ทสกนิเทศ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๕ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๒ วิภังคปกรณ์ ทสกนิเทศ
ตตฺถ กตมานิ ทส กิเลสวตฺถูนิ โลโภ โทโส โมโห มาโน ทิฏฺฐิ วิจิกิจฺฉา ถีนํ อุทฺธจฺจํ อหิริกํ อโนตฺตปฺปํ อิมานิ ทส กิเลสวตฺถูนิ ฯ
ในทสกมาติกาเหล่านั้น กิเลสวัตถุ ๑๐ เป็นไฉน กิเลสวัตถุ ๑๐ คือ โลภะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา ถีนะ อุทธัจจะ อหิริกะอโนตตัปปะ เหล่านี้เรียกว่า กิเลสวัตถุ ๑๐
ตตฺถ กตมานิ ทส อาฆาตวตฺถูนิ อนตฺถํ เม อจรีติ อาฆาโต ชายติ อนตฺถํ เม จรตีติ อาฆาโต ชายติ อนตฺถํ เม จริสฺสตีติ อาฆาโต ชายติ ปิยสฺส เม มนาปสฺส อนตฺถํ อจริ อนตฺถํ จรติ อนตฺถํ จริสฺสตีติ อาฆาโต ชายติ อปฺปิยสฺส เม อมนาปสฺส อตฺถํ อจริ อตฺถํ จรติ อตฺถํ จริสฺสตีติ อาฆาโต ชายติ อฏฺฐาเน วา ปน อาฆาโต ชายติ อิมานิ ทส อาฆาตวตฺถูนิ ฯ
อาฆาตวัตถุ ๑๐ เป็นไฉน อาฆาตวัตถุ ๑๐ คือ ๑. ความอาฆาตเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้ได้ทำความเสื่อมเสียแก่เราแล้ว ๒. ความอาฆาตเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้กำลังทำความเสื่อมเสียแก่เรา ๓. ความอาฆาตเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้จักทำความเสื่อมเสียแก่เรา ๔. ความอาฆาตเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้ได้ทำความเสื่อมเสียแก่คนผู้เป็นที่รักที่ชอบพอของเราแล้ว ๕. ความอาฆาตเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้กำลังทำความเสื่อมเสียแก่คนผู้เป็นที่รักเป็นที่ชอบพอของเรา ๖. ความอาฆาตเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้จักทำความเสื่อมเสียแก่คนผู้เป็นที่รักที่ชอบพอของเรา ๗. ความอาฆาตเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้ได้ทำประโยชน์แก่คนผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบพอของเราแล้ว ๘. ความอาฆาตเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้กำลังทำประโยชน์แก่คนผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบพอของเรา ๙. ความอาฆาตเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้จักทำประโยชน์แก่คนผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบพอของเรา ๑๐. ความอาฆาตเกิดขึ้นในฐานะอันไม่ควร เหล่านี้เรียกว่า อาฆาตวัตถุ ๑๐
ตตฺถ กตเม ทส อกุสลกมฺมปถา ปาณาติปาโต อทินฺนาทานํ กาเมสุมิจฺฉาจาโร มุสาวาโท ปิสุณา วาจา ผรุสา วาจา สมฺผปฺปลาโป อภิชฺฌา พฺยาปาโท มิจฺฉาทิฏฺฐิ อิเม ทส อกุสลกมฺมปถา ฯ
อกุศลกรรมบถ ๑๐ เป็นไฉน อกุศลกรรมบถ ๑๐ คือ ๑. ปาณาติบาต ฆ่าสัตว์ ๒. อทินนาทาน ลักทรัพย์ ๓. กาเมสุมิจฉาจาร ประพฤติผิดในกาม ๔. มุสาวาท พูดเท็จ ๕. ปิสุณาวาจา พูดส่อเสียด ๖. ผรุสวาจา พูดคำหยาบ ๗. สัมผัปปลาปะ พูดเพ้อเจ้อ ๘. อภิชฌา โลภอยากได้ของเขา ๙. พยาบาท ปองร้ายเขา ๑๐. มิจฉาทิฏฐิ เห็นผิดจากคลองธรรม เหล่านี้เรียกว่า อกุศลกรรมบถ ๑๐
ตตฺถ กตมานิ ทส สญฺโญชนานิ กามราคสญฺโญชนํ ปฏิฆสญฺโญชนํ มานสญฺโญชนํ ทิฏฺฐิสญฺโญชนํ วิจิกิจฺฉาสญฺโญชนํ สีลพฺพตปรามาสสญฺโญชนํ ภวราคสญฺโญชนํ อิสฺสาสญฺโญชนํ มจฺฉริยสญฺโญชนํ อวิชฺชาสญฺโญชนํ อิมานิ ทส สญฺโญชนานิ ฯ
สัญโญชน์ ๑๐ เป็นไฉน สัญโญชน์ ๑๐ คือ ๑. กามราคสัญโญชน์ ๒. ปฏิฆสัญโญชน์ ๓. มานสัญโญชน์ ๔. ทิฏฐิสัญโญชน์ ๕. วิจิกิจฉาสัญโญชน์ ๖. สีลัพพตปรามาสสัญโญชน์ ๗. ภวราคสัญโญชน์ ๘. อิสสาสัญโญชน์ ๙. มัจฉริยสัญโญชน์ ๑๐. อวิชชาสัญโญชน์ เหล่านี้เรียกว่า สัญโญชน์ ๑๐
ตตฺถ กตเม ทส มิจฺฉตฺตา มิจฺฉาทิฏฺฐิ มิจฺฉาสงฺกปฺโป มิจฺฉาวาจา มิจฺฉากมฺมนฺโต มิจฺฉาอาชีโว มิจฺฉาวายาโม มิจฺฉาสติ มิจฺฉาสมาธิ มิจฺฉาญาณํ มิจฺฉาวิมุตฺติ อิเม ทส มิจฺฉตฺตา ฯ
มิจฉัตตะ ๑๐ เป็นไฉน มิจฉัตตะ ๑๐ คือ ๑. มิจฉาทิฏฐิ ๒. มิจฉาสังกัปปะ ๓. มิจฉาวาจา ๔. มิจฉากัมมันตะ ๕. มิจฉาอาชีวะ ๖. มิจฉาวายามะ ๗. มิจฉาสติ ๘. มิจฉาสมาธิ ๙. มิจฉาญาณ ๑๐. มิจฉาวิมุตติ เหล่านี้เรียกว่า มิจฉัตตะ ๑๐
ตตฺถ กตมา ทสวตฺถุกา มิจฺฉาทิฏฺฐิ นตฺถิ ทินฺนํ นตฺถิ ยิฏฺฐํ นตฺถิ หุตํ นตฺถิ สุกฏทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลวิปาโก นตฺถิ อยํ โลโก นตฺถิ ปโร โลโก นตฺถิ มาตา นตฺถิ ปิตา นตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา นตฺถิ โลเก สมณพฺราหฺมณา สมฺมคฺคตา สมฺมาปฏิปนฺนา เย อิมญฺจ โลกํ ปรญฺจ โลกํ สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวเทนฺติ อยํ ทสวตฺถุกา มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯ
มิจฉาทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐ เป็นไฉน มิจฉาทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐ คือ ๑. ความเห็นว่า ทานที่บุคคลให้แล้วไม่มีผล ๒. ความเห็นว่า การบูชาพระรัตนตรัยไม่มีผล ๓. ความเห็นว่า การบูชาเทวดาไม่มีผล ๔. ความเห็นว่า ผลวิบากของกรรมดีและกรรมชั่วไม่มี ๕. ความเห็นว่า โลกนี้ไม่มี ๖. ความเห็นว่า โลกหน้าไม่มี ๗. ความเห็นว่า มารดาไม่มี ๘. ความเห็นว่า บิดาไม่มี ๙. ความเห็นว่า สัตว์ที่จุติและเกิดไม่มี ๑๐. ความเห็นว่า สมณพราหมณ์ ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ รู้ยิ่งเห็นแจ้งประจักษ์ซึ่งโลกนี้และโลกหน้าด้วยตนเองแล้ว ประกาศให้ผู้อื่นรู้ได้ ไม่มีในโลก เหล่านี้เรียกว่า มิจฉาทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐
ตตฺถ กตมา ทสวตฺถุกา อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ สสฺสโต โลโกติ วา อสสฺสโต โลโกติ วา อนฺตวา โลโกติ วา อนนฺตวา โลโกติ วา ตํ ชีวํ ตํ สรีรนฺติ วา อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติ วา โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา อยํ ทสวตฺถุกา อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ ฯ ทสกํ ฯ
อันตคาหิกทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐ เป็นไฉน อันตคาหิกทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐ คือ ๑. ความเห็นว่า โลกเที่ยง ๒. ความเห็นว่า โลกไม่เที่ยง ๓. ความเห็นว่า โลกมีที่สุด ๔. ความเห็นว่า โลกไม่มีที่สุด ๕. ความเห็นว่า ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น ๖. ความเห็นว่า ชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่น ๗. ความเห็นว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีก ๘. ความเห็นว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมไม่เกิดอีก ๙. ความเห็นว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็มี ย่อมไม่เกิดอีกก็มี ๑๐. ความเห็นว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเกิดอีกก็หามิได้ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ นี้เรียกว่า อันตคาหิกทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๐. ทสกนิทเทส
บรรดาทสกมาติกาเหล่านั้น กิเลสวัตถุ ๑๐ เป็นไฉน กิเลสวัตถุ ๑๐ คือ ๑. โลภะ (ความโลภ) ๒. โทสะ (ความคิดประทุษร้าย) ๓. โมหะ (ความหลง) ๔. มานะ (ความถือตัว) ๕. ทิฏฐิ (ความเห็นผิด) ๖. วิจิกิจฉา (ความสงสัย) ๗. ถีนะ (ความหดหู่) ๘. อุทธัจจะ (ความฟุ้งซ่าน) ๙. อหิริกะ (ความไม่ละอายบาป) ๑๐. อโนตตัปปะ (ความไม่เกรงกลัวบาป) เหล่านี้ชื่อว่ากิเลสวัตถุ ๑๐
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๖๑๘}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๗. ขุททกวัตถุวิภังค์] ๑๐. ทสกนิทเทส
อาฆาตวัตถุ ๑๐ เป็นไฉน อาฆาตวัตถุ ๑๐ คือ ๑. ความอาฆาตเกิดขึ้นว่า ผู้นี้ได้ทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา ๒. ความอาฆาตเกิดขึ้นว่า ผู้นี้กำลังทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา ๓. ความอาฆาตเกิดขึ้นว่า ผู้นี้จักทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา ๔. ความอาฆาตเกิดขึ้นว่า ผู้นี้ได้ทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่คนผู้เป็นที่รักที่ชอบพอของเรา ๕. ความอาฆาตเกิดขึ้นว่า ผู้นี้กำลังทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่คนผู้เป็นที่รักที่ชอบพอของเรา ๖. ความอาฆาตเกิดขึ้นว่า ผู้นี้จักทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่คนผู้เป็นที่รักที่ชอบพอของเรา ๗. ความอาฆาตเกิดขึ้นว่า ผู้นี้ได้ทำประโยชน์แก่คนผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบพอของเรา ๘. ความอาฆาตเกิดขึ้นว่า ผู้นี้กำลังทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่คนผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบพอของเรา ๙. ความอาฆาตเกิดขึ้นว่า ผู้นี้จักทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่คนผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบพอของเรา ๑๐. ความอาฆาตเกิดขึ้นในฐานะอันไม่สมควร เหล่านี้ชื่อว่าอาฆาตวัตถุ ๑๐
อกุศลกรรมบถ ๑๐ เป็นไฉน อกุศลกรรมบถ ๑๐ คือ ๑. ปาณาติบาต (ฆ่าสัตว์) ๒. อทินนาทาน (ลักทรัพย์) ๓. กาเมสุมิจฉาจาร (ประพฤติผิดในกาม) ๔. มุสาวาท (พูดเท็จ) ๕. ปิสุณวาจา (พูดส่อเสียด) ๖. ผรุสวาจา (พูดคำหยาบ) ๗. สัมผัปปลาปะ (พูดเพ้อเจ้อ) ๘. อภิชฌา (เพ่งเล็งอยากได้ของเขา) ๙. พยาบาท (ปองร้ายเขา) ๑๐. มิจฉาทิฏฐิ (เห็นผิดจากคลองธรรม) เหล่านี้ชื่อว่าอกุศลกรรมบถ ๑๐
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๖๑๙}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๗. ขุททกวัตถุวิภังค์] ๑๐. ทสกนิทเทส
สังโยชน์ ๑๐ เป็นไฉน สังโยชน์ ๑๐ คือ ๑. กามราคสังโยชน์ (กิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพคือกามราคะ) ๒. ปฏิฆสังโยชน์ (กิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพคือปฏิฆะ) ๓. มานสังโยชน์ (กิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพคือมานะ) ๔. ทิฏฐิสังโยชน์ (กิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพคือทิฏฐิ) ๕. วิจิกิจฉาสังโยชน์ (กิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพคือวิจิกิจฉา) ๖. สีลัพพตปรามาสสังโยชน์ (กิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพคือสีลัพ-พตปรามาส) ๗. ภวราคสังโยชน์ (กิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพคือภวราคะ) ๘. อิสสาสังโยชน์ (กิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพคืออิสสา) ๙. มัจฉริยสังโยชน์ (กิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพคือมัจฉริยะ ๑๐. อวิชชาสังโยชน์ (กิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพคืออวิชชา) เหล่านี้ชื่อว่าสังโยชน์ ๑๐
มิจฉัตตะ ๑๐ เป็นไฉน มิจฉัตตะ ๑๐ คือ ๑. มิจฉาทิฏฐิ (เห็นผิด) ๒. มิจฉาสังกัปปะ (ดำริผิด) ๓. มิจฉาวาจา (เจรจาผิด) ๔. มิจฉากัมมันตะ (กระทำผิด) ๕. มิจฉาอาชีวะ (เลี้ยงชีพผิด) ๖. มิจฉาวายามะ (พยายามผิด) ๗. มิจฉาสติ (ระลึกผิด) ๘. มิจฉาสมาธิ (ตั้งจิตมั่นผิด) ๙. มิจฉาญาณะ (รู้ผิด) ๑๐. มิจฉาวิมุตติ (พ้นผิด) เหล่านี้ชื่อว่ามิจฉัตตะ ๑๐
มิจฉาทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐ เป็นไฉน มิจฉาทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐ คือ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๖๒๐}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๗. ขุททกวัตถุวิภังค์] ๑๐. ทสกนิทเทส ๑. ความเห็นว่า ทานที่บุคคลให้แล้วไม่มีผล ๒. ความเห็นว่า การบูชาไม่มีผล ๓. ความเห็นว่า การเซ่นสรวงไม่มีผล ๔. ความเห็นว่า ผลวิบากของกรรมดีและกรรมชั่วไม่มี ๕. ความเห็นว่า โลกนี้ไม่มี ๖. ความเห็นว่า โลกหน้าไม่มี ๗. ความเห็นว่า มารดาไม่มีคุณ ๘. ความเห็นว่า บิดาไม่มีคุณ ๙. ความเห็นว่า สัตว์ผู้เป็นโอปปาติกะไม่มี ๑๐. ความเห็นว่า สมณะพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ รู้ยิ่ง เห็นจริงแจ้งประจักษ์ซึ่งโลกนี้และโลกหน้าด้วย ตนเองแล้วประกาศให้ผู้อื่นรู้ไม่มีในโลก นี้ชื่อว่ามิจฉาทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐
อันตัคคาหิกทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐ เป็นไฉน อันตัคคาหิกทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐ คือ ๑. ความเห็นว่า โลกเที่ยง ๒. ความเห็นว่า โลกไม่เที่ยง ๓. ความเห็นว่า โลกมีที่สุด ๔. ความเห็นว่า โลกไม่มีที่สุด ๕. ความเห็นว่า ชีวะกับสรีระเป็นอย่างเดียวกัน ๖. ความเห็นว่า ชีวะกับสรีระเป็นคนละอย่างกัน ๗. ความเห็นว่า หลังจากตายแล้ว ตถาคต๑ เกิดอีก ๘. ความเห็นว่า หลังจากตายแล้ว ตถาคตไม่เกิดอีก ๙. ความเห็นว่า หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีกก็มี ไม่เกิดอีกก็มี @เชิงอรรถ : @ ตถาคต ในที่นี้เป็นคำที่ลัทธิอื่นๆ ใช้กันก่อนพุทธกาล หมายถึงอัตตา (อาตมัน) ไม่ได้หมายถึงพระพุทธเจ้า@อรรถกถาอธิบายว่า หมายถึง สัตตะ (ที.สี.อ. ๖๕/๑๐๘)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๖๒๑}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๗. ขุททกวัตถุวิภังค์] ตัณหาวิจริตนิทเทส ๑๐. ความเห็นว่า หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีกก็มิใช่ จะว่า ไม่เกิดอีกก็มิใช่ นี้ชื่อว่าอันตัคคาหิกทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐ ทสกนิทเทส จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาทสกนิทเทส อธิบายมาติกาหมวด ๑๐
กิเลสวัตถุ ๑๐ คือ กิเลส ๑๐ นั่นแหละ.
ก็ในนิทเทสนี้ กิเลสวัตถุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรื่องนี้กับด้วยอาฆาตอันเกิดขึ้นในอฐานะ ซึ่งเป็นดังกระทบตอไม้และหนามเป็นต้น อันบุคคลไม่พึงให้กำเริบ ด้วยสามารถแห่งบททั้งหลายมีคำว่า อนตฺถํ เม อจริ เป็นต้น แปลว่า ผู้นี้ได้ทำความเสื่อมเสียแก่เรา.
คำว่า มิจฺฉาญาณํ ในมิจฉัตตะ ๑๐ ได้แก่ โมหะอันเกิดขึ้นโดยกิริยาที่พิจารณาว่า บรรดาการทำบาปทั้งหลาย เราขจัดได้แล้ว ขจัดดีแล้ว ด้วยสามารถแห่งความคิดโดยอุบาย.
คำว่า มิจฺฉาวิมุตฺติ ได้แก่ ธรรมที่เป็นชื่อของวิมุตติของบุคคลผู้ยังไม่หลุดพ้นอยู่นั่นแหละ.
บทที่เหลือในที่ทั้งปวง มีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
ทสกนิทเทส จบ. -----------------------------------------------------