อภัพพสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๔ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๖ อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต อภัพพสูตร
ตโยเม ภิกฺขเว ธมฺมา โลเก น สํวิชฺเชยฺยุํ น ตถาคโต โลเก อุปฺปชฺเชยฺย อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ น ตถาคตปฺปเวทิโต ธมฺมวินโย โลเก ทีเปยฺย กตเม ตโย ชาติ จ ชรา จ มรณญฺจ อิเม โข ภิกฺขเว ตโย ธมฺมา โลเก น สํวิชฺเชยฺยุํ น ตถาคโต โลเก อุปฺปชฺเชยฺย อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ น ตถาคตปฺปเวทิโต ธมฺมวินโย โลเก ทีเปยฺย ยสฺมา จ โข ภิกฺขเว อิเม ตโย ธมฺมา โลเก สํวิชฺชนฺติ ตสฺมา ตถาคโต โลเก อุปฺปชฺชติ อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ ตสฺมา ตถาคตปฺปเวทิโต ธมฺมวินโย โลเก ทิปฺปติ ฯ {๗๖.๑} ตโย ภิกฺขเว ธมฺเม อปฺปหาย อภพฺโพ ชาตึ ปหาตุํ ชรํ ปหาตุํ มรณํ ปหาตุํ กตเม ตโย ราคํ อปฺปหาย โทสํ อปฺปหาย โมหํ อปฺปหาย อิเม โข ภิกฺขเว ตโย ธมฺเม อปฺปหาย อภพฺโพ ชาตึ ปหาตุํ ชรํ ปหาตุํ มรณํ ปหาตุํ ตโย ภิกฺขเว ธมฺเม อปฺปหาย อภพฺโพ ราคํ ปหาตุํ โทสํ ปหาตุํ โมหํ ปหาตุํ กตเม ตโย สกฺกายทิฏฺฐึ อปฺปหาย วิจิกิจฺฉํ อปฺปหาย สีลพฺพตฺตปรามาสํ อปฺปหาย อิเม โข ภิกฺขเว ตโย ธมฺเม อปฺปหาย อภพฺโพ ราคํ ปหาตุํ โทสํ ปหาตุํ โมหํ ปหาตุํ {๗๖.๒} ตโย ภิกฺขเว ธมฺเม อปฺปหาย อภพฺโพ สกฺกายทิฏฺฐึ ปหาตุํ วิจิกิจฺฉํ ปหาตุํ สีลพฺพตฺตปรามาสํ ปหาตุํ กตเม ตโย อโยนิโส มนสิการํ อปฺปหาย กุมฺมคฺคเสวนํ อปฺปหาย เจตโส ลีนตฺตํ อปฺปหาย อิเม โข ภิกฺขเว ตโย ธมฺเม อปฺปหาย อภพฺโพ สกฺกายทิฏฺฐึ ปหาตุํ วิจิกิจฺฉํ ปหาตุํ สีลพฺพตฺตปรามาสํ ปหาตุํ {๗๖.๓} ตโย ภิกฺขเว ธมฺเม อปฺปหาย อภพฺโพ อโยนิโส มนสิการํ ปหาตุํ กุมฺมคฺคเสวนํ ปหาตุํ เจตโส ลีนตฺตํ ปหาตุํ กตเม ตโย มุฏฺฐสจฺจํ อปฺปหาย อสมฺปชญฺญํ อปฺปหาย เจตโส วิกฺเขปํ อปฺปหาย อิเม โข ภิกฺขเว ตโย ธมฺเม อปฺปหาย อภพฺโพ อโยนิโส มนสิการํ ปหาตุํ กุมฺมคฺคเสวนํ ปหาตุํ เจตโส ลีนตฺตํ ปหาตุํ {๗๖.๔} ตโย ภิกฺขเว ธมฺเม อปฺปหาย อภพฺโพ มุฏฺฐสจฺจํ ปหาตุํ อสมฺปชญฺญํ ปหาตุํ เจตโส วิกฺเขปํ ปหาตุํ กตเม ตโย อริยานํ อทสฺสนกมฺยตํ อปฺปหาย อริยธมฺมํ อโสตุกมฺยตํ อปฺปหาย อุปารมฺภจิตฺตตํ อปฺปหาย อิเม โข ภิกฺขเว ตโย ธมฺเม อปฺปหาย อภพฺโพ มุฏฺฐสจฺจํ ปหาตุํ อสมฺปชญฺญํ ปหาตุํ เจตโส วิกฺเขปํ ปหาตุํ {๗๖.๕} ตโย ภิกฺขเว ธมฺเม อปฺปหาย อภพฺโพ อริยานํ อทสฺสนกมฺยตํ ปหาตุํ อริยธมฺมํ อโสตุกมฺยตํ ปหาตุํ อุปารมฺภจิตฺตตํ ปหาตุํ กตเม ตโย อุทฺธจฺจํ อปฺปหาย อสํวรํ อปฺปหาย ทุสฺสีลฺยํ อปฺปหาย อิเม โข ภิกฺขเว ตโย ธมฺเม อปฺปหาย อภพฺโพ อริยานํ อทสฺสนกมฺยตํ ปหาตุํ อริยธมฺมํ อโสตุกมฺยตํ ปหาตุํ อุปารมฺภจิตฺตตํ ปหาตุํ ตโย ภิกฺขเว ธมฺเม อปฺปหาย อภพฺโพ อุทฺธจฺจํ ปหาตุํ อสํวรํ ปหาตุํ ทุสฺสีลฺยํ ปหาตุํ กตเม ตโย อสฺสทฺธิยํ อปฺปหาย อวทญฺญุตํ อปฺปหาย โกสชฺชํ อปฺปหาย อิเม โข ภิกฺขเว ตโย ธมฺเม อปฺปหาย อภพฺโพ อุทฺธจฺจํ ปหาตุํ อสํวรํ ปหาตุํ ทุสฺสีลฺยํ ปหาตุํ {๗๖.๖} ตโย ภิกฺขเว ธมฺเม อปฺปหาย อภพฺโพ อสฺสทฺธิยํ ปหาตุํ อวทญฺญุตํ ปหาตุํ โกสชฺชํ ปหาตุํ กตเม ตโย อนาทริยํ อปฺปหาย โทวจสฺสตํ อปฺปหาย ปาปมิตฺตตํ อปฺปหาย อิเม โข ภิกฺขเว ตโย ธมฺเม อปฺปหาย อภพฺโพ อสฺสทฺธิยํ ปหาตุํ อวทญฺญุตํ ปหาตุํ โกสชฺชํ ปหาตุํ {๗๖.๗} ตโย ภิกฺขเว ธมฺเม อปฺปหาย อภพฺโพ อนาทริยํ ปหาตุํ โทวจสฺสตํ ปหาตุํ ปาปมิตฺตตํ ปหาตุํ กตเม ตโย อหิริกํ อปฺปหาย อโนตฺตปฺปํ อปฺปหาย ปมาทํ อปฺปหาย อิเม โข ภิกฺขเว ตโย ธมฺเม อปฺปหาย อภพฺโพ อนาทริยํ ปหาตุํ โทวจสฺสตํ ปหาตุํ ปาปมิตฺตตํ ปหาตุํ {๗๖.๘} อหิริโกยํ ภิกฺขเว อโนตฺตปฺปี ปมตฺโต โหติ โส ปมตฺโต สมาโน อภพฺโพ อนาทริยํ ปหาตุํ โทวจสฺสตํ ปหาตุํ ปาปมิตฺตตํ ปหาตุํ โส ปาปมิตฺโต สมาโน อภพฺโพ อสฺสทฺธิยํ ปหาตุํ อวทญฺญุตํ ปหาตุํ โกสชฺชํ ปหาตุํ โส กุสีโต สมาโน อภพฺโพ อุทฺธจฺจํ ปหาตุํ อสํวรํ ปหาตุํ ทุสฺสีลฺยํ ปหาตุํ โส ทุสฺสีโล สมาโน อภพฺโพ อริยานํ อทสฺสนกมฺยตํ ปหาตุํ อริยธมฺมํ อโสตุกมฺยตํ ปหาตุํ อุปารมฺภจิตฺตตํ ปหาตุํ โส อุปารมฺภจิตฺโต สมาโน อภพฺโพ มุฏฺฐสจฺจํ ปหาตุํ อสมฺปชญฺญํ ปหาตุํ เจตโส วิกฺขิตฺตจิตฺตตํ ปหาตุํ โส วิกฺขิตฺตจิตฺโต สมาโน อภพฺโพ อโยนิโส มนสิการํ ปหาตุํ กุมฺมคฺคเสวนํ ปหาตุํ เจตโส ลีนตฺตํ ปหาตุํ โส ลีนจิตฺโต สมาโน อภพฺโพ สกฺกายทิฏฺฐึ ปหาตุํ วิจิกิจฺฉํ ปหาตุํ สีลพฺพตฺตปรามาสํ ปหาตุํ โส เวจิกิจฺโฉ สมาโน อภพฺโพ ราคํ ปหาตุํ โทสํ ปหาตุํ โมหํ ปหาตุํ ราคํ อปฺปหาย โทสํ อปฺปหาย โมหํ อปฺปหาย อภพฺโพ ชาตึ ปหาตุํ ชรํ ปหาตุํ มรณํ ปหาตุํ ฯ {๗๖.๙} ตโย ภิกฺขเว ธมฺเม ปหาย ภพฺโพ ชาตึ ปหาตุํ ชรํ ปหาตุํ มรณํ ปหาตุํ กตเม ตโย ราคํ ปหาย โทสํ ปหาย โมหํ ปหาย อิเม โข ภิกฺขเว ตโย ธมฺเม ปหาย ภพฺโพ ชาตึ ปหาตุํ ชรํ ปหาตุํ มรณํ ปหาตุํ {๗๖.๑๐} ตโย ภิกฺขเว ธมฺเม ปหาย ภพฺโพ ราคํ ปหาตุํ โทสํ ปหาตุํ โมหํ ปหาตุํ กตเม ตโย สกฺกายทิฏฺฐึ ปหาย วิจิกิจฺฉํ ปหาย สีลพฺพตฺตปรามาสํ ปหาย อิเม โข ภิกฺขเว ตโย ธมฺเม ปหาย ภพฺโพ ราคํ ปหาตุํ โทสํ ปหาตุํ โมหํ ปหาตุํ ตโย ภิกฺขเว ธมฺเม ปหาย ภพฺโพ สกฺกายทิฏฺฐึ ปหาตุํ วิจิกิจฺฉํ ปหาตุํ สีลพฺพตฺตปรามาสํ ปหาตุํ กตเม ตโย อโยนิโส มนสิการํ ปหาย กุมฺมคฺคเสวนํ ปหาย เจตโส ลีนตฺตํ ปหาย อิเม โข ภิกฺขเว ตโย ธมฺเม ปหาย ภพฺโพ สกฺกายทิฏฺฐึ ปหาตุํ วิจิกิจฺฉํ ปหาตุํ สีลพฺพตฺตปรามาสํ ปหาตุํ {๗๖.๑๑} ตโย ภิกฺขเว ธมฺเม ปหาย ภพฺโพ อโยนิโส มนสิการํ ปหาตุํ กุมฺมคฺคเสวนํ ปหาตุํ เจตโส ลีนตฺตํ ปหาตุํ กตเม ตโย มุฏฺฐสจฺจํ ปหาย อสมฺปชญฺญํ ปหาย เจตโส วิกฺเขปํ ปหาย อิเม โข ภิกฺขเว ตโย ธมฺเม ปหาย ภพฺโพ อโยนิโส มนสิการํ ปหาตุํ กุมฺมคฺคเสวนํ ปหาตุํ เจตโส ลีนตฺตํ ปหาตุํ {๗๖.๑๒} ตโย ภิกฺขเว ธมฺเม ปหาย ภพฺโพ มุฏฺฐสจฺจํ ปหาตุํ อสมฺปชญฺญํ ปหาตุํ เจตโส วิกฺเขปํ ปหาตุํ กตเม ตโย อริยานํ อทสฺสนกมฺยตํ ปหาย อริยธมฺมํ อโสตุกมฺยตํ ปหาย อุปารมฺภจิตฺตตํ ปหาย อิเม โข ภิกฺขเว ตโย ธมฺเม ปหาย ภพฺโพ มุฏฺฐสจฺจํ ปหาตุํ อสมฺปชญฺญํ ปหาตุํ เจตโส วิกฺเขปํ ปหาตุํ {๗๖.๑๓} ตโย ภิกฺขเว ธมฺเม ปหาย ภพฺโพ อริยานํ อทสฺสนกมฺยตํ ปหาตุํ อริยธมฺมํ อโสตุกมฺยตํ ปหาตุํ อุปารมฺภจิตฺตตํ ปหาตุํ กตเม ตโย อุทฺธจฺจํ ปหาย อสํวรํ ปหาย ทุสฺสีลฺยํ ปหาย อิเม โข ภิกฺขเว ตโย ธมฺเม ปหาย ภพฺโพ อริยานํ อทสฺสนกมฺยตํ ปหาตุํ อริยธมฺมํ อโสตุกมฺยตํ ปหาตุํ อุปารมฺภจิตฺตตํ ปหาตุํ {๗๖.๑๔} ตโย ภิกฺขเว ธมฺเม ปหาย ภพฺโพ อุทฺธจฺจํ ปหาตุํ อสํวรํ ปหาตุํ ทุสฺสีลฺยํ ปหาตุํ กตเม ตโย อสฺสทฺธิยํ ปหาย อวทญฺญุตํ ปหาย โกสชฺชํ ปหาย อิเม โข ภิกฺขเว ตโย ธมฺเม ปหาย ภพฺโพ อุทฺธจฺจํ ปหาตุํ อสํวรํ ปหาตุํ ทุสฺสีลฺยํ ปหาตุํ {๗๖.๑๕} ตโย ภิกฺขเว ธมฺเม ปหาย ภพฺโพ อสฺสทฺธิยํ ปหาตุํ อวทญฺญุตํ ปหาตุํ โกสชฺชํ ปหาตุํ กตเม ตโย อนาทริยํ ปหาย โทวจสฺสตํ ปหาย ปาปมิตฺตตํ ปหาย อิเม โข ภิกฺขเว ตโย ธมฺเม ปหาย ภพฺโพ อสฺสทฺธิยํ ปหาตุํ อวทญฺญุตํ ปหาตุํ โกสชฺชํ ปหาตุํ {๗๖.๑๖} ตโย ภิกฺขเว ธมฺเม ปหาย ภพฺโพ อนาทริยํ ปหาตุํ โทวจสฺสตํ ปหาตุํ ปาปมิตฺตตํ ปหาตุํ กตเม ตโย อหิริกํ ปหาย อโนตฺตปฺปํ ปหาย ปมาทํ ปหาย อิเม โข ภิกฺขเว ตโย ธมฺเม ปหาย ภพฺโพ อนาทริยํ ปหาตุํ โทวจสฺสตํ ปหาตุํ ปาปมิตฺตตํ ปหาตุํ {๗๖.๑๗} หิริมายํ ภิกฺขเว โอตฺตปฺปี อปฺปมตฺโต โหติ โส อปฺปมตฺโต สมาโน ภพฺโพ อนาทริยํ ปหาตุํ โทวจสฺสตํ ปหาตุํ ปาปมิตฺตตํ ปหาตุํ โส กลฺยาณมิตฺโต สมาโน ภพฺโพ อสฺสทฺธิยํ ปหาตุํ อวทญฺญุตํ ปหาตุํ โกสชฺชํ ปหาตุํ โส อารทฺธวิริโย สมาโน ภพฺโพ อุทฺธจฺจํ ปหาตุํ อสํวรํ ปหาตุํ ทุสฺสีลฺยํ ปหาตุํ โส สีลวา สมาโน ภพฺโพ อริยานํ อทสฺสนกมฺยตํ ปหาตุํ อริยธมฺมํ อโสตุกมฺยตํ ปหาตุํ อุปารมฺภจิตฺตตํ ปหาตุํ โส อนุปารมฺภจิตฺโต สมาโน ภพฺโพ มุฏฺฐสจฺจํ ปหาตุํ อสมฺปชญฺญํ ปหาตุํ เจตโส วิกฺเขปํ ปหาตุํ โส อวิกฺขิตฺตจิตฺโต สมาโน ภพฺโพ อโยนิโส มนสิการํ ปหาตุํ กุมฺมคฺคเสวนํ ปหาตุํ เจตโส ลีนตฺตํ ปหาตุํ โส อลีนจิตฺโต สมาโน ภพฺโพ สกฺกายทิฏฺฐึ ปหาตุํ วิจิกิจฺฉํ ปหาตุํ สีลพฺพตฺตปรามาสํ ปหาตุํ โส อวิจิกิจฺโฉ สมาโน ภพฺโพ ราคํ ปหาตุํ โทสํ ปหาตุํ โมหํ ปหาตุํ ราคํ ปหาย โทสํ ปหาย โมหํ ปหาย ภพฺโพ ชาตึ ปหาตุํ ชรํ ปหาตุํ มรณํ ปหาตุนฺติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการนี้ ไม่พึงมีในโลก พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่พึงบังเกิดในโลก ธรรมวินัยที่พระตถาคตทรงประกาศไว้แล้ว ไม่พึงรุ่งเรืองในโลก ๓ ประการเป็นไฉน คือ ชาติ ๑ ชรา ๑มรณะ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมทั้ง ๓ ประการนี้แล ไม่พึงมีในโลกพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่พึงบังเกิดในโลก ธรรมวินัยอันพระตถาคตทรงประกาศไว้แล้วไม่พึงรุ่งเรืองในโลก ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะธรรม๓ ประการนี้มีอยู่ในโลก ฉะนั้น พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงบังเกิดในโลก ธรรมวินัยที่พระตถาคตทรงประกาศไว้จึงรุ่งเรืองในโลก ดูกรภิกษุทั้งหลายบุคคลไม่ละธรรม ๓ ประการแล้ว ก็ไม่อาจละชาติ ชรา มรณะได้ ๓ ประการเป็นไฉน คือ ราคะ ๑ โทสะ ๑ โมหะ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลไม่ละธรรม ๓ ประการนี้แล้ว ก็ไม่อาจละชาติ ชรา มรณะได้ ดูกรภิกษุทั้งหลายบุคคลไม่ละธรรม ๓ ประการแล้ว ก็ไม่อาจละราคะ โทสะ โมหะได้ ๓ ประการเป็นไฉน คือ สักกายทิฏฐิ ๑ วิจิกิจฉา ๑ สีลัพพตปรามาส ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลายบุคคลไม่ละธรรม ๓ ประการนี้แล้ว ก็ไม่อาจละราคะ โทสะ โมหะได้ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลไม่ละธรรม ๓ ประการแล้ว ก็ไม่อาจละสักกายทิฏฐิวิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาสได้ ๓ ประการเป็นไฉน คือ การกระทำไว้ในใจโดยอุบายไม่แยบคาย ๑ การเสพทางผิด ๑ ความหดหู่แห่งจิต ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลายบุคคลไม่ละธรรม ๓ ประการนี้แล ก็ไม่อาจละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพต-*ปรามาสได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลไม่ละธรรม ๓ ประการแล้ว ก็ไม่อาจละการกระทำไว้ในใจโดยอุบายไม่แยบคาย การเสพทางผิดความหดหู่แห่งจิตได้๓ ประการเป็นไฉน คือ ความเป็นผู้มีสติหลงลืม ๑ ความไม่มีสัมปชัญญะ ๑ความฟุ้งซ่านแห่งจิต ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลไม่ละธรรม ๓ ประการนี้แล้วก็ไม่อาจละการกระทำไว้ในใจโดยอุบายไม่แยบคาย การเสพทางผิด ความหดหู่แห่งจิตได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลไม่ละธรรม ๓ ประการแล้ว ก็ไม่อาจละความเป็นผู้มีสติหลงลืม ความไม่มีสัมปชัญญะความฟุ้งซ่านแห่งจิตได้ ๓ ประการเป็นไฉน คือ ความเป็นผู้ไม่ใคร่เห็นพระอริยะ ๑ ความเป็นผู้ไม่ใคร่ฟังธรรมของพระอริยะ ๑ ความเป็นผู้มีจิตคิดแข่งดี ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลไม่ละธรรม ๓ ประการนี้แล้ว ก็ไม่อาจละความเป็นผู้มีสติหลงลืม ความไม่มีสัมปชัญญะ ความฟุ้งซ่านแห่งจิตได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลไม่ละธรรม๓ ประการแล้ว ก็ไม่อาจละความเป็นผู้ไม่ใคร่เห็นพระอริยะ ความเป็นผู้ไม่ใคร่ฟังธรรมของพระอริยะ ความเป็นผู้มีจิตคิดแข่งดีได้ ๓ ประการเป็นไฉน คือความฟุ้งซ่าน ๑ ความไม่สำรวม ๑ ความทุศีล ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลไม่ละธรรม ๓ ประการนี้แล้ว ก็ไม่อาจละความเป็นผู้ไม่ใคร่เห็นพระอริยะ ความเป็นผู้ไม่ใคร่ฟังธรรมของพระอริยะ ความเป็นผู้มีจิตคิดแข่งดีได้ ดูกรภิกษุทั้งหลายบุคคลไม่ละธรรม ๓ ประการแล้ว ก็ไม่อาจละความฟุ้งซ่าน ความไม่สำรวมความทุศีลได้ ๓ ประการเป็นไฉน คือ ความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา ๑ ความเป็นผู้ไม่รู้ความประสงค์ ๑ ความเกียจคร้าน ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลไม่ละธรรม๓ ประการนี้แล้ว ก็ไม่อาจละความฟุ้งซ่าน ความไม่สำรวม ความทุศีลได้ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลไม่ละธรรม ๓ ประการแล้ว ก็ไม่อาจละความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา ความเป็นผู้ไม่รู้ความประสงค์ ความเกียจคร้าน ๓ ประการเป็นไฉนคือ ความไม่เอื้อเฟื้อ ๑ ความเป็นผู้ว่ายาก ๑ ความเป็นผู้มีมิตรชั่ว ๑ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลไม่ละธรรม ๓ ประการนี้แล้ว ก็ไม่อาจละความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา ความเป็นผู้ไม่รู้ความประสงค์ ความเกียจคร้านได้ ดูกรภิกษุทั้งหลายบุคคลไม่ละธรรม ๓ ประการแล้ว ก็ไม่อาจละความไม่เอื้อเฟื้อ ความเป็นผู้ว่ายากความเป็นผู้มีมิตรชั่วได้ ๓ ประการเป็นไฉน คือความไม่มีหิริ ๑ ความไม่มีโอตตัปปะ ๑ ความประมาท ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลไม่ละธรรม ๓ ประการนี้แล้ว ก็ไม่อาจละความไม่เอื้อเฟื้อ ความเป็นผู้ว่ายาก ความเป็นผู้มีมิตรชั่วได้ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ไม่มีความละอาย ไม่มีความเกรงกลัว เป็นผู้ประมาทก็ไม่อาจละความเป็นผู้ไม่เอื้อเฟื้อ ความเป็นผู้ว่ายาก ความเป็นผู้มีมิตรชั่วได้บุคคลเป็นผู้มีมิตรชั่ว ก็ไม่อาจละความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา ความเป็นผู้ไม่รู้ความประสงค์ ความเกียจคร้านได้ บุคคลเป็นผู้เกียจคร้าน ก็ไม่อาจละความฟุ้งซ่านความไม่สำรวม ความทุศีลได้ บุคคลเป็นผู้ทุศีล ก็ไม่อาจละความเป็นผู้ไม่ใคร่เห็นพระอริยะ ความเป็นผู้ไม่ใคร่ฟังธรรมของพระอริยะ ความเป็นผู้มีจิตคิดแข่งดีได้ บุคคลเป็นผู้มีจิตคิดแข่งดี ก็ไม่อาจละความเป็นผู้มีสติหลงลืม ความไม่มีสัมปชัญญะ ความฟุ้งซ่านแห่งจิตได้ บุคคลเป็นผู้มีจิตฟุ้งซ่าน ก็ไม่อาจละความกระทำไว้ในใจโดยอุบายไม่แยบคาย การเสพทางผิด ความหดหู่แห่งจิตได้บุคคลเป็นผู้มีจิตหดหู่ก็ไม่อาจละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาสได้บุคคลเป็นผู้มีวิจิกิจฉาก็ไม่อาจละราคะ โทสะ โมหะได้ บุคคลไม่ละราคะโทสะ โมหะแล้วก็ไม่อาจละชาติ ชรา มรณะได้ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลละธรรม ๓ ประการแล้ว จึงอาจละชาติ ชรามรณะได้ ๓ ประการเป็นไฉน คือ ราคะ ๑ โทสะ ๑ โมหะ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลละธรรม ๓ ประการนี้แล้ว จึงอาจละชาติ ชรา มรณะได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลละธรรม ๓ ประการแล้ว จึงอาจละ ราคะ โทสะ โมหะได้ธรรม ๓ ประการเป็นไฉน คือ สักกายทิฏฐิ ๑ วิจิกิจฉา ๑ สีลัพพตปรามาส ๑ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลละธรรม ๓ ประการนี้แล้ว จึงอาจละ ราคะ โทสะโมหะได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลละธรรม ๓ ประการแล้ว จึงอาจละสักกายทิฏฐิวิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาสได้ ๓ ประการเป็นไฉน คือ การกระทำไว้ในใจโดยอุบายไม่แยบคาย ๑ การเสพทางผิด ๑ ความหดหู่แห่งจิต ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลายบุคคลละธรรม ๓ ประการนี้แล้ว จึงอาจละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาสได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลละธรรม ๓ ประการแล้ว จึงอาจละการกระทำไว้ในใจโดยอุบายไม่แยบคาย การเสพทางผิด ความหดหู่แห่งจิตได้ ๓ ประการเป็นไฉน คือ ความเป็นผู้มีสติหลงลืม ๑ ความไม่มีสัมปชัญญะ ๑ ความฟุ้งซ่านแห่งจิต ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลละธรรม ๓ ประการนี้แล้ว จึงอาจละการกระทำไว้ในใจโดยอุบายไม่แยบคาย การเสพทางผิด ความหดหู่แห่งจิตได้ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลละธรรม ๓ ประการแล้ว จึงอาจละความเป็นผู้มีสติหลงลืม ความไม่มีสัมปชัญญะ ความฟุ้งซ่านแห่งจิตได้ ๓ ประการเป็นไฉน คือความเป็นผู้ไม่ใคร่เห็นพระอริยะ ๑ ความเป็นผู้ไม่ใคร่ฟังธรรมของพระอริยะ ๑ความเป็นผู้มีจิตคิดแข่งดี ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ละธรรม ๓ ประการนี้แล้วจึงอาจละความเป็นผู้มีสติหลงลืม ความไม่มีสัมปชัญญะ ความฟุ้งซ่านแห่งจิตได้ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลละธรรม ๓ ประการแล้ว จึงอาจละความเป็นผู้ไม่ใคร่เห็นพระอริยะ ความเป็นผู้ไม่ใคร่ฟังธรรมของพระอริยะ ความเป็นผู้มีจิตคิดแข่งดีได้๓ ประการเป็นไฉน คือ ความฟุ้งซ่าน ๑ ความไม่สำรวม ๑ ความเป็นผู้ทุศีล ๑ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ละธรรม ๓ ประการนี้แล้ว จึงอาจละความเป็นผู้ไม่ใคร่เห็นพระอริยะ ความเป็นผู้ไม่ใคร่ฟังธรรมของพระอริยะ ความเป็นผู้มีจิตคิดแข่งดีได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลละธรรม ๓ ประการแล้ว จึงอาจละความฟุ้งซ่านความไม่สำรวม ความเป็นผู้ทุศีลได้ ๓ ประการเป็นไฉน คือ ความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา ๑ ความเป็นผู้ไม่รู้ความประสงค์ ๑ ความเกียจคร้าน ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลายบุคคลละธรรม ๓ ประการนี้แล้ว จึงอาจละความฟุ้งซ่าน ความไม่สำรวม ความเป็นผู้ทุศีลได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลละธรรม ๓ ประการแล้ว จึงอาจละความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา ความเป็นผู้ไม่รู้ความประสงค์ ความเกียจคร้านได้ ๓ ประการเป็นไฉน คือ ความเป็นผู้ไม่เอื้อเฟื้อ ๑ ความเป็นผู้ว่ายาก ๑ ความเป็นผู้มีมิตรชั่ว ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลละธรรม ๓ ประการนี้แล้ว จึงอาจละความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา ความเป็นผู้ไม่รู้ความประสงค์ ความเกียจคร้านได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลละธรรม ๓ ประการแล้ว จึงอาจละความเป็นผู้ไม่เอื้อเฟื้อ ความเป็นผู้ว่ายาก ความเป็นผู้มีมิตรชั่วได้ ๓ ประการเป็นไฉน คือ ความเป็นผู้ไม่มีความละอาย ๑ ความเป็นผู้ไม่มีความเกรงกลัว ๑ ความประมาท ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลละธรรม ๓ ประการนี้แล้ว จึงอาจละความเป็นผู้ไม่เอื้อเฟื้อความเป็นผู้ว่ายาก ความเป็นผู้มีมิตรชั่วได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีความละอาย มีความเกรงกลัว ไม่ประมาทอยู่ ก็อาจละความเป็นผู้ไม่เอื้อเฟื้อ ความเป็นผู้ว่ายาก ความเป็นผู้มีมิตรชั่วได้ บุคคลเป็นผู้มีมิตรดี ก็อาจละความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา ความเป็นผู้ไม่รู้ความประสงค์ ความเกียจคร้านได้ บุคคลเป็นผู้ปรารภความเพียร ก็อาจละความเป็นผู้ฟุ้งซ่าน ความไม่สำรวม ความเป็นผู้ทุศีลได้ บุคคลเป็นผู้มีศีล ก็อาจละความเป็นผู้ไม่ใคร่เห็นพระอริยะ ความเป็นผู้ไม่ใคร่ฟังธรรมของพระอริยะ ความเป็นผู้มีจิตคิดแข่งดีได้ บุคคลเป็นผู้มีจิตไม่คิดแข่งดี ก็อาจละความเป็นผู้มีสติหลงลืม ความไม่มีสัมปชัญญะ ความฟุ้งซ่านแห่งจิตได้ บุคคลเป็นผู้มีจิตอันไม่ฟุ้งซ่าน ก็อาจละการกระทำไว้ในใจโดยอุบายอันไม่แยบคาย การเสพทางผิด ความหดหู่แห่งจิตได้ บุคคลเป็นผู้มีจิตไม่หดหู่ก็อาจละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาสได้ บุคคลเป็นผู้ไม่มีวิจิกิจฉาก็อาจละราคะ โทสะ โมหะได้ บุคคลละราคะ โทสะ โมหะแล้ว ก็อาจละชาติชรา มรณะได้ ฯ จบสูตรที่ ๖
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๖. ตโยธัมมสูตร ว่าด้วยธรรม ๓ ประการ
ภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการนี้ ไม่พึงมีปรากฏอยู่ในโลก ตถาคต อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่พึงอุบัติขึ้นในโลก ธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศไว้ก็ไม่พึงรุ่งเรืองในโลก ธรรม ๓ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ชาติ (ความเกิด) ๒. ชรา (ความแก่) ๓. มรณะ (ความตาย) ธรรม ๓ ประการนี้แล ไม่พึงมีปรากฏอยู่ในโลก ตถาคตอรหันตสัมมา- สัมพุทธเจ้าก็ไม่พึงอุบัติขึ้นในโลก ธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศไว้ก็ไม่พึงรุ่งเรืองในโลกเพราะธรรม ๓ ประการนี้ยังมีปรากฏอยู่ในโลก ฉะนั้น ตถาคตอรหันตสัมมา-สัมพุทธเจ้าจึงอุบัติขึ้นในโลก ธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศไว้จึงรุ่งเรืองในโลก ๑. บุคคลยังละธรรม ๓ ประการนี้ไม่ได้ ก็ไม่อาจละชาติ ชรา และมรณะได้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๔ หน้า : ๑๖๙}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๓. อากังขวรรค ๖. ตโยธัมมสูตร ธรรม ๓ ประการ อะไรบ้าง คือ (๑) ราคะ (ความกำหนัด) (๒) โทสะ (ความคิดประทุษร้าย) (๓) โมหะ (ความหลง) ภิกษุทั้งหลาย บุคคลยังละธรรม ๓ ประการนี้แลไม่ได้ ก็ไม่อาจละชาติ ชราและมรณะได้ ๒. บุคคลยังละธรรม ๓ ประการนี้ไม่ได้ ก็ไม่อาจละราคะ โทสะและโมหะได้ ธรรม ๓ ประการ อะไรบ้าง คือ (๑) สักกายทิฏฐิ (ความเห็นว่าเป็นตัวของตน) (๒) วิจิกิจฉา(ความลังเลสงสัย) (๓) สีลัพพตปรามาส(ความถือมั่นศีลพรต) ภิกษุทั้งหลาย บุคคลยังละธรรม ๓ ประการนี้แลไม่ได้ ก็ไม่อาจละราคะ โทสะและโมหะได้ ๓. บุคคลยังละธรรม ๓ ประการนี้ไม่ได้ ก็ไม่อาจละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาสได้ ธรรม ๓ ประการ อะไรบ้าง คือ (๑) การมนสิการโดยไม่แยบคาย (๒) การเดินทางผิด (๓) ความหดหู่แห่งจิต ภิกษุทั้งหลาย บุคคลยังละธรรม ๓ ประการนี้แลไม่ได้ ก็ไม่อาจละสักกายทิฏฐิวิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาสได้ ๔. บุคคลยังละธรรม ๓ ประการนี้ไม่ได้ ก็ไม่อาจละการมนสิการโดยไม่แยบคายการเดินทางผิด และความหดหู่แห่งจิตได้ ธรรม ๓ ประการ อะไรบ้าง คือ (๑) ความหลงลืมสติ (๒) ความไม่มีสัมปชัญญะ (๓) ความฟุ้งซ่านแห่งจิต
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๔ หน้า : ๑๗๐}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๓. อากังขวรรค ๖. ตโยธัมมสูตร ภิกษุทั้งหลาย บุคคลยังละธรรม ๓ ประการนี้แลไม่ได้ ก็ไม่อาจละการมนสิการโดยไม่แยบคาย การเดินทางผิด และความหดหู่แห่งจิตได้ ๕. บุคคลยังละธรรม ๓ ประการนี้ไม่ได้ ก็ไม่อาจละความหลงลืมสติ ความไม่มีสัมปชัญญะ และความฟุ้งซ่านแห่งจิตได้ ธรรม ๓ ประการ อะไรบ้าง คือ (๑) ความเป็นผู้ไม่ต้องการจะเห็นพระอริยะ (๒) ความเป็นผู้ไม่ต้องการจะฟังธรรมของพระอริยะ (๓) ความเป็นผู้มีจิตคิดแข่งดี ภิกษุทั้งหลาย บุคคลยังละธรรม ๓ ประการนี้แลไม่ได้ ก็ไม่อาจละความหลงลืมสติ ความไม่มีสัมปชัญญะ และความฟุ้งซ่านแห่งจิตได้ ๖. บุคคลยังละธรรม ๓ ประการนี้ไม่ได้ ก็ไม่อาจละความเป็นผู้ไม่ต้องการจะเห็นพระอริยะ ความเป็นผู้ไม่ต้องการจะฟังธรรมของพระอริยะ และความเป็นผู้มีจิตคิดแข่งดีได้ ธรรม ๓ ประการ อะไรบ้าง คือ (๑) ความฟุ้งซ่าน (๒) ความไม่สำรวม (๓) ความเป็นผู้ทุศีล ภิกษุทั้งหลาย บุคคลยังละธรรม ๓ ประการนี้แลไม่ได้ ก็ไม่อาจละความเป็นผู้ไม่ต้องการจะเห็นพระอริยะ ความเป็นผู้ไม่ต้องการจะฟังธรรมของพระอริยะ และความเป็นผู้มีจิตคิดแข่งดีได้ ๗. บุคคลยังละธรรม ๓ ประการนี้ไม่ได้ ก็ไม่อาจละความฟุ้งซ่าน ความไม่สำรวม และความเป็นผู้ทุศีลได้ ธรรม ๓ ประการ อะไรบ้าง คือ (๑) ความไม่มีศรัทธา (๒) ความเป็นผู้ไม่มีใจเอื้อเฟื้อ (๓) ความเกียจคร้าน ภิกษุทั้งหลาย บุคคลยังละธรรม ๓ ประการนี้แลไม่ได้ ก็ไม่อาจละความฟุ้งซ่านความไม่สำรวม และความเป็นผู้ทุศีลได้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๔ หน้า : ๑๗๑}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๓. อากังขวรรค ๖. ตโยธัมมสูตร ๘. บุคคลยังละธรรม ๓ ประการนี้ไม่ได้ ก็ไม่อาจละความไม่มีศรัทธา ความเป็นผู้ไม่มีใจเอื้อเฟื้อ และความเกียจคร้านได้ ธรรม ๓ ประการ อะไรบ้าง คือ (๑) ความไม่เอื้อเฟื้อ (๒) ความเป็นผู้ว่ายาก (๓) ความเป็นผู้มีปาปมิตร ภิกษุทั้งหลาย บุคคลยังละธรรม ๓ ประการนี้แลไม่ได้ ก็ไม่อาจละความไม่มีศรัทธา ความเป็นผู้ไม่มีใจเอื้อเฟื้อ และความเกียจคร้านได้ ๙. บุคคลยังละธรรม ๓ ประการนี้ไม่ได้ ก็ไม่อาจละความไม่เอื้อเฟื้อ ความเป็นผู้ว่ายาก และความเป็นผู้มีปาปมิตรได้ ธรรม ๓ ประการ อะไรบ้าง คือ (๑) ความไม่มีหิริ (๒) ความไม่มีโอตตัปปะ (๓) ความประมาท ภิกษุทั้งหลาย บุคคลยังละธรรม ๓ ประการนี้แลไม่ได้ ก็ไม่อาจละความไม่เอื้อเฟื้อความเป็นผู้ว่ายาก และความเป็นผู้มีปาปมิตรได้ ๑๐. บุคคลนี้เป็นผู้ไม่มีหิริ ไม่มีโอตตัปปะ เป็นผู้ประมาท บุคคลนั้น เมื่อประมาท จึงไม่อาจละความไม่เอื้อเฟื้อ ความเป็นผู้ว่ายาก และความเป็นผู้มีปาปมิตรได้ เมื่อมีปาปมิตร จึงไม่อาจละความไม่มีศรัทธา ความเป็นผู้ไม่มีใจเอื้อเฟื้อและความเกียจคร้านได้ เมื่อเกียจคร้าน จึงไม่อาจละความฟุ้งซ่าน ความไม่สำรวมและความเป็นผู้ทุศีลได้ เมื่อทุศีล จึงไม่อาจละความเป็นผู้ไม่ต้องการจะเห็นพระอริยะความเป็นผู้ไม่ต้องการจะฟังธรรมของพระอริยะ และความเป็นผู้มีจิตคิดแข่งดีได้ เมื่อมีจิตคิดแข่งดี จึงไม่อาจละความหลงลืมสติ ความไม่มีสัมปชัญญะ และความฟุ้งซ่านแห่งจิตได้ เมื่อมีจิตฟุ้งซ่าน จึงไม่อาจละการมนสิการโดยไม่แยบคาย การเดินทางผิดและความหดหู่แห่งจิตได้ เมื่อมีจิตหดหู่ จึงไม่อาจละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาสได้ เมื่อมีวิจิกิจฉา จึงไม่อาจละราคะ โทสะ และโมหะได้ ครั้นละราคะ โทสะ และโมหะยังไม่ได้ จึงไม่อาจละชาติ ชรา และมรณะได้ ๑. บุคคลละธรรม ๓ ประการนี้ได้แล้ว จึงอาจละชาติ ชรา และมรณะได้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๔ หน้า : ๑๗๒}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๓. อากังขวรรค ๖. ตโยธัมมสูตร ธรรม ๓ ประการ อะไรบ้าง คือ (๑) ราคะ (๒) โทสะ (๓) โมหะ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลละธรรม ๓ ประการนี้แลได้แล้ว จึงอาจละชาติ ชรา และมรณะได้ ๒. บุคคลละธรรม ๓ ประการนี้ได้แล้ว จึงอาจละราคะ โทสะ และโมหะได้ ธรรม ๓ ประการ อะไรบ้าง คือ (๑) สักกายทิฏฐิ (๒) วิจิกิจฉา (๓) สีลัพพตปรามาส ภิกษุทั้งหลาย บุคคลละธรรม ๓ ประการนี้แลได้แล้ว จึงอาจละราคะ โทสะและโมหะได้ ๓. บุคคลละธรรม ๓ ประการนี้ได้แล้ว จึงอาจละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาสได้ ธรรม ๓ ประการ อะไรบ้าง คือ (๑) การมนสิการโดยไม่แยบคาย (๒) การเดินทางผิด (๓) ความหดหู่แห่งจิต ภิกษุทั้งหลาย บุคคลละธรรม ๓ ประการนี้แลได้แล้ว จึงอาจละสักกายทิฏฐิวิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาสได้ ๔. บุคคลละธรรม ๓ ประการนี้ได้แล้ว จึงอาจละการมนสิการโดยไม่แยบคายการเดินทางผิด และความหดหู่แห่งจิตได้ ธรรม ๓ ประการ อะไรบ้าง คือ (๑) ความหลงลืมสติ (๒) ความไม่มีสัมปชัญญะ (๓) ความฟุ้งซ่านแห่งจิต ภิกษุทั้งหลาย บุคคลละธรรม ๓ ประการนี้แลได้แล้ว จึงอาจละการมนสิการโดยไม่แยบคาย การเดินทางผิด และความหดหู่แห่งจิตได้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๔ หน้า : ๑๗๓}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๓. อากังขวรรค ๖. ตโยธัมมสูตร ๕. บุคคลละธรรม ๓ ประการนี้ได้แล้ว จึงอาจละความหลงลืมสติ ความไม่มีสัมปชัญญะ และความฟุ้งซ่านแห่งจิตได้ ธรรม ๓ ประการ อะไรบ้าง คือ (๑) ความเป็นผู้ไม่ต้องการจะเห็นพระอริยะ (๒) ความเป็นผู้ไม่ต้องการจะฟังธรรมของพระอริยะ (๓) ความเป็นผู้มีจิตคิดแข่งดี ภิกษุทั้งหลาย บุคคลละธรรม ๓ ประการนี้แลได้แล้ว จึงอาจละความหลงลืมสติ ความไม่มีสัมปชัญญะ และความฟุ้งซ่านแห่งจิตได้ ๖. บุคคลละธรรม ๓ ประการนี้ได้แล้ว จึงอาจละความเป็นผู้ไม่ต้องการจะเห็นพระอริยะ ความเป็นผู้ไม่ต้องการจะฟังธรรมของพระอริยะ และความเป็นผู้มีจิตคิดแข่งดีได้ ธรรม ๓ ประการ อะไรบ้าง คือ (๑) ความฟุ้งซ่าน (๒) ความไม่สำรวม (๓) ความเป็นผู้ทุศีล ภิกษุทั้งหลาย บุคคลละธรรม ๓ ประการนี้แลได้แล้ว จึงอาจละความเป็นผู้ไม่ต้องการจะเห็นพระอริยะ ความเป็นผู้ไม่ต้องการจะฟังธรรมของพระอริยะ และความเป็นผู้มีจิตคิดแข่งดีได้ ๗. บุคคลละธรรม ๓ ประการนี้ได้แล้ว จึงอาจละความฟุ้งซ่าน ความไม่สำรวมและความเป็นผู้ทุศีลได้ ธรรม ๓ ประการ อะไรบ้าง คือ (๑) ความไม่มีศรัทธา (๒) ความเป็นผู้ไม่มีใจเอื้อเฟื้อ (๓) ความเกียจคร้าน ภิกษุทั้งหลาย บุคคลละธรรม ๓ ประการนี้แลได้แล้ว จึงอาจละความฟุ้งซ่านความไม่สำรวม และความเป็นผู้ทุศีลได้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๔ หน้า : ๑๗๔}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๓. อากังขวรรค ๖. ตโยธัมมสูตร ๘. บุคคลละธรรม ๓ ประการนี้ได้แล้ว จึงอาจละความไม่มีศรัทธา ความเป็นผู้มีใจไม่เอื้อเฟื้อ และความเกียจคร้านได้ ธรรม ๓ ประการ อะไรบ้าง คือ (๑) ความไม่เอื้อเฟื้อ (๒) ความเป็นผู้ว่ายาก (๓) ความเป็นผู้มีปาปมิตร ภิกษุทั้งหลาย บุคคลละธรรม ๓ ประการนี้แลได้แล้ว จึงอาจละความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา ความเป็นผู้ไม่มีใจเอื้อเฟื้อ และความเกียจคร้านได้ ๙. บุคคลละธรรม ๓ ประการนี้ได้แล้ว จึงอาจละความเป็นผู้ไม่เอื้อเฟื้อ ความเป็นผู้ว่ายาก และความเป็นผู้มีปาปมิตรได้ ธรรม ๓ ประการ อะไรบ้าง คือ (๑) ความเป็นผู้ไม่มีหิริ (๒) ความเป็นผู้ไม่มีโอตตัปปะ (๓) ความประมาท ภิกษุทั้งหลาย บุคคลละธรรม ๓ ประการนี้แลได้แล้ว จึงอาจละความเป็นผู้ไม่เอื้อเฟื้อ ความเป็นผู้ว่ายาก และความเป็นผู้มีปาปมิตรได้ (๙) ๑๐. บุคคลนี้เป็นผู้มีหิริ เป็นผู้มีโอตตัปปะ เป็นผู้ไม่ประมาท บุคคลนั้นเมื่อไม่ประมาท จึงอาจละความเป็นผู้ไม่เอื้อเฟื้อ ความเป็นผู้ว่ายาก และความเป็นผู้มีปาปมิตรได้เมื่อมีกัลยาณมิตร จึงอาจละความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา ความเป็นผู้ไม่มีใจเอื้อเฟื้อและความเกียจคร้านได้ เมื่อปรารภความเพียร จึงอาจละความฟุ้งซ่าน ความไม่สำรวม และความเป็นผู้ทุศีลได้ เมื่อมีศีล จึงอาจละความเป็นผู้ไม่ต้องการจะเห็นพระอริยะ ความเป็นผู้ไม่ต้องการจะฟังธรรมของพระอริยะ และความเป็นผู้มีจิตคิดแข่งดีได้ เมื่อมีจิตไม่คิดแข่งดี จึงอาจละความหลงลืมสติ ความไม่มีสัมปชัญญะความฟุ้งซ่านแห่งจิตได้ เมื่อมีจิตไม่ฟุ้งซ่าน จึงอาจละการมนสิการโดยไม่แยบคายการเดินทางผิด และความหดหู่แห่งจิตได้ เมื่อมีจิตไม่หดหู่ จึงอาจละสักกายทิฏฐิวิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาสได้ เมื่อไม่มีวิจิกิจฉา จึงอาจละราคะ โทสะ และโมหะได้ ครั้นละราคะ โทสะ และโมหะ ได้แล้ว จึงอาจละชาติ ชรา และมรณะได้ตโยธัมมสูตรที่ ๖ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๔ หน้า : ๑๗๕}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาอภัพพสูตรที่ ๖
อภัพพสูตรที่ ๖ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.
จบอรรถกถาอภัพพสูตรที่ ๖ -----------------------------------------------------