ว่าด้วยพระผู้มีพระภาคทรงพระชนม์อยู่เป็นต้น ว่าด้วยวัตถุแห่งการโจท เป็นต้น ว่าด้วยภิกษุโง่เขลาและฉลาด เป็นต้น ว่าด้วยการปิด เป็นต้น ว่าด้วยอาพาธ เป็นต้น ว่าด้วยงดปาติโมกข์ เป็นต้น ว่าด้วยต้องอาบัติภายใน เป็นต้น ว่าด้วยต้องอาบัติด้วยอาการ ๓ อย่าง เป็นต้น ว่าด้วยข้อที่สงฆ์มุ่งหวัง เป็นต้น ว่าด้วยอุโบสถ เป็นต้น หัวข้อประจำวาร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๓. ติกวาร ว่าด้วยหมวด ๓
๑. อาบัติที่เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงพระชนม์อยู่ ภิกษุจึงต้อง เมื่อ ปรินิพพานแล้วไม่ต้อง มีอยู่ ๒. อาบัติที่เมื่อพระผู้มีพระภาคปรินิพพานแล้ว ภิกษุจึงต้อง เมื่อทรง พระชนม์อยู่ไม่ต้อง มีอยู่ ๓. อาบัติที่เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงพระชนม์อยู่ก็ดี ปรินิพพานแล้วก็ดี ภิกษุก็ต้อง มีอยู่ ๑. อาบัติที่ภิกษุต้องในกาล ไม่ต้องในเวลาวิกาล มีอยู่ ๒. อาบัติที่ภิกษุต้องในเวลาวิกาล ไม่ต้องในกาล มีอยู่ ๓. อาบัติที่ภิกษุต้องทั้งในกาล ทั้งในเวลาวิกาล มีอยู่ ๑. อาบัติที่ภิกษุต้องในกลางคืน ไม่ต้องในกลางวัน มีอยู่ ๒. อาบัติที่ภิกษุต้องในกลางวัน ไม่ต้องในกลางคืน มีอยู่ ๓. อาบัติที่ภิกษุต้องทั้งในกลางคืน ทั้งในกลางวัน มีอยู่ ๑. อาบัติที่ภิกษุมีพรรษา ๑๐ จึงต้อง มีพรรษาหย่อน ๑๐ ไม่ต้อง มีอยู่ ๒. อาบัติที่ภิกษุมีพรรษาหย่อน ๑๐ จึงต้อง มีพรรษา ๑๐ ไม่ต้อง มีอยู่ ๓. อาบัติที่ภิกษุทั้งมีพรรษา ๑๐ ทั้งมีพรรษาหย่อน ๑๐ ก็ต้อง มีอยู่ ๑. อาบัติที่ภิกษุมีพรรษา ๕ จึงต้อง มีพรรษาหย่อน ๕ ไม่ต้อง มีอยู่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๓๗}
พระวินัยปิฎก ปริวาร [เอกุตตริกนัย] ๓. ติกวาร ๒. อาบัติที่ภิกษุมีพรรษาหย่อน ๕ จึงต้อง มีพรรษา ๕ ไม่ต้อง มีอยู่ ๓. อาบัติที่ภิกษุทั้งมีพรรษา ๕ ทั้งมีพรรษาหย่อน ๕ ก็ต้อง มีอยู่ ๑. อาบัติที่ภิกษุมีจิตเป็นกุศลจึงต้อง มีจิตเป็นอกุศลไม่ต้อง มีอยู่ ๒. อาบัติที่ภิกษุมีจิตเป็นอกุศลจึงต้อง มีจิตเป็นกุศลไม่ต้อง มีอยู่ ๓. อาบัติที่ภิกษุมีจิตเป็นอัพยากฤตจึงต้อง มีอยู่ ๑. อาบัติที่ภิกษุพรั่งพร้อมด้วยสุขเวทนาจึงต้อง มีอยู่ ๒. อาบัติที่ภิกษุพรั่งพร้อมด้วยทุกขเวทนาจึงต้อง มีอยู่ ๓. อาบัติที่ภิกษุพรั่งพร้อมด้วยอทุกขมสุขเวทนาจึงต้อง มีอยู่ ว่าด้วยวัตถุแห่งการโจท เป็นต้น วัตถุแห่งการโจทมี ๓ อย่าง คือ ๑. เห็น ๒. ได้ยิน ๓. นึกสงสัย การจับสลากมี ๓ อย่าง คือ ๑. ปกปิด ๒. เปิดเผย ๓. กระซิบที่หู ข้อห้ามมี ๓ อย่าง คือ ๑. ความมักมาก ๒. ความไม่สันโดษ ๓. ความไม่ขัดเกลา ข้ออนุญาตมี ๓ อย่าง คือ ๑. ความมักน้อย ๒. ความสันโดษ ๓. ความขัดเกลา ข้อห้ามแม้อื่นอีกมี ๓ อย่าง คือ ๑. ความมักมาก ๒. ความไม่สันโดษ ๓. ความไม่รู้จักประมาณ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๓๘}
พระวินัยปิฎก ปริวาร [เอกุตตริกนัย] ๓. ติกวาร ข้ออนุญาตมี ๓ คือ ๑. ความมักน้อย ๒. ความสันโดษ ๓. ความรู้จักประมาณ บัญญัติมี ๓ คือ ๑. บัญญัติ ๒. อนุบัญญัติ ๓. อนุปปันนบัญญัติ บัญญัติแม้อื่นอีกมี ๓ คือ ๑. สัพพัตถบัญญัติ ๒. ปเทสบัญญัติ ๓. สาธารณบัญญัติ บัญญัติแม้อื่นอีกมี ๓ คือ ๑. อสาธารณบัญญัติ ๒. เอกโตบัญญัติ ๓. อุภโตบัญญัติ ว่าด้วยภิกษุโง่เขลาและฉลาด เป็นต้น อาบัติที่ภิกษุผู้โง่เขลาจึงต้อง ผู้ฉลาดไม่ต้อง มีอยู่ อาบัติที่ภิกษุผู้ฉลาดจึงต้อง ผู้โง่เขลาไม่ต้อง มีอยู่ อาบัติที่ภิกษุทั้งผู้โง่เขลาทั้งผู้ฉลาดก็ต้อง มีอยู่ อาบัติที่ภิกษุต้องในกาฬปักษ์ ไม่ต้องในชุณหปักษ์ มีอยู่ อาบัติที่ภิกษุต้องในชุณหปักษ์ ไม่ต้องในกาฬปักษ์ มีอยู่ อาบัติที่ภิกษุต้องทั้งในกาฬปักษ์ ทั้งในชุณหปักษ์ มีอยู่ การเข้าพรรษาย่อมสำเร็จในกาฬปักษ์ ไม่สำเร็จในชุณหปักษ์ มีอยู่ ปวารณาในวันมหาปวารณาย่อมสำเร็จในชุณหปักษ์ ไม่สำเร็จในกาฬปักษ์ มีอยู่ สังฆกิจที่เหลือย่อมสำเร็จทั้งในกาฬปักษ์ ทั้งในชุณหปักษ์ มีอยู่ อาบัติที่ภิกษุต้องในฤดูหนาว ไม่ต้องทั้งในฤดูร้อน ทั้งในฤดูฝน มีอยู่ อาบัติที่ภิกษุต้องในฤดูร้อน ไม่ต้องทั้งในฤดูหนาว ทั้งในฤดูฝน มีอยู่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๓๙}
พระวินัยปิฎก ปริวาร [เอกุตตริกนัย] ๓. ติกวาร อาบัติที่ภิกษุต้องในฤดูฝน ไม่ต้องทั้งในฤดูหนาว ทั้งในฤดูร้อน มีอยู่ อาบัติที่สงฆ์ต้อง คณะและบุคคลไม่ต้อง มีอยู่ อาบัติที่คณะต้อง สงฆ์และบุคคลไม่ต้อง มีอยู่ อาบัติที่บุคคลต้อง สงฆ์และคณะไม่ต้อง มีอยู่ สังฆอุโบสถและสังฆปวารณาย่อมสำเร็จแก่สงฆ์ ไม่สำเร็จแก่คณะและบุคคล มีอยู่ คณะอุโบสถและคณะปวารณาย่อมสำเร็จแก่คณะ ไม่สำเร็จแก่สงฆ์และบุคคล มีอยู่ อธิษฐานอุโบสถและอธิษฐานปวารณาย่อมสำเร็จแก่บุคคล ไม่สำเร็จแก่สงฆ์และคณะ มีอยู่ ว่าด้วยการปิด เป็นต้น การปิดมี ๓ อย่าง คือ ๑. ปิดวัตถุ ไม่ปิดอาบัติ ๒. ปิดอาบัติ ไม่ปิดวัตถุ ๓. ปิดทั้งวัตถุ ทั้งอาบัติ เครื่องปกปิดมี ๓ อย่าง คือ ๑. เครื่องปกปิดคือเรือนไฟ ๒. เครื่องปกปิดคือน้ำ ๓. เครื่องปกปิดคือผ้า สิ่งที่ปิดบังไม่เปิดเผยไปมี ๓ อย่าง คือ ๑. มาตุคาม ปิดบังไม่เปิดเผยไป ๒. มนต์ของพวกพราหมณ์ ปิดบังไม่เปิดเผยไป ๓. มิจฉาทิฏฐิ ปิดบังไม่เปิดเผยไป สิ่งที่เปิดเผยไม่ปิดบังจึงรุ่งเรืองมี ๓ อย่าง คือ ๑. ดวงจันทร์ เปิดเผยไม่ปิดบังจึงรุ่งเรือง ๒. ดวงอาทิตย์ เปิดเผยไม่ปิดบังจึงรุ่งเรือง ๓. ธรรมวินัย ที่พระตถาคตประกาศแล้ว เปิดเผยไม่ปิดบังจึงรุ่งเรือง
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๔๐}
พระวินัยปิฎก ปริวาร [เอกุตตริกนัย] ๓. ติกวาร การให้ถือเสนาสนะมี ๓ อย่าง คือ ๑. ให้ถือในวันเข้าพรรษาต้น ๒. ให้ถือในวันเข้าพรรษาหลัง ๓. ให้ถือในช่วงพ้นจากระยะนั้น ว่าด้วยอาพาธ เป็นต้น อาบัติที่ภิกษุอาพาธจึงต้อง ไม่อาพาธไม่ต้อง มีอยู่ อาบัติที่ภิกษุไม่อาพาธจึงต้อง อาพาธไม่ต้อง มีอยู่ อาบัติที่ภิกษุทั้งอาพาธ ทั้งไม่อาพาธก็ต้อง มีอยู่ ว่าด้วยงดปาติโมกข์ เป็นต้น การงดปาติโมกข์ที่ไม่ชอบธรรมมี ๓ การงดปาติโมกข์ที่ชอบธรรมมี ๓ ปริวาสมี ๓ อย่าง คือ ๑. ปฏิจฉันนปริวาส ๒. อัปปฏิจฉันนปริวาส ๓. สุทธันตปริวาส มานัตมี ๓ อย่าง คือ ๑. ปฏิจฉันนมานัต ๒. อัปปฏิจฉันนมานัต ๓. ปักขมานัต รัตติเฉทของภิกษุผู้อยู่ปริวาสมี ๓ อย่าง คือ ๑. สหวาสะ(การอยู่ร่วมกัน) ๒. วิปปวาสะ(การอยู่ปราศ) ๓. อนาโรจนา(การไม่บอก) ว่าด้วยต้องอาบัติภายใน เป็นต้น อาบัติที่ภิกษุต้องภายใน ไม่ต้องภายนอก มีอยู่ อาบัติที่ภิกษุต้องภายนอก ไม่ต้องภายใน มีอยู่ อาบัติที่ภิกษุต้องทั้งภายใน ทั้งภายนอก มีอยู่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๔๑}
พระวินัยปิฎก ปริวาร [เอกุตตริกนัย] ๓. ติกวาร อาบัติที่ภิกษุต้องภายในสีมา ไม่ต้องภายนอกสีมา มีอยู่ อาบัติที่ภิกษุต้องภายนอกสีมา ไม่ต้องภายในสีมา มีอยู่ อาบัติที่ภิกษุต้องทั้งภายในสีมา ทั้งภายนอกสีมา มีอยู่ ว่าด้วยต้องอาบัติด้วยอาการ ๓ อย่าง เป็นต้น ภิกษุต้องอาบัติด้วยอาการ ๓ อย่าง คือ ๑. ต้องทางกาย ๒. ต้องทางวาจา ๓. ต้องทางกายกับวาจา ภิกษุต้องอาบัติแม้อื่นอีกด้วยอาการ ๓ อย่าง คือ ๑. ต้องในท่ามกลางสงฆ์ ๒. ต้องในท่ามกลางคณะ ๓. ต้องในสำนักบุคคล ภิกษุออกจากอาบัติด้วยอาการ ๓ อย่าง คือ ๑. ออกด้วยกาย ๒. ออกด้วยวาจา ๓. ออกด้วยกายกับวาจา ภิกษุออกจากอาบัติแม้อื่นอีกด้วยอาการ ๓ อย่าง คือ ๑. ออกในท่ามกลางสงฆ์ ๒. ออกในท่ามกลางคณะ ๓. ออกในสำนักบุคคล ให้อมูฬหวินัยที่ไม่ชอบธรรมมี ๓ ให้อมูฬหวินัยที่ชอบธรรมมี ๓ ว่าด้วยข้อที่สงฆ์มุ่งหวัง เป็นต้น สงฆ์เมื่อมุ่งหวัง พึงลงตัชชนียกรรมแก่ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ คือ ๑. ก่อความบาดหมาง ก่อความทะเลาะ ก่อความวิวาท ก่อความ อื้อฉาว ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ๒. โง่เขลา ไม่ฉลาด มีอาบัติมาก ต้องอาบัติกำหนดไม่ได้ ๓. อยู่คลุกคลีกับคฤหัสถ์ด้วยการคลุกคลีกับคฤหัสถ์ที่ไม่สมควร
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๔๒}
พระวินัยปิฎก ปริวาร [เอกุตตริกนัย] ๓. ติกวาร สงฆ์เมื่อมุ่งหวัง พึงลงนิยสกรรมแก่ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ คือ ๑. ก่อความบาดหมาง ฯลฯ ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ๒. โง่เขลา ไม่ฉลาด มีอาบัติมาก ต้องอาบัติกำหนดไม่ได้ ๓. อยู่คลุกคลีกับคฤหัสถ์ด้วยการคลุกคลีกับคฤหัสถ์ที่ไม่สมควร สงฆ์เมื่อมุ่งหวัง พึงลงปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ คือ ๑. ก่อความบาดหมาง ก่อความทะเลาะ ก่อความวิวาท ก่อเรื่องอื้อฉาวก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ๒. โง่เขลา ไม่ฉลาด มีอาบัติมาก ต้องอาบัติกำหนดไม่ได้ ๓. ประทุษร้ายตระกูล ประพฤติเลวทราม ความประพฤติเลวทราม เขาได้เห็นและได้ยินกันทั่ว สงฆ์เมื่อมุ่งหวัง พึงลงปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ คือ ๑. ก่อความบาดหมาง ก่อความทะเลาะ ก่อความวิวาท ก่อความอื้อฉาวก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ๒. โง่เขลา ไม่ฉลาด มีอาบัติมาก ต้องอาบัติกำหนดไม่ได้ ๓. ด่าบริภาษคฤหัสถ์ สงฆ์เมื่อมุ่งหวัง พึงลงอุกเขปนียกรรม เพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ คือ ๑. ก่อความบาดหมาง ก่อความทะเลาะ ก่อความวิวาท ก่อความอื้อฉาวก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ๒. โง่เขลา ไม่ฉลาด มีอาบัติมาก ต้องอาบัติกำหนดไม่ได้ ๓. ต้องอาบัติแล้วไม่ปรารถนาจะเห็นว่าเป็นอาบัติ @เชิงอรรถ : @ อยู่คลุกคลีกับคฤหัสถ์ด้วยการคลุกคลีกับคฤหัสถ์ที่ไม่สมควร (วิ.จู. (แปล) ๖/๒๗/๕๔)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๔๓}
พระวินัยปิฎก ปริวาร [เอกุตตริกนัย] ๓. ติกวาร สงฆ์เมื่อมุ่งหวัง พึงลงอุกเขปนียกรรม เพราะไม่ทำคืนอาบัติแก่ภิกษุผู้ ประกอบด้วยองค์ ๓ คือ ๑. ก่อความบาดหมาง ก่อความทะเลาะ ก่อความวิวาท ก่อความอื้อฉาวก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ๒. โง่เขลา ไม่ฉลาด มีอาบัติมาก ต้องอาบัติกำหนดไม่ได้ ๓. ต้องอาบัติแล้วไม่ปรารถนาจะทำคืนอาบัติ สงฆ์เมื่อมุ่งหวัง พึงลงอุกเขปนียกรรม เพราะไม่สละทิฏฐิบาป แก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ คือ ๑. ก่อความบาดหมาง ฯลฯ ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ๒. โง่เขลา ไม่ฉลาด มีอาบัติมาก ต้องอาบัติกำหนดไม่ได้ ๓. ไม่ปรารถนาจะสละทิฏฐิบาป สงฆ์เมื่อมุ่งหวัง พึงตั้งใจมั่นลงอุกเขปนียกรรม แก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ คือ ๑. ก่อความบาดหมาง ฯลฯ ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ๒. โง่เขลา ไม่ฉลาด มีอาบัติมาก ต้องอาบัติกำหนดไม่ได้ ๓. อยู่คลุกคลีกับคฤหัสถ์ด้วยการคลุกคลีกับคฤหัสถ์ที่ไม่สมควร สงฆ์พึงลงโทษภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ คือ ๑. เป็นอลัชชี ๒. เป็นผู้โง่เขลา ๓. ไม่เป็นปกตัตตะ สงฆ์พึงลงโทษภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อีกอย่าง คือ ๑. มีสีลวิบัติในอธิศีล ๒. มีอาจารวิบัติในอัชฌาจาร ๓. มีทิฏฐิวิบัติในอติทิฏฐิ สงฆ์พึงลงโทษภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อีกอย่าง คือ ๑. เป็นผู้ประกอบด้วยการเล่นคะนองทางกาย ๒. เป็นผู้ประกอบด้วยการเล่นคะนองทางวาจา ๓. เป็นผู้ประกอบด้วยการเล่นคะนองทางกายและทางวาจา
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๔๔}
พระวินัยปิฎก ปริวาร [เอกุตตริกนัย] ๓. ติกวาร สงฆ์พึงลงโทษภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก คือ ๑. เป็นผู้ประกอบด้วยความประพฤติที่ไม่สมควรทางกาย ๒. เป็นผู้ประกอบด้วยความประพฤติที่ไม่สมควรทางวาจา ๓. เป็นผู้ประกอบด้วยความประพฤติที่ไม่สมควรทางกายและทางวาจา สงฆ์พึงลงโทษภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก คือ ๑. เป็นผู้ประกอบด้วยการทำลายทางกาย ๒. เป็นผู้ประกอบด้วยการทำลายทางวาจา ๓. เป็นผู้ประกอบด้วยการทำลายทางกายและทางวาจา สงฆ์พึงลงโทษภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก คือ ๑. เป็นผู้ประกอบด้วยมิจฉาชีพทางกาย ๒. เป็นผู้ประกอบด้วยมิจฉาชีพทางวาจา ๓. เป็นผู้ประกอบด้วยมิจฉาชีพทางกายและทางวาจา สงฆ์พึงลงโทษภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก คือ ๑. ต้องอาบัติถูกสงฆ์ลงโทษ แล้วให้อุปสมบท ๒. ให้นิสัย ๓. ให้สามเณรอุปัฏฐาก สงฆ์พึงลงโทษภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก คือ ๑. ต้องอาบัติที่สงฆ์ลงโทษ ๒. ต้องอาบัติอื่นเช่นนั้น ๓. ต้องอาบัติที่เลวทรามกว่านั้น สงฆ์พึงลงโทษภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก คือ ๑. กล่าวติเตียนพระพุทธเจ้า ๒. กล่าวติเตียนพระธรรม ๓. กล่าวติเตียนพระสงฆ์ ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ คือ ๑. เป็นอลัชชี ๒. โง่เขลา ๓. ไม่เป็นปกตัตตะ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๔๕}
พระวินัยปิฎก ปริวาร [เอกุตตริกนัย] ๓. ติกวาร งดอุโบสถในท่ามกลางสงฆ์ สงฆ์พึงกล่าวห้ามว่า “พอทีภิกษุ อย่าก่อความบาดหมาง อย่าก่อความทะเลาะ อย่าก่อความแก่งแย่ง อย่าก่อความวิวาท” แล้วจึงทำอุโบสถ ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ คือ ๑. เป็นอลัชชี ๒. โง่เขลา ๓. ไม่เป็นปกตัตตะ งดปวารณาในท่ามกลางสงฆ์ สงฆ์พึงกล่าวห้ามว่า “พอทีภิกษุ อย่าก่อความบาดหมาง อย่าก่อความทะเลาะ อย่าก่อความแก่งแย่ง อย่าก่อความวิวาท” แล้วพึงปวารณา สงฆ์ไม่พึงให้สังฆสมมติอะไรๆ แก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ คือ ๑. เป็นอลัชชี ๒. โง่เขลา ๓. ไม่เป็นปกตัตตะ สงฆ์ไม่พึงว่ากล่าวแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ คือ ๑. เป็นอลัชชี ๒. โง่เขลา ๓. ไม่เป็นปกตัตตะ สงฆ์ไม่พึงแต่งตั้งภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ ไว้ในตำแหน่งเฉพาะไรๆ คือ ๑. เป็นอลัชชี ๒. โง่เขลา ๓. ไม่เป็นปกตัตตะ ภิกษุทั้งหลายไม่พึงอาศัยภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ คือ ๑. เป็นอลัชชี ๒. โง่เขลา ๓. ไม่เป็นปกตัตตะ ไม่พึงให้นิสัยแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ คือ ๑. เป็นอลัชชี ๒. โง่เขลา ๓. ไม่เป็นปกตัตตะ ไม่พึงให้โอกาสภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ ที่ขอโอกาส คือ ๑. เป็นอลัชชี ๒. โง่เขลา ๓. มิใช่เป็นปกตัตตะ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๔๖}
พระวินัยปิฎก ปริวาร [เอกุตตริกนัย] ๓. ติกวาร ไม่พึงเชื่อถือคำให้การของภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ คือ ๑. เป็นอลัชชี ๒. โง่เขลา ๓. ไม่เป็นปกตัตตะ ไม่พึงถามวินัยภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ คือ ๑. เป็นอลัชชี ๒. โง่เขลา ๓. ไม่เป็นปกตัตตะ ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ ไม่พึงถามวินัย คือ ๑. เป็นอลัชชี ๒. โง่เขลา ๓. ไม่เป็นปกตัตตะ ไม่พึงวิสัชนาวินัยแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ คือ ๑. เป็นอลัชชี ๒. โง่เขลา ๓. ไม่เป็นปกตัตตะ ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ ไม่พึงวิสัชนาวินัย คือ ๑. เป็นอลัชชี ๒. โง่เขลา ๓. ไม่เป็นปกตัตตะ ไม่พึงให้คำซักถามแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ คือ ๑. เป็นอลัชชี ๒. โง่เขลา ๓. ไม่เป็นปกตัตตะ ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ ไม่พึงสนทนาวินัยด้วย คือ ๑. เป็นอลัชชี ๒. โง่เขลา ๓. ไม่เป็นปกตัตตะ ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ ไม่พึงให้กุลบุตรอุปสมบท ไม่พึงให้นิสัย ไม่พึงใช้สามเณรอุปัฏฐาก คือ ๑. เป็นอลัชชี ๒. โง่เขลา ๓. ไม่เป็นปกตัตตะ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๔๗}
พระวินัยปิฎก ปริวาร [เอกุตตริกนัย] ๓. ติกวาร ว่าด้วยอุโบสถ เป็นต้น อุโบสถมี ๓ อย่าง คือ ๑. อุโบสถในวัน ๑๔ ค่ำ ๒. อุโบสถในวัน ๑๕ ค่ำ ๓. อุโบสถสามัคคี อุโบสถแม้อื่นอีกมี ๓ อย่าง คือ ๑. สังฆอุโบสถ ๒. คณอุโบสถ ๓. บุคคลอุโบสถ อุโบสถแม้อื่นอีกมี ๓ อย่าง คือ ๑. สัตตุทเทสอุโบสถ ๒. ปาริสุทธิอุโบสถ ๓. อธิฐานอุโบสถ ปวารณามี ๓ อย่าง คือ ๑. ปวารณาในวัน ๑๔ ค่ำ ๒. ปวารณาในวัน ๑๕ ค่ำ ๓. สามัคคีปวารณา ปวารณาแม้อื่นอีกมี ๓ อย่าง คือ ๑. สังฆปวารณา ๒. คณปวารณา ๓. บุคคลปวารณา ปวารณาแม้อื่นอีกมี ๓ อย่าง คือ ๑. ปวารณา ๓ หน ๒. ปวารณา ๒ หน ๓. ปวารณามีพรรษาเท่ากัน บุคคลต้องไปเกิดในอบาย ต้องไปเกิดในนรกมี ๓ จำพวก คือ ๑. บุคคลที่ไม่เป็นพรหมจารี แต่ปฏิญญาว่าเป็นพรหมจารี ๒. บุคคลผู้ใส่ความพรหมจารีผู้บริสุทธิ์ ผู้ประพฤติพรหมจรรย์บริสุทธิ์ ด้วยอพรหมจรรย์ไม่มีมูล ๓. บุคคลผู้มีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า โทษในกามไม่มีแล้วถึง ความเป็นผู้หมกมุ่นในกามทั้งหลาย @เชิงอรรถ : @ องฺ.ติก (แปล) ๒๐/๑๑๔/๓๕๗
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๔๘}
พระวินัยปิฎก ปริวาร [เอกุตตริกนัย] ๓. ติกวาร อกุศลมูลมี ๓ อย่าง คือ ๑. อกุศลมูลคือโลภะ ๒. อกุศลมูลคือโทสะ ๓. อกุศลมูลคือโมหะ กุศลมูลมี ๓ อย่าง คือ ๑. กุศลมูลคืออโลภะ ๒. กุศลมูลคืออโทสะ ๓. กุศลมูลคืออโมหะ ทุจริตมี ๓ อย่าง คือ ๑. กายทุจริต ๒. วจีทุจริต ๓. มโนทุจริต สุจริตมี ๓ อย่าง คือ ๑. กายสุจริต ๒. วจีสุจริต ๓. มโนสุจริต พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติติกโภชนะในตระกูล โดยอาศัยอำนาจประโยชน์ ๓ประการ คือ ๑. เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก ๒. เพื่ออยู่ผาสุกแห่งเหล่าภิกษุผู้มีศีลดีงาม ด้วยประสงค์ว่า “พวกมักมากอย่าอาศัยฝักฝ่ายทำลายสงฆ์” ๓. เพื่อทรงอนุเคราะห์ตระกูล พระเทวทัตมีจิตถูกอสัทธรรม ๓ อย่าง คือ ๑. ความปรารถนาชั่ว ๒. ความมีมิตรชั่ว ๓. การได้บรรลุคุณวิเศษขั้นต่ำแล้วเลิกเสียกลางคัน ครอบงำย่ำยี จึงไปเกิดในอบาย ไปเกิดในนรก ดำรงอยู่ชั่วกัป แก้ไขไม่ได้ สมมติมี ๓ อย่าง คือ ๑. สมมติไม้เท้า ๒. สมมติสาแหรก ๓. สมมติไม้เท้าและสาแหรก
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๔๙}
พระวินัยปิฎก ปริวาร [เอกุตตริกนัย] หัวข้อประจำวาร ฐานวางเท้า มี ๓ อย่าง คือ ๑. ฐานวางเท้าถ่ายอุจจาระ ๒. ฐานวางเท้าถ่ายปัสสาวะ ๓. ฐานวางเท้าชำระ สิ่งของสำหรับถูเท้ามี ๓ อย่าง คือ ๑. ศิลา ๒. กรวด ๓. ศิลาฟองน้ำ ติกวาร จบ หัวข้อประจำวาร อาบัติที่ต้องเมื่อพระผู้มีพระภาคทรงพระชนม์ อาบัติที่ต้องในกาล ในกลางคืน อาบัติที่ภิกษุมีพรรษา ๑๐ ต้อง อาบัติที่ภิกษุมีพรรษา ๕ ต้อง อาบัติที่ภิกษุมีกุศลจิตต้อง อาบัติที่ภิกษุมีเวทนาต้อง วัตถุแห่งการโจท การจับสลาก ข้อห้าม ๒ เรื่อง ข้อบัญญัติ ข้อบัญญัติอื่นอีก ๒ เรื่อง ภิกษุโง่เขลา การสำเร็จในกาฬปักษ์ การต้องอาบัติในฤดูหนาว สังฆอุโบสถสำเร็จแก่สงฆ์ การปิด เครื่องปกปิด สิ่งปิดบัง สิ่งเปิดเผย การให้ถือเสนาสนะ ภิกษุอาพาธ การงดปาติโมกข์ ปริวาส มานัต ปริวาสิกภิกษุ อาบัติที่ต้องภายใน อาบัติที่ต้องภายในสีมา การต้องอาบัติด้วยอาการ ๓ การต้องอาบัติอื่นอีก ๓ การออกจากอาบัติ ๓ การออกจากอาบัติอื่นอีก ๓ อมูฬหวินัย ๒ อย่าง ตัชชนียกรรม นิยสกรรม ปัพพาชนียกรรม ปฏิสารณียกรรม อุกเขปนียกรรมเพราะไม่เห็นอาบัติ ไม่ทำคืนอาบัติ ไม่สละทิฏฐิ การตั้งใจมั่นลงอุกเขปนียกรรม ผู้มีศีลวิบัติในอธิศีล ผู้คะนอง การประพฤติไม่สมควร การทำลาย อาชีววิบัติ ต้องอาบัติ ต้องอาบัติเช่นนั้น การกล่าวติเตียน การงดอุโบสถ การงดปวารณา สมมติ ว่ากล่าว ตำแหน่งเฉพาะ ไม่อาศัย
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๕๐}
พระวินัยปิฎก ปริวาร [เอกุตตริกนัย] ๔. จตุกกวาร ไม่ให้นิสัย ไม่ให้โอกาส ไม่เชื่อถือคำให้การ ไม่ถาม ๒ เรื่อง ไม่ตอบ ๒ เรื่อง ไม่พึงให้ซักถาม ไม่สนทนา ไม่พึงอุปสมบท ไม่พึงให้นิสัย ไม่พึงใช้สามเณรอุปัฏฐาก อุโบสถ ๓ หมวด ปวารณา ๓ หมวด ผู้ไปเกิดในอบาย อกุศล กุศล ทุจริต สุจริต ติกโภชนะ อสัทธรรม สมมติ ฐานวางเท้า สิ่งของถูเท้า หัวข้อตามที่กล่าวมานี้ จัดเข้าในหมวด ๓
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๘ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๘ ปริวาร หมวดที่ ๓ ว่าด้วยพระผู้มีพระภาคทรงพระชนม์อยู่เป็นต้น
อตฺถาปตฺติ ติฏฺฐนฺเต ภควติ อาปชฺชติ โน ปรินิพฺพุเต อตฺถาปตฺติ ปรินิพฺพุเต ภควติ อาปชฺชติ โน ติฏฺฐนฺเต อตฺถาปตฺติ ติฏฺฐนฺเตปิ ภควติ อาปชฺชติ ปรินิพฺพุเตปิ ฯ อตฺถาปตฺติ กาเล อาปชฺชติ โน วิกาเล อตฺถาปตฺติ วิกาเล อาปชฺชติ โน กาเล อตฺถาปตฺติ กาเล เจว อาปชฺชติ วิกาเล จ ฯ อตฺถาปตฺติ รตฺตึ อาปชฺชติ โน ทิวา อตฺถาปตฺติ ทิวา อาปชฺชติ โน รตฺตึ อตฺถาปตฺติ รตฺติญฺเจว อาปชฺชติ ทิวา จ ฯ อตฺถาปตฺติ ทสวสฺโส อาปชฺชติ โน อูนทสวสฺโส อตฺถาปตฺติ อูนทสวสฺโส อาปชฺชติ โน ทสวสฺโส อตฺถาปตฺติ ทสวสฺโส เจว อาปชฺชติ อูนทสวสฺโส จ ฯ อตฺถาปตฺติ ปญฺจวสฺโส อาปชฺชติ โน อูนปญฺจวสฺโส อตฺถาปตฺติ อูนปญฺจวสฺโส อาปชฺชติ โน ปญฺจวสฺโส อตฺถาปตฺติ ปญฺจวสฺโส เจว อาปชฺชติ อูนปญฺจวสฺโส จ ฯ อตฺถาปตฺติ กุสลจิตฺโต อาปชฺชติ โน อกุสลจิตฺโต อตฺถาปตฺติ อกุสลจิตฺโต อาปชฺชติ โน กุสลจิตฺโต อตฺถาปตฺติ อพฺยากตจิตฺโต อาปชฺชติ ฯ อตฺถาปตฺติ สุขเวทนาสมงฺคี อาปชฺชติ อตฺถาปตฺติ ทุกฺขเวทนาสมงฺคี อาปชฺชติ อตฺถาปตฺติ อทุกฺขมสุขเวทนาสมงฺคี อาปชฺชติ ฯ
มีอยู่ อาบัติ เมื่อพระผู้มีพระภาคยังทรงพระชนม์ ภิกษุจึงต้อง เมื่อปรินิพพานแล้ว ไม่ต้อง มีอยู่ อาบัติ เมื่อพระผู้มีพระภาคปรินิพพานแล้ว ภิกษุจึงต้อง เมื่อยังทรงพระชนม์ไม่ต้อง มีอยู่ อาบัติ เมื่อพระผู้มีพระภาคยังทรงพระชนม์ก็ดี ปรินิพพานแล้วก็ดี ภิกษุต้อง. มีอยู่ อาบัติ ภิกษุต้องในกาล หาต้องในเวลาวิกาลไม่ มีอยู่ อาบัติ ภิกษุต้องในเวลาวิกาล หาต้องในกาลไม่ มีอยู่ อาบัติ ภิกษุต้องในกาล และในเวลาวิกาล. มีอยู่ อาบัติ ภิกษุต้องในกลางคืน หาต้องในกลางวันไม่ มีอยู่ อาบัติ ภิกษุต้องในกลางวัน หาต้องในกลางคืนไม่ มีอยู่ อาบัติ ภิกษุต้องในกลางคืน และกลางวัน. มีอยู่ อาบัติ ภิกษุมีพรรษา ๑๐ จึงต้อง มีพรรษาหย่อน ๑๐ ไม่ต้อง มีอยู่ อาบัติ ภิกษุมีพรรษาหย่อน ๑๐ จึงต้อง มีพรรษา ๑๐ ไม่ต้อง มีอยู่ อาบัติ ภิกษุมีพรรษา ๑๐ และมีพรรษาหย่อน ๑๐ ก็ต้อง. มีอยู่ อาบัติ ภิกษุมีพรรษา ๕ จึงต้อง มีพรรษาหย่อน ๕ ไม่ต้อง มีอยู่ อาบัติ ภิกษุมีพรรษาหย่อน ๕ จึงต้อง มีพรรษา ๕ ไม่ต้อง มีอยู่ อาบัติ ภิกษุมีพรรษา ๕ และมีพรรษาหย่อน ๕ ก็ต้อง. มีอยู่ อาบัติ ภิกษุมีจิตเป็นกุศล จึงต้อง มีจิตเป็นอกุศลไม่ต้อง มีอยู่ อาบัติ ภิกษุมีจิตเป็นอกุศล จึงต้อง มีจิตเป็นกุศลไม่ต้อง มีอยู่ อาบัติ ภิกษุมีจิตเป็นอัพยากฤต จึงต้อง. มีอยู่ อาบัติ ภิกษุพรั่งพร้อมด้วยสุขเวทนา จึงต้อง มีอยู่ อาบัติ ภิกษุพรั่งพร้อมด้วยทุกขเวทนา จึงต้อง มีอยู่ อาบัติ ภิกษุพรั่งพร้อมด้วยอทุกขมสุขเวทนา จึงต้อง. ว่าด้วยวัตถุแห่งการโจทเป็นต้น
ตีณิ โจทนาวตฺถูนิ ทิฏฺเฐน สุเตน ปริสงฺกาย ฯ ตโย สลากคาหา คูฬฺหโก วิวฏโก สกณฺณชปฺปโก ฯ ตโย ปฏิกฺเขปา มหิจฺฉตา อสนฺตุฏฺฐตา อสลฺเลขตา ฯ ตโย อนุญฺญาตา อปฺปิจฺฉตา สนฺตุฏฺฐตา สลฺเลขตา ฯ อปเรปิ ตโย ปฏิกฺเขปา มหิจฺฉตา อสนฺตุฏฺฐตา อมตฺตญฺญุตา ฯ ตโย อนุญฺญาตา อปฺปิจฺฉตา สนฺตุฏฺฐตา มตฺตญฺญุตา ฯ ติสฺโส ปญฺญตฺติโย ปญฺญตฺติ อนุปฺปญฺญตฺติ อนุปฺปนฺนปญฺญตฺติ ฯ อปราปิ ติสฺโส ปญฺญตฺติโย สพฺพตฺถปญฺญตฺติ ปเทสปญฺญตฺติ สาธารณปญฺญตฺติ ฯ อปราปิ ติสฺโส ปญฺญตฺติโย อสาธารณปญฺญตฺติ เอกโตปญฺญตฺติ อุภโตปญฺญตฺติ ฯ
วัตถุแห่งการโจทมี ๓ คือ เห็น ๑ ได้ยิน ๑ รังเกียจ ๑. การให้จับสลากมี ๓ คือ ปกปิด ๑ เปิดเผย ๑ กระซิบที่หู ๑. ข้อห้ามมี ๓ คือ ความมักมาก ๑ ความไม่สันโดษ ๑ ความไม่ขัดเกลา ๑. ข้ออนุญาตมี ๓ คือ ความมักน้อย ๑ ความสันโดษ ๑ ความขัดเกลา ๑. ข้อห้ามแม้อื่นอีก ๓ คือ ความมักมาก ๑ ความไม่สันโดษ ๑ ความไม่รู้จักประมาณ ๑. ข้ออนุญาตมี ๓ คือ ความมักน้อย ๑ ความสันโดษ ๑ ความรู้จักประมาณ ๑. บัญญัติมี ๓ คือ บัญญัติ ๑ อนุบัญญัติ ๑ อนุปันนบัญญัติ ๑. บัญญัติแม้อื่นอีก ๓ คือ สัพพัตถบัญญัติ ๑ ปเทสบัญญัติ ๑ สาธารณบัญญัติ ๑. บัญญัติแม้อื่นอีก ๓ คือ อสาธารณบัญญัติ ๑ เอกโตบัญญัติ ๑ อุภโตบัญญัติ ๑. ว่าด้วยภิกขุโง่และฉลาดเป็นต้น
อตฺถาปตฺติ พาโล อาปชฺชติ โน ปณฺฑิโต อตฺถาปตฺติ ปณฺฑิโต อาปชฺชติ โน พาโล อตฺถาปตฺติ พาโล เจว อาปชฺชติ ปณฺฑิโต จ ฯ อตฺถาปตฺติ กาเฬ อาปชฺชติ โน ชุเณฺห อตฺถาปตฺติ ชุเณฺห อาปชฺชติ โน กาเฬ อตฺถาปตฺติ กาเฬ เจว อาปชฺชติ ชุเณฺห จ ฯ อตฺถิ กาเฬ กปฺปติ โน ชุเณฺห อตฺถิ ชุเณฺห กปฺปติ โน กาเฬ อตฺถิ กาเฬ เจว กปฺปติ ชุเณฺห จ ฯ อตฺถาปตฺติ เหมนฺเต อาปชฺชติ โน จ คิเมฺห โน จ วสฺเส อตฺถาปตฺติ คิเมฺห อาปชฺชติ โน จ เหมนฺเต โน จ วสฺเส อตฺถาปตฺติ วสฺเส อาปชฺชติ โน จ คิเมฺห โน จ เหมนฺเต ฯ อตฺถาปตฺติ สงฺโฆ อาปชฺชติ โน คโณ โน ปุคฺคโล อตฺถาปตฺติ คโณ อาปชฺชติ โน สงฺโฆ โน ปุคฺคโล อตฺถาปตฺติ ปุคฺคโล อาปชฺชติ โน สงฺโฆ โน คโณ ฯ อตฺถิ สงฺฆสฺส กปฺปติ น คณสฺส น ปุคฺคลสฺส อตฺถิ คณสฺส กปฺปติ น สงฺฆสฺส น ปุคฺคลสฺส อตฺถิ ปุคฺคลสฺส กปฺปติ น สงฺฆสฺส น คณสฺส ฯ
มีอยู่ อาบัติ ภิกษุเป็นผู้โง่ จึงต้อง เป็นผู้ฉลาดไม่ต้อง มีอยู่ อาบัติ ภิกษุเป็นผู้ฉลาด จึงต้อง เป็นผู้โง่ไม่ต้อง มีอยู่ อาบัติ ภิกษุเป็นผู้ทั้งโง่ทั้งฉลาด จึงต้อง. มีอยู่ อาบัติ ภิกษุต้องในกาฬปักษ์ ไม่ต้องในชุณหปักษ์ มีอยู่ อาบัติ ภิกษุต้องในชุณหปักษ์ ไม่ต้องในกาฬปักษ์ มีอยู่ อาบัติ ภิกษุต้องทั้งในกาฬปักษ์ และชุณหปักษ์. มีอยู่ การเข้าพรรษาย่อมควรในกาฬปักษ์ หาควรในชุณหปักษ์ไม่ มีอยู่ ปวารณาในวันมหาปวารณา ย่อมควรในชุณหปักษ์ หาควรในกาฬปักษ์ไม่ มีอยู่ สังฆกิจที่เหลือ ย่อมควรทั้งในกาฬปักษ์และชุณหปักษ์. มีอยู่ อาบัติ ภิกษุย่อมต้องในฤดูหนาว ไม่ต้องในฤดูร้อนและในฤดูฝน มีอยู่ อาบัติ ภิกษุย่อมต้องในฤดูร้อน ไม่ต้องในฤดูหนาวและในฤดูฝน มีอยู่ อาบัติ ภิกษุย่อมต้องในฤดูฝน ไม่ต้องในฤดูร้อนและในฤดูหนาว. มีอยู่ อาบัติ สงฆ์ต้อง คณะ และบุคคล ไม่ต้อง มีอยู่ อาบัติ คณะต้อง สงฆ์ และบุคคล ไม่ต้อง มีอยู่ อาบัติ บุคคลต้อง สงฆ์ และคณะ ไม่ต้อง. มีอยู่ สังฆอุโบสถและสังฆปวารณา ควรแก่สงฆ์ ไม่ควรแก่คณะ และบุคคล มีอยู่ คณะอุโบสถ และคณะปวารณา ควรแก่คณะ ไม่ควรแก่สงฆ์ และบุคคล มีอยู่ อธิษฐานอุโบสถ และอธิษฐานปวารณา ควรแก่บุคคล ไม่ควรแก่สงฆ์ และคณะ. ว่าด้วยการปิดเป็นต้น
ติสฺโส ฉาทนา วตฺถุํ ฉาเทติ โน อาปตฺตึ อาปตฺตึ ฉาเทติ โน วตฺถุํ วตฺถุญฺเจว ฉาเทติ อาปตฺติญฺจ ฯ ติสฺโส ปฏิจฺฉาทิโย ชนฺตาฆรปฏิจฺฉาทิ อุทกปฏิจฺฉาทิ วตฺถปฏิจฺฉาทิ ฯ ตีณิ ปฏิจฺฉนฺนานิ วหนฺติ โน วิวฏานิ มาตุคาโม ปฏิจฺฉนฺโน วหติ โน วิวโฏ พฺราหฺมณานํ มนฺตา ปฏิจฺฉนฺนา วหนฺติ โน วิวฏา มิจฺฉาทิฏฺฐิ ปฏิจฺฉนฺนา วหติ โน วิวฏา ฯ ตีณิ วิวฏานิ วิโรจนฺติ โน ปฏิจฺฉนฺนานิ จนฺทมณฺฑลํ วิวฏํ วิโรจติ โน ปฏิจฺฉนฺนํ สุริยมณฺฑลํ วิวฏํ วิโรจติ โน ปฏิจฺฉนฺนํ ตถาคตปฺปเวทิโต ธมฺมวินโย วิวโฏ วิโรจติ โน ปฏิจฺฉนฺโน ฯ ตโย เสนาสนคาหา ปุริมโก ปจฺฉิมโก อนฺตรามุตฺตโก ฯ
การปิดมี ๓ คือ ปิดวัตถุ ไม่ปิดอาบัติ ๑ ปิดอาบัติ ไม่ปิดวัตถุ ๑ ปิดทั้งวัตถุและอาบัติ ๑. เครื่องปกปิดมี ๓ คือ เครื่องปกปิด คือ เรือนไฟ ๑ เครื่องปกปิด คือ น้ำ ๑เครื่องปกปิด คือ ผ้า ๑. สิ่งที่กำบังไม่เปิดเผยนำไปมี ๓ คือ มาตุคาม กำบังไม่เปิดเผยนำไป ๑ มนต์ของพวกพราหมณ์กำบังไม่เปิดเผยนำไป ๑ มิจฉาทิฏฐิกำบังไม่เปิดเผยนำไป ๑. สิ่งที่เปิดเผยไม่กำบังจึงรุ่งเรืองมี ๓ คือ ดวงจันทร์เปิดเผย ไม่กำบังจึงรุ่งเรือง ๑ดวงอาทิตย์เปิดเผยไม่กำบังจึงรุ่งเรือง ๑ ธรรมวินัยอันพระตถาคตเจ้า ประกาศแล้วเปิดเผยไม่กำบังจึงรุ่งเรือง ๑. การให้ถือเสนาสนะมี ๓ คือ ให้ถือในวันเข้าพรรษาต้น ๑ ให้ถือในวันเข้าพรรษาหลัง ๑ ให้ถือพ้นระหว่างนั้น ๑. ว่าด้วยอาพาธเป็นต้น
อตฺถาปตฺติ คิลาโน อาปชฺชติ โน อคิลาโน อตฺถาปตฺติ อคิลาโน อาปชฺชติ โน คิลาโน อตฺถาปตฺติ คิลาโน เจว อาปชฺชติ อคิลาโน จ ฯ
มีอยู่ อาบัติ ภิกษุอาพาธ จึงต้อง ไม่อาพาธ ไม่ต้อง มีอยู่ อาบัติ ภิกษุไม่อาพาธ จึงต้อง อาพาธไม่ต้อง มีอยู่ อาบัติ ภิกษุอาพาธและไม่อาพาธก็ต้อง. ว่าด้วยงดปาติโมกข์เป็นต้น
ตีณิ อธมฺมิกานิ ปาติโมกฺขฏฺฐปนานิ ฯ ตีณิ ธมฺมิกานิ ปาติโมกฺขฏฺฐปนานิ ฯ ตโย ปริวาสา ปฏิจฺฉนฺนปริวาโส อปฺปฏิจฺฉนฺนปริวาโส สุทฺธนฺตปริวาโส ฯ ตโย มานตฺตา ปฏิจฺฉนฺนมานตฺตํ อปฺปฏิจฺฉนฺนมานตฺตํ ปกฺขมานตฺตํ ฯ ตโย ปาริวาสิกสฺส ภิกฺขุโน รตฺติจฺเฉทา สหวาโส วิปฺปวาโส อนาโรจนา ฯ
การงดปาติโมกข์ ไม่เป็นธรรมมี ๓ การงดปาติโมกข์ เป็นธรรมมี ๓. ปริวาสมี ๓ คือ ปฏิจฉันนปริวาส ๑ อัปปฏิจฉันนปริวาส ๑ สุทธันตปริวาส ๑. มานัตมี ๓ คือ ปฏิจฉันนมานัต ๑ อัปปฏิจฉันนมานัต ๑ ปักขมานัต ๑. รัตติเฉทของภิกษุผู้อยู่ปริวาสมี ๓ คือ อยู่ร่วม ๑ อยู่ปราศ ๑ ไม่บอก ๑. ว่าด้วยต้องอาบัติภายในเป็นต้น
อตฺถาปตฺติ อนฺโต อาปชฺชติ โน พหิ อตฺถาปตฺติ พหิ อาปชฺชติ โน อนฺโต อตฺถาปตฺติ อนฺโต เจว อาปชฺชติ พหิ จ ฯ อตฺถาปตฺติ อนฺโตสีมาย อาปชฺชติ โน พหิสีมาย อตฺถาปตฺติ พหิสีมาย อาปชฺชติ โน อนฺโตสีมาย อตฺถาปตฺติ อนฺโตสีมาย เจว อาปชฺชติ พหิสีมาย จ ฯ
มีอยู่ อาบัติ ภิกษุต้องภายใน ไม่ต้องภายนอก มีอยู่ อาบัติ ภิกษุต้องภายนอก ไม่ต้องภายใน มีอยู่ อาบัติ ภิกษุต้องทั้งภายในทั้งภายนอก. มีอยู่ อาบัติ ภิกษุต้องภายในสีมา ไม่ต้องภายนอกสีมา มีอยู่ อาบัติ ภิกษุต้องภายนอกสีมา ไม่ต้องภายในสีมา มีอยู่ อาบัติ ภิกษุต้องทั้งภายในสีมา ทั้งภายนอกสีมา. ว่าด้วยต้องอาบัติด้วยอาการ ๓ อย่างเป็นต้น
ตีหากาเรหิ อาปตฺตึ อาปชฺชติ กาเยน อาปชฺชติ วาจาย อาปชฺชติ กาเยน วาจาย อาปชฺชติ ฯ อปเรหิปิ ตีหากาเรหิ อาปตฺตึ อาปชฺชติ สงฺฆมชฺเฌ คณมชฺเฌ ปุคฺคลสฺส สนฺติเก ฯ ตีหากาเรหิ อาปตฺติยา วุฏฺฐาติ กาเยน วุฏฺฐาติ วาจาย วุฏฺฐาติ กาเยน วาจาย วุฏฺฐาติ ฯ อปเรหิปิ ตีหากาเรหิ อาปตฺติยา วุฏฺฐาติ สงฺฆมชฺเฌ คณมชฺเฌ ปุคฺคลสฺส สนฺติเก ฯ ติณี อธมฺมิกานิ อมูฬฺหวินยสฺส ทานานิ ฯ ตีณิ ธมฺมิกานิ อมูฬฺหวินยสฺส ทานานิ ฯ
ภิกษุต้องอาบัติด้วยอาการ ๓ อย่าง คือ ต้องด้วยกาย ๑ ต้องด้วยวาจา ๑ต้องด้วยกายวาจา ๑. ภิกษุต้องอาบัติด้วยอาการแม้อื่นอีก ๓ คือ ต้องในท่ามกลางสงฆ์ ๑ ต้องในท่ามกลางคณะ ๑ ต้องในสำนักบุคคล ๑. ภิกษุออกจากอาบัติด้วยอาการ ๓ คือ ออกด้วยกาย ๑ ออกด้วยวาจา ๑ ออกด้วยกายวาจา ๑. ภิกษุออกจากอาบัติด้วยอาการแม้อื่นอีก ๓ คือ ออกในท่ามกลางสงฆ์ ๑ ออกในท่ามกลางคณะ ๑ ออกในสำนักบุคคล ๑. ให้อมูฬหวินัยไม่เป็นธรรมมี ๓ ให้อมูฬหวินัยเป็นธรรมมี ๓. ว่าด้วยข้อที่สงฆ์จำนงเป็นต้น
ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อากงฺขมาโน สงฺโฆ ตชฺชนียกมฺมํ กเรยฺย ภณฺฑนการโก โหติ กลหการโก วิวาทการโก ภสฺสการโก สงฺเฆ อธิกรณการโก พาโล โหติ อพฺยตฺโต อาปตฺติพหุโล อนปทาโน คิหิสํสฏฺโฐ วิหรติ อนนุโลมิเกหิ คิหิสํสคฺเคหิ ฯ {๙๖๒.๑} ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อากงฺขมาโน สงฺโฆ นิยสฺสกมฺมํ กเรยฺย ภณฺฑนการโก โหติ ฯเปฯ สงฺเฆ อธิกรณการโก พาโล โหติ อพฺยตฺโต อาปตฺติพหุโล อนปทาโน คิหิสํสฏฺโฐ วิหรติ อนนุโลมิเกห คิหิสํสคฺเคหิ ฯ {๙๖๒.๒} ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อากงฺขมาโน สงฺโฆ ปพฺพาชนียกมฺมํ กเรยฺย ภณฺฑนการโก โหติ ฯเปฯ สงฺเฆ อธิกรณการโก พาโล โหติ อพฺยตฺโต อาปตฺติพหุโล อนปทาโน กุลทูสโก โหติ ปาปสมาจาโร ฯ {๙๖๒.๓} ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อากงฺขมาโน สงฺโฆ ปฏิสารณียกมฺมํ กเรยฺย ภณฺฑนการโก โหติ ฯเปฯ สงฺเฆ อธิกรณการโก พาโล โหติ อพฺยตฺโต อาปตฺติพหุโล อนปทาโน คิหึ อกฺโกสติ ปริภาสติ ฯ {๙๖๒.๔} ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อากงฺขมาโน สงฺโฆ อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺมํ กเรยฺย ภณฺฑนการโก โหติ ฯเปฯ สงฺเฆ อธิกรณการโก พาโล โหติ อพฺยตฺโต อาปตฺติพหุโล อนปทาโน อาปตฺตึ อาปชฺชิตฺวา น อิจฺฉติ อาปตฺตึ ปสฺสิตุํ ฯ {๙๖๒.๕} ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อากงฺขมาโน สงฺโฆ อาปตฺติยา อปฺปฏิกมฺเม อุกฺเขปนียกมฺมํ กเรยฺย ภณฺฑนการโก โหติ ฯเปฯ สงฺเฆ อธิกรณการโก พาโล โหติ อพฺยตฺโต อาปตฺติพหุโล อนปทาโน อาปตฺตึ อาปชฺชิตฺวา น อิจฺฉติ อาปตฺตึ ปฏิกาตุํ ฯ {๙๖๒.๖} ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อากงฺขมาโน สงฺโฆ ปาปิกาย ทิฏฺฐิยา อปฺปฏินิสฺสคฺเค อุกฺเขปนียกมฺมํ กเรยฺย ภณฺฑนการโก โหติ ฯเปฯ สงฺเฆ อธิกรณการโก พาโล โหติ อพฺยตฺโต อาพตฺติปหุโล อนปทาโน น อิจฺฉติ ปาปิกํ ทิฏฺฐึ ปฏินิสฺสชฺชิตุํ ฯ {๙๖๒.๗} ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อากงฺขมาโน สงฺโฆ อาคาฬฺหาย เจเตยฺย ภณฺฑนการโก โหติ กลหการโก วิวาทการโก ภสฺสการโก สงฺเฆ อธิกรณการโก พาโล โหติ อพฺยตฺโต อาปตฺติพหุโล อนปทาโน คิหิสํสฏฺโฐ วิหรติ อนนุโลมิเกหิ คิหิสํสคฺเคหิ ฯ {๙๖๒.๘} ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน กมฺมํ กาตพฺพํ อลชฺชี จ โหติ พาโล จ อปกตตฺโต จ ฯ อปเรหิปิ ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน กมฺมํ กาตพฺพํ อธิสีเล สีลวิปนฺโน โหติ อชฺฌาจาเร อาจารวิปนฺโน โหติ อติทิฏฺฐิยา ทิฏฺฐิวิปนฺโน โหติ ฯ อปเรหิปิ ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน กมฺมํ กาตพฺพํ กายิเกน ทเวน สมนฺนาคโต โหติ วาจสิเกน ทเวน สมนฺนาคโต โหติ กายิกวาจสิเกน ทเวน สมนฺนาคโต โหติ ฯ อปเรหิปิ ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน กมฺมํ กาตพฺพํ กายิเกน อนาจาเรน สมนฺนาคโต โหติ วาจสิเกน อนาจาเรน สมนฺนาคโต โหติ กายิกวาจสิเกน อนาจาเรน สมนฺนาคโต โหติ ฯ อปเรหิปิ ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน กมฺมํ กาตพฺพํ กายิเกน อุปฆาติเกน สมนฺนาคโต โหติ วาจสิเกน อุปฆาติเกน สมนฺนาคโต โหติ กายิกวาจสิเกน อุปฆาติเกน สมนฺนาคโต โหติ ฯ {๙๖๒.๙} อปเรหิปิ ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน กมฺมํ กาตพฺพํ กายิเกน มิจฺฉาชีเวน สมนฺนาคโต โหติ วาจสิเกน มิจฺฉาชีเวน สมนฺนาคโต โหทิ กายิกวาจสิเกน มิจฺฉาชีเวน สมนฺนาคโต โหติ ฯ อปเรหิปิ ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน กมฺมํ กาตพฺพํ อาปตฺตึ อาปนฺโน กมฺมกโต อุปสมฺปาเทติ นิสฺสยํ เทติ สามเณรํ อุปฏฺฐาเปติ ฯ อปเรหิปิ ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน กมฺมํ กาตพฺพํ ยาย อาปตฺติยา สงฺเฆน กมฺมํ กตํ โหติ ตํ อาปตฺตึ อาปชฺชติ อญฺญํ วา ตาทิสิกํ ตโต วา ปาปิฏฺฐตรํ ฯ อปเรหิปิ ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน กมฺมํ กาตพฺพํ พุทฺธสฺส อวณฺณํ ภาสติ ธมฺมสฺส อวณฺณํ ภาสติ สงฺฆสฺส อวณฺณํ ภาสติ ฯ {๙๖๒.๑๐} ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน สงฺฆมชฺเฌ อุโปสถํ ฐเปนฺตสฺส อลํ ภิกฺขุ มา ภณฺฑนํ มา กลหํ มา วิคฺคหํ มา วิวาทนฺติ โอมทฺทิตฺวา สงฺเฆน อุโปสโถ กาตพฺโพ อลชฺชี จ โหติ พาโล จ อปกตตฺโต จ ฯ {๙๖๒.๑๑} ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน สงฺฆมชฺเฌ ปวารณํ ฐเปนฺตสฺส อลํ ภิกฺขุ มา ภณฺฑนํ มา กลหํ มา วิคฺคหํ มา วิวาทนฺติ โอมทฺทิตฺวา สงฺเฆน ปวาเรตพฺพํ อลชฺชี จ โหติ พาโล จ อปกตตฺโต จ ฯ ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน น กาจิ สงฺฆสมฺมติ ทาตพฺพา อลชฺชี จ โหติ พาโล จ อปกตตฺโต จ ฯ ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺโฆ น โวหริตพฺโพ อลชฺชี จ โหติ พาโล จ อปกตตฺโต จ ฯ ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ น กิสฺมิญฺจิ ปจฺเจกฏฺฐาเน ฐเปตพฺโพ อลชฺชี จ โหติ พาโล จ อปกตตฺโต จ ฯ ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน นิสฺสาย น วตฺถพฺพํ อลชฺชี จ โหติ พาโล จ อปกตตฺโต จ ฯ ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน นิสฺสโย น ทาตพฺโพ อลชฺชี จ โหติ พาโล จ อปกตตฺโต จ ฯ {๙๖๒.๑๒} ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน โอกาสํ การาเปนฺตสฺส นาลํ โอกาสกมฺมํ กาตุํ อลชฺชี จ โหติ พาโล จ อปกตตฺโต จ ฯ ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน สวจนียํ นาทาตพฺพํ อลชฺชี จ โหติ พาโล จ อปกตตฺโต จ ฯ ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน วินโย น ปุจฺฉิตพฺโพ อลชฺชี จ โหติ พาโล จ อปกตตฺโต จ ฯ ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา วินโย น ปุจฺฉิตพฺโพ อลชฺชี จ โหติ พาโล จ อปกตตฺโต จ ฯ ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน วินโย น วิสฺสชฺเชตพฺโพ อลชฺชี จ โหติ พาโล จ อปกตตฺโต จ ฯ ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา วินโย น วิสฺสชฺเชตพฺโพ อลชฺชี จ โหติ พาโล จ อปกตตฺโต จ ฯ ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อนุโยโค น ทาตพฺโพ อลชฺชี จ โหติ พาโล จ อปกตตฺโต จ ฯ ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สทฺธึ วินโย น สากจฺฉิตพฺโพ อลชฺชี จ โหติ พาโล จ อปกตตฺโต จ ฯ ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา น อุปสมฺปาเทตพฺพํ น นิสฺสโย ทาตพฺโพ น สามเณโร อุปฏฺฐาเปตพฺโพ อลชฺชี จ โหติ พาโล จ อปกตตฺโต จ ฯ
ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ สงฆ์จำนงอยู่ พึงลงตัชชนียกรรม คือเป็นผู้ก่อ ความบาดหมาง จ่อความทะเลาะ ก่อความวิวาท ก่อความอื้อฉาว ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ๑ เป็นพาลไม่ฉลาด มีอาบัติมาก มีมรรยาทไม่สมควร ๑ เป็นผู้คลุกคลีกับคฤหัสถ์ ด้วยการคลุกคลีอันไม่สมควร ๑. ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ สงฆ์จำนงอยู่ พึงลงนิยสกรรม คือ เป็นผู้ก่อความบาดหมางก่อความทะเลาะ ก่อความวิวาท ก่อความอื้อฉาว ก่ออธิกรณ์ ในสงฆ์ ๑ เป็นพาล ไม่ฉลาดมีอาบัติมาก มีมรรยาทไม่สมควร ๑ เป็นผู้คลุกคลีกับคฤหัสถ์ด้วยการคลุกคลีอันไม่สมควร ๑. ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ สงฆ์จำนงอยู่ พึงลงปัพพาชนียกรรม คือ เป็นผู้ก่อความบาดหมาง ก่อความทะเลาะ ก่อความวิวาท ก่อความอื้อฉาว ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ๑ เป็นพาล ๑ไม่ฉลาด มีอาบัติมาก มีมรรยาทไม่สมควร ๑ เป็นผู้ประทุษร้ายสกุล มีความประพฤติเลวทราม ๑. ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ สงฆ์จำนงอยู่ พึงลงปฏิสารณียกรรม คือ เป็นผู้ก่อความบาดหมาง ก่อความทะเลาะ ก่อความวิวาท ก่อความอื้อฉาว ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ๑ เป็นพาลไม่ฉลาด มีอาบัติมาก มีมรรยาทไม่สมควร ๑ ด่าบริภาษคฤหัสถ์ ๑. ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ สงฆ์จำนงอยู่ พึงลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ คือเป็นผู้ก่อความบาดหมาง ก่อความทะเลาะ ก่อความวิวาท ก่อความอื้อฉาว ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ๑เป็นพาล ไม่ฉลาด มีอาบัติมาก มีมรรยาทไม่สมควร ๑ ต้องอาบัติแล้วไม่ปรารถนาจะเห็นอาบัติ ๑. ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ สงฆ์จำนงอยู่ พึงลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติคือ เป็นผู้ก่อความบาดหมาง ก่อความทะเลาะ ก่อความวิวาท ก่อความอื้อฉาว ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ๑ เป็นพาล ไม่ฉลาด มีอาบัติมาก มีมรรยาทไม่สมควร ๑ ต้องอาบัติแล้วไม่ปรารถนาจะทำคืนอาบัติ ๑. ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ สงฆ์จำนงอยู่ พึงลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่สละคืนทิฏฐิอันเลวทราม คือ เป็นผู้ก่อความบาดหมาง ก่อความทะเลาะ ก่อความวิวาท ก่อความอื้อฉาว ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ๑ เป็นพาล ไม่ฉลาด มีอาบัติมาก มีมรรยาทไม่สมควร ๑ ไม่ปรารถนาจะสละคืนทิฏฐิอันเลวทราม ๑. ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ สงฆ์จำนงอยู่ พึงตั้งใจจับให้มั่น คือ เป็นผู้ก่อความบาด-*หมาง ก่อความทะเลาะ ก่อความวิวาท ก่อความอื้อฉาว ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ๑ เป็นพาลไม่ฉลาด มีอาบัติมาก มีมรรยาทไม่สมควร ๑ คลุกคลีกับคฤหัสถ์ด้วยการคลุกคลีอันไม่สมควร ๑. ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ สงฆ์พึงลงโทษ คือ เป็นอลัชชี ๑ เป็นพาล ๑ ไม่เป็นปกตัตตะ ๑. ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๓ สงฆ์พึงลงโทษ คือ เป็นผู้มีศีลวิบัติในอธิศีล ๑เป็นผู้มีอาจารวิบัติในอัชฌาจาร ๑ เป็นผู้มีทิฏฐิวิบัติในอติทิฏฐิ ๑. ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๓ สงฆ์พึงลงโทษ คือ เป็นผู้ประกอบด้วยการเล่นทางกาย ๑ เป็นผู้ประกอบด้วยการเล่นทางวาจา ๑ เป็นผู้ประกอบด้วยการเล่นทางกายและวาจา ๑. ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๓ สงฆ์พึงลงโทษ คือ เป็นผู้ประกอบด้วยอนาจารทางกาย ๑ เป็นผู้ประกอบด้วยอนาจารทางวาจา ๑ เป็นผู้ประกอบด้วยอนาจารทั้งทางกายและวาจา ๑. ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๓ สงฆ์พึงลงโทษ คือ เป็นผู้ประกอบด้วยการลบล้างทางกาย ๑ เป็นผู้ประกอบด้วยการลบล้างทางวาจา ๑ เป็นผู้ประกอบด้วยการลบล้างทางกายและวาจา ๑. ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๓ สงฆ์พึงลงโทษ คือ เป็นผู้ประกอบด้วยมิจฉาชีพทางกาย ๑ เป็นผู้ประกอบด้วยมิจฉาชีพทางวาจา ๑ เป็นผู้ประกอบด้วยมิจฉาชีพทั้งทางกายและวาจา ๑. ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๓ สงฆ์พึงลงโทษ คือ ต้องอาบัติ ถูกสงฆ์ลงโทษแล้ว ทำการอุปสมบท ๑ ให้นิสัย ๑ ให้สามเณรอุปัฏฐาก ๑. ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๓ สงฆ์พึงลงโทษ คือ สงฆ์ลงโทษเพราะอาบัติใดต้องอาบัตินั้น ๑ ต้องอาบัติอื่นอันเช่นกัน ๑ ต้องอาบัติอันเลวทรามกว่านั้น ๑. ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๓ สงฆ์พึงลงโทษ คือ พูดติพระพุทธเจ้า ๑ พูดติพระธรรม ๑ พูดติพระสงฆ์ ๑. ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ งดอุโบสถ ณ ท่ามกลางสงฆ์ สงฆ์พึงกำจัดเสียว่า อย่าเลยภิกษุ เธออย่าก่อความบาดหมาง ความทะเลาะ ความแก่งแย่ง ความวิวาท แล้วทำอุโบสถ คือเป็นอลัชชี ๑ เป็นพาล ๑ ไม่เป็นปกตัตตะ ๑. ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ งดปวารณา ณ ท่ามกลางสงฆ์ สงฆ์พึงกำจัดเสียว่า อย่าเลยภิกษุ เธออย่าก่อความบาดหมาง ความทะเลาะ ความแก่งแย่ง ความวิวาท แล้วทำปวารณาคือ เป็นอลัชชี ๑ เป็นพาล ๑ ไม่เป็นปกตัตตะ ๑. ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ สงฆ์ไม่พึงให้สังฆสมมติอะไรๆ คือ เป็นอลัชชี ๑ เป็นพาล ๑ ไม่เป็นปกตัตตะ ๑. ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ สงฆ์ไม่พึงว่ากล่าว คือ เป็นอลัชชี ๑ เป็นพาล ๑ ไม่เป็นปกตัตตะ ๑. ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ สงฆ์ไม่พึงแต่งตั้งไว้ในตำแหน่งในหัวหน้าอะไร คือ เป็นอลัชชี ๑ เป็นพาล ๑ ไม่เป็นปกตัตตะ ๑. ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ ภิกษุทั้งหลายไม่พึงอาศัยอยู่ คือ เป็นอลัชชี ๑ เป็นพาล ๑ไม่เป็นปกตัตตะ ๑. ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ ไม่พึงให้นิสัย คือ เป็นอลัชชี ๑ เป็นพาล ๑ ไม่เป็นปกตัตตะ ๑. ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ จะให้ทำโอกาส ไม่ควรทำโอกาส คือ เป็นอลัชชี ๑เป็นพาล ๑ ไม่เป็นปกตัตตะ ๑. ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ ไม่พึงเชื่อถือคำให้การ คือ เป็นอลัชชี ๑ เป็นพาล ๑ ไม่เป็นปกตัตตะ ๑. ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ อันใครๆ ไม่พึงถามวินัย คือ เป็นอลัชชี ๑ เป็นพาล ๑ไม่เป็นปกตัตตะ ๑. ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ ไม่พึงถามวินัย คือ เป็นอลัชชี ๑ เป็นพาล ๑ ไม่เป็นปกตัตตะ ๑. ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ อันภิกษุทั้งหลายไม่พึงตอบวินัย คือ เป็นอลัชชี ๑ เป็น-*พาล ๑ ไม่เป็นปกตัตตะ ๑. ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ ไม่พึงตอบวินัย คือ เป็นอลัชชี ๑ เป็นพาล ๑ ไม่เป็นปกตัตตะ ๑. ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ อันภิกษุทั้งหลายไม่พึงให้คำซักถาม คือ เป็นอลัชชี ๑เป็นพาล ๑ ไม่เป็นปกตัตตะ ๑. ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ อันภิกษุทั้งหลายไม่พึงสนทนาวินัยด้วยกัน คือ เป็นอลัชชี๑ เป็นพาล ๑ ไม่เป็นปกตัตตะ ๑. ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ ไม่พึงให้กุลบุตรอุปสมบท ไม่พึงให้นิสัย ไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ เป็นอลัชชี ๑ เป็นพาล ๑ ไม่เป็นปกตัตตะ ๑. ว่าด้วยอุโบสถเป็นต้น
ตโย อุโปสถา จาตุทฺทสิโก ปณฺณรสิโก สามคฺคีอุโปสโถ ฯ อปเรปิ ตโย อุโปสถา สงฺเฆ อุโปสโถ คเณ อุโปสโถ ปุคฺคเล อุโปสโถ ฯ อปเรปิ ตโย อุโปสถา สุตฺตุทฺเทโส ปาริสุทฺธิอุโปสโถ อธิฏฺฐานุโปสโถ ฯ ติสฺโส ปวารณา จาตุทฺทสิกา ปณฺณรสิกา สามคฺคีปวารณา ฯ อปราปิ ติสฺโส ปวารณา สงฺเฆ ปวารณา คเณ ปวารณา ปุคฺคเล ปวารณา ฯ อปราปิ ติสฺโส ปวารณา เตวาจิกา ปวารณา เทฺววาจิกา ปวารณา สมานวสฺสิกา ปวารณา ฯ {๙๖๓.๑} ตโย อาปายิกา เนรยิกา อิทมปฺปหาย โย จ อพฺรหฺมจารี พฺรหฺมจาริปฏิญฺโญ โย จ สุทฺธํ พฺรหฺมจารึ สุทฺธํ พฺรหฺมจริยํ จรนฺตํ อมูลเกน อพฺรหฺมจริเยน อนุทฺธํเสติ โย จายํ เอวํวาที เอวํทิฏฺฐิ นตฺถิ กาเมสุ โทโสติ โส กาเมสุ ปาตพฺยตํ อาปชฺชติ ฯ ตีณิ อกุสลมูลานิ โลโภ อกุสลมูลํ โทโส อกุสลมูลํ โมโห อกุสลมูลํ ฯ ตีณิ กุสลมูลานิ อโลโภ กุสลมูลํ อโทโส กุสลมูลํ อโมโห กุสลมูลํ ฯ ตีณิ ทุจฺจริตานิ กายทุจฺจริตํ วจีทุจฺจริตํ มโนทุจฺจริตํ ฯ ตีณิ สุจริตานิ กายสุจริตํ วจีสุจริตํ มโนสุจริตํ ฯ {๙๖๓.๒} ตโย อตฺถวเส ปฏิจฺจ ภควตา กุเลสุ ติกโภชนํ ปญฺญตฺตํ ทุมฺมงฺกูนํ ปุคฺคลานํ นิคฺคหาย เปสลานํ ภิกฺขูนํ ผาสุวิหาราย มา ปาปิจฺฉา ปกฺขํ นิสฺสาย สงฺฆํ ภินฺเทยฺยุํ กุลานุทฺทยตาย จ ฯ ตีหิ อสทฺธมฺเมหิ อภิภูโต ปริยาทินฺนจิตฺโต เทวทตฺโต อาปายิโก เนรยิโก กปฺปฏฺโฐ อเตกิจฺโฉ ปาปิจฺฉตา ปาปมิตฺตตา โอรมตฺตเกน วิเสสาธิคเมน อนฺตรา โวสานํ อาปาทิ ฯ ติสฺโส สมฺมติโย ทณฺฑสมฺมติ สิกฺกาสมฺมติ ทณฺฑสิกฺกาสมฺมติ ฯ ติสฺโส ปาทุกา ธุวฏฺฐานิยา อสงฺกมนียา วจฺจปาทุกา ปสฺสาวปาทุกา อาจมนปาทุกา ฯ ติสฺโส ปาทฆํสนิโย สกฺขรา กถลา สมุทฺทเผณกาติ ฯ ติกํ นิฏฺฐิตํ ฯ ตสฺสุทฺทานํ
อุโบสถมี ๓ คือ อุโบสถวันสิบสี่ ๑ อุโบสถวันสิบห้า ๑ อุโบสถสามัคคี ๑. อุโบสถแม้อื่นอีก ๓ คือ สังฆอุโบสถ ๑ คณะอุโบสถ ๑ ปุคคลอุโบสถ ๑. อุโบสถแม้อื่นอีก ๓ คือ สุตตุทเทศ ๑ ปาริสุทธิอุโบสถ ๑ อธิษฐานอุโบสถ ๑. ปวารณามี ๓ คือ ปวารณาวันสิบสี่ ๑ ปวารณาวันสิบห้า ๑ ปวารณาสามัคคี ๑. ปวารณาแม้อื่นอีก ๓ คือ สังฆปวารณา ๑ คณะปวารณา ๑ ปุคคลปวารณา ๑. ปวารณาแม้อื่นอีก ๓ คือ ปวารณา ๓ หน ๑ ปวารณา ๒ หน ๑ ปวารณามีพรรษาเท่ากัน ๑. บุคคลไปอบายไปนรกมี ๓ คือ ไม่เป็นพรหมจารี แต่ปฏิญญาว่าเป็นพรหมจารี ไม่ละปฏิญญาข้อนี้ ๑ โจทพรหมจารีผู้บริสุทธิ์ ผู้ประพฤติพรหมจรรย์บริสุทธิ์ ด้วยอพรหมจรรย์อันไม่มีมูล ๑ มีปกติกล่าวอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า กามทั้งหลายไม่มีโทษ ถึงความเป็นผู้หมกมุ่นในกามทั้งหลาย ๑. อกุศลมูลมี ๓ คือ อกุศลมูล คือโลภะ ๑ อกุศลมูล คือ โทสะ ๑ อกุศลมูลคือโมหะ ๑. กุศลมูลมี ๓ คือ กุศลมูล คือ อโลภะ ๑ กุศลมูล คือ อโทสะ ๑ กุศลมูลคืออโมหะ ๑. ทุจริตมี ๓ คือ กายทุจริต ๑ วจีทุจริต ๑ มโนทุจริต ๑. สุจริตมี ๓ คือ กายสุจริต ๑ วจีสุจริต ๑ มโนสุจริต ๑. พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติโภชนะ ๓ ในสกุล เพราะทรงอาศัยอำนาจประโยชน์ ๓ คือเพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก เพื่ออยู่ผาสุกแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑ เพื่อประสงค์ว่าพวกมักมากอย่าอาศัยฝักฝ่ายทำลายสงฆ์ ๑ เพื่อทรงอนุเคราะห์สกุล ๑. พระเทวทัตมีจิตอันอสัทธรรม ๓ อย่าง ครอบงำย่ำยี จึงเกิดในอบายตกนรกชั่วกัลป์ช่วยเหลือไม่ได้ คือความปรารถนาลามก ๑ ความมีมิตรชั่ว ๑ พอบรรลุคุณวิเศษเพียงขั้นต่ำก็เลิกเสียในระหว่าง ๑. สมมติมี ๑ คือ สมมติไม้เท้า ๑ สมมติสาแหรก ๑ สมมติไม้เท้าและสาแหรก ๑. เขียงรองเท้าที่ตั้งอยู่ประจำเลื่อนไปมาไม่ได้มี ๓ คือ เขียงรองเท้าถ่ายวัจจะ ๑ เขียงรองเท้าถ่ายปัสสาวะ ๑ เขียงรองเท้าสำหรับชำระ ๑. สิ่งของสำหรับถูเท้ามี ๓ คือ ก้อนกรวด ๑ กระเบื้องถ้วย ๑ ฟองน้ำทะเล ๑. หมวด ๓ จบ -----------------------------------------------------หัวข้อประจำหมวด
ติฏฺฐนฺเต กาเล รตฺตึ จ ทส ปญฺจ จ กุสลา เวทนา โจทนาวตฺถู สลากา เทฺว ปฏิกฺขิปา ปญฺญตฺติ อปเร เทฺว จ พาโล กาเฬ จ กปฺปติ เหมนฺเต สงฺโฆ สงฺฆสฺส ฉาทนา จ ปฏิจฺฉทิ ปฏิจฺฉนฺนา วิวฏฺฏา จ เสนาสนคิลายนา ปาติโมกฺขปริวาสา มานตฺตา ปาริวาสิกา อนฺโต อนฺโต จ สีมาย อาปชฺชติ ปุนาปเร วุฏฺฐาติ อปเร เจว อมูฬฺหวินยา ทุเว ตชฺชนียา นิยสฺสา จ ปพฺพาชปฏิสารณี อทสฺสนาปฏิกฺกมฺเม อนิสฺสคฺเค จ ทิฏฺฐิยา อาคาฬฺหกมฺมาธิสีเล ทวานาจารฆาติกา อาชีวาปนฺนา ตาทิสิกา อวณฺณุโปสเถน จ ปวารณา สมฺมติ จ โวหารปจฺจเกน จ น วตฺถพฺพํ น ทาตพฺพํ โอกาสํ น กเร ตถา น กเร สวจนียํ น ปุจฺฉิตพฺพกา ทุเว น วิสฺสชฺเช ทุเว เจว อนุโยคมฺปิ โน ทเท สากจฺฉา อุปสมฺปทา นิสฺสาย สามเณร จ อุโปสถติกา ตีณิ ปวารณาติกา ตโย อาปายิกา อกุสลา กุสลา จริเตน จ ติกโภชนสทฺธมฺเม สมฺมติ ปาทุเกน จ ปาทฆํสนิกา เจว อุทฺทานํ ติกเก อิทนฺติ ฯ
ทรงพระชนม์ ๑ กาล ๑ กลางคืน ๑ พรรษาสิบ ๑ พรรษาห้า ๑ กุศลจิต ๑เวทนา ๑ วัตถุแห่งการโจท ๑ สลาก ๑ ข้อห้าม ๒ อย่าง ๑ ข้อบัญญัติ ๑ ข้อบัญญัติอื่นอีก๒ อย่าง ๑ โง่ ๑ กาฬปักษ์ ๑ ควร ๑ ฤดูหนาว ๑ สงฆ์ ๑ แก่สงฆ์ ๑ การปิด ๑ เครื่องปกปิด ๑ สิ่งกำบัง ๑ สิ่งเปิดเผย ๑ เสนาสนะ ๑ อาพาธ ๑ ปาติโมกข์ ๑ ปริวาส ๑ มานัต ๑ปริวาสิกภิกษุ ๑ ภายใน ๑ ภายในสีมา ๑ ต้องอาบัติ ๑ ต้องอาบัติอีก ๑ ออกจากอาบัติ ๑ออกจากอาบัติอื่นอีก ๑ อมูฬหวินัย ๒ อย่าง ๑ ตัชชนียกรรม ๑ นิยสกรรม ๑ ปัพพานียกรรม ๑ปฏิสารณียกรรม ๑ ไม่เห็นอาบัติ ๑ ไม่ทำคืนอาบัติ ๑ ไม่สละคืนทิฏฐิ ๑ จับให้มั่น ๑ กรรม ๑อธิศีล ๑ คะนอง ๑ อนาจาร ๑ ลบล้าง ๑ อาชีวะ ๑ ต้องอาบัติ ๑ ต้องอาบัติเช่นนั้น ๑พูดติ ๑ งดอุโบสถ ๑ งดปวารณา ๑ สมมติ ๑ ว่ากล่าว ๑ หัวหน้า ๑ ไม่อาศัยอยู่ ๑ ไม่ให้นิสัย ๑ ไม่ทำโอกาส ๑ ไม่ทำการไต่สวน ๑ ไม่ถาม ๒ อย่าง ๑ ไม่ตอบ ๒ อย่าง ๑ แม้ซักถามก็ไม่พึงให้ ๑ สนทนา ๑ อุปสมบท ๑ นิสัย ๑ ให้สามเณรอุปัฏฐาก ๑ อุโบสถ ๓ หมวด๓ อย่าง ๑ ปวารณา ๓ หมวด ๓ อย่าง ๑ เกิดในอบาย ๑ อกุศล ๑ กุศล ๑ ทุจริต ๑ สุจริต๑ โภชนะ ๓ อย่าง ๑ อสัทธรรม ๑ สมมติ ๑ เขียงรองเท้า ๑ สิ่งของถูเท้า ๑ หัวข้อตามที่กล่าวนี้รวมอยู่ในหมวด ๓. หัวข้อประจำหมวด จบ -----------------------------------------------------