๔. อัฏฐกถากัณฑ์ ติกอัตถุทธาระ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๔. อัฏฐกถากัณฑ์] ติกอัตถุทธาระ ๔. อัฏฐกถากัณฑ์ ติกอัตถุทธาระ ๑. กุสลติกะ
สภาวธรรมที่เป็นกุศล เป็นไฉน สภาวธรรมที่เป็นกุศลในภูมิ ๔ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นกุศล
สภาวธรรมที่เป็นอกุศล เป็นไฉน จิตตุปบาทที่เป็นอกุศล ๑๒ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นอกุศล
สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤต เป็นไฉน วิบากในภูมิ ๔ อัพยากตกิริยาในภูมิ ๓ รูป และนิพพาน สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นอัพยากฤต ๒. เวทนาติกะ
สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เป็นไฉน จิตตุปบาทที่สหรคตด้วยโสมนัสฝ่ายกามาวจรกุศล ๔ ฝ่ายอกุศล ๔ ฝ่ายวิบากแห่งกามาวจรกุศล ๕ และฝ่ายกิริยาอย่างละ ๕ ดวง ฌาน ๓ และฌาน ๔ ที่เป็นรูปาวจรฝ่ายกุศล วิบาก และกิริยา ฌาน ๓ และฌาน ๔ ที่เป็นโลกุตตระฝ่ายกุศลและวิบาก เว้นสุขเวทนาที่เกิดขึ้นในจิตตุปบาทนี้ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าสัมปยุตด้วยสุขเวทนา
สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา เป็นไฉน จิตตุปบาทที่สหรคตด้วยโทมนัส ๒ และกายวิญญาณที่สหรคตด้วยทุกข์เว้นทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นในจิตเหล่านี้แล้ว สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าสัมปยุตด้วยทุกข-เวทนา
สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เป็นไฉน จิตตุปบาทที่สหรคตด้วยอุเบกขาฝ่ายกามาวจรกุศล ๔ ฝ่ายอกุศล ๖ ฝ่ายวิบากแห่งกามาวจรกุศล ๑๐ ฝ่ายวิบากแห่งอกุศล ๖ ฝ่ายกิริยา ๖ รูปาวจร-
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า : ๓๔๔}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๔. อัฏฐกถากัณฑ์] ติกอัตถุทธาระ จตุตถฌานฝ่ายกุศล วิบาก และกิริยา อรูปาวจร ๔ ฝ่ายกุศล วิบาก และกิริยาโลกุตตรจตุตถฌานฝ่ายกุศลและวิบาก เว้นอทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้นในจิตนี้แล้วสภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าสัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เวทนา ๓ รูป และนิพพาน สภาวธรรมเหล่านี้กล่าวไม่ได้ว่า สัมปยุตด้วยสุขเวทนา สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา หรือสัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ๓. วิปากติกะ
สภาวธรรมที่เป็นวิบาก เป็นไฉน วิบากในภูมิ ๔ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นวิบาก
สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดวิบาก เป็นไฉน กุศลในภูมิ ๔ และอกุศล สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นเหตุให้เกิดวิบาก
สภาวธรรมที่ไม่เป็นวิบากและไม่เป็นเหตุให้เกิดวิบาก เป็นไฉน อัพยากตกิริยาในภูมิ ๓ รูป และนิพพาน สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าไม่เป็นวิบากและไม่เป็นเหตุให้เกิดวิบาก ๔. อุปาทินนติกะ
สภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทาน เป็นไฉน วิบากในภูมิ ๓ และรูปอันกรรมปรุงแต่ง สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่ากรรมอันประกอบด้วยตัณหาทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทาน
สภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน เป็นไฉน กุศลในภูมิ ๓ อกุศล อัพยากตกิริยาในภูมิ ๓ และรูปอันกรรมไม่ปรุงแต่งสภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่ากรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน
สภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาทิฏฐิไม่ยึดถือและไม่ เป็นอารมณ์ของอุปาทาน เป็นไฉน
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า : ๓๔๕}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๔. อัฏฐกถากัณฑ์] ติกอัตถุทธาระ มรรค ๔ ที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ สามัญญผล ๔ และนิพพาน สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่ากรรมอันประกอบด้วยตัณหาทิฏฐิไม่ยึดถือและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน๕. สังกิลิฏฐติกะ
สภาวธรรมที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลส เป็นไฉน อกุศลจิตตุปบาท ๑๒ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่ากิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลส
สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลส เป็นไฉน กุศลในภูมิ ๓ วิบากในภูมิ ๓ อัพยากตกิริยาในภูมิ ๓ และรูปทั้งหมดสภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่ากิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลส
สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลส เป็นไฉน มรรค ๔ ที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ สามัญญผล ๔ และนิพพาน สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่ากิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลส๖. สวิตักกติกะ
สภาวธรรมที่มีทั้งวิตกและวิจาร เป็นไฉน กามาวจรกุศล อกุศล จิตตุปบาทฝ่ายวิบากแห่งกามาวจรกุศล ๑๑ ฝ่ายวิบากแห่งอกุศล ๒ ฝ่ายกิริยา ๑๑ รูปาวจรปฐมฌานฝ่ายกุศล วิบาก และกิริยาโลกุตตรปฐมฌานฝ่ายกุศลและวิบาก เว้นวิตกและวิจารที่เกิดขึ้นในจิตเหล่านี้แล้วสภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่ามีทั้งวิตกและวิจาร
สภาวธรรมที่ไม่มีวิตกมีเพียงวิจาร เป็นไฉน ทุติยฌานในรูปาวจร ปัญจกนัยฝ่ายกุศล วิบาก และกิริยา ทุติยฌานใน โลกุตตรปัญจกนัย ฝ่ายกุศล และวิบาก และวิตก เว้นวิจารที่เกิดขึ้นในจิตเหล่านี้แล้วสภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าไม่มีวิตกมีเพียงวิจาร
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า : ๓๔๖}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๔. อัฏฐกถากัณฑ์] ติกอัตถุทธาระ
สภาวธรรมที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจาร เป็นไฉน ทวิปัญจวิญญาณทั้งหมด ฌาน ๓ และฌาน ๔ ที่เป็นรูปาวจรฝ่ายกุศล วิบากและกิริยา อรูป ๔ ฝ่ายกุศล วิบากแห่งกิริยา ฌาน ๓ และฌาน ๔ ฝ่ายที่เป็นโลกุตตระฝ่ายกุศล วิบาก วิจารที่เกิดขึ้นในทุติยฌาน ในปัญจกนัย รูป และนิพพานสภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าไม่มีทั้งวิตกและวิจาร วิจารที่เกิดพร้อมกับวิตกกล่าวไม่ได้ว่ามีทั้งวิตกและวิจาร ไม่มีวิตกมีเพียงวิจาร หรือไม่มีทั้งวิตกและวิจาร๗. ปีติติกะ
สภาวธรรมที่สหรคตด้วยปีติ เป็นไฉน จิตตุปบาทที่สหรคตด้วยโสมนัสฝ่ายกามาวจรกุศล ๔ ฝ่ายอกุศล ๔ ฝ่ายวิบากแห่งกามาวจรกุศล ๕ ฝ่ายกิริยา ๕ ทุติยฌาน ๒ และฌาน ๓ ที่เป็นรูปาวจรฝ่ายกุศล วิบาก และกิริยา ฌาน ๒ และฌาน ๓ ที่เป็นโลกุตตระฝ่ายกุศลและวิบากเว้นปีติที่เกิดขึ้นในจิตเหล่านั้นแล้ว สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าสหรคตด้วยปีติ
สภาวธรรมที่สหรคตด้วยสุข เป็นไฉน จิตตุปบาทที่สหรคตด้วยโสมนัสฝ่ายกามาวจรกุศล ๔ ฝ่ายอกุศล ๔ ฝ่ายวิบากแห่งกามาวจรกุศล ๖ ฝ่ายกิริยา ๕ ฌาน ๓ และฌาน ๔ ที่เป็นรูปาวจร ฝ่ายกุศล วิบาก และกิริยา ฌาน ๓ และฌาน ๔ ที่เป็นโลกุตตระกุศลและวิบาก เว้นสุขที่เกิดขึ้นในจิตเหล่านี้แล้ว สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าสหรคตด้วยสุข
สภาวธรรมที่สหรคตด้วยอุเบกขา เป็นไฉน จิตตุปบาทที่สหรคตด้วยอุเบกขา ฝ่ายกามาวจรกุศล ๔ ฝ่ายอกุศล ๖ ฝ่ายวิบากแห่งกามาวจรกุศล ๑๐ ฝ่ายวิบากแห่งอกุศล ๖ ฝ่ายกิริยา ๖ รูปาวจร-จตุตถฌาน ฝ่ายกุศล วิบาก และกิริยา อรูป ๔ ฝ่ายกุศล วิบาก และกิริยาโลกุตตรจตุตถฌานฝ่ายกุศลและวิบาก เว้นอุเบกขาที่เกิดขึ้นในจิตเหล่านี้แล้วสภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าสหรคตด้วยอุเบกขา ปีติไม่สหรคตด้วยปีติ แต่สหรคตด้วยสุข ไม่สหรคตด้วยอุเบกขา สุขไม่สหรคตด้วยสุข แต่ที่สหรคตด้วยปีติ ไม่สหรคตด้วยอุเบกขาก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า สหรคตด้วยปีติก็มี จิตตุปบาทที่สหรคตด้วยโทมนัส ๒กายวิญญาณที่สหรคตด้วยทุกข์ อุเบกขาเวทนา รูป และนิพพาน สภาวธรรมเหล่านี้กล่าวไม่ได้ว่าสหรคตด้วยปีติ สหรคตด้วยสุข หรือสหรคตด้วยอุเบกขา
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า : ๓๔๗}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๔. อัฏฐกถากัณฑ์] ติกอัตถุทธาระ ๘. ทัสสนติกะ
สภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรค เป็นไฉน จิตตุปบาทที่สหรคตด้วยทิฏฐิ ๔ ดวง จิตตุปบาทที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาสภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรค
สภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ เป็นไฉน จิตตุปบาทที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ จิตตุปบาทที่สหรคตด้วยโลภวิปปยุตจากทิฏฐิ ๔ จิตตุปบาทที่สหรคตด้วยโทมนัส ๒ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคก็มีต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ ก็มี
สภาวธรรมที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓เป็นไฉน กุศลในภูมิ ๔ วิบากในภูมิ ๔ อัพยากตกิริยาในภูมิ ๓ รูป และนิพพานสภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓๙. ทัสสนเหตุติกะ
สภาวธรรมที่มีเหตุต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรค เป็นไฉน จิตตุปบาทที่สัมปยุตด้วยทิฏฐิ ๔ ดวง จิตตุปบาทที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา เว้นโมหะที่เกิดในจิตตุปบาทนี้แล้ว สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่ามีเหตุต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรค
สภาวธรรมที่มีเหตุต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ เป็นไฉน จิตตุปบาทที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ เว้นโมหะที่เกิดขึ้นในจิตตุปบาทนี้แล้ว สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่ามีเหตุต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ จิตตุปบาทที่สหรคตด้วยโลภวิปปยุตจากทิฏฐิ ๔ จิตตุปบาทที่สหรคตด้วยโทมนัส ๒ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่ามีเหตุต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคก็มี มีเหตุต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ ก็มี
สภาวธรรมที่ไม่มีเหตุต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรค เบื้องบน ๓ เป็นไฉน
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า : ๓๔๘}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๔. อัฏฐกถากัณฑ์] ติกอัตถุทธาระ โมหะที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา โมหะที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ กุศลในภูมิ ๔ วิบากในภูมิ ๔ อัพยากตกิริยาในภูมิ ๓ รูป และนิพพาน สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าไม่มีเหตุต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ๑๐. อาจยคามิติกะ
สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติ เป็นไฉน กุศลในภูมิ ๓ และอกุศล สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติ
สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพาน เป็นไฉน มรรค ๔ ที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นเหตุให้ถึงนิพพาน
สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพาน เป็นไฉน วิบากในภูมิ ๔ อัพยากตกิริยาในภูมิ ๓ รูป และนิพพาน สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพาน ๑๑. เสกขติกะ
สภาวธรรมที่เป็นของเสขบุคคล เป็นไฉน มรรค ๔ ที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ สามัญญผลเบื้องต่ำ ๓ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นของเสขบุคคล
สภาวธรรมที่เป็นของอเสขบุคคล เป็นไฉน อรหัตตผลที่เป็นผลเบื้องบน สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นของอเสขบุคคล
สภาวธรรมที่ไม่เป็นของเสขบุคคลและอเสขบุคคล เป็นไฉน กุศลในภูมิ ๓ อกุศล วิบากในภูมิ ๓ อัพยากตกิริยาในภูมิ ๓ รูป และนิพพานสภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าไม่เป็นของเสขบุคคลและอเสขบุคคล๑๒. ปริตตติกะ
สภาวธรรมที่เป็นปริตตะ เป็นไฉน กามาวจรกุศล อกุศล กามาวจรวิบากทั้งหมด กามาวจรอัพยากตกิริยา และรูปทั้งหมด สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นปริตตะ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า : ๓๔๙}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๔. อัฏฐกถากัณฑ์] ติกอัตถุทธาระ
สภาวธรรมที่เป็นมหัคคตะ เป็นไฉน กุศลและอัพยากฤตที่เป็นรูปาวจรและอรูปาวจร สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นมหัคคตะ
สภาวธรรมที่เป็นอัปปมาณะ เป็นไฉน มรรค ๔ ที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ สามัญญผล ๔ และนิพพาน สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นอัปปมาณะ ๑๓. ปริตตารัมมณติกะ
สภาวธรรมที่มีปริตตะเป็นอารมณ์ เป็นไฉน กามาวจรวิบากทั้งหมด มโนธาตุที่เป็นกิริยา มโนวิญญาณธาตุที่เป็นอเหตุก-กิริยาซึ่งสหรคตด้วยโสมนัส สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่ามีปริตตะเป็นอารมณ์
สภาวธรรมที่มีมหัคคตะเป็นอารมณ์ เป็นไฉน วิญญาณัญจายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่ามีมหัคคตะเป็นอารมณ์
สภาวธรรมที่มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์ เป็นไฉน มรรค ๔ ที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ สามัญญผล ๔ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่ามีอัปปมาณะเป็นอารมณ์ จิตตุปบาทที่เป็นญาณวิปปยุตฝ่ายกามาวจรกุศล ๔ จิตตุปบาทที่เป็นญาณ- วิปปยุตฝ่ายกิริยา ๔ อกุศลทั้งหมด สภาวธรรมเหล่านี้มีปริตตะเป็นอารมณ์ก็มี มีมหัคคตะเป็นอารมณ์แต่ไม่มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์ กล่าวไม่ได้ว่า มีปริตตะเป็นอารมณ์หรือมีมหัคคตะเป็นอารมณ์ก็มี จิตตุปบาทที่เป็นญาณสัมปยุตฝ่าย กามาวจรกุศล ๔ ฝ่ายกิริยา ๔ รูปาวจรจตุตถฌานฝ่ายกุศลและกิริยา มโน-วิญญาณธาตุที่เป็นอเหตุกกิริยาซึ่งสหรคตด้วยอุเบกขา สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่ามีปริตตะเป็นอารมณ์ก็มี มีมหัคคตะเป็นอารมณ์ก็มี มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์ก็มีกล่าวไม่ได้ว่า มีปริตตะเป็นอารมณ์ มีมหัคคตะเป็นอารมณ์ หรือมีอัปปมาณะเป็นอารมณ์ก็มี ฌาน ๓ และฌาน ๔ ที่เป็นรูปาวจรฝ่ายกุศล วิบาก และกิริยา
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า : ๓๕๐}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๔. อัฏฐกถากัณฑ์] ติกอัตถุทธาระ จตุตถฌานวิบาก อากาสานัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ สภาวธรรมเหล่านี้กล่าวไม่ได้ว่า มีปริตตะเป็นอารมณ์ มีมหัคคตะเป็นอารมณ์ หรือมีอัปปมาณะเป็นอารมณ์ รูปและนิพพานชื่อว่ารับรู้อารมณ์ไม่ได้ ๑๔. หีนติกะ
สภาวธรรมชั้นต่ำ เป็นไฉน จิตตุปบาทที่เป็นอกุศล สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าธรรมชั้นต่ำ
สภาวธรรมชั้นกลาง เป็นไฉน กุศลในภูมิ ๓ วิบากในภูมิ ๓ อัพยากตกิริยาในภูมิ ๓ และรูปทั้งหมดสภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าธรรมชั้นกลาง
สภาวธรรมชั้นประณีต เป็นไฉน มรรค ๔ ที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ สามัญญผล ๔ และนิพพาน สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าธรรมชั้นประณีต ๑๕. มิจฉัตตติกะ
สภาวธรรมที่มีสภาวะผิดและให้ผลแน่นอน เป็นไฉน จิตตุปบาทที่เป็นทิฏฐิคตสัมปยุตตจิต ๔ จิตตุปบาทที่สหรคตด้วยโทมนัส ๒สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่ามีสภาวะผิดและให้ผลแน่นอนก็มี ให้ผลไม่แน่นอนก็มี
สภาวธรรมที่มีสภาวะชอบและให้ผลแน่นอน เป็นไฉน มรรค ๔ ที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่ามีสภาวะชอบและให้ผลแน่นอน
สภาวธรรมที่ไม่แน่นอนโดยอาการทั้งสองนั้น เป็นไฉน จิตตุปบาทที่สหรคตด้วยโลภ วิปปยุตจากทิฏฐิ ๔ จิตตุปบาทที่สหรคตด้วย วิจิกิจฉา จิตตุปบาทที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ กุศลในภูมิ ๓ วิบากในภูมิ ๓ อัพยากตกิริยาในภูมิ ๓ รูป และนิพพาน สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าไม่แน่นอนโดยอาการทั้งสองนั้น
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า : ๓๕๑}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๔. อัฏฐกถากัณฑ์] ติกอัตถุทธาระ ๑๖. มัคคารัมมณติกะ
สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์ เป็นไฉน จิตตุปบาทที่เป็นญาณสัมปยุตฝ่ายกามาวจรกุศล ๔ ฝ่ายกิริยา ๔ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่ามีมรรคเป็นอารมณ์ก็มี แต่ไม่มีมรรคเป็นเหตุ ที่มีมรรคเป็นอธิบดีก็มีแต่กล่าวไม่ได้ว่า มีมรรคเป็นอารมณ์หรือมีมรรคเป็นอธิบดี อริยมรรค ๔ ไม่มีมรรคเป็นอารมณ์ แต่มีมรรคเป็นเหตุ ที่มีมรรคเป็นอธิบดีก็มี แต่กล่าวไม่ได้ว่า มีมรรคเป็นอธิบดีก็มี รูปาวจรจตุตถฌานที่เป็นฝ่ายกุศลและฝ่ายกิริยา มโนวิญญาณธาตุที่เป็นอเหตุกกิริยาซึ่งสหรคตด้วยอุเบกขา สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่ามีมรรคเป็นอารมณ์แต่ไม่มีมรรคเป็นเหตุ ที่ไม่มีมรรคเป็นอธิบดี แต่กล่าวไม่ได้ว่า มีมรรคเป็นอารมณ์ก็มี จิตตุปบาทที่เป็นญาณวิปปยุต ๔ อกุศลทั้งหมด วิบากแห่งกามาวจรทั้งหมดจิตตุปบาทฝ่ายกิริยา ๖ ฌาน ๓ ฌาน ๔ ที่เป็นรูปาวจรฝ่ายกุศล วิบาก และกิริยาวิบากแห่งจตุตถฌาน อรูปฌาน ๔ ฝ่ายกุศล วิบาก กิริยา และสามัญญผล ๔สภาวธรรมเหล่านี้กล่าวไม่ได้ว่า มีมรรคเป็นอารมณ์ มีมรรคเป็นเหตุ หรือมีมรรคเป็นอธิบดี รูปและนิพพานรับรู้อารมณ์ไม่ได้ ๑๗. อุปปันนติกะ
สภาวธรรมที่เกิดขึ้น เป็นไฉน วิบากในภูมิ ๔ รูปอันกรรมปรุงแต่ง สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเกิดขึ้นก็มี ที่จักเกิดแน่นอนก็มี แต่กล่าวไม่ได้ว่า ยังไม่เกิดขึ้น กุศลในภูมิ ๔ อกุศล อัพยากตกิริยาในภูมิ ๓ รูปอันกรรมไม่ปรุงแต่ง สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเกิดขึ้นก็มี ยังไม่เกิดขึ้นก็มี แต่กล่าวไม่ได้ว่าจักเกิดขึ้นแน่นอน นิพพานกล่าวไม่ได้ว่าเกิดขึ้น ยังไม่เกิดขึ้นหรือจักเกิดขึ้นแน่นอน ๑๘. อตีตติกะ
เว้นนิพพานแล้ว สภาวธรรมทั้งหมดที่เป็นอดีตก็มี ที่เป็นอนาคตก็มี ที่เป็นปัจจุบันก็มี นิพพานกล่าวไม่ได้ว่าเป็นอดีต อนาคต หรือเป็นปัจจุบัน
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า : ๓๕๒}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๔. อัฏฐกถากัณฑ์] ติกอัตถุทธาระ ๑๙. อตีตารัมมณติกะ
สภาวธรรมที่มีอดีตธรรมเป็นอารมณ์ เป็นไฉน วิญญาณัญจายตนะ และเนวสัญญานาสัญญายตนะ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่ามีอดีตธรรมเป็นอารมณ์
สภาวธรรมที่มีอนาคตธรรมเป็นอารมณ์อย่างเดียว ไม่มี
สภาวธรรมที่มีปัจจุบันธรรมเป็นอารมณ์ เป็นไฉน ปัญจวิญญาณและมโนธาตุ ๓ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่ามีปัจจุบันธรรมเป็นอารมณ์ จิตตุปบาทฝ่ายวิบากแห่งกามาวจรกุศล ๑๐ มโนวิญญาณธาตุที่สหรคตด้วยอุเบกขาฝ่ายอกุศลวิบาก มโนวิญญาณธาตุที่เป็นอเหตุกกิริยาซึ่งสหรคตด้วยโสมนัสสภาวธรรมเหล่านี้ที่มีอดีตธรรมเป็นอารมณ์ก็มี ที่มีอนาคตธรรมเป็นอารมณ์ก็มี ที่มีปัจจุบันธรรมเป็นอารมณ์ก็มี กามาวจรกุศล อกุศล จิตตุปบาทฝ่ายกิริยา ๙รูปาวจรจตุตถฌานฝ่ายกุศลและกิริยา สภาวธรรมเหล่านี้ที่มีอดีตธรรมเป็นอารมณ์ก็มี ที่มีอนาคตธรรมเป็นอารมณ์ก็มี ที่มีปัจจุบันธรรมเป็นอารมณ์ก็มี และกล่าวไม่ได้ว่า มีอดีตธรรมเป็นอารมณ์หรือมีอนาคตธรรมเป็นอารมณ์ ฌาน ๓ และ ๔ ที่เป็นรูปาวจรฝ่ายกุศล วิบาก และกิริยา จตุตถฌานวิบาก อากาสานัญจายตนะอากิญจัญญายตนะ มรรค ๔ ที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ สามัญญผล ๔ สภาวธรรมเหล่านี้กล่าวไม่ได้ว่ามีอดีตธรรมเป็นอารมณ์ มีอนาคตธรรมเป็นอารมณ์ หรือมีปัจจุบันธรรมเป็นอารมณ์ รูปและนิพพานชื่อว่ารับรู้อารมณ์ไม่ได้๒๐. อัชฌัตตติกะ
เว้นรูปที่ไม่เนื่องด้วยอินทรีย์และนิพพานแล้ว สภาวธรรมทั้งหมดที่ เป็นภายในตนก็มี ที่เป็นภายนอกตนก็มี ที่เป็นภายในตนและภายนอกตนก็มี รูปที่ไม่เนื่องด้วยอินทรีย์และนิพพานชื่อว่าเป็นภายนอกตน
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า : ๓๕๓}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๔. อัฏฐกถากัณฑ์] ติกอัตถุทธาระ ๒๑. อัชฌัตตารัมมณติกะ
สภาวธรรมที่มีธรรมภายในตนเป็นอารมณ์ เป็นไฉน วิญญาณัญจายตนะ และเนวสัญญานาสัญญายตนะ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่ามีธรรมภายในตนเป็นอารมณ์
สภาวธรรมที่มีธรรมภายนอกตนเป็นอารมณ์ เป็นไฉน ฌาน ๓ และฌาน ๔ ที่เป็นรูปาวจรฝ่ายกุศล วิบาก และกิริยา จตุตถฌานวิบากอากาสานัญจายตนะ มรรค ๔ ที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ และสามัญญผล ๔ สภาว-ธรรมเหล่านี้ชื่อว่ามีธรรมภายนอกตนเป็นอารมณ์ เว้นรูปแล้ว สภาวธรรมที่เป็นกุศล อกุศล และอัพยากฤตที่เป็นกามาวจรทั้งหมด รูปาวจรจตุตถฌานฝ่ายกุศลและกิริยา สภาวธรรมเหล่านี้ที่มีธรรมภายในตนเป็นอารมณ์ก็มี ที่มีธรรมภายนอกตนเป็นอารมณ์ก็มี ที่มีธรรมภายในตนและภายนอกตนเป็นอารมณ์ก็มี อากิญจัญญายตนะกล่าวไม่ได้ว่ามีธรรมภายในเป็นอารมณ์ มีธรรมภายนอกตนเป็นอารมณ์ หรือมีธรรมภายในตนและภายนอกตนเป็นอารมณ์ รูปและนิพพานชื่อว่ารับรู้อารมณ์ไม่ได้ ๒๒. สนิทัสสนติกะ
สภาวธรรมที่เห็นได้และกระทบได้ เป็นไฉน รูปายตนะ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเห็นได้และกระทบได้
สภาวธรรมที่เห็นไม่ได้แต่กระทบได้ เป็นไฉน จักขายตนะ ฯลฯ โผฏฐัพพายตนะ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเห็นไม่ได้แต่กระทบได้
สภาวธรรมที่เห็นไม่ได้และกระทบไม่ได้ เป็นไฉน กุศลในภูมิ ๔ อกุศล วิบากในภูมิ ๔ อัพยากตกิริยาในภูมิ ๓ รูปที่เห็นไม่ได้กระทบไม่ได้ ซึ่งนับเนื่องในธัมมายตนะ และนิพพาน สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเห็นไม่ได้และกระทบไม่ได้ ติกอัตถุทธาระ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า : ๓๕๔}
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อตฺถุทฺธารกณฺฑํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๔ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๑ ธรรมสังคณีปกรณ์ อัตถุทธารกัณท์ ติกะ
กตเม ธมฺมา กุสลา จตูสุ ภูมีสุ กุสลํ อิเม ธมฺมา กุสลา ฯ กตเม ธมฺมา อกุสลา ทฺวาทส อกุสลจิตฺตุปฺปาทา อิเม ธมฺมา อกุสลา ฯ กตเม ธมฺมา อพฺยากตา จตูสุ ภูมีสุ วิปาโก ตีสุ ภูมีสุ กิริยาพฺยากตํ รูปญฺจ นิพฺพานญฺจ อิเม ธมฺมา อพฺยากตา ฯ
ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน? กุศลในภูมิ ๔ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล. ธรรมเป็นอกุศล เป็นไฉน? จิตตุปบาทฝ่ายอกุศล ๑๒ ดวง สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นอกุศล. ธรรมเป็นอัพยากฤต เป็นไฉน? วิบากในภูมิ ๔ กิริยาอัพยากฤตในภูมิ ๓ รูป และนิพพาน สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าธรรมเป็นอัพยากฤต
กตเม ธมฺมา สุขายเวทนายสมฺปยุตฺตา กามาวจรกุสลโต จตฺตาโร โสมนสฺสสหคตา จิตฺตุปฺปาทา อกุสลโต จตฺตาโร กามาวจรกุสลสฺส วิปากโต จ กิริยโต จ ปญฺจ รูปาวจรติกจตุกฺกชฺฌานา กุสลโต จ วิปากโต จ กิริยโต จ โลกุตฺตรติกจตุกฺกชฺฌานา กุสลโต จ วิปากโต จ เอตฺถุปฺปนฺนํ สุขํ เวทนํ ฐเปตฺวา อิเม ธมฺมา สุขายเวทนายสมฺปยุตฺตา ฯ {๘๗๙.๑} กตเม ธมฺมา ทุกฺขายเวทนายสมฺปยุตฺตา เทฺว โทมนสฺสสหคตา จิตฺตุปฺปาทา ทุกฺขสหคตํ กายวิญฺญาณํ เอตฺถุปฺปนฺนํ ทุกฺขํ เวทนํ ฐเปตฺวา อิเม ธมฺมา ทุกฺขายเวทนายสมฺปยุตฺตา ฯ กตเม ธมฺมา อทุกฺขมสุขายเวทนายสมฺปยุตฺตา กามาวจรกุสลโต จตฺตาโร อุเปกฺขาสหคตา จิตฺตุปฺปาทา อกุสลโต ฉ กามาวจรกุสลสฺส วิปากโต ทส อกุสลสฺส วิปากโต ฉ กิริยโต ฉ รูปาวจรํ จตุตฺถํ ฌานํ กุสลโต จ วิปากโต จ กิริยโต จ จตฺตาโร อารุปฺปา กุสลโต จ วิปากโต จ กิริยโต จ โลกุตฺตรํ จตุตฺถํ ฌานํ กุสลโต จ วิปากโต จ เอตฺถุปฺปนฺนํ อทุกฺขมสุขํ เวทนํ ฐเปตฺวา อิเม ธมฺมา อทุกฺขมสุขายเวทนายสมฺปยุตฺตา ฯ ติสฺโส จ เวทนา รูปญฺจ นิพฺพานญฺจ อิเม ธมฺมา น วตฺตพฺพา สุขายเวทนายสมฺปยุตฺตาติปิ ทุกฺขายเวทนายสมฺปยุตฺตาติปิ อทุกฺขมสุขายเวทนายสมฺปยุตฺตาติปิ ฯ
ธรรมสัมปยุตด้วยสุขเวทนา เป็นไฉน? จิตตุปบาทที่สหรคตด้วยโสมนัสเวทนา ฝ่ายกามาวจรกุศล ๔ ดวง ฝ่ายอกุศล ๔ ดวงฝ่ายกามาวจรกุศลวิบาก และฝ่ายกิริยา (อย่างละ) ๕ ดวง ฌาน ๓ (ในจตุกกนัย) และ ๔ (ในปัญ-*จกนัย) ที่เป็นรูปาวจร ฝ่ายกุศล ฝ่ายวิบาก และฝ่ายกิริยา, ฌาน ๓ และ ๔ ที่เป็นโลกุตตระฝ่ายกุศล และฝ่ายวิบาก เว้นสุขเวทนาที่บังเกิดในจิตตุปบาทเหล่านี้เสีย สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าธรรมสัมปยุตด้วยสุขเวทนา. ธรรมที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา เป็นไฉน? จิตตุปบาทที่สหรคตด้วยโทมนัสเวทนา ๒ ดวง กายวิญญาณที่สหรคตด้วยทุกขเวทนาเว้นทุกขเวทนาที่บังเกิดในจิตตุปบาทเหล่านี้เสีย สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมสหรคตด้วยทุกข-*เวทนา. ธรรมสหรคตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เป็นไฉน? จิตตุปบาทที่สหรคตด้วยอุเบกขาเวทนา ฝ่ายกามาวจรกุศล ๔ ดวง ฝ่ายอกุศล ๖ ดวงฝ่ายกามาวจรกุศลวิบาก ๑๐ ดวง ฝ่ายอกุศลวิบาก ๖ ดวง ฝ่ายกิริยา ๖ ดวง รูปาวจรจตุตถฌานฝ่ายกุศล ฝ่ายวิบาก และฝ่ายกิริยา อรูป ๔ ฝ่ายกุศล ฝ่ายวิบาก และฝ่ายกิริยา โลกุตตรจตุตถฌานฝ่ายกุศล และฝ่ายวิบาก เว้นอทุกขมสุขเวทนาที่บังเกิดในจิตตุปบาทเหล่านี้เสีย สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมสัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา. เวทนาทั้ง ๓ รูป และนิพพาน สภาวธรรมเหล่านี้จะกล่าวว่า ธรรมสัมปยุตด้วยสุขเวทนาก็ไม่ได้ ว่าธรรมสัมปยุตด้วยทุกขเวทนาก็ไม่ได้ ว่าธรรมสัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาก็ไม่ได้.
กตเม ธมฺมา วิปากา จตูสุ ภูมีสุ วิปาโก อิเม ธมฺมา วิปากา ฯ กตเม ธมฺมา วิปากธมฺมธมฺมา จตูสุ ภูมีสุ กุสลํ อกุสลํ อิเม ธมฺมา วิปากธมฺมธมฺมา ฯ กตเม ธมฺมา เนววิปากนวิปากธมฺมธมฺมา ตีสุ ภูมีสุ กิริยาพฺยากตํ รูปญฺจ นิพฺพานญฺจ อิเม ธมฺมา เนววิปากนวิปากธมฺมธมฺมา ฯ
ธรรมเป็นวิบาก เป็นไฉน? วิบากในภูมิ ๔ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นวิบาก. ธรรมเป็นเหตุแห่งวิบาก เป็นไฉน? กุศลในภูมิ ๔ อกุศล สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นเหตุแห่งวิบาก. ธรรมไม่เป็นวิบากและไม่เป็นเหตุแห่งวิบาก เป็นไฉน? กิริยาอัพยากฤตในภูมิ ๓ รูป และนิพพาน สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมไม่เป็นวิบากและไม่เป็นเหตุแห่งวิบาก.
กตเม ธมฺมา อุปาทินฺนุปาทานิยา ตีสุ ภูมีสุ วิปาโก ยญฺจ รูปํ กมฺมสฺส กตตฺตา อิเม ธมฺมา อุปาทินฺนุปาทานิยา ฯ กตเม ธมฺมา อนุปาทินฺนุปาทานิยา ตีสุ ภูมีสุ กุสลํ อกุสลํ ตีสุ ภูมีสุ กิริยาพฺยากตํ ยญฺจ รูปํ น กมฺมสฺส กตตฺตา อิเม ธมฺมา อนุปาทินฺนุปาทานิยา ฯ กตเม ธมฺมา อนุปาทินฺนานุปาทานิยา จตฺตาโร มคฺคา อปริยาปนฺนา จตฺตาริ จ สามญฺญผลานิ นิพฺพานญฺจ อิเม ธมฺมา อนุปาทินฺนานุปาทานิยา ฯ
อุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นไฉน? วิบากในภูมิ ๓ และรูปที่กรรมแต่งขึ้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า อุปาทินนุปาทานิยธรรม. อนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นไฉน? กุศลในภูมิ ๓ อกุศล กิริยาอัพยากฤตในภูมิ ๓ และรูปที่กรรมมิได้แต่งขึ้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า อนุปาทินนุปาทานิยธรรม. อนุปาทินนานุปาทานิยธรรม เป็นไฉน? มรรค ๔ ที่เป็นโลกุตตระ สามัญญผล ๔ และนิพพาน สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าอนุปาทินนานุปาทานิยธรรม.
กตเม ธมฺมา สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกา ทฺวาทส อกุสลจิตฺตุปฺปาทา อิเม ธมฺมา สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกา ฯ กตเม ธมฺมา อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกา ตีสุ ภูมีสุ กุสลํ ตีสุ ภูมีสุ วิปาโก ตีสุ ภูมีสุ กิริยาพฺยากตํ สพฺพญฺจ รูปํ อิเม ธมฺมา อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกา ฯ กตเม ธมฺมา อสงฺกิลิฏฺฐาสงฺกิเลสิกา จตฺตาโร มคฺคา อปริยาปนฺนา จตฺตาริ จ สามญฺญผลานิ นิพฺพานญฺจ อิเม ธมฺมา อสงฺกิลิฏฺฐาสงฺกิเลสิกา ฯ
ธรรมเศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของสังกิเลส เป็นไฉน? จิตตุปบาทฝ่ายอกุศล ๑๒ ดวง สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของสังกิเลส. ธรรมไม่เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของสังกิเลส เป็นไฉน? กุศลในภูมิ ๓ วิบากในภูมิ ๓ กิริยาอัพยากฤตในภูมิ ๓ และรูปทั้งหมดสภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมไม่เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของสังกิเลส. ธรรมไม่เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของสังกิเลส เป็นไฉน? มรรค ๔ ซึ่งเป็นโลกุตตระ สามัญญผล ๔ และนิพพาน สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมไม่เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของสังกิเลส.
กตเม ธมฺมา สวิตกฺกสวิจารา กามาวจรกุสลํ อกุสลํ กามาวจรกุสลสฺส วิปากโต เอกาทส จิตฺตุปฺปาทา อกุสลสฺส วิปากโต เทฺว กิริยโต เอกาทส รูปาวจรํ ปฐมํ ฌานํ กุสลโต จ วิปากโต จ กิริยโต จ โลกุตฺตรํ ปฐมํ ฌานํ กุสลโต จ วิปากโต จ เอตฺถุปฺปนฺเน วิตกฺกวิจาเร ฐเปตฺวา อิเม ธมฺมา สวิตกฺกสวิจารา ฯ กตเม ธมฺมา อวิตกฺกวิจารมตฺตา รูปาวจรปญฺจกนเย ทุติยํ ฌานํ กุสลโต จ วิปากโต จ กิริยโต จ โลกุตฺตรปญฺจกนเย ทุติยํ ฌานํ กุสลโต จ วิปากโต จ เอตฺถุปฺปนฺนํ วิจารํ ฐเปตฺวา อิเม ธมฺมา อวิตกฺกวิจารมตฺตา ฯ กตเม ธมฺมา อวิตกฺกาวิจารา เทฺว ปญฺจวิญฺญาณานิ รูปาวจรติกติกชฺฌานา กุสลโต จ วิปากโต จ กิริยโต จ จตฺตาโร อารุปฺปา กุสลโต จ วิปากโต จ กิริยโต จ โลกุตฺตรติกติกชฺฌานา กุสลโต จ วิปากโต จ ปญฺจกนเย ทุติเย ฌาเน อุปฺปนฺโน จ วิจาโร รูปญฺจ นิพฺพานญฺจ อิเม ธมฺมา อวิตกฺกาวิจารา ฯ วิตกฺกสหชาโต วิจาโร น วตฺตพฺโพ สวิตกฺกสวิจาโรติปิ อวิตกฺกวิจารมตฺโตติปิ อวิตกฺกาวิจาโรติปิ ฯ
ธรรมมีวิตกมีวิจาร เป็นไฉน? กามาวจรกุศล อกุศล จิตตุปบาทฝ่ายกามวจรกุศลวิบาก ๑๑ ดวง ฝ่ายอกุศลวิบาก ๒ ดวงฝ่ายกิริยา ๑๑ ดวง รูปาวจรปฐมฌาน ฝ่ายกุศล ฝ่ายวิบาก และฝ่ายกิริยา โลกุตตรปฐมฌานฝ่ายกุศล และฝ่ายวิบาก เว้นวิตกและวิจารที่บังเกิดในจิตตุปบาทเหล่านี้เสีย สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมมีวิตกมีวิจาร. ธรรมไม่มีวิตกแต่มีวิจาร เป็นไฉน? ทุติยฌานในรูปาวจรปัญจกนัย ฝ่ายกุศล ฝ่ายวิบาก และฝ่ายกิริยา ทุติยฌานในโลกุตตร-*ปัญจกนัย ฝ่ายกุศล และฝ่ายวิบาก เว้นวิจารที่บังเกิดในจิตตุปบาทเหล่านี้เสีย สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมไม่มีวิตกแต่มีวิจาร. ธรรมไม่มีวิตกไม่มีวิจาร เป็นไฉน? ปัญจวิญญาณทั้ง ๒ ฝ่าย ฌาน ๓ และ ๓ ที่เป็นรูปาวจร ฝ่ายกุศล ฝ่ายวิบาก และฝ่ายกิริยา อรูป ๔ ฝ่ายกุศล ฝ่ายวิบาก และฝ่ายกิริยา ฌาน ๓ และ ๓ ที่เป็นโลกุตตระ ฝ่ายกุศลและฝ่ายวิบาก วิจารที่บังเกิดในทุติยฌานในปัญจกนัย รูป และนิพพาน สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าธรรมไม่มีวิตกไม่มีวิจาร. วิจารที่บังเกิดร่วมกับวิตกจะกล่าวว่า มีวิตกมีวิจารก็ไม่ได้ ว่าไม่มีวิตกแต่มีวิจารก็ไม่ได้ว่าไม่มีวิตกไม่มีวิจารก็ไม่ได้
กตเม ธมฺมา ปีติสหคตา กามาวจรกุสลโต จตฺตาโร โสมนสฺสสหคตา จิตฺตุปฺปาทา อกุสลโต จตฺตาโร กามาวจรกุสลสฺส วิปากโต ปญฺจ กิริยโต ปญฺจ รูปาวจรทุกติกชฺฌานา กุสลโต จ วิปากโต จ กิริยโต จ โลกุตฺตรทุกติกชฺฌานา กุสลโต จ วิปากโต จ เอตฺถุปฺปนฺนํ ปีตึ ฐเปตฺวา อิเม ธมฺมา ปีติสหคตา ฯ {๘๘๔.๑} กตเม ธมฺมา สุขสหคตา กามาวจรกุสลโต จตฺตาโร โสมนสฺสสหคตา จิตฺตุปฺปาทา อกุสลโต จตฺตาโร กามาวจรกุสลสฺส วิปากโต ฉ กิริยโต ปญฺจ รูปาวจรติกจตุกฺกชฺฌานา กุสลโต จ วิปากโต จ กิริยโต จ โลกุตฺตรติกจตุกฺกชฺฌานา กุสลโต จ วิปากโต จ เอตฺถุปฺปนฺนํ สุขํ ฐเปตฺวา อิเม ธมฺมา สุขสหคตา ฯ {๘๘๔.๒} กตเม ธมฺมา อุเปกฺขาสหคตา กามาวจรกุสลโต จตฺตาโร อุเปกฺขาสหคตา จิตฺตุปฺปาทา อกุสลโต ฉ กามาวจรกุสลสฺส วิปากโต ทส อกุสลสฺส วิปากโต ฉ กิริยโต ฉ รูปาวจรํ จตุตฺถํ ฌานํ กุสลโต จ วิปากโต จ กิริยโต จ จตฺตาโร อารุปฺปา กุสลโต จ วิปากโต จ กิริยโต จ โลกุตฺตรํ จตุตฺถํ ฌานํ กุสลโต จ วิปากโต จ เอตฺถุปฺปนฺนํ อุเปกฺขํ ฐเปตฺวา อิเม ธมฺมา อุเปกฺขาสหคตา ฯ {๘๘๔.๓} ปีติ นปีติสหคตา สุขสหคตา นอุเปกฺขาสหคตา สุขํ นสุขสหคตํ สิยา ปีติสหคตํ นอุเปกฺขาสหคตํ สิยา น วตฺตพฺพํ ปีติสหคตนฺติ ฯ เทฺว โทมนสฺสสหคตา จิตฺตุปฺปาทา ทุกฺขสหคตํ กายวิญฺญาณํ ยา จ เวทนา อุเปกฺขา รูปญฺจ นิพฺพานญฺจ อิเม ธมฺมา น วตฺตพฺพา ปีติสหคตาติปิ สุขสหคตาติปิ อุเปกฺขาสหคตาติปิ ฯ
ธรรมสหรคตด้วยปีติ เป็นไฉน? จิตตุปบาทที่สหรคตด้วยโสมนัสเวทนา ฝ่ายกามาวจรกุศล ๔ ดวง ฝ่ายอกุศล ๔ ดวงฝ่ายกามาวจรกุศลวิบาก ๕ ดวง ฝ่ายกิริยา ๕ ดวง ฌาน ๒ และ ๓ ที่เป็นรูปาวจร ฝ่ายกุศลฝ่ายวิบาก และฝ่ายกิริยา ฌาน ๒ และ ๓ ที่เป็นโลกุตตระ ฝ่ายกุศล และฝ่ายวิบาก เว้นปีติที่บังเกิดในจิตตุปบาทเหล่านี้เสีย สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมสหรคตด้วยปีติ. ธรรมสหรคตด้วยสุขเวทนา เป็นไฉน? จิตตุปบาทที่สหรคตด้วยโสมนัสเวทนา ฝ่ายกามาวจรกุศล ๔ ดวง ฝ่ายอกุศล ๔ ดวงฝ่ายกามาวจรกุศลวิบาก ๖ ดวง ฝ่ายกิริยา ๕ ดวง ฌาน ๓ และ ๔ ที่เป็นรูปาวจร ฝ่ายกุศลฝ่ายวิบาก และฝ่ายกิริยา ฌาน ๓ และ ๔ ที่เป็นโลกุตตระ ฝ่ายกุศล และฝ่ายวิบาก เว้นสุขเวทนาที่บังเกิดในจิตตุปบาทเหล่านี้เสีย สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมสหรคตด้วยสุขเวทนา. ธรรมสหรคตด้วยอุเบกขาเวทนา เป็นไฉน? จิตตุปบาทที่สหรคตด้วยอุเบกขาเวทนา ฝ่ายกามาวจรกุศล ๔ ดวง ฝ่ายอกุศล ๖ ดวงฝ่ายกามาวจรกุศลวิบาก ๑๐ ดวง ฝ่ายอกุศลวิบาก ๖ ดวง ฝ่ายกิริยา ๖ ดวง รูปาวจรจตุตถฌานฝ่ายกุศล ฝ่ายวิบาก และฝ่ายกิริยา อรูป ๔ ฝ่ายกุศล ฝ่ายวิบาก และฝ่ายกิริยา โลกุตตรจตุตฌานฝ่ายกุศล และฝ่ายวิบากเว้นอุเบกขาเวทนาที่บังเกิดในจิตตุปบาทเหล่านี้เสีย สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมสหรคตด้วยอุเบกขาเวทนา. ปีติไม่สหรคตด้วยปีติ แต่สหรคตด้วยสุขเวทนา ไม่สหรคตด้วยอุเบกขาเวทนา. สุขเวทนาไม่สหรคตด้วยเวทนา แต่ที่สหรคตด้วยปีติ ไม่สหรคตด้วยอุเบกขาเวทนาก็มีที่จะกล่าวไม่ได้ว่า สหรคตด้วยปีติก็มี. จิตตุปบาทที่สหรคตด้วยโทมนัสเวทนา ๒ ดวง กายวิญญาณที่สหรคตด้วยทุกขเวทนาอุเบกขาเวทนา รูป และนิพพาน สภาวธรรมเหล่านี้ จะกล่าวว่าสหรคตด้วยปีติก็ไม่ได้ ว่าสหรคตด้วยสุขเวทนาก็ไม่ได้ ว่าสหรคตด้วยอุเบกขาเวทนาก็ไม่ได้.
กตเม ธมฺมา ทสฺสเนนปหาตพฺพา จตฺตาโร ทิฏฺฐิคตสมฺปยุตฺตา จิตฺตุปฺปาทา วิจิกิจฺฉาสหคโต จิตฺตุปฺปาโท อิเม ธมฺมา ทสฺสเนนปหาตพฺพา ฯ กตเม ธมฺมา ภาวนายปหาตพฺพา อุทฺธจฺจสหคโต จิตฺตุปฺปาโท อิเม ธมฺมา ภาวนายปหาตพฺพา ฯ จตฺตาโร ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺตโลภสหคตา จิตฺตุปฺปาทา เทฺว โทมนสฺสสหคตา จิตฺตุปฺปาทา อิเม ธมฺมา สิยา ทสฺสเนนปหาตพฺพา สิยา ภาวนายปหาตพฺพา ฯ กตเม ธมฺมา เนวทสฺสเนน- นภาวนายปหาตพฺพา จตูสุ ภูมีสุ กุสลํ จตูสุ ภูมีสุ วิปาโก ตีสุ ภูมีสุ กิริยาพฺยากตํ รูปญฺจ นิพฺพานญฺจ อิเม ธมฺมา เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺพา ฯ
ธรรมอันโสดาปัตติมรรคประหาณ เป็นไฉน? จิตตุปบาทที่สัมปยุตด้วยทิฏฐิ ๔ ดวง จิตตุปบาทที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาสภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมอันโสดาปัตติมรรคประหาณ. ธรรมอันมรรคเบื้องสูง ๓ ประหาณ เป็นไฉน? จิตตุปบาทที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมอันมรรคเบื้องสูง ๓ประหาณ. จิตตุปบาทที่สหรคตด้วยโลภะวิปปยุตจากทิฏฐิ ๔ ดวง จิตตุปบาทที่สหรคตด้วยโทมนัสเวทนา ๒ ดวง สภาวธรรมเหล่านี้ ที่เป็นธรรมอันโสดาปัตติมรรคประหาณก็มี ที่เป็นธรรมอันมรรคเบื้องสูง ๓ ประหาณก็มี. ธรรมอันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ ไม่ประหาณ เป็นไฉน? กุศลในภูมิ ๔ วิบากในภูมิ ๔ กิริยาอัพยากฤตในภูมิ ๓ รูป และนิพพาน สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมอันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ ไม่ประหาณ.
กตเม ธมฺมา ทสฺสเนนปหาตพฺพเหตุกา จตฺตาโร ทิฏฺฐิคตสมฺปยุตฺตา จิตฺตุปฺปาทา วิจิกิจฺฉาสหคโต จิตฺตุปฺปาโท เอตฺถุปฺปนฺนํ โมหํ ฐเปตฺวา อิเม ธมฺมา ทสฺสเนนปหาตพฺพเหตุกา ฯ กตเม ธมฺมา ภาวนายปหาตพฺพเหตุกา อุทฺธจฺจสหคโต จิตฺตุปฺปาโท เอตฺถุปฺปนฺนํ โมหํ ฐเปตฺวา อิเม ธมฺมา ภาวนายปหาตพฺพเหตุกา ฯ จตฺตาโร ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺตโลภสหคตา จิตฺตุปฺปาทา เทฺว โทมนสฺสสหคตา จิตฺตุปฺปาทา อิเม ธมฺมา สิยา ทสฺสเนนปหาตพฺพเหตุกา สิยา ภาวนายปหาตพฺพเหตุกา ฯ กตเม ธมฺมา เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺพเหตุกา วิจิกิจฺฉาสหคโต โมโห อุทฺธจฺจสหคโต โมโห จตูสุ ภูมีสุ กุสลํ จตูสุ ภูมีสุ วิปาโก ตีสุ ภูมีสุ กิริยาพฺยากตํ รูปญฺจ นิพฺพานญฺจ อิเม ธมฺมา เนวทสฺสเนน- นภาวนายปหาตพฺพเหตุกา ฯ
ธรรมมีสัมปยุตตเหตุอันโสดาปัตติมรรคประหาณ เป็นไฉน? จิตตุปบาทที่สัมปยุตด้วยทิฏฐิ ๔ ดวง จิตตุปบาทที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาเว้นโมหะที่บังเกิดในจิตตุปบาทเหล่านี้เสีย สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมมีสัมปยุตตเหตุอันโสดาปัตติมรรคประหาณ. ธรรมมีสัมปยุตตเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ ประหาณ เป็นไฉน? จิตตุปบาทที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ เว้นโมหะที่บังเกิดในจิตตุปบาทเหล่านี้เสีย สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมมีสัมปยุตตเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ ประหาณ. จิตตุปบาทที่สหรคตด้วยโลภะวิปปยุตจากทิฏฐิ ๔ ดวง จิตตุปบาทที่สหรคตด้วยโทมนัสเวทนา ๒ ดวง สภาวธรรมเหล่านี้ ที่เป็นธรรมมีสัมปยุตตเหตุอันโสดาปัตติมรรคประหาณก็มีที่เป็นธรรมมีสัมปยุตตเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ ประหาณก็มี. ธรรมไม่มีสัมปยุตตเหตุอันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ จะประหาณเป็นไฉน? โมหะที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา โมหะที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ กุศลในภูมิ ๔ วิบากในภูมิ ๔กิริยาอัพยากฤตในภูมิ ๓ รูป และนิพพาน สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมไม่มีสัมปยุตตเหตุอันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ จะประหาณ.
กตเม ธมฺมา อาจยคามิโน ตีสุ ภูมีสุ กุสลํ อกุสลํ อิเม ธมฺมา อาจยคามิโน ฯ กตเม ธมฺมา อปจยคามิโน จตฺตาโร มคฺคา อปริยาปนฺนา อิเม ธมฺมา อปจยคามิโน ฯ กตเม ธมฺมา เนวาจยคามิโนนาปจยคามิโน จตูสุ ภูมีสุ วิปาโก ตีสุ ภูมีสุ กิริยาพฺยากตํ รูปญฺจ นิพฺพานญฺจ อิเม ธมฺมา เนวาจยคามิโนนาปจยคามิโน ฯ
ธรรมเป็นเหตุให้จุติปฏิสนธิ เป็นไฉน? กุศลในภูมิ ๓ และอกุศล สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นเหตุให้จุติปฏิสนธิ. ธรรมเป็นเหตุให้ถึงนิพพาน เป็นไฉน? มรรค ๔ ที่เป็นโลกุตตระ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นเหตุให้ถึงนิพพาน. ธรรมไม่เป็นเหตุให้จุติปฏิสนธิ และไม่เป็นเหตุให้ถึงนิพพาน เป็นไฉน? วิบากในภูมิ ๔ กิริยาอัพยากฤตในภูมิ ๓ รูป และนิพพาน สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าธรรมไม่เป็นเหตุให้จุติปฏิสนธิ และไม่เป็นเหตุให้ถึงนิพพาน.
กตเม ธมฺมา เสกฺขา จตฺตาโร มคฺคา อปริยาปนฺนา เหฏฺฐิมานิ จ ตีณิ สามญฺญผลานิ อิเม ธมฺมา เสกฺขา ฯ กตเม ธมฺมา อเสกฺขา อุปริมํ อรหตฺตผลํ อิเม ธมฺมา อเสกฺขา ฯ กตเม ธมฺมา เนวเสกฺขานาเสกฺขา ตีสุ ภูมีสุ กุสลํ อกุสลํ ตีสุ ภูมีสุ วิปาโก ตีสุ ภูมีสุ กิริยาพฺยากตํ รูปญฺจ นิพฺพานญฺจ อิเม ธมฺมา เนวเสกฺขานาเสกฺขา ฯ
ธรรมเป็นของเสกขบุคคล เป็นไฉน? มรรค ๔ ที่เป็นโลกุตระ และสามัญญผล ๓ เบื้องต่ำ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นของเสกขบุคคล. ธรรมเป็นของอเสกขบุคคล เป็นไฉน? อรหัตผลเบื้องสูง สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นของอเสกขบุคคล. ธรรมไม่เป็นของเสกขบุคคล และไม่เป็นของอเสกขบุคคล เป็นไฉน? กุศลในภูมิ ๓ อกุศล วิบากในภูมิ ๓ กิริยาอัพยากฤตในภูมิ ๓ รูปและนิพพานสภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมไม่เป็นของเสกขบุคคล และไม่เป็นของอเสกขบุคคล.
กตเม ธมฺมา ปริตฺตา กามาวจรกุสลํ อกุสลํ สพฺโพ กามาวจรสฺส วิปาโก กามาวจรกิริยาพฺยากตํ สพฺพญฺจ รูปํ อิเม ธมฺมา ปริตฺตา ฯ กตเม ธมฺมา มหคฺคตา รูปาวจรา อรูปาวจรา กุสลาพฺยากตา อิเม ธมฺมา มหคฺคตา ฯ กตเม ธมฺมา อปฺปมาณา จตฺตาโร มคฺคา อปริยาปนฺนา จตฺตาริ จ สามญฺญผลานิ นิพฺพานญฺจ อิเม ธมฺมา อปฺปมาณา ฯ
ธรรมเป็นปริตตะ เป็นไฉน? กามาวจรกุศล อกุศล กามาวจรวิบากทั้งหมด กามาวจรกิริยาอัพยากฤตและรูปทั้งหมดสภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมปริตตะ. ธรรมเป็นมหัคคตะ เป็นไฉน? กุศลธรรมและอัพยากตธรรม ที่เป็นรูปาวจร อรูปาวจร สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่าธรรมเป็นมหัคคตะ. ธรรมเป็นอัปปมาณะ เป็นไฉน? มรรค ๔ ที่เป็นโลกุตตระ สามัญญผล ๔ และนิพพาน สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่าธรรมเป็นอัปปมาณะ.
กตเม ธมฺมา ปริตฺตารมฺมณา สพฺโพ กามาวจรสฺส วิปาโก กิริยา มโนธาตุ กิริยาเหตุกา มโนวิญฺญาณธาตุ โสมนสฺสสหคตา อิเม ธมฺมา ปริตฺตารมฺมณา ฯ กตเม ธมฺมา มหคฺคตารมฺมณา วิญฺญานญฺจายตนํ เนวสญฺญานาสญฺญายตนํ อิเม ธมฺมา มหคฺคตารมฺมณา ฯ กตเม ธมฺมา อปฺปมาณารมฺมณา จตฺตาโร มคฺคา อปริยาปนฺนา จตฺตาริ จ สามญฺญผลานิ อิเม ธมฺมา อปฺปมาณารมฺมณา ฯ กามาวจรกุสลโต จตฺตาโร ญาณวิปฺปยุตฺตา จิตฺตุปฺปาทา กิริยโต จตฺตาโร ญาณวิปฺปยุตฺตา จิตฺตุปฺปาทา สพฺพํ อกุสลํ อิเม ธมฺมา สิยา ปริตฺตารมฺมณา สิยา มหคฺคตารมฺมณา น อปฺปมาณารมฺมณา สิยา น วตฺตพฺพา ปริตฺตารมฺมณาติปิ มหคฺคตารมฺมณาติปิ ฯ {๘๙๐.๑} กามาวจรกุสลโต จตฺตาโร ญาณสมฺปยุตฺตา จิตฺตุปฺปาทา กิริยโต จตฺตาโร ญาณสมฺปยุตฺตา จิตฺตุปฺปาทา รูปาวจรํ จตุตฺถํ ฌานํ กุสลโต จ กิริยโต จ กิริยาเหตุกา มโนวิญฺญาณธาตุ อุเปกฺขาสหคตา อิเม ธมฺมา สิยา ปริตฺตารมฺมณา สิยา มหคฺคตารมฺมณา สิยา อปฺปมาณารมฺมณา สิยา น วตฺตพฺพา ปริตฺตารมฺมณาติปิ มหคฺคตารมฺมณาติปิ อปฺปมาณารมฺมณาติปิ ฯ รูปาวจรติกจตุกฺกชฺฌานา กุสลโต จ วิปากโต จ กิริยโต จ จตุตฺถสฺส ฌานสฺส วิปาโก อากาสานญฺจายตนํ อากิญฺจญฺญายตนํ อิเม ธมฺมา น วตฺตพฺพา ปริตฺตารมฺมณาติปิ มหคฺคตารมฺมณาติปิ อปฺปมาณารมฺมณาติปิ ฯ รูปญฺจ นิพฺพานญฺจ อนารมฺมณา ฯ
ธรรมมีอารมณ์เป็นปริตตะ เป็นไฉน? กามาวจรวิบากทั้งหมด กิริยามโนธาตุ อเหตุกกิริยา มโนวิญญาณธาตุที่สหรคตด้วยโสมนัสเวทนา สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมมีอารมณ์เป็นปริตตะ. ธรรมมีอารมณ์เป็นมหัคคตะ เป็นไฉน? วิญญาณัญจายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมมีอารมณ์เป็นมหัคคตะ. ธรรมมีอารมณ์เป็นอัปปมาณะ เป็นไฉน? มรรค ๔ ที่เป็นโลกุตตระ และสามัญญผล ๔ สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมมีอารมณ์เป็นอัปปมาณะ. จิตตุปบาทที่เป็นญาณวิปปยุตฝ่ายกามาวจรกุศล ๔ ดวง จิตตุปบาทที่เป็นญาณวิปปยุตฝ่ายกิริยา ๔ ดวง อกุศลจิตทั้งหมด สภาวธรรมเหล่านี้ ที่มีอารมณ์เป็นปริตตะก็มี ที่มีอารมณ์เป็นมหัคคตะ แต่ไม่มีอารมณ์เป็นอัปปมาณะก็มี ที่จะกล่าวว่ามีอารมณ์เป็นปริตตะก็ไม่ได้ ว่ามีอารมณ์เป็นมหัคคตะก็ไม่ได้ก็มี. จิตตุปบาทที่เป็นญาณสัมปยุตฝ่ายกามาวจรกุศล ๔ ดวง จิตตุปบาทที่เป็นญาณสัมปยุตฝ่ายกิริยา ๔ ดวง รูปาวจรจตุตถฌาน ฝ่ายกุศล และฝ่ายกิริยา อเหตุกกิริยามโนวิญญาณธาตุที่สหรคตด้วยอุเบกขา สภาวธรรมเหล่านี้ ที่มีอารมณ์เป็นปริตตะก็มี ที่มีอารมณ์เป็นมหัคคตะก็มีที่มีอารมณ์เป็นอัปปมาณะก็มี ที่จะกล่าวว่า มีอารมณ์เป็นปริตตะก็ไม่ได้ ว่ามีอารมณ์เป็นมหัคคตะก็ไม่ได้ ว่ามีอารมณ์เป็นอัปปมาณะก็ไม่ได้ก็มี. ฌาน ๓ และ ๔ ที่เป็นรูปาวจร ฝ่ายกุศล ฝ่ายวิบาก และฝ่ายกิริยา จตุตถฌานวิบากอากาสานัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ สภาวธรรมเหล่านี้ จะกล่าวว่า มีอารมณ์เป็นปริตตะก็ไม่ได้ ว่ามีอารมณ์เป็นมหัคคตะก็ไม่ได้ ว่ามีอารมณ์เป็นอัปปมาณะก็ไม่ได้. รูปและนิพพาน จัดเป็นอนารัมมณะ.
กตเม ธมฺมา หีนา ทฺวาทส อกุสลจิตฺตุปฺปาทา อิเม ธมฺมา หีนา ฯ กตเม ธมฺมา มชฺฌิมา ตีสุ ภูมีสุ กุสลํ ตีสุ ภูมีสุ วิปาโก ตีสุ ภูมีสุ กิริยาพฺยากตํ สพฺพญฺจ รูปํ อิเม ธมฺมา มชฺฌิมา ฯ กตเม ธมฺมา ปณีตา จตฺตาโร มคฺคา อปริยาปนฺนา จตฺตาริ จ สามญฺญผลานิ นิพฺพานญฺจ อิเม ธมฺมา ปณีตา ฯ
ธรรมทราม เป็นไฉน? จิตตุปบาทที่เป็นอกุศล ๑๒ ดวง สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมทราม. ธรรมปานกลาง เป็นไฉน? กุศลในภูมิ ๓ วิบากในภูมิ ๓ กิริยาอัพยากฤตในภูมิ ๓ และรูปทั้งหมด สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมปานกลาง. ธรรมประณีต เป็นไฉน? มรรค ๔ ที่เป็นโลกุตตระ สามัญญผล ๔ และนิพพาน สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่าธรรมประณีต.
กตเม ธมฺมา มิจฺฉตฺตนิยตา จตฺตาโร ทิฏฺฐิคตสมฺปยุตฺตา จิตฺตุปฺปาทา เทฺว โทมนสฺสสหคตา จิตฺตุปฺปาทา อิเม ธมฺมา สิยา มิจฺฉตฺตนิยตา สิยา อนิยตา ฯ กตเม ธมฺมา สมฺมตฺตนิยตา จตฺตาโร มคฺคา อปริยาปนฺนา อิเม ธมฺมา สมฺมตฺตนิยตา ฯ กตเม ธมฺมา อนิยตา จตฺตาโร ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺตโลภสหคตา จิตฺตุปฺปาทา วิจิกิจฺฉาสหคโต จิตฺตุปฺปาโท อุทฺธจฺจสหคโต จิตฺตุปฺปาโท ตีสุ ภูมีสุ กุสลํ จตูสุ ภูมีสุ วิปาโก ตีสุ ภูมีสุ กิริยาพฺยากตํ รูปญฺจ นิพฺพานญฺจ อิเม ธมฺมา อนิยตา ฯ
ธรรมเป็นมิจฉาสภาวะและให้ผลแน่นอน เป็นไฉน? จิตตุปบาทที่สัมปยุตด้วยทิฏฐิ ๔ ดวง จิตตุปบาทที่สหรคตด้วยโทมนัสเวทนา ๒ ดวงสภาวธรรมเหล่านี้ ที่เป็นมิจฉาสภาวะ และให้ผลแน่นอนก็มี ที่ให้ผลไม่แน่นอนก็มี. ธรรมเป็นสัมมาสภาวะและให้ผลแน่นอน เป็นไฉน? มรรค ๔ ที่เป็นโลกุตตระ สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นสัมมาสภาวะ และให้ผลแน่นอน. ธรรมให้ผลไม่แน่นอน เป็นไฉน? จิตตุปบาทที่สหรคตด้วยโลภะวิปปยุตจากทิฏฐิ ๔ ดวง จิตตุปบาทที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาจิตตุปบาทที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ กุศลในภูมิ ๓ วิบากในภูมิ ๔ กิริยาอัพยากฤตในภูมิ ๓ รูปและนิพพาน สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมให้ผลไม่แน่นอน.
กตเม ธมฺมา มคฺคารมฺมณา กามาวจรกุสลโต จตฺตาโร ญาณสมฺปยุตฺตา จิตฺตุปฺปาทา กิริยโต จตฺตาโร ญาณสมฺปยุตฺตา จิตฺตุปฺปาทา อิเม ธมฺมา สิยา มคฺคารมฺมณา น มคฺคเหตุกา สิยา มคฺคาธิปติโน สิยา น วตฺตพฺพา มคฺคารมฺมณาติปิ มคฺคาธิปติโนติปิ ฯ จตฺตาโร อริยมคฺคา น มคฺคารมฺมณา มคฺคเหตุกา สิยา มคฺคาธิปติโน สิยา น วตฺตพฺพา มคฺคาธิปติโนติ ฯ รูปาวจรํ จตุตฺถํ ฌานํ กุสลโต จ กิริยโต จ กิริยาเหตุกา มโนวิญฺญาณธาตุ อุเปกฺขาสหคตา อิเม ธมฺมา สิยา มคฺคารมฺมณา น มคฺคเหตุกา น มคฺคาธิปติโน สิยา น วตฺตพฺพา มคฺคารมฺมณาติ ฯ กามาวจรกุสลโต จตฺตาโร ญาณวิปฺปยุตฺตา จิตฺตุปฺปาทา สพฺพํ อกุสลํ สพฺโพ กามาวจรสฺส วิปาโก กิริยโต ฉ จิตฺตุปฺปาทา รูปาวจร- ติกจตุกฺกชฺฌานา กุสลโต จ วิปากโต จ กิริยโต จ จตุตฺถสฺส ฌานสฺส วิปาโก จตฺตาโร อารุปฺปา กุสลโต จ วิปากโต จ กิริยโต จ จตฺตาริ จ สามญฺญผลานิ อิเม ธมฺมา น วตฺตพฺพา มคฺคารมฺมณาติปิ มคฺคเหตุกาติปิ มคฺคาธิปติโนติปิ ฯ รูปญฺจ นิพฺพานญฺจ อนารมฺมณา ฯ
ธรรมมีมรรคเป็นอารมณ์ เป็นไฉน? จิตตุปบาทที่เป็นญาณสัมปยุตฝ่ายกามาวจรกุศล ๔ ดวง จิตตุปบาทที่เป็นญาณสัมปยุตฝ่ายกิริยา ๔ ดวง สภาวธรรมเหล่านี้ ที่มีมรรคเป็นอารมณ์ แต่ไม่มีเหตุคือมรรคก็มี ที่มีมรรคเป็นอธิบดี แต่จะกล่าวว่า มีมรรคเป็นอารมณ์ก็ไม่ได้ ว่ามีมรรคเป็นอธิบดีก็ไม่ได้ก็มี. อริยมรรค ๔ ไม่มีมรรคเป็นอารมณ์ แต่มีเหตุคือมรรค ที่มีมรรคเป็นอธิบดีก็มี ที่จะกล่าวไม่ได้ว่า มีมรรคเป็นอธิบดีก็มี. รูปาวจรจตุตถฌาน ฝ่ายกุศล และฝ่ายกิริยา อเหตุกกิริยามโนวิญญาณธาตุที่สหรคตด้วยอุเบกขา สภาวธรรมเหล่านี้ ที่มีมรรคเป็นอารมณ์ แต่ไม่มีเหตุคือมรรค ไม่มีมรรคเป็นอธิบดีก็มี ที่จะกล่าวไม่ได้ว่า มีมรรคเป็นอารมณ์ก็มี. จิตตุปบาทที่เป็นญาณวิปปยุตฝ่ายกามาวจรกุศล ๔ ดวง อกุศลทั้งหมด กามาวจรวิบากทั้งหมด จิตตุปบาทฝ่ายกิริยา ๖ ดวง ฌาน ๓ และ ๔ ที่เป็นรูปาวจรฝ่ายกุศล ฝ่ายวิบาก และฝ่ายกิริยา จตุตถฌานวิบาก อรูป ๔ ฝ่ายกุศล ฝ่ายวิบาก และฝ่ายกิริยา สามัญญผล ๔สภาวธรรมเหล่านี้ จะกล่าวว่า มีมรรคเป็นอารมณ์ก็ไม่ได้ ว่ามีเหตุคือมรรคก็ไม่ได้ ว่ามีมรรคเป็นอธิบดีก็ไม่ได้. รูปทั้งหมด และนิพพาน จัดเป็นอนารัมมณะ.
กตเม ธมฺมา อุปฺปนฺนา จตูสุ ภูมีสุ วิปาโก ยญฺจ รูปํ กมฺมสฺส กตตฺตา อิเม ธมฺมา สิยา อุปฺปนฺนา สิยา อุปฺปาทิโน น วตฺตพฺพา อนุปฺปนฺนาติ ฯ จตูสุ ภูมีสุ กุสลํ อกุสลํ ตีสุ ภูมีสุ กิริยาพฺยากตํ ยญฺจ รูปํ น กมฺมสฺส กตตฺตา อิเม ธมฺมา สิยา อุปฺปนฺนา สิยา อนุปฺปนฺนา น วตฺตพฺพา อุปฺปาทิโนติ ฯ นิพฺพานํ น วตฺตพฺพํ อุปฺปนฺนนฺติปิ อนุปฺปนฺนนฺติปิ อุปฺปาทีติปิ ฯ
ธรรมเกิดขึ้นแล้ว เป็นไฉน? วิบากในภูมิ ๔ และรูปที่กรรมแต่งขึ้น สภาวธรรมเหล่านี้ ที่เป็นธรรมเกิดขึ้นแล้วก็มีที่เป็นธรรมจักเกิดขึ้นก็มี แต่จะกล่าวไม่ได้ว่า เป็นธรรมยังไม่เกิดขึ้น. กุศลในภูมิ ๔ อกุศล กิริยาอัพยากฤตในภูมิ ๓ และรูปที่กรรมมิได้แต่งขึ้น สภาวธรรมเหล่านี้ ที่เป็นธรรมเกิดขึ้นแล้วก็มี ที่เป็นธรรมยังไม่เกิดขึ้น แต่จะกล่าวไม่ได้ว่า เป็นธรรมจักเกิดขึ้นก็มี. นิพพาน จะกล่าวว่า เป็นธรรมเกิดขึ้นแล้วก็ไม่ได้ ว่าเป็นธรรมยังไม่เกิดขึ้นก็ไม่ได้ว่าเป็นธรรมจักเกิดขึ้นก็ไม่ได้.
นิพฺพานํ ฐเปตฺวา สพฺเพ ธมฺมา สิยา อตีตา สิยา อนาคตา สิยา ปจฺจุปฺปนฺนา ฯ นิพฺพานํ น วตฺตพฺพํ อตีตนฺติปิ อนาคตนฺติปิ ปจฺจุปฺปนฺนนฺติปิ ฯ
ธรรมทั้งปวง เว้นนิพพานเสีย ที่เป็นอดีตก็มี ที่เป็นอนาคตก็มี ที่เป็นปัจจุบันก็มี. นิพพาน จะกล่าวว่าเป็นอดีตก็ไม่ได้ ว่าเป็นอนาคตก็ไม่ได้ ว่าเป็นปัจจุบันก็ไม่ได้.
กตเม ธมฺมา อตีตารมฺมณา วิญฺญาณญฺจายตนํ เนวสญฺญานาสญฺญายตนํ อิเม ธมฺมา อตีตารมฺมณา ฯ นิโยคา อนาคตารมฺมณา นตฺถิ ฯ กตเม ธมฺมา ปจฺจุปฺปนฺนารมฺมณา เทฺว ปญฺจวิญฺญาณานิ ติสฺโส จ มโนธาตุโย อิเม ธมฺมา ปจฺจุปฺปนฺนารมฺมณา ฯ กามาวจรกุสลสฺส วิปากโต ทส จิตฺตุปฺปาทา อกุสลสฺส วิปากโต มโนวิญฺญาณธาตุ อุเปกฺขาสหคตา กิริยาเหตุกา มโนวิญฺญาณธาตุ โสมนสฺสสหคตา อิเม ธมฺมา สิยา อตีตารมฺมณา สิยา อนาคตารมฺมณา สิยา ปจฺจุปฺปนฺนารมฺมณา ฯ {๘๙๖.๑} กามาวจรกุสลํ อกุสลํ กิริยโต นว จิตฺตุปฺปาทา รูปาวจรํ จตุตฺถํ ฌานํ กุสลโต จ กิริยโต จ อิเม ธมฺมา สิยา อตีตารมฺมณา สิยา อนาคตารมฺมณา สิยา ปจฺจุปฺปนฺนารมฺมณา สิยา น วตฺตพฺพา อตีตารมฺมณาติปิ อนาคตารมฺมณาติปิ ปจฺจุปฺปนฺนารมฺมณาติปิ ฯ รูปาวจรติกจตุกฺกชฺฌานา กุสลโต จ วิปากโต จ กิริยโต จ จตุตฺถสฺส ฌานสฺส วิปาโก อากาสานญฺจายตนํ อากิญฺจญฺญายตนํ จตฺตาโร มคฺคา อปริยาปนฺนา จตฺตาริ จ สามญฺญผลานิ อิเม ธมฺมา น วตฺตพฺพา อตีตารมฺมณาติปิ อนาคตารมฺมณาติปิ ปจฺจุปฺปนฺนารมฺมณาติปิ ฯ รูปญฺจ นิพฺพานญฺจ อนารมฺมณา ฯ
ธรรมมีอารมณ์เป็นอดีต เป็นไฉน? วิญญาณัญจายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมมีอารมณ์เป็นอดีต. ธรรมที่จัดว่ามีอารมณ์เป็นอนาคตโดยเฉพาะ ไม่มี. ธรรมมีอารมณ์เป็นปัจจุบัน เป็นไฉน? ปัญจวิญญาณทั้ง ๒ ฝ่าย มโนธาตุ ๓ สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมมีอารมณ์เป็นปัจจุบัน. จิตตุปบาทฝ่ายกามาวจรกุศลวิบาก ๑๐ ดวง มโนวิญญาณธาตุที่สหรคตด้วยอุเบกขา ฝ่ายอกุศลวิบาก อเหตุกกิริยามโนวิญญาณธาตุ ที่สหรคตด้วยโสมนัส สภาวธรรมเหล่านี้ ที่มีอารมณ์เป็นอดีตก็มี ที่มีอารมณ์เป็นอนาคตก็มี ที่มีอารมณ์เป็นปัจจุบันก็มี. กามาวจรกุศล อกุศล จิตตุปบาทฝ่ายกิริยา ๙ ดวง รูปาวจรจตุตถฌาน ฝ่ายกุศล และฝ่ายกิริยา สภาวธรรมเหล่านี้ ที่มีอารมณ์เป็นอดีตก็มี ที่มีอารมณ์เป็นอนาคตก็มี ที่มีอารมณ์เป็นปัจจุบันก็มี ที่จะกล่าวว่า มีอารมณ์เป็นอดีตก็ไม่ได้ว่ามีอารมณ์เป็นอนาคตก็ไม่ได้ ว่ามีอารมณ์เป็นปัจจุบันก็ไม่ได้ก็มี. ฌาน ๓ และ ๔ ที่เป็นรูปาวจร ฝ่ายกุศล ฝ่ายวิบาก ฝ่ายกิริยา จตุตถฌานวิบากอากาสานัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ มรรค ๔ ที่เป็นโลกุตตระ และสามัญผล ๔ สภาวธรรมเหล่านี้ จะกล่าวว่า มีอารมณ์เป็นอดีตก็ไม่ได้ ว่ามีอารมณ์เป็นอนาคตก็ไม่ได้ ว่ามีอารมณ์เป็นปัจจุบันก็ไม่ได้. รูป และนิพพาน จัดเป็นอนารัมมณะ.
อนินฺทฺริยพทฺธรูปญฺจ นิพฺพานญฺจ ฐเปตฺวา สพฺเพ ธมฺมา สิยา อชฺฌตฺตา สิยา พหิทฺธา สิยา อชฺฌตฺตพหิทฺธา ฯ อนินฺทฺริยพทฺธรูปญฺจ นิพฺพานญฺจ พหิทฺธา ฯ
ธรรมทั้งปวง เว้นรูปที่ไม่เนื่องด้วยอินทรีย์ และนิพพาน ที่เป็นภายในก็มีที่เป็นภายนอกก็มี ที่เป็นทั้งภายในและภายนอกก็มี. รูปที่ไม่เนื่องด้วยอินทรีย์ และนิพพาน จัดเป็นภายนอก.
กตเม ธมฺมา อชฺฌตฺตารมฺมณา วิญฺญาณญฺจายตนํ เนวสญฺญานาสญฺญายตนํ อิเม ธมฺมา อชฺฌตฺตารมฺมณา ฯ กตเม ธมฺมา พหิทฺธารมฺมณา รูปาวจรติกจตุกฺกชฺฌานา กุสลโต จ วิปากโต จ กิริยโต จ จตุตฺถสฺส ฌานสฺส วิปาโก อากาสานญฺจายตนํ จตฺตาโร มคฺคา อปริยาปนฺนา จตฺตาริ จ สามญฺญผลานิ อิเม ธมฺมา พหิทฺธารมฺมณา ฯ รูปํ ฐเปตฺวา สพฺเพว กามาวจรา กุสลากุสลาพฺยากตา ธมฺมา รูปาวจรํ จตุตฺถํ ฌานํ กุสลโต จ กิริยโต จ อิเม ธมฺมา สิยา อชฺฌตฺตารมฺมณา สิยา พหิทฺธารมฺมณา สิยา อชฺฌตฺตพหิทฺธารมฺมณา อากิญฺจญฺญายตนํ น วตฺตพฺพํ อชฺฌตฺตารมฺมณนฺติปิ พหิทฺธารมฺมณนฺติปิ อชฺฌตฺตพหิทฺธารมฺมณนฺติปิ ฯ รูปญฺจ นิพฺพานญฺจ อนารมฺมณา ฯ
ธรรมมีอารมณ์เป็นภายใน เป็นไฉน? วิญญาณัญจายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมมีอารมณ์เป็นภายใน. ธรรมมีอารมณ์เป็นภายนอก เป็นไฉน? ฌาน ๓ และ ๔ ที่เป็นรูปาวจร ฝ่ายกุศล ฝ่ายวิบาก ฝ่ายกิริยา จตุตถฌานวิบากอากาสานัญจายตนะ มรรค ๔ ที่เป็นโลกุตตระ และสามัญผล ๔ สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่าธรรมมีอารมณ์เป็นภายนอก. กุศลธรรม อกุศลธรรม อัพยากตธรรม ที่เป็นกามาวจรทั้งหมด เว้นรูปเสีย,รูปาวจรจตุตถฌาน ฝ่ายกุศล และฝ่ายกิริยา สภาวธรรมเหล่านี้ ที่มีอารมณ์เป็นภายในก็มี ที่มีอารมณ์เป็นภายนอกก็มี ที่มีอารมณ์เป็นทั้งภายในและภายนอกก็มี. อากิญจัญญายตนะ จะกล่าวว่า มีอารมณ์เป็นภายในก็ไม่ได้ ว่ามีอารมณ์เป็นภายนอกก็ไม่ได้ ว่ามีอารมณ์เป็นทั้งภายในและภายนอกก็ไม่ได้. รูป และนิพพาน จัดเป็นอนารัมมณะ.
กตเม ธมฺมา สนิทสฺสนสปฺปฏิฆา รูปายตนํ อิเม ธมฺมา สนิทสฺสนสปฺปฏิฆา ฯ กตเม ธมฺมา อนิทสฺสนสปฺปฏิฆา จกฺขายตนํ ฯเปฯ โผฏฺฐพฺพายตนํ อิเม ธมฺมา อนิทสฺสนสปฺปฏิฆา ฯ กตเม ธมฺมา อนิทสฺสนาปฺปฏิฆา จตูสุ ภูมีสุ กุสลํ อกุสลํ จตูสุ ภูมีสุ วิปาโก ตีสุ ภูมีสุ กิริยาพฺยากตํ ยญฺจ รูปํ อนิทสฺสนํ อปฺปฏิฆํ ธมฺมายตนปริยาปนฺนํ นิพฺพานญฺจ อิเม ธมฺมา อนิทสฺสนาปฺปฏิฆา ฯ ติกํ ฯ ----------
ธรรมที่เห็นได้และกระทบได้ เป็นไฉน? รูปายตนะ สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมที่เห็นได้และกระทบได้. ธรรมที่เห็นไม่ได้แต่กระทบได้ เป็นไฉน? จักขายตนะ ฯลฯ โผฏฐัพพายตนะ สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมที่เห็นไม่ได้แต่กระทบได้. ธรรมที่เห็นไม่ได้และกระทบไม่ได้ เป็นไฉน? กุศลในภูมิ ๔ อกุศล วิบากในภูมิ ๔ กิริยาอัพยากฤตในภูมิ ๓ รูปที่เห็นไม่ได้และกระทบไม่ได้ แต่นับเนื่องในธัมมายตนะ และนิพพาน สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมที่เห็นไม่ได้และกระทบไม่ได้. ติกะ จบ -----------------------------------------------------