This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

经典 · พระสุตตันตปิฎก ·

เล่ม ๓๓ · ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ -พุทธวังสะ-จริยาปิฎก

本册其他条目

๑. ภัททาลิเถราปทาน๒. เอกฉัตติยเถราปทาน๓. ติณสูลกฉาทนิยเถราปทาน๔. มธุมังสทายกเถราปทาน๕. นาคปัลลวกเถราปทาน๖. เอกทีบียเถราปทาน๗. อุจฉังคปุปผิยเถราปทาน๘. ยาคุทายกเถราปทาน๙. ปัตโถทนทายกเถราปทาน๑๐. มัญจทายกเถราปทาน๑. สกิงสัมมัชชกเถราปทาน๒. เอกทุสสทายกเถราปทาน๓. เอกาสนทายกเถราปทาน๔. สัตตกทัมพปุปผิยเถราปทาน๕. โกรัณฑปุปผิยเถราปทาน๖. ฆฏมัณฑทายกเถราปทาน๗. เอกธัมมสวนิยเถราปทาน๘. สุจินติตเถราปทาน๙. โสณณกิงกณิยเถราปทาน๑๐. โสวัณณโกนตริกเถราปทาน๑. เอกวิหาริยเถราปทาน๒. เอกสังขิยเถราปทาน๓. ปาฏิหิรสัญญกเถราปทาน๔. ญาณัตถวิกเถราปทาน๕. อุจฉุขัณฑิกเถราปทาน๖. กลัมพทายกเถราปทาน๗. อัมพาฏกทายกเถราปทาน๘. หรีตกิทายกเถราปทาน๙. อัมพปิณฑิยเถราปทาน๑๐. ชัมพูผลิยเถราปทาน๑. วิเภทกพีชิยเถราปทาน๒. โกลทายกเถราปทาน๓. เวลุวผลิยเถราปทาน๔. ภัลลาตกทายกเถราปทาน๕. อุมมาปุปผิยเถราปทาน๖. อัมพาฏกิยเถราปทาน๗. สีหาสนิกเถราปทาน๘. ปาทปิฐิยเถราปทาน๙. เวทิยการกเถราปทาน๑๐. โพธิฆรการกเถราปทาน๑. ชคติทายกเถราปทาน๒. โมรหัตถิยเถราปทาน๓. สีหาสนพีชิยเถราปทาน๔. ติณุกกธาริยเถราปทาน๕. อักกมนทายกเถราปทาน๖. วนโกรัณฑิยเถราปทาน๗. เอกฉัตติยเถราปทาน๘. ชาติปุปผิยเถราปทาน๙. สัตติปัณณิยเถราปทาน๑๐. คันธปูชกเถราปทาน๑. สาลกุสุมิยเถราปทาน๒. จิตกปูชกเถราปทาน๓. จิตกนิพพาปกเถราปทาน๔. เสตุทายกเถราปทาน๕. สุมนตาลวัณฏิยเถราปทาน๖. อวฏผลิยเถราปทาน๗. ลพุชผลทายกเถราปทาน๘. มิลักขุผลทายกเถราปทาน๙. สยัมปฏิภาณิยเถราปทาน๑๐. นิมิตตพยากรณิยเถราปทาน๑. นฬมาลิยเถราปทาน๒. มณิปูชกเถราปทาน๓. อุกกาสติกเถราปทาน๔. สุมนวีชนิยเถราปทาน๕. กุมมาสทายกเถราปทาน๖. กุสัฏฐกทายกเถราปทาน๗. คิริปุนนาคิยเถราปทาน๘. วัลลิการผลทายกเถราปทาน๙. ปานธิทายกเถราปทาน๑๐. ปุฬินจังกมิยเถราปทาน๑. ปังสุกุลสัญญกเถราปทาน๒. พุทธสัญญกเถราปทาน๓. ภิสทายกเถราปทาน๔. ญาณถวิกเถราปทาน๕. จันทนมาลิยเถราปทาน๖. ธาตุปูชกเถราปทาน๗. ปุฬินุปปาทกเถราปทาน๘. ตรณิยเถราปทาน๙. ธัมมรุจิเถราปทาน๑๐. สาลมัณฑปียเถราปทาน๑. ตีณิกิงกณิปุปผิยเถราปทาน๒. ปังสุกูลปูชกเถราปทาน๓. โกรัณฑปุปผิยเถราปทาน๔. กิงสุกปุปผิยเถราปทาน๕. อุปัฑฒทุสสทายกเถราปทาน๖. ฆตมัณฑทายกเถราปทาน๗. อุทกทายกเถราปทาน๘. ปุฬินถูปิยเถราปทาน๙. นฬกุฏิกทายกเถราปทาน๑๐. ปิยาลผลทายกเถราปทาน๑. ตีณิกณิการปุปผิยเถราปทาน๒. เอกปัตตทายกเถราปทาน๓. กาสุมาริกผลทายกเถราปทาน๔. อวฏผลิยเถราปทาน๕. จารผลิยเถราปทาน๖. มาตุลุงคผลทายกเถราปทาน๗. อัชเชลผลทายกเถราปทาน๘. อโมรผลิยเถราปทาน๙. ตาลผลิยเถราปทาน๑๐. นาลิเกรผลทายกเถราปทาน๑. กุรัญชิยผลทายกเถราปทาน๒. กปิฏฐผลทายกเถราปทาน๓. โกสุมพผลิยเถราปทาน๔. เกตกปุปผิยเถราปทาน๔. นาคปุปผิยเถราปทาน๖. อัชชุนปุปผิยเถราปทาน๗. กุฏชปุปผิยเถราปทาน๘. โฆสสัญญกเถราปทาน๙. สัพพลทายกเถราปทาน๑๐. ปทุมธาริยเถราปทาน๑. ติณมุฏฐิทายกเถราปทาน๒. เวจจกทายกเถราปทาน๓. สรณคมนิยเถราปทาน๔. อัพภัญชนทายกเถราปทาน๕. สุปฏทายกเถราปทาน๖. ทัณฑทายกเถราปทาน๗. คิริเนลปูชกเถราปทาน๘. โพธิสัมมัชชกเถราปทาน๙. อามัณฑผลทายกเถราปทาน๑๐. สุคันธเถราปทาน๑. มหากัจจายนเถราปทาน๒. วักกลิเถราปทาน๓. มหากัปปินเถราปทาน๔. ทัพพมัลลปุตตเถราปทาน๕. กุมารกัสสปเถราปทาน๖. พาหิยเถราปทาน๗. มหาโกฏฐิตเถราปทาน๘. อุรุเวลกัสสปเถราปทาน๙. ราธเถราปทาน๑๐. โมฆราชเถราปทาน๑. ลกุณฏกภัททิยเถราปทาน๒. กังขาเรวตเถราปทาน๓. สีวลีเถราปทาน๔. วังคีสเถราปทาน๕. นันทกเถราปทาน๖. กาฬุทายีเถราปทาน๗. อภยเถราปทาน๘. โลมสติยเถราปทาน๙. วนวัจฉเถราปทาน๑๐. จูฬสุคันธเถราปทาน๑. สุเมธาเถริยาปทาน๒. เมขลทายิกาเถริยาปทาน๓. มัณฑปทายิกาเถริยาปทาน๔. สังกมนทาเถริยาปทาน๕. นฬมาลิกาเถริยาปทาน๖. เอกปิณฑปาตทายิกาเถริยาปทาน๗. กฏัจฉุภิกขาทายิกาเถริยาปทาน๘. สัตตอุปลมาลิกาเถริยาปทาน๙. ปัญจทีปิกาเถริยาปทาน๑๐. อุทกทายิกาเถริยาปทาน๑. เอกุโปสถิกาเถริยาปทาน๒. สลฬปุปผิกาเถริยาปทาน๓. โมทกทายิกาเถริยาปทาน๔. เอกาสนทายิกาเถริยาปทาน๕. ปัญจทีปทายิกาเถริยาปทาน๖. นฬมาลิกาเถริยาปทาน๗. มหาปชาบดีโคตมีเถริยาปทาน๘. เขมาเถริยาปทาน๙. อุบลวรรณาเถริยาปทาน๑๐. ปฏาจาราเถริยาปทาน๑. กุณฑลเกสีเถริยาปทาน๒. กิสาโคตมีเถริยาปทาน๓. ธรรมทินนาเถริยาปทาน๔. สกุลาเถริยาปทาน๕. นันทาเถริยาปทาน๖. โสณาเถริยาปทาน๗. ภัททกาปิลานีเถริยาปทาน๘. ยโสธราเถริยาปทาน๙. อปทานแห่งพระเถรีหนึ่งหมื่น๑๐. อปทานแห่งพระเถรีหนึ่งหมื่นแปดพัน๑. อัฏฐารสหัสสขัตติยกัญญาเถริยาปทาน๒. จตุราสีติสหัสสพราหมณกัญญาเถริยาปทาน๓. อุปลทายิกาเถริยาปทาน๔. สิงคาลมาตาเถริยาปทาน๕. สุกกาเถริยาปทาน๖. อภิรูปนันทาเถริยาปทาน๗. อัฑฒกาสีเถริยาปทาน๘. ปุณณิกาเถริยาปทาน๙. อัมพปาลีเถริยาปทาน๑๐. เสลาเถริยาปทานรัตนะจงกรมกัณฑ์๑. ทีปังกรพุทธวงศ์๒. โกณฑัญญพุทธวงศ์๓. มังคลพุทธวงศ์๔. สุมนพุทธวงศ์๕. เรวตพุทธวงศ์๖. โสภิตพุทธวงศ์๗. อโนมทัสสีพุทธวงศ์๘. ปทุมพุทธวงศ์๙. นารทพุทธวงศ์๑๐. ปทุมุตรพุทธวงศ์๑๑. สุเมธพุทธวงศ์๑๒. สุชาตพุทธวงศ์๑๓. ปิยทัสสีพุทธวงศ์๑๔. อัตถทัสสีพุทธวงศ์๑๕. ธรรมทัสสีพุทธวงศ์๑๖. สิทธัตถพุทธวงศ์๑๗. ติสสพุทธวงศ์๑๘. ปุสสพุทธวงศ์๑๙. วิปัสสีพุทธวงศ์๒๐. สิขีพุทธวงศ์๒๑. เวสสภูพุทธวงศ์๒๒. กุกกุสันธพุทธวงศ์๒๓. โกนาคมนพุทธวงศ์๒๔. กัสสปพุทธวงศ์๒๕. โคตมพุทธวงศ์พุทธปกิรณกกัณฑ์ธาตุภาชนียกถา๑. อกิตติจริยา๒. สังขพราหมณจริยา๓. กุรุธรรมจริยา๔. มหาสุทัสนจริยา๕. มหาโควินทจริยา๖. เนมิราชจริยา๗. จันทกุมารจริยา๘. สีวีราชจริยา๙. เวสสันตรจริยา๑๐. สสปัณฑิตจริยา๑. สีลวนาคจริยา๒. ภูริทัตตจริยา๓. จัมเปยยกจริยา๔. จูฬโพธิจริยา๕. มหิสราชจริยา๖. รุรุมิคจริยา๗. มาตังคจริยา๘. ธรรมเทวปุตตจริยา๙. ชยทิสจริยา๑๐. สังขปาลจริยา๑. ยุธัญชยจริยา๒. โสมนัสสจริยา๓. อโยฆรจริยา๔. ภิงสจริยา๕. โสณนันทปัณฑิตจริยา๖. มูคผักขจริยา๗. กปิลราชจริยา๘. สัจจสวหยปัณฑิตจริยา๙. วัฏฏกโปตกจริยา๑๐. มัจฉราชจริยา๑๑. กัณหทีปายนจริยา๑๒. สุตโสมจริยา๑๓. สุวรรณสามจริยา๑๔. เอกราชจริยา๑๕. มหาโลมหังสจริยาสโมธานกถา

经典 · พระสุตตันตปิฎก

๒. วักกลิเถราปทาน

仅原文 · 不作诠释ข้อ ๑๒๒พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ -พุทธวังสะ-จริยาปิฎก1 条2 个版本

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · Public domain (term expired) — operator determination

巴利文与译文

印本前页文字

ทุติยํ วกฺกลิตฺเถราปทานํ (๕๓๒)

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ -พุทธวังสะ-จริยาปิฎก วักกลิเถราปทานที่ ๒ ว่าด้วยบุพจริยาของพระวักกลิเถระ

๑๒๒注释

|๑๒๒.๒๘| อิโต สตสหสฺสมฺหิ กปฺเป อุปฺปชฺชิ นายโก อโนมนาโม อมิโต นาเมน ปทุมุตฺตโร ฯ |๑๒๒.๒๙| ปทุมาการวทโน ปทุมามลสุจฺฉวี โลเกนานูปลิตฺโต จ โตเยน ปทุมํ ยถา ฯ |๑๒๒.๓๐| ธีโร ปทุมปตฺตกฺโข กนฺโต จ ปทุมํ ยถา ปทุมุตฺตรคนฺโธ จ ตสฺมา โส ปทุมุตฺตโร ฯ |๑๒๒.๓๑| โลกเชฏฺโฐ จ นิมฺมาโน อนฺธานํ นยนูปโม สนฺตเวโส คุณนิธิ กรุณามติสาคโร ฯ |๑๒๒.๓๒| ส กทาปิ มหาวีโร พฺรหฺมาสุราสุรอจฺฉิโต สเทวมนุชากิณฺเณ ชนมชฺเฌ ชนุตฺตโม ฯ |๑๒๒.๓๓| วทเนน สุคนฺเธน มธุเรน สุเตน จ รญฺชยํ ปริสํ สพฺพํ สนฺถวิ สาวกํ สกํ ฯ |๑๒๒.๓๔| สทฺธาธิมุตฺโต สุมติ มม ทสฺสนสาลโย นตฺถิ เอตาทิโส อญฺโญ ยถายํ ภิกฺขุ วกฺกลิ ฯ |๑๒๒.๓๕| ตทาหํ หํสวติยา นคเร พฺราหฺมณสฺสตฺรโช หุตฺวา สุตฺวา จ ตํ วากฺยํ ตณฺฐานํ อภิโรจยึ ฯ |๑๒๒.๓๖| สสาวกนฺตํ วิมลํ นิมนฺเตตฺวา ตถาคตํ สตฺตาหํ โภชยิตฺวาน ทุสฺเสหิ ฉาทยึ ตทา ฯ |๑๒๒.๓๗| นิปจฺจ สิรสา ตสฺส อนนฺตคุณสาคเร นิมุคฺโค ปีติสมฺปุณฺโณ อิมํ วจนมพฺรวึ ฯ |๑๒๒.๓๘| โย โส ตยา สนฺถวิโต อิธ สทฺธาธิมุตฺโต อิสิ ภิกฺขุ สทฺธาวตํ อคฺโค ตาทิโสหํ มหามุนิ ฯ |๑๒๒.๓๙| เอวํ วุตฺเต มหาวีโร อนาวรณทสฺสโน อิมํ วากฺยํ อุทีรยิ ปริสาย มหามุนิ ฯ |๑๒๒.๔๐| ปสฺสเถตํ มาณวกํ ปีตมฏฺฐนิวาสนํ เหมยญฺโญปจิตงฺคํ ชนเนตฺตมโนหรํ ฯ |๑๒๒.๔๑| เอโส อนาคตทฺธาเน โคตมสฺส มเหสิโน อคฺโค สทฺธาธิมุตฺตานํ สาวโกยํ ภวิสฺสติ ฯ |๑๒๒.๔๒| เทวภูโต มนุสฺโส วา สพฺพสนฺตาปวชฺชิโต สพฺพโภคปริพฺยุโฬฺห สุขิโต สํสริสฺสติ ฯ |๑๒๒.๔๓| สตสหสฺเส อิโต กปฺเป โอกฺกากกุลสมฺภโว โคตโม นาม นาเมน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ ฯ |๑๒๒.๔๔| ตสฺส ธมฺเมสุ ทายาโท โอรโส ธมฺมนิมฺมิโต วกฺกลิ นาม นาเมน เหสฺสติ สตฺถุสาวโก ฯ |๑๒๒.๔๕| เตน กมฺมวิเสเสน เจตนาปณิธีหิ จ ชหิตฺวา มานุสํ เทหํ ตาวตึสํ อคญฺฉหํ ฯ |๑๒๒.๔๖| สพฺพตฺถ สุขิโต หุตฺวา สํสรนฺโต ภวาภเว สาวตฺถิยํ ปุเร ชาโต กุเล อญฺญตเร อหํ ฯ |๑๒๒.๔๗| โนนิตํ สุขุมาลํ มํ ฐิตํ ปลฺลวโกมลํ มาตา อุตฺตานสยนํ ปิสาจภยตชฺชิตา ฯ |๑๒๒.๔๘| ปาทมูเล มเหสิสฺส สยาเปสิ ทินมานสา อิมํ ททามิ เต นาถ สรณํ โหหิ นายก ฯ |๑๒๒.๔๙| ตทา ปฏิคฺคหิ โส มํ ภีตานํ สรโณ มุนิ ชาลินา จกฺกงฺกิเตน มุทุโกมลปาณินา ฯ |๑๒๒.๕๐| ตทา ปภูติ ชาโตหํ อรกฺเขยฺเยน รกฺขิโต สพฺพพฺยาธิวินิมุตฺโต สุเขน ปริวุตฺถิโต ฯ |๑๒๒.๕๑| สุคเตน วินาภูโต อุกฺกณฺฐามิ มุหุตฺตกํ ชาติยา สตฺตวสฺโสหํ ปพฺพชึ อนคาริยํ ฯ |๑๒๒.๕๒| สพฺพปารมิสมฺภูตํ นีลกฺขินยนํ วรํ รูปํ สพฺพํ สุภากิณฺณํ อติตฺโต วิหรามหํ ฯ |๑๒๒.๕๓| พุทฺธรูปรตึ ญตฺวา ตทา โอวทิ มํ ชิโน อลํ วกฺกลิ กึ รูเป รมเส พาลนนฺทิเต ฯ |๑๒๒.๕๔| โย หิ ปสฺสติ สทฺธมฺมํ โส มํ ปสฺสติ ปณฺฑิโต อปสฺสมาโน สทฺธมฺมํ มํ ปสฺสํปิ น ปสฺสติ ฯ |๑๒๒.๕๕| อนนฺตาทีนโว กาโย วิสรุกฺขสมูปโม อาวาโส สพฺพโรคานํ ปุญฺโช ทุกฺขสฺส เกวโล ฯ |๑๒๒.๕๖| นิพฺพินฺทิย ตโต รูเป ขนฺธานํ อุทยพฺพยํ ปสฺสํ สพฺพกิเลสานํ สุเขนนฺตํ คมิสฺสสิ ฯ |๑๒๒.๕๗| เอวํ เตนานุสิฏฺโฐหํ นายเกน หิเตสินา คิชฺฌกูฏํ สมารุยฺห ฌายามิ คิริกนฺทเร ฯ |๑๒๒.๕๘| ฐิโต ปพฺพตปาทมฺหิ อสฺสาสยํ มหามุนิ วกฺกลีติ ชินาโวจ ตํ สุตฺวา มุทิโต อหํ ฯ |๑๒๒.๕๙| ปกฺขนฺทึ เสลปพฺภาเร อเนกสตโปริเส ตทา พุทฺธานุภาเวน สุเขเนว มหึ คโต ฯ |๑๒๒.๖๐| ปุนาปิ ธมฺมํ เทเสติ ขนฺธานํ อุทยพฺพยํ ตมหํ ธมฺมมญฺญาย อรหตฺตํ อปาปุณึ ฯ |๑๒๒.๖๑| สุมหาปุริสมชฺเฌ ตทา มํ จรณนฺตโก อคฺคํ สทฺธาธิมุตฺตานํ ปญฺญาเปติ มหามติ ฯ |๑๒๒.๖๒| สตสหสฺเส อิโต กปฺเป ยํ กมฺมมกรึ ตทา ทุคฺคตึ นาภิชานามิ พุทฺธปูชายิทํ ผลํ ฯ |๑๒๒.๖๓| กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ |๑๒๒.๖๔| สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ |๑๒๒.๖๕| ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา วกฺกลิ เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ วกฺกลิตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ

สมเด็จพระผู้นำมีพระนามไม่ทราม มีพระคุณนับไม่ได้พระนามว่า ปทุมุตระ เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในกัปที่แสนแต่ภัทรกัปนี้ พระนามว่า ปทุมุตระ ก็เพราะมีพระพักตร์เหมือนดอกปทุม มีพระฉวีวรรณ งาม ไม่มีมลทิน เหมือนดอกปทุม ไม่เปื้อนด้วยโลก เหมือน ดอกปทุมไม่เปื้อนด้วยน้ำ ฉะนั้น เป็นนักปราชญ์ มีพระอินทรีย์ ดังใบปทุมและน่ารักเหมือนดอกปทุม ทั้งมีพระโอฐ มีกลิ่น อุดม เหมือนกลิ่นในกลีบของดอกปทุม เพราะฉะนั้น พระองค์ จึงทรงพระนามว่า ปทุมุตระ พระองค์เป็นผู้เจริญกว่าโลก ไม่ทรงถือพระองค์ เปรียบเสมือนเป็นนัยน์ตาให้คนตาบอด มีพระ อิริยาบถสงบ เป็นที่ฝังพระคุณ เป็นที่รองรับกรุณาและมติถึงใน ครั้งไหนๆ พระมหาวีรเจ้าพระองค์นั้น ก็เป็นผู้อันพรหมอสูรและ เทวดาบูชา สูงสุดกว่าชนในท่ามกลางหมู่ชนที่เกลื่อนกล่นไปทั้ง เทวดาและมนุษย์ เมื่อจะยังบริษัททั้งปวงให้ยินดีด้วยพระสำเนียง อันเสนาะ และด้วยพระธรรมเทศนาอันเพราะพริ้ง จึงได้ชมสาวก ของพระองค์ว่า ภิกษุอื่นที่พ้นกิเลสด้วยศรัทธา มีมติดี ขวนขวาย ในการดูเรา เช่นกับวักกลิภิกษุนี้ ไม่มีเลย ครั้งนั้น เราเป็นบุตร ของพราณ์ในพระนครหงสวดี ได้สดับพระพุทธภาษิตนั้น จึง ชอบฐานันดรนั้น ครั้งนั้น เราได้นิมนต์พระตถาคตผู้ปราศจาก มลทินพระองค์นั้น พร้อมด้วยพระสาวก ให้เสวยตลอด ๗ วัน แล้วให้ครองผ้า เราหมอบศีรษะลงแล้วจมลงในสาครคืออนันตคุณ ของพระศาสดาพระองค์นั้น เต็มเปี่ยมไปด้วยปีติ ได้กราบทูล ดังนี้ว่า ข้าแต่พระมหามุนี ขอให้พระองค์ได้เป็นเช่นกับภิกษุผู้ สัทธาธิมุติ ที่พระองค์ตรัสชมเชยว่า เลิศกว่าภิกษุผู้มีศรัทธาใน พระศาสนานี้เถิด เมื่อเรากราบทูลดังนี้แล้ว พระมหามุนีผู้มี ความเพียรใหญ่ มีพระทรรศนะมิได้มีเครื่องกีดกัน ได้ตรัสพระ ดำรัสนี้ในท่ามกลางบริษัทว่า จงดูมาณพผู้นี้ ผู้นุ่งผ้าเนื้อเกลี้ยง สีเหลือง มีอวัยวะอันบุญสร้างสมให้คล้ายทองคำ ดูดดื่มตา และใจของหมู่ชนในอนาคตกาล มาณพผู้นี้จักได้เป็นพระสาวก ของพระโคดมผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ฝ่ายสัทธาธิมุติ เขาเป็นเทวดาหรือมนุษย์ก็ตามจักเป็นผู้เว้นจาก ความเดือดร้อนทั้งปวง รวบรวมโภคทรัพย์ทุกอย่าง มีความสุข ท่องเที่ยวไป ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ พระศาสดามีนามชื่อว่าโคดม ทรงสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก มาณพผู้นี้จักเป็นธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น จักเป็น โอรสอันธรรมเนรมิต จักเป็นสาวกของพระศาสดามีนามชื่อว่า วักกลิ เพราะผลกรรมที่เหลือนั้น และเพราะตั้งเจตน์จำนงไว้ เรา ละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เรามีความสุขในที่ทุก สถาน ท่องเที่ยวไปในภพน้อยภพใหญ่ ได้เกิดในสกุลหนึ่งใน พระนครสาวัตถี มารดาของเราถูกภัยปีศาจคุกคาม มีใจหวาดกลัว จึงให้เราผู้ละเอียดอ่อนเหมือนเนยข้น นุ่มนิ่มเหมือนใบไม้อ่อนๆ ซึ่งยังนอนหงาย ให้นอนลงแทบบาทมูลของพระผู้แสวงหาคุณอัน ยิ่งใหญ่ กราบทูลว่า ข้าแต่พระโลกนาถ หม่อมฉันขอถวาย ทารกนี้แด่พระองค์ ข้าแต่พระโลกนายก ขอพระองค์จงทรงเป็นที่ พึ่งของเขาด้วยเถิด ครั้งนั้น สมเด็จพระมุนีผู้เป็นที่พึ่งของหมู่สัตว์ ผู้หวาดกลัว พระองค์ได้ทรงรับเราด้วยฝ่าพระหัตถ์อันอ่อนนุ่ม มี ตาข่ายอันท่านกำหนดด้วยจักร จำเดิมแต่นั้นมา เราก็เป็นผู้ถูก รักษาโดยพระพุทธเจ้า จึงเป็นผู้พ้นจากความป่วยไข้ทุกอย่าง อยู่ โดยสุขสำราญ เราเว้นจากพระสุคตเสียเพียงครู่เดียวก็กระสัน พอ อายุได้ ๗ ขวบ เราก็ออกบวชเป็นบรรพชิต เราเป็นผู้ไม่อิ่มด้วย การดูพระรูปอันประเสริฐ เกิดพระบารมีทุกอย่าง มีดวงตาสีเขียว ล้วน เกลื่อนกล่นไปด้วยวรรณสันฐานอันงดงาม ครั้งนั้น พระพิชิต มารทรงทราบว่า เรายินดีในพระพุทธรูป จึงได้ตรัสสอนเราว่า อย่าเลยวักกลิ ประโยชน์อะไรในรูปที่น่าเกลียดซึ่งชนพาลชอบเล่า ก็บัณฑิตใดเห็นสัทธรรม บัณฑิตนั้นชื่อว่าเห็นเรา ผู้ไม่เห็นสัทธรรม ถึงจะเห็นเราก็ชื่อว่าไม่เห็น กายมีโทษไม่สิ้นสุด เปรียบเสมอด้วย ต้นไม้มีพิษ เป็นที่อยู่ของโรคทุกอย่าง ล้วนเป็นที่ประชุมของทุกข์ เพราะฉะนั้น ท่านจงเบื่อหน่ายในรูป พิจารณาเห็นความเกิดขึ้น และความเสื่อมไปแห่งขันธ์ทั้งหลาย จักถึงที่สุดแห่งสรรพกิเลสได้ โดยง่าย เราอันสมเด็จพระโลกนายกผู้แสวงหาประโยชน์พระองค์ นั้น ทรงพร่ำสอนอย่างนี้ ได้ขึ้นภูเขาคิชฌกูฏ เพ่งดูอยู่ที่ซอกเขา พระพิชิตมารผู้มหามุนีประทับยืนอยู่ที่เชิงเขา เมื่อจะทรงปลอบโยน เรา ได้ตรัสเรียกว่า วักกลิ เราได้ฟังพระดำรัสนั้นเข้าก็เบิกบาน ครั้งนั้น เราวิ่งลงไปที่เงื้อมเขาสูงหลายร้อยชั่วบุรุษ แต่ถึงแผ่นดิน ได้โดยสะดวกทีเดียว ด้วยพุทธานุภาพ พระผู้มีพระภาคทรงแสดง พระธรรมเทศนา คือ ความเกิดขึ้น และความเสื่อมไปแห่งขันธ์ ทั้งหลายอีก เรารู้ธรรมนั้นทั่วถึงแล้ว จึงได้บรรลุอรหัต ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคผู้มีพระปรีชาใหญ่ ทรงทำที่สุดแห่งจรณะ ทรง ประกาศในท่ามกลางมหาบุรุษว่า เราเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายฝ่าย สัทธาธิมุติ ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วย กรรมนั้นเราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา เราเผากิเลส ทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนา เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระวักกลิเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. จบ วักกลิเถราปทาน.

所用版本与授权

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · 证据核验于 2026-08-25

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · 证据核验于 2026-08-24

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย