอบใจ

๕๘๔

พระองค์โปรดจงรีบปล่อยบุรุษนั้นและบุรุษอื่นโดยเร็ว และใครเล่าจะพึงว่ากล่าวพระองค์ผู้ทรงทำอย่างนั้นอยู่ได้ พระองค์ทรงทราบอย่างไร ขอจงทรงทำอย่างนั้น หมู่ชนย่อมอนุญาตตามชอบใจ

๕๘๕

เจ้าลิจฉวีนั้นเสด็จเข้าไปยังสถานที่นั้นแล้ว ทรงรีบปล่อยบุรุษที่ถูกหลาวเสียบ และได้ตรัสกับบุรุษนั้นว่า อย่ากลัวเลยเพื่อน และรับสั่งให้พวกหมอพยาบาลรักษา

๕๘๖

แล้วเสด็จเข้าไปหากัปปิตกภิกษุ ทรงถวายทานแก่ท่านในเวลาที่สมควร มีพระประสงค์จะทรงทราบเหตุ จึงประทับนั่งใกล้ แล้วได้รับสั่งถามท่าน ณ ที่นั้นนั่นแหละด้วยพระองค์เองว่า

๕๘๗

บุรุษผู้ถูกหลาวเสียบ มีกรรมหยาบช้า ถูกลงอาชญา มีสภาพจะต้องติดอยู่ร่ำไป เขาถูกเสียบอย่างนี้ประมาณ ๒๐ ราตรี จะตายหรือไม่ตาย {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๖๒} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๔. มหาวรรค] ๑. อัมพสักขรเปตวัตถุ

๕๘๘

โยมไปปล่อยเขามาเดี๋ยวนี้ตามคำของเปรตนั้น พระคุณเจ้าผู้เจริญ จะพึงมีเหตุอะไรหรือ ที่เปรตนั้นไม่ต้องตกนรก

๕๘๙

ถ้ามีเหตุขอนิมนต์ท่านบอกโยมเถิด พระคุณเจ้าผู้เจริญ โยมกำลังรอฟังคำมีเหตุที่น่าเชื่อถืออยู่ (กัปปิตกภิกษุถวายพระพรว่า) เพราะยังไม่ได้เสวย ผลกรรมเหล่านั้นจะไม่มีการสูญหาย ภาวะที่กรรมเหล่านั้นจะสูญสิ้นไปจะพึงมีได้ในโลกนี้

๕๙๐

ถ้าเขาประพฤติธรรมสม่ำเสมอโดยเคารพ ไม่ประมาททั้งคืนทั้งวัน เขาจะพึงพ้นจากนรกนั้นไปได้ และกรรมที่เว้นการให้ผล พึงมีได้ (พระราชาตรัสว่า)

๕๙๑

พระคุณเจ้าผู้เจริญ โยมรู้ประโยชน์ของบุรุษนี้อย่างทั่วถึง บัดนี้ ขอพระคุณเจ้าจงอนุเคราะห์โยมบ้าง ขอได้กล่าวตักเตือนพร่ำสอนโยม โดยวิธีที่โยมไม่พึงตกนรกด้วยเถิด ท่านผู้มีปัญญากว้างขวาง (กัปปิตกภิกษุถวายพระพรว่า)

๕๙๒

วันนี้ ขอมหาบพิตรจงมีพระหฤทัยเลื่อมใส ถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ว่าเป็นที่พึ่งที่ระลึกถึง อนึ่ง จงทรงศึกษาสมาทานสิกขาบท ๕ ประการ ไม่ให้ขาดและไม่ให้บกพร่อง คือ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๖๓} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๔. มหาวรรค] ๑. อัมพสักขรเปตวัตถุ

๕๙๓

จงทรงงดเว้นจากการฆ่าสัตว์โดยพลัน เว้นขาดจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ในโลก ไม่ทรงเสวยน้ำจัณฑ์ ไม่ตรัสเท็จ และทรงยินดีเฉพาะพระมเหสีของพระองค์ อนึ่ง ขอจงทรงสมาทานอุโบสถศีลประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างประเสริฐนี้ ซึ่งเป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร

๕๙๔

ขอพระองค์จงทรงถวายจีวร บิณฑบาต คิลานปัจจัย ที่นอน ที่นั่ง ข้าว น้ำ ของกิน ของเคี้ยว ผ้า และที่อยู่อาศัย ในท่านผู้ปฏิบัติตรงทั้งหลาย บุญย่อมเจริญทุกเมื่อ

๕๙๕

ทรงอังคาสภิกษุทั้งหลายผู้สมบูรณ์ด้วยศีล ปราศจากราคะ เป็นพหูสูต ให้อิ่มหนำด้วยข้าวและน้ำ บุญจึงเจริญทุกเมื่อ

๕๙๖

ผู้ที่ประพฤติธรรมสม่ำเสมอโดยเคารพ ไม่ประมาททั้งคืนทั้งวันอย่างนี้ พึงพ้นจากนรกนั้น และกรรมที่เว้นการให้ผลพึงมีได้ (พระราชาตรัสว่า)

๕๙๗

วันนี้แหละ โยมมีจิตเลื่อมใส ขอถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ว่าเป็นที่พึ่งที่ระลึก อนึ่ง ขอศึกษาสมาทานสิกขาบท ๕ ประการ ไม่ให้ขาดและไม่ให้บกพร่อง คือ

๕๙๘

ของดเว้นจากการฆ่าสัตว์พลัน เว้นขาดจากการถือเอาสิ่งที่เจ้าของไม่ได้ให้ในโลก ไม่ดื่มน้ำเมา ไม่กล่าวเท็จ และยินดีเฉพาะภรรยาของตน อนึ่ง ขอสมาทานอุโบสถศีลประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างประเสริฐนี้ ซึ่งเป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๖๔} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๔. มหาวรรค] ๒. เสรีสกเปตวัตถุ

๕๙๙

โยมจะถวายจีวร บิณฑบาต คิลานปัจจัย ที่นอน ที่นั่ง ข้าว น้ำ ของกินของเคี้ยว ผ้า และที่อยู่อาศัย

๖๐๐

โยมยินดีในพระพุทธศาสนา ไม่หวั่นไหว จะถวายแก่ภิกษุทั้งหลายผู้สมบูรณ์ด้วยศีล ปราศจากราคะ เป็นพหูสูต

๖๐๑

เจ้าอัมพสักขรลิจฉวีทรงเป็นอุบาสกคนหนึ่งในเมืองไพสาลี ทรงมีศรัทธา และมีพระหฤทัยอ่อนโยนเช่นนั้น ทรงทำอุปการะ บำรุงพระภิกษุสงฆ์โดยเคารพในกาลนั้น

๖๐๒

บุรุษผู้ถูกหลาวเสียบ หายโรค มีอิสระ สบายดี ได้บรรพชาแล้ว แม้คนทั้งสองอาศัยกัปปิตกภิกษุผู้ประเสริฐ ได้บรรลุสามัญญผล

๖๐๓

การคบสัตบุรุษเช่นนี้ย่อมมีผลมากแก่สัตบุรุษทั้งหลายผู้รู้แจ้งอยู่ บุรุษผู้ถูกหลาวเสียบได้บรรลุอรหัตตผล ส่วนเจ้าอัมพสักขรลิจฉวีได้บรรลุโสตาปัตติผล อัมพสักขรเปตวัตถุที่ ๑ จบ ๒. เสรีสกเปตวัตถุ เรื่องเสรีสกเปรต (พระควัมปติกล่าวว่า)

๖๐๔

ท่านทั้งหลายจงฟังคำของเทวดาและพวกพ่อค้า ที่ได้มาพบกันในทางทะเลทรายในคราวนั้น และขอเชิญทุกท่านฟังถ้อยคำตามที่เทวดา และพวกพ่อค้ากล่าวสนทนากัน @เชิงอรรถ : @ สามัญญผล แปลว่า ผลแห่งความเป็นสมณะ ความเป็นสมณะ หมายถึงการบวชเป็นภิกษุในพุทธศาสนา @พระผู้มีพระภาคทรงพิสูจน์ให้เห็นชัดว่า การบวชได้ผลเห็นประจักษ์ (หมายถึงการบรรลุมรรค ๔ ผล ๔ @นิพพาน ๑ ไปตามลำดับ) (สุตฺต ๙/๒๑) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๖๕}

所用版本与授权

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · 证据核验于 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้