คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามแต่ละฉบับให้เรียงเทียบกัน และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ศาสนา · พระสุตตันตปิฎก ·

เล่ม ๑๘ · สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค

ข้ออื่นในเล่มนี้

๑. อัชฌัตติกอนิจจสูตร๒. อัชฌัตติกทุกขสูตร๓. อัชฌัตติกอนัตตสูตร๔. พาหิรอนิจจสูตร๕. พาหิรทุกขสูตร๖. พาหิรอนัตตสูตร๗. อตีตานาคตปัจจุปันนานิจจสูตร๘. อตีตานาคตปัจจุปันนทุกขสูตร๙. อตีตานาคตปัจจุปันนานัตตสูตร๑๐. พาหิรสูตร๑. สัมโพธสูตร ที่ ๑๒. สัมโพธสูตร ที่ ๒๓. อัสสาทสูตร ที่ ๑๔. อัสสาทสูตร ที่ ๒๕. โนอัสสาทสูตร ที่ ๑๖. โนอัสสาทสูตร ที่ ๒๗. อภินันทสูตร ที่ ๑๘. อภินันทสูตร ที่ ๒๙. อุปปาทสูตร ที่ ๑๑๐. อุปปาทสูตร ที่ ๒๑. สัพพสูตร๒. ปหานสูตร ที่ ๑๓. ปหานสูตร ที่ ๒๔. ปริชานสูตร ที่ ๑๕. ปริชานสูตร ที่ ๒๖. อาทิตตปริยายสูตร๗. อันธภูตสูตร๘. สารูปสูตร๙. สัปปายสูตร ที่ ๑๑๐. สัปปายสูตร ที่ ๒๔. ชาติธรรมวรรค๕. อนิจจวรรค๑. อวิชชาสูตร๒. สังโยชนสูตร ที่ ๑๓. สังโยชนสูตร ที่ ๒๔. อาสวสูตร ที่ ๑๕. อาสวสูตร ที่ ๒๖. อนุสัยสูตร ที่ ๑๗. อนุสัยสูตร ที่ ๒๘. ปริญญาสูตร๙. ปริยาทานสูตร ที่ ๑๑๐. ปริยาทานสูตร ที่ ๒๑. มิคชาลสูตร ที่ ๑๒. มิคชาลสูตร ที่ ๒๓. สมิทธิสูตร ที่ ๑๔. สมิทธิสูตร ที่ ๒๕. สมิทธิสูตร ที่ ๓๖. สมิทธิสูตร ที่ ๔๗. อุปเสนสูตร๘. อุปวาณสูตร๙. ผัสสายตนสูตร ที่ ๑๑๐. ผัสสายตนสูตร ที่ ๒๑๑. ผัสสายตนสูตร ที่ ๓๑. คิลานสูตร ที่ ๑๒. คิลานสูตร ที่ ๒๓. ราธสูตร ที่ ๑๔. ราธสูตร ที่ ๒๕. ราธสูตร ที่ ๓๖. อวิชชาสูตร ที่ ๑๗. อวิชชาสูตร ที่ ๒๘. ภิกขุสูตร๙. โลกสูตร๑๐. ผัคคุณสูตร๑. ปโลกสูตร๒. สุญญสูตร๓. สังขิตสูตร๔. ฉันนสูตร๕. ปุณณสูตร๖. พาหิยสูตร๗. เอชสูตร ที่ ๑๘. เอชสูตร ที่ ๒๙. ทวยสูตร ที่ ๑๑๐. ทวยสูตร ที่ ๒๑. สังคัยหสูตร ที่ ๑๒. สังคัยหสูตร ที่ ๒๓. ปริหานสูตร๔. ปมาทวิหารีสูตร๕. สังวรสูตร๖. สมาธิสูตร๗. ปฏิสัลลีนสูตร๘. นตุมหากสูตร ที่ ๑๙. นตุมหากสูตร ที่ ๒๑๐. อุทกสูตร๑. โยคักเขมีสูตร๒. อุปาทายสูตร๓. ทุกขสูตร๔. โลกสูตร๕. เสยยสูตร๖. สังโยชนสูตร๗. อุปาทานสูตร๘. อปริชานสูตร ที่ ๑๙. อปริชานสูตร ที่ ๒๑๐. อุปัสสุติสูตร๑. มารปาสสูตร ที่ ๑๒. มารปาสสูตร ที่ ๒๓. โลกกามคุณสูตร ที่ ๑๔. โลกกามคุณสูตร ที่ ๒๕. สักกสูตร๖. ปัญจสิขสูตร๗. สารีปุตตสูตร๘. ราหุลสูตร๙. สังโยชนสูตร๑๐. อุปาทานสูตร๑. เวสาลีสูตร๒. วัชชีสูตร๓. นาฬันทสูตร๔. ภารทวาชสูตร๕. โสณสูตร๖. โฆสิตสูตร๗. หาลิททกานิสูตร๘. นกุลปิตุสูตร๙. โลหิจจสูตร๑๐. เวรหัญจานีสูตร๑. เทวทหสูตร๒. ขณสูตร๓. ปัคคัยหสูตร ที่ ๑๔. ปัคคัยหสูตร ที่ ๒๕. อัคคัยหสูตร ที่ ๑๖. อัคคัยหสูตร ที่ ๒๗. เหตุอัชฌัตตสูตร ที่ ๑๘. เหตุอัชฌัตตสูตร ที่ ๒๙. เหตุพาหิรสูตร ที่ ๑๑๐. เหตุพาหิรสูตร ที่ ๒๑. กรรมสูตร๒. สัปปายสูตร ที่ ๑๓. สัปปายสูตร ที่ ๒๔. สัปปายสูตร ที่ ๓๕. สัปปายสูตร ที่ ๔๖. อนันเตวาสิกานาจริยสูตร๗. ติตถิยสูตร๘. ปริยายสูตร๙. อินทรียสูตร๑๐. ธรรมกถิกสูตร๑. นันทิขยสูตร ที่ ๑๒. นันทิขยสูตร ที่ ๒๓. นันทิขยสูตร ที่ ๓๔. นันทิขยสูตร ที่ ๔๕. ชีวกัมพวนสูตร ที่ ๑๖. ชีวกัมพวนสูตร ที่ ๒๗. มหาโกฏฐิกสูตร ที่ ๑๘. มหาโกฏฐิกสูตร ที่ ๒๙. มหาโกฏฐิกสูตร ที่ ๓๑๐. มิจฉาทิฏฐิสูตร๑๑. สักกายทิฏฐิสูตร๑๒. อัตตานุทิฏฐิสูตร๑. ฉันทสูตร ที่ ๑ ๒. ราคสูตร ที่ ๑ ๓. ฉันทราคสูตร ที่ ๑๔. ฉันทสูตร ที่ ๒ ๕. ราคสูตร ที่ ๒ ๖. ฉันทราคสูตร ที่ ๒๗. ฉันทสูตร ที่ ๓ ๘. ราคสูตร ที่ ๓ ๙. ฉันทราคสูตร ที่ ๓๑๐. ฉันทสูตร ที่ ๔ ๑๑. ราคสูตร ที่ ๔ ๑๒. ฉันทราคสูตร ที่ ๔๑๓. ฉันทสูตร ที่ ๕ ๑๔. ราคสูตร ที่ ๕ ๑๕. ฉันทราคสูตร ที่ ๕๑๖. ฉันทสูตร ที่ ๖ ๑๗. ราคสูตร ที่ ๖ ๑๘. ฉันทราคสูตร ที่ ๖๑๙. อตีตสูตร ที่ ๑๒๐. อนาคตสูตร ที่ ๑๒๑. ปัจจุปันนสูตร ที่ ๑๒๒. อตีตสูตร ที่ ๒ ๒๓. อนาคตสูตร ที่ ๒ ๒๔. ปัจจุปันนสูตร ที่ ๒๒๕. อตีตสูตร ที่ ๓ ๒๖. อนาคตสูตร ที่ ๓ ๒๗. ปัจจุปันนสูตร ที่ ๓๒๘. อตีตสูตร ที่ ๔ ๒๙. อนาคตสูตร ที่ ๔ ๓๐. ปัจจุปันนสูตร ที่ ๔๓๑. อตีตสูตร ที่ ๕ ๓๒. อนาคตสูตร ที่ ๕ ๓๓. ปัจจุปันนสูตร ที่ ๕๓๔. อตีตสูตร ที่ ๖ ๓๕. อนาคตสูตร ที่ ๖ ๓๖. ปัจจุปันนสูตร ที่ ๖๓๗. อนิจจสูตร ที่ ๑๓๘. อนิจจสูตร ที่ ๒๓๙. อนิจจสูตร ที่ ๓๔๐. ทุกขสูตร ที่ ๑ ๔๑. ทุกขสูตร ที่ ๒ ๔๒. ทุกขสูตร ที่ ๓๔๓. อนัตตสูตร ที่ ๑ ๔๔. อนัตตสูตร ที่ ๒ ๔๕. อนัตตสูตร ที่ ๓๔๖. อนิจจสูตร ที่ ๔ ๔๗. อนิจจสูตร ที่ ๕ ๔๘. อนิจจสูตร ที่ ๖๔๙. ทุกขสูตร ที่ ๔ ๕๐. ทุกขสูตร ที่ ๕ ๕๑. ทุกขสูตร ที่ ๖๕๒. อนัตตสูตร ที่ ๔ ๕๓. อนัตตสูตร ที่ ๕ ๕๔. อนัตตสูตร ที่ ๖๕๕. อัชฌัตตายตนสูตร ที่ ๑๕๖. อัชฌัตตายตนสูตร ที่ ๒๕๗. อัชฌัตตายตนสูตร ที่ ๓๕๘. พาหิรายตนสูตร ที่ ๑๕๙. พาหิรายตนสูตร ที่ ๒๖๐. พาหิรายตนสูตร ที่ ๓๑. สมุทรสูตร ที่ ๑๒. สมุทรสูตร ที่ ๒๓. พาลิสิกสูตร๔. ขีรรุกขสูตร๕. โกฏฐิกสูตร๖. กามภูสูตร๗. อุทายีสูตร๘. อาทิตตปริยายสูตร๙. หัตถปาทปัพพสูตร ที่ ๑๑๐. หัตถปาทปัพพสูตร ที่ ๒๑. อาสีวิสสูตร๒. รถสูตร๓. กุมมสูตร๔. ทารุขันธสูตร ที่ ๑๕. ทารุขันธสูตร ที่ ๒๖. อวัสสุตสูตร๗. ทุกขธรรมสูตร๘. กึสุกสูตร๙. วีณาสูตร๑๐. ฉัปปาณสูตร๑๑. ยวกลาปิสูตร ๑๒. เทวาสุรสังคามสูตร๑. สมาธิสูตร๒. สุขสูตร๓. ปหานสูตร๔. ปาตาลสูตร๕. ทัฏฐัพพสูตร๖. สัลลัตถสูตร๗. เคลัญญสูตร ที่ ๑๘. เคลัญญสูตร ที่ ๒๙. อนิจจสูตร๑๐. ผัสสมูลกสูตร๑. รโหคตสูตร๒. วาตสูตร ที่ ๑๓. วาตสูตร ที่ ๒๔. นิวาสสูตร๕. อานันทสูตร ที่ ๑๖. อานันทสูตร ที่ ๒๗. สัมพหุลสูตร ที่ ๑๘. สัมพหุลสูตร ที่ ๒๙. ปัญจกังคสูตร๑๐. ภิกขุสูตร๑. สิวกสูตร๒. อัฏฐสตปริยายสูตร๓. ภิกขุสูตร๔. ปุพพสูตร๕. ญาณสูตร๖. ภิกขุสูตร๗. สมณพราหมณสูตร ที่ ๑๘. สมณพราหมณสูตร ที่ ๒๙. สมณพราหมณสูตร ที่ ๓๑๐. สุทธิกสูตร๑๑. นิรามิสสูตร๑. อมนาปสูตร๒. มนาปสูตร๓. อาเวณิกสูตร๔. มาตุคามสูตร๕. อนุรุทธสูตร๖. อุปนาหีสูตร๗. อิสสุกีสูตร๘. มัจฉรีสูตร๙. อติจารีสูตร๑๐. ทุสสีลสูตร๑๑. อัปปัสสุตสูตร๑๒. กุสีตสูตร๑๓. มุฏฐัสสติสูตร๑๔. ปัญจเวรสูตรอนุรุทธสูตรอนุปนาหีสูตรอนิสสุกีสูตรอมัจฉรีสูตรปัญจสีลสูตร๑. วิสารทสูตร๒. ปัสสัยหสูตร๓. อภิภุยยสูตร๔. อังคสูตร๕. นาสยิตถสูตร๖. เหตุสูตร๗. ฐานสูตร ๘. วิสารทสูตร๙. ปัญจเวรสูตร๑๐. วัฑฒิสูตรชัมพุขาทกสังยุตต์สามัณฑกสังยุตต์โมคคัลลานสังยุตต์๑. สังโยชนสูตร๒. อิสิทัตตสูตร ที่ ๑๓. อิสิทัตตสูตร ที่ ๒๔. มหกสูตร๕. กามภูสูตร ที่ ๑๖. กามภูสูตร ที่ ๒๗. โคทัตตสูตร๘. นิคัณฐสูตร๙. อเจลสูตร๑๐. คิลานสูตร๑. จัณฑสูตร๒. ตาลปุตตสูตร๓. โยธาชีวสูตร๔. หัตถาโรหสูตร๕. อัสสาโรหสูตร๖. ภูมกสูตร๗. เทศนาสูตร๘. อสังขาสูตร๙. กุลสูตร๑๐. มณิจูฬกสูตร๑๑. คันธภกสูตร๑๒. ราสิยสูตร๑๓. ปาฏลิยสูตรวรรคที่ ๑วรรคที่ ๒๑. เขมาเถรีสูตร๒. อนุราธสูตร๓. สาริปุตตโกฏฐิตสูตร ที่ ๑๔. สาริปุตตโกฏฐิตสูตร ที่ ๒๕. สาริปุตตโกฏฐิตสูตร ที่ ๓๖. สาริปุตตโกฏฐิตสูตร ที่ ๔๗. โมคคัลลานสูตร๘. วัจฉสูตร๙. กุตุหลสาลาสูตร๑๐. อานันทสูตร๑๑. สภิยสูตร

ศาสนา · พระสุตตันตปิฎก

๔. ทารุขันธสูตร ที่ ๑

อ่านตัวบท · ไม่ตีความข้อ ๓๒๒–๓๒๔พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๐ สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค๓ ข้อ๒ ฉบับ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · Public domain (term expired) — operator determination

บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๘ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๐ สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค ทารุขันธสูตรที่ ๑

ข้อ ๓๒๒อรรถกถา

เอกํ สมยํ ภควา อชฺเฌยํ วิหรติ คงฺคาย นทิยา ตีเร ฯ อทฺทสา โข ภควา มหนฺตํ ทารุกฺขนฺธํ คงฺคาย นทิยา ตีเร โสเตน วุยฺหมานํ ทิสฺวาน ภิกฺขู อามนฺเตสิ ปสฺสถ โน ตุเมฺห ภิกฺขเว อมุํ มหนฺตํ ทารุกฺขนฺธํ คงฺคาย นทิยา โสเตน วุยฺหมานนฺติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ สเจ โข ภิกฺขเว ทารุกฺขนฺโธ น โอริมํ ตีรํ อุปคจฺฉติ น ปาริมํ ตีรํ อุปคจฺฉติ น มชฺเฌ สํสีทิสฺสติ น ถเล อุสฺสาทิสฺสติ น มนุสฺสคฺคาโห คาหิยติ น อมนุสฺสคฺคาโห คาหิยติ น อาวฏฺฏคฺคาโห คาหิยติ น อนฺโตปูติ ภวิสฺสติ ฯ เอวํ หิ โส ภิกฺขเว ทารุกฺขนฺโธ สมุทฺทนินฺโน ภวิสฺสติ สมุทฺทโปโณ สมุทฺทปพฺภาโร ฯ ตํ กิสฺส เหตุ ฯ สมุทฺทนินฺโน ภิกฺขเว คงฺคาย นทิยา โสโต สมุทฺทโปโณ สมุทฺทปพฺภาโร ฯ {๓๒๒.๑} เอวเมว โข ภิกฺขเว สเจ ตุเมฺหปิ น โอริมํ ตีรํ อุปคจฺฉถ น ปาริมํ ตีรํ อุปคจฺฉถ น มชฺเฌ สํสีทิสฺสถ น ถเล อุสฺสาทิสฺสถ ฯ น มนุสฺสคฺคาโห คาหิยติ น อมนุสฺสคฺคาโห คาหิยติ น อาวฏฺฏคฺคาโห คาหิยติ น อนฺโตปูติ ภวิสฺสติ ฯ เอวํ ตุเมฺห ภิกฺขเว นิพฺพานนินฺนา ภวิสฺสถ นิพฺพานโปณา นิพฺพานปพฺภารา ฯ ตํ กิสฺส เหตุ ฯ นิพฺพานนินฺนา ภิกฺขเว สมฺมาทิฏฺฐิ นิพฺพานโปณา นิพฺพานปพฺภาราติ ฯ

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำคงคาแห่งหนึ่ง พระผู้มีพระภาคได้ทอดพระเนตรเห็นท่อนไม้ใหญ่ท่อนหนึ่ง อันกระแสน้ำพัดลอย มาริมฝั่งแม่น้ำคงคา แล้วตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลาย เห็นหรือไม่ ท่อนไม้ใหญ่โน้นอันกระแสน้ำพัดลอยมาในแม่น้ำคงคา ภิกษุทั้งหลาย กราบทูลว่า เห็น พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าท่อนไม้จะไม่เข้ามาใกล้ฝั่งนี้หรือฝั่งโน้น จักไม่ จมเสียในท่ามกลาง จักไม่เกยบก ไม่ถูกมนุษย์หรืออมนุษย์จับเอาไว้ ไม่ถูกน้ำ วนๆ ไว้ จักไม่เน่าในภายใน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการดังกล่าวมานี้แล ท่อนไม้นั้นจักลอยไหลเลื่อนไปสู่สมุทรได้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเหตุว่า กระแสน้ำแห่งแม่น้ำคงคาลุ่มลาดไหลไปสู่สมุทร ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้า ท่านทั้งหลายจะไม่แวะเข้าฝั่งข้างนี้หรือฝั่งข้างโน้น ไม่จมลงในท่ามกลาง ไม่เกยบก ไม่ถูกมนุษย์หรืออมนุษย์จับไว้ ไม่ถูกเกลียวน้ำวนๆ ไว้ จักไม่เป็นผู้เสียในภายใน ไซร้ ด้วยประการดังกล่าวมานี้ ท่านทั้งหลายจักโน้มน้อมเอียงโอนไปสู่นิพพาน ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเหตุว่า สัมมาทิฐิย่อมโน้มน้อมเอียงโอนไปสู่นิพพาน ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ฯ

ข้อ ๓๒๓

เอวํ วุตฺเต อญฺญตโร ภิกฺขุ ภควนฺตํ เอตทโวจ กึ นุ โข ภนฺเต โอริมํ ตีรํ กึ ปาริมํ ตีรํ โก มชฺเฌ สํสีทิโต โก ถเล อุสฺสาโท โก มนุสฺสคฺคาโห โก อมนุสฺสคฺคาโห โก อาวฏฺฏคฺคาโห โก อนฺโตปูติภาโวติ ฯ โอริมํ ตีรนฺติ โข ภิกฺขุ ฉนฺเนตํ อชฺฌตฺติกานํ อายตนานํ อธิวจนํ ฯ ปาริมํ ตีรนฺติ โข ภิกฺขุ ฉนฺเนตํ พาหิรานํ อายตนานํ อธิวจนํ ฯ มชฺเฌ สํสีทิโตติ โข ภิกฺขุ นนฺทิราคสฺเสตํ อธิวจนํ ฯ ถเล อุสฺสาโทติ โข ภิกฺขุ อสฺมิมานสฺเสตํ อธิวจนํ ฯ {๓๒๓.๑} กตโม จ ภิกฺขุ มนุสฺสคฺคาโห ฯ อิธ ภิกฺขุ คิหีหิ สํสฏฺโฐ วิหรติ สหนนฺทิ สหโสกี สุขิเตสุ สุขิโต ทุกฺขิเตสุ ทุกฺขิโต อุปฺปนฺเนสุ กิจฺจกรณีเยสุ อตฺตโน โยคํ อาปชฺชติ ฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขุ มนุสฺสคฺคาโห ฯ {๓๒๓.๒} กตโม จ ภิกฺขุ อมนุสฺสคฺคาโห ฯ อิธ ภิกฺขุ เอกจฺโจ อญฺญตรํ เทวนิกายํ ปณิธาย พฺรหฺมจริยํ จรติ อิมินาหํ สีเลน วา วตฺเตน วา ตเปน วา พฺรหฺมจริเยน วา เทโว วา ภวิสฺสามิ เทวญฺญตโร วาติ ฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขุ อมนุสฺสคฺคาโห ฯ อาวฏฺฏคฺคาโหติ โข ภิกฺขุ ปญฺจนฺเนตํ กามคุณานํ อธิวจนํ ฯ กตโม จ ภิกฺขุ อนฺโตปูติภาโว ฯ อิธ ภิกฺขุ เอกจฺโจ ทุสฺสีโล โหติ ปาปธมฺโม อสุจิ สงฺกสฺสรสมาจาโร ปฏิจฺฉนฺนกมฺมนฺโต อสฺสมโณ สมณปฏิญฺโญ อพฺรหฺมจารี พฺรหฺมจารีปฏิญฺโญ อนฺโตปูติ อวสฺสุโต กสมฺพุกชาโต ฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขุ อนฺโตปูติภาโวติ ฯ

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ภิกษุรูปหนึ่งได้ทูลถาม พระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ฝั่งนี้ได้แก่อะไร ฝั่งโน้นได้แก่อะไร การจมลงในท่ามกลางได้แก่อะไร การเกยบนบกได้แก่อะไร มนุษย์ผู้จับคืออะไร อมนุษย์ผู้จับคืออะไร เกลียวน้ำวนๆ ไว้คืออะไร ความเป็นของเน่าในภายใน คืออะไร พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ คำว่า ฝั่งนี้ เป็นชื่อแห่งอายตนะ ภายใน ๖ คำว่าฝั่งโน้น เป็นชื่อแห่งอายตนะภายนอก ๖ คำว่าจมในท่ามกลาง เป็นชื่อแห่งนันทิราคะ คำว่าเกยบก เป็นชื่อแห่งอัสมิมานะ ดูกรภิกษุ ก็ มนุษย์ผู้จับเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้คลุกคลี เพลิดเพลิน โศกเศร้า อยู่กับพวกคฤหัสถ์ เมื่อเขาสุขก็สุขด้วย เมื่อเขาทุกข์ก็ทุกข์ด้วย ย่อมถึงการ ประกอบตนในกิจการอันบังเกิดขึ้นแล้วของเขา ดูกรภิกษุ นี้เรียกว่ามนุษย์ผู้จับ ดูกรภิกษุ อมนุษย์ผู้จับเป็นไฉน ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ย่อมประพฤติ พรหมจรรย์ ปรารถนาเป็นเทพนิกายหมู่ใดหมู่หนึ่งว่า ด้วยศีล ด้วยวัตร ด้วยตบะ หรือด้วยพรหมจรรย์นี้ เราจักได้เป็นเทวดาหรือเทพยเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง ดูกรภิกษุ นี้เรียกว่าอมนุษย์ผู้จับ ดูกรภิกษุ คำว่าเกลียวน้ำวนๆ ไว้ เป็นชื่อแห่งกามคุณ ๕ ดูกรภิกษุ ความเป็นของเน่าในภายในเป็นไฉน ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ เป็น ผู้ทุศีล มีธรรมอันลามก ไม่สะอาด มีความประพฤติน่ารังเกียจ มีการงานปกปิดไว้ ไม่เป็นสมณะ ก็ปฏิญาณว่าเป็นสมณะ ไม่เป็นพรหมจารี ก็ปฏิญาณว่าเป็นพรหมจารี เป็นผู้เน่าในภายใน มีใจชุ่มด้วยกาม เป็นดุจขยะมูลฝอย ดูกรภิกษุ นี้เรียกว่า ความเป็นผู้เน่าในภายใน ฯ

ข้อ ๓๒๔

เตน โข ปน สมเยน นนฺโท โคปาลโก ภควโต อวิทูเร ฐิโต โหติ ฯ อถ โข นนฺโท โคปาลโก ภควนฺตํ เอตทโวจ อหํ โข ภนฺเต น โอริมํ ตีรํ อุปคจฺฉามิ น ปาริมํ ตีรํ อุปคจฺฉามิ น มชฺเฌ สํสีทิสฺสามิ น ถเล โอสีทิสฺสามิ น มนุสฺสคฺคาโห คาหิยติ น อมนุสฺสคฺคาโห คาหิยติ น อาวฏฺฏคฺคาโห คาหิยติ น อนฺโตปูติ ภวิสฺสามิ ฯ สาธุ ลเภยฺยาหํ ภนฺเต ภควโต สนฺติเก ปพฺพชฺชํ ลเภยฺยํ อุปสมฺปทนฺติ ฯ เตนหิ ตฺวํ นนฺท สามิกานํ คาโว นิยฺยาเทหีติ ฯ คมิสฺสนฺติ ภนฺเต คาโว วจฺฉคิทฺธินิโยติ ฯ นิยฺยาเทเหว ตฺวํ นนฺท สามิกานํ คาโวติ ฯ อถ โข นนฺโท โคปาลโก สามิกานํ คาโว นิยฺยาเทตฺวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ เอตทโวจ นิยฺยาตา ภนฺเต สามิกานํ คาโว ลเภยฺยาหํ ภนฺเต ภควโต สนฺติเก ปพฺพชฺชํ ลเภยฺยํ อุปสมฺปทนฺติ ฯ อลตฺถ โข นนฺโท โคปาลโก ภควโต สนฺติเก ปพฺพชฺชํ อลตฺถ อุปสมฺปทนฺติ ฯ อจิรูปสมฺปนฺโน จ ปนายสฺมา นนฺโท เอโก วูปกฏฺโฐ ฯเปฯ อญฺญตโร จ ปนายสฺมา นนฺโท อรหตํ อโหสีติ ฯ จตุตฺถํ ฯ

ก็โดยสมัยนั้นแล นายนันทโคบาลยืนอยู่ในที่ไม่ไกลพระผู้มี- *พระภาค ณ ที่นั้นแล นายนันทโคบาลได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่เข้าใกล้ฝั่งนี้ ไม่เข้าใกล้ฝั่งโน้น ไม่จมลงใน ท่ามกลาง ไม่ติดบนบก ไม่ถูกมนุษย์จับ ไม่ถูกอมนุษย์จับ ไม่ถูกเกลียวน้ำวนๆ ไว้ จักไม่เน่าในภายใน ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอประทานพระวโรกาส ข้าพระองค์พึงได้บรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาค ตรัสว่า ดูกรนันทะ ถ้าอย่างนั้น ท่านจงมอบโคให้เจ้าของเถิด ฯ น. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ โคที่ติดลูกจักไปเอง ฯ พ. ท่านจงมอบโคให้แก่เจ้าของเถิด นันทะ ฯ ครั้งนั้นแล นายนันทโคบาลมอบโคให้แก่เจ้าของแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มี- *พระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์มอบโคให้เจ้าของแล้ว ข้าพระองค์พึงได้บรรพชาอุปสมบทในสำนักของ พระผู้มีพระภาค นายนันทโคบาลได้บรรพชาอุปสมบทแล้วในสำนักของพระผู้มี- *พระภาค ก็แลท่านพระนันทะอุปสมบทแล้วไม่นาน เป็นผู้ๆ เดียว หลีกออกจาก หมู่ ไม่ประมาท มีความเพียร มีตนส่งไปแล้วอยู่ ไม่นานนัก ก็ทำให้แจ้งซึ่ง ที่สุดแห่งพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยม ซึ่งกุลบุตรทั้งหลายผู้ออกบวชเป็นบรรพชิตโดย ชอบต้องการนั้น ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ รู้ชัดว่า ชาติ สิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็น อย่างนี้มิได้มี ก็ท่านพระนันทะได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง ในจำนวนพระอรหันต์ ทั้งหลาย ฯ จบสูตรที่ ๔

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย