This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

经典 ·

เล่ม ๓๗

本册其他条目

นิคคหะที่ ๑นิคคหะที่ ๒นิคหะ ที่ ๓นิคคหะที่ ๔นิคคหะที่ ๕นิคคหะที่ ๖นิคคหะที่ ๗นิคคหะที่ ๘๕. สุทธิกสังสันทนะ การเทียบเคียงบุคคลกับสภาวธรรมล้วนๆ๖. โอปัมมสังสันทนะ ว่าด้วยการเทียบเคียงโดยข้ออุปมา๗. จตุกกนยสังสันทนะ ว่าด้วยการเทียบเคียงโดยนัย ๔ ประการ๘. ลักขณยุตติ ว่าด้วยการซักถามถึงลักษณะ๙. วจนโสธนะ ว่าด้วยการซักฟอกถ้อยคำ๑๐. ปัญญัตตานุโยคะ ว่าด้วยการซักถามถึงบัญญัติ๑๑. คติอนุโยคะ ว่าด้วยการซักถามถึงคติ๑๒. อุปาทาปัญญัตตานุโยคะ ว่าด้วยการซักถามถึงอุปาทาบัญญัติ๑๓. ปุริสการานุโยคะ ว่าด้วยการซักถามถึงผู้กระทำ๑๔. อภิญญานุโยคะ ว่าด้วยการซักถามถึงอภิญญา๑๕-๑๘. ญาตกานุโยคาทิ ว่าด้วยการซักถามถึงญาติ เป็นต้น ๑๙. ปฏิเวธานุโยคะ ว่าด้วยการซักถามถึงผู้บรรลุธรรม (พระอริยะ) ๒๐. สังฆานุโยคะ ว่าด้วยการซักถามถึงสงฆ์ ๒๑. สัจฉิกัตถสภาคานุโยคะ ว่าด้วยการซักถามถึงสภาวะแห่งสัจฉิกัฏฐะ[๒๑๗] สก. บุคคลอาศัยอะไรดำรงอยู่๒. ปริหานิกถา ว่าด้วยความเสื่อม๓. (ก) พรหมจริยกถา ว่าด้วยพรหมจรรย์๓. (ข) โอธิโสกถา ว่าด้วยการละกิเลสได้เป็นส่วนๆ๔. ชหติกถา ว่าด้วยการละ๕. สัพพมัตถีติกถา ว่าด้วยสิ่งทั้งปวงมีอยู่๖. อตีตักขันธาทิกถา ว่าด้วยอดีตขันธ์เป็นต้น๗. เอกัจจมัตถีติกถา ว่าด้วยบางอย่างมีอยู่๘. สติปัฏฐานกถา ว่าด้วยสติปัฏฐาน๙. เหวัตถีติกถา ว่าด้วยสภาวธรรมที่มีอยู่โดยสภาวะอย่างนี้๑. ปรูปหารกถา ว่าด้วยเรื่องที่บุคคลอื่นนำเข้าไปให้๒. อัญญาณกถา ว่าด้วยความไม่รู้๓. กังขากถา ว่าด้วยความสงสัย๔. ปรวิตารณกถา ว่าด้วยการรับคำแนะนำจากผู้อื่น๕. วจีเภทกถา ว่าด้วยการเปล่งวาจา๖. ทุกขาหารกถา ว่าด้วยทุกขาหารญาณ๗. จิตตัฏฐิติกถา ว่าด้วยความตั้งอยู่แห่งจิต๘. กุกกุฬกถา ว่าด้วยเถ้ารึง๙. อนุปุพพาภิสมยกถา ว่าด้วยการบรรลุธรรมโดยลำดับ๑๐. โวหารกถา ว่าด้วยพระโวหาร๑๑. นิโรธกถา ว่าด้วยนิโรธ๑. พลกถา ว่าด้วยกำลัง๒. อริยันติกถา ว่าด้วยความเป็นอริยะ๓. วิมุตติกถา ว่าด้วยความหลุดพ้น๔. วิมุจจมานกถา ว่าด้วยจิตกำลังหลุดพ้น๕. อัฏฐมกกถา ว่าด้วยบุคคลที่ ๘๖. อัฏฐมกัสสอินทริยกถา ว่าด้วยอินทรีย์ของบุคคลที่ ๘๗. ทิพพจักขุกถา ว่าด้วยทิพยจักษุ๘. ทิพพโสตกถา ว่าด้วยทิพยโสตะ๙. ยถากัมมูปคตญาณกถา ว่าด้วยยถากัมมูปคตญาณ๑๐. สังวรกถา ว่าด้วยความสำรวม๑๑. อสัญญกถา ว่าด้วยอสัญญสัตว์๑๒. เนวสัญญานาสัญญายตนกถา ว่าด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนะ๑. คิหิสสอรหาติกถา ว่าด้วยคฤหัสถ์เป็นพระอรหันต์๒. อุปปัตติกถา ว่าด้วยการปฏิสนธิ๓. อนาสวกถา ว่าด้วยสภาวธรรมที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ๔. สมันนาคตกถา ว่าด้วยผู้บริบูรณ์๕. อุเปกขาสมันนาคตกถา ว่าด้วยผู้บริบูรณ์ด้วยอุเบกขา๖. โพธิยาพุทโธติกถา ว่าด้วยชื่อว่าพุทธะเพราะปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้๗. ลักขณกถา ว่าด้วยลักษณะ๘. นิยาโมกกันติกถา ว่าด้วยการหยั่งลงสู่นิยาม๙. อปราปิสมันนาคตกถา ว่าด้วยผู้บริบูรณ์ อีกเรื่องหนึ่ง๑๐. สัพพสัญโญชนัปปหานกถา ว่าด้วยการละสังโยชน์ทั้งปวง๑. วิมุตติกถา ว่าด้วยความหลุดพ้น๒. อเสกขญาณกถา ว่าด้วยญาณของพระอเสขะ๓. วิปรีตกถา ว่าด้วยญาณวิปริต๔. นิยามกถา ว่าด้วยนิยาม๕. ปฏิสัมภิทากถา ว่าด้วยปฏิสัมภิทา๖. สมมติญาณกถา ว่าด้วยสมมติญาณ๗. จิตตารัมมณกถา ว่าด้วยญาณมีจิตเป็นอารมณ์๘. อนาคตญาณกถา ว่าด้วยอนาคตญาณ๙. ปัจจุปปันนญาณกถา ว่าด้วยปัจจุปปันนญาณ๑๐. ผลญาณกถา ว่าด้วยผลญาณ๑. นิยามกถา ว่าด้วยนิยาม๒. ปฏิจจสมุปปาทกถา ว่าด้วยปฏิจจสมุปบาท๓. สัจจกถา ว่าด้วยสัจจะ๔. อารุปปกถา ว่าด้วยอรูปฌาน๕. นิโรธสมาปัตติกถา ว่าด้วยนิโรธสมาบัติ๖. อากาสกถา ว่าด้วยอากาศ๗. อากาโสสนิทัสสโนติกถา ว่าด้วยอากาศเป็นสภาวธรรมที่เห็นได้๘. ปฐวีธาตุสนิทัสสนาติอาทิกถา ว่าด้วยปฐวีธาตุเป็นสภาวธรรมที่เห็นได้เป็นต้น๙. จักขุนทริยังสนิทัสสนันติอาทิกถา ว่าด้วยจักขุนทรีย์เป็นสภาวธรรมที่เห็นได้เป็นต้น๑๐. กายกัมมังสนิทัสสนันติกถา ว่าด้วยกายกรรมเป็นสภาวธรรมที่เห็นได้๑. สังคหิตกถา ว่าด้วยสภาวธรรมที่สงเคราะห์เข้าได้๒. สัมปยุตตกถา ว่าด้วยสัมปยุตตธรรม๓. เจตสิกกถา ว่าด้วยเจตสิก๔. ทานกถา ว่าด้วยทาน๕. ปริโภคมยปุญญกถา ว่าด้วยบุญสำเร็จด้วยการบริโภค๖. อิโตทินนกถา ว่าด้วยทานที่บุคคลอุทิศให้จากโลกนี้๗. ปฐวีกัมมวิปาโกติกถา ว่าด้วยแผ่นดินเป็นกรรมวิบาก๘. ชรามรณังวิปาโกติกถา ว่าด้วยชรามรณะเป็นวิบาก๙. อริยธัมมวิปากกถา ว่าด้วยวิบากแห่งอริยธรรม๑๐. วิปาโกวิปากธัมมธัมโมติกถา ว่าด้วยวิบากเป็นสภาวธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดวิบาก๑. ฉคติกถา ว่าด้วยคติ ๖๒. อันตราภวกถา ว่าด้วยอันตรภพ๓. กามคุณกถา ว่าด้วยกามคุณ๔. กามกถา ว่าด้วยกาม๕. รูปธาตุกถา ว่าด้วยรูปธาตุ๖. อรูปธาตุกถา ว่าด้วยอรูปธาตุ๗. รูปธาตุยาอายตนกถา ว่าด้วยอายตนะในรูปธาตุ๘. อรูเปรูปกถา ว่าด้วยรูปในอรูป๙. รูปังกัมมันติกถา ว่าด้วยรูปเป็นกรรม๑๐. ชีวิตินทริยกถา ว่าด้วยชีวิตินทรีย์๑๑. กัมมเหตุกถา ว่าด้วยเหตุแห่งกรรม๑. อานิสังสทัสสาวีกถา ว่าด้วยผู้เห็นอานิสงส์(ในนิพพาน)๒. อมตารัมมณกถา ว่าด้วยสภาวธรรมมีอมตะ(นิพพาน)เป็นอารมณ์๓. รูปังสารัมมณันติกถา ว่าด้วยรูปที่รับรู้อารมณ์ได้๔. อนุสยาอนารัมมณกถา ว่าด้วยอนุสัยรับรู้อารมณ์ไม่ได้๕. ญาณังอนารัมมณันติกถา ว่าด้วยญาณที่รับรู้อารมณ์ไม่ได้๖. (ก) อตีตารัมมณกถา ว่าด้วยจิตมีอดีตธรรมเป็นอารมณ์๖. (ข) อนาคตารัมมณกถา ว่าด้วยจิตมีอนาคตธรรมเป็นอารมณ์๗. วิตักกานุปติตกถา ว่าด้วยจิตเนื่องด้วยวิตก๘. วิตักกวิปผารสัททกถา ว่าด้วยความแผ่ไปแห่งวิตกเป็นเสียง๙. นยถาจิตตัสสวาจาติกถา ว่าด้วยวาจาไม่เป็นไปตามที่คิด๑๐. นยถาจิตตัสสกายกัมมันติกถา ว่าด้วยกายกรรมไม่เป็นไปตามที่คิด๑๑. อตีตานาคตปัจจุปปันนกถา ว่าด้วยอดีต อนาคตและปัจจุบัน๑. นิโรธกถา ว่าด้วยนิโรธ๒. รูปังมัคโคติกถา ว่าด้วยรูปเป็นมรรค๓. ปัญจวิญญาณสมังคิสสมัคคภาวนากถา ว่าด้วยการเจริญมรรคของผู้พรั่งพร้อมด้วยวิญญาณ ๕๔. ปัญจวิญญาณากุสลาปิอกุสลาปีติกถา ว่าด้วยวิญญาณ ๕ เป็นกุศลก็มี เป็นอกุศลก็มี๕. สาโภคาติกถา ว่าด้วยวิญญาณ ๕ มีความผูกใจ๖. ทวีหิสีเลหิกถา (๑๐๐) ว่าด้วยศีล ๒ อย่าง๗. สีลังอเจตสิกันติกถา ว่าด้วยศีลไม่เป็นเจตสิก๘. สีลังนจิตตานุปริวัตตีติกถา ว่าด้วยศีลไม่คล้อยไปตามจิต๙. สมาทานเหตุกถา ว่าด้วยศีลมีการสมาทานเป็นเหตุ๑๐. วิญญัตติสีลันติกถา ว่าด้วยวิญญัติเป็นศีล๑๑. อวิญญัตติทุสสีลยันติกถา ว่าด้วยอวิญญัติเป็นความทุศีล๑-๓. ติสโสปิอนุสยกถา ว่าด้วยอนุสัย ๓ เรื่อง๔. ญาณกถา ว่าด้วยญาณ๕. ญาณังจิตตวิปปยุตตันติกถา ว่าด้วยญาณวิปปยุตจากจิต๖. อิทังทุกขันติกถา ว่าด้วยการเปล่งวาจาว่านี้ทุกข์๗. อิทธิพลกถา ว่าด้วยกำลังฤทธิ์๘. สมาธิกถา ว่าด้วยสมาธิ๙. ธัมมัฏฐิตตากถา ว่าด้วยความตั้งอยู่แห่งสภาวธรรม๑๐. อนิจจตากถา ว่าด้วยความไม่เที่ยง๑. สังวโรกัมมันติกถา ว่าด้วยความสำรวมเป็นกรรม๒. กัมมกถา ว่าด้วยกรรม๓. สัทโทวิปาโกติกถา ว่าด้วยเสียงเป็นวิบาก๔. สฬายตนกถา ว่าด้วยอายตนะ ๖๕. สัตตักขัตตุปรมกถา ว่าด้วยบุคคลผู้สัตตักขัตตุปรมะ๖. โกลังโกลกถา ว่าด้วยบุคคลผู้โกลังโกละ ๗. เอกพีชีกถา ว่าด้วยบุคคลผู้เอกพีชี๘. ชีวิตาโวโรปนกถา ว่าด้วยการปลงชีวิต๙. ทุคคติกถา ว่าด้วยทุคติ๑๐. สัตตมภวิกกถา ว่าด้วยบุคคลผู้มีภพที่ ๗๑. กัปปัฏฐกถา ว่าด้วยผู้ดำรงอยู่ได้ตลอดกัป๒. กุสลปฏิลาภกถา ว่าด้วยการได้จิตที่เป็นกุศล๓. อนันตราปยุตตกถา ว่าด้วยบุคคลผู้ใช้ให้ทำอนันตริยกรรม๔. นิยตัสสนิยามกถา ว่าด้วยนิยามของบุคคลผู้แน่นอน๕. นิวุตกถา ว่าด้วยผู้มีจิตถูกนิวรณ์ครอบงำ๖. สัมมุขีภูตกถา ว่าด้วยผู้พรั่งพร้อมด้วยสังโยชน์๗. สมาปันโนอัสสาเทติกถา ว่าด้วยผู้เข้าสมาบัติย่อมยินดี๘. อสาตราคกถา ว่าด้วยความยินดีในสิ่งที่ไม่ชอบใจ๙. ธัมมตัณหาอัพยากตาติกถา ว่าด้วยธัมมตัณหาเป็นอัพยากฤต๑๐. ธัมมตัณหานทุกขสมุทโยติกถา ว่าด้วยธัมมตัณหาไม่เป็นทุกขสมุทัย๑. กุสลากุสลปฏิสันทหนกถา ว่าด้วยความสืบต่อแห่งกุศลและอกุศล๒. สฬายตนุปปัตติกถา ว่าด้วยความเกิดขึ้นแห่งอายตนะ ๖๓. อนันตรปัจจยกถา ว่าด้วยอนันตรปัจจัย๔. อริยรูปกถา ว่าด้วยอริยรูป๕. อัญโญอนุสโยติกถา ว่าด้วยอนุสัยเป็นคนละอย่างกัน(กับปริยุฏฐานกิเลส)๖. ปริยุฏฐานังจิตตวิปปยุตตันติกถา ว่าด้วยปริยุฏฐานกิเลสวิปปยุตจากจิต๗. ปริยาปันนกถา ว่าด้วยธรรมที่นับเนื่อง(วัฏฏทุกข์)๘. อัพยากตกถา ว่าด้วยอัพยากฤต๙. อปริยาปันนกถา ว่าด้วยธรรมที่ไม่นับเนื่อง(ในโลกิยะ)๑. ปัจจยตากถา ว่าด้วยความเป็นปัจจัย๒. อัญญมัญญปัจจยกถา ว่าด้วยอัญญมัญญปัจจัย๓. อัทธากถา ว่าด้วยกาล๔. ขณลยมุหุตตกถา ว่าด้วยขณะ ลยะ และมุหุตตะ๕. อาสวกถา ว่าด้วยอาสวะ๖. ชรามรณกถา ว่าด้วยชรามรณะ๗. สัญญาเวทยิตกถา ว่าด้วยสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ๘. ทุติยสัญญาเวทยิตกถา ว่าด้วยสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ ที่ ๒๙. ตติยสัญญาเวทยิตกถา ว่าด้วยสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติที่ ๓๑๐. อสัญญสัตตูปิกากถา ว่าด้วยสมาบัติที่เป็นเหตุให้เข้าถึงภพแห่งอสัญญสัตว์๑๑. กัมมูปจยกถา ว่าด้วยกรรมที่สั่งสม๑. นิคคหกถา ว่าด้วยการข่มจิต๒. ปัคคหกถา ว่าด้วยการบังคับจิต๓. สุขานุปปทานกถา ว่าด้วยการมอบสุข๔. อธิคัยหมนสิการกถา ว่าด้วยมนสิการรวบยอด๕. รูปังเหตูติกถา ว่าด้วยรูปเป็นเหตุ๖. รูปังสเหตุกันติกถา ว่าด้วยรูปมีเหตุ๗. รูปังกุสลากุสลันติกถา ว่าด้วยรูปเป็นกุศลและอกุศล๘. รูปังวิปาโกติกถา ว่าด้วยรูปเป็นวิบาก๙. รูปังรูปาวจรารูปาวจรันติกถา ว่าด้วยรูปเป็นรูปาวจรและอรูปาวจร๑๐. รูปราโครูปธาตุปริยาปันโนติอาทิกถา ว่าด้วยรูปราคะนับเนื่องในรูปธาตุ เป็นต้น๑. อัตถิอรหโตปุญญูปจโยติกถา ว่าด้วยพระอรหันต์มีการสั่งสมบุญ๒. นัตถิอรหโตอกาลมัจจูติกถา ว่าด้วยพระอรหันต์ไม่มีอกาลมรณะ๓. สัพพมิทังกัมมโตติกถา ว่าด้วยสิ่งทั้งปวงนี้เป็นไปเพราะกรรม๔. อินทริยพัทธกถา ว่าด้วยสิ่งที่เนื่องด้วยอินทรีย์๕. ฐเปตวาอริยมัคคันติกถา ว่าด้วยการยกเว้นอริยมรรค๖. นวัตตัพพังสังโฆทักขิณังปฏิคคัณหาตีติกถา ว่าด้วยไม่ควรยอมรับว่าพระสงฆ์รับทักษิณา๗. นวัตตัพพังสังโฆทักขิณังวิโสเธตีติกถา ว่าด้วยไม่ควรยอมรับว่าพระสงฆ์ทำทักษิณาให้หมดจด๘. นวัตตัพพังสังโฆภุญชตีติกถา ว่าด้วยไม่ควรยอมรับว่าพระสงฆ์ฉันได้๙. นวัตตัพพังสังฆัสสทินนังมหัปผลันติกถา ว่าด้วยไม่ควรยอมรับว่าทานที่ถวายแด่พระสงฆ์มีผลมาก๑๐. นวัตตัพพังพุทธัสสทินนังมหัปผลันติกถา ว่าด้วยไม่ควรยอมรับว่าทานที่ถวายแด่พระพุทธเจ้ามีผลมาก๑๑. ทักขิณาวิสุทธิกถา ว่าด้วยทักษิณาบริสุทธิ์๑. มนุสสโลกกถา ว่าด้วยมนุษยโลก๒. ธัมมเทสนากถา ว่าด้วยการแสดงธรรม๓. กรุณากถา ว่าด้วยกรุณา๔. คันธชาติกถา ว่าด้วยคันธชาติ๕. เอกมัคคกถา ว่าด้วยทางสายเดียว๖. ฌานสังกันติกถา ว่าด้วยการเลื่อนฌาน๗. ฌานันตริกกถา ว่าด้วยสมาธิที่เกิดในระหว่างฌาน๘. สมาปันโนสัททังสุณาตีติกถา ว่าด้วยผู้เข้าสมาบัติได้ยินเสียง๙. จักขุนารูปังปัสสตีติกถา ว่าด้วยเห็นรูปทางตา๑. กิเลสชหนกถา ว่าด้วยการละกิเลส๒. สุญญตากถา ว่าด้วยความว่าง๓. สามัญญผลกถา ว่าด้วยผลแห่งความเป็นสมณะ๔. ปัตติกถา ว่าด้วยการได้๕. ตถตากถา ว่าด้วยความเป็นจริง๖. กุสลกถา ว่าด้วยกุศล๗. อัจจันตนิยามกถา ว่าด้วยความแน่นอนโดยส่วนเดียว๘. อินทริยกถา ว่าด้วยอินทรีย์๑. อสัญจิจจกถา ว่าด้วยความไม่จงใจ๒. ญาณกถา ว่าด้วยญาณ๓. นิรยปาลกถา ว่าด้วยนายนิรยบาล๔. ติรัจฉานกถา ว่าด้วยสัตว์ดิรัจฉาน๕. มัคคกถา ว่าด้วยมรรค๖. ญาณกถา ว่าด้วยญาณ๑. สาสนกถา ว่าด้วยหลักคำสอน๒. อวิวิตตกถา ว่าด้วยผู้ไม่สงัด๓. สัญโญชนกถา ว่าด้วยสังโยชน์๔. อิทธิกถา ว่าด้วยฤทธิ์๕. พุทธกถา ว่าด้วยพระพุทธเจ้า๖. สัพพทิสากถา ว่าด้วยพระพุทธเจ้าประทับอยู่ทั่วทุกทิศ๗. ธัมมกถา ว่าด้วยสภาวธรรม๘. กัมมกถา ว่าด้วยกรรม๑. ปรินิพพานกถา ว่าด้วยปรินิพพาน๒. กุสลจิตตกถา ว่าด้วยกุศลจิต๓. อาเนญชกถา ว่าด้วยอาเนญชสมาธิ (จตุตถฌานจิต)๔. ธัมมาภิสมยกถา ว่าด้วยการบรรลุธรรม๕-๗. ติสโสปิกถา ว่าด้วยเรื่องการบรรลุอีก ๓ เรื่อง๘. อัพยากตกถา ว่าด้วยอัพยากตจิต๙. อาเสวนปัจจยตากถา ว่าด้วยความเป็นอาเสวนปัจจัย๑๐. ขณิกกถา ว่าด้วยสภาวธรรมทั้งปวงเป็นไปชั่วขณะจิตหนึ่ง๑. เอกาธิปปายกถา ว่าด้วยจุดประสงค์อย่างเดียวกัน๒. อรหันตวัณณกถา ว่าด้วยเพศของพระอรหันต์๓-๗. อิสสริยกามการิกากถา ว่าด้วยการทำตามอำนาจความประสงค์๘. ปฏิรูปกถา ว่าด้วยสภาวธรรมที่เทียบกันได้๙. อปรินิปผันนกถา ว่าด้วยสภาวธรรมที่ไม่สำเร็จ(มาจากเหตุ)รวมปัณณาสก์ที่มีในกถาวัตถุปกรณ์นี้ คือ

经典

๔. ชหติกถา ว่าด้วยการละ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

3 条1 个版本

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ

印本前页文字

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๔. ชหติกถา ๔. ชหติกถา ว่าด้วยการละ ๑. นสุตตาหรณกถา ว่าด้วยการไม่ยกพระสูตรมาอ้าง

สก. ปุถุชนละกามราคะและพยาบาทได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ละได้เด็ดขาด ละได้อย่างไม่มีส่วนเหลือ ละได้อย่างไม่มีเยื่อใย ละได้ พร้อมทั้งมูล ละได้พร้อมทั้งตัณหา ละได้พร้อมทั้งอนุสัย ละได้ด้วยอริยญาณ ละได้ ด้วยอริยมรรค รู้แจ้งแทงตลอดอกุปปธรรมจึงละได้ ทำให้แจ้งอนาคามิผลจึงละได้ ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ปุถุชนข่มกามราคะและพยาบาทได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ข่มได้เด็ดขาด ข่มได้อย่างไม่มีส่วนเหลือ ข่มได้อย่างไม่มีเยื่อใย ข่มได้ พร้อมทั้งมูล ข่มได้พร้อมทั้งตัณหา ข่มได้พร้อมทั้งอนุสัย ข่มได้ด้วยอริยญาณ ข่มได้ด้วยอริยมรรค รู้แจ้งแทงตลอดอกุปปธรรมจึงข่มได้ ทำให้แจ้งอนาคามิผล จึงข่มได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งอนาคามิผล ละกามราคะพยาบาทได้ และละได้เด็ดขาด ละได้ไม่มีส่วนเหลือ ฯลฯ ทำให้แจ้งอนาคามิผลจึงละได้ใช่ไหม ปร. ใช่ @เชิงอรรถ : @ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายอื่นมี สมิติยะ เป็นต้น (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๗๙/๑๖๙) @ เพราะมีความเห็นว่า ปุถุชนผู้ได้ฌานสามารถละกามราคะและโทสะได้เด็ดขาด (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๗๙/๑๖๙) @ เพราะมีความเห็นว่า ปุถุชนผู้ได้ฌานสามารถละกามราคะและพยาบาทได้ เมื่อบรรลุสัจจะก็จะเป็น @พระอนาคามีได้เลย (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๘๐/๑๖๙) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๖๗} พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๔. ชหติกถา สก. ปุถุชนละกามราคะพยาบาทได้ และละได้เด็ดขาด ละได้อย่างไม่มีส่วน เหลือ ฯลฯ ทำให้แจ้งอนาคามิผลจึงละได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งอนาคามิผล ข่มกามราคะพยาบาทได้ และข่มได้เด็ดขาด ข่มได้อย่างไม่มีส่วนเหลือ ฯลฯ ทำให้แจ้งอนาคามิผลจึงข่มได้ ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ปุถุชนข่มกามราคะพยาบาทได้ และข่มได้เด็ดขาด ข่มได้อย่างไม่มีส่วน เหลือ ฯลฯ ทำให้แจ้งอนาคามิผลจึงข่มได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ปุถุชนละกามราคะและพยาบาทได้ แต่ละไม่ได้เด็ดขาด ละไม่ได้ อย่างไม่มีส่วนเหลือ ละไม่ได้อย่างไม่มีเยื่อใย ละไม่ได้พร้อมทั้งมูล ละไม่ได้พร้อม ทั้งตัณหา ละไม่ได้พร้อมทั้งอนุสัย ละไม่ได้ด้วยอริยญาณ ละไม่ได้ด้วยอริยมรรค จะรู้แจ้งแทงตลอดอกุปปธรรมก็ละไม่ได้ ทำให้แจ้งอนาคามิผลก็ละไม่ได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งอนาคามิผล ละกามราคะและพยาบาทได้ แต่ละไม่ได้เด็ดขาด ฯลฯ จะทำให้แจ้งอนาคามิผลก็ละไม่ได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ปุถุชนข่มกามราคะและพยาบาทได้ แต่ละไม่ได้เด็ดขาด ข่มไม่ได้อย่าง ไม่มีส่วนเหลือ ฯลฯ ทำให้แจ้งอนาคามิผลก็ข่มไม่ได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งอนาคามิผล ข่มกามราคะพยาบาทได้ และข่มไม่ได้เด็ดขาด ข่มไม่ได้อย่างไม่มีส่วนเหลือ ฯลฯ ทำให้แจ้งอนาคามิผลก็ ข่มไม่ได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๖๘} พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๔. ชหติกถา สก. ปุถุชนละกามราคะและพยาบาทได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ละได้ด้วยมรรคไหน ปร. ด้วยมรรคฝ่ายรูปาวจร สก. มรรคฝ่ายรูปาวจรนำสัตว์ออกจากวัฏฏทุกข์ ให้ถึงความสิ้นกิเลส ให้ถึง ความตรัสรู้ ให้ถึงนิพพาน ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ ไม่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ ไม่เป็นอารมณ์ของคันถะ ไม่เป็นอารมณ์ของโอฆะ ไม่เป็นอารมณ์ของโยคะ ไม่เป็น อารมณ์ของนิวรณ์ ไม่เป็นอารมณ์ของปรามาส ไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน ไม่เป็น อารมณ์ของสังกิเลสใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. มรรคฝ่ายรูปาวจรไม่นำสัตว์ออกจากวัฏฏทุกข์ ไม่ให้ถึงความสิ้นกิเลส ไม่ให้ถึงความตรัสรู้ ไม่ให้ถึงนิพพาน เป็นอารมณ์ของอาสวะ เป็นอารมณ์ของ สังโยชน์ ฯลฯ เป็นอารมณ์ของสังกิเลสมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากมรรคฝ่ายรูปาวจรไม่นำสัตว์ออกจากวัฏฏทุกข์ ไม่ให้ถึงความสิ้นกิเลส ไม่ให้ถึงความตรัสรู้ ไม่ให้ถึงนิพพาน เป็นอารมณ์ของอาสวะ เป็นอารมณ์ของ สังโยชน์ ฯลฯ เป็นอารมณ์ของสังกิเลส ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “ปุถุชนละกามราคะ และพยาบาทได้ด้วยมรรคฝ่ายรูปาวจร” สก. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งอนาคามิผล ละกามราคะและพยาบาทได้ ด้วยอนาคามิมรรค และมรรคนั้นนำสัตว์ออกจากวัฏฏทุกข์ ให้ถึงความสิ้นกิเลส ให้ถึงความตรัสรู้ ให้ถึงนิพพาน ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ ไม่เป็นอารมณ์ของ สังโยชน์ ฯลฯ ไม่เป็นอารมณ์ของสังกิเลสใช่ไหม ปร. ใช่ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๖๙} พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๔. ชหติกถา สก. ปุถุชนละกามราคะและพยาบาทได้ด้วยมรรคฝ่ายรูปาวจร และมรรคนั้น นำสัตว์ออกจากวัฏฏทุกข์ ให้ถึงความสิ้นกิเลส ให้ถึงความตรัสรู้ ให้ถึงนิพพาน ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ ไม่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ ฯลฯ ไม่เป็นอารมณ์ของ สังกิเลสใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ปุถุชนละกามราคะและพยาบาทได้ด้วยมรรคฝ่ายรูปาวจร และมรรคนั้น ไม่นำสัตว์ออกจากวัฏฏทุกข์ ไม่ให้ถึงความสิ้นกิเลส ไม่ให้ถึงความตรัสรู้ ไม่ให้ถึง นิพพาน เป็นอารมณ์ของอาสวะ เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ ฯลฯ เป็นอารมณ์ของ สังกิเลสใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งอนาคามิผล ละกามราคะและพยาบาทได้ด้วย อนาคามิมรรค และมรรคนั้นไม่นำสัตว์ออกจากวัฏฏทุกข์ ไม่ให้ถึงความสิ้นกิเลส ไม่ให้ถึงความตรัสรู้ ไม่ให้ถึงนิพพาน เป็นอารมณ์ของอาสวะ เป็นอารมณ์ของ สังโยชน์ ฯลฯ เป็นอารมณ์ของสังกิเลสใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

สก. ปุถุชนผู้ปราศจากความกำหนัดในกาม ดำรงอยู่ในอนาคามิผล พร้อมกับการได้บรรลุธรรมใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ดำรงอยู่ในอรหัตตผลใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ปุถุชนผู้ปราศจากความกำหนัดในกาม ดำรงอยู่ในอนาคามิผล พร้อม กับการได้บรรลุธรรมใช่ไหม ปร. ใช่ @เชิงอรรถ : @ เพราะมีความเห็นว่า ปุถุชนผู้ได้ฌานสามารถละกามราคะและพยาบาทได้ เมื่อบรรลุสัจจะก็จะเป็น @พระอนาคามีได้เลย (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๘๐/๑๖๙) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๗๐} พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๔. ชหติกถา สก. เจริญมรรคทั้ง ๓ ประการได้ไม่ก่อนไม่หลังใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เจริญมรรคทั้ง ๓ ประการได้ไม่ก่อนไม่หลังใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ทำให้แจ้งสามัญญผลทั้ง ๓ ประการได้ไม่ก่อนไม่หลังใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ทำให้แจ้งสามัญญผลทั้ง ๓ ประการได้ไม่ก่อนไม่หลังใช่ไหม ปร. ใช่ สก. มีการประชุมแห่งผัสสะ ๓ เวทนา ๓ สัญญา ๓ เจตนา ๓ จิต ๓ สัทธา ๓ วิริยะ ๓ สติ ๓ สมาธิ ๓ ปัญญา ๓ ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ปุถุชนผู้ปราศจากความกำหนัดในกาม ดำรงอยู่ในอนาคามิผลพร้อม กับการได้บรรลุธรรมใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ด้วยโสดาปัตติมรรคใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ด้วยสกทาคามิมรรคใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น สก. ด้วยมรรคไหน ปร. ด้วยอนาคามิมรรค สก. ละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาสได้ด้วยอนาคามิมรรคใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๗๑} พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๔. ชหติกถา ๒. สุตตาหรณกถา ว่าด้วยการยกพระสูตรมาอ้าง

สก. ปุถุชนละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาสได้ด้วย อนาคามิมรรคใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระผู้มีพระภาคตรัสโสดาปัตติผล(ว่ามี) เพราะละสังโยชน์ ๓ ประการได้ มิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากพระผู้มีพระภาคตรัสโสดาปัตติผล(ว่ามี) เพราะละสังโยชน์ ๓ ประการได้ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “ละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาส ได้ด้วยอนาคามิมรรค” ฯลฯ สก. ปุถุชนละกามราคะอย่างหยาบและพยาบาทอย่างหยาบได้ด้วยอนาคามิ- มรรคใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ละกามราคะอย่างหยาบและพยาบาทอย่างหยาบได้ด้วยอนาคามิมรรค ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระผู้มีพระภาคตรัสสกทาคามิผล(ว่ามี) เพราะความเบาบางแห่งกามราคะ และพยาบาทมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากพระผู้มีพระภาคตรัสสกทาคามิผล(ว่ามี) เพราะความเบาบางแห่ง กามราคะและพยาบาท ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “ละกามราคะและพยาบาทอย่าง หยาบได้ด้วยอนาคามิมรรค” สก. ปุถุชนเป็นผู้ปราศจากความกำหนัดในกาม ดำรงอยู่ในอนาคามิผล พร้อมกับการได้บรรลุธรรมใช่ไหม ปร. ใช่ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๗๒} พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๔. ชหติกถา สก. เหล่าชนผู้บรรลุธรรมได้ทั้งหมด ดำรงอยู่ในอนาคามิผล พร้อมกับการ ได้บรรลุธรรมใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “ปุถุชนละกามราคะและพยาบาทได้” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ครูทั้ง ๖ ผู้มียศ ได้รับยกย่องว่าเป็นเจ้าลัทธิในอดีต เป็นผู้หมดกลิ่นสาบ มุ่งมั่นในกรุณา ล่วงพ้นกามสังโยชน์ คลายกามราคะเสียได้ เป็นผู้เข้าถึงพรหมโลกแล้ว แม้สาวกหลายร้อยคนของครูเหล่านั้น ก็เป็นผู้หมดกลิ่นสาบ มุ่งมั่นในกรุณา ล่วงพ้นกามสังโยชน์ คลายกามราคะเสียได้ เป็นผู้เข้าถึงพรหมโลกแล้ว” มีอยู่จริงมิใช่หรือ สก. ใช่ ปร. ดังนั้น ปุถุชนจึงละกามราคะและพยาบาทได้ สก. ปุถุชนละกามราคะและพยาบาทได้ใช่ไหม ปร. ใช่ @เชิงอรรถ : @ คำว่า กลิ่นสาบ ในที่นี้หมายถึงความโกรธ (องฺ.ฉกฺก.อ. ๓/๕๔/๑๓๔) @ ดูเทียบ องฺ.ฉกฺก. (แปล) ๒๒/๕๔/๕๓๐-๕๓๑ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๗๓} พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๔. ชหติกถา สก. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย ครูสุเนตรนั้นเป็น ผู้มีอายุยืนนานอย่างนี้ เป็นผู้ดำรงอยู่ได้นานอย่างนี้ แต่ก็ไม่พ้นจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส เราจึงกล่าวว่า ไม่หลุดพ้นจากทุกข์ ข้อนั้น เพราะเหตุไร เพราะไม่รู้แจ้งแทงตลอดธรรม ๔ ประการ ธรรม ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ (๑) เพราะไม่รู้แจ้งแทงตลอดอริยศีล (๒) เพราะไม่รู้แจ้งแทงตลอดอริยสมาธิ (๓) เพราะไม่รู้แจ้งแทงตลอดอริยปัญญา (๔) เพราะไม่รู้แจ้งแทงตลอดอริยวิมุตติ ภิกษุทั้งหลาย เราได้รู้แจ้งแทงตลอดอริยศีล เราได้รู้แจ้งแทงตลอดอริยสมาธิ เราได้รู้แจ้งแทงตลอดอริยปัญญา เราได้รู้แจ้งแทงตลอดอริยวิมุตติ เราถอนภวตัณหา ได้แล้ว ภวเนตติสิ้นไปแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ไม่มีอีก” (พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ได้ตรัสเวยยากรณภาษิตนี้แล้ว จึงได้ตรัส คาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า) “พระโคดมผู้มียศ ตรัสรู้ธรรมเหล่านี้ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา และวิมุตติอันยอดเยี่ยม ดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสบอกธรรม แก่ภิกษุทั้งหลายเพื่อความรู้ยิ่ง พระศาสดาผู้มีพระจักษุ ทรงทำที่สุดแห่งทุกข์ ปรินิพพานแล้ว” มีอยู่จริงมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. ดังนั้น ท่านจึงไม่ควรยอมรับว่า “ปุถุชนละกามราคะและพยาบาทได้” ชหติกถา จบ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ ที.ม. (แปล) ๑๐/๑๘๖/๑๓๒-๑๓๓, องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๑/๒, องฺ.สตฺตก. (แปล) ๒๓/๖๖/๑๓๖ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๗๔}

所用版本与授权

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · 证据核验于 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้