Scripture · Other items in this volumeเล่ม ๓๓
๖. พาหิยเถราปทาน
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ
Front matter of the printed edition
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๕๔. กัจจายนวรรค] ๖. พาหิยเถราปทาน ๖. พาหิยเถราปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระพาหิยเถระ (พระพาหิยเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)
ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ นับจากกัปนี้ไป พระผู้มีพระภาคพระนามว่าปทุมุตตระ ทรงเป็นผู้นำ(สัตว์โลก) มีพระรัศมีมาก เป็นผู้เลิศในโลกทั้ง ๓ เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว
ข้าแต่พระมุนี เมื่อพระผู้มีพระภาค ตรัสสรรเสริญคุณของภิกษุผู้ตรัสรู้ได้เร็วพลัน ข้าพระองค์ได้ฟังแล้วมีจิตเบิกบาน จึงได้ทำสักการะพระผู้มีพระภาค ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่
ข้าแต่พระมุนี ข้าพระองค์ถวายทานตลอด ๗ วัน แด่พระผู้มีพระภาค พร้อมทั้งพระสาวก ถวายอภิวาทพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ปรารถนาตำแหน่งนั้นในกาลนั้น
ลำดับนั้น พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ข้าพเจ้าว่า ‘จงดูพราหมณ์ที่หมอบอยู่แทบเท้าของเรานี้ ผู้มีโสมนัสเอิบอิ่มสมบูรณ์ เห็นประจักษ์
มีร่างกายที่บุญกรรมสร้างสรรค์ให้คล้ายทองคำ ผุดผ่อง ผิวบาง ริมฝีปากแดงเหมือนผลตำลึงสุก มีฟันขาวคมเรียบเสมอ
มีกำลังคือคุณมาก มีโลมชาติชูชันและมีใจฟูขึ้น เป็นบ่อเกิดแห่งกระแสน้ำคือคุณ มีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสด้วยปีติ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๒๖๒} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๕๔. กัจจายนวรรค] ๖. พาหิยเถราปทาน
เขาปรารถนาตำแหน่งของภิกษุผู้ตรัสรู้เร็วพลัน ในอนาคต จักมีพระมหาวีระพระนามว่าโคดม
เขาจักมีนามว่าพาหิยะ เป็นธรรมทายาท เป็นโอรสที่ธรรมเนรมิต จักเป็นสาวกของพระศาสดาพระองค์นั้น’
ครั้งนั้น ข้าพเจ้ายินดีแล้ว หมั่นกระทำสักการะแด่พระมหามุนีจนตลอดชีวิต จุติแล้วได้ไปเกิดในสวรรค์ ดุจไปยังที่อยู่ของตน
ข้าพเจ้าจะเป็นเทวดาหรือมนุษย์ก็ตาม ย่อมเป็นผู้มีความสุข เพราะอานุภาพแห่งกรรมนั้น ข้าพเจ้าเวียนว่ายตายเกิดจึงได้เสวยสมบัติ
เมื่อสิ้นศาสนาของพระกัสสปธีรเจ้า ข้าพเจ้าได้ขึ้นไปยังภูเขาศิลาล้วน บำเพ็ญเพียรตามคำสอนของพระชินสีห์
เป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ มีปัญญา ทำตามคำสอนของพระชินสีห์ ข้าพเจ้า ๕ คนด้วยกัน จุติจากอัตภาพนั้นแล้วได้ไปเกิดยังเทวโลก
ข้าพเจ้าชื่อพาหิยะ เกิดในภารุกัจฉนคร ซึ่งเป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์ ภายหลังได้แล่นเรือไปในสาคร ซึ่งให้สำเร็จประโยชน์เพียงเล็กน้อย
แต่นั้น เรือแล่นไปได้ ๒-๓ วัน ก็อับปางลง ครั้งนั้น ข้าพเจ้าตกลงไปในสาคร ซึ่งเป็นที่อยู่แห่งมังกรที่ร้ายกาจ น่าสะพรึงกลัว {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๒๖๓} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๕๔. กัจจายนวรรค] ๖. พาหิยเถราปทาน
ครั้งนั้น ข้าพเจ้าพยายามว่ายน้ำข้ามทะเลใหญ่ ไปถึงท่าประเสริฐชื่อสุปปารกะ ข้าพเจ้ามีคนรู้จักน้อย
นุ่งผ้าเปลือกไม้เข้าไปยังบ้านเพื่อก้อนข้าว ครั้งนั้น หมู่ชนพากันยินดีกล่าวว่า ‘ผู้นี้เป็นพระอรหันต์มาที่นี้แล้ว
พวกเราสักการะพระอรหันต์นี้ด้วยข้าว น้ำ ผ้า ที่นอน และเภสัชแล้ว จักถึงความสุข’
ครั้งนั้น ข้าพเจ้าได้ปัจจัย เป็นผู้ที่พวกเขาสักการบูชาแล้ว จึงเกิดความดำริโดยไม่แยบคายขึ้นว่า เราเป็นพระอรหันต์
ลำดับนั้น บุพเทวดารู้วารจิตของข้าพเจ้า จึงตักเตือนว่า ‘ท่านไม่รู้ทางที่เป็นอุบาย จะเป็นพระอรหันต์ได้อย่างไรเล่า’
ครั้งนั้น ข้าพเจ้าถูกเทวดาตักเตือนแล้ว ก็เกิดความสลดใจ จึงสอบถามเทวดานั้นว่า ‘พระอรหันต์ผู้ประเสริฐกว่านรชน ในโลกเหล่านี้คือใคร ‘อยู่ที่ไหน’
เทวดานั้นตอบว่า ‘พระชินเจ้าผู้มีพระปัญญามาก ผู้ประเสริฐ มีปัญญาเสมอด้วยแผ่นดิน พระองค์เป็นโอรสของเจ้าศากยะ เป็นพระอรหันต์ ไม่มีอาสวะ ทรงแสดงธรรมเพื่อบรรลุอรหัต อยู่ในพระราชมณเฑียรของพระเจ้าโกศลในกรุงสาวัตถี’
ข้าพเจ้าได้ฟังคำของเทวดานั้นแล้ว เอิบอิ่มใจเหมือนคนกำพร้าได้ขุมทรัพย์ @เชิงอรรถ : @ รู้ทางที่เป็นอุบาย คือรู้ทางที่จะให้บรรลุถึงพระนิพพาน (ขุ.อป.อ. ๒/๑๙๖/๒๙๑) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๒๖๔} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๕๔. กัจจายนวรรค] ๖. พาหิยเถราปทาน ยิ้มแย้ม เบิกบานใจที่จะได้พบพระอรหันต์ผู้ประเสริฐ น่าชม น่าพึงใจ ผู้มีพระญาณเป็นโคจรไม่มีที่สิ้นสุด
ครั้งนั้น ข้าพเจ้าออกจากที่นั้นไปด้วยตั้งใจว่า ‘เราเมื่อชนะกิเลสได้ก็จะได้เห็นพระพักตร์ ที่ปราศจากมลทินของพระศาสดาในกาลทุกเมื่อ’ ไปถึงแคว้นที่รื่นรมย์นั้นแล้วได้ถามพวกพราหมณ์ว่า ‘พระศาสดาผู้ทำชาวโลกให้เพลิดเพลินประทับอยู่ ณ ที่ไหน’
ครั้งนั้น พราหมณ์ทั้งหลายตอบว่า ‘พระศาสดาผู้ที่มนุษย์และเทวดากราบไหว้ เสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังเมือง ท่านผู้ขวนขวายจะเข้าเฝ้าพระมุนี จงรีบกลับไปเฝ้ากราบไหว้พระองค์ผู้เป็นบุคคลผู้เลิศ’
ลำดับนั้น ข้าพเจ้าได้ไปยังกรุงสาวัตถี ที่อุดมสมบูรณ์โดยด่วน ได้เห็นพระองค์ผู้ไม่มักมาก และไม่ติดในรสอาหาร กำลังเสด็จบิณฑบาต
ทรงบาตร มีพระเนตรสำรวม ทรงยังอมตธรรมให้โชติช่วงอยู่ในนครนี้ ประหนึ่งเป็นที่อยู่ของพระสิริ มีพระพักตร์โชติช่วงดังรัศมีดวงอาทิตย์
ครั้นพบพระองค์ ข้าพเจ้าจึงได้หมอบลงแล้ว กราบทูลดังนี้ว่า ‘ข้าแต่พระโคดม ขอพระองค์โปรดเป็นที่พึ่งของข้าพระองค์ ผู้วิบัติในทางที่น่ารังเกียจด้วยเถิด’
พระมุนีผู้ประเสริฐได้ตรัสว่า ‘เรากำลังเที่ยวบิณฑบาต เพื่อประโยชน์แก่การช่วยสัตว์ให้ข้ามพ้น เวลานี้ไม่ใช่เวลาแสดงธรรมแก่ท่าน’ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๒๖๕} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๕๔. กัจจายนวรรค] ๖. พาหิยเถราปทาน
ครั้งนั้น ข้าพเจ้ามีความปรารถนาแรงกล้าในธรรม จึงได้ทูลอ้อนวอนพระพุทธเจ้าบ่อยๆ พระองค์แสดงธรรมอันเป็นสุญญตบทที่ลึกซึ้งแก่ข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าได้ฟังธรรมของพระองค์แล้ว ก็บรรลุธรรมเป็นที่สิ้นอาสวะ โอ! ข้าพเจ้าเป็นผู้ที่พระศาสดาทรงอนุเคราะห์แล้ว เป็นผู้มีอายุสิ้นแล้ว
กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาได้แล้ว ภพทั้งปวงข้าพเจ้าก็ถอนได้แล้ว ข้าพเจ้าตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ
การที่ข้าพเจ้ามาในสำนักของพระพุทธเจ้า เป็นการมาดีแล้วโดยแท้ วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล
พระพาหิยทารุจิริยเถระ ถูกแม่โคตัวที่ถูกผีสิงไม่เห็นตัวขวิดให้ล้มลงที่กองขยะ ได้กล่าวพยากรณ์ด้วยประการดังนี้
พระเถระผู้มีปัญญามาก เป็นนักปราชญ์ ครั้นกล่าวบุพจริตของตนแล้ว ปรินิพพานในกรุงสาวัตถี ที่อุดมสมบูรณ์ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๒๖๖} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๕๔. กัจจายนวรรค] ๖. พาหิยเถราปทาน
พระฤๅษีผู้ประเสริฐ เสด็จออกจากนคร ทอดพระเนตรเห็นพระพาหิยทารุจิริยะผู้นุ่งผ้าเปลือกไม้ เป็นนักปราชญ์ ซึ่งมีความเร่าร้อนอันลอยได้แล้ว
ล้มลงที่ภูมิภาค ดุจคันเสาธงใหญ่อันลมพัดให้ล้มลง หมดอายุ กิเลสเหือดแห้ง ทำกิจในศาสนาของพระชินเจ้า
ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสเรียกสาวกทั้งหลาย ผู้ยินดีในศาสนามาสั่งว่า เธอทั้งหลายจงช่วยกันยกร่าง ของเพื่อนพรหมจารีแล้วนำไปเผาเสียเถิด
จงสร้างสถูปบูชา เขาเป็นคนมีปรีชามากนิพพานแล้ว สาวกผู้ทำตามคำของเรา เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายฝ่ายที่ตรัสรู้ได้เร็วพลัน
คาถาที่มีประโยชน์คาถาเดียวที่คนฟังแล้วสงบระงับได้ ย่อมดีกว่าคาถาที่ไร้ประโยชน์ตั้ง ๑,๐๐๐ คาถา
ดิน น้ำ ลม ไฟ ไม่ตั้งอยู่ในนิพพานใด ในพระนิพพานนั้น ดาวฤกษ์ที่สุกสกาวก็ส่องแสงไปไม่ถึง ดวงอาทิตย์ก็ส่องแสงไปไม่ถึง
ดวงจันทร์ก็ส่องแสงไปไม่ถึง ความมืดก็ไม่มี อนึ่ง เมื่อใด พราหมณ์ผู้ได้ชื่อว่าเป็นมุนี เพราะเป็นผู้สงบ รู้จริงด้วยตนเองแล้ว
เมื่อนั้น เขาย่อมพ้นจากรูปภพ อรูปภพ สุข และทุกข์ พระโลกนาถผู้เป็นมุนี เป็นที่พึ่งของโลกทั้ง ๓ ได้ตรัสไว้อย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้ ได้ทราบว่า ท่านพระพาหิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้ พาหิยเถราปทานที่ ๖ จบ @เชิงอรรถ : @ ขุ.ธ. (แปล) ๒๕/๑๐๑/๖๑ @ ดูเทียบ ขุ.อุ. (แปล) ๒๕/๑๐/๑๘๘ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๒๖๗}