经典 ·
This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability
经典 ·
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ [๒. ปุริสวิมาน] ๕. มหารถวรรค ๓. ฉัตตมาณวกวิมาน ๓. ฉัตตมาณวกวิมาน ว่าด้วยวิมานที่เกิดขึ้นแก่ฉัตตมาณพผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ (พระผู้มีพระภาคเมื่อจะทรงแสดงวิธีถึงสรณคมน์แก่ฉัตตมาณพจึงตรัสว่า)
๘๘๖บรรดาผู้กล่าวสอนในหมู่มนุษย์ ผู้ใดเป็นผู้ประเสริฐสุด เป็นพระศากยมุนี จำแนกพระธรรม สำเร็จกิจที่จะต้องทำแล้ว ถึงฝั่งพระนิพพาน พรั่งพร้อมด้วยพละและวีริยะ เธอจงถึงผู้นั้นผู้เป็นพระสุคตเพื่อเป็นที่พึ่งที่ระลึกเถิด
๘๘๗เธอจงถึงพระธรรมอันเป็นเหตุสำรอกราคะ มีสภาวะไม่หวั่นไหว ไร้ความเศร้าโศก เป็นสภาวธรรมที่ปราศจากปัจจัยปรุงแต่ง ปราศจากสิ่งแปดเปื้อน น่าปรารถนา ละเอียดอ่อน ซึ่งพระตถาคตทรงจำแนกไว้แจ่มแจ้งแล้วนี้เพื่อเป็นที่พึ่งที่ระลึกเถิด
๘๘๘บัณฑิตทั้งหลายกล่าวถึงทานที่ถวายในท่านเหล่าใดว่ามีผลมาก ท่านเหล่านั้น คือพระอริยบุคคลผู้บริสุทธิ์ ๔ คู่ ๘ ท่าน ผู้เห็นประจักษ์ในธรรม เธอจงถึงพระอริยสงฆ์นี้เพื่อเป็นที่พึ่งที่ระลึกเถิด (พระผู้มีพระภาคตรัสถามเทพบุตรนั้นว่า)
๘๘๙ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดาวฤกษ์ผุสสะในท้องฟ้า ยังสว่างไสวไม่เทียบเท่าวิมานของเธอซึ่งสว่างไสวมาก หาสิ่งเปรียบเทียบมิได้นี้ เธอเป็นใครหนอ จากเทวโลกชั้นดาวดึงส์มายังแผ่นดิน
๘๙๐วิมานของเธอนั้นมีรัศมีตัดแสงอาทิตย์แผ่ไปเกิน ๒๐ โยชน์ และทำกลางคืนให้เป็นเสมือนกลางวัน วิมานของเธองามบริสุทธิ์ผุดผ่อง {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๑๐๕} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ [๒. ปุริสวิมาน] ๕. มหารถวรรค ๓. ฉัตตมาณวกวิมาน
๘๙๑มีดอกปทุมมาก มีดอกบุณฑริกงดงาม เกลื่อนกลาดด้วยดอกไม้นานาชนิด งามไม่น้อย คลุมไว้ด้วยตาข่ายทองอันบริสุทธิ์ ปราศจากธุลี ส่องสว่างอยู่ในอากาศเหมือนดวงอาทิตย์
๘๙๒วิมานของเธอเนืองแน่นด้วยเหล่าเทพอัปสร ผู้ทรงผ้ากำพลสีแดงและสีเหลือง หอมตลบด้วยกลิ่นกฤษณา ดอกประยงค์และแก่นจันทน์ มีผิวพรรณเปล่งปลั่งดั่งทองคำ ประหนึ่งท้องฟ้าเต็มไปด้วยดวงดาว
๘๙๓เทพบุตรและเทพธิดาจำนวนมากในวิมานนี้ มีรูปร่างลักษณะต่างๆ กัน มีจิตใจเบิกบาน ทรงทิพยอาภรณ์ ประดับด้วยดอกไม้ทิพย์ คลุมด้วยกรองทอง ห่มด้วยอาภรณ์ทอง โชยกลิ่นหอมฟุ้งไปตามลม
๘๙๔นี้เป็นผลแห่งกรรมอันใดเล่า เพราะผลกรรมอะไรเล่า เธอจึงมาเกิดในวิมานนี้ อนึ่ง ตถาคตถามแล้ว ขอเธอจงบอกถึงวิธีที่เธอได้วิมานนี้ตามสมควรแก่เหตุนั้นเถิด (เทพบุตรกราบทูลว่า)
๘๙๕พระศาสดาเสด็จมาพบฉัตตมาณพในทางนี้ เมื่อจะทรงอนุเคราะห์ จึงได้ทรงพร่ำสอน มาณพนั้นฟังธรรมของพระองค์ผู้เป็นรัตนะอย่างประเสริฐแล้ว ได้กราบทูลว่า ข้าพระองค์จักทำตามพระดำรัสที่ทรงพร่ำสอน
๘๙๖ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ครั้งแรกข้าพระองค์ได้กราบทูลว่า ข้าพระองค์ยังไม่ได้ถึงพระชินะผู้ประเสริฐ พระธรรมและพระสงฆ์ว่าเป็นที่พึ่งที่ระลึก แต่ภายหลังได้ทำตามพระดำรัสของพระองค์ตามที่ทรงพร่ำสอนนั่นแล {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๑๐๖} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ [๒. ปุริสวิมาน] ๕. มหารถวรรค ๓. ฉัตตมาณวกวิมาน
๘๙๗อนึ่ง พระองค์ได้ตรัสสอนว่า เธออย่าได้ประพฤติตนเป็นคนฆ่าสัตว์ โดยวิธีต่างๆ อันเป็นกรรมไม่สะอาด เพราะท่านผู้มีปัญญาทั้งหลายไม่สรรเสริญ ความไม่สำรวมในสัตว์ทั้งหลายเลย ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทีแรกข้าพระองค์ได้กราบทูลปฏิเสธ แต่ภายหลังได้ทำตามพระดำรัสของพระองค์ตามที่ตรัสสอนนั่นแล
๘๙๘อนึ่ง พระองค์ได้ตรัสสอนว่า เธออย่าสำคัญสิ่งของ แม้ที่คนอื่นดูแลรักษาไว้ที่เขามิได้ให้ว่าเป็นของควรถือเอา ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทีแรกข้าพระองค์ได้กราบทูลปฏิเสธ แต่ภายหลังได้ทำตามพระดำรัสของพระองค์ตามที่ตรัสสอนนั่นแล
๘๙๙อนึ่ง พระองค์ได้ตรัสสอนว่า เธออย่าได้ล่วงละเมิดหญิงที่คนอื่นรักษา และภรรยาของชายอื่น นั่นเป็นสิ่งไม่ประเสริฐ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทีแรกข้าพระองค์ได้กราบทูลปฏิเสธ แต่ภายหลังได้ทำตามพระดำรัสของพระองค์ตามที่ตรัสสอนนั่นแล
๙๐๐อนึ่ง พระองค์ได้ตรัสสอนว่า เธออย่าได้พูดให้คลาดเคลื่อนจากความจริง เพราะท่านผู้มีปัญญาทั้งหลาย ไม่สรรเสริญการกล่าวเท็จ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทีแรกข้าพระองค์ได้กราบทูลปฏิเสธ แต่ภายหลังได้ทำตามพระดำรัสของพระองค์ตามที่ตรัสสอนนั่นแล @เชิงอรรถ : @ โดยอาการลักขโมย @ หญิงที่บิดามารดาเป็นต้นยังไม่ยินยอมยกให้ @ เป็นชู้กับภรรรยาชายอื่น {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๑๐๗} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ [๒. ปุริสวิมาน] ๕. มหารถวรรค ๓. ฉัตตมาณวกวิมาน
๙๐๑อนึ่ง พระองค์ได้ตรัสสอนว่า เธอจงงดเว้นของมึนเมาทุกชนิด อันเป็นเหตุทำให้ความจำของคนเสื่อม ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทีแรกข้าพระองค์ได้กราบทูลปฏิเสธ แต่ภายหลังได้ทำตามพระดำรัสของพระองค์ตามที่ตรัสสอนนั่นแล
๙๐๒ข้าพระองค์นั้นได้รักษาสิกขาบท ๕ ในพระศาสนานี้ ปฏิบัติธรรมของพระตถาคต ได้ไปยังทางสองแพร่งกลางชุมโจร พวกโจรเหล่านั้นได้ฆ่าข้าพระองค์ ณ ที่นั้น เพราะโภคะเป็นเหตุ
๙๐๓ข้าพระองค์ระลึกถึงกุศลกรรมมีประมาณเท่านี้นี่เอง กุศลกรรมอื่นนอกจากนั้นของข้าพระองค์ไม่มี เพราะสุจริตกรรมนั้น ข้าพระองค์จึงเกิดในหมู่เทวดาชั้นดาวดึงส์ พรั่งพร้อมด้วยกามคุณตามปรารถนา
๙๐๔ขอพระองค์โปรดทอดพระเนตร ผลของการสำรวมเพียงชั่วครู่ชั่วยาม ด้วยการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม คนเป็นอันมากผู้มีกรรมต่ำต้อย พากันมองดู นึกกระหยิ่ม(ชื่นชม) ข้าพระองค์ เหมือนบุคคลพากันมองดูผู้รุ่งเรืองด้วยบริวารยศ
๙๐๕ขอพระองค์โปรดทอดพระเนตรเถิด ข้าพระองค์ถึงสุคติ และได้รับความสุข เพราะพระธรรมเพียงเล็กน้อย ส่วนเหล่าชนที่ได้ฟังธรรมของพระองค์เนืองๆ เห็นทีจะสัมผัสอมตธรรมซึ่งมีความเกษม @เชิงอรรถ : @ ศีล ๕ (ขุ.วิ.อ. ๙๐๒/๒๗๗) @ มีโภคะด้อยกว่าสมบัติของข้าพระองค์ (ขุ.วิ.อ. ๙๐๔/๒๗๗) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๑๐๘} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ [๒. ปุริสวิมาน] ๕. มหารถวรรค ๓. ฉัตตมาณวกวิมาน
๙๐๖บุญกุศลที่ข้าพระองค์ดำรงอยู่ในพระธรรมคำสอนของพระตถาคต ทำแล้วแม้น้อยกลับมีผลยิ่งใหญ่ไพบูลย์ ขอพระองค์โปรดทอดพระเนตรดูเถิด เพราะได้ทำบุญไว้ ฉัตตเทพบุตรจึงเปล่งรัศมี สว่างไสวไปทั่วแผ่นดิน เหมือนดวงอาทิตย์
๙๐๗ชนจำพวกหนึ่งประชุมปรึกษากันว่า กุศลนี้เป็นอย่างไร พวกเราจะบำเพ็ญกุศลนั้นอย่างไร พวกเรานั้นได้เกิดเป็นมนุษย์แล้ว พึงปฏิบัติธรรม อยู่รักษาศีลกันอีกเถิด
๙๐๘พระศาสดาทรงมีอุปการะมาก และทรงอนุเคราะห์ข้าพระองค์อย่างนี้ ในเมื่อข้าพระองค์ยังมีชีวิตอยู่ ได้เสด็จไปแต่ยังวันอยู่เลย ข้าพระองค์นั้นได้เข้าไปเฝ้าพระองค์ผู้ทรงมีพระนามเป็นสัจธรรม ขอพระองค์โปรดอนุเคราะห์เถิด ข้าพระองค์ขอฟังธรรมซ้ำอีก
๙๐๙ชนเหล่าใดในพระศาสนานี้ละกามราคานุสัย และภวราคานุสัย ได้เพราะละโมหะได้ขาด ชนเหล่านั้นแลย่อมไม่เข้าถึงการนอนในครรภ์อีกต่อไป เพราะว่าเป็นผู้ถึงความดับอย่างสิ้นเชิงเย็นสนิทแล้ว ฉัตตมาณวกวิมานที่ ๓ จบ @เชิงอรรถ : @ กามราคานุสัย กิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในส้นดาน คือ ความกำหนัดในกาม ภวราคานุสัย กิเลสที่นอน @เนื่องอยู่ในสันดาน คือ ความกำหนัดในภพ อยากมี อยากเป็น อยากคงอยู่ @ ปรินิพพาน (ขุ.วิ.อ. ๙๐๙/๒๗๙) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๑๐๙}