นิทเทสวาร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
นิทฺเทสวาโร
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๘ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๕ ยมกปกรณ์ ภาค ๑ นิทเทสวาร ปทโสธนวาร
กาโย กายสงฺขาโรติ: โน ฯ กายสงฺขาโร กาโยติ: โน ฯ วจี วจีสงฺขาโรติ: โน ฯ วจีสงฺขาโร วจีติ: โน ฯ จิตฺตํ จิตฺตสงฺขาโรติ: โน ฯ จิตฺตสงฺขาโร จิตฺตนฺติ: โน ฯ
กาย ชื่อว่ากายสังขารหรือ? หามิได้. กายสังขาร ชื่อว่ากายหรือ? หามิได้. วจี ชื่อว่าวจีสังขารหรือ? หามิได้. วจีสังขาร ชื่อว่าวจีหรือ? หามิได้. จิต ชื่อว่าจิตตสังขารหรือ? หามิได้. จิตตสังขาร ชื่อว่าจิตหรือ? หามิได้.
น กาโย น กายสงฺขาโรติ: กายสงฺขาโร น กาโย กายสงฺขาโร กายญฺจ กายสงฺขารญฺจ ฐเปตฺวา อวเสสา น เจว กาโย น จ กายสงฺขาโร ฯ น กายสงฺขาโร น กาโยติ: กาโย น กายสงฺขาโร กาโย กายญฺจ กายสงฺขารญฺจ ฐเปตฺวา อวเสสา น เจว กาโย น จ กายสงฺขาโร ฯ น วจี น วจีสงฺขาโรติ: วจีสงฺขาโร น วจี วจีสงฺขาโร วจิญฺจ วจีสงฺขารญฺจ ฐเปตฺวา อวเสสา น เจว วจี น จ วจีสงฺขาโร ฯ น วจีสงฺขาโร น วจีติ: วจี น วจีสงฺขาโร วจี วจิญฺจ วจีสงฺขารญฺจ ฐเปตฺวา อวเสสา น เจว วจี น จ วจีสงฺขาโร ฯ น จิตฺตํ น จิตฺตสงฺขาโรติ: จิตฺตสงฺขาโร น จิตฺตํ จิตฺตสงฺขาโร จิตฺตญฺจ จิตฺตสงฺขารญฺจ ฐเปตฺวา อวเสสา น เจว จิตฺตํ น จ จิตฺตสงฺขาโร ฯ น จิตฺตสงฺขาโร น จิตฺตนฺติ: จิตฺตํ น จิตฺตสงฺขาโร จิตฺตํ จิตฺตญฺจ จิตฺตสงฺขารญฺจ ฐเปตฺวา อวเสสา น เจว จิตฺตํ น จ จิตฺตสงฺขาโร ฯ -------
ไม่ใช่กาย ไม่ใช่กายสังขารหรือ? กายสังขาร ไม่ใช่กาย เป็นแต่กายสังขาร ธรรมที่เหลือ เว้นกาย และกายสังขาร ไม่ใช่กาย และไม่ใช่กายสังขาร. ไม่ใช่กายสังขาร ไม่ใช่กายหรือ? กาย ไม่ใช่กายสังขาร เป็นแต่กาย ธรรมที่เหลือ เว้นกายและกายสังขาร ไม่ใช่กายและไม่ใช่กายสังขาร. ไม่ใช่วจี ไม่ใช่วจีสังขารหรือ? วจีสังขาร ไม่ใช่วจี เป็นแต่วจีสังขาร ธรรมที่เหลือ เว้นวจี และวจีสังขาร ไม่ใช่วจีและไม่ใช่วจีสังขาร. ไม่ใช่วจีสังขาร ไม่ใช่วจีหรือ? วจี ไม่ใช่วจีสังขาร เป็นแต่วจี ธรรมที่เหลือ เว้นวจี และวจีสังขาร ไม่ใช่วจี และไม่ใช่วจีสังขาร. ไม่ใช่จิต ไม่ใช่จิตตสังขารหรือ? จิตตสังขาร ไม่ใช่จิต เป็นแต่จิตตสังขาร ธรรมที่เหลือ เว้นจิต และจิตตสังขารไม่ใช่จิต และไม่ใช่จิตตสังขาร. ไม่ใช่จิตตสังขาร ไม่ใช่จิตหรือ? จิต ไม่ใช่จิตตสังขาร เป็นแต่จิต ธรรมที่เหลือ เว้นจิต และจิตตสังขาร ไม่ใช่จิตและไม่ใช่จิตตสังขาร. ปทโสธนมูลจักกวาร
กาโย กายสงฺขาโรติ: โน ฯ สงฺขารา วจีสงฺขาโรติ: วจีสงฺขาโร สงฺขาโร เจว วจีสงฺขาโร จ อวเสสา สงฺขารา สงฺขารา น วจีสงฺขาโร ฯ กาโย กายสงฺขาโรติ: โน ฯ สงฺขารา จิตฺตสงฺขาโรติ: จิตฺตสงฺขาโร สงฺขาโร เจว จิตฺตสงฺขาโร จ อวเสสา สงฺขารา สงฺขารา น จิตฺตสงฺขาโร ฯ วจี วจีสงฺขาโรติ: โน ฯ สงฺขารา กายสงฺขาโรติ: กายสงฺขาโร สงฺขาโร เจว กายสงฺขาโร จ อวเสสา สงฺขารา สงฺขารา น กายสงฺขาโร ฯ วจี วจีสงฺขาโรติ: โน ฯ สงฺขารา จิตฺตสงฺขาโรติ: จิตฺตสงฺขาโร สงฺขาโร เจว จิตฺตสงฺขาโร จ อวเสสา สงฺขารา สงฺขารา น จิตฺตสงฺขาโร ฯ จิตฺตํ จิตฺตสงฺขาโรติ: โน ฯ สงฺขารา กายสงฺขาโรติ: กายสงฺขาโร สงฺขาโร เจว กายสงฺขาโร จ อวเสสา สงฺขารา สงฺขารา น กายสงฺขาโร ฯ จิตฺตํ จิตฺตสงฺขาโรติ: โน ฯ สงฺขารา วจีสงฺขาโรติ: วจีสงฺขาโร สงฺขาโร เจว วจีสงฺขาโร จ อวเสสา สงฺขารา สงฺขารา น วจีสงฺขาโร ฯ
กาย ชื่อว่ากายสังขารหรือ? หามิได้. สังขาร คือวจีสังขารหรือ? วจีสังขาร เป็นสังขารด้วย เป็นวจีสังขารด้วย สังขารที่เหลือ เป็นแต่สังขาร ไม่ใช่วจีสังขาร. กาย ชื่อว่ากายสังขารหรือ? หามิได้. สังขาร คือจิตตสังขารหรือ? จิตตสังขาร เป็นสังขารด้วย เป็นจิตตสังขารด้วย สังขารที่เหลือ เป็นแต่สังขาร ไม่ใช่จิตตสังขาร. วจี ชื่อว่าวจีสังขารหรือ? หามิได้. สังขาร ชื่อว่ากายสังขารหรือ? กายสังขาร เป็นสังขารด้วย เป็นกายสังขารด้วย สังขารที่เหลือ เป็นแต่สังขาร ไม่ใช่กายสังขาร. วจี ชื่อว่าวจีสังขารหรือ? หามิได้. สังขาร คือจิตตสังขารหรือ? จิตตสังขาร เป็นสังขารด้วย เป็นจิตตสังขารด้วย สังขารที่เหลือ เป็นแต่สังขาร ไม่ใช่จิตตสังขาร. จิต ชื่อว่าจิตตสังขารหรือ? หามิได้. สังขาร คือกายสังขารหรือ? กายสังขาร เป็นสังขารด้วย เป็นกายสังขารด้วย สังขารที่เหลือ เป็นแต่สังขาร ไม่ใช่กายสังขาร. จิต ชื่อว่าจิตตสังขารหรือ? หามิได้. สังขาร คือวจีสังขารหรือ? วจีสังขาร เป็นสังขารด้วย เป็นวจีสังขารด้วย สังขารที่เหลือ เป็นแต่สังขาร ไม่ใช่วจีสังขาร.
น กาโย น กายสงฺขาโรติ: กายสงฺขาโร น กาโย กายสงฺขาโร กายญฺจ กายสงฺขารญฺจ ฐเปตฺวา อวเสสา น เจว กาโย น จ กายสงฺขาโร ฯ น สงฺขารา น วจีสงฺขาโรติ: อามนฺตา ฯ น กาโย น กายสงฺขาโรติ: กายสงฺขาโร น กาโย กายสงฺขาโร กายญฺจ กายสงฺขารญฺจ ฐเปตฺวา อวเสสา น เจว กาโย น จ กายสงฺขาโร ฯ น สงฺขารา น จิตฺตสงฺขาโรติ: อามนฺตา ฯ น วจี น วจีสงฺขาโรติ: วจีสงฺขาโร น วจี วจีสงฺขาโร วจิญฺจ วจีสงฺขารญฺจ ฐเปตฺวา อวเสสา น เจว วจี น จ วจีสงฺขาโร ฯ น สงฺขารา น กายสงฺขาโรติ: อามนฺตา ฯ น วจี น วจีสงฺขาโรติ: วจีสงฺขาโร น วจี วจีสงฺขาโร วจิญฺจ วจีสงฺขารญฺจ ฐเปตฺวา อวเสสา น เจว วจี น จ วจีสงฺขาโร ฯ น สงฺขารา น จิตฺตสงฺขาโรติ: อามนฺตา ฯ น จิตฺตํ น จิตฺตสงฺขาโรติ: จิตฺตสงฺขาโร น จิตฺตํ จิตฺตสงฺขาโร จิตฺตญฺจ จิตฺตสงฺขารญฺจ ฐเปตฺวา อวเสสา น เจว จิตฺตํ น จ จิตฺตสงฺขาโร ฯ น สงฺขารา น กายสงฺขาโรติ: อามนฺตา ฯ น จิตฺตํ น จิตฺตสงฺขาโรติ: จิตฺตสงฺขาโร น จิตฺตํ จิตฺตสงฺขาโร จิตฺตญฺจ จิตฺตสงฺขารญฺจ ฐเปตฺวา อวเสสา น เจว จิตฺตํ น จ จิตฺตสงฺขาโร ฯ น สงฺขารา น วจีสงฺขาโรติ: อามนฺตา ฯ --------
ไม่ใช่กาย ไม่ใช่กายสังขารหรือ? กายสังขาร ไม่ใช่กาย เป็นแต่กายสังขาร ธรรมที่เหลือ เว้นกายและกายสังขารไม่ใช่กายและไม่ใช่กายสังขาร. ไม่ใช่สังขาร ไม่ใช่วจีสังขารหรือ? ถูกแล้ว ไม่ใช่กาย ไม่ใช่กายสังขารหรือ? กายสังขารไม่ใช่กาย เป็นแต่กายสังขาร ธรรมที่เหลือ เว้นกายและกายสังขาร ไม่ใช่กาย และไม่ใช่กายสังขาร. ไม่ใช่สังขาร ไม่ใช่จิตตสังขารหรือ? ถูกแล้ว. ไม่ใช่วจี ไม่ใช่วจีสังขารหรือ? วจีสังขาร ไม่ใช่วจี เป็นแต่วจีสังขาร ธรรมที่เหลือ เว้นวจีและวจีสังขาร ไม่ใช่วจีและไม่ใช่วจีสังขาร. ไม่ใช่สังขาร ไม่ใช่กายสังขารหรือ? ถูกแล้ว. ไม่ใช่วจี ไม่ใช่วจีสังขารหรือ วจีสังขาร ไม่ใช่วจี เป็นแต่วจีสังขาร ธรรมที่เหลือ เว้นวจีและวจีสังขาร ไม่ใช่วจีและไม่ใช่วจีสังขาร ไม่ใช่สังขาร ไม่ใช่จิตตสังขารหรือ? ถูกแล้ว. ไม่ใช่จิต ไม่ใช่จิตตสังขารหรือ? จิตตสังขาร ไม่ใช่จิต เป็นแต่จิตตสังขาร ธรรมที่เหลือ เว้นจิตและจิตตสังขารไม่ใช่จิต และไม่ใช่จิตตสังขาร. ไม่ใช่สังขาร ไม่ใช่กายสังขารหรือ? ถูกแล้ว. ไม่ใช่จิต ไม่ใช่จิตตสังขาร หรือ? จิตตสังขาร ไม่ใช่จิต เป็นแต่จิตตสังขาร ธรรมที่เหลือ เว้นจิตและจิตตสังขารไม่ใช่จิตและไม่ใช่จิตตสังขาร. ไม่ใช่สังขาร ไม่ใช่วจีสังขาร หรือ? ถูกแล้ว. สุทธสังขารวาร
กายสงฺขาโร วจีสงฺขาโรติ: โน ฯ วจีสงฺขาโร กายสงฺขาโรติ: โน ฯ กายสงฺขาโร จิตฺตสงฺขาโรติ: โน ฯ จิตฺตสงฺขาโร กายสงฺขาโรติ: โน ฯ วจีสงฺขาโร จิตฺตสงฺขาโรติ: โน ฯ จิตฺตสงฺขาโร วจีสงฺขาโรติ: โน ฯ
กายสังขาร คือวจีสังขาร หรือ? หามิได้. วจีสังขาร คือกายสังขาร หรือ? หามิได้. กายสังขาร คือจิตตสังขาร หรือ? หามิได้. จิตตสังขาร คือกายสังขาร หรือ? หามิได้. วจีสังขาร คือจิตตสังขาร หรือ? หามิได้. จิตตสังขาร คือวจีสังขาร หรือ? หามิได้.
น กายสงฺขาโร น วจีสงฺขาโรติ: วจีสงฺขาโร น กายสงฺขาโร วจีสงฺขาโร กายสงฺขารญฺจ วจีสงฺขารญฺจ ฐเปตฺวา อวเสสา น เจว กายสงฺขาโร น จ วจีสงฺขาโร ฯ น วจีสงฺขาโร น กายสงฺขาโรติ: กายสงฺขาโร น วจีสงฺขาโร กายสงฺขาโร วจีสงฺขารญฺจ กายสงฺขารญฺจ ฐเปตฺวา อวเสสา น เจว วจีสงฺขาโร น จ กายสงฺขาโร ฯ น กายสงฺขาโร น จิตฺตสงฺขาโรติ: จิตฺตสงฺขาโร น กายสงฺขาโร จิตฺตสงฺขาโร กายสงฺขารญฺจ จิตฺตสงฺขารญฺจ ฐเปตฺวา อวเสสา น เจว กายสงฺขาโร น จ จิตฺตสงฺขาโร ฯ น จิตฺตสงฺขาโร น กายสงฺขาโรติ: กายสงฺขาโร น จิตฺตสงฺขาโร กายสงฺขาโร จิตฺตสงฺขารญฺจ กายสงฺขารญฺจ ฐเปตฺวา อวเสสา น เจว จิตฺตสงฺขาโร น จ กายสงฺขาโร ฯ น วจีสงฺขาโร น จิตฺตสงฺขาโรติ: จิตฺตสงฺขาโร น วจีสงฺขาโร จิตฺตสงฺขาโร วจีสงฺขารญฺจ จิตฺตสงฺขารญฺจ ฐเปตฺวา อวเสสา น เจว วจีสงฺขาโร น จ จิตฺตสงฺขาโร ฯ น จิตฺตสงฺขาโร น วจีสงฺขาโรติ: วจีสงฺขาโร น จิตฺตสงฺขาโร วจีสงฺขาโร จิตฺตสงฺขารญฺจ วจีสงฺขารญฺจ ฐเปตฺวา อวเสสา น เจว จิตฺตสงฺขาโร น จ วจีสงฺขาโร ฯ ปณฺณตฺติวาโร --------
ไม่ใช่กายสังขาร ไม่ใช่วจีสังขาร หรือ? วจีสังขาร ไม่ใช่กายสังขาร เป็นแต่วจีสังขาร สังขารที่เหลือ เว้นกายสังขารและวจีสังขาร ไม่ใช่กายสังขาร และไม่ใช่วจีสังขาร. ไม่ใช่วจีสังขาร ไม่ใช่กายสังขาร หรือ? กายสังขาร ไม่ใช่วจีสังขาร เป็นแต่กายสังขาร สังขารที่เหลือ เว้นวจีสังขาร และกายสังขาร ไม่ใช่วจีสังขารและไม่ใช่กายสังขาร. ไม่ใช่กายสังขาร ไม่ใช่จิตตสังขาร หรือ? จิตตสังขาร ไม่ใช่กายสังขาร เป็นแต่จิตตสังขาร สังขารที่เหลือ เว้นกายสังขารและจิตตสังขาร ไม่ใช่กายสังขารและไม่ใช่จิตตสังขาร. ไม่ใช่จิตตสังขาร ไม่ใช่กายสังขาร หรือ? กายสังขาร ไม่ใช่จิตตสังขาร เป็นแต่กายสังขาร สังขารที่เหลือ เว้นจิตตสังขารและกายสังขาร ไม่ใช่จิตตสังขารและไม่ใช่กายสังขาร. ไม่ใช่วจีสังขาร ไม่ใช่จิตตสังขาร หรือ? จิตตสังขาร ไม่ใช่วจีสังขาร เป็นแต่จิตตสังขาร สังขารที่เหลือ เว้นวจีสังขารและจิตตสังขาร ไม่ใช่วจีสังขารและไม่ใช่จิตตสังขาร ไม่ใช่จิตตสังขาร ไม่ใช่วจีสังขาร หรือ? วจีสังขาร ไม่ใช่จิตตสังขาร เป็นแต่วจีสังขาร สังขารที่เหลือ เว้นจิตตสังขารและวจีสังขาร ไม่ใช่จิตตสังขาร และไม่ใช่วจีสังขาร. นิทเทสวาร จบ. ปัณณัตติวาร จบ. -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑. ปัณณัตติวารนิทเทส ๑. ปทโสธนวาร อนุโลม
อนุ. กาย เป็นกายสังขารใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ ปฏิ. กายสังขาร เป็นกายใช่ไหม วิ. ไม่ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๔๘}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๑. ปัณณัตติวารนิทเทส ๑. ปทโสธนวาร อนุ. วจี เป็นวจีสังขารใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ ปฏิ. วจีสังขาร เป็นวจีใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ อนุ. จิต เป็นจิตตสังขารใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ ปฏิ. จิตตสังขาร เป็นจิตใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ ปัจจนีกะ
อนุ. สภาวธรรมที่ไม่เป็นกาย ไม่เป็นกายสังขารใช่ไหม วิ. กายสังขาร ไม่เป็นกาย แต่เป็นกายสังขาร เว้นกายและกายสังขารแล้วสภาวธรรมที่เหลือ ไม่เป็นกายก็ใช่ ไม่เป็นกายสังขารก็ใช่ ปฏิ. สภาวธรรมที่ไม่เป็นกายสังขาร ไม่เป็นกายใช่ไหม วิ. กาย ไม่เป็นกายสังขาร แต่เป็นกาย เว้นกายและกายสังขารแล้ว สภาวธรรมที่เหลือไม่เป็นกายก็ใช่ ไม่เป็นกายสังขารก็ใช่ อนุ. สภาวธรรมที่ไม่เป็นวจี ไม่เป็นวจีสังขารใช่ไหม วิ. วจีสังขาร ไม่เป็นวจี แต่เป็นวจีสังขาร เว้นวจีและวจีสังขารแล้ว สภาวธรรมที่เหลือไม่เป็นวจีก็ใช่ ไม่เป็นวจีสังขารก็ใช่ ปฏิ. สภาวธรรมที่ไม่เป็นวจีสังขาร ไม่เป็นวจีใช่ไหม วิ. วจี ไม่เป็นวจีสังขาร แต่เป็นวจี เว้นวจีและวจีสังขารแล้ว สภาวธรรมที่เหลือไม่เป็นวจีก็ใช่ ไม่เป็นวจีสังขารก็ใช่ อนุ. สภาวธรรมที่ไม่เป็นจิต ไม่เป็นจิตตสังขารใช่ไหม วิ. จิตตสังขาร ไม่เป็นจิต แต่เป็นจิตตสังขาร เว้นจิตและจิตตสังขารแล้วสภาวธรรมที่เหลือไม่เป็นจิตก็ใช่ ไม่เป็นจิตตสังขารก็ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๔๙}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๑. ปัณณัตติวารนิทเทส ๒. ปทโสธนมูลจักกวาร ปฏิ. สภาวธรรมที่ไม่เป็นจิตตสังขาร ไม่เป็นจิตใช่ไหม วิ. จิต ไม่เป็นจิตตสังขาร แต่เป็นจิต เว้นจิตและจิตตสังขารแล้ว สภาวธรรมที่เหลือไม่เป็นจิตก็ใช่ ไม่เป็นจิตตสังขารก็ใช่ ๒. ปทโสธนมูลจักกวาร อนุโลม
อนุ. กาย เป็นกายสังขารใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ ปฏิ. สังขาร เป็นวจีสังขารใช่ไหม วิ. วจีสังขาร เป็นสังขารก็ใช่ เป็นวจีสังขารก็ใช่ สภาวธรรมที่เหลือเป็นสังขาร แต่ไม่เป็นวจีสังขาร อนุ. กาย เป็นกายสังขารใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ ปฏิ. สังขาร เป็นจิตตสังขารใช่ไหม วิ. จิตตสังขาร เป็นสังขารก็ใช่ เป็นจิตตสังขารก็ใช่ สภาวธรรมที่เหลือเป็นสังขาร แต่ไม่เป็นจิตตสังขาร
อนุ. วจี เป็นวจีสังขารใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ ปฏิ. สังขาร เป็นกายสังขารใช่ไหม วิ. กายสังขาร เป็นสังขารก็ใช่ เป็นกายสังขารก็ใช่ สภาวธรรมที่เหลือเป็นสังขาร แต่ไม่เป็นกายสังขาร อนุ. วจี เป็นวจีสังขารใช่ไหม วิ. ไม่ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๕๐}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๑. ปัณณัตติวารนิทเทส ๒. ปทโสธนมูลจักกวาร ปฏิ. สังขาร เป็นจิตตสังขารใช่ไหม วิ. จิตตสังขาร เป็นสังขารก็ใช่ เป็นจิตตสังขารก็ใช่ สภาวธรรมที่เหลือเป็นสังขาร แต่ไม่เป็นจิตตสังขาร
อนุ. จิต เป็นจิตตสังขารใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ ปฏิ. สังขาร เป็นกายสังขารใช่ไหม วิ. กายสังขาร เป็นสังขารก็ใช่ เป็นกายสังขารก็ใช่ สภาวธรรมที่เหลือเป็นสังขาร แต่ไม่เป็นกายสังขาร อนุ. จิต เป็นจิตตสังขารใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ ปฏิ. สังขาร เป็นวจีสังขารใช่ไหม วิ. วจีสังขาร เป็นสังขารก็ใช่ เป็นวจีสังขารก็ใช่ สภาวธรรมที่เหลือเป็นสังขาร แต่ไม่เป็นวจีสังขาร ปัจจนีกะ
อนุ. สภาวธรรมที่ไม่เป็นกาย ไม่เป็นกายสังขารใช่ไหม วิ. กายสังขาร ไม่เป็นกาย แต่เป็นกายสังขาร เว้นกายและกายสังขารแล้ว สภาวธรรมที่เหลือไม่เป็นกายก็ใช่ ไม่เป็นกายสังขารก็ใช่ ปฏิ. สภาวธรรมที่ไม่เป็นสังขาร ไม่เป็นวจีสังขารใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. สภาวธรรมที่ไม่เป็นกาย ไม่เป็นกายสังขารใช่ไหม วิ. กายสังขาร ไม่เป็นกาย แต่เป็นกายสังขาร เว้นกายและกายสังขารแล้ว สภาวธรรมที่เหลือไม่เป็นกายก็ใช่ ไม่เป็นกายสังขารก็ใช่ ปฏิ. สภาวธรรมที่ไม่เป็นสังขาร ไม่เป็นจิตตสังขารใช่ไหม วิ. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๕๑}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๑. ปัณณัตติวารนิทเทส ๓. สุทธสังขารวาร
อนุ. สภาวธรรมที่ไม่เป็นวจี ไม่เป็นวจีสังขารใช่ไหม วิ. วจีสังขาร ไม่เป็นวจี แต่เป็นวจีสังขาร เว้นวจีและวจีสังขารแล้วสภาวธรรมที่เหลือไม่เป็นวจีก็ใช่ ไม่เป็นวจีสังขารก็ใช่ ปฏิ. สภาวธรรมที่ไม่เป็นสังขาร ไม่เป็นกายสังขารใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. สภาวธรรมที่ไม่เป็นวจี ไม่เป็นวจีสังขารใช่ไหม วิ. วจีสังขาร ไม่เป็นวจี แต่เป็นวจีสังขาร เว้นวจีและวจีสังขารแล้วสภาวธรรมที่เหลือไม่เป็นวจีก็ใช่ ไม่เป็นวจีสังขารก็ใช่ ปฏิ. สภาวธรรมที่ไม่เป็นสังขาร ไม่เป็นจิตตสังขารใช่ไหม วิ. ใช่
อนุ. สภาวธรรมที่ไม่เป็นจิต ไม่เป็นจิตตสังขารใช่ไหม วิ. จิตตสังขาร ไม่เป็นจิต แต่เป็นจิตตสังขาร เว้นจิตและจิตตสังขารแล้วสภาวธรรมที่เหลือไม่เป็นจิตก็ใช่ ไม่เป็นจิตตสังขารก็ใช่ ปฏิ. สภาวธรรมที่ไม่เป็นสังขาร ไม่เป็นกายสังขารใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. สภาวธรรมที่ไม่เป็นจิต ไม่เป็นจิตตสังขารใช่ไหม วิ. จิตตสังขาร ไม่เป็นจิต แต่เป็นจิตตสังขาร เว้นจิตและจิตตสังขารแล้วสภาวธรรมที่เหลือไม่เป็นจิตก็ใช่ ไม่เป็นจิตตสังขารก็ใช่ ปฏิ. สภาวธรรมที่ไม่เป็นสังขาร ไม่เป็นวจีสังขารใช่ไหม วิ. ใช่ ๓. สุทธสังขารวาร อนุโลม
อนุ. กายสังขาร เป็นวจีสังขารใช่ไหม วิ. ไม่ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๕๒}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๑. ปัณณัตติวารนิทเทส ๓. สุทธสังขารวาร ปฏิ. วจีสังขาร เป็นกายสังขารใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ อนุ. กายสังขาร เป็นจิตตสังขารใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ ปฏิ. จิตตสังขาร เป็นกายสังขารใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ อนุ. วจีสังขาร เป็นจิตตสังขารใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ ปฏิ. จิตตสังขาร เป็นวจีสังขารใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ ปัจจนีกะ
อนุ. สภาวธรรมที่ไม่เป็นกายสังขาร ไม่เป็นวจีสังขารใช่ไหม วิ. วจีสังขาร ไม่เป็นกายสังขาร แต่เป็นวจีสังขาร เว้นกายสังขารและวจีสังขารแล้ว สภาวธรรมที่เหลือไม่เป็นกายสังขารก็ใช่ ไม่เป็นวจีสังขารก็ใช่ ปฏิ. สภาวธรรมที่ไม่เป็นวจีสังขาร ไม่เป็นกายสังขารใช่ไหม วิ. กายสังขาร ไม่เป็นวจีสังขาร แต่เป็นกายสังขาร เว้นวจีสังขารและกายสังขารแล้ว สภาวธรรมที่เหลือไม่เป็นวจีสังขารก็ใช่ ไม่เป็นกายสังขารก็ใช่ อนุ. สภาวธรรมที่ไม่เป็นกายสังขาร ไม่เป็นจิตตสังขารใช่ไหม วิ. จิตตสังขาร ไม่เป็นกายสังขาร แต่เป็นจิตตสังขาร เว้นกายสังขารและจิตตสังขารแล้ว สภาวธรรมที่เหลือไม่เป็นกายสังขารก็ใช่ ไม่เป็นจิตตสังขารก็ใช่ ปฏิ. สภาวธรรมที่ไม่เป็นจิตตสังขาร ไม่เป็นกายสังขารใช่ไหม วิ. กายสังขาร ไม่เป็นจิตตสังขาร แต่เป็นกายสังขาร เว้นจิตตสังขารและกายสังขารแล้ว สภาวธรรมที่เหลือไม่เป็นจิตตสังขารก็ใช่ ไม่เป็นกายสังขารก็ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๕๓}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร
อนุ. สภาวธรรมที่ไม่เป็นวจีสังขาร ไม่เป็นจิตตสังขารใช่ไหม วิ. จิตตสังขาร ไม่เป็นวจีสังขาร แต่เป็นจิตตสังขาร เว้นวจีสังขารและจิตต-สังขารแล้ว สภาวธรรมที่เหลือไม่เป็นวจีสังขารก็ใช่ ไม่เป็นจิตตสังขารก็ใช่ ปฏิ. สภาวธรรมที่ไม่เป็นจิตตสังขาร ไม่เป็นวจีสังขารใช่ไหม วิ. วจีสังขาร ไม่เป็นจิตตสังขาร แต่เป็นวจีสังขาร เว้นจิตตสังขารและวจีสังขารแล้ว สภาวธรรมที่เหลือไม่เป็นจิตตสังขารก็ใช่ ไม่เป็นวจีสังขารก็ใช่ปัณณัตติวารนิทเทส จบ
อรรถกถา
ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกอรรถกถายึดที่ข้อ ๑๐๒๓ ซึ่งครอบมาถึงข้อที่กำลังอ่าน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาสังขารยมก
บัดนี้ เป็นการวรรณนาสังขารยมก อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงต่อจากสัจจยมกทรงรวบรวมธรรมทั้งหลายมีกุศลเป็นต้นที่พระองค์ทรงแสดงแล้วในมูลยมกเหล่านั้นไว้เป็นเอกเทศหนึ่ง ด้วยสามารถแห่งธรรมที่จะสงเคราะห์ได้. แม้ในสังขารยมกนั้น พึงทราบประเภทแห่งวาระที่เหลือ คือมหาวาระทั้งหลายมีปัณณัตติวาระเป็นต้นและอันตรวาระเป็นต้น โดยนัยที่กล่าวแล้วในหนหลัง.
ส่วนการแปลกกันในสังขารยมกนี้ มีดังนี้ ในปัณณัติวาระก่อน ปทโสธนวาระว่า รูปํ รูปกฺขนฺโธ, จกฺขุํ จกฺขฺวายตนํ, จกฺขุํ จกฺขุธาตุ ทุกฺขํ ทุกฺขสจฺจํ ดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกธรรมทั้งหลายมีขันธ์เป็นต้น อันพระองค์ทรางปรารภแล้วแสดงแล้วในภายหลังฉันใด แม้สังขาร ๓ เบื้องต้น พระองค์ไม่ทรงปรารภแล้วเหมือนอย่างนั้น (แต่) ทรงแสดงจำแนกไว้ว่าอสฺสาสปสฺสาสา กายสงฺขาโร = ลมอัสสาสะ ปัสสาสะ ชื่อว่ากายสังขาร ดังนี้ เป็นต้น.
ในสังขาร ๓ เหล่านั้น สังขารแห่งกาย ชื่อว่ากายสังขาร.
สังขารอันเป็นผลของกรัชกายอันเกิดแล้วจากเหตุนั่นแหละ ชื่อว่ากายสังขาร เพราะคำว่า ธรรมทั้งหลายเหล่านั้น คือลมอัสสาสะปัสสาสะ มีในกาย เนื่องด้วยกาย.
นัยอื่นอีก :-
สภาวะใดอันปัจจัยย่อมกระทำพร้อม คือปรุงแต่งเหตุนั้นสภาวะนั้น ชื่อว่าสังขาร.
ถามว่า สังขารนั้นอันอะไรย่อมกระทำพร้อม คือปรุงแต่ง.
ตอบว่า สังขารนั้นอันกายย่อมปรุงแต่ง ก็สังขารนี้อันกรัชกาย ย่อมปรุงแต่งราวกะเครื่องสูบปรุงแต่งลม แม้เมื่อเป็นอย่างนี้ (= ก็เมื่อเป็นเช่นนั้น) กายสังขาร คือสังขารแห่งกาย.
อธิบายว่า ลมอัสสาสะ ปัสสาสะ อันกายกระทำแล้ว.
ก็สภาพใดย่อมปรุงแต่ง เหตุนั้นสภาพนั้น ชื่อว่าสังขาร เพราะคำว่า ดูก่อนวิสาขะผู้มีอายุ บุคคลตรึกแล้วตรองแล้วก่อนจึงพูดต่อภายหลัง เพราะเหตุนั้น วิตกและวิจาร จึงชื่อว่าวจีสังขาร ดังนี้.
ถามว่า อะไรเป็นสังขาร.
ตอบว่า วจีเป็นสังขาร สังขารแห่งวจี ชื่อว่าวจีสังขาร. คำว่า วจีสังขารนี้เป็นชื่อของหมวดสองแห่งวิตกและวิจาร อันเป็นสมุฏฐานแห่งการเปล่งวาจา.
ก็สภาวะใดอันปัจจัยย่อมปรุงแต่ง เหตุนั้นสภาวะนั้น ชื่อว่าสังขาร แม้ในบทที่สาม เพราะคำว่า ธรรมทั้งหลายเหล่านี้ คือสัญญาและเวทนา มีในจิต เนื่องด้วยจิต ดังนี้นั่นแหละ.
ถามว่า อันอะไรย่อมปรุงแต่ง. ตอบว่า อันจิตย่อมปรุงแต่ง.
สังขารแห่งจิต ชื่อว่าจิตตสังขาร เพราะกระทำฉัฏฐีวิภัตให้ลงในอรรถแห่งตติยาวิภัต คำว่า จิตตสังขาร นี้เป็นชื่อของเจตสิกธรรมทั้งหลายที่มีจิตเป็นสมุฏฐานทั้งหมด พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเว้นวิตกและวิจารเสีย เพราะทรงถือเอาวิตกวิจารเป็นแผนกหนึ่ง โดยความเป็นวจีสังขาร.
บัดนี้พระองค์ทรงเริ่มปทโสธนวาระว่า กาโย กายสงฺขาโร เป็นต้น ยมก ๖ อย่าง คือยมก ๓ อย่างในอนุโลมนัย ๓ อย่าง ในปฏิโลมนัย แห่งปทโสธนวาระนั้น ยมก ๑๒ อย่าง คือยมก ๖ อย่างในอนุโลมนัย ๖ อย่างในปฏิโลมนัย เพราะกระทำมูลแห่งสังขารหนึ่งๆ ในปทโสธนมูลจักกวาระให้เป็นสอง.
ส่วนในสุทธสังขารวาระ ตรัสยมกทั้งหลายไว้โดยนัยเป็นต้นว่า รูปํ ขนฺโธ, ขนฺโธ รูปํ, จกฺขุํ อายตนํ จกฺขุํ ดังนี้ ในวาระทั้งหลายมีสุทธักขันธวาระเป็นต้นฉันใด ก็ตรัสยมก ๖ อย่างในสุทธิกวาระ แม้ทั้งปวงฉันนั้นคือยมก ๓ อย่าง ในอนุโลม ๓ อย่าง ในปฏิโลม คือมีกายสังขารเป็นมูลสอง มีวจีสังขารเป็นมูลหนึ่ง โดยนัยเป็นต้นว่า กายสงฺขาโร วจีสงฺขาโร, วจีสงฺขาโร กายสงฺขาโร ไม่ตรัสว่า กาโยสงฺขาโร, สงฺขาโร กาโย.
ถามว่า เพราะเหตุไร?
ตอบว่า เพราะความที่แห่งยมก ๖ อย่างเหล่านั้นไม่มีอยู่ด้วยอำนาจแห่งบทหนึ่งๆ ในสุทธิกวาระเนื้อความย่อมมีด้วยอำนาจการชำระบทหนึ่งๆ ในสุทธิกวาระ รูปํ ขนฺโธ, ขนฺโธ รูปํ, จกฺขุํ อายตนํ, อายตนํ จกฺขุํเพราะในขันธยมกเป็นต้น ทรงประสงค์เอาขันธ์อันประเสริฐมีรูปเป็นต้น อายตนะอันประเสริฐ มีจักขุเป็นต้นฉันใดในสังขารยมกนี้ ไม่มีเนื้อความว่า กาโย สงฺขาโร สงฺขาโร กาโย ฉันนั้น
ส่วนเนื้อความอันหนึ่งว่า กายสงฺขาโร ย่อมได้ด้วยบท ๒ บท คือกายและสังขาร พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ตรัสว่า กาโย สงฺขาโร สงฺขาโร กาโย เพราะไม่มีเนื้อความว่า อัสสาสะหรือปัสสาสะ ด้วยอำนาจการชำระบทหนึ่งๆ ในสุทธิกวาระ แต่พึงตรัสว่ากาโย กายสงฺขาโร เป็นบทต้น แม้คำว่า กาโย กายสงฺขาโร ย่อมไม่สมควรด้วยบทของกาย วจีและจิต เพราะความที่แห่งสังขารทั้งหลายที่ท่านประสงค์เอาแล้ว ท่านไม่ถือเอาในที่นี้ นี้เป็นสุทธสังขารวาระ.
อธิบายว่า ก็ในการชำระบท แม้เว้นจากเนื้อความการกล่าวย่อมไม่สมควร นัยนั้นท่านถือเอาแล้วในสุทธสังขารวาระแต่ในปทโสธนวาระนี้ ยมก ๖ อย่างย่อมสมควร เพราะกระทำมูลแห่งสังขารหนึ่งๆ คือ กายสงฺขาโร วจีสงฺขาโร, วจีสงฺขาโร กายสงฺขาโร เป็นต้น. ให้เป็นสอง เพราะความที่แห่งกายสังขารเป็นอย่างหนึ่งจากวจีสังขาร คือคนละอย่างกับวจีสังขาร เป็นต้นวจีสังขารเป็นอย่างหนึ่งจากจิตตสังขารเป็นต้น และจิตตสังขารเป็นอย่างหนึ่งจากสังขารเป็นต้น ในยมก ๖ อย่างเหล่านั้น ย่อมได้ ๓ อย่างเท่านั้น เพราะนับแล้วไม่นับอีก (อคิคหิตคฺคหเณน) เพราะเหตุนั้น จึงตรัสยมกไว้ ๖ อย่างคือ ๓ อย่างในอนุโลมนัย ๓ อย่างในปฏิโลมนัยเพื่อแสดงยมก ๓ อย่างนั่นแหละ.
อธิบายว่า ก็ในสุทธสังขารมูลจักกวาระ ไม่ทรงถือเอาแล้วในที่นี้ พึงทราบอุทเทสวาระแห่งปัณณัตติวาระด้วยประการฉะนี้.
ก็ในอนุโลมแห่งนิทเทสวาระก่อน ชื่อแห่งสังขารทั้งหลายมีกายสังขารเป็นต้น ไม่ใช่กายเป็นต้น เพราะเหตุใด เหตุนั้นท่านจึงปฏิเสธว่า โน = ไม่ใช่.
ในปฏิโลม คำถามว่า น กาโย นกายสงฺขาโร ดังนี้ ได้แก่ ย่อมถามว่า ธรรมใดไม่เป็นกาย ธรรมนั้นไม่เป็นแม้กายสังขารหรือ คำตอบที่ว่า กายสังขารไม่เป็นกาย แต่เป็นกายสังขาร. อธิบายว่า กายสังขารไม่ใช่กาย กายนั้นก็ไม่ใช่กายสังขาร.
คำว่า อวเสสา อธิบายว่า หมวดสองแห่งสังขารที่เหลืออย่างเดียวก็หามิได้ แม้ธรรมชาติอันต่างด้วยสังขตบัญญัติที่เหลือแม้ทั้งหมดอันพ้นแล้วจากกายสังขาร ก็ไม่ชื่อว่ากาย และไม่ชื่อว่ากายสังขารพึงทราบเนื้อความในคำวิสัชนาทั้งปวงโดยอุบายนี้ ด้วยประการฉะนี้. ปัณณัตติวาระ จบ.
ก็ในปวัตติวาระ ในสังขารยมกนี้ ในอนุโลมนัยแห่งปุคคลวาระในปัจจุบันกาล ยมก ๓ อย่างเท่านั้น คือยมกที่มีกายสังขารเป็นมูล ๒ อย่าง ที่มีวจีสังขารเป็นมูล ๑ อย่าง ย่อมได้ในคำถามว่า กายสังขารกำลังเกิดขึ้นแก่บุคคลใด วจีสังขารก็กำลังเกิดขึ้นแก่บุคคลนั้นหรือ ดังนี้ยมก ๓ อย่างนั้น ท่านถือเอาแล้วแม้ในปฏิโลมนัยก็ดี ในวาระทั้งหลายมีโอกาสวาระเป็นต้นก็ดี แห่งปวัตติวาระนั้นก็มีนัยนี้พึงทราบการนับยมกด้วยอำนาจยมก ๓ อย่างในวาระทั้งปวงในปวัตติวาระอย่างนี้.
ก็ในการวินิจฉัยเนื้อความในปวัตติวาระนี้ พึงทราบลักษณะนี้ดังต่อไปนี้.
ก็ในสังขารยมกนี้ ประเภทแห่งกาลมีปัจจุบันกาลเป็นต้น พึงถือเอาด้วยอำนาจปวัตติกาล ด้วยคำเป็นต้นว่าในอุปาทะขณะแห่งลมอัสสาสะปัสสาสะ, ในอุปาทะขณะแห่งการเกิดขึ้นแห่งวิตกวิจาร ดังนี้ ไม่พึงถือเอาด้วยอำนาจจุติและปฏิสนธิกาลพึงถือเอาด้วยอำนาจแห่งปฏิวัตติกาลด้วยคำเป็นต้นว่า กายสังขารกำลังเกิดขึ้น ในที่นั้น คือในทุติยฌาน ตติยฌาน แม้ในจตุตถฌาน (ภูมิ) พึงทราบว่า ท่านถือเอาแล้วด้วยอำนาจโอกาสวาระพึงทราบวินิจฉัยแห่งเนื้อความด้วยอำนาจแห่งลักษณะที่ได้นั้นๆ ในปวัตติวาระนี้ ด้วยประการฉะนี้.
พึงทราบนัยมุขในปวัตติวาระนั้นดังต่อไปนี้.
คำว่า เว้นวิตกวิจาร ท่านกล่าวแล้วด้วยอำนาจทุติยฌานและตติยฌาน.
บทว่า เตสํ ได้แก่ ความพร้อมเพรียงแห่งทุติยฌานและตติยฌานของบุคคลเหล่านั้น
บทว่า กามาวจรานํ ได้แก่ สัตว์ผู้เกิดแล้วในกามาวจรภูมิ แต่ว่าลมอัสสาสะ ปัสสาสะ ย่อมไม่มีแก่เทวดาในรูปาวจรภูมิ รูปนั่นแหละย่อมไม่มีแม้แก่เทวดาในอรูปาวจรภูมิ.
คำว่า เว้นลมอัสสาสะ ปัสสาสะ ดังนี้ ท่านกล่าวหมายเอาการเกิดขึ้นแห่งวิตกวิจารของสัตว์ผู้เกิดแล้วในรูปภพและอรูปภพ.
คำว่า ในปฐมฌาน ในกามาวจร ดังนี้ ได้แก่ ในปฐมฌานที่เกิดขึ้นแล้วในกามาวจรภูมิ ก็ปฐมฌานในกามาวจรภูมินี้ ท่านถือเอาด้วยอำนาจมรรคอันเลิศ (อรหัตตมัค) หาถือเอาด้วยอำนาจอัปปนาไม่ เพราะว่าหมวดสองแห่งสังขารนี้ย่อมเกิดขึ้นในจิตที่เป็นไปกับด้วยวิตกวิจาร แม้ที่ยังไม่ถึงอัปปนา.
คำนี้ว่า ในภังคขณะแห่งจิต ท่านกล่าวไว้แล้ว เพราะความที่แห่งกายสังขารมีจิตเป็นสมุฏฐานแน่นอน เพราะจิตเมื่อเกิดอยู่นั่นแหละย่อมยังรูปหรืออรูปให้เกิดขึ้น เมื่อดับอยู่ย่อมไม่ยังรูปหรืออรูปให้เกิดขึ้น.
คำว่า ครั้นเมื่อจิตดวงที่สองแห่งสุทธาวาสพรหมเป็นไปอยู่ ได้แก่ภวังคจิต อันเป็นจิตดวงที่สองนับแต่ปฏิสนธิจิต คำนั้นท่านกล่าวแล้วเพื่อแสดงว่า ภวังคจิตนั้น แม้เมื่อปฏิสนธิจิตเป็นไปอยู่ ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่พรหมในสุทธาวาสภูมินั้น แม้ก็จริงแต่วิบากจิตที่ไม่ปะปนกันย่อมเป็นไปตลอดกาลเพียงไร ชื่อว่าไม่เคยเกิดขึ้นตลอดกาลเพียงนั้นนั่นแหละ, พรหมเหล่านั้นเกิดขึ้นแล้วด้วยวิบากจิตของฌานใด วิบากจิตของฌานนั้น เมื่อเกิดอยู่ แม้โดยร้อย (ครั้ง) บ้าง แม้โดยพัน (ครั้ง) บ้าง ชื่อว่าปฐมจิต นั่นแหละ,หมายถึงภวังค์ที่เกิดต่อจากปฏิสนธิจิต.
ส่วน อาวัชชนจิต ในภวนิกันติ (ชวนะ) ไม่เป็นเช่นกับด้วยวิบากจิต (เพราะอาวัชชนจิตเป็นกิริยาจิต) ชื่อว่าทุติยจิต พึงทราบว่า คำว่า ทุติยจิต นั้น ท่านกล่าวหมายเอาอาวัชชนจิตนั้น.
คำว่า แห่งบุคคลผู้พร้อมเพียงด้วยปัจฉิมจิต ได้แก่ พระขีณาสพผู้พร้อมเพรียงด้วยจิตที่ไม่เป็นปัจจัยแก่ปฏิสนธิ อันเป็นจิตดวงสุดท้ายแห่งจิตทั้งปวง.
คำว่า ซึ่งปัจฉิมจิตอันไม่มีวิตกไม่มีวิจาร นี้ ท่านกล่าวแล้วด้วยอำนาจจุติจิตที่ประกอบด้วยทุติยฌานของรูปาวจรบุคคล และด้วยอำนาจจุติจิตที่ประกอบด้วยจตุตถฌานของรูปาวจรบุคคล.
บทว่า เตสํ ได้แก่ ความพร้อมเพรียงแห่งปัจฉิมจิตเป็นต้น ของบุคคลเหล่านั้น.
ท่านให้คำตอบรับว่า ถูกแล้ว (ใช่) เพราะความดับไปในขณะหนึ่งๆ ของกายสังขารพร้อมกับจิตตสังขารโดยแน่นอน มิได้ตอบรับรองเพราะการดับแห่งจิตตสังขารพร้อมกับกายสังขาร.
ถามว่า เพราะเหตุไร?
ตอบว่า จิตตสังขารแม้เว้นจากกายสังขารย่อมเกิดขึ้นด้วยย่อมดับด้วย ส่วนกายสังขารมีจิตเป็นสมุฏฐาน ลมอัสสาสะปัสสาสะและรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน เกิดขึ้นแล้วในอุปาทขณะแห่งจิตย่อมตั้งอยู่ตราบเท่าที่จิต ๑๖ ดวง เหล่าอื่นอีกเกิดขึ้น.
หลายบทว่า เตสํ โสฬสนฺนํ สพฺพปจฺฉิเมน สทฺธึ นิรุชฺฌติ ได้แก่ รูปอันมีจิตเป็นสมุฏฐานย่อมเกิดขึ้นพร้อมกับจิตดวงใดย่อมดับไปพร้อมกับจิตที่ ๑๗ จำเดิมแต่จิตนั้น ย่อมไม่ดับไปในอุปาทะหรือฐีติขณะแห่งจิตดวงใดๆ และย่อมไม่เกิดขึ้นแม้ในภังคขณะท่านกล่าวว่า อามนฺตา = ใช่ เพราะความดับไปในขณะหนึ่งๆ พร้อมกับจิตตสังขารโดยแน่นอนว่า นี้เป็นธรรมดาของรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน.
แต่ว่า ในอรรถกถาสิงหลแห่งวิภังคปกรณ์ ท่านกล่าวไว้ว่ารูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐานย่อมดับไปในอุปาทขณะแห่งจิตดวงจิตดวงที่ ๑๗ ดังนี้ คำกล่าวนั้นย่อมมีผิดจากพระบาลีนี้ ท่านกล่าวแล้วในพระบาลีว่า " ก็บาลีนั่นแหละมีกำลังกว่าอรรถกถา " พึงถือเอาคำกล่าวนั้นเป็นประมาณ.
ในคำถามนี้ว่า กายสังขารย่อมเกิดแก่บุคคลใด วจีสังขารก็ย่อมดับแก่บุคคลนั้นหรือ ดังนี้ท่านปฏิเสธว่า ไม่ใช่ เพราะกายสังขารย่อมเกิดขึ้นในอุปาทขณะแห่งจิต แต่วิตกวิจารย่อมดับไปในขณะนั้นหามิได้พึงทราบวินิจฉัยในที่ทั้งปวงโดยนัยมุขนี้ปริญญาวาระเป็นไปโดยปกตินั่นแหละ.
อรรถกถาสังขารยมก จบ. -----------------------------------------------------