๑. อวิปปวาสปัญหา ปัญหาว่าด้วยการไม่อยู่ปราศ ๒. ปาราชิกาทิปัญหา ปัญหาว่าด้วยอาบัติปาราชิก เป็นต้น ๓. ปาจิตติยาทิปัญหา ปัญหาว่าด้วยอาบัติปาจิตตีย์ เป็นต้น หัวข้อประจำเรื่อง
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระวินัยปิฎก ปริวาร [เสทโมจนคาถา] ๑. อวิปปวาสปัญหา เสทโมจนคาถา ว่าด้วยคาถาที่ทำให้เหงื่อแตก ๑. อวิปปวาสปัญหา ปัญหาว่าด้วยการไม่อยู่ปราศ
ภิกษุทั้งหลายไม่อยู่ร่วมกับภิกษุณีทั้งหลาย ความสนิทชิดเชื้อบางอย่างในบุคคลนั้นทำไม่ได้ เพราะไม่อยู่ปราศไม่ต้องอาบัติ ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว ครุภัณฑ์ที่ไม่พึงสละ ไม่พึงแจก อันพระผู้มีพระภาค ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ตรัสไว้ ๕ หมวด ภิกษุผู้สละใช้สอยไม่ต้องอาบัติ ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว ข้าพเจ้าไม่กล่าวถึงบุคคล ๑๐ จำพวก บุคคลที่พึงเว้น ๑๑ จำพวก ภิกษุไหว้ผู้แก่กว่าต้องอาบัติ ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว ภิกษุไม่ถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรม และมิได้อยู่ปริวาส ไม่เป็นผู้ทำลายสงฆ์ และไม่เป็นผู้ไปเข้ารีด ดำรงอยู่ในภูมิของภิกษุผู้มีสังวาสเสมอกัน ไฉนหนอจึงไม่ทั่วไปแก่สิกขา ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว บุคคลเข้าถึงธรรม สอบถามถึงกุศลที่ประกอบด้วยประโยชน์ มิใช่ผู้มีชีวิต มิใช่ผู้ตาย มิใช่ผู้ดับ ท่านผู้รู้ทั้งหลายเรียกบุคคลนั้นว่าอย่างไร ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๖๙๔}
พระวินัยปิฎก ปริวาร [เสทโมจนคาถา] ๑. อวิปปวาสปัญหา ข้าพเจ้าไม่กล่าวถึงอวัยวะเหนือบริเวณรากขวัญขึ้นไป เว้นอวัยวะบริเวณใต้สะดือลงมา ภิกษุพึงเป็นปาราชิก เพราะเมถุนธรรมเป็นปัจจัยได้อย่างไร ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว ภิกษุสร้างกุฎีด้วยการขอเอาเอง ไม่ได้ให้สงฆ์แสดงพื้นที่ เกินขนาด ซึ่งเป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ไม่ต้องอาบัติ ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว ภิกษุสร้างกุฎีด้วยการขอเอาเอง ให้สงฆ์แสดงพื้นที่ ได้ขนาด เป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ต้องอาบัติ ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว ภิกษุไม่พยายามอะไรทางกาย และไม่พูดกับผู้อื่นทางวาจา แต่ต้องอาบัติหนักซึ่งเป็นมูลแห่งการตัดขาด ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว สัตบุรุษไม่ทำความชั่วอะไรทางกาย ทางวาจา และแม้ทางใจ ถูกสงฆ์นาสนะแล้ว ชื่อว่าถูกนาสนะด้วยดี เพราะเหตุไร ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว ภิกษุไม่เจรจากับมนุษย์ไรๆ ด้วยวาจา และไม่กล่าวถ้อยคำกับผู้อื่น ต้องอาบัติทางวาจา ไม่ต้องอาบัติทางกาย ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว สิกขาบททั้งหลาย อันพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ พรรณาไว้แล้ว สังฆาทิเสส ๔ สิกขาบท ภิกษุณีต้องทั้งหมด ด้วยความพยายามครั้งเดียวกัน ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว ภิกษุณี ๒ รูป อุปสมบทแต่สงฆ์ฝ่ายเดียว ภิกษุรับจีวรจากมือของภิกษุณี ๒ รูป ต้องอาบัติต่างกัน ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๖๙๕}
พระวินัยปิฎก ปริวาร [เสทโมจนคาถา] ๒. ปาราชิกาทิปัญหา ภิกษุ ๔ รูป ชวนกันไปลักครุภัณฑ์ ๓ รูป ต้องอาบัติปาราชิก อีก ๑ รูป ไม่ต้องอาบัติปาราชิก ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว ๒. ปาราชิกาทิปัญหา ปัญหาว่าด้วยอาบัติปาราชิก เป็นต้น
สตรีอยู่ข้างในและภิกษุอยู่ข้างนอก ช่องในเรือนนั้นก็ไม่มี ภิกษุจะพึงต้องอาบัติปาราชิกเพราะเมถุนธรรมเป็นปัจจัยได้อย่างไร ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว เมื่อภิกษุรับประเคนน้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อยและเนยใส ด้วยตนเองแล้วเก็บไว้ เมื่อยังไม่ล่วง ๗ วัน เมื่อปัจจัยมีอยู่จึงฉัน ต้องอาบัติ ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว อาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ อาบัติสุทธิกปาจิตตีย์ ภิกษุต้องพร้อมกัน ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว ภิกษุ ๒๐ รูป มาประชุมกัน สำคัญว่าพร้อมเพรียงจึงทำกรรม ภิกษุอยู่ไกล ๑๒ โยชน์ พึงยังกรรมนั้นให้เสียได้ เพราะการแบ่งพวกเป็นปัจจัย ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว ภิกษุต้องครุกาบัติที่ทำคืนได้ทั้งหมด ๖๔ คราวเดียวกัน ด้วยอาการเพียงย่างเท้า และด้วยกล่าววาจา ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว ภิกษุนุ่งผ้าอันตรวาสก ห่มผ้าสังฆาฏิ ๒ ชั้น ผ้าทั้งหมดนั้นเป็นนิสสัคคีย์ ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๖๙๖}
พระวินัยปิฎก ปริวาร [เสทโมจนคาถา] ๒. ปาราชิกาทิปัญหา ญัตติก็ไม่ได้สวด กรรมวาจาก็ไม่ได้สวด พระชินเจ้าก็มิได้รับสั่งว่า เธอจงมาเป็นภิกษุเถิด ไตรสรณคมณ์เขาก็ไม่ได้รับ แต่อุปสัมปทกรรมของบุคคลนั้นไม่เสีย ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว บุคคลผู้โง่เขลาฆ่าสตรีซึ่งมิใช่มารดา และฆ่าบุรุษซึ่งมิใช่บิดา ฆ่าบุคคลผู้มิใช่อริยะ แต่ต้องอนันตริยกรรมเพราะโทษนั้น ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว บุคคลผู้โง่เขลาฆ่าสตรีผู้เป็นมารดา และฆ่าบุรุษผู้เป็นบิดา ครั้นฆ่ามารดาบิดาแล้ว ไม่ต้องอนันตริยกรรมเพราะโทษนั้น ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว ภิกษุไม่โจท ไม่สอบสวน แล้วทำกรรมแก่บุคคลผู้อยู่ลับหลัง และกรรมที่ทำแล้ว เป็นอันทำชอบแล้ว ทั้งการกสงฆ์ก็ไม่ต้องอาบัติ ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว ภิกษุโจท สอบสวนแล้ว พึงทำกรรมแก่บุคคลผู้อยู่ต่อหน้า และกรรมที่ทำแล้ว ไม่เป็นอันทำ ทั้งการกสงฆ์ก็ต้องอาบัติ ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว ภิกษุตัดต้องอาบัติก็มี ไม่ต้องอาบัติก็มี ภิกษุปกปิดต้องอาบัติก็มี ไม่ต้องอาบัติก็มี ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว ภิกษุพูดจริงต้องอาบัติหนัก พูดเท็จต้องอาบัติเบา พูดเท็จต้องอาบัติหนัก และพูดจริงต้องอาบัติเบา ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๖๙๗}
พระวินัยปิฎก ปริวาร [เสทโมจนคาถา] ๓. ปาจิตติยาทิปัญหา ๓. ปาจิตติยาทิปัญหา ปัญหาว่าด้วยอาบัติปาจิตตีย์ เป็นต้น
ภิกษุใช้สอยจีวรที่อธิษฐานแล้ว ย้อมด้วยน้ำย้อม แม้กัปปะก็ทำแล้ว ยังต้องอาบัติ ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว เมื่อพระอาทิตย์อัสดงแล้ว ภิกษุฉันเนื้อ ไม่ใช่ผู้วิกลจริต ไม่ใช่ผู้มีจิตฟุ้งซ่าน และไม่ใช่ผู้กระสับกระส่ายเพราะเวทนา แต่ไม่ต้องอาบัติ และธรรมข้อนั้นพระสุคตทรงแสดงไว้แล้ว ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว ภิกษุไม่ใช่ผู้มีจิตกำหนัด ไม่ใช่ผู้มีจิตคิดลัก และแม้ผู้อื่นภิกษุนั้นก็ไม่ได้คิดจะฆ่า ความขาดย่อมมีแก่ภิกษุนั้นผู้ให้สลาก เมื่อภิกษุจับต้องอาบัติถุลลัจจัย ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว ไม่ใช่เสนาสนะป่าที่รู้กันว่าน่าหวาดระแวง และไม่ใช่สงฆ์ให้สมมติ ทั้งกฐินภิกษุนั้นก็ไม่ได้กราน ภิกษุนั้นเก็บจีวรไว้ ณ ที่นั้นเอง แล้วไปไกลถึงครึ่งโยชน์ เมื่ออรุณขึ้น ไม่ต้องอาบัติในเรื่องนั้นนั่นเล ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว อาบัติทั้งมวลที่เกิดทางกาย มิใช่เกิดทางวาจา มีวัตถุต่างกัน ภิกษุต้องในขณะเดียวกัน ไม่ก่อนไม่หลัง ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว อาบัติทั้งมวลที่เกิดทางวาจา มิใช่เกิดทางกาย มีวัตถุต่างกัน ภิกษุต้องในขณะเดียวกัน ไม่ก่อนไม่หลัง ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว ไม่มีการเสพเมถุนธรรมในสตรี ๓ จำพวก บุรุษ ๓ จำพวก คนไม่ประเสริฐ ๓ จำพวก และบัณเฑาะก์ ๓ จำพวก
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๖๙๘}
พระวินัยปิฎก ปริวาร [เสทโมจนคาถา] ๓. ปาจิตติยาทิปัญหา และไม่มีการเสพเมถุนธรรมในอวัยวะที่ปรากฏ แต่มีมูลแห่งการตัดขาด เพราะเมถุนธรรมเป็นปัจจัย ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว ภิกษุขอจีวรกับมารดา และไม่ได้น้อมลาภไปเพื่อสงฆ์ เพราะเหตุไร ภิกษุนั้นจึงต้องอาบัติ แต่ไม่ต้องอาบัติเพราะบุคคลผู้เป็นญาติ ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว ผู้โกรธย่อมให้สงฆ์ยินดี ผู้โกรธย่อมถูกสงฆ์ติเตียน ก็ธรรมที่เป็นเหตุให้สงฆ์สรรเสริญผู้โกรธนั้น ชื่ออะไร ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว ผู้แช่มชื่นย่อมให้สงฆ์ยินดี ผู้แช่มชื่นย่อมถูกสงฆ์ติเตียน ก็ธรรมที่เป็นเหตุให้สงฆ์ติเตียนผู้แช่มชื่นนั้น ชื่ออะไร ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว ภิกษุต้องอาบัติสังฆาทิเสส ถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ และทุกกฏในขณะเดียวกัน ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว ทั้ง ๒ มีอายุครบ ๒๐ ปี ทั้ง ๒ มีพระอุปัชฌาย์รูปเดียวกัน มีอาจารย์รูปเดียวกัน สวดกรรมวาจาเดียวกัน คนหนึ่งเป็นอุปสัมบัน คนหนึ่งเป็นอนุปสัมบัน ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว ผ้าที่ไม่ได้ทำกัปปะและไม่ได้ย้อมด้วยน้ำย้อม ภิกษุนุ่งห่มเดินทางไปตามปรารถนา และภิกษุนั้นไม่ต้องอาบัติ ธรรมนั้นพระสุคตทรงแสดงแล้ว ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว ภิกษุณีไม่ให้ ไม่รับ การรับไม่มีด้วยเหตุนั้น แต่ต้องอาบัติหนัก ไม่ต้องอาบัติเบา และต้องอาบัตินั้น
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๖๙๙}
พระวินัยปิฎก ปริวาร [เสทโมจนคาถา] ๓. ปาจิตติยาทิปัญหา เพราะการใช้สอยเป็นปัจจัย ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว ภิกษุณีไม่ให้ ไม่รับ การรับไม่มีด้วยเหตุนั้น แต่ต้องอาบัติเบา ไม่ต้องอาบัติหนัก และต้องอาบัตินั้น เพราะการใช้สอยเป็นปัจจัย ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว ภิกษุณีต้องอาบัติหนักมีส่วนเหลือ ปกปิดไว้ เพราะอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ผู้ไม่ใช่ภิกษุณีก็ไม่ต้องโทษ ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว เสทโมจนคาถา จบ หัวข้อประจำเรื่อง ไม่อยู่ร่วมกัน ไม่สละ บุคคล ๑๐ จำพวก ไม่ถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรม เข้าถึงธรรม อวัยวะเหนือบริเวณรากขวัญ จากนั้นสร้างกุฎีด้วยการขอเอาเอง ๒ สิกขาบท ไม่พยายามทางกาย แต่ต้องอาบัติหนัก ไม่ทำความชั่วทางกาย แต่ถูกสงฆ์นาสนะชอบแล้ว ไม่เจรจา สิกขาบท ชน ๒ คน และชน ๔ คน สตรี น้ำมัน นิสสัคคีย์ ภิกษุ ก้าวเท้าเดิน นุ่งผ้า ไม่สวดญัตติ ฆ่าสตรีมิใช่มารดา ฆ่าบุรุษมิใช่บิดา ไม่โจท โจท ตัด พูดจริง ผ้าที่อธิษฐาน พระอาทิตย์อัสดงคตแล้ว ไม่กำหนัด มิใช่เสนาสนะป่า อาบัติทางกาย ทางวาจา สตรี ๓ พวก มารดา โกรธแล้วให้ยินดี แช่มชื่น ต้องสังฆาทิเสส สองคน ผ้าไม่ได้ทำกัปปะ ไม่ให้ ต้องอาบัติหนัก คาถาที่คิดจนเหงื่อไหล เป็นปัญหาที่ท่านผู้รู้ได้ชี้แจงไว้แล้วแล
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๗๐๐}
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
เสทโมจนคาถา
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๘ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๘ ปริวาร เสทโมจนคาถา
อสํวาโส ภิกฺขูหิ ภิกฺขุนีหิ จ สมฺโภโค เอกจฺโจ ตหึ น ลพฺภติ อวิปฺปวาเสน อนาปตฺติ ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
บุคคลไม่มีสังวาสกับภิกษุและภิกษุณี การสมโภคบางอย่าง อันภิกษุและภิกษุณีย่อม ไม่ได้ในบุคคลนั้น ไม่ต้องอาบัติ เพราะไม่อยู่ปราศ ปัญหาข้อนี้ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว.
อวิสฺสชฺชิตํ อเวภงฺคิยํ ปญฺจ วุตฺตา มเหสินา วิสฺสชฺชนฺตสฺส ปริภุญฺชนฺตสฺส อนาปตฺติ ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
ครุภัณฑ์ ๕ อย่าง อันพระพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ตรัสว่า ไม่เป็นอาบัติ แก่ ภิกษุผู้จำหน่าย ผู้ใช้สอย ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว.
ทส ปุคฺคเล น วทามิ เอกาทส วิวชฺชิย วุฑฺฒํ วนฺทนฺตสฺส อาปตฺติ ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
ข้าพเจ้าไม่กล่าวถึง บุคคล ๑๐ จำพวก เว้นบุคคล ๑๑ จำพวกเสีย ภิกษุไหว้ผู้แก่กว่า ต้องอาบัติ ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว.
น อุกฺขิตฺตโก น จ ปน ปาริวาสิโก น สงฺฆภินฺโน น จ ปน ปกฺขสงฺกนฺโต สมานสํวาสกภูมิยา ฐิโต กถํ นุ สิกฺขาย อสาธารโณ สิยา ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
ภิกษุไม่ใช่ผู้ถูกยกวัตร ไม่ใช่ผู้อยู่ปริวาส ไม่ใช่ผู้ทำลายสงฆ์ และไม่ใช่ผู้หลีกไปเข้ารีด ตั้งอยู่ในภูมิของภิกษุผู้มีสังวาสเสมอกัน ไฉนจึงไม่ทั่วไปแก่สิกขา ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว.
อุเปติ ธมฺมํ ปริปุจฺฉมาโน กุสลํ อตฺถุปสญฺหิตํ น ชีวติ น มโต น นิพฺพุโต ฯ ตํ ปุคฺคลํ กตมํ วทนฺติ พุทฺธา ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
บุคคลเข้าถึงธรรม ไต่ถามกุศลที่ประกอบด้วยประโยชน์ มิใช่ผู้เป็นอยู่ ไม่ใช่ผู้ตายไม่ใช่ผู้นิพพาน ท่านผู้รู้ทั้งหลายเรียกบุคคลนั้นว่าอย่างไร? ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว.
อุพฺภกฺขเก น วทามิ อโธนาภึ วิวชฺชิย เมถุนธมฺมปจฺจยา กถํ ปาราชิโก สิยา ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
ไม่พูดถึงอวัยวะเหนือรากขวัญขึ้นไป เว้นอวัยวะใต้สะดือลงมา ภิกษุพึงต้องอาบัติ ปาราชิกเพราะเมถุนธรรมเป็นปัจจัยได้อย่างไร? ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว.
ภิกฺขุ สญฺญาจิกาย กุฏึ กโรติ อเทสิตวตฺถุกํ ปมาณาติกนฺตํ สารมฺภํ อปริกฺกมนํ อนาปตฺติ ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
ภิกษุทำกุฎีด้วยอาการขอเอาเอง ไม่ได้ให้สงฆ์แสดงพื้นที่ เกินประมาณ มีผู้จองไว้ หาชานรอบมิได้ ไม่ต้องอาบัติ ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว.
ภิกฺขุ สญฺญาจิกาย กุฏึ กโรติ เทสิตวตฺถุกํ ปมาณิกํ อนารมฺภํ สปริกฺกมนํ อาปตฺติ ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
ภิกษุทำกุฎีด้วยอาการขอเอาเอง ให้สงฆ์แสดงพื้นที่แล้วได้ประมาณ ไม่มีผู้จอง มีชาน รอบ แต่ต้องอาบัติ ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว.
น กายิกํ กิญฺจิ ปโยคมาจเร น จาปิ วาจาย ปเร ภเณยฺย อาปชฺเชยฺย ครุกํ เฉชฺชวตฺถุํ ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
ไม่ประพฤติประโยคอะไรทางกาย และไม่พูดกะคนอื่นๆ ด้วยวาจา แต่ต้องอาบัติหนัก ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความขาด ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว.
น กายิกํ วาจสิกญฺจ กิญฺจิ มนสาปิ สนฺโต น กเรยฺย ปาปํ โส นาสิโต กินฺติ สุนาสิโต ภเว ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
สัตบุรุษ ไม่ทำความชั่วอะไรทางกายและทางวาจา แม้ทางใจผู้นั้นถูกสงฆ์นาสนะแล้ว ชื่อว่าถูกนาสนะด้วยดี เพราะเหตุไร? ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว.
อนาลปนฺโต มนุเชน เกนจิ วาจา คิรํ โน จ ปเร ภเณยฺย อาปชฺเชยฺย วาจสิกํ น กายิกํ ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
ภิกษุไม่เจรจากับมนุษย์ไรๆ ด้วยวาจา และไม่กล่าวถ้อยคำกะผู้อื่น แต่ต้องอาบัติทาง วาจา มิใช่ทางกาย ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว.
สิกฺขาปทา พุทฺธวเรน วณฺณิตา สงฺฆาทิเสสา จตุโร ภเวยฺยุํ อาปชฺเชยฺย เอกปฺปโยเคน สพฺเพ ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
สิกขาบท อันพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐพรรณนาไว้แล้ว สังฆาทิเสส ๔ สิกขาบท ภิกษุณีต้องทั้งหมด ด้วยประโยคเดียวกัน ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว.
อุโภ เอกโต อุปสมฺปนฺนา อุภินฺนํ หตฺถโต จีวรํ ปฏิคฺคเณฺหยฺย สิยา อาปตฺติโย นานา ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
ภิกษุณี ๒ รูป อุปสมบทแต่สงฆ์ฝ่ายเดียว ภิกษุรับจีวรแต่มือของภิกษุณี ๒ รูป ต้อง อาบัติต่างกัน ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว.
จตุโร ชนา สํวิธาย ครุภณฺฑํ อวหรุํ ตโย ปาราชิกา เอโก น ปาราชิโก ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
ภิกษุ ๔ รูปชวนกันไปลักครุภัณฑ์ ๓ รูป เป็นปาราชิก รูป ๑ ไม่เป็นปาราชิก ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว.
อิตฺถี จ อพฺภนฺตเร สิยา ภิกฺขุ จ พหิทฺธา สิยา ฉิทฺทํ ตสฺมึ ฆเร นตฺถิ เมถุนธมฺมปจฺจยา กถํ ปาราชิโก สิยา ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
สตรีอยู่ข้างใน ภิกษุอยู่ข้างนอก ช่องไม่มีในเรือนนั้น ภิกษุจะพึงต้องอาบัติปาราชิก เพราะเมถุนธรรมเป็นปัจจัยได้อย่างไร? ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้วฯ
เตลํ มธุํ ผาณิตญฺจาปิ สปฺปึ สามํ คเหตฺวาน นิกฺขิเปยฺย อวีติวตฺเต สตฺตาเห สติ ปจฺจเย ปริภุญฺชนฺตสฺส อาปตฺติ ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
ภิกษุรับประเคนน้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย และเนยใสด้วยตนเองแล้วเก็บไว้ เมื่อยังไม่ ล่วงสัปดาห์ เมื่อปัจจัยมีอยู่ฉัน ต้องอาบัติ ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว.
นิสฺสคฺคิเยน อาปตฺติ สุทฺธเกน ปาจิตฺติยํ อาปชฺชนฺตสฺส เอกโต ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
อาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ อาบัติสุทธิกปาจิตตีย์ ภิกษุต้องพร้อมกัน ปัญหาข้อนี้ ท่าน ผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว.
ภิกฺขู สิยา วีสติยา สมาคตา กมฺมํ กเรยฺยุํ สมคฺคสญฺญิโน ภิกฺขุ สิยา ทฺวาทสโยชเน ฐิโต กมฺมญฺจ ตํ กุปฺเปยฺย วคฺคปจฺจยา ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
ภิกษุ ๒๐ รูป มาประชุมกันสำคัญว่าพร้อมเพรียงจึงทำกรรม ภิกษุอยู่ในที่ ๑๒ โยชน์ พึงยังกรรมนั้นให้เสียได้เพราะปัจจัยคือเป็นวรรค ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว.
ปทวีติหารมตฺเตน วาจาย ภณิเตน จ สพฺพานิ ครุกานิ สปฺปฏิกมฺมานิ จตุสฏฺฐิ อาปตฺติโย อาปชฺเชยฺย เอกโต ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
ภิกษุต้องครุกาบัติล้วน ๖๔ ที่ทำคืนได้ ด้วยอาการเพียงย่างเท้า และด้วยกล่าววาจา คราวเดียวกัน ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว.
นิวตฺโถ อนฺตรวาสเกน ทิคุณํ สงฺฆาฏึ ปารุโต สพฺพานิ ตานิ นิสฺสคฺคิยานิ โหนฺติ ฯ ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
ภิกษุนุ่งผ้าอันตรวาสก ห่มผ้าสังฆาฏิ ๒ ชั้น ผ้าทั้งหมดนั้นเป็นนิสสัคคีย์ ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว.
น จาปิ ญตฺติ น จ ปน กมฺมวาจา น เจหิภิกฺขูติ ชิโน อโวจ สรณคมนมฺปิ น ตสฺส อตฺถิ อุปสมฺปทา จสฺส อกุปฺปา ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
ญัตติก็ไม่ใช่ กรรมวาจาก็ไม่เชิง และพระชินเจ้า ก็ไม่ได้ตรัสว่า เอหิภิกขุแม้สรณคมน์ ก็ไม่มีแก่เธอ แต่อุปสัมปทาของเธอไม่เสีย ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว.
อิตฺถึ หเน น มาตรํ ปุริสญฺจ น ปิตรํ หเน หเนยฺย อนริยํ มนฺโท เตน จานนฺตรํ ผุเส ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
บุคคลผู้โฉดเขลา ฆ่าสตรีซึ่งมิใช่มารดา และฆ่าบุรุษซึ่งมิใช่บิดา ฆ่าบุคคลผู้มิใช่อริยะ แต่ต้องอนันตริยกรรมเพราะเหตุนั้น ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว.
อิตฺถึ หเน จ มาตรํ ปุริสญฺจ ปิตรํ หเน มาตรํ ปิตรํ หนฺตฺวา น เตนานนฺตรํ ผุเส ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
บุคคลผู้โฉดเขลา ฆ่าสตรีผู้เป็นมารดา ฆ่าบุรุษผู้เป็นบิดา ครั้นฆ่าบิดามารดาแล้ว แต่ไม่ต้องอนันตริยกรรมเพราะโทษนั้น ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว.
อโจทยิตฺวา อสารยิตฺวา อสมฺมุขีภูตสฺส กเรยฺย กมฺมํ กตญฺจ กมฺมํ สุกตํ ภเวยฺย การโก จ สงฺโฆ อนาปตฺติโก สิยา ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
ภิกษุไม่โจท ไม่สอบสวน แล้วทำกรรมแก่บุคคลผู้อยู่ลับหลัง และกรรมที่ทำแล้วเป็น อันทำชอบแล้ว ทั้งการกสงฆ์ไม่ต้องอาบัติ ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว.
โจทยิตฺวา สารยิตฺวา สมฺมุขีภูตสฺส กเรยฺย กมฺมํ กตญฺจ กมฺมํ อกตํ ภเวยฺย การโก จ สงฺโฆ สาปตฺติโก สิยา ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
ภิกษุโจท สอบสวนแล้ว ทำกรรมแก่บุคคลผู้อยู่ต่อหน้า และกรรมที่ทำแล้วไม่เป็นอันทำ ทั้งการกสงฆ์ก็ต้องอาบัติ ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว.
ฉินฺทนฺตสฺส อาปตฺติ ฉินฺทนฺตสฺส อนาปตฺติ ฉาเทนฺตสฺส อาปตฺติ ฉาเทนฺตสฺส อนาปตฺติ ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
ภิกษุตัด ต้องอาบัติก็มี ไม่ต้องอาบัติก็มี ภิกษุปิดต้องอาบัติก็มี ไม่ต้องอาบัติก็มี ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว.
สจฺจํ ภณนฺโต ครุกํ มุสา จ ลหุ ภาสโต มุสา ภณนฺโต ครุกํ สจฺจญฺจ ลหุ ภาสโต ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
ภิกษุพูดจริง ต้องอาบัติหนัก พูดเท็จต้องอาบัติเบา พูดเท็จต้องอาบัติหนัก และพูด จริงต้องอาบัติเบา ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว.
อธิฏฺฐิตํ รชนาย รตฺตํ กปฺปกตํปิ สนฺตํ ปริภุญฺชนฺตสฺส อาปตฺติ ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
ภิกษุบริโภคจีวรที่อธิษฐานแล้ว ย้อมด้วยน้ำย้อมแล้ว แม้กัปปะก็ทำแล้วยังต้องอาบัติ ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว.
อตฺถงฺคเต สุริเย ภิกฺขุ มํสานิ ขาทติ น อุมฺมตฺตโก น จ ปน ขิตฺตจิตฺโต น จาปิ โส เวทนฏฺโฏ ภเวยฺย น จสฺส โหติ อาปตฺติ โส จ ธมฺโม สุคเตน เทสิโต ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
เมื่อพระอาทิตย์อัสดงแล้ว ภิกษุฉันเนื้อ เธอไม่ใช่ผู้วิกลจริต ไม่ใช่ผู้มีจิตฟุ้งซ่านและไม่ใช่ผู้กระสับกระส่ายเพราะเวทนา แต่เธอไม่ต้องอาบัติ ก็ธรรมข้อนั้น พระสุคตทรงแสดงแล้ว ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว.
น รตฺตจิตฺโต น จ ปน เถยฺยจิตฺโต น จาปิ โส ปรํ มรณาย เจตยิ สลากํ เทนฺตสฺส โหติ เฉชฺชํ ปฏิคฺคณฺหนฺตสฺส ถุลฺลจฺจยํ ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
เธอไม่ใช่ผู้มีจิตกำหนัด และไม่ใช่ผู้มีไถยจิต และแม้ผู้อื่นเธอก็ไม่ได้คิดจะฆ่า ความขาดย่อมมีแก่เธอผู้ให้จับสลาก เป็นอาบัติถุลลัจจัยแก่ภิกษุผู้จับ ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว.
น จาปิ อารญฺญกํ สาสงฺกสมฺมตํ น จาปิ สงฺเฆน สมฺมติ ทินฺนา น จสฺส กฐินํ อตฺถตํ ตตฺเถว จีวรํ นิกฺขิปิตฺวา คจฺเฉยฺย อฑฺฒโยชนํ ตสฺเสว อรุณํ อุคฺคจฺฉนฺตสฺส อนาปตฺติ ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
ไม่ใช่เสนาสนะป่าที่รู้กันว่ามีความรังเกียจ และไม่ใช่สงฆ์ให้สมมติ ทั้งกฐินเธอไม่ได้กราน เธอเก็บจีวรไว้ ณ ที่นั้นเอง แล้วไปตั้งกึ่งโยชน์เมื่ออรุณขึ้น เธอนั่นแหละไม่ต้องอาบัติปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว.
กายิกานิ น วาจสิกานิ สพฺพานิ นานาวตฺถุกานิ อปุพฺพํ อจริมํ อาปชฺเชยฺย เอกโต ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
อาบัติทั้งมวลที่เป็นไปทางกาย มิใช่ทางวาจา ต่างวัตถุกัน ภิกษุต้องในขณะเดียวกัน ไม่ก่อน ไม่หลัง ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว.
วาจสิกานิ น กายิกานิ สพฺพานิ นานาวตฺถุกานิ อปุพฺพํ อจริมํ อาปชฺเชยฺย เอกโต ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
อาบัติทั้งมวลที่เป็นไปทางวาจา มิใช่ทางกายต่างวัตถุกัน ภิกษุต้องในขณะเดียวกัน ไม่ก่อน ไม่หลัง ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว.
ติสฺสิตฺถิโย เมถุนํ ตํ น เสเว ตโย ปุริเส ตโย จ อนริยปณฺฑเก น จาจเร เมถุนํ พฺยญฺชนสฺมึ เฉชฺชํ สิยา เมถุนธมฺมปจฺจยา ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
ไม่เสพเมถุนนั้นในสตรี ๓ จำพวก บุรุษ ๓ จำพวก คนไม่ประเสริฐ ๓ จำพวก และบัณเทาะก์ ๓ จำพวก และไม่ประพฤติเมถุนในอวัยวะที่ปรากฏ แต่ความขาดย่อมมีเพราะเมถุนธรรมเป็นปัจจัย ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว.
มาตรํ จีวรํ ยาเจ โน จ สงฺฆสฺส ปริณตํ เกนสฺส โหติ อาปตฺติ อนาปตฺติ จ ญาตเก ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
ขอจีวรกะมารดา และไม่ได้น้อมลาภไปเพื่อสงฆ์ เพราะเหตุไร ภิกษุนั้นจึงต้องอาบัติ แต่ไม่ต้องอาบัติเพราะบุคคลผู้เป็นญาติ ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว.
กุทฺโธ อาราธโก โหติ กุทฺโธ โหติ ครหิโย อถ โก นาม โส ธมฺโม เยน กุทฺโธ ปสํสิโย ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
ผู้โกรธ ย่อมให้สงฆ์ยินดี ผู้โกรธ ย่อมถูกสงฆ์ติเตียน ก็ธรรมที่เป็นเหตุให้สงฆ์ สรรเสริญผู้โกรธนั้น ชื่ออะไร? ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว.
ตุฏฺโฐ อาราธโก โหติ ตุฏฺโฐ โหติ ครหิโย อถ โก นาม โส ธมฺโม เยน ตุฏฺโฐ ครหิโย ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
ผู้แช่มชื่น ย่อมให้สงฆ์ยินดี ผู้แช่มชื่น ย่อมถูกสงฆ์ติเตียน ก็ธรรมที่เป็นเหตุให้สงฆ์ ติเตียนผู้แช่มชื่นนั้นชื่ออะไร? ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว.
สงฺฆาทิเสสํ ถุลฺลจฺจยํ ปาจิตฺติยํ ปาฏิเทสนียํ ทุกฺกฏํ อาปชฺเชยฺย เอกโต ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
ภิกษุต้องอาบัติสังฆาทิเสส ถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ และทุกกฏ ในขณะ เดียวกัน ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว.
อุโภ ปริปุณฺณวีสติวสฺสา อุภินฺนํ เอกุปชฺฌาโย เอกาจริโย เอกา กมฺมวาจา เอโก อุปสมฺปนฺโน เอโก อนุปสมฺปนฺโน ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
ทั้งสองมีอายุครบ ๒๐ ปี ทั้งสองมีอุปัชฌาย์คนเดียวกัน มีอาจารย์คนเดียวกัน มีกรรมวาจาอันเดียวกัน รูปหนึ่งเป็นอุปสัมบัน รูปหนึ่งเป็นอนุปสัมบัน ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว.
อกปฺปกตํ นปิ รชนาย รตฺตํ เตน นิวตฺโถ เยน กามํ วเชยฺย น จสฺส โหติ อาปตฺติ โส จ ธมฺโม สุคเตน เทสิโต ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
ผ้าที่ไม่ได้ทำกัปปะ และไม่ได้ย้อมด้วยน้ำย้อม ภิกษุปรารถนา พึงแสวงหามานุ่งห่มและเธอไม่ต้องอาบัติ ก็ธรรมอันนั้น พระสุคตทรงแสดงแล้ว ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว.
น เทติ นปฺปฏิคฺคณฺหาติ ปฏิคฺคโห เตน น วิชฺชติ อาปชฺชติ ครุกํ น ลหุกํ ตญฺจ ปริโภคปจฺจยา ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
ภิกษุณีไม่ให้ ไม่รับ การรับไม่มีด้วยเหตุนั้น แต่ต้องอาบัติหนัก มิใช่อาบัติเบา และการต้องนั้น เพราะการบริโภคเป็นปัจจัย ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว.
น เทติ นปฺปฏิคฺคณฺหาติ ปฏิคฺคโห เตน น วิชฺชติ อาปชฺชติ ลหุกํ น ครุกํ ตญฺจ ปริโภคปจฺจยา ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
ภิกษุณีไม่ให้ ไม่รับ การรับไม่มีด้วยเหตุนั้น แต่ต้องอาบัติเบา ไม่ใช่อาบัติหนัก และการต้องนั้น เพราะการบริโภคเป็นปัจจัย ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว.
อาปชฺชติ ครุกํ สาวเสสํ ฉาเทติ อนาทริยํ ปฏิจฺจ น ภิกฺขุนี โน จ ผุเสยฺย วชฺชํ ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ เสทโมจนคาถา นิฏฺฐิตา ฯ ตสฺสุทฺทานํ
ภิกษุณีต้องอาบัติหนักมีส่วนเหลือ ปกปิดไว้ เพราะอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ไม่ใช่ภิกษุณีก็ไม่ต้องโทษ ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว. เสทโมจนคาถา จบ. -----------------------------------------------------หัวข้อประจำเรื่อง
อสํวาโส อวิสฺสชฺชิ ทส จ อนุกฺขิตฺตโก อุเปติ ธมฺมํ อุพฺภกฺขํ ตโต สญฺญาจิกา จ เทฺว น กายิกญฺจ ครุกํ น กายิกํ สุนาสิตํ อนาลปนฺโต สิกฺขา จ อุโภ จ จตุโร ชนา อิตฺถี เตลญฺจ นิสฺสคฺคิ ภิกฺขู จ ปทวีติโย นิวตฺโถ จ น จ ญตฺติ น มาตรํ ปิตรํ หเน อโจทยิตฺวา โจทยิตฺวา ฉินฺทนฺตํ สจฺจเมว จ อธิฏฺฐิตญฺจตฺถงฺคเต น รตฺตํ น จารญฺญกํ กายิกา วาจสิกา จ ติสฺสิตฺถี จาปิ มาตรํ กุทฺโธ อาราธโก ตุฏฺโฐ สงฺฆาทิเสสกา อุโภ อกปฺปกตํ น เทติ น เทตาปชฺชเต ครุํ เสทโมจนิกา คาถา ปญฺหา วิญฺญูวิภาวิตาติ ฯ --------------
ไม่มีสังวาส ไม่จำหน่าย บุคคล ๑๐ ไม่ใช่ผู้ถูกยกวัตร เข้าถึงธรรมอวัยวะเหนือรากขวัญ ต่อนั้น ทำกุฎีด้วยอาการขอเอาเอง ๒ สิกขาบท ไม่ประพฤติประโยคทางกาย แต่ต้องอาบัติหนัก ไม่ทำความชั่วทางกายแต่ถูกสงฆ์นาสนะชอบแล้ว ไม่เจรจา สิกขาบทชน ๒ คน และชน ๔ คน สตรี น้ำมัน นิสสัคคีย์ ภิกษุ ย่างเท้าเดิน นุ่งผ้า ไม่ใช่ญัตติฆ่าสตรีมิใช่มารดา ฆ่าบุรุษมิใช่บิดา ไม่โจท โจท ตัด พูดจริง ผ้าที่อธิษฐาน พระอาทิตย์อัสดงแล้ว ไม่กำหนัด มิใช่เสนาสนะป่า อาบัติทางกาย ทางวาจา สตรี ๓ พวก มารดาโกรธให้ยินดี แช่มชื่น ต้องสังฆาทิเสส สองคน ผ้าไม่ได้ทำกัปปะ ไม่ให้ต้องอาบัติหนัก คาถาที่คิดจนเหงื่อไหล เป็นปัญหาที่ท่านผู้รู้ให้แจ่มแจ้งแล้วแล. หัวข้อประจำเรื่อง จบ. -----------------------------------------------------