This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

经典 ·

เล่ม ๓๗

本册其他条目

นิคคหะที่ ๑นิคคหะที่ ๒นิคหะ ที่ ๓นิคคหะที่ ๔นิคคหะที่ ๕นิคคหะที่ ๖นิคคหะที่ ๗นิคคหะที่ ๘๕. สุทธิกสังสันทนะ การเทียบเคียงบุคคลกับสภาวธรรมล้วนๆ๖. โอปัมมสังสันทนะ ว่าด้วยการเทียบเคียงโดยข้ออุปมา๗. จตุกกนยสังสันทนะ ว่าด้วยการเทียบเคียงโดยนัย ๔ ประการ๘. ลักขณยุตติ ว่าด้วยการซักถามถึงลักษณะ๙. วจนโสธนะ ว่าด้วยการซักฟอกถ้อยคำ๑๐. ปัญญัตตานุโยคะ ว่าด้วยการซักถามถึงบัญญัติ๑๑. คติอนุโยคะ ว่าด้วยการซักถามถึงคติ๑๒. อุปาทาปัญญัตตานุโยคะ ว่าด้วยการซักถามถึงอุปาทาบัญญัติ๑๓. ปุริสการานุโยคะ ว่าด้วยการซักถามถึงผู้กระทำ๑๔. อภิญญานุโยคะ ว่าด้วยการซักถามถึงอภิญญา๑๕-๑๘. ญาตกานุโยคาทิ ว่าด้วยการซักถามถึงญาติ เป็นต้น ๑๙. ปฏิเวธานุโยคะ ว่าด้วยการซักถามถึงผู้บรรลุธรรม (พระอริยะ) ๒๐. สังฆานุโยคะ ว่าด้วยการซักถามถึงสงฆ์ ๒๑. สัจฉิกัตถสภาคานุโยคะ ว่าด้วยการซักถามถึงสภาวะแห่งสัจฉิกัฏฐะ[๒๑๗] สก. บุคคลอาศัยอะไรดำรงอยู่๒. ปริหานิกถา ว่าด้วยความเสื่อม๓. (ก) พรหมจริยกถา ว่าด้วยพรหมจรรย์๓. (ข) โอธิโสกถา ว่าด้วยการละกิเลสได้เป็นส่วนๆ๔. ชหติกถา ว่าด้วยการละ๕. สัพพมัตถีติกถา ว่าด้วยสิ่งทั้งปวงมีอยู่๖. อตีตักขันธาทิกถา ว่าด้วยอดีตขันธ์เป็นต้น๗. เอกัจจมัตถีติกถา ว่าด้วยบางอย่างมีอยู่๘. สติปัฏฐานกถา ว่าด้วยสติปัฏฐาน๙. เหวัตถีติกถา ว่าด้วยสภาวธรรมที่มีอยู่โดยสภาวะอย่างนี้๑. ปรูปหารกถา ว่าด้วยเรื่องที่บุคคลอื่นนำเข้าไปให้๒. อัญญาณกถา ว่าด้วยความไม่รู้๓. กังขากถา ว่าด้วยความสงสัย๔. ปรวิตารณกถา ว่าด้วยการรับคำแนะนำจากผู้อื่น๕. วจีเภทกถา ว่าด้วยการเปล่งวาจา๖. ทุกขาหารกถา ว่าด้วยทุกขาหารญาณ๗. จิตตัฏฐิติกถา ว่าด้วยความตั้งอยู่แห่งจิต๘. กุกกุฬกถา ว่าด้วยเถ้ารึง๙. อนุปุพพาภิสมยกถา ว่าด้วยการบรรลุธรรมโดยลำดับ๑๐. โวหารกถา ว่าด้วยพระโวหาร๑๑. นิโรธกถา ว่าด้วยนิโรธ๑. พลกถา ว่าด้วยกำลัง๒. อริยันติกถา ว่าด้วยความเป็นอริยะ๓. วิมุตติกถา ว่าด้วยความหลุดพ้น๔. วิมุจจมานกถา ว่าด้วยจิตกำลังหลุดพ้น๕. อัฏฐมกกถา ว่าด้วยบุคคลที่ ๘๖. อัฏฐมกัสสอินทริยกถา ว่าด้วยอินทรีย์ของบุคคลที่ ๘๗. ทิพพจักขุกถา ว่าด้วยทิพยจักษุ๘. ทิพพโสตกถา ว่าด้วยทิพยโสตะ๙. ยถากัมมูปคตญาณกถา ว่าด้วยยถากัมมูปคตญาณ๑๐. สังวรกถา ว่าด้วยความสำรวม๑๑. อสัญญกถา ว่าด้วยอสัญญสัตว์๑๒. เนวสัญญานาสัญญายตนกถา ว่าด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนะ๑. คิหิสสอรหาติกถา ว่าด้วยคฤหัสถ์เป็นพระอรหันต์๒. อุปปัตติกถา ว่าด้วยการปฏิสนธิ๓. อนาสวกถา ว่าด้วยสภาวธรรมที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ๔. สมันนาคตกถา ว่าด้วยผู้บริบูรณ์๕. อุเปกขาสมันนาคตกถา ว่าด้วยผู้บริบูรณ์ด้วยอุเบกขา๖. โพธิยาพุทโธติกถา ว่าด้วยชื่อว่าพุทธะเพราะปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้๗. ลักขณกถา ว่าด้วยลักษณะ๘. นิยาโมกกันติกถา ว่าด้วยการหยั่งลงสู่นิยาม๙. อปราปิสมันนาคตกถา ว่าด้วยผู้บริบูรณ์ อีกเรื่องหนึ่ง๑๐. สัพพสัญโญชนัปปหานกถา ว่าด้วยการละสังโยชน์ทั้งปวง๑. วิมุตติกถา ว่าด้วยความหลุดพ้น๒. อเสกขญาณกถา ว่าด้วยญาณของพระอเสขะ๓. วิปรีตกถา ว่าด้วยญาณวิปริต๔. นิยามกถา ว่าด้วยนิยาม๕. ปฏิสัมภิทากถา ว่าด้วยปฏิสัมภิทา๖. สมมติญาณกถา ว่าด้วยสมมติญาณ๗. จิตตารัมมณกถา ว่าด้วยญาณมีจิตเป็นอารมณ์๘. อนาคตญาณกถา ว่าด้วยอนาคตญาณ๙. ปัจจุปปันนญาณกถา ว่าด้วยปัจจุปปันนญาณ๑๐. ผลญาณกถา ว่าด้วยผลญาณ๑. นิยามกถา ว่าด้วยนิยาม๒. ปฏิจจสมุปปาทกถา ว่าด้วยปฏิจจสมุปบาท๓. สัจจกถา ว่าด้วยสัจจะ๔. อารุปปกถา ว่าด้วยอรูปฌาน๕. นิโรธสมาปัตติกถา ว่าด้วยนิโรธสมาบัติ๖. อากาสกถา ว่าด้วยอากาศ๗. อากาโสสนิทัสสโนติกถา ว่าด้วยอากาศเป็นสภาวธรรมที่เห็นได้๘. ปฐวีธาตุสนิทัสสนาติอาทิกถา ว่าด้วยปฐวีธาตุเป็นสภาวธรรมที่เห็นได้เป็นต้น๙. จักขุนทริยังสนิทัสสนันติอาทิกถา ว่าด้วยจักขุนทรีย์เป็นสภาวธรรมที่เห็นได้เป็นต้น๑๐. กายกัมมังสนิทัสสนันติกถา ว่าด้วยกายกรรมเป็นสภาวธรรมที่เห็นได้๑. สังคหิตกถา ว่าด้วยสภาวธรรมที่สงเคราะห์เข้าได้๒. สัมปยุตตกถา ว่าด้วยสัมปยุตตธรรม๓. เจตสิกกถา ว่าด้วยเจตสิก๔. ทานกถา ว่าด้วยทาน๕. ปริโภคมยปุญญกถา ว่าด้วยบุญสำเร็จด้วยการบริโภค๖. อิโตทินนกถา ว่าด้วยทานที่บุคคลอุทิศให้จากโลกนี้๗. ปฐวีกัมมวิปาโกติกถา ว่าด้วยแผ่นดินเป็นกรรมวิบาก๘. ชรามรณังวิปาโกติกถา ว่าด้วยชรามรณะเป็นวิบาก๙. อริยธัมมวิปากกถา ว่าด้วยวิบากแห่งอริยธรรม๑๐. วิปาโกวิปากธัมมธัมโมติกถา ว่าด้วยวิบากเป็นสภาวธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดวิบาก๑. ฉคติกถา ว่าด้วยคติ ๖๒. อันตราภวกถา ว่าด้วยอันตรภพ๓. กามคุณกถา ว่าด้วยกามคุณ๔. กามกถา ว่าด้วยกาม๕. รูปธาตุกถา ว่าด้วยรูปธาตุ๖. อรูปธาตุกถา ว่าด้วยอรูปธาตุ๗. รูปธาตุยาอายตนกถา ว่าด้วยอายตนะในรูปธาตุ๘. อรูเปรูปกถา ว่าด้วยรูปในอรูป๙. รูปังกัมมันติกถา ว่าด้วยรูปเป็นกรรม๑๐. ชีวิตินทริยกถา ว่าด้วยชีวิตินทรีย์๑๑. กัมมเหตุกถา ว่าด้วยเหตุแห่งกรรม๑. อานิสังสทัสสาวีกถา ว่าด้วยผู้เห็นอานิสงส์(ในนิพพาน)๒. อมตารัมมณกถา ว่าด้วยสภาวธรรมมีอมตะ(นิพพาน)เป็นอารมณ์๓. รูปังสารัมมณันติกถา ว่าด้วยรูปที่รับรู้อารมณ์ได้๔. อนุสยาอนารัมมณกถา ว่าด้วยอนุสัยรับรู้อารมณ์ไม่ได้๕. ญาณังอนารัมมณันติกถา ว่าด้วยญาณที่รับรู้อารมณ์ไม่ได้๖. (ก) อตีตารัมมณกถา ว่าด้วยจิตมีอดีตธรรมเป็นอารมณ์๖. (ข) อนาคตารัมมณกถา ว่าด้วยจิตมีอนาคตธรรมเป็นอารมณ์๗. วิตักกานุปติตกถา ว่าด้วยจิตเนื่องด้วยวิตก๘. วิตักกวิปผารสัททกถา ว่าด้วยความแผ่ไปแห่งวิตกเป็นเสียง๙. นยถาจิตตัสสวาจาติกถา ว่าด้วยวาจาไม่เป็นไปตามที่คิด๑๐. นยถาจิตตัสสกายกัมมันติกถา ว่าด้วยกายกรรมไม่เป็นไปตามที่คิด๑๑. อตีตานาคตปัจจุปปันนกถา ว่าด้วยอดีต อนาคตและปัจจุบัน๑. นิโรธกถา ว่าด้วยนิโรธ๒. รูปังมัคโคติกถา ว่าด้วยรูปเป็นมรรค๓. ปัญจวิญญาณสมังคิสสมัคคภาวนากถา ว่าด้วยการเจริญมรรคของผู้พรั่งพร้อมด้วยวิญญาณ ๕๔. ปัญจวิญญาณากุสลาปิอกุสลาปีติกถา ว่าด้วยวิญญาณ ๕ เป็นกุศลก็มี เป็นอกุศลก็มี๕. สาโภคาติกถา ว่าด้วยวิญญาณ ๕ มีความผูกใจ๖. ทวีหิสีเลหิกถา (๑๐๐) ว่าด้วยศีล ๒ อย่าง๗. สีลังอเจตสิกันติกถา ว่าด้วยศีลไม่เป็นเจตสิก๘. สีลังนจิตตานุปริวัตตีติกถา ว่าด้วยศีลไม่คล้อยไปตามจิต๙. สมาทานเหตุกถา ว่าด้วยศีลมีการสมาทานเป็นเหตุ๑๐. วิญญัตติสีลันติกถา ว่าด้วยวิญญัติเป็นศีล๑๑. อวิญญัตติทุสสีลยันติกถา ว่าด้วยอวิญญัติเป็นความทุศีล๑-๓. ติสโสปิอนุสยกถา ว่าด้วยอนุสัย ๓ เรื่อง๔. ญาณกถา ว่าด้วยญาณ๕. ญาณังจิตตวิปปยุตตันติกถา ว่าด้วยญาณวิปปยุตจากจิต๖. อิทังทุกขันติกถา ว่าด้วยการเปล่งวาจาว่านี้ทุกข์๗. อิทธิพลกถา ว่าด้วยกำลังฤทธิ์๘. สมาธิกถา ว่าด้วยสมาธิ๙. ธัมมัฏฐิตตากถา ว่าด้วยความตั้งอยู่แห่งสภาวธรรม๑๐. อนิจจตากถา ว่าด้วยความไม่เที่ยง๑. สังวโรกัมมันติกถา ว่าด้วยความสำรวมเป็นกรรม๒. กัมมกถา ว่าด้วยกรรม๓. สัทโทวิปาโกติกถา ว่าด้วยเสียงเป็นวิบาก๔. สฬายตนกถา ว่าด้วยอายตนะ ๖๕. สัตตักขัตตุปรมกถา ว่าด้วยบุคคลผู้สัตตักขัตตุปรมะ๖. โกลังโกลกถา ว่าด้วยบุคคลผู้โกลังโกละ ๗. เอกพีชีกถา ว่าด้วยบุคคลผู้เอกพีชี๘. ชีวิตาโวโรปนกถา ว่าด้วยการปลงชีวิต๙. ทุคคติกถา ว่าด้วยทุคติ๑๐. สัตตมภวิกกถา ว่าด้วยบุคคลผู้มีภพที่ ๗๑. กัปปัฏฐกถา ว่าด้วยผู้ดำรงอยู่ได้ตลอดกัป๒. กุสลปฏิลาภกถา ว่าด้วยการได้จิตที่เป็นกุศล๓. อนันตราปยุตตกถา ว่าด้วยบุคคลผู้ใช้ให้ทำอนันตริยกรรม๔. นิยตัสสนิยามกถา ว่าด้วยนิยามของบุคคลผู้แน่นอน๕. นิวุตกถา ว่าด้วยผู้มีจิตถูกนิวรณ์ครอบงำ๖. สัมมุขีภูตกถา ว่าด้วยผู้พรั่งพร้อมด้วยสังโยชน์๗. สมาปันโนอัสสาเทติกถา ว่าด้วยผู้เข้าสมาบัติย่อมยินดี๘. อสาตราคกถา ว่าด้วยความยินดีในสิ่งที่ไม่ชอบใจ๙. ธัมมตัณหาอัพยากตาติกถา ว่าด้วยธัมมตัณหาเป็นอัพยากฤต๑๐. ธัมมตัณหานทุกขสมุทโยติกถา ว่าด้วยธัมมตัณหาไม่เป็นทุกขสมุทัย๑. กุสลากุสลปฏิสันทหนกถา ว่าด้วยความสืบต่อแห่งกุศลและอกุศล๒. สฬายตนุปปัตติกถา ว่าด้วยความเกิดขึ้นแห่งอายตนะ ๖๓. อนันตรปัจจยกถา ว่าด้วยอนันตรปัจจัย๔. อริยรูปกถา ว่าด้วยอริยรูป๕. อัญโญอนุสโยติกถา ว่าด้วยอนุสัยเป็นคนละอย่างกัน(กับปริยุฏฐานกิเลส)๖. ปริยุฏฐานังจิตตวิปปยุตตันติกถา ว่าด้วยปริยุฏฐานกิเลสวิปปยุตจากจิต๗. ปริยาปันนกถา ว่าด้วยธรรมที่นับเนื่อง(วัฏฏทุกข์)๘. อัพยากตกถา ว่าด้วยอัพยากฤต๙. อปริยาปันนกถา ว่าด้วยธรรมที่ไม่นับเนื่อง(ในโลกิยะ)๑. ปัจจยตากถา ว่าด้วยความเป็นปัจจัย๒. อัญญมัญญปัจจยกถา ว่าด้วยอัญญมัญญปัจจัย๓. อัทธากถา ว่าด้วยกาล๔. ขณลยมุหุตตกถา ว่าด้วยขณะ ลยะ และมุหุตตะ๕. อาสวกถา ว่าด้วยอาสวะ๖. ชรามรณกถา ว่าด้วยชรามรณะ๗. สัญญาเวทยิตกถา ว่าด้วยสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ๘. ทุติยสัญญาเวทยิตกถา ว่าด้วยสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ ที่ ๒๙. ตติยสัญญาเวทยิตกถา ว่าด้วยสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติที่ ๓๑๐. อสัญญสัตตูปิกากถา ว่าด้วยสมาบัติที่เป็นเหตุให้เข้าถึงภพแห่งอสัญญสัตว์๑๑. กัมมูปจยกถา ว่าด้วยกรรมที่สั่งสม๑. นิคคหกถา ว่าด้วยการข่มจิต๒. ปัคคหกถา ว่าด้วยการบังคับจิต๓. สุขานุปปทานกถา ว่าด้วยการมอบสุข๔. อธิคัยหมนสิการกถา ว่าด้วยมนสิการรวบยอด๕. รูปังเหตูติกถา ว่าด้วยรูปเป็นเหตุ๖. รูปังสเหตุกันติกถา ว่าด้วยรูปมีเหตุ๗. รูปังกุสลากุสลันติกถา ว่าด้วยรูปเป็นกุศลและอกุศล๘. รูปังวิปาโกติกถา ว่าด้วยรูปเป็นวิบาก๙. รูปังรูปาวจรารูปาวจรันติกถา ว่าด้วยรูปเป็นรูปาวจรและอรูปาวจร๑๐. รูปราโครูปธาตุปริยาปันโนติอาทิกถา ว่าด้วยรูปราคะนับเนื่องในรูปธาตุ เป็นต้น๑. อัตถิอรหโตปุญญูปจโยติกถา ว่าด้วยพระอรหันต์มีการสั่งสมบุญ๒. นัตถิอรหโตอกาลมัจจูติกถา ว่าด้วยพระอรหันต์ไม่มีอกาลมรณะ๓. สัพพมิทังกัมมโตติกถา ว่าด้วยสิ่งทั้งปวงนี้เป็นไปเพราะกรรม๔. อินทริยพัทธกถา ว่าด้วยสิ่งที่เนื่องด้วยอินทรีย์๕. ฐเปตวาอริยมัคคันติกถา ว่าด้วยการยกเว้นอริยมรรค๖. นวัตตัพพังสังโฆทักขิณังปฏิคคัณหาตีติกถา ว่าด้วยไม่ควรยอมรับว่าพระสงฆ์รับทักษิณา๗. นวัตตัพพังสังโฆทักขิณังวิโสเธตีติกถา ว่าด้วยไม่ควรยอมรับว่าพระสงฆ์ทำทักษิณาให้หมดจด๘. นวัตตัพพังสังโฆภุญชตีติกถา ว่าด้วยไม่ควรยอมรับว่าพระสงฆ์ฉันได้๙. นวัตตัพพังสังฆัสสทินนังมหัปผลันติกถา ว่าด้วยไม่ควรยอมรับว่าทานที่ถวายแด่พระสงฆ์มีผลมาก๑๐. นวัตตัพพังพุทธัสสทินนังมหัปผลันติกถา ว่าด้วยไม่ควรยอมรับว่าทานที่ถวายแด่พระพุทธเจ้ามีผลมาก๑๑. ทักขิณาวิสุทธิกถา ว่าด้วยทักษิณาบริสุทธิ์๑. มนุสสโลกกถา ว่าด้วยมนุษยโลก๒. ธัมมเทสนากถา ว่าด้วยการแสดงธรรม๓. กรุณากถา ว่าด้วยกรุณา๔. คันธชาติกถา ว่าด้วยคันธชาติ๕. เอกมัคคกถา ว่าด้วยทางสายเดียว๖. ฌานสังกันติกถา ว่าด้วยการเลื่อนฌาน๗. ฌานันตริกกถา ว่าด้วยสมาธิที่เกิดในระหว่างฌาน๘. สมาปันโนสัททังสุณาตีติกถา ว่าด้วยผู้เข้าสมาบัติได้ยินเสียง๙. จักขุนารูปังปัสสตีติกถา ว่าด้วยเห็นรูปทางตา๑. กิเลสชหนกถา ว่าด้วยการละกิเลส๒. สุญญตากถา ว่าด้วยความว่าง๓. สามัญญผลกถา ว่าด้วยผลแห่งความเป็นสมณะ๔. ปัตติกถา ว่าด้วยการได้๕. ตถตากถา ว่าด้วยความเป็นจริง๖. กุสลกถา ว่าด้วยกุศล๗. อัจจันตนิยามกถา ว่าด้วยความแน่นอนโดยส่วนเดียว๘. อินทริยกถา ว่าด้วยอินทรีย์๑. อสัญจิจจกถา ว่าด้วยความไม่จงใจ๒. ญาณกถา ว่าด้วยญาณ๓. นิรยปาลกถา ว่าด้วยนายนิรยบาล๔. ติรัจฉานกถา ว่าด้วยสัตว์ดิรัจฉาน๕. มัคคกถา ว่าด้วยมรรค๖. ญาณกถา ว่าด้วยญาณ๑. สาสนกถา ว่าด้วยหลักคำสอน๒. อวิวิตตกถา ว่าด้วยผู้ไม่สงัด๓. สัญโญชนกถา ว่าด้วยสังโยชน์๔. อิทธิกถา ว่าด้วยฤทธิ์๕. พุทธกถา ว่าด้วยพระพุทธเจ้า๖. สัพพทิสากถา ว่าด้วยพระพุทธเจ้าประทับอยู่ทั่วทุกทิศ๗. ธัมมกถา ว่าด้วยสภาวธรรม๘. กัมมกถา ว่าด้วยกรรม๑. ปรินิพพานกถา ว่าด้วยปรินิพพาน๒. กุสลจิตตกถา ว่าด้วยกุศลจิต๓. อาเนญชกถา ว่าด้วยอาเนญชสมาธิ (จตุตถฌานจิต)๔. ธัมมาภิสมยกถา ว่าด้วยการบรรลุธรรม๕-๗. ติสโสปิกถา ว่าด้วยเรื่องการบรรลุอีก ๓ เรื่อง๘. อัพยากตกถา ว่าด้วยอัพยากตจิต๙. อาเสวนปัจจยตากถา ว่าด้วยความเป็นอาเสวนปัจจัย๑๐. ขณิกกถา ว่าด้วยสภาวธรรมทั้งปวงเป็นไปชั่วขณะจิตหนึ่ง๑. เอกาธิปปายกถา ว่าด้วยจุดประสงค์อย่างเดียวกัน๒. อรหันตวัณณกถา ว่าด้วยเพศของพระอรหันต์๓-๗. อิสสริยกามการิกากถา ว่าด้วยการทำตามอำนาจความประสงค์๘. ปฏิรูปกถา ว่าด้วยสภาวธรรมที่เทียบกันได้๙. อปรินิปผันนกถา ว่าด้วยสภาวธรรมที่ไม่สำเร็จ(มาจากเหตุ)รวมปัณณาสก์ที่มีในกถาวัตถุปกรณ์นี้ คือ

经典

๓. (ก) พรหมจริยกถา ว่าด้วยพรหมจรรย์

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

5 条1 个版本

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ

印本前页文字

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๓. (ก) พรหมจริยากถา ๓. (ก) พรหมจริยกถา ว่าด้วยพรหมจรรย์ ๑. สุทธพรหมจริยกถา ว่าด้วยพรหมจรรย์ล้วนๆ

๒๖๙

สก. ในหมู่เทวดา ไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เทวดาทั้งหลายเป็นผู้โง่เขลา เบาปัญญา ไม่รู้เดียงสา ใช้ภาษาใบ้ ไม่สามารถจะรู้ความหมายของคำที่กล่าวดีหรือชั่วได้ ไม่เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ไม่เข้าไปนั่งใกล้พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ไม่ทูลถามปัญหากับ พระองค์ เมื่อพระองค์ทรงวิสัชนาปัญหาก็ไม่ชื่นชม เป็นผู้ประกอบด้วยเครื่องกั้น คือกรรม เครื่องกั้นคือกิเลส เครื่องกั้นคือวิบาก ไม่มีศรัทธา ไม่มีฉันทะ มีปัญญา ทราม ไม่ควรที่จะก้าวลงสู่นิยามอันถูกต้องในกุศลธรรมทั้งหลาย เป็นผู้ฆ่ามารดา ฆ่าบิดา ฆ่าพระอรหันต์ ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนถึงพระโลหิตห้อ ทำลายสงฆ์ให้ แตกกัน เป็นผู้ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูด คำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ มากไปด้วยอภิชฌา มีจิตคิดพยาบาท เป็นมิจฉาทิฏฐิใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เทวดาทั้งหลายเป็นผู้ไม่โง่เขลา มีปัญญา รู้เดียงสา ไม่ใช้ภาษาใบ้ สามารถรู้ความหมายของคำที่กล่าวดีหรือชั่วได้ เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เข้าไปนั่งใกล้พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ทูลถามปัญหากับพระองค์ เมื่อ พระองค์ทรงวิสัชนาปัญหา ก็เป็นผู้ชื่นชม เป็นผู้ไม่ประกอบด้วยเครื่องกั้นคือกรรม @เชิงอรรถ : @ การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ในที่นี้หมายถึงการเจริญมรรคและการบรรพชา (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๖๙/๑๖๖) @ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายสมิติยะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๖๙/๑๖๖) @ เพราะมีความเห็นว่า ในหมู่เทวดา ไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ทั้ง ๒ อย่าง (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๖๙/๑๖๖) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๔๕} พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๓. (ก) พรหมจริยากถา เครื่องกั้นคือกิเลส เครื่องกั้นคือวิบาก เป็นผู้มีศรัทธา มีฉันทะ มีปัญญา ควรที่ จะก้าวลงสู่นิยามอันถูกต้องในกุศลธรรมทั้งหลาย ไม่เป็นผู้ฆ่ามารดา ฆ่าบิดา ฆ่าพระอรหันต์ ไม่ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนถึงพระโลหิตห้อ ไม่ทำลายสงฆ์ให้แตกกัน ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูด คำหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อ ไม่เป็นผู้มากไปด้วยอภิชฌา ไม่มีจิตคิดพยาบาท เป็น สัมมาทิฏฐิ มีอยู่มิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากเทวดาทั้งหลายเป็นผู้ไม่โง่เขลา มีปัญญา รู้เดียงสา ไม่ใช้ภาษาใบ้ สามารถรู้ความหมายของคำที่กล่าวดีหรือชั่วได้ ฯลฯ เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า ฯลฯ เป็นสัมมาทิฏฐิ มีอยู่ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “ในหมู่เทวดาไม่มีการอยู่ประพฤติ พรหมจรรย์”

๒๗๐

ปร. ในหมู่เทวดา มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. ในหมู่เทวดานั้นมีการบรรพชา การปลงผม การครองผ้ากาสาวพัสตร์ การทรงบาตร พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายทรงอุบัติได้ พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า ทั้งหลายอุบัติได้ คู่พระอัครสาวกก็อุบัติได้ใช่ไหม สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ในหมู่เทวดาไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ เพราะเหตุนั้น ในหมู่เทวดา จึงไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ในที่ที่มีการบรรพชาเท่านั้น จึงมีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ในที่ที่ไม่ มีการบรรพชา ไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ เพราะมีความเห็นว่า ในหมู่เทวดายังมีการเจริญมรรคอยู่ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๗๐/๑๖๖) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๔๖} พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๓. (ก) พรหมจริยากถา สก. ในที่ที่มีการบรรพชาเท่านั้น จึงมีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ในที่ที่ไม่ มีการบรรพชา ไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ผู้ที่บรรพชาเท่านั้น จึงมีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ผู้ที่ไม่ได้บรรพชา ไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ในหมู่เทวดาไม่มีการปลงผม เพราะเหตุนั้น ในหมู่เทวดาจึงไม่มีการอยู่ ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ในที่ที่มีการปลงผมเท่านั้น จึงมีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ในที่ที่ไม่ มีการปลงผม ไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ในที่ที่มีการปลงผมเท่านั้น จึงมีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ในที่ที่ไม่ มีการปลงผม ไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เฉพาะผู้ที่ปลงผมเท่านั้น จึงมีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ผู้ที่ไม่ปลงผม ไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ในหมู่เทวดาไม่มีการครองผ้ากาสาวพัสตร์ เพราะเหตุนั้น ในหมู่ เทวดาจึงไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ในที่ที่มีการครองผ้ากาสาวพัสตร์เท่านั้น จึงมีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ในที่ที่ไม่มีการครองผ้ากาสาวพัสตร์ ไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๔๗} พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๓. (ก) พรหมจริยากถา สก. ในที่ที่มีการครองผ้ากาสาวพัสตร์เท่านั้น จึงมีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ในที่ที่ไม่มีการครองผ้ากาสาวพัสตร์ ไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ผู้ที่ครองผ้ากาสาวพัสตร์เท่านั้น จึงมีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ผู้ที่ ไม่ครองผ้ากาสาวพัสตร์ ไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ในหมู่เทวดาไม่มีการทรงบาตร เพราะเหตุนั้น ในหมู่เทวดาจึงไม่มีการอยู่ ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ในที่ที่มีการทรงบาตรเท่านั้น จึงมีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ในที่ที่ ไม่มีการทรงบาตร ไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ในที่ที่มีการทรงบาตรเท่านั้น จึงมีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ในที่ที่ ไม่มีการทรงบาตร ไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ผู้ที่ทรงบาตรเท่านั้น จึงมีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ผู้ที่ไม่ทรงบาตร ไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายไม่ทรงอุบัติในหมู่เทวดา เพราะเหตุนั้น ในหมู่เทวดาจึงไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ใช่ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๔๘} พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๓. (ก) พรหมจริยากถา สก. ในที่ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายทรงอุบัติเท่านั้น จึงมีการอยู่ประพฤติ พรหมจรรย์ ในที่ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายไม่ทรงอุบัติ ไม่มีการอยู่ประพฤติ พรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ในที่ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายทรงอุบัติเท่านั้น จึงมีการอยู่ประพฤติ พรหมจรรย์ ในที่ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายไม่ทรงอุบัติ ไม่มีการอยู่ประพฤติ พรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระผู้มีพระภาคประสูติที่สวนลุมพินี ตรัสรู้ที่ควงไม้โพธิ์ ทรงประกาศ ธรรมจักรที่กรุงพาราณสี ในที่นั้นเท่านั้นจึงมีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ในที่อื่น ไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายไม่อุบัติในหมู่เทวดา เพราะเหตุนั้น ในหมู่ เทวดาจึงไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ในที่ที่พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าทั้งหลายอุบัติเท่านั้น จึงมีการอยู่ประพฤติ พรหมจรรย์ ในที่ที่พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าทั้งหลายไม่อุบัติ ไม่มีการอยู่ประพฤติ พรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ในที่ที่พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าทั้งหลายอุบัติเท่านั้น จึงมีการอยู่ประพฤติ พรหมจรรย์ ในที่ที่พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าทั้งหลายไม่อุบัติ ไม่มีการอยู่ประพฤติ พรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ใช่ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๔๙} พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๓. (ก) พรหมจริยากถา สก. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าทั้งหลายอุบัติในมัชฌิมชนบท ในมัชฌิมชนบท นั้นเท่านั้นจึงมีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ในที่อื่นไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. คู่พระอัครสาวกไม่อุบัติในหมู่เทวดา เพราะเหตุนั้น ในหมู่เทวดาจึงไม่มี การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ในที่ที่คู่พระอัครสาวกอุบัติเท่านั้น จึงมีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ในที่ที่คู่พระอัครสาวกไม่อุบัติ ไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ในที่ที่คู่พระอัครสาวกอุบัติเท่านั้น จึงมีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ในที่ที่คู่พระอัครสาวกไม่อุบัติ ไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ในมคธรัฐซึ่งเป็นที่อุบัติของคู่พระอัครสาวกเท่านั้น จึงมีการอยู่ประพฤติ พรหมจรรย์ ในที่อื่นไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

๒๗๑

ปร. ในหมู่เทวดามีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. ในหมู่เทวดาทั้งปวงมีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ในหมู่มนุษย์มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ใช่ @เชิงอรรถ : @ เพราะมีความเห็นว่า มีเทวดาจำพวกหนึ่งคือ อสัญญีสัตว์ประพฤติพรหมจรรย์ไม่ได้ @(อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๗๐/๑๖๖) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๕๐} พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๓. (ก) พรหมจริยากถา สก. ในหมู่มนุษย์ทั้งปวงมีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ปร. ในหมู่เทวดามีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. ในหมู่อสัญญสัตตพรหมมีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ในหมู่มนุษย์มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ในชาวปัจจันตชนบทที่พวกภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาไปไม่ถึง และในพวกมิลักขะ ผู้ไม่รู้เดียงสา มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ปร. ในหมู่เทวดามีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม สก. ที่มีก็มี ที่ไม่มีก็มี ปร. ในหมู่อสัญญสัตตพรหมที่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ก็มี ที่ไม่มีการ อยู่ประพฤติพรหมจรรย์ก็มี และในหมู่สัญญสัตตพรหมที่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ก็มี ที่ไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ก็มีใช่ไหม สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ปร. ในหมู่เทวดาที่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ก็มี ที่ไม่มีการอยู่ประพฤติ พรหมจรรย์ก็มีใช่ไหม สก. ใช่ ปร. ที่ไหนมี ที่ไหนไม่มี @เชิงอรรถ : @ เพราะมีความเห็นว่า มีมนุษย์พวกหนึ่งซึ่งอยู่ในปัจจันตชนบท(ห่างไกลไม่มีภิกษุสงฆ์)ไม่มีการประพฤติ @พรหมจรรย์ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๗๑/๑๖๖) @ มิลักขะ หมายถึงคนป่า {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๕๑} พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๓. (ก) พรหมจริยากถา สก. ในหมู่อสัญญสัตตพรหมไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ แต่ในหมู่ สัญญสัตตพรหมมีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ปร. ในหมู่อสัญญสัตตพรหมไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. ในหมู่สัญญสัตตพรหมไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ปร. ในหมู่สัญญสัตตพรหมมีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. ในหมู่อสัญญสัตตพรหมมีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ในหมู่มนุษย์มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ที่มีก็มี ที่ไม่มีก็มี สก. ในชาวปัจจันตชนบทที่พวกภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาไปไม่ถึง และในพวกมิลักขะผู้ไม่รู้เดียงสา มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ก็มี ไม่มีก็มี ใน ชาวมัชฌิมชนบทมีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ก็มี ไม่มีก็มีใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ในหมู่มนุษย์มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ก็มี ไม่มีก็มีใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ที่ไหนมี ที่ไหนไม่มี ปร. ในชาวปัจจันตชนบทที่พวกภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาไปไม่ถึง และในพวกมิลักขะผู้ไม่รู้เดียงสา ไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ในชาวมัชฌิม ชนบทมีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๕๒} พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๓. (ก) พรหมจริยากถา สก. ในชาวปัจจันตชนบทที่พวกภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาไปไม่ถึง และในพวกมิลักขะผู้ไม่รู้เดียงสา ไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ในชาวมัชฌิมชนบทไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น สก. ในชาวมัชฌิมชนบทมีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ในชาวปัจจันตชนบทที่พวกภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาไปไม่ถึง และในพวกมิลักขะผู้ไม่รู้เดียงสา มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ปร. ในหมู่เทวดามีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย มนุษย์ชาวชมพู ทวีป เหนือกว่ามนุษย์ชาวอุตตรกุรุทวีปและเทวดาชั้นดาวดึงส์ ด้วยฐานะ ๓ ประการ คือ (๑) เป็นผู้แกล้วกล้า (๒) เป็นผู้มีสติ (๓) เป็นผู้อยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใน ชมพูทวีปนี้” มีอยู่จริงมิใช่หรือ สก. ใช่ ปร. ดังนั้น ในหมู่เทวดาจึงไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ สก. พระผู้มีพระภาคตรัสที่กรุงสาวัตถีว่า ณ ที่นี้ มีการอยู่ประพฤติ พรหมจรรย์ใช่ไหม ปร. ใช่ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.นวก. (แปล) ๒๓/๒๑/๔๗๖ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๕๓} พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๓. (ก) พรหมจริยากถา สก. การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ มีแต่ในกรุงสาวัตถีเท่านั้น ในที่อื่นไม่มี ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น

๒๗๒

สก. อนาคามีบุคคลละสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ ประการได้แล้ว แต่ยังละ สังโยชน์เบื้องสูง ๕ ประการไม่ได้ เมื่อจุติจากโลกนี้แล้วไปปฏิสนธิในชั้นสุทธาวาสนั้น อรหัตตผลเกิดขึ้นได้ ณ ที่ไหน ปร. ในชั้นสุทธาวาสนั้นนั่นเอง สก. หากอนาคามีบุคคลละสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ ประการได้แล้ว แต่ยังละ สังโยชน์เบื้องสูง ๕ ประการไม่ได้ เมื่อจุติจากโลกนี้แล้วไปปฏิสนธิในชั้นสุทธาวาสนั้น อรหัตตผลเกิดขึ้นได้ในที่นั้น ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “ในหมู่เทวดาไม่มีการ อยู่ ประพฤติพรหมจรรย์” สก. อนาคามีบุคคลละสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ ประการได้แล้ว แต่ยังละสังโยชน์ เบื้องสูง ๕ ประการไม่ได้ เมื่อจุติจากโลกนี้แล้วไปปฏิสนธิในชั้นสุทธาวาสนั้น การปลงภาระ การกำหนดรู้ทุกข์ การละกิเลส การทำให้แจ้งนิโรธ การแทงตลอด อกุปปธรรมมี ณ ที่ไหน ปร. ในชั้นสุทธาวาสนั้นนั่นเอง สก. หากอนาคามีบุคคลละสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ ประการได้แล้ว แต่ยังละ สังโยชน์เบื้องสูง ๕ ประการไม่ได้ เมื่อจุติจากโลกนี้แล้วไปปฏิสนธิในชั้นสุทธาวาสนั้น การแทงตลอดอกุปปธรรมมีในที่นั้น ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “ในหมู่เทวดาไม่มี การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์” สก. อนาคามีบุคคลละสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ ประการได้แล้ว แต่ยังละสังโยชน์ เบื้องสูง ๕ ประการไม่ได้ เมื่อจุติจากโลกนี้แล้วไปปฏิสนธิในชั้นสุทธาวาสนั้น การเกิดขึ้นแห่งอรหัตตผล การปลงภาระ การกำหนดรู้ทุกข์ การละกิเลส การ ทำให้แจ้งนิโรธ การแทงตลอดอกุปปธรรมก็มีในที่นั้น เพราะเหตุไร ท่านจึงยอมรับว่า “ในหมู่เทวดาไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์” ปร. เพราะว่า อนาคามีบุคคลทำให้แจ้งผลได้ในชั้นสุทธาวาสนั้นด้วยมรรคที่ ตนได้เจริญแล้วในโลกนี้ สุทธพรหมจริยกถา จบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๕๔} พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๓. (ก) พรหมจริยากถา ๒. สังสันทนพรหมจริยกถา ว่าด้วยการเทียบเคียงพระอริยบุคคลในเรื่องพรหมจรรย์

๒๗๓

สก. อนาคามีบุคคลทำให้แจ้งผลในชั้นสุทธาวาสนั้นด้วยมรรคที่ตน เจริญแล้วในโลกนี้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. โสดาบันบุคคลทำให้แจ้งผลในโลกนี้ด้วยมรรคที่ตนเจริญแล้วในพรหมโลก นั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น สก. อนาคามีบุคคลทำให้แจ้งผลในชั้นสุทธาวาสนั้นด้วยมรรคที่ตนเจริญแล้วใน โลกนี้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สกทาคามีบุคคลผู้ที่จะปรินิพพานในโลกนี้ ทำให้แจ้งผลในโลกนี้ด้วยมรรค ที่ตนเจริญแล้วในชั้นสุทธาวาสนั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น สก. โสดาบันบุคคลทำให้แจ้งผลในโลกนี้ได้ด้วยมรรคที่ตนได้เจริญแล้วในโลก นี้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. อนาคามีบุคคลทำให้แจ้งผลในชั้นสุทธาวาสนั้นด้วยมรรคที่ตนเจริญแล้ว ในชั้นสุทธาวาสนั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น @เชิงอรรถ : @ เพราะมีความเห็นว่า อนาคามีบุคคลสามารถบรรลุอรหัตตผลในชั้นสุทธาวาสได้ โดยอาศัยอนาคามิมรรค @ที่เคยเจริญแล้วในมนุษยโลก โดยไม่ต้องเจริญอรหัตตมรรค (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๗๓/๑๖๗) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๕๕} พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๓. (ก) พรหมจริยากถา สก. สกทาคามีบุคคลผู้ที่จะปรินิพพานในโลกนี้ ทำให้แจ้งผลในโลกนี้ด้วยมรรค ที่ตนเจริญแล้วในโลกนี้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. อนาคามีบุคคลทำให้แจ้งผลในชั้นสุทธาวาสนั้นด้วยมรรคที่ตนเจริญแล้ว ในชั้นสุทธาวาสนั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บุคคลผู้ละโลกนี้แล้วจึงสำเร็จ เจริญมรรคแต่มิใช่ละกิเลสใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผล เจริญมรรคแต่มิใช่ละกิเลส ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บุคคลผู้ละโลกนี้แล้วจึงสำเร็จ เจริญมรรคแต่มิใช่ละกิเลสใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งสกทาคามิผล ฯลฯ เพื่อทำให้แจ้งอรหัตตผล เจริญมรรคแต่มิใช่ละกิเลสใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผล เจริญมรรคและละกิเลสได้ไม่ ก่อนไม่หลังกันใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลผู้ละโลกนี้แล้วจึงสำเร็จ เจริญมรรคและละกิเลสได้ไม่ก่อนไม่หลัง กันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๕๖} พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๓. (ก) พรหมจริยากถา สก. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งสกทาคามิผล ฯลฯ บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อ ทำให้แจ้งอรหัตตผล เจริญมรรคและละกิเลสได้ไม่ก่อนไม่หลังกันใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลผู้ละโลกนี้แล้วจึงสำเร็จ เจริญมรรคและละกิเลสได้ไม่ก่อนไม่หลัง กันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น สก. อนาคามีบุคคลทำกิจที่ควรทำแล้ว เจริญภาวนาแล้วจึงเกิดในชั้น สุทธาวาสนั้นใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอรหันต์ยังเกิดอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น สก. พระอรหันต์ยังเกิดอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอรหันต์มีการเกิดอีกใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น สก. พระอรหันต์มีการเกิดอีกใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอรหันต์ออกจากภพไปสู่ภพ จากคติไปสู่คติ จากสงสารไปสู่สงสาร จากการเกิดไปสู่การเกิดใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น สก. อนาคามีบุคคลทำกิจที่ควรทำแล้ว เจริญภาวนาแล้วยังไม่ปลงภาระ เกิดในชั้นสุทธาวาสนั้นใช่ไหม ปร. ใช่ @เชิงอรรถ : @ ยังไม่ปลงภาระ ในที่นี้หมายถึงยังต้องทำกิจที่จะต้องทำเพื่อบรรลุธรรมในชั้นสูงยิ่งๆ ขึ้นไปอีก @(อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๗๓/๑๖๘) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๕๗} พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๓. (ก) พรหมจริยากถา สก. ท่านยังเจริญมรรคอีกเพื่อปลงภาระใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น สก. อนาคามีบุคคลทำกิจที่ควรทำแล้ว เจริญภาวนาแล้ว แต่ยังไม่กำหนด รู้ทุกข์ ยังละกิเลสไม่ได้ ยังไม่ทำให้แจ้งนิโรธ ยังไม่แทงตลอดอกุปปธรรม ไปเกิดใน ชั้นสุทธาวาสนั้นใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ท่านยังเจริญมรรคอีกเพื่อแทงตลอดอกุปปธรรมใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น สก. อนาคามีบุคคลทำกิจที่ควรทำแล้ว เจริญภาวนาแล้ว แต่ยังไม่ปลงภาระ ไปเกิดในชั้นสุทธาวาสนั้น และจะไม่เจริญมรรคอีกเพื่อปลงภาระใช่ไหม ปร. ใช่ สก. อนึ่ง ท่านยังไม่ปลงภาระ ปรินิพพานในชั้นสุทธาวาสนั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น สก. อนาคามีบุคคลทำกิจที่ควรทำแล้ว เจริญภาวนาแล้ว แต่ยังไม่กำหนด รู้ทุกข์ ยังละกิเลสไม่ได้ ยังไม่ทำให้แจ้งนิโรธ ยังไม่แทงตลอดอกุปปธรรม ไปเกิด ในชั้นสุทธาวาสนั้น และไม่เจริญมรรคอีกเพื่อแทงตลอดอกุปปธรรมใช่ไหม ปร. ใช่ สก. อนึ่ง ท่านยังไม่แทงตลอดอกุปปธรรม ปรินิพพานในชั้นสุทธาวาสนั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๕๘} พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๓. (ข) โอธิโสกถา ปร. เนื้อที่ถูกยิงด้วยลูกศรแม้จะไปได้ไกลก็ย่อมตาย ฉันใด อนาคามีบุคคลทำ ให้แจ้งผลในชั้นสุทธาวาสนั้นด้วยมรรคที่ตนเจริญแล้วในโลกนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน สก. เนื้อที่ถูกยิงด้วยลูกศรแม้จะไปได้ไกลก็ตายทั้งที่มีลูกศรติดอยู่นั้นเอง ฉันใด อนาคามีบุคคลปรินิพพานในชั้นสุทธาวาสนั้นทั้งที่ยังมีลูกศร (มรรค) ติดอยู่นั้นเอง ด้วยมรรคที่ตนเจริญแล้วในโลกนี้ ฉันนั้นเหมือนกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ พรหมจริยกถา จบ

所用版本与授权

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · 证据核验于 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้