ปัญหาปุจฉกะ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๕ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๒ วิภังคปกรณ์ ปัญหาปุจฉกะ
ทฺวาทสายตนานิ จกฺขายตนํ รูปายตนํ ฯเปฯ มนายตนํ ธมฺมายตนํ ฯ ทฺวาทสนฺนํ อายตนานํ กติ กุสลา กติ อกุสลา กติ อพฺยากตา ฯเปฯ กติ สรณา กติ อรณา ฯ
อายตนะ ๑๒ คือ ๑. จักขายตนะ ๒. รูปายตนะ ฯลฯ ๑๑. มนายตนะ ๑๒. ธัมมายตนะ ติกมาติกาปุจฉา ทุกมาติกาปุจฉา บรรดาอายตนะ ๑๒ อายตนะไหนเป็นกุศล อายตนะไหนเป็นอกุศลอายตนะไหนเป็นอัพยากฤต ฯลฯ อายตนะไหนเป็นสรณะ อายตนะไหนเป็นอรณะ ติกมาติกาวิสัชนา
ทสายตนา อพฺยากตา ทฺวายตนา สิยา กุสลา สิยา อกุสลา สิยา อพฺยากตา ฯ ทสายตนา น วตฺตพฺพา สุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตาติปิ ทุกฺขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตาติปิ อทุกฺขมสุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตาติปิ มนายตนํ สิยา สุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตํ สิยา ทุกฺขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตํ สิยา อทุกฺขมสุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตํ ธมฺมายตนํ สิยา สุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตํ สิยา ทุกฺขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตํ สิยา อทุกฺขมสุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตํ สิยา น วตฺตพฺพํ สุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตนฺติปิ ทุกฺขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตนฺติปิ อทุกฺขมสุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตนฺติปิ ทสายตนา เนววิปาก- นวิปากธมฺมธมฺมา ทฺวายตนา สิยา วิปากา สิยา วิปากธมฺมธมฺมา สิยา เนววิปากนวิปากธมฺมธมฺมา ฯ ปญฺจายตนา อุปาทินฺนุปาทานิยา สทฺทายตนํ อนุปาทินฺนุปาทานิยํ จตฺตารายตนา สิยา อุปาทินฺนุปาทานิยา สิยา อนุปาทินฺนุปาทานิยา สิยา อนุปาทินฺนานุปาทานิยา ทฺวายตนา สิยา อุปาทินฺนุปาทานิยา สิยา อนุปาทินฺนุปาทานิยา สิยา อนุปาทินฺนานุปาทานิยา ฯ {๑๐๒.๑} ทสายตนา อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกา ทฺวายตนา สิยา สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกา สิยา อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกา สิยา อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิกา ฯ ทสายตนา อวิตกฺกอวิจารา มนายตนํ สิยา สวิตกฺกสวิจารํ สิยา อวิตกฺกวิจารมตฺตํ สิยา อวิตกฺกอวิจารํ ธมฺมายตนํ สิยา สวิตกฺกสวิจารํ สิยา อวิตกฺกวิจารมตฺตํ สิยา อวิตกฺกอวิจารํ สิยา น วตฺตพฺพํ สวิตกฺกสวิจารนฺติปิ อวิตกฺก- วิจารมตฺตนฺติปิ อวิตกฺกอวิจารนฺติปิ ฯ {๑๐๒.๒} ทสายตนา น วตฺตพฺพา ปีติสหคตาติปิ สุขสหคตาติปิ อุเปกฺขาสหคตาติปิ ทฺวายตนา สิยา ปีติสหคตา สิยา สุขสหคตา สิยา อุเปกฺขาสหคตา สิยา น วตฺตพฺพา ปีติสหคตาติปิ สุขสหคตาติปิ อุเปกฺขาสหคตาติปิ ฯ ทสายตนา เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺพา ทฺวายตนา สิยา ทสฺสเนน ปหาตพฺพา สิยา ภาวนาย ปหาตพฺพา สิยา เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺพา ฯ ทสายตนา เนวทสฺสเนน- นภาวนายปหาตพฺพเหตุกา ทฺวายตนา สิยา ทสฺสเนน ปหาตพฺพเหตุกา สิยา ภาวนาย ปหาตพฺพเหตุกา สิยา เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺพเหตุกา ฯ ทสายตนา เนวอาจยคามิโนนอปจยคามิโน ทฺวายตนา สิยา อาจยคามิโน สิยา อปจยคามิโน สิยา เนวอาจยคามิโนนอปจยคามิโน ฯ ทสายตนา เนวเสกฺขานาเสกฺขา ทฺวายตนา สิยา เสกฺขา สิยา อเสกฺขา สิยา เนวเสกฺขานาเสกฺขา ฯ {๑๐๒.๓} ทสายตนา ปริตฺตา ทฺวายตนา สิยา ปริตฺตา สิยา มหคฺคตา สิยา อปฺปมาณา ฯ ทสายตนา อนารมฺมณา ทฺวายตนา สิยา ปริตฺตารมฺมณา สิยา มหคฺคตารมฺมณา สิยา อปฺปมาณารมฺมณา สิยา น วตฺตพฺพา ปริตฺตารมฺมณาติปิ มหคฺคตารมฺมณาติปิ อปฺปมาณารมฺมณาติปิ ฯ ทสายตนา มชฺฌิมา ทฺวายตนา สิยา หีนา สิยา มชฺฌิมา สิยา ปณีตา ฯ ทสายตนา อนิยตา ทฺวายตนา สิยา มิจฺฉตฺตนิยตา สิยา สมฺมตฺตนิยตา สิยา อนิยตา ฯ {๑๐๒.๔} ทสายตนา อนารมฺมณา ทฺวายตนา สิยา มคฺคารมฺมณา สิยา มคฺคเหตุกา สิยา มคฺคาธิปติโน สิยา น วตฺตพฺพา มคฺคารมฺมณาติปิ มคฺคเหตุกาติปิ มคฺคาธิปติโนติปิ ฯ ปญฺจายตนา สิยา อุปฺปนฺนา สิยา อุปฺปาทิโน น วตฺตพฺพา อนุปฺปนฺนาติ สทฺทายตนํ สิยา อุปฺปนฺนํ สิยา อนุปฺปนฺนํ น วตฺตพฺพํ อุปฺปาทีติ ปญฺจายตนา สิยา อุปฺปนฺนา สิยา อนุปฺปนฺนา สิยา อุปฺปาทิโน ธมฺมายตนํ สิยา อุปฺปนฺนํ สิยา อนุปฺปนฺนํ สิยา อุปฺปาทิ สิยา น วตฺตพฺพํ อุปฺปนฺนนฺติปิ อนุปฺปนฺนนฺติปิ อุปฺปาทีติปิ ฯ เอกาทสายตนา สิยา อตีตา สิยา อนาคตา สิยา ปจฺจุปฺปนฺนา ธมฺมายตนํ สิยา อตีตํ สิยา อนาคตํ สิยา ปจฺจุปฺปนฺนํ สิยา น วตฺตพฺพํ อตีตนฺติปิ อนาคตนฺติปิ ปจฺจุปฺปนฺนนฺติปิ ฯ ทสายตนา อนารมฺมณา ทฺวายตนา สิยา อตีตารมฺมณา สิยา อนาคตารมฺมณา สิยา ปจฺจุปฺปนฺนารมฺมณา สิยา น วตฺตพฺพา อตีตารมฺมณาติปิ อนาคตารมฺมณาติปิ ปจฺจุปฺปนฺนารมฺมณาติปิ สิยา อชฺฌตฺตา สิยา พหิทฺธา สิยา อชฺฌตฺตพหิทฺธา ฯ {๑๐๒.๕} ทสายตนา อนารมฺมณา ทฺวายตนา สิยา อชฺฌตฺตารมฺมณา สิยา พหิทฺธารมฺมณา สิยา อชฺฌตฺต- พหิทฺธารมฺมณา สิยา น วตฺตพฺพา อชฺฌตฺตารมฺมณาติปิ พหิทฺธารมฺมณาติปิ อชฺฌตฺตพหิทฺธารมฺมณาติปิ ฯ รูปายตนํ สนิทสฺสนสปฺปฏิฆํ นวายตนา อนิทสฺสนสปฺปฏิฆา ทฺวายตนา อนิทสฺสนอปฺปฏิฆา ฯ
อายตนะ ๑๐ (คือโอฬาริกายตนะ ๑๐) เป็นอัพยากฤต อายตนะ ๒(คือ มนายตนะ ธัมมายตนะ) เป็นกุศลก็มี เป็นอกุศลก็มี เป็นอัพยากฤตก็มีอายตนะ ๑๐ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นสุขเวทนาสัมปยุต แม้เป็นทุกขเวทนา-*สัมปยุต แม้เป็นอทุกขมสุขเวทนาสัมปยุต มนายตนะ เป็นสุขเวทนาสัมปยุตก็มี เป็นทุกขเวทนาสัมปยุตก็มี เป็นอทุกขมสุขเวทนาสัมปยุตก็มี ธัมมายตนะเป็นสุขเวทนาสัมปยุตก็มี เป็นทุกขเวทนาสัมปยุตก็มี เป็นอทุกขมสุขเวทนา-*สัมปยุตก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นสุขเวทนาสัมปยุต แม้เป็นทุกขเวทนาสัมปยุตแม้เป็นอทุกขมสุขเวทนาสัมปยุตก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นเนววิปากนวิปากธัมมธรรมอายตนะ ๒ เป็นวิบากก็มี เป็นวิปากธัมมธรรมก็มี เป็นเนววิปากนวิปากธัมมธรรมก็มี อายตนะ ๕ เป็นอุปาทินนุปาทานิยะ สัททายตนะ เป็นอนุปาทินนุปาทานิยะอายตนะ ๔ เป็นอุปาทินนุปาทานิยะก็มี เป็นอนุปาทินนุปาทานิยะก็มี เป็นอนุ-*ปาทินนานุปาทานิยะก็มี อายตนะ ๒ เป็นอุปาทินนุปาทานิยะก็มี เป็นอนุปา-*ทินนุปาทานิยะก็มี เป็นอนุปาทินนานุปาทานิยะก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นอสังกิ-*ลิฏฐสังกิเลสิกะ อายตนะ ๒ เป็นสังกิลิฏฐสังกิเลสิกะก็มี เป็นอสังกิลิฏฐ-*สังกิเลสิกะก็มี เป็นอสังกิลิฏฐาสังกิเลสิกะก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นอวิตักกาวิจาระมนายตนะ เป็นสวิตักกสวิจาระก็มี เป็นอวิตักกวิจารมัตตะก็มี เป็นอวิตักกาวิจาระก็มี ธัมมายตนะ เป็นสวิตักกสวิจาระก็มี เป็นอวิตักกวิจารมัตตะก็มี เป็นอวิตักกาวิจาระก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นสวิตักกสวิจาระ แม้เป็นอวิตักกวิจาร-*มัตตะ แม้เป็นอวิตักกาวิจาระก็มี อายตนะ ๑๐ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นปีติสหคตะแม้เป็นสุขสหคตะ แม้เป็นอุเปกขาสหคตะ อายตนะ ๒ เป็นปีติสหคตะก็มีเป็นสุขสหคตะก็มี เป็นอุเปกขาสหคตะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นปีติสหคตะแม้เป็นสุขสหคตะ แม้เป็นอุเปกขาสหคตะก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นเนวทัสสน-*นภาวนาปหาตัพพะ อายตนะ ๒ เป็นทัสสนปหาตัพพะก็มี เป็นภาวนาปหาตัพพะก็มี เป็นเนวทัสสนนภาวนาปหาตัพพะก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นเนวทัสสน-*นภาวนาปหาตัพพเหตุกะ อายตนะ ๒ เป็นทัสสนปหาตัพพเหตุกะก็มี เป็นภาวนาปหาตัพพเหตุกะก็มี เป็นเนวทัสสนนภาวนาปหาตัพพเหตุกะก็มี อายตนะ ๑๐เป็นเนวาจยคามีนาปจยคามี อายตนะ ๒ เป็นอาจยคามีก็มี เป็นอปจยคามีก็มีเป็นเนวาจยคามีนาปจยคามีก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นเนวเสกขนาเสกขะ อายตนะ ๒เป็นเสกขะก็มี เป็นอเสกขะก็มี เป็นเนวเสกขนาเสกขะก็มี อายตนะ ๑๐เป็นปริตตะ อายตนะ ๒ เป็นปริตตะก็มี เป็นมหัคคตะก็มี เป็นอัปปมาณะก็มีอายตนะ ๑๐ เป็นอนารัมมณะ อายตนะ ๒ เป็นปริตตารัมมณะก็มี เป็นมหัคคตารัมมณะก็มี เป็นอัปปมาณารัมมณะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นปริตตา-*รัมมณะ แม้เป็นมหัคคตารัมมณะ แม้เป็นอัปปมาณารัมมณะก็มี อายตนะ ๑๐เป็นมัชฌิมะ อายตนะ ๒ เป็นหีนะก็มี เป็นมัชฌิมะก็มี เป็นปณีตะก็มีอายตนะ ๑๐ เป็นอนิยตะ อายตนะ ๒ เป็นมิจฉัตตนิยตะก็มี เป็นสัมมัตต-*นิยตะก็มี เป็นอนิยตะก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นอนารัมมณะ อายตนะ ๒เป็นมัคคารัมมณะก็มี เป็นมัคคเหตุกะก็มี เป็นมัคคาธิปติก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นมัคคารัมมณะ แม้เป็นมัคคเหตุกะ แม้เป็นมัคคาธิปติก็มี อายตนะ ๕ เป็นอุปปันนะก็มี เป็นอุปปาทีก็มี กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอนุปปันนะ สัททายตนะเป็นอุปปันนะก็มี เป็นอนุปปันนะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอุปปาที อายตนะ ๕เป็นอุปปันนะก็มี เป็นอนุปปันนะก็มี เป็นอุปปาทีก็มี ธัมมายตนะ เป็นอุปปันนะก็มี เป็นอนุปปันนะก็มี เป็นอุปปาทีก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอุปปันนะ แม้เป็นอนุปปันนะ แม้เป็นอุปปาทีก็มี อายตนะ ๑๑ เป็นอดีตก็มี เป็นอนาคตก็มี เป็นปัจจุบันก็มี ธัมมายตนะ เป็นอดีตก็มี เป็นอนาคตก็มี เป็นปัจจุบันก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอดีต แม้เป็นอนาคต แม้เป็นปัจจุบันก็มี อายตนะ ๑๐เป็นอนารัมมณะ อายตนะ ๒ เป็นอตีตารัมมณะก็มี เป็นอนาคตารัมมณะก็มีเป็นปัจจุปปันนารัมมณะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอตีตารัมมณะ แม้เป็นอนาคตา-*รัมมณะ แม้เป็นปัจจุปปันนารัมมณะก็มี อายตนะ ๑๒ เป็นอัชฌัตตะก็มี เป็นพหิทธาก็มี เป็นอัชฌัตตพหิทธาก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นอนารัมมณะ อายตนะ ๒เป็นอัชฌัตตารัมมณะก็มี เป็นพหิทธารัมมณะก็มี เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะก็มีกล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอัชฌัตตารัมมณะ แม้เป็นพหิทธารัมมณะ แม้เป็นอัชฌัตต-*พหิทธารัมมณะก็มี รูปายตนะ เป็นสนิทัสสนสัปปฏิฆะ อายตนะ ๙ เป็นอนิทัสสนสัปปฏิฆะ อายตนะ ๒ เป็นอนิทัสสนอัปปฏิฆะ ทุกมาติกาวิสัชนา ๑. เหตุโคจฉกวิสัชนา
เอกาทสายตนา น เหตู ธมฺมายตนํ สิยา เหตุ สิยา น เหตุ ฯ ทสายตนา อเหตุกา ทฺวายตนา สิยา สเหตุกา สิยา อเหตุกา ฯ ทสายตนา เหตุวิปฺปยุตฺตา ทฺวายตนา สิยา เหตุสมฺปยุตฺตา สิยา เหตุวิปฺปยุตฺตา ฯ ทสายตนา น วตฺตพฺพา เหตุ เจว สเหตุกา จาติปิ สเหตุกา เจว น จ เหตูติปิ มนายตนํ น วตฺตพฺพํ เหตุ เจว สเหตุกญฺจาติ สิยา สเหตุกญฺเจว น จ เหตุ สิยา น วตฺตพฺพํ สเหตุกญฺเจว น จ เหตูติ ธมฺมายตนํ สิยา เหตุ เจว สเหตุกญฺจ สิยา สเหตุกญฺเจว น จ เหตุ สิยา น วตฺตพฺพํ เหตุ เจว สเหตุกญฺจาติปิ สเหตุกญฺเจว น จ เหตูติปิ ฯ ทสายตนา น วตฺตพฺพา เหตู เจว เหตุสมฺปยุตฺตา จาติปิ เหตุสมฺปยุตฺตา เจว น จ เหตูติปิ มนายตนํ น วตฺตพฺพํ เหตุ เจว เหตุสมฺปยุตฺตญฺจาติ สิยา เหตุสมฺปยุตฺตญฺเจว น จ เหตุ สิยา น วตฺตพฺพํ เหตุสมฺปยุตฺตญฺเจว น จ เหตูติ ธมฺมายตนํ สิยา เหตุ เจว เหตุสมฺปยุตฺตญฺจ สิยา เหตุสมฺปยุตฺตญฺเจว น จ เหตุ สิยา น วตฺตพฺพํ เหตุ เจว เหตุสมฺปยุตฺตญฺจาติปิ เหตุสมฺปยุตฺตญฺเจว น จ เหตูติปิ ฯ ทสายตนา น เหตู อเหตุกา มนายตนํ สิยา น เหตุ สเหตุกํ สิยา น เหตุ อเหตุกํ ธมฺมายตนํ สิยา น เหตุ สเหตุกํ สิยา น เหตุ อเหตุกํ สิยา น วตฺตพฺพํ น เหตุ สเหตุกนฺติปิ น เหตุ อเหตุกนฺติปิ ฯ
อายตนะ ๑๑ เป็นนเหตุ ธัมมายตนะ เป็นเหตุก็มี เป็น นเหตุก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นอเหตุกะ อายตนะ ๒ เป็นสเหตุกะก็มี เป็นอเหตุกะก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นเหตุวิปปยุต อายตนะ ๒ เป็นเหตุสัมปยุตก็มีเป็นเหตุวิปปยุตก็มี อายตนะ ๑๐ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นเหตุสเหตุกะ แม้เป็นสเหตุกนเหตุ มนายตนะ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นเหตุสเหตุกะ เป็นสเหตุกนเหตุก็มี กล่าวไม่ได้ว่า เป็นสเหตุกนเหตุก็มี ธัมมายตนะ เป็นเหตุสเหตุกะก็มีเป็นสเหตุกนเหตุก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นเหตุสเหตุกะ แม้เป็นสเหตุกนเหตุก็มี อายตนะ ๑๐ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นเหตุเหตุสัมปยุต แม้เป็นเหตุสัมป-*ยุตตนเหตุ มนายตนะ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นเหตุเหตุสัมปยุต เป็นเหตุสัมปยุตตน-*เหตุก็มี กล่าวไม่ได้ว่า เป็นเหตุสัมปยุตตนเหตุก็มี ธัมมายตนะ เป็นเหตุเหตุ-*สัมปยุตก็มี เป็นเหตุสัมปยุตตนเหตุก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นเหตุเหตุสัมปยุตแม้เป็นเหตุสัมปยุตตนเหตุก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นนเหตุอเหตุกะ มนายตนะเป็นนเหตุสเหตุกะก็มี เป็นนเหตุอเหตุกะก็มี ธัมมายตนะ เป็นนเหตุสเหตุกะก็มี เป็นนเหตุอเหตุกะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นนเหตุสเหตุกะ แม้เป็นนเหตุ-*อเหตุกะก็มี ๒. จูฬันตรทุกวิสัชนา
เอกาทสายตนา สปฺปจฺจยา ธมฺมายตนํ สิยา สปฺปจฺจยํ สิยา อปฺปจฺจยํ ฯ เอกาทสายตนา สงฺขตา ธมฺมายตนํ สิยา สงฺขตํ สิยา อสงฺขตํ ฯ เอกาทสายตนา อนิทสฺสนา รูปายตนํ สนิทสฺสนํ ฯ ทสายตนา สปฺปฏิฆา ทฺวายตนา อปฺปฏิฆา ฯ ทสายตนา รูปา มนายตนํ อรูปํ ธมฺมายตนํ สิยา รูปํ สิยา อรูปํ ฯ ทสายตนา โลกิยา ทฺวายตนา สิยา โลกิยา สิยา โลกุตฺตรา ฯ เกนจิ วิญฺเญยฺยา เกนจิ น วิญฺเญยฺยา ฯ
อายตนะ ๑๑ เป็นสัปปัจจยะ ธัมมายตนะ เป็นสัปปัจจยะก็มี เป็นอัปปัจจยะก็มี อายตนะ ๑๑ เป็นสังขตะ ธัมมายตนะ เป็นสังขตะก็มี เป็นอสังขตะก็มี อายตนะ ๑๑ เป็นอนิทัสสนะ รูปายตนะ เป็นสนิทัสสนะ อายตนะ ๑๐ เป็นสัปปฏิฆะ อายตนะ ๒ เป็นอัปปฏิฆะ อายตนะ ๑๐เป็นรูป มนายตนะ เป็นอรูป ธัมมายตนะ เป็นรูปก็มี เป็นอรูปก็มี อายตนะ ๑๐เป็นโลกิยะ อายตนะ ๒ เป็นโลกิยะก็มี เป็นโลกุตตระก็มี อายตนะ ๑๒เป็นเกนจิวิญเญยยะ เป็นเกนจินวิญเญยยะ ๓. อาสวโคจฉกวิสัชนา
เอกาทสายตนา โน อาสวา ธมฺมายตนํ สิยา อาสโว สิยา โน อาสโว ฯ ทสายตนา สาสวา ทฺวายตนา สิยา สาสวา สิยา อนาสวา ฯ ทสายตนา อาสววิปฺปยุตฺตา ทฺวายตนา สิยา อาสวสมฺปยุตฺตา สิยา อาสววิปฺปยุตฺตา ฯ ทสายตนา น วตฺตพฺพา อาสวา เจว สาสวา จาติ สาสวา เจว โน จ อาสวา มนายตนํ น วตฺตพฺพํ อาสโว เจว สาสวญฺจาติ สิยา สาสวญฺเจว โน จ อาสโว สิยา น วตฺตพฺพํ สาสวญฺเจว โน จ อาสโวติ ธมฺมายตนํ สิยา อาสโว เจว สาสวญฺจ สิยา สาสวญฺเจว โน จ อาสโว สิยา น วตฺตพฺพํ อาสโว เจว สาสวญฺจาติปิ สาสวญฺเจว โน จ อาสโวติปิ ฯ ทสายตนา น วตฺตพฺพา อาสวา เจว อาสวสมฺปยุตฺตา จาติปิ อาสวสมฺปยุตฺตา เจว โน จ อาสวาติปิ มนายตนํ น วตฺตพฺพํ อาสโว เจว อาสวสมฺปยุตฺตญฺจาติ สิยา อาสวสมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ อาสโว สิยา น วตฺตพฺพํ อาสวสมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ อาสโวติ ธมฺมายตนํ สิยา อาสโว เจว อาสวสมฺปยุตฺตญฺจ สิยา อาสวสมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ อาสโว สิยา น วตฺตพฺพํ อาสโว เจว อาสวสมฺปยุตฺตญฺจาติปิ อาสวสมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ อาสโวติปิ ฯ ทสายตนา อาสว- วิปฺปยุตฺตสาสวา ทฺวายตนา สิยา อาสววิปฺปยุตฺตสาสวา สิยา อาสววิปฺปยุตฺตอนาสวา สิยา น วตฺตพฺพา อาสววิปฺปยุตฺตสาสวาติปิ อาสววิปฺปยุตฺตอนาสวาติปิ ฯ
อายตนะ ๑๑ เป็นโนอาสวะ ธัมมายตนะ เป็นอาสวะก็มีเป็นโนอาสวะก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นอาสวะ อายตนะ ๒ เป็นสาสวะก็มีเป็นอนาสวะก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นอาสววิปปยุต อายตนะ ๒ เป็นอาสว-*สัมปยุตก็มี เป็นอาสววิปปยุตก็มี อายตนะ ๑๐ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอาสวสาสวะเป็นสาสวโนอาสวะ มนายตนะ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอาสวสาสวะ เป็นสาสว-*โนอาสวะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า เป็นสาสวโนอาสวะก็มี ธัมมายตนะ เป็นอาสว-*สาสวะก็มี เป็นสาสวโนอาสวะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอาสวสาสวะ แม้เป็นสาสวโนอาสวะก็มี อายตนะ ๑๐ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอาสวอาสวสัมปยุตแม้เป็นอาสวสัมปยุตตโนอาสวะ มนายตนะ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอาสวอาสว-*สัมปยุต เป็นอาสวสัมปยุตตโนอาสวะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอาสวสัมปยุตต-*โนอาสวะก็มี ธัมมายตนะ เป็นอาสวอาสวสัมปยุตก็มี เป็นอาสวสัมปยุตต-*โนอาสวะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอาสวอาสวสัมปยุต แม้เป็นอาสวสัมปยุตต-*โนอาสวะก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นอาสววิปปยุตตสาสวะ อายตนะ ๒ เป็นอาสววิปปยุตตสาสวะก็มี เป็นอาสววิปปยุตตอนาสวะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอาสววิปปยุตตสาสวะ แม้เป็นอาสววิปปยุตตอนาสวะก็มี ๔. สัญโญชนโคจฉกวิสัชนา
เอกาทสายตนา โน สญฺโญชนา ธมฺมายตนํ สิยา สญฺโญชนํ สิยา โน สญฺโญชนํ ฯ ทสายตนา สญฺโญชนิยา ทฺวายตนา สิยา สญฺโญชนิยา สิยา อสญฺโญชนิยา ฯ ทสายตนา สญฺโญชนวิปฺปยุตฺตา ทฺวายตนา สิยา สญฺโญชนสมฺปยุตฺตา สิยา สญฺโญชนวิปฺปยุตฺตา ฯ {๑๐๖.๑} ทสายตนา น วตฺตพฺพา สญฺโญชนา เจว สญฺโญชนิยา จาติ สญฺโญชนิยา เจว โน จ สญฺโญชนา มนายตนํ น วตฺตพฺพํ สญฺโญชนญฺเจว สญฺโญชนิยญฺจาติ สิยา สญฺโญชนิยญฺเจว โน จ สญฺโญชนํ สิยา น วตฺตพฺพํ สญฺโญชนิยญฺเจว โน จ สญฺโญชนนฺติ ธมฺมายตนํ สิยา สญฺโญชนญฺเจว สญฺโญชนิยญฺจ สิยา สญฺโญชนิยญฺเจว โน จ สญฺโญชนํ สิยา น วตฺตพฺพํ สญฺโญชนญฺเจว สญฺโญชนิยญฺจาติปิ สญฺโญชนิยญฺเจว โน จ สญฺโญชนนฺติปิ ฯ {๑๐๖.๒} ทสายตนา น วตฺตพฺพา สญฺโญชนา เจว สญฺโญชนสมฺปยุตฺตา จาติปิ สญฺโญชนสมฺปยุตฺตา เจว โน จ สญฺโญชนาติปิ มนายตนํ น วตฺตพฺพํ สญฺโญชนญฺเจว สญฺโญชนสมฺปยุตฺตญฺจาติ สิยา สญฺโญชนสมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ สญฺโญชนํ สิยา น วตฺตพฺพํ สญฺโญชนสมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ สญฺโญชนนฺติ ธมฺมายตนํ สิยา สญฺโญชนญฺเจว สญฺโญชนสมฺปยุตฺตญฺเจว สิยา สญฺโญชนสมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ สญฺโญชนํ สิยา น วตฺตพฺพํ สญฺโญชนญฺเจว สญฺโญชนสมฺปยุตฺตญฺจาติปิ สญฺโญชนสมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ สญฺโญชนนฺติปิ ฯ {๑๐๖.๓} ทสายตนา สญฺโญชนวิปฺปยุตฺตสญฺโญชนิยา ทฺวายตนา สิยา สญฺโญชนวิปฺปยุตฺตสญฺโญชนิยา สิยา สญฺโญชนวิปฺปยุตฺตอสญฺโญชนิยา สิยา น วตฺตพฺพา สญฺโญชนวิปฺปยุตฺตสญฺโญชนิยาติปิ สญฺโญชนวิปฺปยุตฺต- อสญฺโญชนิยาติปิ ฯ
อายตนะ ๑๑ เป็นโนสัญโญชนะ ธัมมายตนะ เป็นสัญโญ-*ชนะก็มี เป็นโนสัญโญชนะก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นสัญโญชนิยะ อายตนะ ๒เป็นสัญโญชนิยะก็มี เป็นอสัญโญชนิยะก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นสัญโญชนวิปปยุตอายตนะ ๒ เป็นสัญโญชนสัมปยุตก็มี เป็นสัญโญชนวิปปยุตก็มี อายตนะ ๑๐กล่าวไม่ได้ว่าเป็นสัญโญชนสัญโญชนิยะ เป็นสัญโญชนิยโนสัญโญชนะ มนาย-*ตนะ กล่าวไม่ได้ว่าเป็นสัญโญชนสัญโญชนิยะ เป็นสัญโญชนิยโนสัญโญชนะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า เป็นสัญโญชนิยโนสัญโญชนะก็มี ธัมมายตนะ เป็นสัญโญ-*ชนสัญโญชนิยะก็มี เป็นสัญโญชนิยโนสัญโญชนะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นสัญโญชนสัญโญชนิยะ แม้เป็นสัญโญชนิยโนสัญโญชนะก็มี อายตนะ ๑๐กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นสัญโญชนสัญโญชนสัมปยุต แม้เป็นสัญโญชนสัมปยุตต-*โนสัญโญชนะ มนายตนะ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นสัญโญชนสัญโญชนสัมปยุต เป็นสัญโญชนสัมปยุตตโนสัญโญชนะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า เป็นสัญโญชนสัมปยุตต-*โนสัญโญชนะก็มี ธัมมายตนะ เป็นสัญโญชนสัญโญชนสัมปยุตก็มี เป็นสัญโญ-*ชนสัมปยุตตโนสัญโญชนะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นสัญโญชนสัญโญชนสัมปยุตแม้เป็นสัญโญชนสัมปยุตตโนสัญโญชนะก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นสัญโญชนวิปป-*ยุตตสัญโญชนิยะ อายตนะ ๒ เป็นสัญโญชนวิปปยุตตสัญโญชนิยะก็มี เป็นสัญโญชนวิปปยุตตอสัญโญชนิยะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นสัญโญชนวิปปยุตต-*สัญโญชนิยะ แม้เป็นสัญโญชนวิปปยุตตอสัญโญชนิยะก็มี๕. คันถโคจฉกวิสัชนา
เอกาทสายตนา โน คนฺถา ธมฺมายตนํ สิยา คนฺโถ สิยา โน คนฺโถ ฯ ทสายตนา คนฺถนิยา ทฺวายตนา สิยา คนฺถนิยา สิยา อคนฺถนิยา ฯ ทสายตนา คนฺถวิปฺปยุตฺตา ทฺวายตนา สิยา คนฺถสมฺปยุตฺตา สิยา คนฺถวิปฺปยุตฺตา ฯ ทสายตนา น วตฺตพฺพา คนฺถา เจว คนฺถนิยา จาติ คนฺถนิยา เจว โน จ คนฺถา มนายตนํ น วตฺตพฺพํ คนฺโถ เจว คนฺถนิยญฺจาติ สิยา คนฺถนิยญฺเจว โน จ คนฺโถ สิยา น วตฺตพฺพํ คนฺถนิยญฺเจว โน จ คนฺโถติ ธมฺมายตนํ สิยา คนฺโถ เจว คนฺถนิยญฺจ สิยา คนฺถนิยญฺเจว โน จ คนฺโถ สิยา น วตฺตพฺพํ คนฺโถ เจว คนฺถนิยญฺจาติปิ คนฺถนิยญฺเจว โน จ คนฺโถติปิ ฯ {๑๐๗.๑} ทสายตนา น วตฺตพฺพา คนฺถา เจว คนฺถสมฺปยุตฺตา จาติปิ คนฺถสมฺปยุตฺตา เจว โน จ คนฺถาติปิ มนายตนํ น วตฺตพฺพํ คนฺโถ เจว คนฺถสมฺปยุตฺตญฺจาติ สิยา คนฺถสมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ คนฺโถ สิยา น วตฺตพฺพํ คนฺถสมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ คนฺโถติ ธมฺมายตนํ สิยา คนฺโถ เจว คนฺถสมฺปยุตฺตญฺจ สิยา คนฺถสมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ คนฺโถ สิยา น วตฺตพฺพํ คนฺโถ เจว คนฺถสมฺปยุตฺตญฺจาติปิ คนฺถสมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ คนฺโถติปิ ฯ ทสายตนา คนฺถวิปฺปยุตฺต- คนฺถนิยา ทฺวายตนา สิยา คนฺถวิปฺปยุตฺตคนฺถนิยา สิยา คนฺถวิปฺปยุตฺตอคนฺถนิยา สิยา น วตฺตพฺพา คนฺถวิปฺปยุตฺต- คนฺถนิยาติปิ คนฺถวิปฺปยุตฺตอคนฺถนิยาติปิ ฯ
อายตนะ ๑๑ เป็นโนคันถะ ธัมมายตนะ เป็นคันถะก็มี เป็นโนคันถะก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นคันถนิยะ อายตนะ ๒ เป็นคันถนิยะก็มี เป็นอคันถนิยะก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นคันถวิปปยุต อายตนะ ๒ เป็นคันถสัมปยุตก็มี เป็นคันถวิปปยุตก็มี อายตนะ ๑๐ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นคันถคันถนิยะ เป็นคันถนิยโนคันถะ มนายตนะ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นคันถคันถนิยะ เป็นคันถนิย-*โนคันถะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า เป็นคันถนิยโนคันถะก็มี ธัมมายตนะ เป็นคันถ-*คันถนิยะก็มี เป็นคันถนิยโนคันถะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นคันถคันถนิยะ แม้เป็นคันถนิยโนคันถะก็มี อายตนะ ๑๐ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นคันถคันถสัมปยุตแม้เป็นคันถสัมปยุตตโนคันถะ มนายตนะ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นคันถคันถสัมปยุตเป็นคันถสัมปยุตตโนคันถะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า เป็นคันถสัมปยุตตโนคันถะก็มีธัมมายตนะ เป็นคันถคันถสัมปยุตก็มี เป็นคันถสัมปยุตตโนคันถะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นคันถคันถสัมปยุต แม้เป็นคันถสัมปยุตตโนคันถะก็มี อายตนะ๑๐ เป็นคันถวิปปยุตคันถนิยะ อายตนะ ๒ เป็นคันถวิปปยุตตคันถนิยะก็มีเป็นคันถวิปปยุตตอคันถนิยะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นคันถวิปปยุตตคันถนิยะแม้เป็นคันถวิปปยุตตอคันถนิยะก็มี ๖. ๗. ๘. โอฆโคจฉกาทิวิสัชนา
เอกาทสายตนา โน โอฆา ฯเปฯ โน โยคา ฯเปฯ โน นีวรณา ธมฺมายตนํ สิยา นีวรณํ สิยา โน นีวรณํ ฯ ทสายตนา นีวรณิยา ทฺวายตนา สิยา นีวรณิยา สิยา อนีวรณิยา ฯ ทสายตนา นีวรณวิปฺปยุตฺตา ทฺวายตนา สิยา นีวรณสมฺปยุตฺตา สิยา นีวรณวิปฺปยุตฺตา ฯ {๑๐๘.๑} ทสายตนา น วตฺตพฺพา นีวรณา เจว นีวรณิยา จาติ นีวรณิยา เจว โน จ นีวรณา มนายตนํ น วตฺตพฺพํ นีวรณญฺเจว นีวรณิยญฺจาติ สิยา นีวรณิยญฺเจว โน จ นีวรณํ สิยา น วตฺตพฺพํ นีวรณิยญฺเจว โน จ นีวรณนฺติ ธมฺมายตนํ สิยา นีวรณญฺเจว นีวรณิยญฺจ สิยา นีวรณิยญฺเจว โน จ นีวรณํ สิยา น วตฺตพฺพํ นีวรณญฺเจว นีวรณิยญฺจาติปิ นีวรณิยญฺเจว โน จ นีวรณนฺติปิ ฯ {๑๐๘.๒} ทสายตนา น วตฺตพฺพา นีวรณา เจว นีวรณสมฺปยุตฺตา จาติปิ นีวรณสมฺปยุตฺตา เจว โน จ นีวรณาติปิ มนายตนํ น วตฺตพฺพํ นีวรณญฺเจว นีวรณสมฺปยุตฺตญฺจาติ สิยา นีวรณสมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ นีวรณํ สิยา น วตฺตพฺพํ นีวรณสมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ นีวรณนฺติ ธมฺมายตนํ สิยา นีวรณญฺเจว นีวรณสมฺปยุตฺตญฺจ สิยา นีวรณสมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ นีวรณํ สิยา น วตฺตพฺพํ นีวรณญฺเจว นีวรณสมฺปยุตฺตญฺจาติปิ นีวรณสมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ นีวรณนฺติปิ ฯ {๑๐๘.๓} ทสายตนา นีวรณวิปฺปยุตฺตนีวรณิยา ทฺวายตนา สิยา นีวรณวิปฺปยุตฺตนีวรณิยา สิยา นีวรณวิปฺปยุตฺตอนีวรณิยา สิยา น วตฺตพฺพา นีวรณวิปฺปยุตฺตนีวรณิยาติปิ นีวรณวิปฺปยุตฺตอนีวรณิยาติปิ ฯ
อายตนะ ๑๑ เป็นโนโอฆะ ฯลฯ อายตนะ ๑๑ เป็นโนโยคะฯลฯ อายตนะ ๑๑ เป็นโนนีวรณะ ธัมมายตนะ เป็นนีวรณะก็มี เป็นโนนีวร-*ณะก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นนีวรณิยะ อายตนะ ๒ เป็นนีวรณิยะก็มี เป็นอนีวร-*ณิยะก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นนีวรณวิปปยุต อายตนะ ๒ เป็นนีวรณสัมปยุตก็มีเป็นนีวรณวิปปยุตก็มี อายตนะ ๑๐ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นนีวรณนีวรณิยะ เป็นนีวรณิยโนนีวรณะ มนายตนะ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นนีวรณนีวรณิยะ เป็นนีวร-*ณิยโนนีวรณะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า เป็นนีวรณิยโนนีวรณะก็มี ธัมมายตนะ เป็นนีวรณนีวรณิยะก็มี เป็นนีวรณิยโนนีวรณะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นนีวรณนีวร-*ณิยะ แม้เป็นนีวรณิยโนนีวรณะก็มี อายตนะ ๑๐ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นนีวรณ-*นีวรณสัมปยุต แม้เป็นนีวรณสัมปยุตตโนนีวรณะ มนายตนะ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นนีวรณนีวรณสัมปยุต เป็นนีวรณสัมปยุตตโนนีวรณะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า เป็นนีวรณสัมปยุตตโนนีวรณะก็มี ธัมมายตนะ เป็นนีวรณนีวรณสัมปยุตก็มี เป็นนีวรณสัมปยุตตโนนีวรณะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า เป็นนีวรณนีวรณสัมปยุต แม้เป็นนีวรณสัมปยุตตโนนีวรณะก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นนีวรณวิปปยุตตนีวรณิยะ อาย-*ตนะ ๒ เป็นนีวรณวิปปยุตตนีวรณิยะก็มี เป็นนีวรณวิปปยุตตอนีวรณิยะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นนีวรณวิปปยุตตนีวรณิยะ แม้เป็นนีวรณวิปปยุตตอนีวรณิยะก็มี๙. ปรามาสโคจฉกวิสัชนา
เอกาทสายตนา โน ปรามาสา ธมฺมายตนํ สิยา ปรามาโส สิยา โน ปรามาโส ฯ ทสายตนา ปรามฏฺฐา ทฺวายตนา สิยา ปรามฏฺฐา สิยา อปรามฏฺฐา ฯ ทสายตนา ปรามาสวิปฺปยุตฺตา มนายตนํ สิยา ปรามาสสมฺปยุตฺตํ สิยา ปรามาสวิปฺปยุตฺตํ ธมฺมายตนํ สิยา ปรามาสสมฺปยุตฺตํ สิยา ปรามาสวิปฺปยุตฺตํ สิยา น วตฺตพฺพํ ปรามาสสมฺปยุตฺตนฺติปิ ปรามาสวิปฺปยุตฺตนฺติปิ ฯ ทสายตนา น วตฺตพฺพา ปรามาสา เจว ปรามฏฺฐา จาติ ปรามฏฺฐา เจว โน จ ปรามาสา มนายตนํ น วตฺตพฺพํ ปรามาโส เจว ปรามฏฺฐญฺจาติ สิยา ปรามฏฺฐญฺเจว โน จ ปรามาโส สิยา น วตฺตพฺพํ ปรามฏฺฐญฺเจว โน จ ปรามาโสติ ธมฺมายตนํ สิยา ปรามาโส เจว ปรามฏฺฐญฺจ สิยา ปรามฏฺฐญฺเจว โน จ ปรามาโส สิยา น วตฺตพฺพํ ปรามาโส เจว ปรามฏฺฐญฺจาติปิ ปรามฏฺฐญฺเจว โน จ ปรามาโสติปิ ฯ ทสายตนา ปรามาสวิปฺปยุตฺตปรามฏฺฐา ทฺวายตนา สิยา ปรามาสวิปฺปยุตฺตปรามฏฺฐา สิยา ปรามาสวิปฺปยุตฺตอปรามฏฺฐา สิยา น วตฺตพฺพา ปรามาสวิปฺปยุตฺตปรามฏฺฐาติปิ ปรามาสวิปฺปยุตฺตอปรามฏฺฐาติปิ ฯ
อายตนะ ๑๑ เป็นโนปรามาสะ ธัมมายตนะ เป็นปรามาสะก็มี เป็นโนปรามาสะก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นปรามัฏฐะ อายตนะ ๒ เป็นปรามัฏฐะก็มี เป็นอปรามัฏฐะก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นปรามาสวิปปยุต มนาย-*ตนะ เป็นปรามาสสัมปยุตก็มี เป็นปรามาสวิปปยุตก็มี ธัมมายตนะ เป็นปรามาสสัมปยุตก็มี เป็นปรามาสวิปปยุตก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นปรามาส-*สัมปยุต แม้เป็นปรามาสวิปปยุตก็มี อายตนะ ๑๐ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นปรา-*มาสปรามัฏฐะ เป็นปรามัฏฐโนปรามาสะ มนายตนะ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นปรามาสปรามัฏฐะ เป็นปรามัฏฐโนปรามาสะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า เป็นปรามัฏฐ-*โนปรามาสะก็มี ธัมมายตนะ เป็นปรามาสปรามัฏฐะก็มี เป็นปรามัฏฐโนปรา-*มาสะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นปรามาสปรามัฏฐะ แม้เป็นปรามัฏฐโนปรามาสะก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นปรามาสวิปปยุตตปรามัฏฐะ อายตนะ ๒ เป็นปรา-*มาสวิปปยุตตปรามัฏฐะก็มี เป็นปรามาสวิปปยุตตอปรามัฏฐะก็มี กล่าวไม่ได้ว่าแม้เป็นปรามาสวิปปยุตตปรามัฏฐะ แม้เป็นปรามาสวิปปยุตตอปรามัฏฐะก็มี๑๐. มหันตรทุกวิสัชนา
ทสายตนา อนารมฺมณา มนายตนํ สารมฺมณํ ธมฺมายตนํ- สิยา สารมฺมณํ สิยา อนารมฺมณํ ฯ มนายตนํ จิตฺตํ เอกาทสายตนา โน จิตฺตา ฯ เอกาทสายตนา อเจตสิกา ธมฺมายตนํ สิยา เจตสิกํ สิยา อเจตสิกํ ฯ ทสายตนา จิตฺตวิปฺปยุตฺตา ธมฺมายตนํสิยา จิตฺตสมฺปยุตฺตํ สิยา จิตฺตวิปฺปยุตฺตํ มนายตนํ น วตฺตพฺพํ จิตฺเตน สมฺปยุตฺตนฺติปิ จิตฺเตน วิปฺปยุตฺตนฺติปิ ฯ ทสายตนา จิตฺตวิสํสฏฺฐา ธมฺมายตนํ สิยา จิตฺตสํสฏฺฐํ สิยา จิตฺตวิสํสฏฺฐํ มนายตนํน วตฺตพฺพํ จิตฺเตน สํสฏฺฐนฺติปิ จิตฺเตน วิสํสฏฺฐนฺติปิ ฯ ฉายตนา โน จิตฺตสมุฏฺฐานา ฉายตนา สิยา จิตฺตสมุฏฺฐานา สิยา โน จิตฺตสมุฏฺฐานา ฯ เอกาทสายตนา โน จิตฺตสหภุโน ธมฺมายตนํ สิยา จิตฺตสหภู สิยา โน จิตฺตสหภู ฯ เอกาทสายตนา โน จิตฺตานุปริวตฺติโน ธมฺมายตนํ สิยา จิตฺตานุปริวตฺติ สิยา โน จิตฺตานุปริวตฺติ ฯ เอกาทสายตนา โน จิตฺตสํสฏฺฐสมุฏฺฐานา ธมฺมายตนํ สิยา จิตฺตสํสฏฺฐสมุฏฺฐานํ สิยา โน จิตฺตสํสฏฺฐสมุฏฺฐานํ ฯ เอกาทสายตนา โน จิตฺตสํสฏฺฐสมุฏฺฐานสหภุโน ธมฺมายตนํ สิยา จิตฺตสํสฏฺฐ- สมุฏฺฐานสหภู สิยา โน จิตฺตสํสฏฺฐสมุฏฺฐานสหภู ฯ เอกาทสายตนา โน จิตฺตสํสฏฺฐสมุฏฺฐานานุปริวตฺติโน ธมฺมายตนํ สิยา จิตฺตสํสฏฺฐ- สมุฏฺฐานานุปริวตฺติ สิยา โน จิตฺตสํสฏฺฐสมุฏฺฐานานุปริวตฺติ ฯ ฉายตนา อชฺฌตฺติกา ฉายตนา พาหิรา ฯ นวายตนา อุปาทา ทฺวายตนา นุปาทา ธมฺมายตนํ สิยา อุปาทา สิยา นุปาทา ฯ ปญฺจายตนา อุปาทินฺนา สทฺทายตนํ อนุปาทินฺนํ ฉายตนา สิยา อุปาทินฺนา สิยา อนุปาทินฺนา ฯ
อายตนะ ๑๐ เป็นอนารัมมณะ มนายตนะ เป็นสารัมมณะธัมมายตนะ เป็นสารัมมณะก็มี เป็นอนารัมมณะก็มี มนายตนะ เป็นจิตตะอายตนะ ๑๑ เป็นโนจิตตะ อายตนะ ๑๑ เป็นอเจตสิกะ ธัมมายตนะ เป็นเจตสิกะก็มี เป็นอเจตสิกะก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นจิตตวิปปยุต ธัมมายตนะเป็นจิตตสัมปยุตก็มี เป็นจิตตวิปปยุตก็มี มนายตนะ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นจิตตสัมปยุต แม้เป็นจิตตวิปปยุต อายตนะ ๑๐ เป็นจิตตวิสังสัฏฐะ ธัมมาย-*ตนะ เป็นจิตตสังสัฏฐะก็มี เป็นจิตตวิสังสัฏฐะก็มี มนายตนะ กล่าวไม่ได้ว่าแม้เป็นจิตตสังสัฏฐะ แม้เป็นจิตตวิสังสัฏฐะ อายตนะ ๖ เป็นโนจิตตสมุฏ-*ฐานะ อายตนะ ๖ เป็นจิตตสมุฏฐานะก็มี เป็นโนจิตตสมุฏฐานะก็มี อาย-*ตนะ ๑๑ เป็นโนจิตตสหภู ธัมมายตนะ เป็นจิตตสหภูก็มี เป็นโนจิตตสหภูก็มีอายตนะ ๑๑ เป็นโนจิตตานุปริวัตติ ธัมมายตนะ เป็นจิตตานุปริวัตติก็มี เป็นโนจิตตานุปริวัตติก็มี อายตนะ ๑๑ เป็นโนจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานะ ธัมมายตนะเป็นจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานะก็มี เป็นโนจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานะก็มี อายตนะ ๑๑ เป็นโนจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานสหภู ธัมมายตนะ เป็นจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานสหภูก็มีเป็นโนจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานสหภูก็มี อายตนะ ๑๑ เป็นโนจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานา-*นุปริวัตติ ธัมมายตนะ เป็นจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานานุปริวัตติก็มี เป็นโนจิตต-*สังสัฏฐสมุฏฐานานุปริวัตติก็มี อายตนะ ๖ เป็นอัชฌัตติกะ อายตนะ ๖เป็นพาหิระ อายตนะ ๙ เป็นอุปาทา อายตนะ ๒ เป็นนอุปาทา ธัมมายตนะเป็นอุปาทาก็มี เป็นนอุปาทาก็มี อายตนะ ๕ เป็นอุปาทินนะ สัททายตนะเป็นอนุปาทินนะ อายตนะ ๖ เป็นอุปาทินนะก็มี เป็นอนุปาทินนะก็มี๑๑. อุปาทานโคจฉกวิสัชนา
เอกาทสายตนา นุปาทานา ธมฺมายตนํ สิยา อุปาทานํ สิยา นุปาทานํ ฯ ทสายตนา อุปาทานิยา ทฺวายตนา สิยา อุปาทานิยา สิยา อนุปาทานิยา ฯ ทสายตนา อุปาทานวิปฺปยุตฺตา ทฺวายตนา สิยา อุปาทานสมฺปยุตฺตา สิยา อุปาทานวิปฺปยุตฺตา ฯ ทสายตนา น วตฺตพฺพา อุปาทานา เจว อุปาทานิยา จาติ อุปาทานิยา เจว โน จ อุปาทานา มนายตนํ น วตฺตพฺพํ อุปาทานญฺเจว อุปาทานิยญฺจาติ สิยา อุปาทานิยญฺเจว โน จ อุปาทานํ สิยา น วตฺตพฺพํ อุปาทานิยญฺเจว โน จ อุปาทานนฺติ ธมฺมายตนํ สิยา อุปาทานญฺเจว อุปาทานิยญฺจ สิยา อุปาทานิยญฺเจว โน จ อุปาทานํ สิยา น วตฺตพฺพํ อุปาทานญฺเจว อุปาทานิยญฺจาติปิ อุปาทานิยญฺเจว โน จ อุปาทานนฺติปิ ฯ ทสายตนา น วตฺตพฺพา อุปาทานา เจว อุปาทานสมฺปยุตฺตา จาติปิ อุปาทานสมฺปยุตฺตา เจว โน จ อุปาทานาติปิ มนายตนํ น วตฺตพฺพํ อุปาทานญฺเจว อุปาทาน- สมฺปยุตฺตญฺจาติ สิยา อุปาทานสมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ อุปาทานํ สิยา น วตฺตพฺพํ อุปาทานสมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ อุปาทานนฺติ ธมฺมายตนํ สิยา อุปาทานญฺเจว อุปาทานสมฺปยุตฺตญฺจ สิยา อุปาทานสมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ อุปาทานํ สิยา น วตฺตพฺพํ อุปาทานญฺเจว อุปาทานสมฺปยุตฺตญฺจาติปิ อุปาทานสมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ อุปาทานนฺติปิ ฯ ทสายตนา อุปาทานวิปฺปยุตฺตอุปาทานิยา ทฺวายตนา สิยา อุปาทานวิปฺปยุตฺตอุปาทานิยา สิยา อุปาทาน- วิปฺปยุตฺตอนุปาทานิยา สิยา น วตฺตพฺพา อุปาทานวิปฺปยุตฺต- อุปาทานิยาติปิ อุปาทานวิปฺปยุตฺตอนุปาทานิยาติปิ ฯ
อายตนะ ๑๑ เป็นนอุปาทานะ ธัมมายตนะ เป็นอุปาทานะก็มี เป็นนอุปาทานะก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นอุปาทานิยะ อายตนะ ๒ เป็นอุปาทานิยะก็มี เป็นอนุปาทานิยะก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นอุปาทานวิปปยุตอายตนะ ๒ เป็นอุปาทานสัมปยุตก็มี เป็นอุปาทานวิปปยุตก็มี อายตนะ ๑๐กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอุปาทานอุปาทานิยะ เป็นอุปาทานิยโนอุปาทานะ มนายตนะกล่าวไม่ได้ว่า เป็นอุปาทานอุปาทานิยะ เป็นอุปาทานิยโนอุปาทานะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอุปาทานิยโนอุปาทานะก็มี ธัมมายตนะ เป็นอุปาทานอุปาทานิยะก็มีเป็นอุปาทานิยโนอุปาทานะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอุปาทานอุปาทานิยะ แม้เป็นอุปาทานิยะโนอุปาทานะก็มี อายตนะ ๑๐ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอุปาทาน-*อุปาทานสัมปยุต แม้เป็นอุปาทานสัมปยุตตโนอุปาทานะ มนายตนะ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอุปาทานอุปาทานสัมปยุต เป็นอุปาทานสัมปยุตตโนอุปาทานะก็มีกล่าวไม่ได้ว่า เป็นอุปาทานสัมปยุตตโนอุปาทานะก็มี ธัมมายตนะ เป็นอุปา-*ทานอุปาทานสัมปยุตก็มี เป็นอุปาทานสัมปยุตตโนอุปาทานะก็มี กล่าวไม่ได้ว่าแม้เป็นอุปาทานอุปาทานสัมปยุต แม้เป็นอุปาทานสัมปยุตตโนอุปาทานะก็มีอายตนะ ๑๐ เป็นอุปาทานวิปปยุตตอุปาทานิยะ อายตนะ ๒ เป็นอุปาทาน-*วิปปยุตตอุปาทานิยะก็มี เป็นอุปาทานวิปปยุตตอนุปาทานิยะก็มี กล่าวไม่ได้ว่าแม้เป็นอุปาทานวิปปยุตตอุปาทานิยะ แม้เป็นอุปาทานวิปปยุตตอนุปาทานิยะก็มี๑๒. กิเลสโคจฉกวิสัชนา
เอกาทสายตนา โน กิเลสา ธมฺมายตนํ สิยา กิเลโส สิยา โน กิเลโส ฯ ทสายตนา สงฺกิเลสิกา ทฺวายตนา สิยา สงฺกิเลสิกา สิยา อสงฺกิเลสิกา ฯ ทสายตนา อสงฺกิลิฏฺฐา ทฺวายตนา สิยา สงฺกิลิฏฺฐา สิยา อสงฺกิลิฏฺฐา ฯ ทสายตนา กิเลสวิปฺปยุตฺตา ทฺวายตนา สิยา กิเลสสมฺปยุตฺตา สิยา กิเลสวิปฺปยุตฺตา ฯ ทสายตนา น วตฺตพฺพา กิเลสา เจว สงฺกิเลสิกา จาติ สงฺกิเลสิกา เจว โน จ กิเลสา มนายตนํ น วตฺตพฺพํ กิเลโส เจว สงฺกิเลสิกญฺจาติ สิยา สงฺกิเลสิกญฺเจว โน จ กิเลโส สิยา น วตฺตพฺพํ สงฺกิเลสิกญฺเจว โน จ กิเลโสติ ธมฺมายตนํ สิยา กิเลโส เจว สงฺกิเลสิกญฺจ สิยา สงฺกิเลสิกญฺเจว โน จ กิเลโส สิยา น วตฺตพฺพํ กิเลโส เจว สงฺกิเลสิกญฺจาติปิ สงฺกิเลสิกญฺเจว โน จ กิเลโสติปิ ฯ ทสายตนา น วตฺตพฺพา กิเลสา เจว สงฺกิลิฏฺฐา จาติปิ สงฺกิลิฏฺฐา เจว โน จ กิเลสาติปิ มนายตนํ น วตฺตพฺพํ กิเลโส เจว สงฺกิลิฏฺฐญฺจาติ สิยา สงฺกิลิฏฺฐญฺเจว โน จ กิเลโส สิยา น วตฺตพฺพํ สงฺกิลิฏฺฐญฺเจว โน จ กิเลโสติ ธมฺมายตนํ สิยา กิเลโส เจว สงฺกิลิฏฺฐญฺจ สิยา สงฺกิลิฏฺฐญฺเจว โน จ กิเลโส สิยา น วตฺตพฺพํ กิเลโส เจว สงฺกิลิฏฺฐญฺจาติปิ สงฺกิลิฏฺฐญฺเจว โน จ กิเลโสติปิ ฯ {๑๑๒.๑} ทสายตนา น วตฺตพฺพา กิเลสา เจว กิเลสสมฺปยุตฺตา จาติปิ กิเลสสมฺปยุตฺตา เจว โน จ กิเลสาติปิ มนายตนํ น วตฺตพฺพํ กิเลโส เจว กิเลสสมฺปยุตฺตญฺจาติ สิยา กิเลสสมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ กิเลโส สิยา น วตฺตพฺพํ กิเลสสมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ กิเลโสติ ธมฺมายตนํ สิยา กิเลโส เจว กิเลสสมฺปยุตฺตญฺจ สิยา กิเลสสมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ กิเลโส สิยา น วตฺตพฺพํ กิเลโส เจว กิเลสสมฺปยุตฺตญฺจาติปิ กิเลสสมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ กิเลโสติปิ ฯ ทสายตนา กิเลสวิปฺปยุตฺต- สงฺกิเลสิกา ทฺวายตนา สิยา กิเลสวิปฺปยุตฺตสงฺกิเลสิกา สิยา กิเลสวิปฺปยุตฺตอสงฺกิเลสิกา สิยา น วตฺตพฺพา กิเลสวิปฺปยุตฺต- สงฺกิเลสิกาติปิ กิเลสวิปฺปยุตฺตอสงฺกิเลสิกาติปิ ฯ
อายตนะ ๑๑ เป็นโนกิเลสะ ธัมมายตนะ เป็นกิเลสะก็มี เป็นโนกิเลสะก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นสังกิเลสิกะ อายตนะ ๒ เป็นสัง-*กิเลสิกะก็มี เป็นอสังกิเลสิกะก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นอสังกิลิฏฐะ อายตนะ ๒เป็นสังกิลิฏฐะก็มี เป็นอสังกิลิฏฐะก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นกิเลสวิปปยุตอายตนะ ๒ เป็นกิเลสสัมปยุตก็มี เป็นกิเลสวิปปยุตก็มี อายตนะ ๑๐ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นกิเลสสังกิเลสิกะ เป็นสังกิเลสิกโนกิเลสะ มนายตนะ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นกิเลสสังกิเลสิกะ เป็นสังกิเลสิกโนกิเลสะก็มี กล่าวไม่ได้ว่าเป็นสังกิเลสิกโนกิเลสะก็มี ธัมมายตนะ เป็นกิเลสสังกิเลสิกะก็มี เป็นสัง-*กิเลสิกโนกิเลสะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นกิเลสสังกิเลสิกะ แม้เป็นสังกิเลสิก-*โนกิเลสะก็มี อายตนะ ๑๐ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นกิเลสสังกิลิฏฐะ แม้เป็นสังกิลิฏฐโนกิเลสะ มนายตนะ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นกิเลสสังกิลิฏฐะ เป็นสังกิลิฏฐโนกิเลสะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า เป็นสังกิลิฏฐโนกิเลสะก็มี ธัมมายตนะเป็นกิเลสสังกิลิฏฐะก็มี เป็นสังกิลิฏฐโนกิเลสะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นกิเลสสังกิลิฏฐะ แม้เป็นสังกิลิฏฐโนกิเลสะก็มี อายตนะ ๑๐ กล่าวไม่ได้ว่าแม้เป็นกิเลสกิเลสสัมปยุต แม้เป็นกิเลสสัมยุตตโนกิเลสะ มนายตนะ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นกิเลสกิเลสสัมปยุต เป็นกิเลสสัมปยุตตโนกิเลสะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า เป็นกิเลสสัมปยุตตโนกิเลสะก็มี ธัมมายตนะ เป็นกิเลสกิเลสสัมปยุตก็มีเป็นกิเลสสัมปยุตตโนกิเลสะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นกิเลสกิเลสสัมปยุตแม้เป็นกิเลสสัมปยุตตโนกิเลสะก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นกิเลสวิปปยุตตสังกิเลสิกะอายตนะ ๒ เป็นกิเลสวิปปยุตตสังกิเลสิกะก็มี เป็นกิเลสวิปปยุตตอสังกิเลสิกะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นกิเลสวิปปยุตตสังกิเลสิกะ แม้เป็นกิเลสวิปปยุตต-*อสังกิเลสิกะก็มี ๑๓. ปิฏฐิทุกวิสัชนา
ทสายตนา น ทสฺสเนน ปหาตพฺพา ทฺวายตนา สิยา ทสฺสเนน ปหาตพฺพา สิยา น ทสฺสเนน ปหาตพฺพา ฯ ทสายตนา น ภาวนาย ปหาตพฺพา ทฺวายตนา สิยา ภาวนาย ปหาตพฺพา สิยา น ภาวนาย ปหาตพฺพา ฯ ทสายตนา น ทสฺสเนน ปหาตพฺพเหตุกา ทฺวายตนา สิยา ทสฺสเนน ปหาตพฺพเหตุกา สิยา น ทสฺสเนน ปหาตพฺพเหตุกา ฯ ทสายตนา น ภาวนาย ปหาตพฺพเหตุกา ทฺวายตนา สิยา ภาวนาย ปหาตพฺพเหตุกา สิยา น ภาวนาย ปหาตพฺพเหตุกา ฯ ทสายตนา อวิตกฺกา ทฺวายตนา สิยา สวิตกฺกา สิยา อวิตกฺกา ฯ {๑๑๓.๑} ทสายตนา อวิจารา ทฺวายตนา สิยา สวิจารา สิยา อวิจารา ฯ ทสายตนา อปฺปีติกา ทฺวายตนา สิยา สปฺปีติกา สิยา อปฺปีติกา ฯ ทสายตนา น ปีติสหคตา ทฺวายตนา สิยา ปีติสหคตา สิยา น ปีติสหคตา ฯ ทสายตนา น สุขสหคตา ทฺวายตนา สิยา สุขสหคตา สิยา น สุขสหคตา ฯ ทสายตนา น อุเปกฺขาสหคตา ทฺวายตนา สิยา อุเปกฺขาสหคตา สิยา น อุเปกฺขาสหคตา ฯ ทสายตนา กามาวจรา ทฺวายตนา สิยา กามาวจรา สิยา น กามาวจรา ฯ ทสายตนา น รูปาวจรา ทฺวายตนา สิยา รูปาวจรา สิยา น รูปาวจรา ฯ ทสายตนา น อรูปาวจรา ทฺวายตนา สิยา อรูปาวจรา สิยา น อรูปาวจรา ฯ ทสายตนา ปริยาปนฺนา ทฺวายตนา สิยา ปริยาปนฺนา สิยา อปริยาปนฺนา ฯ ทสายตนา อนิยฺยานิกา ทฺวายตนา สิยา นิยฺยานิกา สิยา อนิยฺยานิกา ฯ ทสายตนา อนิยตา ทฺวายตนา สิยา นิยตา สิยา อนิยตา ฯ ทสายตนา สอุตฺตรา ทฺวายตนา สิยา สอุตฺตรา สิยา อนุตฺตรา ฯ ทสายตนา อรณา ทฺวายตนา สิยา สรณา สิยา อรณาติ ฯ ปญฺหาปุจฺฉกํ ฯ อายตนวิภงฺโค สมตฺโต ฯ ---------
อายตนะ ๑๐ เป็นนทัสสนปหาตัพพะ อายตนะ ๒ เป็น ทัสสนปหาตัพพะก็มี เป็นนทัสสนปหาตัพพะก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นนภาวนา-*ปหาตัพพะ อายตนะ ๒ เป็นภาวนาปหาตัพพะก็มี เป็นนภาวนาปหาตัพพะก็มีอายตนะ ๑๐ เป็นนทัสสนปหาตัพพเหตุกะ อายตนะ ๒ เป็นทัสสนปหาตัพพ-*เหตุกะก็มี เป็นนทัสสนปหาตัพพเหตุกะก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นนภาวนา-*ปหาตัพพเหตุกะ อายตนะ ๒ เป็นภาวนาปหาตัพพเหตุกะก็มี เป็นนภาวนา-*ปหาตัพพเหตุกะก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นอวิตักกะ อายตนะ ๒ เป็นสวิตักกะก็มีเป็นอวิตักกะก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นอวิจาระ อายตนะ ๒ เป็นสวิจาระก็มีเป็นอวิจาระก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นอัปปีติกะ อายตนะ ๒ เป็นสัปปีติกะก็มีเป็นอัปปีติกะก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นนปีติสหคตะ อายตนะ ๒ เป็นปีติ-*สหคตะก็มี เป็นนปีติสหคตะก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นนสุขสหคตะ อายตนะ ๒เป็นสุขสหคตะก็มี เป็นนสุขสหคตะก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นนอุเปกขาสหคตะอายตนะ ๒ เป็นอุเปกขาสหคตะก็มี เป็นนอุเปกขาสหคตะก็มี อายตนะ ๑๐เป็นกามาวจระ อายตนะ ๒ เป็นกามาวจระก็มี เป็นนกามาวจระก็มี อายตนะ ๑๐เป็นนรูปาวจระ อายตนะ ๒ เป็นรูปาวจระก็มี เป็นนรูปาวจระก็มี อายตนะ ๑๐เป็นนอรูปาวจระ อายตนะ ๒ เป็นอรูปาวจระก็มี เป็นนอรูปาวจระก็มี อายตนะ ๑๐เป็นปริยาปันนะ อายตนะ ๒ เป็นปริยาปันนะก็มี เป็นอปริยาปันนะก็มีอายตนะ ๑๐ เป็นอนิยยานิกะ อายตนะ ๒ เป็นนิยยานิกะก็มี เป็นอนิยยานิกะก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นอนิยตะ อายตนะ ๒ เป็นนิยตะก็มี เป็นอนิยตะก็มีอายตนะ ๑๐ เป็นสอุตตระ อายตนะ ๒ เป็นสอุตตระก็มี เป็นอนุตตระก็มีอายตนะ ๑๐ เป็นอรณะ อายตนะ ๒ เป็นสรณะก็มี เป็นอรณะก็มี ฉะนี้แลปัญหาปุจฉกะ จบ อายตนวิภังค์ จบบริบูรณ์
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๒. อายตนวิภังค์] ๓. ปัญหาปุจฉกะ ๑. ติกมาติกาวิสัชนา ๓. ปัญหาปุจฉกะ
อายตนะ ๑๒ คือ ๑. จักขายตนะ ๒. รูปายตนะ ฯลฯ ๑๑. มนายตนะ ๑๒. ธัมมายตนะ
บรรดาอายตนะ ๑๒ อายตนะเท่าไรเป็นกุศล เท่าไรเป็นอกุศลเท่าไรเป็นอัพยากฤต ฯลฯ เท่าไรเป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้ เท่าไรไม่เป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้ ๑. ติกมาติกาวิสัชนา ๑. กุสลติกวิสัชนา
อายตนะ ๑๐ เป็นอัพยากฤต อายตนะ ๒ ที่เป็นกุศลก็มี ที่เป็น อกุศลก็มี ที่เป็นอัพยากฤตก็มี ๒. เวทนาติกวิสัชนา อายตนะ ๑๐ กล่าวไม่ได้ว่า สัมปยุตด้วยสุขเวทนา สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาหรือสัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา มนายตนะที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาก็มี ที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาก็มี ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาก็มี ธัมมายตนะที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาก็มี ที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาก็มี ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า สัมปยุตด้วยสุขเวทนา สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา หรือสัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาก็มี ๓. วิปากติกวิสัชนา อายตนะ ๑๐ ไม่เป็นวิบากและไม่เป็นเหตุให้เกิดวิบาก อายตนะ ๒ ที่เป็นวิบากก็มี ที่เป็นเหตุให้เกิดวิบากก็มี ที่ไม่เป็นวิบากและไม่เป็นเหตุให้เกิดวิบากก็มี
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๑๑๙}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๒. อายตนวิภังค์] ๓. ปัญหาปุจฉกะ ๑. ติกมาติกาวิสัชนา ๔. อุปาทินนติกวิสัชนา อายตนะ ๕ กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทาน สัททายตนะกรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็น อารมณ์ของอุปาทาน อายตนะ ๔ ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี ที่ไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี อายตนะ ๒ ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี๕. สังกิลิฏฐติกวิสัชนา อายตนะ ๑๐ กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลส อายตนะ ๒ที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสก็มี ที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสก็มี ที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสก็มี๖. สวิตักกติกวิสัชนา อายตนะ ๑๐ ไม่มีทั้งวิตกและวิจาร มนายตนะที่มีทั้งวิตกและวิจารก็มี ที่ไม่มีวิตกมีเพียงวิจารก็มี ที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารก็มี ธัมมายตนะที่มีทั้งวิตกและวิจารก็มี ที่ไม่มีวิตกมีเพียงวิจารก็มี ที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า มีทั้งวิตกและวิจาร ไม่มีวิตกมีเพียงวิจาร หรือไม่มีทั้งวิตกและวิจารก็มี ๗. ปีติติกวิสัชนา อายตนะ ๑๐ กล่าวไม่ได้ว่า สหรคตด้วยปีติ สหรคตด้วยสุข หรือสหรคตด้วยอุเบกขา อายตนะ ๒ ที่สหรคตด้วยปีติก็มี ที่สหรคตด้วยสุขก็มี ที่สหรคตด้วยอุเบกขาก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า สหรคตด้วยปีติ สหรคตด้วยสุข หรือสหรคตด้วยอุเบกขาก็มี
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๑๒๐}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๒. อายตนวิภังค์] ๓. ปัญหาปุจฉกะ ๑. ติกมาติกาวิสัชนา ๘. ทัสสนติกวิสัชนา อายตนะ ๑๐ ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ อายตนะ ๒ ที่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคก็มี ที่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ ก็มี ที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ก็มี๙. ทัสสนเหตุติกวิสัชนา อายตนะ ๑๐ ไม่มีเหตุต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓อายตนะ ๒ ที่มีเหตุต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคก็มี ที่มีเหตุต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ ก็มี ที่ไม่มีเหตุต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน๓ ก็มี ๑๐. อาจยคามิติกวิสัชนา อายตนะ ๑๐ ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพาน อายตนะ ๒ ที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติก็มี ที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานก็มี ที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิจุติ และนิพพานก็มี ๑๑. เสกขติกวิสัชนา อายตนะ ๑๐ ไม่เป็นของเสขบุคคลและอเสขบุคคล อายตนะ ๒ ที่เป็นของเสขบุคคลก็มี ที่เป็นของอเสขบุคคลก็มี ที่ไม่เป็นของเสขบุคคลและอเสขบุคคลก็มี๑๒. ปริตตติกวิสัชนา อายตนะ ๑๐ เป็นปริตตะ อายตนะ ๒ ที่เป็นปริตตะก็มี ที่เป็นมหัคคตะก็มีที่เป็นอัปปมาณะก็มี ๑๓. ปริตตารัมมณติกวิสัชนา อายตนะ ๑๐ รับรู้อารมณ์ไม่ได้ อายตนะ ๒ ที่มีปริตตะเป็นอารมณ์ก็มี ที่มีมหัคคตะเป็นอารมณ์ก็มี ที่มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์ก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า มีปริตตะเป็นอารมณ์ มีมหัคคตะเป็นอารมณ์ หรือมีอัปปมาณะเป็นอารมณ์ก็มี
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๑๒๑}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๒. อายตนวิภังค์] ๓. ปัญหาปุจฉกะ ๑. ติกมาติกาวิสัชนา ๑๔. หีนติกวิสัชนา อายตนะ ๑๐ เป็นชั้นกลาง อายตนะ ๒ ที่เป็นชั้นต่ำก็มี ที่เป็นชั้นกลางก็มีที่เป็นชั้นประณีตก็มี ๑๕. มิจฉัตตติกวิสัชนา อายตนะ ๑๐ เป็นธรรมชาติไม่แน่นอนโดยอาการทั้งสองนั้น อายตนะ ๒ ที่มีสภาวะผิดและให้ผลแน่นอนก็มี ที่มีสภาวะชอบและให้ผลแน่นอนก็มี ที่เป็น ธรรมชาติไม่แน่นอนโดยอาการทั้งสองนั้นก็มี ๑๖. มัคคารัมมณติกวิสัชนา อายตนะ ๑๐ รับรู้อารมณ์ไม่ได้ อายตนะ ๒ ที่มีมรรคเป็นอารมณ์ก็มี ที่มีมรรคเป็นเหตุก็มี ที่มีมรรคเป็นอธิบดีก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า มีมรรคเป็นอารมณ์ มีมรรคเป็นเหตุ หรือมีมรรคเป็นอธิบดีก็มี ๑๗. อุปปันนติกวิสัชนา อายตนะ ๕ ที่เกิดขึ้นก็มี ที่จักเกิดขึ้นแน่นอนก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า ยังไม่เกิดขึ้นก็มี สัททายตนะที่เกิดขึ้นก็มี ที่ยังไม่เกิดขึ้นก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า จักเกิดขึ้นแน่นอนก็มีอายตนะ ๕ ที่เกิดขึ้นก็มี ที่ยังไม่เกิดขึ้นก็มี ที่จักเกิดขึ้นแน่นอนก็มี ธัมมายตนะที่เกิดขึ้นก็มี ที่ยังไม่เกิดขึ้นก็มี ที่จักเกิดขึ้นแน่นอนก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เกิดขึ้น ยังไม่เกิดขึ้น หรือจักเกิดขึ้นแน่นอนก็มี ๑๘. อตีตติกวิสัชนา อายตนะ ๑๑ ที่เป็นอดีตก็มี ที่เป็นอนาคตก็มี ที่เป็นปัจจุบันก็มี ธัมมายตนะที่เป็นอดีตก็มี ที่เป็นอนาคตก็มี ที่เป็นปัจจุบันก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอดีต เป็นอนาคต หรือเป็นปัจจุบันก็มี
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๑๒๒}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๒. อายตนวิภังค์] ๓. ปัญหาปุจฉกะ ๒. ทุกมาติกาวิสัชนา ๑๙. อตีตารัมมณติกวิสัชนา อายตนะ ๑๐ รับรู้อารมณ์ไม่ได้ อายตนะ ๒ ที่มีอดีตธรรมเป็นอารมณ์ก็มีที่มีอนาคตธรรมเป็นอารมณ์ก็มี ที่มีปัจจุบันธรรมเป็นอารมณ์ก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่ามีอดีตธรรมเป็นอารมณ์ มีอนาคตธรรมเป็นอารมณ์ หรือมีปัจจุบันธรรมเป็นอารมณ์ก็มี ๒๐. อัชฌัตตติกวิสัชนา อายตนะ ๑๒ ที่เป็นภายในตนก็มี ที่เป็นภายนอกตนก็มี ที่เป็นภายในตนและภายนอกตนก็มี ๒๑. อัชฌัตตารัมมณติกวิสัชนา อายตนะ ๑๐ รับรู้อารมณ์ไม่ได้ อายตนะ ๒ ที่มีธรรมภายในตนเป็นอารมณ์ก็มี ที่มีธรรมภายนอกตนเป็นอารมณ์ก็มี ที่มีธรรมภายในตนและภายนอกตนเป็นอารมณ์ก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า มีธรรมภายในตนเป็นอารมณ์ มีธรรมภายนอกตนเป็นอารมณ์ หรือมีธรรมภายในตนและภายนอกตนเป็นอารมณ์ก็มี ๒๒. สนิทัสสนติกวิสัชนา รูปายตนะเห็นได้และกระทบได้ อายตนะ ๙ เห็นไม่ได้แต่กระทบได้ อายตนะ๒ เห็นไม่ได้และกระทบไม่ได้ ติกมาติกาวิสัชนา จบ ๒. ทุกมาติกาวิสัชนา ๑. เหตุโคจฉกวิสัชนา
อายตนะ ๑๑ ไม่เป็นเหตุ ธัมมายตนะที่เป็นเหตุก็มี ที่ไม่เป็นเหตุก็มี อายตนะ ๑๐ ไม่มีเหตุ อายตนะ ๒ ที่มีเหตุก็มี ที่ไม่มีเหตุก็มี อายตนะ ๑๐ วิปปยุตจากเหตุ อายตนะ ๒ ที่สัมปยุตด้วยเหตุก็มี ที่วิปปยุตจากเหตุก็มี
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๑๒๓}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๒. อายตนวิภังค์] ๓. ปัญหาปุจฉกะ ๒. ทุกมาติกาวิสัชนา อายตนะ ๑๐ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นเหตุและมีเหตุ หรือมีเหตุแต่ไม่เป็นเหตุมนายตนะ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นเหตุและมีเหตุ ที่มีเหตุแต่ไม่เป็นเหตุก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า มีเหตุแต่ไม่เป็นเหตุก็มี ธัมมายตนะที่เป็นเหตุและมีเหตุก็มี ที่มีเหตุแต่ไม่เป็นเหตุก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นเหตุและมีเหตุ หรือมีเหตุแต่ไม่เป็นเหตุก็มี อายตนะ ๑๐ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นเหตุและสัมปยุตด้วยเหตุ หรือสัมปยุตด้วยเหตุแต่ไม่เป็นเหตุ มนายตนะกล่าวไม่ได้ว่า เป็นเหตุและสัมปยุตด้วยเหตุ ที่สัมปยุตด้วยเหตุแต่ไม่เป็นเหตุก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า สัมปยุตด้วยเหตุแต่ไม่เป็นเหตุก็มีธัมมายตนะที่เป็นเหตุและสัมปยุตด้วยเหตุก็มี ที่สัมปยุตด้วยเหตุแต่ไม่เป็นเหตุก็มีที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นเหตุและสัมปยุตด้วยเหตุ หรือสัมปยุตด้วยเหตุแต่ไม่เป็นเหตุก็มี อายตนะ ๑๐ ไม่เป็นเหตุและไม่มีเหตุ มนายตนะที่ไม่เป็นเหตุแต่มีเหตุก็มี ที่ไม่เป็นเหตุและไม่มีเหตุก็มี ธัมมายตนะที่ไม่เป็นเหตุแต่มีเหตุก็มี ที่ไม่เป็นเหตุและไม่มีเหตุก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า ไม่เป็นเหตุแต่มีเหตุ หรือไม่เป็นเหตุและไม่มีเหตุก็มี๒. จูฬันตรทุกวิสัชนา อายตนะ ๑๑ มีปัจจัยปรุงแต่ง ธัมมายตนะที่มีปัจจัยปรุงแต่งก็มี ที่ไม่มีปัจจัยปรุงแต่งก็มี อายตนะ ๑๑ ถูกปัจจัยปรุงแต่ง ธัมมายตนะที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งก็มี ที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งก็มี รูปายตนะเห็นได้ อายตนะ ๑๑ เห็นไม่ได้ อายตนะ ๑๐ กระทบได้ อายตนะ ๒ กระทบไม่ได้ อายตนะ ๑๐ เป็นรูป มนายตนะไม่เป็นรูป ธัมมายตนะที่เป็นรูปก็มี ที่ไม่เป็นรูปก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นโลกิยะ อายตนะ ๒ ที่เป็นโลกิยะก็มี ที่เป็นโลกุตตระก็มี อายตนะ ๑๒ ที่จิตบางดวงรู้ได้ก็มี ที่จิตบางดวงรู้ไม่ได้ก็มี
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๑๒๔}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๒. อายตนวิภังค์] ๓. ปัญหาปุจฉกะ ๒. ทุกมาติกาวิสัชนา ๓. อาสวโคจฉกวิสัชนา อายตนะ ๑๑ ไม่เป็นอาสวะ ธัมมายตนะที่เป็นอาสวะก็มี ที่ไม่เป็นอาสวะก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นอารมณ์ของอาสวะ อายตนะ ๒ ที่เป็นอารมณ์ของอาสวะก็มีที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะก็มี อายตนะ ๑๐ วิปปยุตจากอาสวะ อายตนะ ๒ ที่สัมปยุตด้วยอาสวะก็มี ที่วิปปยุตจากอาสวะก็มี อายตนะ ๑๐ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอาสวะและเป็นอารมณ์ของอาสวะ หรือเป็นอารมณ์ของอาสวะแต่ไม่เป็นอาสวะ มนายตนะกล่าวไม่ได้ว่า เป็นอาสวะและเป็นอารมณ์ของอาสวะ ที่เป็นอารมณ์ของอาสวะแต่ไม่เป็นอาสวะก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่าเป็นอารมณ์ของอาสวะแต่ไม่เป็นอาสวะก็มี ธัมมายตนะที่เป็นอาสวะและเป็นอารมณ์ของอาสวะก็มี ที่เป็นอารมณ์ของอาสวะแต่ไม่เป็นอาสวะก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอาสวะและเป็นอารมณ์ของอาสวะ หรือเป็นอารมณ์ของอาสวะแต่ไม่เป็นอาสวะก็มี อายตนะ ๑๐ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอาสวะและสัมปยุตด้วยอาสวะ หรือสัมปยุตด้วยอาสวะแต่ไม่เป็นอาสวะ มนายตนะกล่าวไม่ได้ว่า เป็นอาสวะและสัมปยุตด้วยอาสวะ ที่สัมปยุตด้วยอาสวะแต่ไม่เป็นอาสวะก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า สัมปยุตด้วยอาสวะแต่ไม่เป็นอาสวะก็มี ธัมมายตนะที่เป็นอาสวะและสัมปยุตด้วยอาสวะก็มี ที่สัมปยุตด้วยอาสวะแต่ไม่เป็นอาสวะก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอาสวะและสัมปยุตด้วยอาสวะ หรือสัมปยุตด้วยอาสวะแต่ไม่เป็นอาสวะก็มี อายตนะ ๑๐ วิปปยุตจากอาสวะแต่เป็นอารมณ์ของอาสวะ อายตนะ ๒ ที่วิปปยุตจากอาสวะแต่เป็นอารมณ์ของอาสวะก็มี ที่วิปปยุตจากอาสวะและไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า วิปปยุตจากอาสวะแต่เป็นอารมณ์ของอาสวะหรือวิปปยุตจากอาสวะและไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะก็มี ๔. สัญโญชนโคจฉกวิสัชนา อายตนะ ๑๑ ไม่เป็นสังโยชน์ ธัมมายตนะที่เป็นสังโยชน์ก็มี ที่ไม่เป็นสังโยชน์ก็มี
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๑๒๕}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๒. อายตนวิภังค์] ๓. ปัญหาปุจฉกะ ๒. ทุกมาติกาวิสัชนา อายตนะ ๑๐ เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ อายตนะ ๒ ที่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ก็มี ที่ไม่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ก็มี อายตนะ ๑๐ วิปปยุตจากสังโยชน์ อายตนะ ๒ ที่สัมปยุตด้วยสังโยชน์ก็มี ที่วิปปยุตจากสังโยชน์ก็มี อายตนะ ๑๐ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นสังโยชน์และเป็นอารมณ์ของสังโยชน์ หรือเป็นอารมณ์ของสังโยชน์แต่ไม่เป็นสังโยชน์ มนายตนะกล่าวไม่ได้ว่า เป็นสังโยชน์และเป็นอารมณ์ของสังโยชน์ ที่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์แต่ไม่เป็นสังโยชน์ก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอารมณ์ของสังโยชน์แต่ไม่เป็นสังโยชน์ก็มี ธัมมายตนะที่เป็นสังโยชน์และเป็นอารมณ์ของสังโยชน์ก็มี ที่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์แต่ไม่เป็นสังโยชน์ก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นสังโยชน์และเป็นอารมณ์ของสังโยชน์ หรือเป็นอารมณ์ของสังโยชน์แต่ไม่เป็นสังโยชน์ก็มี อายตนะ ๑๐ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นสังโยชน์และสัมปยุตด้วยสังโยชน์ หรือสัมปยุตด้วยสังโยชน์แต่ไม่เป็นสังโยชน์ มนายตนะกล่าวไม่ได้ว่า เป็นสังโยชน์และสัมปยุตด้วยสังโยชน์ ที่สัมปยุตด้วยสังโยชน์แต่ไม่เป็นสังโยชน์ก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า สัมปยุตด้วยสังโยชน์แต่ไม่เป็นสังโยชน์ก็มี ธัมมายตนะที่เป็นสังโยชน์และสัมปยุตด้วยสังโยชน์ก็มี ที่สัมปยุตด้วยสังโยชน์แต่ไม่เป็นสังโยชน์ก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นสังโยชน์และสัมปยุตด้วยสังโยชน์ หรือสัมปยุตด้วยสังโยชน์แต่ไม่เป็นสังโยชน์ก็มี อายตนะ ๑๐ วิปปยุตจากสังโยชน์แต่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ อายตนะ ๒ที่วิปปยุตจากสังโยชน์แต่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ก็มี ที่วิปปยุตจากสังโยชน์และไม่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า วิปปยุตจากสังโยชน์แต่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ หรือวิปปยุตจากสังโยชน์และไม่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ก็มี ๕. คันถโคจฉกวิสัชนา อายตนะ ๑๑ ไม่เป็นคันถะ ธัมมายตนะที่เป็นคันถะก็มี ที่ไม่เป็นคันถะก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นอารมณ์ของคันถะ อายตนะ ๒ ที่เป็นอารมณ์ของคันถะก็มีที่ไม่เป็นอารมณ์ของคันถะก็มี
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๑๒๖}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๒. อายตนวิภังค์] ๓. ปัญหาปุจฉกะ ๒. ทุกมาติกาวิสัชนา อายตนะ ๑๐ วิปปยุตจากคันถะ อายตนะ ๒ ที่สัมปยุตด้วยคันถะก็มี ที่ วิปปยุตจากคันถะก็มี อายตนะ ๑๐ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นคันถะและเป็นอารมณ์ของคันถะ หรือเป็นอารมณ์ของคันถะแต่ไม่เป็นคันถะ มนายตนะกล่าวไม่ได้ว่า เป็นคันถะและเป็นอารมณ์ของคันถะ ที่เป็นอารมณ์ของคันถะแต่ไม่เป็นคันถะก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอารมณ์ของคันถะแต่ไม่เป็นคันถะก็มี ธัมมายตนะที่เป็นคันถะและเป็นอารมณ์ของคันถะก็มี ที่เป็นอารมณ์ของคันถะแต่ไม่เป็นคันถะก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นคันถะและเป็นอารมณ์ของคันถะ หรือเป็นอารมณ์ของคันถะแต่ไม่เป็นคันถะก็มี อายตนะ ๑๐ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นคันถะและสัมปยุตด้วยคันถะ หรือสัมปยุตด้วยคันถะแต่ไม่เป็นคันถะ มนายตนะกล่าวไม่ได้ว่า เป็นคันถะและสัมปยุตด้วยคันถะ ที่สัมปยุตด้วยคันถะแต่ไม่เป็นคันถะก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า สัมปยุตด้วยคันถะแต่ไม่เป็นคันถะก็มี ธัมมายตนะที่เป็นคันถะและสัมปยุตด้วยคันถะก็มี ที่สัมปยุตด้วยคันถะแต่ไม่เป็นคันถะก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นคันถะและสัมปยุตด้วยคันถะ หรือสัมปยุตด้วยคันถะแต่ไม่เป็นคันถะก็มี อายตนะ ๑๐ วิปปยุตจากคันถะแต่เป็นอารมณ์ของคันถะ อายตนะ ๒ ที่ วิปปยุตจากคันถะแต่เป็นอารมณ์ของคันถะก็มี ที่วิปปยุตจากคันถะและไม่เป็นอารมณ์ของคันถะก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า วิปปยุตจากคันถะแต่เป็นอารมณ์ของคันถะหรือวิปปยุตจากคันถะและไม่เป็นอารมณ์ของคันถะก็มี ๖-๘. โอฆโคจฉกาทิวิสัชนา อายตนะ ๑๑ ไม่เป็นโอฆะ ฯลฯ ไม่เป็นโยคะ ฯลฯ ไม่เป็นนิวรณ์ ธัมมายตนะที่เป็นนิวรณ์ก็มี ที่ไม่เป็นนิวรณ์ก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นอารมณ์ของนิวรณ์ อายตนะ ๒ ที่เป็นอารมณ์ของนิวรณ์ก็มี ที่ไม่เป็นอารมณ์ของนิวรณ์ก็มี อายตนะ ๑๐ วิปปยุตจากนิวรณ์ อายตนะ ๒ ที่สัมปยุตด้วยนิวรณ์ก็มี ที่ วิปปยุตจากนิวรณ์ก็มี
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๑๒๗}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๒. อายตนวิภังค์] ๓. ปัญหาปุจฉกะ ๒. ทุกมาติกาวิสัชนา อายตนะ ๑๐ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นนิวรณ์และเป็นอารมณ์ของนิวรณ์ หรือเป็นอารมณ์ของนิวรณ์แต่ไม่เป็นนิวรณ์ มนายตนะกล่าวไม่ได้ว่า เป็นนิวรณ์และเป็นอารมณ์ของนิวรณ์ ที่เป็นอารมณ์ของนิวรณ์แต่ไม่เป็นนิวรณ์ก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอารมณ์ของนิวรณ์แต่ไม่เป็นนิวรณ์ก็มี ธัมมายตนะที่เป็นนิวรณ์และเป็นอารมณ์ของนิวรณ์ก็มี ที่เป็นอารมณ์ของนิวรณ์แต่ไม่เป็นนิวรณ์ก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นนิวรณ์และเป็นอารมณ์ของนิวรณ์ หรือเป็นอารมณ์ของนิวรณ์แต่ไม่เป็นนิวรณ์ก็มี อายตนะ ๑๐ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นนิวรณ์และสัมปยุตด้วยนิวรณ์ หรือสัมปยุตด้วยนิวรณ์แต่ไม่เป็นนิวรณ์ มนายตนะกล่าวไม่ได้ว่า เป็นนิวรณ์และสัมปยุตด้วยนิวรณ์ ที่สัมปยุตด้วยนิวรณ์แต่ไม่เป็นนิวรณ์ก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า สัมปยุตด้วยนิวรณ์แต่ไม่เป็นนิวรณ์ก็มี ธัมมายตนะที่เป็นนิวรณ์และสัมปยุตด้วยนิวรณ์ก็มี ที่สัมปยุตด้วยนิวรณ์แต่ไม่เป็นนิวรณ์ก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นนิวรณ์และสัมปยุตด้วยนิวรณ์หรือที่สัมปยุตด้วยนิวรณ์แต่ไม่เป็นนิวรณ์ก็มี อายตนะ ๑๐ วิปปยุตจากนิวรณ์แต่เป็นอารมณ์ของนิวรณ์ อายตนะ ๒ ที่ วิปปยุตจากนิวรณ์แต่เป็นอารมณ์ของนิวรณ์ก็มี ที่วิปปยุตจากนิวรณ์และไม่เป็นอารมณ์ของนิวรณ์ก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า วิปปยุตจากนิวรณ์แต่เป็นอารมณ์ของนิวรณ์หรือวิปปยุตจากนิวรณ์และไม่เป็นอารมณ์ของนิวรณ์ก็มี ๙. ปรามาสโคจฉกวิสัชนา อายตนะ ๑๑ ไม่เป็นปรามาส ธัมมายตนะที่เป็นปรามาสก็มี ที่ไม่เป็นปรามาสก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นอารมณ์ของปรามาส อายตนะ ๒ ที่เป็นอารมณ์ของ ปรามาสก็มี ที่ไม่เป็นอารมณ์ของปรามาสก็มี อายตนะ ๑๐ วิปปยุตจากปรามาส มนายตนะที่สัมปยุตด้วยปรามาสก็มี ที่วิปปยุตจากปรามาสก็มี ธัมมายตนะที่สัมปยุตด้วยปรามาสก็มี ที่วิปปยุตจากปรามาสก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า สัมปยุตด้วยปรามาส หรือวิปปยุตจากปรามาสก็มี อายตนะ ๑๐ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นปรามาสและเป็นอารมณ์ของปรามาส หรือเป็นอารมณ์ของปรามาสแต่ไม่เป็นปรามาส มนายตนะกล่าวไม่ได้ว่า เป็นปรามาส
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๑๒๘}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๒. อายตนวิภังค์] ๓. ปัญหาปุจฉกะ ๒. ทุกมาติกาวิสัชนา และเป็นอารมณ์ของปรามาส ที่เป็นอารมณ์ของปรามาสแต่ไม่เป็นปรามาสก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอารมณ์ของปรามาสแต่ไม่เป็นปรามาสก็มี ธัมมายตนะที่เป็นปรามาสและเป็นอารมณ์ของปรามาสก็มี ที่เป็นอารมณ์ของปรามาสแต่ไม่เป็นปรามาสก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นปรามาสและเป็นอารมณ์ของปรามาส หรือเป็นอารมณ์ของปรามาสแต่ไม่เป็นปรามาสก็มี อายตนะ ๑๐ วิปปยุตจากปรามาสแต่เป็นอารมณ์ของปรามาส อายตนะ ๒ที่วิปปยุตจากปรามาสแต่เป็นอารมณ์ของปรามาสก็มี ที่วิปปยุตจากปรามาสและไม่เป็นอารมณ์ของปรามาสก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า วิปปยุตจากปรามาสแต่เป็นอารมณ์ของปรามาส หรือวิปปยุตจากปรามาสและไม่เป็นอารมณ์ของปรามาสก็มี ๑๐. มหันตรทุกวิสัชนา อายตนะ ๑๐ รับรู้อารมณ์ไม่ได้ มนายตนะรับรู้อารมณ์ได้ ธัมมายตนะที่รับรู้อารมณ์ได้ก็มี ที่รับรู้อารมณ์ไม่ได้ก็มี มนายตนะเป็นจิต อายตนะ ๑๑ ไม่เป็นจิต อายตนะ ๑๑ ไม่เป็นเจตสิก ธัมมายตนะที่เป็นเจตสิกก็มี ที่ไม่เป็นเจตสิกก็มี อายตนะ ๑๐ วิปปยุตจากจิต ธัมมายตนะที่สัมปยุตด้วยจิตก็มี ที่วิปปยุตจากจิตก็มี มนายตนะกล่าวไม่ได้ว่า สัมปยุตด้วยจิต หรือวิปปยุตจากจิต อายตนะ ๑๐ ไม่ระคนกับจิต ธัมมายตนะที่ระคนกับจิตก็มี ที่ไม่ระคนกับจิตก็มี มนายตนะกล่าวไม่ได้ว่า ระคนกับจิต หรือไม่ระคนกับจิต อายตนะ ๖ ไม่มีจิตเป็นสมุฏฐาน อายตนะ ๖ ที่มีจิตเป็นสมุฏฐานก็มี ที่ไม่มีจิตเป็นสมุฏฐานก็มี อายตนะ ๑๑ ไม่เกิดพร้อมกับจิต ธัมมายตนะที่เกิดพร้อมกับจิตก็มี ที่ไม่เกิดพร้อมกับจิตก็มี อายตนะ ๑๑ ไม่เป็นไปตามจิต ธัมมายตนะที่เป็นไปตามจิตก็มี ที่ไม่เป็นไปตามจิตก็มี อายตนะ ๑๑ ไม่ระคนกับจิตและมีจิตเป็นสมุฏฐาน ธัมมายตนะที่ระคนกับจิตและมีจิตเป็นสมุฏฐานก็มี ที่ไม่ระคนกับจิตและมีจิตเป็นสมุฏฐานก็มี
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๑๒๙}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๒. อายตนวิภังค์] ๓. ปัญหาปุจฉกะ ๒. ทุกมาติกาวิสัชนา อายตนะ ๑๑ ไม่ระคนกับจิตมีจิตเป็นสมุฏฐานและเกิดพร้อมกับจิต ธัมมายตนะที่ระคนกับจิตมีจิตเป็นสมุฏฐานและเกิดพร้อมกับจิตก็มี ที่ไม่ระคนกับจิตมีจิตเป็นสมุฏฐานและเกิดพร้อมกับจิตก็มี อายตนะ ๑๑ ไม่ระคนกับจิตมีจิตเป็นสมุฏฐานและเป็นไปตามจิต ธัมมายตนะที่ระคนกับจิตมีจิตเป็นสมุฏฐานและเป็นไปตามจิตก็มี ที่ไม่ระคนกับจิตมีจิตเป็นสมุฏฐานและเป็นไปตามจิตก็มี อายตนะ ๖ เป็นภายใน อายตนะ ๖ เป็นภายนอก อายตนะ ๙ เป็นอุปาทายรูป อายตนะ ๒ ไม่เป็นอุปาทายรูป ธัมมายตนะที่เป็นอุปาทายรูปก็มี ที่ไม่เป็นอุปาทายรูปก็มี ๑๑. อุปาทานโคจฉกวิสัชนา อายตนะ ๕ กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือ สัททายตนะกรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือ อายตนะ ๖ ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือก็มี ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือก็มี อายตนะ ๑๑ ไม่เป็นอุปาทาน ธัมมายตนะที่เป็นอุปาทานก็มี ที่ไม่เป็น อุปาทานก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นอารมณ์ของอุปาทาน อายตนะ ๒ ที่เป็นอารมณ์ของ อุปาทานก็มี ที่ไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี อายตนะ ๑๐ วิปปยุตจากอุปาทาน อายตนะ ๒ ที่สัมปยุตด้วยอุปาทานก็มีที่วิปปยุตจากอุปาทานก็มี อายตนะ ๑๐ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอุปาทานและเป็นอารมณ์ของอุปาทาน หรือเป็นอารมณ์ของอุปาทานแต่ไม่เป็นอุปาทาน มนายตนะกล่าวไม่ได้ว่า เป็นอุปาทานและเป็นอารมณ์ของอุปาทาน ที่เป็นอารมณ์ของอุปาทานแต่ไม่เป็นอุปาทานก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอารมณ์ของอุปาทานแต่ไม่เป็นอุปาทานก็มี ธัมมายตนะที่เป็นอุปาทานและเป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี ที่เป็นอารมณ์ของอุปาทานแต่ไม่เป็นอุปาทานก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอุปาทานและเป็นอารมณ์ของอุปาทาน หรือเป็นอารมณ์ของอุปาทานแต่ไม่เป็นอุปาทานก็มี
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๑๓๐}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๒. อายตนวิภังค์] ๓. ปัญหาปุจฉกะ ๒. ทุกมาติกาวิสัชนา อายตนะ ๑๐ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอุปาทานและสัมปยุตด้วยอุปาทาน หรือสัมปยุตด้วยอุปาทานแต่ไม่เป็นอุปาทาน มนายตนะกล่าวไม่ได้ว่า เป็นอารมณ์ของอุปาทานและสัมปยุตด้วยอุปาทาน ที่สัมปยุตด้วยอุปาทานแต่ไม่เป็นอุปาทานก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า สัมปยุตด้วยอุปาทานแต่ไม่เป็นอุปาทานก็มี ธัมมายตนะที่เป็นอุปาทานและสัมปยุตด้วยอุปาทานก็มี ที่สัมปยุตด้วยอุปาทานแต่ไม่เป็นอุปาทานก็มีที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอุปาทานและสัมปยุตด้วยอุปาทาน หรือสัมปยุตด้วยอุปาทานแต่ไม่เป็นอุปาทานก็มี อายตนะ ๑๐ วิปปยุตจากอุปาทานแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน อายตนะ ๒ที่สัมปยุตด้วยอุปาทานและเป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี ที่วิปปยุตจากอุปาทานและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า วิปปยุตจากอุปาทานแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน หรือวิปปยุตจากอุปาทานและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี ๑๒. กิเลสโคจฉกวิสัชนา อายตนะ ๑๑ ไม่เป็นกิเลส ธัมมายตนะที่เป็นกิเลสก็มี ที่ไม่เป็นกิเลสก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นอารมณ์ของกิเลส อายตนะ ๒ ที่เป็นอารมณ์ของกิเลสก็มี ที่ไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสก็มี อายตนะ ๑๐ กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมอง อายตนะ ๒ ที่กิเลสทำให้เศร้าหมองก็มีที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองก็มี อายตนะ ๑๐ วิปปยุตจากกิเลส อายตนะ ๒ ที่สัมปยุตด้วยกิเลสก็มี ที่วิปปยุตจากกิเลสก็มี อายตนะ ๑๐ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นกิเลสและเป็นอารมณ์ของกิเลส หรือเป็นอารมณ์ของกิเลสแต่ไม่เป็นกิเลส มนายตนะกล่าวไม่ได้ว่า เป็นกิเลสและเป็นอารมณ์ของกิเลส ที่เป็นอารมณ์ของกิเลสแต่ไม่เป็นกิเลสก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอารมณ์ของกิเลสแต่ไม่เป็นกิเลสก็มี ธัมมายตนะที่เป็นกิเลสและเป็นอารมณ์ของกิเลสก็มี ที่เป็นอารมณ์ของกิเลสแต่ไม่เป็นกิเลสก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นกิเลสและเป็นอารมณ์ของกิเลส หรือเป็นอารมณ์ของกิเลสแต่ไม่เป็นกิเลสก็มี
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๑๓๑}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๒. อายตนวิภังค์] ๓. ปัญหาปุจฉกะ ๒. ทุกมาติกาวิสัชนา อายตนะ ๑๐ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นกิเลสและกิเลสทำให้เศร้าหมอง หรือกิเลสทำให้เศร้าหมองแต่ไม่เป็นกิเลส มนายตนะกล่าวไม่ได้ว่า เป็นกิเลสและกิเลสทำให้เศร้าหมอง หรือกิเลสทำให้เศร้าหมองแต่ไม่เป็นกิเลสก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า กิเลสทำให้เศร้าหมองแต่ไม่เป็นกิเลสก็มี ธัมมายตนะที่เป็นกิเลสและกิเลสทำให้เศร้าหมองก็มีที่กิเลสทำให้เศร้าหมองแต่ไม่เป็นกิเลสก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นกิเลสและกิเลสทำให้เศร้าหมอง หรือกิเลสทำให้เศร้าหมองแต่ไม่เป็นกิเลสก็มี อายตนะ ๑๐ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นกิเลสและสัมปยุตด้วยกิเลส หรือสัมปยุตด้วยกิเลสแต่ไม่เป็นกิเลส มนายตนะกล่าวไม่ได้ว่า เป็นกิเลสและสัมปยุตด้วยกิเลส ที่สัมปยุตด้วยกิเลสแต่ไม่เป็นกิเลสก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า สัมปยุตด้วยกิเลสแต่ไม่เป็นกิเลสก็มี ธัมมายตนะที่เป็นกิเลสและสัมปยุตด้วยกิเลสก็มี ที่สัมปยุตด้วยกิเลสแต่ไม่เป็นกิเลสก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นกิเลสและสัมปยุตด้วยกิเลส หรือสัมปยุตด้วยกิเลสแต่ไม่เป็นกิเลสก็มี อายตนะ ๑๐ วิปปยุตจากกิเลสแต่เป็นอารมณ์ของกิเลส อายตนะ ๒ ที่ วิปปยุตจากกิเลสแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสก็มี ที่วิปปยุตจากกิเลสและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า วิปปยุตจากกิเลสแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสหรือวิปปยุตจากกิเลสและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสก็มี ๑๓. ปิฏฐิทุกวิสัชนา อายตนะ ๑๐ ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรค อายตนะ ๒ ที่ต้อง ประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคก็มี ที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคก็มี อายตนะ ๑๐ ไม่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ อายตนะ ๒ ที่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ ก็มี ที่ไม่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ ก็มี อายตนะ ๑๐ ไม่มีเหตุต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรค อายตนะ ๒ ที่มีเหตุต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคก็มี ที่ไม่มีเหตุต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคก็มี อายตนะ ๑๐ ไม่มีเหตุต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ อายตนะ ๒ ที่มีเหตุต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ ก็มี ที่ไม่มีเหตุต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ ก็มี
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๑๓๒}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๒. อายตนวิภังค์] ๓. ปัญหาปุจฉกะ ๒. ทุกมาติกาวิสัชนา อายตนะ ๑๐ ไม่มีวิตก อายตนะ ๒ ที่มีวิตกก็มี ที่ไม่มีวิตกก็มี อายตนะ ๑๐ ไม่มีวิจาร อายตนะ ๒ ที่มีวิจารก็มี ที่ไม่มีวิจารก็มี อายตนะ ๑๐ ไม่มีปีติ อายตนะ ๒ ที่มีปีติก็มี ที่ไม่มีปีติก็มี อายตนะ ๑๐ ไม่สหรคตด้วยปีติ อายตนะ ๒ ที่สหรคตด้วยปีติก็มี ที่ไม่ สหรคตด้วยปีติก็มี อายตนะ ๑๐ ไม่สหรคตด้วยสุข อายตนะ ๒ ที่สหรคตด้วยสุขก็มี ที่ไม่ สหรคตด้วยสุขก็มี อายตนะ ๑๐ ไม่สหรคตด้วยอุเบกขา อายตนะ ๒ ที่สหรคตด้วยอุเบกขาก็มีที่ไม่สหรคตด้วยอุเบกขาก็มี อายตนะ ๑๐ เป็นกามาวจร อายตนะ ๒ ที่เป็นกามาวจรก็มี ที่ไม่เป็น กามาวจรก็มี อายตนะ ๑๐ ไม่เป็นรูปาวจร อายตนะ ๒ ที่เป็นรูปาวจรก็มี ที่ไม่เป็นรูปาวจรก็มี อายตนะ ๑๐ ไม่เป็นอรูปาวจร อายตนะ ๒ ที่เป็นอรูปาวจรก็มี ที่ไม่เป็นอรูปาวจรก็มี อายตนะ ๑๐ นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ อายตนะ ๒ ที่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ก็มี ที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ก็มี อายตนะ ๑๐ ไม่เป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ อายตนะ ๒ ที่เป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ก็มี ที่ไม่เป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ก็มี อายตนะ ๑๐ ให้ผลไม่แน่นอน อายตนะ ๒ ที่ให้ผลแน่นอนก็มี ที่ให้ผลไม่แน่นอนก็มี อายตนะ ๑๐ มีธรรมอื่นยิ่งกว่า อายตนะ ๒ ที่มีธรรมอื่นยิ่งกว่าก็มี ที่ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่าก็มี อายตนะ ๑๐ ไม่เป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้ อายตนะ ๒ ที่เป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้ก็มีที่ไม่เป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้ก็มี ปัญหาปุจฉกะ จบ อายตนวิภังค์ จบบริบูรณ์
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๑๓๓}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
วรรณนาปัญหาปุจฉกะ
ในปัญหาปุจฉกะ แม้ในอายตนวิภังค์นี้ อายตนะใดที่ได้ อายตนะใดที่ไม่ได้ พระองค์ตรัสถามอายตนะนั้นทั้งหมดแล้วทรงวิสัชนาด้วยสามารถแห่งอายตนะที่ได้เท่านั้น มิใช่แต่ในที่นี้อย่างเดียว ในปัญหาปุจฉกะแม้ทั้งหมดก็นัยนี้แหละ.
ก็ในอายตนะทั้งหมดในที่นี้ พึงทราบความที่อายตนะ ๑๐ เป็นอัพยากตะโดยความเป็นรูป พึงทราบความที่อายตนะ ๒ เป็นกุศลเป็นต้นเหมือนขันธ์ ๔ ในขันธวิภังค์ เพราะขันธ์ ๔ เป็นธรรมมีปัจจัยด้วยเป็นสังขตะด้วยทั้งหมดทีเดียวแต่ธรรมายตนะมาแล้วว่า พึงเป็นอปัจจัยก็มี พึงเป็นอสังขตะก็มี ดังนี้.
อนึ่ง ในอารัมมณติกะ ธรรมายตนะเป็นอนารัมมณะ คือเป็นสุขุมรูป ย่อมเข้ากันกับส่วนแห่งอารมณ์ที่เป็นนวัตติพพารัมมณะ (อารมณ์ที่ไม่พึงกล่าว) ก็ความแปลกกันในอายตนวิภังค์นี้ ดังนี้ คือ ธรรมายตนะนั้นแลเป็นธรรมไม่มีอารมณ์และธรรมารมณ์ที่เป็นนวัตตัพพารัมมณะ (คือเป็นอารมณ์ที่กล่าวไม่ได้) โดยไม่เป็นปริตตารมณ์เป็นต้น. คำที่เหลือเป็นเช่นเดียวกันทีเดียว.
อายตนะ ๒ แม้ในที่นี้ก็เหมือนขันธ์ ๔ คือคำทั้งหมดว่า เมื่อบุคคลผู้มีจิตยินดี ผู้มีจิตประทุษร้าย ผู้มีจิตลุ่มหลง ผู้สำรวม ผู้พิจารณา ผู้เล็งเห็น มีอยู่ปริตตารมณะก็ปรารภกามาวจรธรรม ๕๕ เป็นไปดังนี้ เป็นเช่นดังคำที่กล่าวไว้ในขันธ์ทั้งหลาย ฉะนี้แล. อายตนวิภังคนิเทศ ที่ ๒ จบ. -----------------------------------------------------