This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

经典 ·

เล่ม ๓๗

本册其他条目

นิคคหะที่ ๑นิคคหะที่ ๒นิคหะ ที่ ๓นิคคหะที่ ๔นิคคหะที่ ๕นิคคหะที่ ๖นิคคหะที่ ๗นิคคหะที่ ๘๕. สุทธิกสังสันทนะ การเทียบเคียงบุคคลกับสภาวธรรมล้วนๆ๖. โอปัมมสังสันทนะ ว่าด้วยการเทียบเคียงโดยข้ออุปมา๗. จตุกกนยสังสันทนะ ว่าด้วยการเทียบเคียงโดยนัย ๔ ประการ๘. ลักขณยุตติ ว่าด้วยการซักถามถึงลักษณะ๙. วจนโสธนะ ว่าด้วยการซักฟอกถ้อยคำ๑๐. ปัญญัตตานุโยคะ ว่าด้วยการซักถามถึงบัญญัติ๑๑. คติอนุโยคะ ว่าด้วยการซักถามถึงคติ๑๒. อุปาทาปัญญัตตานุโยคะ ว่าด้วยการซักถามถึงอุปาทาบัญญัติ๑๓. ปุริสการานุโยคะ ว่าด้วยการซักถามถึงผู้กระทำ๑๔. อภิญญานุโยคะ ว่าด้วยการซักถามถึงอภิญญา๑๕-๑๘. ญาตกานุโยคาทิ ว่าด้วยการซักถามถึงญาติ เป็นต้น ๑๙. ปฏิเวธานุโยคะ ว่าด้วยการซักถามถึงผู้บรรลุธรรม (พระอริยะ) ๒๐. สังฆานุโยคะ ว่าด้วยการซักถามถึงสงฆ์ ๒๑. สัจฉิกัตถสภาคานุโยคะ ว่าด้วยการซักถามถึงสภาวะแห่งสัจฉิกัฏฐะ[๒๑๗] สก. บุคคลอาศัยอะไรดำรงอยู่๒. ปริหานิกถา ว่าด้วยความเสื่อม๓. (ก) พรหมจริยกถา ว่าด้วยพรหมจรรย์๓. (ข) โอธิโสกถา ว่าด้วยการละกิเลสได้เป็นส่วนๆ๔. ชหติกถา ว่าด้วยการละ๕. สัพพมัตถีติกถา ว่าด้วยสิ่งทั้งปวงมีอยู่๖. อตีตักขันธาทิกถา ว่าด้วยอดีตขันธ์เป็นต้น๗. เอกัจจมัตถีติกถา ว่าด้วยบางอย่างมีอยู่๘. สติปัฏฐานกถา ว่าด้วยสติปัฏฐาน๙. เหวัตถีติกถา ว่าด้วยสภาวธรรมที่มีอยู่โดยสภาวะอย่างนี้๑. ปรูปหารกถา ว่าด้วยเรื่องที่บุคคลอื่นนำเข้าไปให้๒. อัญญาณกถา ว่าด้วยความไม่รู้๓. กังขากถา ว่าด้วยความสงสัย๔. ปรวิตารณกถา ว่าด้วยการรับคำแนะนำจากผู้อื่น๕. วจีเภทกถา ว่าด้วยการเปล่งวาจา๖. ทุกขาหารกถา ว่าด้วยทุกขาหารญาณ๗. จิตตัฏฐิติกถา ว่าด้วยความตั้งอยู่แห่งจิต๘. กุกกุฬกถา ว่าด้วยเถ้ารึง๙. อนุปุพพาภิสมยกถา ว่าด้วยการบรรลุธรรมโดยลำดับ๑๐. โวหารกถา ว่าด้วยพระโวหาร๑๑. นิโรธกถา ว่าด้วยนิโรธ๑. พลกถา ว่าด้วยกำลัง๒. อริยันติกถา ว่าด้วยความเป็นอริยะ๓. วิมุตติกถา ว่าด้วยความหลุดพ้น๔. วิมุจจมานกถา ว่าด้วยจิตกำลังหลุดพ้น๕. อัฏฐมกกถา ว่าด้วยบุคคลที่ ๘๖. อัฏฐมกัสสอินทริยกถา ว่าด้วยอินทรีย์ของบุคคลที่ ๘๗. ทิพพจักขุกถา ว่าด้วยทิพยจักษุ๘. ทิพพโสตกถา ว่าด้วยทิพยโสตะ๙. ยถากัมมูปคตญาณกถา ว่าด้วยยถากัมมูปคตญาณ๑๐. สังวรกถา ว่าด้วยความสำรวม๑๑. อสัญญกถา ว่าด้วยอสัญญสัตว์๑๒. เนวสัญญานาสัญญายตนกถา ว่าด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนะ๑. คิหิสสอรหาติกถา ว่าด้วยคฤหัสถ์เป็นพระอรหันต์๒. อุปปัตติกถา ว่าด้วยการปฏิสนธิ๓. อนาสวกถา ว่าด้วยสภาวธรรมที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ๔. สมันนาคตกถา ว่าด้วยผู้บริบูรณ์๕. อุเปกขาสมันนาคตกถา ว่าด้วยผู้บริบูรณ์ด้วยอุเบกขา๖. โพธิยาพุทโธติกถา ว่าด้วยชื่อว่าพุทธะเพราะปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้๗. ลักขณกถา ว่าด้วยลักษณะ๘. นิยาโมกกันติกถา ว่าด้วยการหยั่งลงสู่นิยาม๙. อปราปิสมันนาคตกถา ว่าด้วยผู้บริบูรณ์ อีกเรื่องหนึ่ง๑๐. สัพพสัญโญชนัปปหานกถา ว่าด้วยการละสังโยชน์ทั้งปวง๑. วิมุตติกถา ว่าด้วยความหลุดพ้น๒. อเสกขญาณกถา ว่าด้วยญาณของพระอเสขะ๓. วิปรีตกถา ว่าด้วยญาณวิปริต๔. นิยามกถา ว่าด้วยนิยาม๕. ปฏิสัมภิทากถา ว่าด้วยปฏิสัมภิทา๖. สมมติญาณกถา ว่าด้วยสมมติญาณ๗. จิตตารัมมณกถา ว่าด้วยญาณมีจิตเป็นอารมณ์๘. อนาคตญาณกถา ว่าด้วยอนาคตญาณ๙. ปัจจุปปันนญาณกถา ว่าด้วยปัจจุปปันนญาณ๑๐. ผลญาณกถา ว่าด้วยผลญาณ๑. นิยามกถา ว่าด้วยนิยาม๒. ปฏิจจสมุปปาทกถา ว่าด้วยปฏิจจสมุปบาท๓. สัจจกถา ว่าด้วยสัจจะ๔. อารุปปกถา ว่าด้วยอรูปฌาน๕. นิโรธสมาปัตติกถา ว่าด้วยนิโรธสมาบัติ๖. อากาสกถา ว่าด้วยอากาศ๗. อากาโสสนิทัสสโนติกถา ว่าด้วยอากาศเป็นสภาวธรรมที่เห็นได้๘. ปฐวีธาตุสนิทัสสนาติอาทิกถา ว่าด้วยปฐวีธาตุเป็นสภาวธรรมที่เห็นได้เป็นต้น๙. จักขุนทริยังสนิทัสสนันติอาทิกถา ว่าด้วยจักขุนทรีย์เป็นสภาวธรรมที่เห็นได้เป็นต้น๑๐. กายกัมมังสนิทัสสนันติกถา ว่าด้วยกายกรรมเป็นสภาวธรรมที่เห็นได้๑. สังคหิตกถา ว่าด้วยสภาวธรรมที่สงเคราะห์เข้าได้๒. สัมปยุตตกถา ว่าด้วยสัมปยุตตธรรม๓. เจตสิกกถา ว่าด้วยเจตสิก๔. ทานกถา ว่าด้วยทาน๕. ปริโภคมยปุญญกถา ว่าด้วยบุญสำเร็จด้วยการบริโภค๖. อิโตทินนกถา ว่าด้วยทานที่บุคคลอุทิศให้จากโลกนี้๗. ปฐวีกัมมวิปาโกติกถา ว่าด้วยแผ่นดินเป็นกรรมวิบาก๘. ชรามรณังวิปาโกติกถา ว่าด้วยชรามรณะเป็นวิบาก๙. อริยธัมมวิปากกถา ว่าด้วยวิบากแห่งอริยธรรม๑๐. วิปาโกวิปากธัมมธัมโมติกถา ว่าด้วยวิบากเป็นสภาวธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดวิบาก๑. ฉคติกถา ว่าด้วยคติ ๖๒. อันตราภวกถา ว่าด้วยอันตรภพ๓. กามคุณกถา ว่าด้วยกามคุณ๔. กามกถา ว่าด้วยกาม๕. รูปธาตุกถา ว่าด้วยรูปธาตุ๖. อรูปธาตุกถา ว่าด้วยอรูปธาตุ๗. รูปธาตุยาอายตนกถา ว่าด้วยอายตนะในรูปธาตุ๘. อรูเปรูปกถา ว่าด้วยรูปในอรูป๙. รูปังกัมมันติกถา ว่าด้วยรูปเป็นกรรม๑๐. ชีวิตินทริยกถา ว่าด้วยชีวิตินทรีย์๑๑. กัมมเหตุกถา ว่าด้วยเหตุแห่งกรรม๑. อานิสังสทัสสาวีกถา ว่าด้วยผู้เห็นอานิสงส์(ในนิพพาน)๒. อมตารัมมณกถา ว่าด้วยสภาวธรรมมีอมตะ(นิพพาน)เป็นอารมณ์๓. รูปังสารัมมณันติกถา ว่าด้วยรูปที่รับรู้อารมณ์ได้๔. อนุสยาอนารัมมณกถา ว่าด้วยอนุสัยรับรู้อารมณ์ไม่ได้๕. ญาณังอนารัมมณันติกถา ว่าด้วยญาณที่รับรู้อารมณ์ไม่ได้๖. (ก) อตีตารัมมณกถา ว่าด้วยจิตมีอดีตธรรมเป็นอารมณ์๖. (ข) อนาคตารัมมณกถา ว่าด้วยจิตมีอนาคตธรรมเป็นอารมณ์๗. วิตักกานุปติตกถา ว่าด้วยจิตเนื่องด้วยวิตก๘. วิตักกวิปผารสัททกถา ว่าด้วยความแผ่ไปแห่งวิตกเป็นเสียง๙. นยถาจิตตัสสวาจาติกถา ว่าด้วยวาจาไม่เป็นไปตามที่คิด๑๐. นยถาจิตตัสสกายกัมมันติกถา ว่าด้วยกายกรรมไม่เป็นไปตามที่คิด๑๑. อตีตานาคตปัจจุปปันนกถา ว่าด้วยอดีต อนาคตและปัจจุบัน๑. นิโรธกถา ว่าด้วยนิโรธ๒. รูปังมัคโคติกถา ว่าด้วยรูปเป็นมรรค๓. ปัญจวิญญาณสมังคิสสมัคคภาวนากถา ว่าด้วยการเจริญมรรคของผู้พรั่งพร้อมด้วยวิญญาณ ๕๔. ปัญจวิญญาณากุสลาปิอกุสลาปีติกถา ว่าด้วยวิญญาณ ๕ เป็นกุศลก็มี เป็นอกุศลก็มี๕. สาโภคาติกถา ว่าด้วยวิญญาณ ๕ มีความผูกใจ๖. ทวีหิสีเลหิกถา (๑๐๐) ว่าด้วยศีล ๒ อย่าง๗. สีลังอเจตสิกันติกถา ว่าด้วยศีลไม่เป็นเจตสิก๘. สีลังนจิตตานุปริวัตตีติกถา ว่าด้วยศีลไม่คล้อยไปตามจิต๙. สมาทานเหตุกถา ว่าด้วยศีลมีการสมาทานเป็นเหตุ๑๐. วิญญัตติสีลันติกถา ว่าด้วยวิญญัติเป็นศีล๑๑. อวิญญัตติทุสสีลยันติกถา ว่าด้วยอวิญญัติเป็นความทุศีล๑-๓. ติสโสปิอนุสยกถา ว่าด้วยอนุสัย ๓ เรื่อง๔. ญาณกถา ว่าด้วยญาณ๕. ญาณังจิตตวิปปยุตตันติกถา ว่าด้วยญาณวิปปยุตจากจิต๖. อิทังทุกขันติกถา ว่าด้วยการเปล่งวาจาว่านี้ทุกข์๗. อิทธิพลกถา ว่าด้วยกำลังฤทธิ์๘. สมาธิกถา ว่าด้วยสมาธิ๙. ธัมมัฏฐิตตากถา ว่าด้วยความตั้งอยู่แห่งสภาวธรรม๑๐. อนิจจตากถา ว่าด้วยความไม่เที่ยง๑. สังวโรกัมมันติกถา ว่าด้วยความสำรวมเป็นกรรม๒. กัมมกถา ว่าด้วยกรรม๓. สัทโทวิปาโกติกถา ว่าด้วยเสียงเป็นวิบาก๔. สฬายตนกถา ว่าด้วยอายตนะ ๖๕. สัตตักขัตตุปรมกถา ว่าด้วยบุคคลผู้สัตตักขัตตุปรมะ๖. โกลังโกลกถา ว่าด้วยบุคคลผู้โกลังโกละ ๗. เอกพีชีกถา ว่าด้วยบุคคลผู้เอกพีชี๘. ชีวิตาโวโรปนกถา ว่าด้วยการปลงชีวิต๙. ทุคคติกถา ว่าด้วยทุคติ๑๐. สัตตมภวิกกถา ว่าด้วยบุคคลผู้มีภพที่ ๗๑. กัปปัฏฐกถา ว่าด้วยผู้ดำรงอยู่ได้ตลอดกัป๒. กุสลปฏิลาภกถา ว่าด้วยการได้จิตที่เป็นกุศล๓. อนันตราปยุตตกถา ว่าด้วยบุคคลผู้ใช้ให้ทำอนันตริยกรรม๔. นิยตัสสนิยามกถา ว่าด้วยนิยามของบุคคลผู้แน่นอน๕. นิวุตกถา ว่าด้วยผู้มีจิตถูกนิวรณ์ครอบงำ๖. สัมมุขีภูตกถา ว่าด้วยผู้พรั่งพร้อมด้วยสังโยชน์๗. สมาปันโนอัสสาเทติกถา ว่าด้วยผู้เข้าสมาบัติย่อมยินดี๘. อสาตราคกถา ว่าด้วยความยินดีในสิ่งที่ไม่ชอบใจ๙. ธัมมตัณหาอัพยากตาติกถา ว่าด้วยธัมมตัณหาเป็นอัพยากฤต๑๐. ธัมมตัณหานทุกขสมุทโยติกถา ว่าด้วยธัมมตัณหาไม่เป็นทุกขสมุทัย๑. กุสลากุสลปฏิสันทหนกถา ว่าด้วยความสืบต่อแห่งกุศลและอกุศล๒. สฬายตนุปปัตติกถา ว่าด้วยความเกิดขึ้นแห่งอายตนะ ๖๓. อนันตรปัจจยกถา ว่าด้วยอนันตรปัจจัย๔. อริยรูปกถา ว่าด้วยอริยรูป๕. อัญโญอนุสโยติกถา ว่าด้วยอนุสัยเป็นคนละอย่างกัน(กับปริยุฏฐานกิเลส)๖. ปริยุฏฐานังจิตตวิปปยุตตันติกถา ว่าด้วยปริยุฏฐานกิเลสวิปปยุตจากจิต๗. ปริยาปันนกถา ว่าด้วยธรรมที่นับเนื่อง(วัฏฏทุกข์)๘. อัพยากตกถา ว่าด้วยอัพยากฤต๙. อปริยาปันนกถา ว่าด้วยธรรมที่ไม่นับเนื่อง(ในโลกิยะ)๑. ปัจจยตากถา ว่าด้วยความเป็นปัจจัย๒. อัญญมัญญปัจจยกถา ว่าด้วยอัญญมัญญปัจจัย๓. อัทธากถา ว่าด้วยกาล๔. ขณลยมุหุตตกถา ว่าด้วยขณะ ลยะ และมุหุตตะ๕. อาสวกถา ว่าด้วยอาสวะ๖. ชรามรณกถา ว่าด้วยชรามรณะ๗. สัญญาเวทยิตกถา ว่าด้วยสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ๘. ทุติยสัญญาเวทยิตกถา ว่าด้วยสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ ที่ ๒๙. ตติยสัญญาเวทยิตกถา ว่าด้วยสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติที่ ๓๑๐. อสัญญสัตตูปิกากถา ว่าด้วยสมาบัติที่เป็นเหตุให้เข้าถึงภพแห่งอสัญญสัตว์๑๑. กัมมูปจยกถา ว่าด้วยกรรมที่สั่งสม๑. นิคคหกถา ว่าด้วยการข่มจิต๒. ปัคคหกถา ว่าด้วยการบังคับจิต๓. สุขานุปปทานกถา ว่าด้วยการมอบสุข๔. อธิคัยหมนสิการกถา ว่าด้วยมนสิการรวบยอด๕. รูปังเหตูติกถา ว่าด้วยรูปเป็นเหตุ๖. รูปังสเหตุกันติกถา ว่าด้วยรูปมีเหตุ๗. รูปังกุสลากุสลันติกถา ว่าด้วยรูปเป็นกุศลและอกุศล๘. รูปังวิปาโกติกถา ว่าด้วยรูปเป็นวิบาก๙. รูปังรูปาวจรารูปาวจรันติกถา ว่าด้วยรูปเป็นรูปาวจรและอรูปาวจร๑๐. รูปราโครูปธาตุปริยาปันโนติอาทิกถา ว่าด้วยรูปราคะนับเนื่องในรูปธาตุ เป็นต้น๑. อัตถิอรหโตปุญญูปจโยติกถา ว่าด้วยพระอรหันต์มีการสั่งสมบุญ๒. นัตถิอรหโตอกาลมัจจูติกถา ว่าด้วยพระอรหันต์ไม่มีอกาลมรณะ๓. สัพพมิทังกัมมโตติกถา ว่าด้วยสิ่งทั้งปวงนี้เป็นไปเพราะกรรม๔. อินทริยพัทธกถา ว่าด้วยสิ่งที่เนื่องด้วยอินทรีย์๕. ฐเปตวาอริยมัคคันติกถา ว่าด้วยการยกเว้นอริยมรรค๖. นวัตตัพพังสังโฆทักขิณังปฏิคคัณหาตีติกถา ว่าด้วยไม่ควรยอมรับว่าพระสงฆ์รับทักษิณา๗. นวัตตัพพังสังโฆทักขิณังวิโสเธตีติกถา ว่าด้วยไม่ควรยอมรับว่าพระสงฆ์ทำทักษิณาให้หมดจด๘. นวัตตัพพังสังโฆภุญชตีติกถา ว่าด้วยไม่ควรยอมรับว่าพระสงฆ์ฉันได้๙. นวัตตัพพังสังฆัสสทินนังมหัปผลันติกถา ว่าด้วยไม่ควรยอมรับว่าทานที่ถวายแด่พระสงฆ์มีผลมาก๑๐. นวัตตัพพังพุทธัสสทินนังมหัปผลันติกถา ว่าด้วยไม่ควรยอมรับว่าทานที่ถวายแด่พระพุทธเจ้ามีผลมาก๑๑. ทักขิณาวิสุทธิกถา ว่าด้วยทักษิณาบริสุทธิ์๑. มนุสสโลกกถา ว่าด้วยมนุษยโลก๒. ธัมมเทสนากถา ว่าด้วยการแสดงธรรม๓. กรุณากถา ว่าด้วยกรุณา๔. คันธชาติกถา ว่าด้วยคันธชาติ๕. เอกมัคคกถา ว่าด้วยทางสายเดียว๖. ฌานสังกันติกถา ว่าด้วยการเลื่อนฌาน๗. ฌานันตริกกถา ว่าด้วยสมาธิที่เกิดในระหว่างฌาน๘. สมาปันโนสัททังสุณาตีติกถา ว่าด้วยผู้เข้าสมาบัติได้ยินเสียง๙. จักขุนารูปังปัสสตีติกถา ว่าด้วยเห็นรูปทางตา๑. กิเลสชหนกถา ว่าด้วยการละกิเลส๒. สุญญตากถา ว่าด้วยความว่าง๓. สามัญญผลกถา ว่าด้วยผลแห่งความเป็นสมณะ๔. ปัตติกถา ว่าด้วยการได้๕. ตถตากถา ว่าด้วยความเป็นจริง๖. กุสลกถา ว่าด้วยกุศล๗. อัจจันตนิยามกถา ว่าด้วยความแน่นอนโดยส่วนเดียว๘. อินทริยกถา ว่าด้วยอินทรีย์๑. อสัญจิจจกถา ว่าด้วยความไม่จงใจ๒. ญาณกถา ว่าด้วยญาณ๓. นิรยปาลกถา ว่าด้วยนายนิรยบาล๔. ติรัจฉานกถา ว่าด้วยสัตว์ดิรัจฉาน๕. มัคคกถา ว่าด้วยมรรค๖. ญาณกถา ว่าด้วยญาณ๑. สาสนกถา ว่าด้วยหลักคำสอน๒. อวิวิตตกถา ว่าด้วยผู้ไม่สงัด๓. สัญโญชนกถา ว่าด้วยสังโยชน์๔. อิทธิกถา ว่าด้วยฤทธิ์๕. พุทธกถา ว่าด้วยพระพุทธเจ้า๖. สัพพทิสากถา ว่าด้วยพระพุทธเจ้าประทับอยู่ทั่วทุกทิศ๗. ธัมมกถา ว่าด้วยสภาวธรรม๘. กัมมกถา ว่าด้วยกรรม๑. ปรินิพพานกถา ว่าด้วยปรินิพพาน๒. กุสลจิตตกถา ว่าด้วยกุศลจิต๓. อาเนญชกถา ว่าด้วยอาเนญชสมาธิ (จตุตถฌานจิต)๔. ธัมมาภิสมยกถา ว่าด้วยการบรรลุธรรม๕-๗. ติสโสปิกถา ว่าด้วยเรื่องการบรรลุอีก ๓ เรื่อง๘. อัพยากตกถา ว่าด้วยอัพยากตจิต๙. อาเสวนปัจจยตากถา ว่าด้วยความเป็นอาเสวนปัจจัย๑๐. ขณิกกถา ว่าด้วยสภาวธรรมทั้งปวงเป็นไปชั่วขณะจิตหนึ่ง๑. เอกาธิปปายกถา ว่าด้วยจุดประสงค์อย่างเดียวกัน๒. อรหันตวัณณกถา ว่าด้วยเพศของพระอรหันต์๓-๗. อิสสริยกามการิกากถา ว่าด้วยการทำตามอำนาจความประสงค์๘. ปฏิรูปกถา ว่าด้วยสภาวธรรมที่เทียบกันได้๙. อปรินิปผันนกถา ว่าด้วยสภาวธรรมที่ไม่สำเร็จ(มาจากเหตุ)รวมปัณณาสก์ที่มีในกถาวัตถุปกรณ์นี้ คือ

经典

๑๕-๑๘. ญาตกานุโยคาทิ ว่าด้วยการซักถามถึงญาติ เป็นต้น ๑๙. ปฏิเวธานุโยคะ ว่าด้วยการซักถามถึงผู้บรรลุธรรม (พระอริยะ) ๒๐. สังฆานุโยคะ ว่าด้วยการซักถามถึงสงฆ์ ๒๑. สัจฉิกัตถสภาคานุโยคะ ว่าด้วยการซักถามถึงสภาวะแห่งสัจฉิกัฏฐะ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

21 条1 个版本

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ

印本前页文字

๑๕.-๑๘. ญาตกานุโยคาทิ ว่าด้วยการซักถามถึงญาติ เป็นต้น

๑๙๗

ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “ท่านหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. มารดามีอยู่มิใช่หรือ สก. ใช่ ปร. หากมารดามีอยู่ ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “ข้าพเจ้าหยั่งรู้บุคคลได้ โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์”

๑๙๘

ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “ข้าพเจ้าหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. บิดามีอยู่ ฯลฯ พี่ชายน้องชายมีอยู่ ฯลฯ พี่สาวน้องสาวมีอยู่ ฯลฯ กษัตริย์มีอยู่ ฯลฯ พราหมณ์มีอยู่ ฯลฯ แพศย์มีอยู่ ฯลฯ ศูทรมีอยู่ ฯลฯ คฤหัสถ์มีอยู่ ฯลฯ บรรพชิตมีอยู่ ฯลฯ เทวดามีอยู่ ฯลฯ มนุษย์มีอยู่มิใช่หรือ สก. ใช่ @เชิงอรรถ : @ มี ๔ ตอน คือ (๑) ญาตกานุโยคะ ว่าด้วยการซักถามถึงญาติ (๒) ชาติอนุโยคะ ว่าด้วยการซักถามถึงการเกิด @(๓) ปฏิปัตติอนุโยคะ ว่าด้วยการซักถามถึงข้อปฏิบัติ (๔) อุปปัตติอนุโยคะ ว่าด้วยการซักถามถึงการอุบัติ @(อภิ.ปญฺจ.อ. ๑๙๗/๑๕๖) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๘๗} พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา ปร. หากมนุษย์มีอยู่ ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “ข้าพเจ้าหยั่งรู้บุคคลได้ โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์”

๑๙๙

สก. เพราะท่านเข้าใจว่า “มารดามีอยู่” จึงยอมรับว่า “ข้าพเจ้าหยั่ง รู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์” ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลบางคนไม่เคยเป็นมารดาแล้วมาเป็นมารดามีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลบางคนไม่เคยเป็นบุคคลแล้วมาเป็นบุคคลมีอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บุคคลบางคนไม่เคยเป็นบิดา ฯลฯ ไม่เคยเป็นพี่ชายน้องชาย ฯลฯ ไม่เคยเป็นพี่สาวน้องสาว ฯลฯ ไม่เคยเป็นกษัตริย์ ฯลฯ ไม่เคยเป็นพราหมณ์ ฯลฯ ไม่เคยเป็นแพศย์ ฯลฯ ไม่เคยเป็นศูทร ฯลฯ ไม่เคยเป็นคฤหัสถ์ ฯลฯ ไม่เคย เป็นบรรพชิต ฯลฯ ไม่เคยเป็นเทวดา ฯลฯ ไม่เคยเป็นมนุษย์แล้วมาเป็นมนุษย์มี อยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลบางคนไม่เคยเป็นบุคคลแล้วมาเป็นบุคคลมีอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

๒๐๐

สก. เพราะท่านเข้าใจว่า “มารดามีอยู่” จึงยอมรับว่า “ข้าพเจ้าหยั่งรู้ บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์” ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลบางคนเคยเป็นมารดาแล้วไม่เป็นมารดามีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลบางคนเคยเป็นบุคคลแล้วไม่เป็นบุคคลมีอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๘๘} พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา สก. บุคคลบางคนเคยเป็นบิดา ฯลฯ เคยเป็นพี่ชายน้องชาย ฯลฯ เคยเป็น พี่สาวน้องสาว ฯลฯ เคยเป็นกษัตริย์ ฯลฯ เคยเป็นพราหมณ์ ฯลฯ เคยเป็นแพศย์ ฯลฯ เคยเป็นศูทร ฯลฯ เคยเป็นคฤหัสถ์ ฯลฯ เคยเป็นบรรพชิต ฯลฯ เคยเป็น เทวดา ฯลฯ เคยเป็นมนุษย์แล้วไม่เป็นมนุษย์มีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลบางคนเคยเป็นบุคคลแล้วไม่เป็นบุคคลมีอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ญาตกานุโยคาทิ จบ ๑๙. ปฏิเวธานุโยคะ ว่าด้วยการซักถามถึงผู้บรรลุธรรม (พระอริยะ)

๒๐๑

ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “ข้าพเจ้าหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. บุคคลผู้เป็นพระโสดาบันมีอยู่มิใช่หรือ สก. ใช่ ปร. หากบุคคลผู้เป็นพระโสดาบันมีอยู่ ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “ข้าพเจ้าหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์”

๒๐๒

ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “ข้าพเจ้าหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. บุคคลผู้เป็นพระสกทาคามีมีอยู่ ฯลฯ บุคคลผู้เป็นพระอนาคามีมีอยู่ ฯลฯ บุคคลผู้เป็นพระอรหันต์มีอยู่ ฯลฯ บุคคลผู้เป็นอุภโตภาควิมุตมีอยู่ ฯลฯ บุคคลผู้เป็นปัญญาวิมุตมีอยู่ ฯลฯ บุคคลผู้เป็นกายสักขีมีอยู่ ฯลฯ บุคคลผู้เป็น {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๘๙} พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา ทิฏฐิปัตตะมีอยู่ ฯลฯ บุคคลผู้เป็นสัทธาวิมุตมีอยู่ ฯลฯ บุคคลผู้เป็นธัมมานุสารีมีอยู่ ฯลฯ บุคคลผู้เป็นสัทธานุสารี มีอยู่ มิใช่หรือ สก. ใช่ ปร. หากบุคคลผู้เป็นสัทธานุสารีมีอยู่ ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “ข้าพเจ้าหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์”

๒๐๓

สก. เพราะท่านเข้าใจว่า “บุคคลผู้เป็นพระโสดาบันมีอยู่” จึงยอมรับว่า “ข้าพเจ้าหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์” ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลบางคนไม่เคยเป็นพระโสดาบันแล้วมาเป็นพระโสดาบันมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลบางคนไม่เคยเป็นบุคคลแล้วมาเป็นบุคคลมีอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

๒๐๔

สก. บุคคลบางคนไม่เคยเป็นพระสกทาคามี ฯลฯ ไม่เคยเป็นพระ อนาคามี ฯลฯ ไม่เคยเป็นพระอรหันต์ ฯลฯ ไม่เคยเป็นอุภโตภาควิมุต ฯลฯ ไม่เคยเป็นปัญญาวิมุต ฯลฯ ไม่เคยเป็นกายสักขี ฯลฯ ไม่เคยเป็นทิฏฐิปัตตะ ฯลฯ ไม่เคยเป็นสัทธาวิมุต ฯลฯ ไม่เคยเป็นธัมมานุสารี ฯลฯ ไม่เคยเป็นสัทธานุสารี แล้วเป็นสัทธานุสารีมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลบางคนไม่เคยเป็นบุคคลแล้วมาเป็นบุคคลมีอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

๒๐๕

สก. เพราะท่านเข้าใจว่า “บุคคลผู้เป็นพระโสดาบันมีอยู่” จึงยอมรับว่า “ข้าพเจ้าหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์” ใช่ไหม ปร. ใช่ @เชิงอรรถ : @ คำแปลและความหมายของคำเหล่านี้ ดูใน อภิ.ปุ. (แปล) ๓๖/๒๔-๓๐/๑๕๓-๑๕๔ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๙๐} พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา สก. บุคคลบางคนเคยเป็นพระโสดาบันแล้วไม่เป็นพระโสดาบันมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลบางคนเคยเป็นบุคคลแล้วไม่เป็นบุคคลมีอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บุคคลบางคนเคยเป็นพระสกทาคามี ฯลฯ เคยเป็นพระอนาคามีแล้ว ไม่เป็นพระอนาคามีมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลบางคนเคยเป็นบุคคลแล้วไม่เป็นบุคคลมีอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ปฏิเวธานุโยคะ จบ ๒๐. สังฆานุโยคะ ว่าด้วยการซักถามถึงสงฆ์

๒๐๖

ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “ข้าพเจ้าหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. อริยบุคคล ๔ คู่ คือ ๘ บุคคล มีอยู่มิใช่หรือ สก. ใช่ ปร. หากอริยบุคคล ๔ คู่ คือ ๘ บุคคลมีอยู่ ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “ข้าพเจ้าหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์”

๒๐๗

สก. เพราะท่านเข้าใจว่า “อริยบุคคล ๔ คู่ คือ ๘ บุคคล มีอยู่” จึงยอมรับว่า “ข้าพเจ้าหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์” ใช่ไหม ปร. ใช่ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๙๑} พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา สก. อริยบุคคล ๔ คู่ คือ ๘ บุคคลปรากฏได้ เพราะพระพุทธเจ้า ปรากฏใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลปรากฏได้ เพราะพระพุทธเจ้าปรากฏใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บุคคลปรากฏได้ เพราะพระพุทธเจ้าปรากฏใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เมื่อพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว บุคคลก็ขาดสูญไป บุคคลไม่มีอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สังฆานุโยคะ จบ ๒๑. สัจฉิกัตถสภาคานุโยคะ ว่าด้วยการซักถามถึงสภาวะแห่งสัจฉิกัฏฐะ

๒๐๘

สก. ท่านหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลเป็นสภาวะที่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง(สังขตะ)ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บุคคลเป็นสภาวะที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง(อสังขตะ)ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บุคคลเป็นสภาวะที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งก็มิใช่ ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งก็มิใช่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

๒๐๙

สก. บุคคลเป็นสภาวะที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งก็มิใช่ ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง ก็มิใช่ใช่ไหม ปร. ใช่ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๙๒} พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา สก. นอกจากสิ่งที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งและไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง ยังมีส่วนที่ ๓ อีกใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

๒๑๐

สก. นอกจากสิ่งที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งและไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง ยังมีส่วน ที่ ๓ อีกใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย ธาตุ ๒ ประการนี้ ธาตุ ๒ ประการ อะไรบ้าง คือ (๑) ธาตุที่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง (๒) ธาตุที่ไม่ถูก ปัจจัยปรุงแต่ง นี้คือ ธาตุ ๒ ประการ” มีอยู่จริงมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. ดังนั้น ท่านจึงไม่ควรยอมรับว่า “นอกจากสิ่งที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งและ ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง ยังมีส่วนที่ ๓ อีก”

๒๑๑

สก. บุคคลเป็นสภาวะที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งก็มิใช่ ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง ก็มิใช่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สิ่งที่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง สิ่งที่ไม่ถูกปัจจัย และบุคคลเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

๒๑๒

สก. ขันธ์เป็นสภาวะที่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง นิพพานเป็นสภาวะที่ไม่ถูก ปัจจัยปรุงแต่ง บุคคลเป็นสภาวะที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งก็มิใช่ ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งก็มิ ใช่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ขันธ์ นิพพานและบุคคลเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๕๒/๓๗๑ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๙๓} พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา

๒๑๓

สก. รูปเป็นสภาวะที่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง นิพพานเป็นสภาวะที่ไม่ถูก ปัจจัยปรุงแต่ง บุคคลเป็นสภาวะที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งก็มิใช่ ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งก็มิใช่ ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. รูป นิพพาน และบุคคลเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณเป็นสภาวะที่ถูกปัจจัย ปรุงแต่ง นิพพานเป็นสภาวะที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง บุคคลเป็นสภาวะที่ถูกปัจจัย ปรุงแต่งก็มิใช่ ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งก็มิใช่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. วิญญาณ นิพพาน และบุคคลเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

๒๑๔

สก. บุคคลมีความเกิดขึ้นปรากฏ มีความดับสลายปรากฏ เมื่อดำรงอยู่ มีความแปรผันปรากฏใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลเป็นสภาวะที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย สังขตลักษณะ แห่งสังขตธรรม ๓ ประการนี้ คือ (๑) ความเกิดขึ้นปรากฏ (๒) ความดับสลาย ปรากฏ (๓) เมื่อดำรงอยู่ ความแปรผันปรากฏ” บุคคลมีความเกิดขึ้นปรากฏ มีความดับสลายปรากฏ เมื่อดำรงอยู่มีความแปรผันปรากฏ ดังนั้น บุคคลจึงเป็น สภาวะที่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.ติก. (แปล) ๒๐/๔๗/๒๐๘-๒๐๙ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๙๔} พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา

๒๑๕

สก. บุคคลไม่มีความเกิดขึ้นปรากฏ ไม่มีความดับสลายปรากฏ เมื่อ ดำรงอยู่ ไม่มีความแปรผันปรากฏใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย อสังขตลักษณะ แห่งอสังขตธรรม ๓ ประการนี้ คือ (๑) ความเกิดขึ้นไม่ปรากฏ (๒) ความดับ สลายไม่ปรากฏ (๓) เมื่อดำรงอยู่ ความแปรผันไม่ปรากฏ” บุคคลไม่มีความเกิด ขึ้นปรากฏ ไม่มีความดับสลายปรากฏ เมื่อดำรงอยู่ ไม่มีความแปรผันปรากฏ ดังนั้น บุคคลจึงเป็นสภาวะที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง

๒๑๖

สก. บุคคลปรินิพพานแล้วมีอยู่ในนิพพานหรือไม่มีอยู่ในนิพพาน ปร. มีอยู่ในนิพพาน สก. บุคคลปรินิพพานแล้วเป็นผู้เที่ยงใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บุคคลปรินิพพานแล้วมีอยู่ในนิพพานหรือไม่มีอยู่ในนิพพาน ปร. ไม่มีอยู่ในนิพพาน สก. บุคคลปรินิพพานแล้วเป็นผู้ขาดสูญใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

๒๑๗

สก. บุคคลอาศัยอะไรดำรงอยู่ ปร. บุคคลอาศัยภพดำรงอยู่ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.ติก. (แปล) ๒๐/๔๘/๒๐๙ @ เพราะมีความเห็นว่า นิพพานเป็นสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งบุคคลหลังจากปรินิพพานแล้วจะไปอยู่ในที่นั้น @(อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๑๖/๑๕๗) @ เพราะฝ่ายปรวาทีกลัวจะเป็นสัสสตทิฏฐิจึงตอบปฏิเสธ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๑๖/๑๕๗) @ เพราะฝ่ายปรวาทีกลัวจะเป็นอุจเฉททิฏฐิจึงตอบปฏิเสธ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๑๖/๑๕๗) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๙๕}

所用版本与授权

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · 证据核验于 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้