This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

经典 ·

เล่ม ๓๗

本册其他条目

นิคคหะที่ ๑นิคคหะที่ ๒นิคหะ ที่ ๓นิคคหะที่ ๔นิคคหะที่ ๕นิคคหะที่ ๖นิคคหะที่ ๗นิคคหะที่ ๘๕. สุทธิกสังสันทนะ การเทียบเคียงบุคคลกับสภาวธรรมล้วนๆ๖. โอปัมมสังสันทนะ ว่าด้วยการเทียบเคียงโดยข้ออุปมา๗. จตุกกนยสังสันทนะ ว่าด้วยการเทียบเคียงโดยนัย ๔ ประการ๘. ลักขณยุตติ ว่าด้วยการซักถามถึงลักษณะ๙. วจนโสธนะ ว่าด้วยการซักฟอกถ้อยคำ๑๐. ปัญญัตตานุโยคะ ว่าด้วยการซักถามถึงบัญญัติ๑๑. คติอนุโยคะ ว่าด้วยการซักถามถึงคติ๑๒. อุปาทาปัญญัตตานุโยคะ ว่าด้วยการซักถามถึงอุปาทาบัญญัติ๑๓. ปุริสการานุโยคะ ว่าด้วยการซักถามถึงผู้กระทำ๑๔. อภิญญานุโยคะ ว่าด้วยการซักถามถึงอภิญญา๑๕-๑๘. ญาตกานุโยคาทิ ว่าด้วยการซักถามถึงญาติ เป็นต้น ๑๙. ปฏิเวธานุโยคะ ว่าด้วยการซักถามถึงผู้บรรลุธรรม (พระอริยะ) ๒๐. สังฆานุโยคะ ว่าด้วยการซักถามถึงสงฆ์ ๒๑. สัจฉิกัตถสภาคานุโยคะ ว่าด้วยการซักถามถึงสภาวะแห่งสัจฉิกัฏฐะ[๒๑๗] สก. บุคคลอาศัยอะไรดำรงอยู่๒. ปริหานิกถา ว่าด้วยความเสื่อม๓. (ก) พรหมจริยกถา ว่าด้วยพรหมจรรย์๓. (ข) โอธิโสกถา ว่าด้วยการละกิเลสได้เป็นส่วนๆ๔. ชหติกถา ว่าด้วยการละ๕. สัพพมัตถีติกถา ว่าด้วยสิ่งทั้งปวงมีอยู่๖. อตีตักขันธาทิกถา ว่าด้วยอดีตขันธ์เป็นต้น๗. เอกัจจมัตถีติกถา ว่าด้วยบางอย่างมีอยู่๘. สติปัฏฐานกถา ว่าด้วยสติปัฏฐาน๙. เหวัตถีติกถา ว่าด้วยสภาวธรรมที่มีอยู่โดยสภาวะอย่างนี้๑. ปรูปหารกถา ว่าด้วยเรื่องที่บุคคลอื่นนำเข้าไปให้๒. อัญญาณกถา ว่าด้วยความไม่รู้๓. กังขากถา ว่าด้วยความสงสัย๔. ปรวิตารณกถา ว่าด้วยการรับคำแนะนำจากผู้อื่น๕. วจีเภทกถา ว่าด้วยการเปล่งวาจา๖. ทุกขาหารกถา ว่าด้วยทุกขาหารญาณ๗. จิตตัฏฐิติกถา ว่าด้วยความตั้งอยู่แห่งจิต๘. กุกกุฬกถา ว่าด้วยเถ้ารึง๙. อนุปุพพาภิสมยกถา ว่าด้วยการบรรลุธรรมโดยลำดับ๑๐. โวหารกถา ว่าด้วยพระโวหาร๑๑. นิโรธกถา ว่าด้วยนิโรธ๑. พลกถา ว่าด้วยกำลัง๒. อริยันติกถา ว่าด้วยความเป็นอริยะ๓. วิมุตติกถา ว่าด้วยความหลุดพ้น๔. วิมุจจมานกถา ว่าด้วยจิตกำลังหลุดพ้น๕. อัฏฐมกกถา ว่าด้วยบุคคลที่ ๘๖. อัฏฐมกัสสอินทริยกถา ว่าด้วยอินทรีย์ของบุคคลที่ ๘๗. ทิพพจักขุกถา ว่าด้วยทิพยจักษุ๘. ทิพพโสตกถา ว่าด้วยทิพยโสตะ๙. ยถากัมมูปคตญาณกถา ว่าด้วยยถากัมมูปคตญาณ๑๐. สังวรกถา ว่าด้วยความสำรวม๑๑. อสัญญกถา ว่าด้วยอสัญญสัตว์๑๒. เนวสัญญานาสัญญายตนกถา ว่าด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนะ๑. คิหิสสอรหาติกถา ว่าด้วยคฤหัสถ์เป็นพระอรหันต์๒. อุปปัตติกถา ว่าด้วยการปฏิสนธิ๓. อนาสวกถา ว่าด้วยสภาวธรรมที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ๔. สมันนาคตกถา ว่าด้วยผู้บริบูรณ์๕. อุเปกขาสมันนาคตกถา ว่าด้วยผู้บริบูรณ์ด้วยอุเบกขา๖. โพธิยาพุทโธติกถา ว่าด้วยชื่อว่าพุทธะเพราะปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้๗. ลักขณกถา ว่าด้วยลักษณะ๘. นิยาโมกกันติกถา ว่าด้วยการหยั่งลงสู่นิยาม๙. อปราปิสมันนาคตกถา ว่าด้วยผู้บริบูรณ์ อีกเรื่องหนึ่ง๑๐. สัพพสัญโญชนัปปหานกถา ว่าด้วยการละสังโยชน์ทั้งปวง๑. วิมุตติกถา ว่าด้วยความหลุดพ้น๒. อเสกขญาณกถา ว่าด้วยญาณของพระอเสขะ๓. วิปรีตกถา ว่าด้วยญาณวิปริต๔. นิยามกถา ว่าด้วยนิยาม๕. ปฏิสัมภิทากถา ว่าด้วยปฏิสัมภิทา๖. สมมติญาณกถา ว่าด้วยสมมติญาณ๗. จิตตารัมมณกถา ว่าด้วยญาณมีจิตเป็นอารมณ์๘. อนาคตญาณกถา ว่าด้วยอนาคตญาณ๙. ปัจจุปปันนญาณกถา ว่าด้วยปัจจุปปันนญาณ๑๐. ผลญาณกถา ว่าด้วยผลญาณ๑. นิยามกถา ว่าด้วยนิยาม๒. ปฏิจจสมุปปาทกถา ว่าด้วยปฏิจจสมุปบาท๓. สัจจกถา ว่าด้วยสัจจะ๔. อารุปปกถา ว่าด้วยอรูปฌาน๕. นิโรธสมาปัตติกถา ว่าด้วยนิโรธสมาบัติ๖. อากาสกถา ว่าด้วยอากาศ๗. อากาโสสนิทัสสโนติกถา ว่าด้วยอากาศเป็นสภาวธรรมที่เห็นได้๘. ปฐวีธาตุสนิทัสสนาติอาทิกถา ว่าด้วยปฐวีธาตุเป็นสภาวธรรมที่เห็นได้เป็นต้น๙. จักขุนทริยังสนิทัสสนันติอาทิกถา ว่าด้วยจักขุนทรีย์เป็นสภาวธรรมที่เห็นได้เป็นต้น๑๐. กายกัมมังสนิทัสสนันติกถา ว่าด้วยกายกรรมเป็นสภาวธรรมที่เห็นได้๑. สังคหิตกถา ว่าด้วยสภาวธรรมที่สงเคราะห์เข้าได้๒. สัมปยุตตกถา ว่าด้วยสัมปยุตตธรรม๓. เจตสิกกถา ว่าด้วยเจตสิก๔. ทานกถา ว่าด้วยทาน๕. ปริโภคมยปุญญกถา ว่าด้วยบุญสำเร็จด้วยการบริโภค๖. อิโตทินนกถา ว่าด้วยทานที่บุคคลอุทิศให้จากโลกนี้๗. ปฐวีกัมมวิปาโกติกถา ว่าด้วยแผ่นดินเป็นกรรมวิบาก๘. ชรามรณังวิปาโกติกถา ว่าด้วยชรามรณะเป็นวิบาก๙. อริยธัมมวิปากกถา ว่าด้วยวิบากแห่งอริยธรรม๑๐. วิปาโกวิปากธัมมธัมโมติกถา ว่าด้วยวิบากเป็นสภาวธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดวิบาก๑. ฉคติกถา ว่าด้วยคติ ๖๒. อันตราภวกถา ว่าด้วยอันตรภพ๓. กามคุณกถา ว่าด้วยกามคุณ๔. กามกถา ว่าด้วยกาม๕. รูปธาตุกถา ว่าด้วยรูปธาตุ๖. อรูปธาตุกถา ว่าด้วยอรูปธาตุ๗. รูปธาตุยาอายตนกถา ว่าด้วยอายตนะในรูปธาตุ๘. อรูเปรูปกถา ว่าด้วยรูปในอรูป๙. รูปังกัมมันติกถา ว่าด้วยรูปเป็นกรรม๑๐. ชีวิตินทริยกถา ว่าด้วยชีวิตินทรีย์๑๑. กัมมเหตุกถา ว่าด้วยเหตุแห่งกรรม๑. อานิสังสทัสสาวีกถา ว่าด้วยผู้เห็นอานิสงส์(ในนิพพาน)๒. อมตารัมมณกถา ว่าด้วยสภาวธรรมมีอมตะ(นิพพาน)เป็นอารมณ์๓. รูปังสารัมมณันติกถา ว่าด้วยรูปที่รับรู้อารมณ์ได้๔. อนุสยาอนารัมมณกถา ว่าด้วยอนุสัยรับรู้อารมณ์ไม่ได้๕. ญาณังอนารัมมณันติกถา ว่าด้วยญาณที่รับรู้อารมณ์ไม่ได้๖. (ก) อตีตารัมมณกถา ว่าด้วยจิตมีอดีตธรรมเป็นอารมณ์๖. (ข) อนาคตารัมมณกถา ว่าด้วยจิตมีอนาคตธรรมเป็นอารมณ์๗. วิตักกานุปติตกถา ว่าด้วยจิตเนื่องด้วยวิตก๘. วิตักกวิปผารสัททกถา ว่าด้วยความแผ่ไปแห่งวิตกเป็นเสียง๙. นยถาจิตตัสสวาจาติกถา ว่าด้วยวาจาไม่เป็นไปตามที่คิด๑๐. นยถาจิตตัสสกายกัมมันติกถา ว่าด้วยกายกรรมไม่เป็นไปตามที่คิด๑๑. อตีตานาคตปัจจุปปันนกถา ว่าด้วยอดีต อนาคตและปัจจุบัน๑. นิโรธกถา ว่าด้วยนิโรธ๒. รูปังมัคโคติกถา ว่าด้วยรูปเป็นมรรค๓. ปัญจวิญญาณสมังคิสสมัคคภาวนากถา ว่าด้วยการเจริญมรรคของผู้พรั่งพร้อมด้วยวิญญาณ ๕๔. ปัญจวิญญาณากุสลาปิอกุสลาปีติกถา ว่าด้วยวิญญาณ ๕ เป็นกุศลก็มี เป็นอกุศลก็มี๕. สาโภคาติกถา ว่าด้วยวิญญาณ ๕ มีความผูกใจ๖. ทวีหิสีเลหิกถา (๑๐๐) ว่าด้วยศีล ๒ อย่าง๗. สีลังอเจตสิกันติกถา ว่าด้วยศีลไม่เป็นเจตสิก๘. สีลังนจิตตานุปริวัตตีติกถา ว่าด้วยศีลไม่คล้อยไปตามจิต๙. สมาทานเหตุกถา ว่าด้วยศีลมีการสมาทานเป็นเหตุ๑๐. วิญญัตติสีลันติกถา ว่าด้วยวิญญัติเป็นศีล๑๑. อวิญญัตติทุสสีลยันติกถา ว่าด้วยอวิญญัติเป็นความทุศีล๑-๓. ติสโสปิอนุสยกถา ว่าด้วยอนุสัย ๓ เรื่อง๔. ญาณกถา ว่าด้วยญาณ๕. ญาณังจิตตวิปปยุตตันติกถา ว่าด้วยญาณวิปปยุตจากจิต๖. อิทังทุกขันติกถา ว่าด้วยการเปล่งวาจาว่านี้ทุกข์๗. อิทธิพลกถา ว่าด้วยกำลังฤทธิ์๘. สมาธิกถา ว่าด้วยสมาธิ๙. ธัมมัฏฐิตตากถา ว่าด้วยความตั้งอยู่แห่งสภาวธรรม๑๐. อนิจจตากถา ว่าด้วยความไม่เที่ยง๑. สังวโรกัมมันติกถา ว่าด้วยความสำรวมเป็นกรรม๒. กัมมกถา ว่าด้วยกรรม๓. สัทโทวิปาโกติกถา ว่าด้วยเสียงเป็นวิบาก๔. สฬายตนกถา ว่าด้วยอายตนะ ๖๕. สัตตักขัตตุปรมกถา ว่าด้วยบุคคลผู้สัตตักขัตตุปรมะ๖. โกลังโกลกถา ว่าด้วยบุคคลผู้โกลังโกละ ๗. เอกพีชีกถา ว่าด้วยบุคคลผู้เอกพีชี๘. ชีวิตาโวโรปนกถา ว่าด้วยการปลงชีวิต๙. ทุคคติกถา ว่าด้วยทุคติ๑๐. สัตตมภวิกกถา ว่าด้วยบุคคลผู้มีภพที่ ๗๑. กัปปัฏฐกถา ว่าด้วยผู้ดำรงอยู่ได้ตลอดกัป๒. กุสลปฏิลาภกถา ว่าด้วยการได้จิตที่เป็นกุศล๓. อนันตราปยุตตกถา ว่าด้วยบุคคลผู้ใช้ให้ทำอนันตริยกรรม๔. นิยตัสสนิยามกถา ว่าด้วยนิยามของบุคคลผู้แน่นอน๕. นิวุตกถา ว่าด้วยผู้มีจิตถูกนิวรณ์ครอบงำ๖. สัมมุขีภูตกถา ว่าด้วยผู้พรั่งพร้อมด้วยสังโยชน์๗. สมาปันโนอัสสาเทติกถา ว่าด้วยผู้เข้าสมาบัติย่อมยินดี๘. อสาตราคกถา ว่าด้วยความยินดีในสิ่งที่ไม่ชอบใจ๙. ธัมมตัณหาอัพยากตาติกถา ว่าด้วยธัมมตัณหาเป็นอัพยากฤต๑๐. ธัมมตัณหานทุกขสมุทโยติกถา ว่าด้วยธัมมตัณหาไม่เป็นทุกขสมุทัย๑. กุสลากุสลปฏิสันทหนกถา ว่าด้วยความสืบต่อแห่งกุศลและอกุศล๒. สฬายตนุปปัตติกถา ว่าด้วยความเกิดขึ้นแห่งอายตนะ ๖๓. อนันตรปัจจยกถา ว่าด้วยอนันตรปัจจัย๔. อริยรูปกถา ว่าด้วยอริยรูป๕. อัญโญอนุสโยติกถา ว่าด้วยอนุสัยเป็นคนละอย่างกัน(กับปริยุฏฐานกิเลส)๖. ปริยุฏฐานังจิตตวิปปยุตตันติกถา ว่าด้วยปริยุฏฐานกิเลสวิปปยุตจากจิต๗. ปริยาปันนกถา ว่าด้วยธรรมที่นับเนื่อง(วัฏฏทุกข์)๘. อัพยากตกถา ว่าด้วยอัพยากฤต๙. อปริยาปันนกถา ว่าด้วยธรรมที่ไม่นับเนื่อง(ในโลกิยะ)๑. ปัจจยตากถา ว่าด้วยความเป็นปัจจัย๒. อัญญมัญญปัจจยกถา ว่าด้วยอัญญมัญญปัจจัย๓. อัทธากถา ว่าด้วยกาล๔. ขณลยมุหุตตกถา ว่าด้วยขณะ ลยะ และมุหุตตะ๕. อาสวกถา ว่าด้วยอาสวะ๖. ชรามรณกถา ว่าด้วยชรามรณะ๗. สัญญาเวทยิตกถา ว่าด้วยสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ๘. ทุติยสัญญาเวทยิตกถา ว่าด้วยสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ ที่ ๒๙. ตติยสัญญาเวทยิตกถา ว่าด้วยสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติที่ ๓๑๐. อสัญญสัตตูปิกากถา ว่าด้วยสมาบัติที่เป็นเหตุให้เข้าถึงภพแห่งอสัญญสัตว์๑๑. กัมมูปจยกถา ว่าด้วยกรรมที่สั่งสม๑. นิคคหกถา ว่าด้วยการข่มจิต๒. ปัคคหกถา ว่าด้วยการบังคับจิต๓. สุขานุปปทานกถา ว่าด้วยการมอบสุข๔. อธิคัยหมนสิการกถา ว่าด้วยมนสิการรวบยอด๕. รูปังเหตูติกถา ว่าด้วยรูปเป็นเหตุ๖. รูปังสเหตุกันติกถา ว่าด้วยรูปมีเหตุ๗. รูปังกุสลากุสลันติกถา ว่าด้วยรูปเป็นกุศลและอกุศล๘. รูปังวิปาโกติกถา ว่าด้วยรูปเป็นวิบาก๙. รูปังรูปาวจรารูปาวจรันติกถา ว่าด้วยรูปเป็นรูปาวจรและอรูปาวจร๑๐. รูปราโครูปธาตุปริยาปันโนติอาทิกถา ว่าด้วยรูปราคะนับเนื่องในรูปธาตุ เป็นต้น๑. อัตถิอรหโตปุญญูปจโยติกถา ว่าด้วยพระอรหันต์มีการสั่งสมบุญ๒. นัตถิอรหโตอกาลมัจจูติกถา ว่าด้วยพระอรหันต์ไม่มีอกาลมรณะ๓. สัพพมิทังกัมมโตติกถา ว่าด้วยสิ่งทั้งปวงนี้เป็นไปเพราะกรรม๔. อินทริยพัทธกถา ว่าด้วยสิ่งที่เนื่องด้วยอินทรีย์๕. ฐเปตวาอริยมัคคันติกถา ว่าด้วยการยกเว้นอริยมรรค๖. นวัตตัพพังสังโฆทักขิณังปฏิคคัณหาตีติกถา ว่าด้วยไม่ควรยอมรับว่าพระสงฆ์รับทักษิณา๗. นวัตตัพพังสังโฆทักขิณังวิโสเธตีติกถา ว่าด้วยไม่ควรยอมรับว่าพระสงฆ์ทำทักษิณาให้หมดจด๘. นวัตตัพพังสังโฆภุญชตีติกถา ว่าด้วยไม่ควรยอมรับว่าพระสงฆ์ฉันได้๙. นวัตตัพพังสังฆัสสทินนังมหัปผลันติกถา ว่าด้วยไม่ควรยอมรับว่าทานที่ถวายแด่พระสงฆ์มีผลมาก๑๐. นวัตตัพพังพุทธัสสทินนังมหัปผลันติกถา ว่าด้วยไม่ควรยอมรับว่าทานที่ถวายแด่พระพุทธเจ้ามีผลมาก๑๑. ทักขิณาวิสุทธิกถา ว่าด้วยทักษิณาบริสุทธิ์๑. มนุสสโลกกถา ว่าด้วยมนุษยโลก๒. ธัมมเทสนากถา ว่าด้วยการแสดงธรรม๓. กรุณากถา ว่าด้วยกรุณา๔. คันธชาติกถา ว่าด้วยคันธชาติ๕. เอกมัคคกถา ว่าด้วยทางสายเดียว๖. ฌานสังกันติกถา ว่าด้วยการเลื่อนฌาน๗. ฌานันตริกกถา ว่าด้วยสมาธิที่เกิดในระหว่างฌาน๘. สมาปันโนสัททังสุณาตีติกถา ว่าด้วยผู้เข้าสมาบัติได้ยินเสียง๙. จักขุนารูปังปัสสตีติกถา ว่าด้วยเห็นรูปทางตา๑. กิเลสชหนกถา ว่าด้วยการละกิเลส๒. สุญญตากถา ว่าด้วยความว่าง๓. สามัญญผลกถา ว่าด้วยผลแห่งความเป็นสมณะ๔. ปัตติกถา ว่าด้วยการได้๕. ตถตากถา ว่าด้วยความเป็นจริง๖. กุสลกถา ว่าด้วยกุศล๗. อัจจันตนิยามกถา ว่าด้วยความแน่นอนโดยส่วนเดียว๘. อินทริยกถา ว่าด้วยอินทรีย์๑. อสัญจิจจกถา ว่าด้วยความไม่จงใจ๒. ญาณกถา ว่าด้วยญาณ๓. นิรยปาลกถา ว่าด้วยนายนิรยบาล๔. ติรัจฉานกถา ว่าด้วยสัตว์ดิรัจฉาน๕. มัคคกถา ว่าด้วยมรรค๖. ญาณกถา ว่าด้วยญาณ๑. สาสนกถา ว่าด้วยหลักคำสอน๒. อวิวิตตกถา ว่าด้วยผู้ไม่สงัด๓. สัญโญชนกถา ว่าด้วยสังโยชน์๔. อิทธิกถา ว่าด้วยฤทธิ์๕. พุทธกถา ว่าด้วยพระพุทธเจ้า๖. สัพพทิสากถา ว่าด้วยพระพุทธเจ้าประทับอยู่ทั่วทุกทิศ๗. ธัมมกถา ว่าด้วยสภาวธรรม๘. กัมมกถา ว่าด้วยกรรม๑. ปรินิพพานกถา ว่าด้วยปรินิพพาน๒. กุสลจิตตกถา ว่าด้วยกุศลจิต๓. อาเนญชกถา ว่าด้วยอาเนญชสมาธิ (จตุตถฌานจิต)๔. ธัมมาภิสมยกถา ว่าด้วยการบรรลุธรรม๕-๗. ติสโสปิกถา ว่าด้วยเรื่องการบรรลุอีก ๓ เรื่อง๘. อัพยากตกถา ว่าด้วยอัพยากตจิต๙. อาเสวนปัจจยตากถา ว่าด้วยความเป็นอาเสวนปัจจัย๑๐. ขณิกกถา ว่าด้วยสภาวธรรมทั้งปวงเป็นไปชั่วขณะจิตหนึ่ง๑. เอกาธิปปายกถา ว่าด้วยจุดประสงค์อย่างเดียวกัน๒. อรหันตวัณณกถา ว่าด้วยเพศของพระอรหันต์๓-๗. อิสสริยกามการิกากถา ว่าด้วยการทำตามอำนาจความประสงค์๘. ปฏิรูปกถา ว่าด้วยสภาวธรรมที่เทียบกันได้๙. อปรินิปผันนกถา ว่าด้วยสภาวธรรมที่ไม่สำเร็จ(มาจากเหตุ)รวมปัณณาสก์ที่มีในกถาวัตถุปกรณ์นี้ คือ

经典

๑๑. คติอนุโยคะ ว่าด้วยการซักถามถึงคติ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

27 条1 个版本

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ

印本前页文字

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา ๑๑. คติอนุโยคะ ว่าด้วยการซักถามถึงคติ

๖๙

สก. บุคคลท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จากโลกอื่นมาสู่โลกนี้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลคนเดียวกันท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จากโลกอื่นมาสู่โลกนี้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

๗๐

สก. บุคคลท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จากโลกอื่นมาสู่โลกนี้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลคนละคนกันท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จากโลกอื่นมาสู่โลกนี้ ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

๗๑

สก. บุคคลท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จากโลกอื่นมาสู่โลกนี้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลทั้งที่เป็นคนเดียวกันและคนละคนกันท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จากโลกอื่นมาสู่โลกนี้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ เพราะฝ่ายปรวาทีกลัวจะเป็นสัสสตทิฏฐิ (ลัทธิที่ถือว่าอัตตาและโลกเที่ยง) จึงตอบปฏิเสธ @(อภิ.ปญฺจ.อ. ๖๙-๗๓/๑๔๖) @ เพราะฝ่ายปรวาทีกลัวจะเป็นอุจเฉททิฏฐิ (ลัทธิที่ถือว่าหลังจากตายแล้วอัตตาขาดสูญ) จึงตอบปฏิเสธ @(อภิ.ปญฺจ.อ. ๖๙-๗๓/๑๔๖) @ เพราะฝ่ายปรวาทีกลัวจะเป็นเอกัจจสัสสตทิฏฐิ (ลัทธิที่ถือว่าบางอย่างเที่ยง) จึงตอบปฏิเสธ @(อภิ.ปญฺจ.อ. ๖๙-๗๓/๑๔๖) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๔๔} พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา

๗๒

สก. บุคคลท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จากโลกอื่นมาสู่โลกนี้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลจะว่าเป็นคนเดียวกันก็มิใช่ จะว่าเป็นคนละคนกันก็มิใช่ท่องเที่ยว จากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จากโลกอื่นมาสู่โลกนี้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

๗๓

สก. บุคคลท่องเที่ยวไปจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จากโลกอื่นมาสู่โลกนี้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลคนเดียวกัน บุคคลคนละคนกัน บุคคลทั้งที่เป็นคนเดียวกันและ คนละคนกัน บุคคลจะว่าเป็นคนเดียวกันก็มิใช่ จะว่าเป็นคนละคนกันก็มิใช่ ท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จากโลกอื่นมาสู่โลกนี้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

๗๔

ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “บุคคลท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จากโลก อื่นมาสู่โลกนี้ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “บุคคลนั้นท่องเที่ยวไป ๗ ชาติเป็นอย่างมาก ก็จะทำที่สุดทุกข์ได้ เพราะสังโยชน์ทั้งปวงสิ้นไป” มีอยู่จริงมิใช่หรือ สก. ใช่ @เชิงอรรถ : @ เพราะฝ่ายปรวาทีกลัวจะเป็นอมราวิกเขปทิฏฐิ (ลัทธิที่พูดหลบเลี่ยงไม่แน่นอนตายตัว) จึงตอบปฏิเสธ @(อภิ.ปญฺจ.อ. ๖๙-๗๓/๑๔๖) @ เพราะฝ่ายปรวาทีกลัวจะเป็นสัสสตทิฏฐิ อุจเฉททิฏฐิ เอกัจจสัสสตทิฏฐิ และอมราวิกเขปทิฏฐิ จึงตอบ @ปฏิเสธ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๖๙-๗๓/๑๔๖) @ ดูเทียบ สํ.นิ. (แปล) ๑๖/๑๒๔/๒๒๔, ขุ.อิติ. (แปล) ๒๕/๒๔/๓๖๙ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๔๕} พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา ปร. ดังนั้น บุคคลจึงท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จากโลกอื่นมาสู่โลกนี้ได้

๗๕

ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “บุคคลท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จาก โลกอื่นมาสู่โลกนี้” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย สงสารนี้มีเบื้องต้น และเบื้องปลายรู้ไม่ได้ (ที่สุด)เบื้องต้น (ที่สุด)เบื้องปลายไม่ปรากฏแก่เหล่าสัตว์ ผู้ถูกอวิชชากีดขวาง ถูกตัณหาผูกไว้ วนเวียนท่องเที่ยวไป” มีอยู่จริงมิใช่หรือ สก. ใช่ ปร. ดังนั้น บุคคลจึงท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จากโลกอื่นมาสู่โลกนี้ได้

๗๖

สก. บุคคลท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จากโลกอื่นมาสู่โลกนี้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลคนเดียวกันนั่นแหละท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จากโลกอื่น มาสู่โลกนี้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

๗๗

สก. บุคคลคนเดียวกันนั่นแหละท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จาก โลกอื่นมาสู่โลกนี้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลบางคนเป็นมนุษย์แล้วเป็นเทวดาก็มีใช่ไหม ปร. ใช่ สก. มนุษย์กับเทวดาเป็นบุคคลคนเดียวกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ สํ.นิ. (แปล) ๑๖/๑๒๔/๒๑๕ @ ฝ่ายสกวาทีประสงค์จะแยกมนุษย์กับเทวดาว่ามีคติภพต่างกัน (อภิ.ปญฺจ.อ. ๗๗/๑๔๖) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๔๖} พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา

๗๘

สก. มนุษย์กับเทวดาเป็นบุคคลคนเดียวกันใช่ไหม ปร. ใช่ สก. หากบุคคลเป็นมนุษย์แล้วจึงเป็นเทวดา เป็นเทวดาแล้วจึงเป็นมนุษย์ (ดังนั้น) ผู้เกิดเป็นมนุษย์กับเทวดาจึงเป็นคนละคนกัน คำที่ว่า “บุคคลผู้เกิดเป็น มนุษย์คนเดียวกันนี้นั่นแหละท่องเที่ยวไป” ดังนี้ จึงผิด ฯลฯ อนึ่ง หากบุคคลคนเดียวกันนั่นแหละท่องเที่ยวไป จุติจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น มิใช่คนละคนกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ ความตายก็จักไม่มี แม้แต่ปาณาติบาตก็หยั่งรู้ไม่ได้ กรรมมีอยู่ ผลของกรรมก็มีอยู่ ผลของกรรมทั้งหลายที่ทำแล้วก็มีอยู่ เมื่อกุศล และอกุศลให้ผลอยู่ คำที่ว่า “บุคคลคนเดียวกันนี้นั่นแหละท่องเที่ยวไป” ดังนี้ จึงผิด

๗๙

สก. บุคคลคนเดียวกันนั่นแหละท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จาก โลกอื่นมาสู่โลกนี้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลบางคนเป็นมนุษย์แล้วเป็นยักษ์มีอยู่ ... เป็นเปรต ... เป็นสัตว์นรก ... เป็นสัตว์ดิรัจฉาน ... เป็นอูฐ ... เป็นโค ... เป็นลา ... เป็นสุกร ... เป็นกระบือ มีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. มนุษย์กับกระบือเป็นบุคคลคนเดียวกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

๘๐

สก. มนุษย์กับกระบือเป็นบุคคลคนเดียวกันใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลเป็นมนุษย์แล้วเป็นกระบือ เป็นกระบือแล้วเป็นมนุษย์ (ดังนั้น) ผู้เกิดเป็นมนุษย์กับกระบือจึงเป็นคนละคนกัน คำที่ว่า “บุคคลผู้เกิดเป็นมนุษย์คน เดียวกันนี้นั่นแหละท่องเที่ยวไป” ดังนี้ จึงผิด ฯลฯ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๔๗} พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา อนึ่ง หากบุคคลคนเดียวกันนั่นแหละท่องเที่ยวไป จุติจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น มิใช่คนละคนกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ ความตายก็จักไม่มี แม้แต่ปาณาติบาตก็หยั่งรู้ไม่ได้ กรรมมีอยู่ ผลของกรรมก็มีอยู่ ผลของกรรมทั้งหลายที่ทำแล้วก็มีอยู่ เมื่อกุศลและอกุศล ให้ผลอยู่ คำที่ว่า “บุคคลคนเดียวกันนี้นั่นแหละท่องเที่ยวไป” ดังนี้ จึงผิด

๘๑

สก. บุคคลคนเดียวกันนั่นแหละท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จาก โลกอื่นมาสู่โลกนี้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลบางคนเป็นกษัตริย์แล้วเป็นพราหมณ์มีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. กษัตริย์กับพราหมณ์เป็นบุคคลคนเดียวกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

๘๒

สก. บุคคลบางคนเป็นกษัตริย์แล้วเป็นแพศย์ ... เป็นศูทรมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. กษัตริย์กับศูทรเป็นบุคคลคนเดียวกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

๘๓

สก. บุคคลบางคนเป็นพราหมณ์แล้วเป็นแพศย์ ... เป็นศูทร ... เป็น กษัตริย์มีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พราหมณ์กับกษัตริย์เป็นบุคคลคนเดียวกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

๘๔

สก. บุคคลบางคนเป็นแพศย์แล้วเป็นศูทร ... เป็นกษัตริย์ ... เป็น พราหมณ์มีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๔๘} พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา สก. แพศย์กับพราหมณ์เป็นบุคคลคนเดียวกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

๘๕

สก. บุคคลบางคนเป็นศูทรแล้วเป็นกษัตริย์ ... เป็นพราหมณ์ ... เป็น แพศย์มีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ศูทรกับแพศย์เป็นบุคคลคนเดียวกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

๘๖

สก. บุคคลคนเดียวกันนั่นแหละท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จาก โลกอื่นมาสู่โลกนี้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. คนมือด้วนก็เป็นคนมือด้วนอยู่เหมือนเดิม คนเท้าด้วนก็เป็นคนเท้า ด้วนอยู่เหมือนเดิม คนมีมือและเท้าด้วนก็เป็นคนมีมือและเท้าด้วนอยู่เหมือนเดิม ... คนหูวิ่น ... คนจมูกโหว่ ... คนทั้งหูวิ่นทั้งจมูกโหว่ ... คนนิ้วด้วน ... คนมีหัว แม่มือหัวแม่เท้าด้วน ... คนเอ็นใหญ่ขาด ... คนมือหงิก ... คนมือแป ... คน เป็นโรคเรื้อน ... คนเป็นโรคต่อม ... คนเป็นโรคกลาก ... คนเป็นโรคมองคร่อ ... คนเป็นโรคลมบ้าหมู ... อูฐก็เป็นอูฐอยู่เหมือนเดิม ... โค ... ลา ... สุกร ... กระบือก็เป็นกระบืออยู่เหมือนเดิมใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

๘๗

ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “บุคคลคนเดียวกันนั่นแหละท่องเที่ยวจากโลกนี้ ไปสู่โลกอื่น จากโลกอื่นมาสู่โลกนี้” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. บุคคลผู้เป็นโสดาบันจุติจากมนุษยโลกไปเกิดในเทวโลกแล้ว ยังเป็น โสดาบันอยู่เหมือนเดิมแม้ในเทวโลกนั้นมิใช่หรือ สก. ใช่ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๔๙} พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา ปร. หากบุคคลผู้เป็นโสดาบันจุติจากมนุษยโลกไปเกิดในเทวโลกแล้ว ยังเป็น โสดาบันอยู่เหมือนเดิมแม้ในเทวโลกนั้น ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “บุคคลคน เดียวกันนั่นแหละท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จากโลกอื่นมาสู่โลกนี้”

๘๘

สก. เพราะท่านเข้าใจว่า “บุคคลผู้เป็นโสดาบันจุติจากมนุษยโลกไป เกิดในเทวโลกแล้วยังเป็นโสดาบันอยู่เหมือนเดิมแม้ในเทวโลกนั้น” จึงยอมรับว่า “บุคคลคนเดียวกันนั่นแหละท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จากโลกอื่นมาสู่โลกนี้” ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เพราะท่านเข้าใจว่า “บุคคลผู้เป็นโสดาบันจุติจากมนุษยโลกไปเกิดใน เทวโลกแล้ว ยังเป็นมนุษย์อยู่เหมือนเดิมแม้ในเทวโลกนั้น” จึงยอมรับว่า “บุคคล คนเดียวกันนั่นแหละท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่นจากโลกอื่นมาสู่โลกนี้” ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

๘๙

สก. บุคคลคนเดียวกันนั่นแหละท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จาก โลกอื่นมาสู่โลกนี้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลมิใช่คนละคนกัน ไม่แปรผัน ท่องเที่ยวไปใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

๙๐

สก. บุคคลมิใช่คนละคนกัน ไม่แปรผัน ท่องเที่ยวไปใช่ไหม ปร. ใช่ สก. คนมือด้วนก็เป็นคนมือด้วนอยู่เหมือนเดิม ... คนเท้าด้วนก็เป็นคนเท้า ด้วนอยู่เหมือนเดิม ... คนมีมือและเท้าด้วนก็เป็นคนมีมือและเท้าด้วนอยู่เหมือนเดิม ... คนหูวิ่น ... คนจมูกโหว่ ... คนทั้งหูวิ่นทั้งจมูกโหว่ ... คนนิ้วด้วน ... คน มีหัวแม่มือหัวแม่เท้าด้วน ... คนเอ็นใหญ่ขาด ... คนมือหงิก ... คนเป็นโรคเรื้อน ... คนเป็นโรคต่อม ... คนเป็นโรคกลาก ... คนเป็นโรคมองคร่อ ... คนเป็นโรค {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๕๐} พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา ลมบ้าหมู ... อูฐ ... โค ... ลา ... สุกร ... กระบือก็เป็นกระบืออยู่เหมือนเดิม ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

๙๑

สก. บุคคลคนเดียวกันนั่นแหละท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จาก โลกอื่นมาสู่โลกนี้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เป็นผู้มีรูป ท่องเที่ยวไปใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เป็นผู้มีรูปท่องเที่ยวไปใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ชีวะกับสรีระเป็นอย่างเดียวกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เป็นผู้มีเวทนา ฯลฯ เป็นผู้มีสัญญา ฯลฯ เป็นผู้มีสังขาร ฯลฯ เป็นผู้มีวิญญาณท่องเที่ยวไปใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เป็นผู้มีวิญญาณท่องเที่ยวไปใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ชีวะกับสรีระเป็นอย่างเดียวกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ หมายถึงท่องเที่ยวไปพร้อมกับรูปกาย (อภิ.ปญฺจ.อ. ๙๑/๑๔๗) @ เพราะมีความเห็นว่า บุคคลผู้อยู่ในอันตรภพเมื่อจุติไปเกิดในครรภ์มารดา(ในภพอื่น) จะไปพร้อมกับรูป @กายของตนขณะอยู่ในอันตรภพ (คล้ายสัมภเวสี) คำว่า อันตรภพ หมายถึงภพที่อยู่ในระหว่างตายกับเกิด @หรือถพนี้กับภพหน้า (อภิ.ปญฺจ.อ. ๙๑/๑๔๗) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๕๑} พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา

๙๒

สก. บุคคลคนเดียวกันนั่นแหละท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จาก โลกอื่นมาสู่โลกนี้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เป็นผู้ไม่มีรูปท่องเที่ยวไปใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เป็นผู้ไม่มีรูปท่องเที่ยวไปใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ชีวะกับสรีระเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เป็นผู้ไม่มีเวทนา ฯลฯ เป็นผู้ไม่มีสัญญา ฯลฯ เป็นผู้ไม่มีสังขาร ฯลฯ เป็นผู้ไม่มีวิญญาณท่องเที่ยวไปใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เป็นผู้ไม่มีวิญญาณท่องเที่ยวไปใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ชีวะกับสรีระเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

๙๓

สก. บุคคลคนเดียวกันนั่นแหละท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จาก โลกอื่นมาสู่โลกนี้ใช่ไหม ปร. ใช่ @เชิงอรรถ : @ เพราะฝ่ายปรวาทียังยืนยันในเรื่องอันตรภพเหมือนเดิม @ เพราะมีความเห็นว่า บุคคลในอรูปภพเป็นผู้ไม่มีรูป (อภิ.ปญฺจ.อ. ๙๒/๑๔๘) @ เพราะมีความเห็นว่า มีสัญญีภพซึ่งมีเวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณจึงตอบปฏิเสธ @(อภิ.ปญฺจ.อ. ๙๒/๑๔๘) @ เพราะมีความเห็นว่า มีอุปปัตติภพอื่นนอกจากสัญญีภพจึงตอบรับ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๙๒/๑๔๘) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๕๒} พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา สก. รูปท่องเที่ยวไปใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. รูปท่องเที่ยวไปใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ชีวะกับสรีระเป็นอย่างเดียวกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณท่องเที่ยวไปใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. วิญญาณท่องเที่ยวไปใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ชีวะกับสรีระเป็นอย่างเดียวกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

๙๔

สก. บุคคลคนเดียวกันนั่นแหละท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จาก โลกอื่นมาสู่โลกนี้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. รูปไม่ท่องเที่ยวไปใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. รูปไม่ท่องเที่ยวไปใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ชีวะกับสรีระเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณไม่ท่องเที่ยวไปใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ เพราะมีความเห็นว่า ถ้าไม่มีรูป ก็ไม่มีบุคคล ดังนั้น เมื่อบุคคลท่องเที่ยวไปจึงท่องเที่ยวไปด้วยรูปนั้น @(อภิ.ปญฺจ.อ. ๙๓/๑๔๘) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๕๓} พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา สก. วิญญาณไม่ท่องเที่ยวไปใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ชีวะกับสรีระเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น (ย่อ) สก. เมื่อขันธ์แตกดับ หากบุคคลนั้นแตกดับ ก็จะเป็นอุจเฉททิฏฐิที่พระพุทธเจ้าได้ทรงเว้น เมื่อขันธ์แตกดับ หากบุคคลไม่แตกดับ บุคคลก็จะเที่ยงเสมอเหมือนนิพพาน คติอนุโยคะ จบ ๑๒. อุปาทาปัญญัตตานุโยคะ ว่าด้วยการซักถามถึงอุปาทาบัญญัติ

๙๕

สก. เพราะอาศัยรูปจึงบัญญัติบุคคลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. รูปไม่เที่ยง ถูกปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไป เสื่อมไป คลายไป ดับไป แปรผันไปเป็นธรรมดาใช่ไหม ปร. ใช่ สก. แม้บุคคลก็ไม่เที่ยง ถูกปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไป เสื่อมไป คลายไป ดับไป แปรผันไปเป็นธรรมดาใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ เที่ยงเสมอเหมือนนิพพาน หมายถึง นิพพานคือภาวะที่ไม่เกิดไม่ดับ ถ้าถือว่าบุคคลเที่ยงเหมือนนิพพาน @ก็จัดเป็นสัสสตทิฏฐิ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๙๔/๑๔๘) @ ดูเชิงอรรถที่ ๑ ข้อ ๒ หน้า ๓ ในเล่มนี้ @ ปรวาทียังยึดถือความเห็นเดิมของตนที่ว่า บุคคลเที่ยง จึงตอบปฏิเสธ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๙๕/๑๔๙) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๕๔}

所用版本与授权

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · 证据核验于 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้