รูปขันธ์
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๕ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๒ วิภังคปกรณ์ อภิธรรมภาชนีย์
ปญฺจกฺขนฺธา รูปกฺขนฺโธ เวทนากฺขนฺโธ สญฺญากฺขนฺโธ สงฺขารกฺขนฺโธ วิญฺญาณกฺขนฺโธ ฯ ตตฺถ กตโม รูปกฺขนฺโธ
ขันธ์ ๕ คือ ๑. รูปขันธ์ ๒. เวทนาขันธ์ ๓. สัญญาขันธ์ ๔. สังขารขันธ์ ๕. วิญญาณขันธ์รูปขันธ์ ในขันธ์ ๕ นั้น รูปขันธ์ เป็นไฉน
เอกวิเธน รูปกฺขนฺโธ สพฺพํ รูปํ น เหตุ อเหตุกํ เหตุวิปฺปยุตฺตํ สปฺปจฺจยํ สงฺขตํ รูปํ โลกิยํ สาสวํ สญฺโญชนิยํ คนฺถนิยํ โอฆนิยํ โยคนิยํ นีวรณิยํ ปรามฏฺฐํ อุปาทานิยํ สงฺกิเลสิกํ อพฺยากตํ อนารมฺมณํ อเจตสิกํ จิตฺตวิปฺปยุตฺตํ เนววิปาก นวิปากธมฺมธมฺมํ อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกํ นสวิตกฺกสวิจารํ นอวิตกฺกวิจารมตฺตํ อวิตกฺกอวิจารํ นปีติสหคตํ นสุขสหคตํ นอุเปกฺขาสหคตํ เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺพํ เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺพเหตุกํ เนวาจยคามินาปจยคามิ เนวเสกฺขนาเสกฺขํ ปริตฺตํ กามาวจรํ นรูปาวจรํ นอรูปาวจรํ ปริยาปนฺนํ โนอปริยาปนฺนํ อนิยตํ อนิยฺยานิกํ อุปฺปนฺนํ ฉหิ วิญฺญาเณหิ วิญฺเญยฺยํ อนิจฺจํ ชราภิภูตํ เอวํ เอกวิเธน รูปกฺขนฺโธ ฯ
รูปขันธ์หมวดละ ๑ คือ รูปทั้งหมด เป็นนเหตุ เป็นอเหตุกะเป็นเหตุวิปปยุต เป็นสัปปัจจยะ เป็นสังขตะ เป็นรูป เป็นโลกิยะ เป็นสาสวะเป็นสัญโญชนิยะ เป็นคันถนิยะ เป็นโอฆนิยะ เป็นโยคนิยะ เป็นนีวรณิยะเป็นปรามัฏฐะ เป็นอุปาทานิยะ เป็นสังกิเลสิกะ เป็นอัพยากฤต เป็นอนารัมมณะเป็นอเจตสิกะ เป็นจิตตวิปปยุต เป็นเนววิปากนวิปากธัมมธรรม เป็นอสังกิลิฏฐ-*สังกิเลสิกะ เป็นนสวิตักกสวิจาระ เป็นนอวิตักกวิจารมัตตะ เป็นอวิตักกอวิจาระเป็นนปีติสหคตะ เป็นนสุขสหคตะ เป็นนอุเปกขาสหคตะ เป็นเนวทัสสนนภาวนาปหาตัพพะ เป็นเนวทัสสนนภาวนาปหาตัพพเหตุกะ เป็นเนวาจยคามินาปจยคามีเป็นเนวเสกขนาเสกขะ เป็นปริตตะ เป็นกามาวจร เป็นนรูปาวจร เป็นนอรูปาวจรเป็นปริยาปันนะ เป็นนอปริยาปันนะ เป็นอนิยตะ เป็นอนิยยานิกะ เป็นอุป-*ปันนฉวิญญาณวิญเญยยะ เป็นอนิจจะ เป็นชราภิภูตะ รูปขันธ์หมวดละ ๑ ด้วยประการฉะนี้
ทุวิเธน รูปกฺขนฺโธ อตฺถิ รูปํ อุปาทา อตฺถิ รูปํ โน อุปาทา ฯ อตฺถิ รูปํ อุปาทินฺนํ อตฺถิ รูปํ อนุปาทินฺนํ ฯ อตฺถิ รูปํ อุปาทินฺนุปาทานิยํ อตฺถิ รูปํ อนุปาทินฺนุปาทานิยํ ฯ อตฺถิ รูปํ สนิทสฺสนํ อตฺถิ รูปํ อนิทสฺสนํ ฯ อตฺถิ รูปํ สปฺปฏิฆํ อตฺถิ รูปํ อปฺปฏิฆํ ฯ อตฺถิ รูปํ อินฺทฺริยํ อตฺถิ รูปํ น อินฺทฺริยํ ฯ อตฺถิ รูปํ มหาภูตํ อตฺถิ รูปํ น มหาภูตํ ฯ อตฺถิ รูปํ วิญฺญตฺติ อตฺถิ รูปํ น วิญฺญตฺติ ฯ อตฺถิ รูปํ จิตฺตสมุฏฺฐานํ อตฺถิ รูปํ น จิตฺตสมุฏฺฐานํ ฯ อตฺถิ รูปํ จิตฺตสหภู อตฺถิ รูปํ น จิตฺตสหภู ฯ อตฺถิ รูปํ จิตฺตานุปริวตฺติ อตฺถิ รูปํ น จิตฺตานุปริวตฺติ ฯ อตฺถิ รูปํ อชฺฌตฺติกํ อตฺถิ รูปํ พาหิรํ ฯ อตฺถิ รูปํ โอฬาริกํ อตฺถิ รูปํ สุขุมํ ฯ อตฺถิ รูปํ ทูเร อตฺถิ รูปํ สนฺติเก ฯเปฯ อตฺถิ รูปํ กพฬิงฺกาโร อาหาโร อตฺถิ รูปํ น กพฬิงฺกาโร อาหาโร ฯ เอวํ ทุวิเธน รูปกฺขนฺโธ ฯ
รูปขันธ์หมวดละ ๒ คือ รูปเป็นอุปาทา รูปเป็นอนุปาทา รูปเป็นอุปาทินนะ รูปเป็นอนุปาทินนะ รูปเป็นอุปาทินนุปาทานิยะ รูปเป็นอนุปาทินนุปาทานิยะ รูปเป็นสนิทัสสนะ รูปเป็นอนิทัสสนะ รูปเป็นสัปปฏิฆะรูปเป็นอัปปฏิฆะ รูปเป็นอินทรีย์ รูปไม่เป็นอินทรีย์ รูปเป็นมหาภูต รูปไม่เป็นมหาภูต รูปเป็นวิญญัตติ รูปไม่เป็นวิญญัตติ รูปเป็นจิตตสมุฏฐาน รูปไม่เป็นจิตตสมุฏฐาน รูปเป็นจิตตสหภู รูปไม่เป็นจิตตสหภู รูปเป็นจิตตานุปริวัตติ รูปไม่เป็นจิตตานุปริวัตติ รูปเป็นอัชฌัตติกะ รูปเป็นพาหิระ รูปเป็นโอฬาริกะ รูปเป็นสุขุมะ รูปเป็นทูเร รูปเป็นสันติเก ฯลฯ รูปเป็นกวฬิงการาหาร รูปไม่เป็นกวฬิงการาหาร รูปขันธ์หมวดละ ๒ ด้วยประการฉะนี้
ติวิเธน รูปกฺขนฺโธ ยนฺตํ รูปํ อชฺฌตฺติกํ ตํ อุปาทา ยนฺตํ รูปํ พาหิรํ ตํ อตฺถิ อุปาทา อตฺถิ อนุปาทา ฯ ยนฺตํ รูปํ อชฺฌตฺติกํ ตํ อุปาทินฺนํ ยนฺตํ รูปํ พาหิรํ ตํ อตฺถิ อุปาทินฺนํ อตฺถิ อนุปาทินฺนํ ฯ ยนฺตํ รูปํ อชฺฌตฺติกํ ตํ อุปาทินฺนุปาทานิยํ ยนฺตํ รูปํ พาหิรํ ตํ อตฺถิ อุปาทินฺนุปาทานิยํ อตฺถิ อนุปาทินฺนุปาทานิยํ ฯเปฯ ยนฺตํ รูปํ อชฺฌตฺติกํ ตํ น กพฬิงฺกาโร อาหาโร ยนฺตํ รูปํ พาหิรํ ตํ อตฺถิ กพฬิงฺกาโร อาหาโร อตฺถิ น กพฬิงฺกาโร อาหาโร เอวํ ติวิเธน รูปกฺขนฺโธ ฯ
รูปขันธ์หมวดละ ๓ คือ อัชฌัตติกรูปเป็นอุปาทา พาหิรรูปเป็นอุปาทา พาหิรรูปเป็นอนุปาทา อัชฌัตติกรูปเป็นอุปาทินนะ พาหิรรูปเป็นอุปาทินนะพาหิรรูปเป็นอนุปาทินนะ อัชฌัตติกรูปเป็นอุปาทินนุปาทานิยะ พาหิรรูปเป็นอุปา-*ทินนุปาทานิยะ พาหิรรูปเป็นอนุปาทินนุปาทานิยะ ฯลฯ อัชฌัตติกรูปไม่เป็นกวฬิงการาหาร พาหิรรูปเป็นกวฬิงการาหาร พาหิรรูปไม่เป็นกวฬิงการาหาร รูปขันธ์หมวดละ ๓ ด้วยประการฉะนี้
จตุพฺพิเธน รูปกฺขนฺโธ ยนฺตํ รูปํ อุปาทา ตํ อตฺถิ อุปาทินฺนํ อตฺถิ อนุปาทินฺนํ ยนฺตํ รูปํ อนุปาทา ตํ อตฺถิ อุปาทินฺนํ อตฺถิ อนุปาทินฺนํ ฯ ยนฺตํ รูปํ อุปาทา ตํ อตฺถิ อุปาทินฺนุปาทานิยํ อตฺถิ อนุปาทินฺนุปาทานิยํ ยนฺตํ รูปํ อนุปาทา ตํ อตฺถิ อุปาทินฺนุปาทานิยํ อตฺถิ อนุปาทินฺนุปาทานิยํ ฯ ยนฺตํ รูปํ อุปาทา ตํ อตฺถิ สปฺปฏิฆํ อตฺถิ อปฺปฏิฆํ ยนฺตํ รูปํ อนุปาทา ตํ อตฺถิ สปฺปฏิฆํ อตฺถิ อปฺปฏิฆํ ฯ ยนฺตํ รูปํ อุปาทา ตํ อตฺถิ โอฬาริกํ อตฺถิ สุขุมํ ยนฺตํ รูปํ อนุปาทา ตํ อตฺถิ โอฬาริกํ อตฺถิ สุขุมํ ฯ ยนฺตํ รูปํ อุปาทา ตํ อตฺถิ ทูเร อตฺถิ สนฺติเก ยนฺตํ รูปํ อนุปาทา ตํ อตฺถิ ทูเร อตฺถิ สนฺติเก ฯเปฯ ทิฏฺฐํ สุตํ มุตํ วิญฺญาตํ เอวํ จตุพฺพิเธน รูปกฺขนฺโธ ฯ
รูปขันธ์หมวดละ ๔ คือ อุปาทารูปเป็นอุปาทินนะ อุปาทารูปเป็นอนุปาทินนะ อนุปาทารูปเป็นอุปาทินนะ อนุปาทารูปเป็นอนุปาทินนะ อุปาทารูปเป็นอุปาทินนุปาทานิยะ อุปาทารูปเป็นอนุปาทินนุปาทานิยะ อนุปาทารูปเป็นอุปาทินนุปาทานิยะ อนุปาทารูปเป็นอนุปาทินนุปาทานิยะ อุปาทารูปเป็นสัปปฏิฆะอุปาทารูปเป็นอัปปฏิฆะ อนุปาทารูปเป็นสัปปฏิฆะ อนุปาทารูปเป็นอัปปฏิฆะอุปาทารูปเป็นโอฬาริกะ อุปาทารูปเป็นสุขุมะ อนุปาทารูปเป็นโอฬาริกะ อนุปาทา-*รูปเป็นสุขุมะ อุปาทารูปเป็นทูเร อุปาทารูปเป็นสันติเก อนุปาทารูปเป็นทูเรอนุปาทารูปเป็นสันติเก ฯลฯ ทิฏฐรูป สุตรูป มุตรูป วิญญาตรูป รูปขันธ์หมวดละ ๔ ด้วยประการฉะนี้
ปญฺจวิเธน รูปกฺขนฺโธ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ ยญฺจ รูปํ อุปาทา เอวํ ปญฺจวิเธน รูปกฺขนฺโธ ฯ
รูปขันธ์หมวดละ ๕ คือ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโย- *ธาตุ อุปาทารูป รูปขันธ์หมวดละ ๕ ด้วยประการฉะนี้
ฉพฺพิเธน รูปกฺขนฺโธ จกฺขุวิญฺเญยฺยํ รูปํ โสตวิญฺเญยฺยํ รูปํ ฆานวิญฺเญยฺยํ รูปํ ชิวฺหาวิญฺเญยฺยํ รูปํ กายวิญฺเญยฺยํ รูปํ มโนวิญฺเญยฺยํ รูปํ เอวํ ฉพฺพิเธน รูปกฺขนฺโธ ฯ
รูปขันธ์หมวดละ ๖ คือ จักขุวิญเญยยรูป โสตวิญเญยยรูปฆานวิญเญยยรูป ชิวหาวิญเญยยรูป กายวิญเญยยรูป มโนวิญเญยยรูป รูปขันธ์หมวดละ ๖ ด้วยประการฉะนี้
สตฺตวิเธน รูปกฺขนฺโธ จกฺขุวิญฺเญยฺยํ รูปํ ฯเปฯ มโนธาตุ- วิญฺเญยฺยํ รูปํ มโนวิญฺญาณธาตุวิญฺเญยฺยํ รูปํ เอวํ สตฺตวิเธน รูปกฺขนฺโธ ฯ
รูปขันธ์หมวดละ ๗ คือ จักขุวิญเญยยรูป ฯลฯ มโนธาตุวิญเญยย รูป มโนวิญญาณธาตุวิญเญยยรูป รูปขันธ์หมวดละ ๗ ด้วยประการฉะนี้
อฏฺฐวิเธน รูปกฺขนฺโธ จกฺขุวิญฺเญยฺยํ รูปํ ฯเปฯ กายวิญฺเญยฺยํ รูปํ อตฺถิ สุขสมฺผสฺสํ อตฺถิ ทุกฺขสมฺผสฺสํ มโนธาตุวิญฺเญยฺยํ รูปํ มโนวิญฺญาณธาตุวิญฺเญยฺยํ รูปํ เอวํ อฏฺฐวิเธน รูปกฺขนฺโธ ฯ
รูปขันธ์หมวดละ ๘ คือ จักขุวิญเญยยรูป ฯลฯ สุขสัมผัสส-*กายวิญเญยยรูป ทุกขสัมผัสสกายวิญเญยยรูป มโนธาตุวิญเญยยรูป มโนวิญญาณ-*ธาตุวิญเญยยรูป รูปขันธ์หมวดละ ๘ ด้วยประการฉะนี้
นววิเธน รูปกฺขนฺโธ จกฺขุนฺทฺริยํ โสตินฺทฺริยํ ฆานินฺทฺริยํ ชิวฺหินฺทฺริยํ กายินฺทฺริยํ อิตฺถินฺทฺริยํ ปุริสินฺทฺริยํ ชีวิตินฺทฺริยํ ยญฺจ รูปํ น อินฺทฺริยํ เอวํ นววิเธน รูปกฺขนฺโธ ฯ
รูปขันธ์หมวดละ ๙ คือ จักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์ อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ รูปไม่เป็นอินทรีย์รูปขันธ์หมวดละ ๙ ด้วยประการฉะนี้
ทสวิเธน รูปกฺขนฺโธ จกฺขุนฺทฺริยํ ฯเปฯ ชีวิตินฺทฺริยํ น อินฺทฺริยํ รูปํ อตฺถิ สปฺปฏิฆํ อตฺถิ อปฺปฏิฆํ เอวํ ทสวิเธน รูปกฺขนฺโธ ฯ
รูปขันธ์หมวดละ ๑๐ คือ จักขุนทรีย์ ฯลฯ ชีวิตินทรีย์ รูปไม่เป็นอินทรีย์เป็นสัปปฏิฆะ รูปไม่เป็นอินทรีย์เป็นอัปปฏิฆะ รูปขันธ์หมวดละ ๑๐ด้วยประการฉะนี้
เอกาทสวิเธน รูปกฺขนฺโธ จกฺขายตนํ โสตายตนํ ฆานายตนํ ชิวฺหายตนํ กายายตนํ รูปายตนํ สทฺทายตนํ คนฺธายตนํ รสายตนํ โผฏฺฐพฺพายตนํ ยญฺจ รูปํ อนิทสฺสนํ อปฺปฏิฆํ ธมฺมายตนปริยาปนฺนํ เอวํ เอกาทสวิเธน รูปกฺขนฺโธ ฯ อยํ วุจฺจติ รูปกฺขนฺโธ ฯ
รูปขันธ์หมวดละ ๑๑ คือ จักขายตนะ โสตายตนะ ฆานายตนะชิวหายตนะ กายายตนะ รูปายตนะ สัททายตนะ คันธายตนะ รสายตนะโผฏฐัพพายตนะ และรูปที่เห็นไม่ได้กระทบไม่ได้นับเนื่องในธัมมายตนะ รูปขันธ์หมวดละ ๑๑ ด้วยประการฉะนี้ สภาวธรรมนี้เรียกว่า รูปขันธ์
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑. ขันธวิภังค์] ๒. อภิธรรมภาชนีย์ ๑. รูปขันธ์ ๒. อภิธรรมภาชนีย์
ขันธ์ ๕ คือ ๑. รูปขันธ์ (กองรูป) ๒. เวทนาขันธ์ (กองเวทนา) ๓. สัญญาขันธ์ (กองสัญญา) ๔. สังขารขันธ์ (กองสังขาร) ๕. วิญญาณขันธ์ (กองวิญญาณ)๑. รูปขันธ์
บรรดาขันธ์ ๕ นั้น รูปขันธ์ เป็นไฉน รูปขันธ์หมวดละ ๑ ได้แก่ รูปทั้งหมด ไม่เป็นเหตุ ไม่มีเหตุ วิปปยุตจากเหตุมีปัจจัยปรุงแต่ง ถูกปัจจัยปรุงแต่ง เป็นรูป เป็นโลกิยะ เป็นอารมณ์ของอาสวะ เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ เป็นอารมณ์ของคันถะ เป็นอารมณ์ของโอฆะ เป็นอารมณ์ของโยคะ เป็นอารมณ์ของนิวรณ์ เป็นอารมณ์ของปรามาส เป็นอารมณ์ของอุปาทานเป็นอารมณ์ของกิเลส เป็นอัพยากฤต รับรู้อารมณ์ไม่ได้ ไม่เป็นเจตสิก วิปปยุตจากจิต ไม่เป็นวิบากและไม่เป็นเหตุให้เกิดวิบาก กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลส ไม่ใช่มีทั้งวิตกและวิจาร ไม่ใช่ไม่มีวิตกมีเพียงวิจาร ไม่มีทั้งวิตกและวิจารไม่สหรคตด้วยปีติ ไม่สหรคตด้วยสุข ไม่สหรคตด้วยอุเบกขา ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ไม่มีเหตุต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพาน ไม่เป็นของเสขบุคคลและอเสขบุคคล เป็นปริตตะ เป็นกามาวจร ไม่เป็นรูปาวจร ไม่เป็นอรูปาวจร นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ ไม่ใช่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ เป็นสภาวะไม่แน่นอน ไม่เป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ เป็นธรรมที่เกิดขึ้น อันวิญญาณ ๖ รู้ได้ เป็นของไม่เที่ยง ถูกชราครอบงำ รูปขันธ์หมวดละ ๑ มีด้วยอาการอย่างนี้ @เชิงอรรถ : @ นับเนื่องในวัฏฏะที่เป็นไปในภูมิ ๓ คือ กามภูมิ รูปภูมิ และอรูปภูมิ (อภิ.สงฺ.อ. ๘๓-๑๐๐/๙๗)@ อภิ.สงฺ. ๓๔/๕๘๔/๑๖๘-๑๖๙, ๕๙๔/๑๘๑
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๑๗}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑. ขันธวิภังค์] ๒. อภิธรรมภาชนีย์ ๑. รูปขันธ์ ทุกนัย ปกิณณกทุกะ รูปขันธ์หมวดละ ๒ ได้แก่ รูปที่เป็นอุปาทายรูปก็มี ที่ไม่เป็นอุปาทายรูปก็มีรูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือก็มี ที่กรรมอันประกอบด้วย ตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือก็มี รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มีที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี รูปที่เห็นได้ก็มี ที่เห็นไม่ได้ก็มี รูปที่กระทบได้ก็มี ที่กระทบไม่ได้ก็มี รูปที่เป็นอินทรีย์ก็มี ที่ไม่เป็นอินทรีย์ก็มี รูปที่เป็นมหาภูตรูปก็มี ที่ไม่เป็นมหาภูตรูปก็มี รูปที่เป็นวิญญัตติรูปก็มี ที่ไม่เป็นวิญญัตติรูปก็มี รูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐานก็มี ที่ไม่มีจิตเป็นสมุฏฐานก็มี รูปที่เกิดพร้อมกับจิตก็มี ที่ไม่เกิดพร้อมกับจิตก็มี รูปที่เป็นไปตามจิตก็มี ที่ไม่เป็นไปตามจิตก็มี รูปที่เป็นภายในก็มี ที่เป็นภายนอกก็มี รูปที่หยาบก็มี ที่ละเอียดก็มี รูปที่ไกลก็มี ที่ใกล้ก็มี ฯลฯ รูปที่เป็นกวฬิงการาหารก็มี ที่ไม่เป็นกวฬิงการาหารก็มี รูปขันธ์หมวดละ ๒ มีด้วยอาการอย่างนี้ (ในที่นี้ก็พึงจำแนกรูปขันธ์ที่เหลือเหมือนในรูปกัณฑ์) สุขุมรูปทุกะ จบ @เชิงอรรถ : @ ตรงกับคำบาลีว่า อุปาทินฺน (อภิ.สงฺ.อ. ๔/๙๐) @ คำว่า กวฬิงการาหาร หมายถึงอาหารที่ทำเป็นคำกลืนกิน (อภิ.สงฺ.อ. ๖๔๕/๓๘๘)@ อภิ.สงฺ. ๓๔/๕๘๔/๑๖๘-๑๗๑
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๑๘}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑. ขันธวิภังค์] ๒. อภิธรรมภาชนีย์ ๑. รูปขันธ์ ติกนัย ปกิณณกติกะ อัชฌัตติกอุปาทาติกะ รูปขันธ์หมวดละ ๓ ได้แก่ รูปที่เป็นภายในเป็นอุปาทายรูป รูปที่เป็นภายนอกที่เป็นอุปาทายรูปก็มี ที่ไม่เป็นอุปาทายรูปก็มี อัชฌัตติกอุปาทินนติกะ รูปที่เป็นภายในเป็นรูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือ รูปที่เป็นภายนอกที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือก็มี ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือก็มี รูปที่เป็นภายในเป็นรูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทาน รูปที่เป็นภายนอกที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี ฯลฯ รูปที่เป็นภายในไม่เป็นกวฬิงการาหาร รูปที่เป็นภายนอกที่เป็นกวฬิงการาหารก็มี ที่ไม่เป็นกวฬิงการาหารก็มี รูปขันธ์หมวดละ ๓ มีด้วยอาการอย่างนี้ สุขุมรูปติกะ จบ @เชิงอรรถ : @ อภิ.สงฺ. ๓๔/๕๘๕/๑๗๑-๑๗๖
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๑๙}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑. ขันธวิภังค์] ๒. อภิธรรมภาชนีย์ ๑. รูปขันธ์ จตุกกนัย อุปาทินนจตุกกะ รูปขันธ์หมวดละ ๔ ได้แก่ รูปที่เป็นอุปาทายรูป ที่กรรมอันประกอบด้วย ตัณหาและทิฏฐิยึดถือก็มี ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือก็มี รูปที่ไม่เป็นอุปาทายรูป ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือก็มี ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือก็มี อุปาทาอุปาทินนุปาทานิยจตุกกะ รูปที่เป็นอุปาทายรูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็น อารมณ์ของอุปาทานก็มี ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี รูปที่ไม่เป็นอุปาทายรูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี อุปาทาสัปปฏิฆจตุกกะ รูปที่เป็นอุปาทายรูปที่กระทบได้ก็มี ที่กระทบไม่ได้ก็มี รูปที่ไม่เป็นอุปาทายรูปที่กระทบได้ก็มี ที่กระทบไม่ได้ก็มี อุปาทาโอฬาริกจตุกกะ รูปที่เป็นอุปาทายรูปที่เป็นรูปหยาบก็มี ที่เป็นรูปละเอียดก็มี รูปที่ไม่เป็น อุปาทายรูปที่เป็นรูปหยาบก็มี ที่เป็นรูปละเอียดก็มี อุปาทาทูเรจตุกกะ รูปที่เป็นอุปาทายรูปที่เป็นรูปไกลก็มี ที่เป็นรูปใกล้ก็มี รูปที่ไม่เป็นอุปาทายรูปที่เป็นรูปไกลก็มี ที่เป็นรูปใกล้ก็มี ฯลฯ ทิฏฐาทิจตุกกะ รูปเป็นรูปที่เห็นได้ เป็นรูปที่สดับได้ เป็นรูปที่รู้ได้ เป็นรูปที่รู้แจ้งได้ รูปขันธ์หมวดละ ๔ มีด้วยอาการอย่างนี้ @เชิงอรรถ : @ อภิ.สงฺ. ๓๔/๕๘๖/๑๗๖-๑๗๘
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๒๐}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑. ขันธวิภังค์] ๒. อภิธรรมภาชนีย์ ๑. รูปขันธ์ ปัญจกนัย รูปขันธ์หมวดละ ๕ ได้แก่ รูปที่เป็นปฐวีธาตุ รูปที่เป็นอาโปธาตุ รูปที่เป็นเตโชธาตุ รูปที่เป็นวาโยธาตุ รูปที่เป็นอุปาทายรูป รูปขันธ์หมวดละ ๕ มีด้วยอาการอย่างนี้ ฉักกนัย รูปขันธ์หมวดละ ๖ ได้แก่ รูปที่จักขุวิญญาณรู้ได้ รูปที่โสตวิญญาณรู้ได้ รูปที่ฆานวิญญาณรู้ได้ รูปที่ชิวหาวิญญาณรู้ได้ รูปที่กายวิญญาณรู้ได้ รูปที่มโนวิญญาณรู้ได้ รูปขันธ์หมวดละ ๖ มีด้วยอาการอย่างนี้ สัตตกนัย รูปขันธ์หมวดละ ๗ ได้แก่ รูปที่จักขุวิญญาณรู้ได้ ฯลฯ รูปที่มโนธาตุรู้ได้ รูปที่มโนวิญญาณธาตุรู้ได้ รูปขันธ์หมวดละ ๗ มีด้วยอาการอย่างนี้ อัฏฐกนัย รูปขันธ์หมวดละ ๘ ได้แก่ รูปที่จักขุวิญญาณรู้ได้ ฯลฯ รูปที่กายวิญญาณ รู้ได้ ที่มีสัมผัสเป็นสุขก็มี ที่มีสัมผัสเป็นทุกข์ก็มี รูปที่มโนธาตุรู้ได้ รูปที่มโน-วิญาณธาตุรู้ได้ รูปขันธ์หมวดละ ๘ มีด้วยอาการอย่างนี้ @เชิงอรรถ : @ อภิ.สงฺ. ๓๔/๕๘๗/๑๗๘ @ อภิ.สงฺ. ๓๔/๕๘๘/๑๗๙ @ อภิ.สงฺ. ๓๔/๕๘๙/๑๗๙ @ อภิ.สงฺ. ๓๔/๕๙๐/๑๗๙
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๒๑}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑. ขันธวิภังค์] ๒. อภิธรรมภาชนีย์ ๒. เวทนาขันธ์ นวกนัย รูปขันธ์หมวดละ ๙ ได้แก่ รูปที่เป็นจักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์ อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ และรูปที่ไม่เป็นอินทรีย์ รูปขันธ์หมวดละ ๙ มีด้วยอาการอย่างนี้ ทสกนัย รูปขันธ์หมวดละ ๑๐ ได้แก่ รูปที่เป็นจักขุนทรีย์ ฯลฯ ชีวิตินทรีย์ และรูปที่ไม่เป็นอินทรีย์ ที่กระทบได้ก็มี ที่กระทบไม่ได้ก็มี รูปขันธ์หมวดละ ๑๐ มีด้วยอาการอย่างนี้ เอกาทสกนัย รูปขันธ์หมวดละ ๑๑ ได้แก่ รูปที่เป็นจักขายตนะ โสตายตนะ ฆานายตนะชิวหายตนะ กายายตนะ รูปายตนะ สัททายตนะ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ และรูปที่เห็นไม่ได้และกระทบไม่ได้ ซึ่งนับเนื่องในธัมมายตนะ รูปขันธ์หมวดละ ๑๑ มีด้วยอาการอย่างนี้ นี้เรียกว่า รูปขันธ์ ๒. เวทนาขันธ์ ทุกมูลกวาร
บรรดาขันธ์ ๕ นั้น เวทนาขันธ์ เป็นไฉน เวทนาขันธ์หมวดละ ๑ ได้แก่ เวทนาขันธ์ที่สัมปยุตด้วยผัสสะ เวทนาขันธ์หมวดละ ๒ ได้แก่ เวทนาขันธ์ที่มีเหตุก็มี ที่ไม่มีเหตุก็มี @เชิงอรรถ : @ อภิ.สงฺ. ๓๔/๕๙๑/๑๘๐ @ อภิ.สงฺ. ๓๔/๕๙๒/๑๘๐ @ อภิ.สงฺ. ๓๔/๕๙๓/๑๘๐
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๒๒}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ขันธวิภังคนิเทศ วรรณนาอภิธรรมภาชนีย์ ว่าด้วยนิเทศรูปขันธ์
บัดนี้ เป็นอภิธรรมภาชนีย์ คือนัยที่ทรงจำแนกโดยพระอภิธรรม ในอภิธรรมภาชนีย์นั้น บัณฑิตพึงทราบนิเทศรูปขันธ์โดยนัยที่ข้าพเจ้าให้พิสดารไว้ในรูปกัณฑ์ (แห่งอรรถสาลินีอรรถกถาธรรมสังคณี) ในหนหลังนั่นแล.
ว่าด้วยนิเทศเวทนาขันธ์
พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศเวทนาขันธ์ ต่อไป.
บทว่า เอกวิเธน แก้เป็น เอกโกฏฺฐาเสน แปลว่า หมวดหนึ่ง.
บทว่า ผสฺสสมฺปยุตฺโต แยกบทเป็น ผสฺเสน สมฺปยุตฺโต แปลว่า สัมปยุตด้วยผัสสะ เวทนาที่เป็นไปในภูมิ ๔ แม้ทั้งหมด ได้แก่เวทนาในสเหตุกทุกะ คือที่เป็นสเหตุกเวทนาเป็นเวทนาเป็นไปในภูมิ ๔ ที่เป็นอเหตุกเวทนาเป็นกามาพจรอย่างเดียว พึงทราบเวทนาที่ตรัสโดยบทแห่งกุศลเป็นต้นโดยอุบายนี้.
____________________________
สเหตุกทุกะ คือเวทนาที่เป็นสเหตกะและอเหตุกะ.
อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงเวทนาขันธ์นี้อย่างเดียว โดยเป็นธรรมสัมปยุตด้วยผัสสะ ทรงแสดงเวทนาหมวดละ ๒ อย่างโดยเป็นเวทนาประกอบด้วยเหตุและไม่ประกอบด้วยเหตุ ทรงแสดงเวทนาหมวดละ ๓ อย่างโดยการเกิด ทรงแสดงเวทนาหมวดละ ๔ อย่างโดยความต่างแห่งภูมิทรงแสดงเวทนาหมวดละ ๕ โดยความเป็นอินทรีย์ บรรดาเวทนาหมวดละ ๕ เหล่านั้น เวทนาที่เป็นสุขินทรีย์และทุกขินทรีย์อาศัยกายประสาทเกิดขึ้นเป็นกามาพจรอย่างเดียวเวทนาที่เป็นโสมนัสสินทรีย์เป็นไปในภูมิ ๓ อาศัยวัตถุที่ ๖ เกิดขึ้นก็มี ไม่อาศัยวัตถุที่ ๖ เกิดขึ้นก็มี. เวทนาที่เป็นโทมนัสสินทรีย์ อาศัยวัตถุที่ ๖ เกิดขึ้นเป็นกามาพจร. เวทนาที่เป็นอุเบกขินทรีย์เป็นไปในภูมิ ๔ คืออาศัยประสาท ๔ มีจักขุเป็นต้นเกิดขึ้นก็มี อาศัยวัตถุที่ ๖ เกิดขึ้นก็มี ไม่อาศัยวัตถุเกิดขึ้นก็มี. ทรงแสดงเวทนาหมวดละ ๖ อย่างโดยวัตถุ บรรดาเวทนา ๖ เหล่านั้น เวทนา ๕ ข้างต้นอาศัยประสาท ๕ มีจักขุเป็นต้นเกิดขึ้น เป็นกามาพจรอย่างเดียว เวทนาที่ ๖ ไม่อาศัยวัตถุเกิดขึ้นก็มี อาศัยวัตถุเกิดขึ้นก็มีซึ่งเป็นไปในภูมิ ๔. ทรงแสดงเวทนาหมวดละ ๗ อย่าง ในเวทนา ๖ อย่างเหล่านั้นโดยแยกเวทนาที่เกิดแต่มโนสัมผัส. ทรงแสดงเวทนาหมวดละ ๘ อย่าง ในเวทนา ๗ อย่างนั้นโดยแยกเวทนาที่เกิดแต่กายสัมผัส. ทรงแสดงเวทนาหมวดละ ๙ อย่าง โดยประเภทเวทนาที่เกิดแต่สัมผัสแห่งมโนวิญญาณธาตุในประเภทแห่งเวทนา ๗ อย่าง. ทรงแสดงเวทนาหมวดละ ๑๐ อย่าง โดยประเภทแห่งเวทนาที่เกิดแต่สัมผัสแห่งมโนวิญญาณธาตุ ในประเภทแห่งเวทนา ๘ อย่าง.
จริงอยู่ ในเวทนาเหล่านี้ มโนสัมผัสสชาเวทนาในประเภทเวทนาหมวดละ ๗ อย่างแยกเป็น ๒ คือมโนธาตุสัมผัสสชาเวทนาและมโนวิญญาณธาตุสัมผัสสชาเวทนา. ในประเภทเวทนาหมวดละ ๘ อย่างแยกเป็น ๒ คือสุขเกิดแต่กายสัมผัส ทุกข์เกิดแต่กายสัมผัส รวมกับมโนสัมผัสสชาเวทนานั้น. ในประเภทเวทนาหมวดละ ๙ อย่าง ได้แก่มโนวิญญาณธาตุสัมผัสสชาเวทนา ตามที่ตรัสไว้ในประเภทเวทนา ๗ ทรงแยกเป็น ๓ ด้วยอำนาจกุศลเป็นต้น. ในเวทนาขันธ์ ๑๐ อย่าง ได้แก่มโนวิญญาณธาตุสัมผัสสชาเวทนาตามที่ตรัสไว้ในเวทนาขันธ์ ๘ อย่าง ทรงแยกเป็น ๓ ด้วยอำนาจกุศลเป็นต้นนั้นแหละก็ในเวทนาขันธ์นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเวทนาประกอบด้วยกุศลติกะเพื่อทำบทให้เต็มเท่านั้น แต่ในประเภทเวทนาหมวดละ ๗ อย่าง ๘ อย่างและ ๙ อย่างเพื่อต้องการประทานนัย จึงทรงประทานนัยไว้ในฐานะที่ควรประทาน เพราะเพ่งถึงพระอภิธรรม พระตถาคตเจ้าชื่อว่า มิได้ทรงประทานนัยไว้ในฐานะที่ควรประทาน มิได้มี. นี้เป็นวาระหนึ่งในทุกมูลก่อน.
จริงอยู่ พระศาสดาเมื่อทรงจำแนกเวทนาขันธ์ในอภิธรรมภาชนีย์นี้ ทรงถือเอาธรรมหมวดติกะ (หมวด ๓) ใส่ในธรรมหมวดทุกะ (หมวด ๒) บ้างทรงถือเอาธรรมหมวดทุกะใส่ในธรรมหมวดติกะบ้าง ทรงถือเอาธรรมหมวด ๓ และหมวด ๒ แล้วนำมาโดยทำนองแห่งธรรมอันให้เพิ่มขึ้นทั้ง ๒ ย่อมทรงแสดงเวทนาขันธ์โดยมากอย่างแม้ในที่ทั้งปวง คือทรงแสดงเวทนาหมวดละ ๗ อย่าง เวทนาหมวดละ ๒๔ อย่าง เวทนาหมวดละ ๓๐ อย่าง และเวทนามากอย่าง เพราะเหตุไร? เพราะทรงแสดงตามอัชฌาศัยของบุคคล และเพื่อความไพเราะแห่งเทศนา (เทสนาวิลาส).
ว่าด้วยเทศนาตามอัชฌาศัยบุคคล
จริงอยู่ เทวบุตรเหล่าใดในเทวบริษัทที่นั่งเพื่อจะฟังธรรม ย่อมอาจเพื่อแทงตลอดพระดำรัสที่พระศาสดาทรงถือเอาธรรมหมวดติกะใส่เข้าในธรรมหมวดทุกะแสดงอยู่พระองค์ก็ทรงแสดงกระทำเหมือนอย่างนั้น ด้วยอำนาจสัปปายะของเทวบุตรเหล่านั้น เทวบุตรเหล่าใดอาจเพื่อแทงตลอดธรรมที่พระองค์ตรัสโดยอาการอย่างอื่นก็ทรงแสดงด้วยอาการเหล่านั้นแก่เทพบุตรเหล่านั้น. นี้เป็นอัชฌาศัยของบุคคลในการทรงเทศนาเวทนาขันธ์นี้.
ว่าด้วยเทศนาวิลาส
ก็พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอาจเพื่อแสดงเวทนาขันธ์โดยประการที่ถือเอาธรรมหมวดติกะใส่ในธรรมหมวดทุกะ หรือธรรมหมวดทุกะใส่ในธรรมหมวดติกะหรือให้ธรรมหมวดติกะและทุกะทั้งสองเจริญขึ้น หรือนัยที่ทรงแสดงเวทนาหมวดละ ๗ อย่างเป็นต้นได้ตามปรารถนานั้นๆเพราะความที่พระองค์ทรงมีอารมณ์มาก แม้เพราะเหตุนั้น พระองค์จึงทรงแสดงด้วยอาการอย่างนี้ นี้ชื่อว่าเทศนาวิลาสของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.
ว่าด้วยกำหนดมหาวาระ ๔
ในอภิธรรมภาชนีย์นั้น บัณฑิตพึงทราบมหาวาระ ๔ เหล่านี้ก่อน คือวาระที่พระองค์ทรงถือเอาเวทนาขันธ์ในธรรมหมวดติกะใส่ในธรรมหมวดทุกะแสดงไว้ ชื่อว่าทุกมูลกวารวาระที่ทรงถือเอาเวทนาในธรรมหมวดทุกะใส่ในธรรมหมวดติกะแสดงไว้ ชื่อว่าติกมูลกวาร วาระที่ทรงยังเวทนาในหมวดติกะและทุกะทั้ง ๒ ให้เจริญแสดงไว้ ชื่อว่าอุภโตวัฑฒิตกวารวาระมีอาทิว่า สตฺตวิเธน ดังนี้ ในที่สุด ชื่อว่าพหุวิธวาร.
บรรดามหาวาระทั้ง ๔ เหล่านั้น ในทุกมูลกวารมีวาระ ๙๕๐ วาระ มีวาระที่ประกอบติกะที่หนึ่งในทุกะที่สองโดยการนำเวทนาติกะ ปีติติกะ สนิทัสสนติกะในติกะทั้งหลายออกพร้อมกับทุกะหนึ่งๆ ที่ได้อยู่ในทุกะทั้งหลาย แล้วประกอบติกะ ๑๙ ที่เหลือ ซึ่งได้อยู่เป็นต้นวาระแม้เหล่านั้นทั้งหมด ทรงย่อตรัสไว้ในพระบาลีแสดงธรรมที่ควรแสดงไว้ในที่นั้นๆ ก็สำหรับบุคคลที่ไม่ให้ฟั่นเฝือควรทราบโดยพิสดาร.
แม้ในติกมูลกวาร ก็มีวาระ ๙๕๐ วาระ มีวาระแห่งการประกอบทุกะที่สองกับติกะที่หนึ่งเป็นต้น โดยนำทุกะแรกเป็นต้น ซึ่งไม่ได้ในทุกะทั้งหลายออกเสีย ประกอบเฉพาะทุกะ ๕๐ มีสเหตุกทุกะเป็นต้นซึ่งได้อยู่ที่เหลือ กับติกะหนึ่งๆ ที่ได้อยู่ในติกะทั้งหลายวาระเหล่านั้นแม้ทั้งหมดตรัสไว้ในพระบาลี ทรงย่อแสดงที่ควรแสดงในที่นั้นๆ ก็อันบุคคลผู้มิให้ฟั่นเฝือควรทราบโดยพิสดาร.
ในอุภโตวัฑฒิตกวาร ตรัสว่ามีวาระ ๑๙ วาระคือมีวาระประกอบติกะที่หนึ่งกับทุกะที่สองเป็นต้นประกอบติกะ ๑๙ ที่ได้อยู่ด้วยทุกะทั้งหลาย ๑๙ที่ได้อยู่โดยกระทำทุกะที่สองในประเภทเวทนาหมวดละสอง และปฐมติกะแม้ในประเภทเวทนาหมวดละสามให้เป็นต้นนี้เป็นมหาวาระที่สาม ชื่อว่าอุภโตวัฑฒิตกวาร เพราะยังทุกะทั้งสองด้วยอำนาจแห่งทุกะและติกะให้เจริญแล้ว.
ในนิเทศแห่งเวทนาหมวดละ ๗ ของพหุวิธวาร ตรัสวาระว่าด้วยเวทนาหมวดละ ๗ อย่าง ไว้ ๑๙ วาระ ประกอบกับภูมิ ๔ พร้อมกับติกะ ๑๙ ที่ได้อยู่แต่ละติกะ จำเดิมแต่ต้น. แม้ในนิเทศแห่งเวทนาหมวดละ ๒๔ ก็ตรัสวาระ ๑๙ วาระ ด้วยอำนาจติกะเหล่านั้นนั่นเอง ในพหุวิธวาร (ว่าด้วยเวทนาขันธ์หมวดละมากอย่าง) ก็ตรัสไว้อย่างนั้น. วาระว่าด้วยเวทนาหมวดละ ๓๐ เป็นชนิดเดียวเท่านั้น เพราะฉะนั้น วาระแม้ทั้งหมดจึงเป็น ๕๘ วาระ นี้เป็นการพรรณนาพระบาลีในเวทนาขันธ์ด้วยสามารถการกำหนดวาระก่อน.
ว่าด้วยพรรณนาอรรถในเวทนาขันธ์
บัดนี้ เป็นการพรรณนาอรรถเวทนาขันธ์ นิเทศแห่งเวทนาหมวดละ ๗ ในเวทนาขันธ์นั้นมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น ในนิเทศแห่งเวทนาขันธ์หมวดละ ๒๔บัณฑิตพึงทราบว่า เวทนาขันธ์ที่เป็นกุศลมีอยู่ เพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย ด้วยอำนาจกามาวจรกุศลจิต ๘ ดวง พึงทราบเวทนาขันธ์ที่เป็นอกุศล ด้วยอำนาจอกุศลจิต ๑๒ ดวง. พึงทราบเวทนาขันธ์ที่เป็นอัพยากฤต ด้วยจิต ๒๔ ดวง คือมโนธาตุ ๓ อเหตุกมโนวิญญาณธาตุ ๓ มหาวิบาก ๘ และกามาวจรกิริยา ๑๐.
ในบรรดาจิตเหล่านั้น กุศลจิต ๘ และอกุศลจิต ๑๒ ย่อมได้ (คือเป็นไป) ด้วยอำนาจชวนะ กิริยามโนธาตุ ๑ ย่อมได้ด้วยอำนาจอาวัชชนะมโนธาตุวิบาก ๒ ย่อมได้ด้วยอำนาจสัมปฏิจฉันนะ มโนวิญญาณธาตุที่เป็นวิบาก ๓ ย่อมได้ด้วยอำนาจสันติรณะและตทาลัมพนะ. กิริยาอเหตุกมโนวิญญาณธาตุ ๑ ย่อมได้ด้วยอำนาจโวฏฐัพพนะ มหาวิบากจิต ๘ ย่อมได้ด้วยอำนาจตทาลัมพนะ กิริยาจิต ๙ ย่อมได้ด้วยอำนาจชวนะ. แม้ในโสต ฆานะ ชิวหาและกายทวาร ก็นัยนี้แล.
ก็บทว่า อตฺถิ กุสโล (เป็นกุศลก็มี) นี้ตรัสไว้ด้วยอำนาจกุศลที่เป็นไปในภูมิ ๔.
บทว่า อตฺถิ อกุสโล (เป็นอกุศลก็มี) ตรัสไว้ด้วยอำนาจอกุศล ๑๒.
บทว่า อตฺถิ อพฺยากโต (เป็นอัพยากฤตก็มี) ตรัสไว้ด้วยอำนาจจิตตุปบาท ๓๔ คือกามาวจรวิบาก ๑๑ กิริยา ๑๐ รูปาวจรกิริยาและอรูปาวจรกิริยา ๙ และสามัญญผล ๔.
บรรดาจิตตุปบาทเหล่านั้น กุศลจิตที่เป็นไปในภูมิ ๔ (๒๑ ประเภท) และอกุศลจิต (๑๒ ประเภท) ย่อมได้ (คือย่อมเป็นไป) ด้วยอำนาจชวนะอเหตุกมโนวิญญาณธาตุที่เป็นกิริยาย่อมได้ด้วยอาวัชชนะ ๑. วิปากจิต ๑๑ ย่อมได้ด้วยอำนาจตทาลัมพนะ กิริยาจิตที่เป็นไปในภูมิ ๓ (คือที่เป็นกามาวจร ๙ ที่เป็นไปในรูปาวจรารูปวจร ๙) และสามัญผล ๔ ย่อมได้ด้วยอำนาจชวนะจิตตุปบาทเหล่านั้นสมควรเพื่อจะตั้งไว้กล่าวในเวทนาขันธ์ทั้งหลายมีเวทนาขันธ์หมวดละ ๗ เป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตั้งจิตเหล่านั้นไว้ในเวทนาหมวดละ ๓๐ แสดงอยู่ เป็นการแสดงได้โดยง่าย เพราะฉะนั้น จึงทรงตั้งจิตเหล่านั้นแสดงเวทนาหมวดละ ๓๐ เท่านั้น.
ก็จิตในจักขุทวาร (มีจำนวน ๔๔ ดวง) เหล่านี้แม้ทั้งหมด ย่อมได้ด้วยอาการ ๓ คือด้วยอุปนิสสยโกฏิ (เงื่อนของอุปนิสสัย) ๑ด้วยอำนาจการก้าวล่วง (กิเลส) ๑ ด้วยอำนาจภาวนา ๑ ในโสตทวารและมโนทวารก็ย่อมได้ด้วยอาการ ๓ เหมือนอย่างนั้นแต่ฆานะ ชิวหาและกายทวาร พึงทราบว่า ย่อมได้ด้วยอาการ ๒ อย่าง คือด้วยอำนาจการก้าวล่วงและด้วยอำนาจภาวนา.
ว่าด้วยอาการ ๓
ย่อมได้ด้วยอาการ ๓ เป็นอย่างไร?
คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้เที่ยวจาริกไปยังวิหารเห็นมณฑลกสิณ จึงถามว่า นี้ชื่ออะไร เมื่อเขาตอบว่า มณฑลกสิณดังนี้ จึงถามอีกว่าพวกเขาทำอะไรด้วยมณฑลกสิณนี้ ทีนั้นพวกภิกษุจึงบอกแก่เธอว่า พวกภิกษุเจริญมณฑลกสิณนี้ยังฌานทั้งหลายให้เกิดแล้ว เจริญวิปัสสนามีสมาบัติเป็นบาทแล้ว บรรลุพระอรหัต ดังนี้
กุลบุตร (ผู้บวชด้วยศรัทธา) ถึงพร้อมด้วยความตั้งใจ มิได้กำหนดว่า นี้เป็นภาระหนัก มีความคิดว่า แม้เราก็ควรยังคุณนี้ให้เกิดขึ้น ดังนี้จึงคิดว่า ก็คุณนี้อันบุคคลผู้นอนหลับไม่อาจเพื่อจะให้เกิดได้ เราควรทำความเพียรชำระศีลให้หมดจดตั้งแต่เบื้องต้น ดังนี้ จึงยังศีลให้หมดจดต่อจากนั้นก็ตั้งมั่นในศีล ตัดปลิโพธ ๑๐ เป็นผู้สันโดษยินดีด้วยไตรจีวรเป็นอย่างยิ่ง ทำวัตรปฏิบัติต่อพระอาจารย์และอุปัชฌาย์ เรียนกรรมฐานกระทำกสิณบริกรรม ยังสมาบัติให้เกิดแล้วเจริญวิปัสสนามีสมาบัติเป็นปทัฏฐานแล้วบรรลุพระอรหัต.
ในการบรรลุพระอรหัตนั้น จักขุวิญญาณเป็นปัจจัยที่มีกำลังแก่การเกิดเวทนาเป็นไปในภูมิ ๔ อย่างนี้ คือเวทนาในการบริกรรมแม้ทั้งหมดเป็นกามาพจร เวทนาในสมาบัติ ๘ เป็นรูปาพจรและอรูปาพจร เวทนาในมรรคและผลเป็นโลกุตระเพราะฉะนั้น เวทนาที่เป็นไปในภูมิ ๔ จึงชื่อว่ามีจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย จิตในจักขุทวารย่อมได้ด้วยอำนาจอุปนิสสัย อย่างนี้ก่อน.
อนึ่ง เมื่อรูปมาสู่คลองจักขุทวารแล้ว กุลบุตรผู้ดำรงอยู่ในการพิจารณาอย่างนี้ว่า ความยินดีเกิดขึ้นแล้วแก่เราในอารมณ์ที่น่าปรารถนาปฏิฆะเกิดขึ้นแล้วแก่เราในอารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนา โมหะเกิดขึ้นแล้วแก่เราในขณะที่ไม่เห็นตามเป็นจริง ก็มานะเกิดขึ้นแล้วแก่เราผู้มีความผูกพันในอารมณ์ต่างๆ ทิฏฐิเกิดแก่เราผู้มีความยึดถือผิด อุทธัจจะเกิดแก่เราผู้มีจิตฟุ้งซ่าน วิจิกิจฉาเกิดแก่เราผู้ตกลงใจไม่ได้อนุสัยเกิดแก่เราผู้มีกิเลสแรงกล้า ดังนี้ รู้ความเกิดขึ้นแห่งกิเลสของตนแล้ว จึงคิดว่า กิเลสเหล่านี้เจริญขึ้นแก่เราแล้วจักเป็นไปเพื่อความฉิบหาย เอาละเราจักข่มมันเสีย จึงใคร่ครวญดูว่า ก็บุคคลผู้นอนหลับอยู่ไม่อาจเพื่อข่มกิเลสได้ เราควรเริ่มทำความเพียร เพื่อชำระศีลให้หมดจดแต่ต้นทีเดียว ดังนี้ จึงปฏิบัติโดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแหละ ย่อมบรรลุพระอรหัตได้.
ในการบรรลุพระอรหัตนั้น เวทนาที่ก้าวล่วงกิเลสที่เกิดขึ้นในรูปารมณ์เป็นไปอย่างนี้ว่า บริกรรมเวทนาแม้ทั้งหมดเป็นกามาพจรเวทนาเป็นไปในสมาบัติ ๘ เป็นรูปาวจรารูปาวจร เวทนาเป็นไปในมรรคผลเป็นโลกุตระ เพราะฉะนั้น เวทนาที่เป็นไปในภูมิ ๔ จึงชื่อว่ามีจักขุสัมผัสเป็นปัจจัยเกิดขึ้นจิตในจักขุทวารย่อมได้ด้วยอำนาจการก้าวล่วง (กิเลส) อย่างนี้.
อนึ่ง เมื่อรูปมาสู่คลองจักขุทวารแล้ว กุลบุตรผู้หนึ่ง ย่อมเริ่มตั้งกำหนดอย่างนี้ว่า รูปนี้อาศัยอะไร? ต่อจากนั้นก็จักทราบรูป (รูปารมณ์) นั้นว่าอาศัยภูต (มหาภูตรูป) แล้วก็กำหนดมหาภูตรูป ๔ และอุปาทารูป (คือรูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔) ว่าเป็นรูปและกำหนดธรรมทั้งหลายมีรูปนั้นเป็นอารมณ์ ว่าเป็นอรูป (คือนาม) ต่อจากนั้นก็กำหนดนามรูปพร้อมทั้งปัจจัยแล้วยกขึ้นสู่ลักษณะ ๓พิจารณาสังขารทั้งหลายโดยลำดับแห่งวิปัสสนา ย่อมบรรลุพระอรหัตได้.
ในการบรรลุพระอรหัตนั้น เวทนาที่เกิดขึ้นพิจารณารูปารมณ์อย่างนี้ว่า บริกรรมเวทนาแม้ทั้งหมดเป็นกามาพจร เวทนาที่เป็นไปในสมาบัติ ๘ เป็นรูปาพจร อรูปาพจร เวทนาในมรรคและผลเป็นโลกุตระ ดังนี้ เพราะฉะนั้น เวทนานี้จึงชื่อว่ามีจักขุสัมผัสเป็นปัจจัยเกิดแล้วจิตในจักขุทวาร ย่อมได้ด้วยอำนาจภาวนา อย่างนี้.
ภิกษุอีกรูปหนึ่งได้ฟังว่า ได้ยินว่า บุคคลทำบริกรรมกสิณ ยังสมาบัติให้เกิดขึ้นเจริญวิปัสสนา มีสมาบัติเป็นปทัฏฐานแล้วย่อมบรรลุพระอรหัต ดังนี้ กุลบุตรผู้ถึงพร้อมด้วยอัชฌาศัย (คือความตั้งใจ) มิได้กำหนดว่า เรื่องนี้เป็นภาระหนัก จึงดำริว่า แม้เราก็ควรให้คุณนี้เกิดขึ้น ดังนี้ แล้วก็ปฏิบัติโดยนัยก่อนนั่นแหละ ย่อมบรรลุพระอรหัตได้.
ในการบรรลุพระอรหัตนั้น โสตวิญญาณชื่อว่าเป็นปัจจัยมีกำลัง เพราะความเกิดขึ้นแห่งเวทนาเป็นไปในภูมิ ๔ อย่างนี้ว่าบริกรรมเวทนาแม้ทั้งหมดเป็นกามาพจร เวทนาเป็นไปในสมาบัติ เป็นรูปาพจร อรูปาพจร เวทนาในมรรคและผลเป็นโลกุตระ ดังนี้เพราะฉะนั้น เวทนาที่เป็นไปในภูมิ ๔ จึงชื่อว่ามีโสตสัมผัสเป็นปัจจัย จิตในโสตทวารย่อมได้ด้วยอำนาจอุปนิสสัย อย่างนี้ก่อน.
อนึ่ง เมื่อเสียงมาสู่คลองโสตทวาร กุลบุตรผู้หนึ่งย่อมเริ่มกำหนดอย่างนี้ว่า เสียงนี้อาศัยอะไร ดังนี้เป็นต้น คำทั้งหมดนี้ พึงทราบโดยนัยที่กล่าวในจักขุทวารนั่นแหละ. เวทนาที่เกิดขึ้นพิจารณาสัททารมณ์อย่างนี้แล้ว เพราะฉะนั้น เวทนานี้จึงชื่อว่า เกิดขึ้นเพราะมีโสตสัมผัสเป็นปัจจัย จิตในโสตทวารย่อมได้ด้วยอำนาจภาวนา อย่างนี้.
อนึ่ง คำทั้งหมดว่า ฆานะ ชิวหาและกายทวารมาสู่คลองมีกลิ่นเป็นต้นเป็นอารมณ์ ความยินดีในอารมณ์ที่น่าปรารถนาเกิดขึ้นแล้วแก่เราเป็นต้นพึงทราบโดยนัยที่กล่าวในจักขุทวารนั้นแหละ. เวทนาที่เป็นไปก้าวล่วงกิเลสที่เกิดขึ้นในคันธารมณ์เป็นต้นอย่างนี้แล้วเพราะฉะนั้นเวทนาอันเป็นไปในภูมิ ๔ จึงชื่อว่ามีฆานะ ชิวหา กายสัมผัสเป็นปัจจัย จิตทั้งหลายย่อมได้ในทวาร ๓ ด้วยอำนาจการก้าวล่วง (กิเลส) อย่างนี้.
แต่คำทั้งหมดว่า เมื่อกลิ่นเป็นต้นมาสู่คลองฆานทวารเป็นต้นแล้ว กุลบุตรผู้หนึ่งย่อมเริ่มกำหนดอย่างนี้ว่า กลิ่นนี้ รสนี้ โผฏฐัพพะนี้ อาศัยอะไร ดังนี้เป็นต้น พึงทราบโดยนัยที่กล่าวไว้ในจักขุทวารเหมือนกัน. เวทนาที่เกิดขึ้นพิจารณากลิ่นเป็นต้น เป็นอารมณ์อย่างนี้ เพราะฉะนั้น เวทนานี้จึงชื่อว่า มีฆานะ ชิวหา กายสัมผัสเป็นปัจจัย จิตทั้งหลายย่อมได้ด้วยอำนาจภาวนาอย่างนี้.
ก็จิตในมโนทวาร (มี ๖๗ ดวง) ย่อมได้ด้วยอาการแม้ทั้ง ๓.
จริงอยู่ กุลบุตรบางคนเห็นชาติ (ความเกิด) โดยความเป็นภัย ย่อมเห็นชรา พยาธิ มรณะโดยความเป็นภัยครั้นเห็นโดยความเป็นภัยแล้ว ก็คิดว่าเราควรพ้นจากชาติ ชรา พยาธิและมรณะ ดังนี้ ก็แต่ว่า อันบุคคลผู้นอนหลับอยู่ไม่อาจเพื่อจะพ้นจากชาติเป็นต้นได้ เราควรทำความเพียรชำระศีลให้บริสุทธิ์ตั้งแต่ต้นทีเดียว ดังนี้แล้วปฏิบัติโดยนัยที่กล่าวไว้ในจักขุทวารนั่นแหละ ก็ย่อมบรรลุพระอรหัตได้.
ในการบรรลุพระอรหัตนั้น ชาติ ชรา พยาธิและมรณะเป็นปัจจัยมีกำลังเพราะความเกิดแห่งเวทนาอันเป็นไปในภูมิ ๔ อย่างนี้ว่าบริกรรมเวทนาแม้ทั้งหมดเป็นกามาพจร เวทนาเป็นไปในสมาบัติ ๘ เป็นรูปาพจร อรูปาพจร เวทนาในมรรคและผลเป็นโลกุตระดังนี้เพราะฉะนั้น เวทนาที่เป็นไปในภูมิ ๔ จึงชื่อว่ามีมโนสัมผัสเป็นปัจจัย จิตในมโนทวารย่อมได้ด้วยอำนาจอุปนิสสัยอย่างนี้ก่อน.
คำทั้งหมดว่า ก็เมื่อธรรมารมณ์มาสู่คลองมโนทวารเป็นต้น พึงทราบโดยนัยที่กล่าวไว้ในจักขุทวารนั่นแหละ. เวทนาที่ก้าวล่วงกิเลสที่เกิดขึ้นในธรรมารมณ์อย่างนี้แล้ว เพราะฉะนั้น เวทนาเป็นไปในภูมิ ๔ จึงชื่อว่ามีมโนสัมผัสเป็นปัจจัย จิตในมโนทวารย่อมได้ด้วยอำนาจการก้าวล่วงกิเลสอย่างนี้.
อนึ่ง เมื่อธรรมารมณ์มาสู่คลองมโนทวารแล้ว กุลบุตรผู้หนึ่งย่อมเริ่มกำหนดอย่างนี้ว่า ธรรมารมณ์นี้อาศัยอะไร ทราบแล้วว่าอาศัยวัตถุก็พิจารณาว่าวัตถุอาศัยอะไร ทราบแล้วว่าอาศัยมหาภูตรูป ดังนี้ เธอจึงกำหนดมหาภูตรูป ๔ และอุปาทารูป ว่าเป็นรูป ย่อมกำหนดธรรมที่มีรูปนั้นเป็นอารมณ์ว่าเป็นอรูป (นาม)ต่อจากนั้น ก็กำหนดนามรูปพร้อมทั้งปัจจัย ยกขึ้นสู่ไตรลักษณ์พิจารณาสังขารทั้งหลายโดยลำดับแห่งวิปัสสนาแล้วย่อมบรรลุพระอรหัต.
ในการบรรลุพระอรหัตนั้น เวทนานี้คือที่เกิดขึ้นพิจารณาธรรมารมณ์อย่างนี้ว่า บริกรรมเวทนาแม้ทั้งหมดเป็นกามาพจร เวทนาที่เป็นไปในสมาบัติ ๘ เป็นรูปาพจร อรูปาพจร เวทนาในมรรคและผลเป็นโลกุตระ ดังนี้ ชื่อว่าเกิดขึ้นเพราะมีมโนสัมผัสเป็นปัจจัย จิตในมโนทวารย่อมได้ด้วยอำนาจภาวนาอย่างนี้.
ก็เวทนาอย่างละ ๖ คือเวทนาที่เกิดแต่จักขุสัมผัส ฯลฯ เวทนาที่เกิดแต่มโนสัมผัส ดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วในที่สุดแห่งวาระมีวาระแห่งเวทนาหมวดละ ๒๔ เป็นต้น แม้ทั้งหมดเหล่านี้ เวทนาเหล่านั้นตรัสด้วยอำนาจแห่งปัจจัยธรรมสัมปยุตกัน ดังนี้แล. นิเทศแห่งเวทนาขันธ์ จบ.
ว่าด้วยนิเทศแห่งสัญญาขันธ์
แม้สัญญาขันธ์เป็นต้นก็พึงทราบโดยอุบายนี้.
จริงอยู่ ในนิเทศแห่งสัญญาขันธ์ย่อมได้แม้เวทนาติกะและปีติติกะ ในติกะทั้งหลายโดยสิ้นเชิง แม้ธรรมมีสุขสหคตะเป็นต้นก็ย่อมได้แม้ในทุกะทั้งหลาย.
ในนิเทศแห่งสังขารขันธ์ พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ตรัสคำว่า สัมปยุตด้วยผัสสะ เพราะแม้ผัสสะก็เป็นธรรมนับเนื่องในสังขารขันธ์ แต่ตรัสคำว่า จิตฺตสมฺปยุตฺโต (สัมปยุตด้วยจิต) และในนิเทศแห่งขันธ์นี้ ธรรมทั้งหลายแม้มีเหตุทุกะเป็นต้นย่อมได้ในทุกะทั้งหลาย ธรรมหมวดติกะเป็นเหมือนสัญญาขันธ์นั่นแล.
ในนิเทศแห่งวิญญาณขันธ์ พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ตรัสความที่วิญญาณขันธ์เป็นธรรมเกิดแต่จักขุสัมผัส แต่ตรัสคำว่า จกฺขุวิญฺญาณํ (จักขุวิญญาณ) เป็นต้น เพราะใครๆ ไม่อาจเพื่อแสดงว่า วิญญาณเกิดแต่มโนสัมผัส ดังนี้.
คำที่เหลือในที่นี้เป็นเช่นเดียวกับคำที่กล่าวในสัญญาขันธ์นั่นแล.
ก็ในนิเทศแห่งขันธ์แม้ทั้ง ๓ เหล่านี้ ได้ธรรมหมวดติกะและทุกะ มากกว่านิเทศแห่งเวทนาขันธ์ บัณฑิตพึงทราบประเภทแห่งวาระด้วยอำนาจแห่งธรรมติกะและทุกะเหล่านั้นเถิด ฉะนี้แล.
____________________________
โดยเหมือนเวทนาขันธ์.
วรรณนาอภิธรรมภาชนีย์ จบ. -----------------------------------------------------