อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับมหาจุฬาฯจับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · บาลี (อักษรไทย) · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๒๙๑

อกุศลนิเทส

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๙๑–๓๕๗พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 67 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 67 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 44 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


กตเม ธมฺมา อกุสลา ยสฺมึ สมเย อกุสลํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ โหติ โสมนสฺสสหคตํ ทิฏฺฐิคตสมฺปยุตฺตํ รูปารมฺมณํ วา สทฺทารมฺมณํ วา คนฺธารมฺมณํ วา รสารมฺมณํ วา โผฏฺฐพฺพารมฺมณํ วา ธมฺมารมฺมณํ วา ยํ ยํ วา ปนารพฺภ ตสฺมึ สมเย อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาโร สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ วิญฺญาณปจฺจยา นามํ นามปจฺจยา ฉฏฺฐายตนํ ฉฏฺฐายตนปจฺจยา ผสฺโส ผสฺสปจฺจยา เวทนา เวทนาปจฺจยา ตณฺหา ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานํ อุปาทานปจฺจยา ภโว ภวปจฺจยา ชาติ ชาติปจฺจยา ชรามรณํ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหติ ฯ

ตตฺถ กตมา อวิชฺชา ยํ อญฺญาณํ อทสฺสนํ ฯเปฯ อวิชฺชาลงฺคี โมโห อกุสลมูลํ อยํ วุจฺจติ อวิชฺชา ฯ

ตตฺถ กตโม อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาโร ยา เจตนา สญฺเจตนา สญฺเจตยิตตฺตํ อยํ วุจฺจติ อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาโร ฯ

ตตฺถ กตมํ สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ ยํ จิตฺตํ มโน มานสํ หทยํ ปณฺฑรํ มโน มนายตนํ มนินฺทฺริยํ วิญฺญาณํ วิญฺญาณกฺขนฺโธ ตชฺชา มโนวิญฺญาณธาตุ อิทํ วุจฺจติ สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ ฯ

ตตฺถ กตมํ วิญฺญาณปจฺจยา นามํ เวทนากฺขนฺโธ สญฺญากฺขนฺโธ สงฺขารกฺขนฺโธ อิทํ วุจฺจติ วิญฺญาณปจฺจยา นามํ ฯ

ตตฺถ กตมํ นามปจฺจยา ฉฏฺฐายตนํ ยํ จิตฺตํ มโน มานสํ หทยํ ปณฺฑรํ มโน มนายตนํ มนินฺทฺริยํ วิญฺญาณํ วิญฺญาณกฺขนฺโธ ตชฺชา มโนวิญฺญาณธาตุ อิทํ วุจฺจติ นามปจฺจยา ฉฏฺฐายตนํ ฯ

ตตฺถ กตโม ฉฏฺฐายตนปจฺจยา ผสฺโส โย ผสฺโส ผุสนา สมฺผุสนา สมฺผุสิตตฺตํ อยํ วุจฺจติ ฉฏฺฐายตนปจฺจยา ผสฺโส ฯ

ตตฺถ กตมา ผสฺสปจฺจยา เวทนา ยํ เจตสิกํ สาตํ เจตสิกํ สุขํ เจโตสมฺผสฺสชํ สาตํ สุขํ เวทยิตํ เจโตสมฺผสฺสชา สาตา สุขา เวทนา อยํ วุจฺจติ ผสฺสปจฺจยา เวทนา ฯ

ตตฺถ กตมา เวทนาปจฺจยา ตณฺหา โย ราโค สาราโค อนุนโย อนุโรโธ นนฺที นนฺทีราโค จิตฺตสฺส สาราโค อยํ วุจฺจติ เวทนาปจฺจยา ตณฺหา ฯ

ตตฺถ กตมํ ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานํ ยา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิคตํ ฯเปฯ ติตฺถายตนํ วิปริเยสคฺคาโห อิทํ วุจฺจติ ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานํ ฯ

ตตฺถ กตโม อุปาทานปจฺจยา ภโว ฐเปตฺวา อุปาทานํ เวทนากฺขนฺโธ สญฺญากฺขนฺโธ สงฺขารกฺขนฺโธ วิญฺญาณกฺขนฺโธ อยํ วุจฺจติ อุปาทานปจฺจยา ภโว ฯ

ตตฺถ กตมา ภวปจฺจยา ชาติ ยา เตสํ ธมฺมานํ ชาติ สญฺชาติ นิพฺพตฺติ อภินิพฺพตฺติ ปาตุภาโว อยํ วุจฺจติ ภวปจฺจยา ชาติ ฯ

ตตฺถ กตมํ ชาติปจฺจยา ชรามรณํ อตฺถิ ชรา อตฺถิ มรณํ ฯ ตตฺถ กตมา ชรา ยา เตสํ ธมฺมานํ ชรา ชีรณตา อายุโน สํหานิ อยํ วุจฺจติ ชรา ฯ ตตฺถ กตมํ มรณํ โย เตสํ ธมฺมานํ ขโย วโย เภโท ปริเภโท อนิจฺจตา อนฺตรธานํ อิทํ วุจฺจติ มรณํ ฯ อิติ อยญฺจ ชรา อิทญฺจ มรณํ อิทํ วุจฺจติ ชาติปจฺจยา ชรามรณํ ฯ

เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหตีติ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สงฺคติ โหติ สมาคโม โหติ สโมธานํ โหติ ปาตุภาโว โหติ เตน วุจฺจติ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหตีติ ฯ

ตสฺมึ สมเย อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาโร สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ วิญฺญาณปจฺจยา นามํ นามปจฺจยา ผสฺโส ผสฺสปจฺจยา เวทนา เวทนาปจฺจยา ตณฺหา ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานํ อุปาทานปจฺจยา ภโว ภวปจฺจยา ชาติ ชาติปจฺจยา ชรามรณํ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหติ ฯ

ตตฺถ กตมา อวิชฺชา ยํ อญฺญาณํ อทสฺสนํ ฯเปฯ อวิชฺชาลงฺคี โมโห อกุสลมูลํ อยํ วุจฺจติ อวิชฺชา ฯ ตตฺถ กตโม อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาโร ยา เจตนา สญฺเจตนา สญฺเจตยิตตฺตํ อยํ วุจฺจติ อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาโร ฯ ตตฺถ กตมํ สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ ยํ จิตฺตํ มโน มานสํ ฯเปฯ ตชฺชา มโนวิญฺญาณธาตุ อิทํ วุจฺจติ สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ ฯ ตตฺถ กตมํ วิญฺญาณปจฺจยา นามํ เวทนากฺขนฺโธ สญฺญากฺขนฺโธ สงฺขารกฺขนฺโธ อิทํ วุจฺจติ วิญฺญาณปจฺจยา นามํ ฯ นามปจฺจยา ผสฺโสติ ตตฺถ กตมํ นามํ ฐเปตฺวา ผสฺสํ เวทนากฺขนฺโธ สญฺญากฺขนฺโธ สงฺขารกฺขนฺโธ วิญฺญาณกฺขนฺโธ อิทํ วุจฺจติ นามํ ฯ ตตฺถ กตโม นามปจฺจยา ผสฺโส โย ผสฺโส ผุสนา สมฺผุสนา สมฺผุสิตตฺตํ อยํ วุจฺจติ นามปจฺจยา ผสฺโส ฯเปฯ เตน วุจฺจติ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหตีติ ฯ

ตสฺมึ สมเย อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาโร สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํ นามรูปปจฺจยา ฉฏฺฐายตนํ ฉฏฺฐายตนปจฺจยา ผสฺโส ผสฺสปจฺจยา เวทนา เวทนาปจฺจยา ตณฺหา ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานํ อุปาทานปจฺจยา ภโว ภวปจฺจยา ชาติ ชาติปจฺจยา ชรามรณํ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหติ ฯ

ตตฺถ กตมา อวิชฺชา ยํ อญฺญาณํ อทสฺสนํ ฯเปฯ อวิชฺชาลงฺคี โมโห อกุสลมูลํ อยํ วุจฺจติ อวิชฺชา ฯ ตตฺถ กตโม อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาโร ยา เจตนา สญฺเจตนา สญฺเจตยิตตฺตํ อยํ วุจฺจติ อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาโร ฯ ตตฺถ กตมํ สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ ยํ จิตฺตํ มโน มานสํ ฯเปฯ ตชฺชา มโนวิญฺญาณธาตุ อิทํ วุจฺจติ สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ ฯ ตตฺถ กตมํ วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํ อตฺถิ นามํ อตฺถิ รูปํ ฯ {๓๐๘.๑} ตตฺถ กตมํ นามํ เวทนากฺขนฺโธ สญฺญากฺขนฺโธ สงฺขารกฺขนฺโธ อิทํ วุจฺจติ นามํ ฯ ตตฺถ กตมํ รูปํ จกฺขายตนสฺส อุปจโย โสตายตนสฺส อุปจโย ฆานายตนสฺส อุปจโย ชิวฺหายตนสฺส อุปจโย กายายตนสฺส อุปจโย ยํ วา ปนญฺญมฺปิ อตฺถิ รูปํ จิตฺตชํ จิตฺตเหตุกํ จิตฺตสมุฏฺฐานํ อิทํ วุจฺจติ รูปํ ฯ อิติ อิทญฺจ นามํ อิทญฺจ รูปํ อิทํ วุจฺจติ วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํ ฯ นามรูปปจฺจยา ฉฏฺฐายตนนฺติ อตฺถิ นามํ อตฺถิ รูปํ ฯ {๓๐๘.๒} ตตฺถ กตมํ นามํ เวทนากฺขนฺโธ สญฺญากฺขนฺโธ สงฺขารกฺขนฺโธ อิทํ วุจฺจติ นามํ ฯ ตตฺถ กตมํ รูปํ ยํ รูปํ นิสฺสาย มโนวิญฺญาณธาตุ วตฺตติ อิทํ วุจฺจติ รูปํ ฯ อิติ อิทญฺจ นามํ อิทญฺจ รูปํ อิทํ วุจฺจติ นามรูปํ ฯ ตตฺถ กตมํ นามรูปปจฺจยา ฉฏฺฐายตนํ ยํ จิตฺตํ มโน มานสํ ฯเปฯ ตชฺชา มโนวิญฺญาณธาตุ อิทํ วุจฺจติ นามรูปปจฺจยา ฉฏฺฐายตนํ ฯ ตตฺถ กตโม ฉฏฺฐายตนปจฺจยา ผสฺโส โย ผสฺโส ผุสนา สมฺผุสนา สมฺผุสิตตฺตํ อยํ วุจฺจติ ฉฏฺฐายตนปจฺจยา ผสฺโส ฯเปฯ เตน วุจฺจติ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหตีติ ฯ

ตสฺมึ สมเย อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาโร สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํ นามรูปปจฺจยา สฬายตนํ สฬายตนปจฺจยา ผสฺโส ผสฺสปจฺจยา เวทนา เวทนาปจฺจยา ตณฺหา ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานํ อุปาทานปจฺจยา ภโว ภวปจฺจยา ชาติ ชาติปจฺจยา ชรามรณํ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหติ ฯ

ตตฺถ กตมา อวิชฺชา ยํ อญฺญาณํ อทสฺสนํ ฯเปฯ อวิชฺชาลงฺคี โมโห อกุสลมูลํ อยํ วุจฺจติ อวิชฺชา ฯ ตตฺถ กตโม อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาโร ยา เจตนา สญฺเจตนา สญฺเจตยิตตฺตํ อยํ วุจฺจติ อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาโร ฯ ตตฺถ กตมํ สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ ยํ จิตฺตํ มโน มานสํ ฯเปฯ ตชฺชา มโนวิญฺญาณธาตุ อิทํ วุจฺจติ สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ ฯ ตตฺถ กตมํ วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํ อตฺถิ นามํ อตฺถิ รูปํ ฯ ตตฺถ กตมํ นามํ เวทนากฺขนฺโธ สญฺญากฺขนฺโธ สงฺขารกฺขนฺโธ อิทํ วุจฺจติ นามํ ฯ ตตฺถ กตมํ รูปํ จกฺขายตนสฺส อุปจโย ฯเปฯ กายายตนสฺส อุปจโย ยํ วา ปนญฺญมฺปิ อตฺถิ รูปํ จิตฺตชํ จิตฺตเหตุกํ จิตฺตสมุฏฺฐานํ อิทํ วุจฺจติ รูปํ ฯ อิติ อิทญฺจ นามํ อิทญฺจ รูปํ อิทํ วุจฺจติ วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํ ฯ นามรูปปจฺจยา สฬายตนนฺติ อตฺถิ นามํ อตฺถิ รูปํ ฯ ตตฺถ กตมํ นามํ เวทนากฺขนฺโธ สญฺญากฺขนฺโธ สงฺขารกฺขนฺโธ อิทํ วุจฺจติ นามํ ฯ {๓๑๐.๑} ตตฺถ กตมํ รูปํ จตฺตาโร จ มหาภูตา ยญฺจ รูปํ นิสฺสาย มโนวิญฺญาณธาตุ วตฺตติ อิทํ วุจฺจติ รูปํ ฯ อิติ อิทญฺจ นามํ อิทญฺจ รูปํ อิทํ วุจฺจติ นามรูปํ ฯ ตตฺถ กตมํ นามรูปปจฺจยา สฬายตนํ จกฺขายตนํ โสตายตนํ ฆานายตนํ ชิวฺหายตนํ กายายตนํ มนายตนํ อิทํ วุจฺจติ นามรูปปจฺจยา สฬายตนํ ฯ ตตฺถ กตโม สฬายตนปจฺจยา ผสฺโส โย ผสฺโส ผุสนา สมฺผุสนา สมฺผุสิตตฺตํ อยํ วุจฺจติ สฬายตนปจฺจยา ผสฺโส ฯเปฯ เตน วุจฺจติ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหตีติ ฯ ปจฺจยจตุกฺกํ ฯ

ตสฺมึ สมเย อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาโร อวิชฺชาเหตุโก สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ สงฺขารเหตุกํ วิญฺญาณปจฺจยา นามํ วิญฺญาณเหตุกํ นามปจฺจยา ฉฏฺฐายตนํ นามเหตุกํ ฉฏฺฐายตนปจฺจยา ผสฺโส ฉฏฺฐายตนเหตุโก ผสฺสปจฺจยา เวทนา ผสฺสเหตุกา เวทนาปจฺจยา ตณฺหา เวทนาเหตุกา ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานํ ตณฺหาเหตุกํ อุปาทานปจฺจยา ภโว ภวปจฺจยา ชาติ ชาติปจฺจยา ชรามรณํ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหติ ฯ

ตตฺถ กตมา อวิชฺชา ยํ อญฺญาณํ อทสฺสนํ ฯเปฯ อวิชฺชาลงฺคี โมโห อกุสลมูลํ อยํ วุจฺจติ อวิชฺชา ฯ ตตฺถ กตโม อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาโร อวิชฺชาเหตุโก ยา เจตนา สญฺเจตนา สญฺเจตยิตตฺตํ อยํ วุจฺจติ อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาโร อวิชฺชาเหตุโก ฯ ตตฺถ กตมํ สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ สงฺขารเหตุกํ ยํ จิตฺตํ มโน มานสํ ฯเปฯ ตชฺชา มโนวิญฺญาณธาตุ อิทํ วุจฺจติ สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ สงฺขารเหตุกํ ฯ {๓๑๒.๑} ตตฺถ กตมํ วิญฺญาณปจฺจยา นามํ วิญฺญาณเหตุกํ เวทนากฺขนฺโธ สญฺญากฺขนฺโธ สงฺขารกฺขนฺโธ อิทํ วุจฺจติ วิญฺญาณปจฺจยา นามํ วิญฺญาณเหตุกํ ฯ ตตฺถ กตมํ นามปจฺจยา ฉฏฺฐายตนํ นามเหตุกํ ยํ จิตฺตํ มโน มานสํ ฯเปฯ ตชฺชา มโนวิญฺญาณธาตุ อิทํ วุจฺจติ นามปจฺจยา ฉฏฺฐายตนํ นามเหตุกํ ฯ ตตฺถ กตโม ฉฏฺฐายตนปจฺจยา ผสฺโส ฉฏฺฐายตนเหตุโก โย ผสฺโส ผุสนา สมฺผุสนา สมฺผุสิตตฺตํ อยํ วุจฺจติ ฉฏฺฐายตนปจฺจยา ผสฺโส ฉฏฺฐายตนเหตุโก ฯ {๓๑๒.๒} ตตฺถ กตมา ผสฺสปจฺจยา เวทนา ผสฺสเหตุกา ยํ เจตสิกํ สาตํ เจตสิกํ สุขํ เจโตสมฺผสฺสชํ สาตํ สุขํ เวทยิตํ เจโตสมฺผสฺสชา สาตา สุขา เวทนา อยํ วุจฺจติ ผสฺสปจฺจยา เวทนา ผสฺสเหตุกา ฯ ตตฺถ กตมา เวทนาปจฺจยา ตณฺหา เวทนาเหตุกา โย ราโค สาราโค ฯเปฯ จิตฺตสฺส สาราโค อยํ วุจฺจติ เวทนาปจฺจยา ตณฺหา เวทนาเหตุกา ฯ ตตฺถ กตมํ ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานํ ตณฺหาเหตุกํ ยา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิคตํ ทิฏฺฐิคหนํ ทิฏฺฐิกนฺตาโร ทิฏฺฐิวิสูกายิกํ ทิฏฺฐิวิปฺผนฺทิตํ ทิฏฺฐิสญฺโญชนํ คาโห ปฏิคฺคาโห อภินิเวโส ปรามาโส กุมฺมคฺโค มิจฺฉาปโถ มิจฺฉตฺตํ ติตฺถายตนํ วิปริเยสคฺคาโห อิทํ วุจฺจติ ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานํ ตณฺหาเหตุกํ ฯเปฯ เตน วุจฺจติ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหตีติ ฯ

ตสฺมึ สมเย อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาโร อวิชฺชาเหตุโก สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ สงฺขารเหตุกํ วิญฺญาณปจฺจยา นามํ วิญฺญาณเหตุกํ นามปจฺจยา ผสฺโส นามเหตุโก ผสฺสปจฺจยา เวทนา ผสฺสเหตุกา เวทนาปจฺจยา ตณฺหา เวทนาเหตุกา ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานํ ตณฺหาเหตุกํ อุปาทานปจฺจยา ภโว ภวปจฺจยา ชาติ ชาติปจฺจยา ชรามรณํ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหติ ฯ

ตตฺถ กตมา อวิชฺชา ยํ อญฺญาณํ อทสฺสนํ ฯเปฯ อวิชฺชาลงฺคี โมโห อกุสลมูลํ อยํ วุจฺจติ อวิชฺชา ฯ ตตฺถ กตโม อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาโร อวิชฺชาเหตุโก ยา เจตนา สญฺเจตนา สญฺเจตยิตตฺตํ อยํ วุจฺจติ อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาโร อวิชฺชาเหตุโก ฯ ตตฺถ กตมํ สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ สงฺขารเหตุกํ ยํ จิตฺตํ มโน มานสํ ฯเปฯ ตชฺชา มโนวิญฺญาณธาตุ อิทํ วุจฺจติ สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ สงฺขารเหตุกํ ฯ ตตฺถ กตมํ วิญฺญาณปจฺจยา นามํ วิญฺญาณเหตุกํ เวทนากฺขนฺโธ สญฺญากฺขนฺโธ สงฺขารกฺขนฺโธ อิทํ วุจฺจติ วิญฺญาณปจฺจยา นามํ วิญฺญาณเหตุกํ ฯ นามปจฺจยา ผสฺโส นามเหตุโกติ ตตฺถ กตมํ นามํ ฐเปตฺวา ผสฺสํ เวทนากฺขนฺโธ สญฺญากฺขนฺโธ สงฺขารกฺขนฺโธ วิญฺญาณกฺขนฺโธ อิทํ วุจฺจติ นามํ ฯ ตตฺถ กตโม นามปจฺจยา ผสฺโส นามเหตุโก โย ผสฺโส ผุสนา สมฺผุสนา สมฺผุสิตตฺตํ อยํ วุจฺจติ นามปจฺจยา ผสฺโส นามเหตุโก ฯ ฯเปฯ เตน วุจฺจติ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหตีติ ฯ

ตสฺมึ สมเย อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาโร อวิชฺชาเหตุโก สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ สงฺขารเหตุกํ วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํ วิญฺญาณเหตุกํ นามรูปปจฺจยา ฉฏฺฐายตนํ นามรูปเหตุกํ ฉฏฺฐายตนปจฺจยา ผสฺโส ฉฏฺฐายตนเหตุโก ผสฺสปจฺจยา เวทนา ผสฺสเหตุกา เวทนาปจฺจยา ตณฺหา เวทนาเหตุกา ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานํ ตณฺหาเหตุกํ อุปาทานปจฺจยา ภโว ภวปจฺจยา ชาติ ชาติปจฺจยา ชรามรณํ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหติ ฯ

ตตฺถ กตมา อวิชฺชา ยํ อญฺญาณํ อทสฺสนํ ฯเปฯ อวิชฺชาลงฺคี โมโห อกุสลมูลํ อยํ วุจฺจติ อวิชฺชา ฯ ตตฺถ กตโม อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาโร อวิชฺชาเหตุโก ยา เจตนา สญฺเจตนา สญฺเจตยิตตฺตํ อยํ วุจฺจติ อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาโร อวิชฺชาเหตุโก ฯ ตตฺถ กตมํ สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ สงฺขารเหตุกํ ยํ จิตฺตํ มโน มานสํ ฯเปฯ ตชฺชา มโนวิญฺญาณธาตุ อิทํ วุจฺจติ สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ สงฺขารเหตุกํ ฯ ตตฺถ กตมํ วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํ วิญฺญาณเหตุกํ อตฺถิ นามํ อตฺถิ รูปํ ฯ ตตฺถ กตมํ นามํ เวทนากฺขนฺโธ สญฺญากฺขนฺโธ สงฺขารกฺขนฺโธ อิทํ วุจฺจติ นามํ ฯ {๓๑๖.๑} ตตฺถ กตมํ รูปํ จกฺขายตนสฺส อุปจโย ฯเปฯ กายายตนสฺส อุปจโย ยํ วา ปนญฺญมฺปิ อตฺถิ รูปํ จิตฺตชํ จิตฺตเหตุกํ จิตฺตสมุฏฺฐานํ อิทํ วุจฺจติ รูปํ ฯ อิติ อิทญฺจ นามํ อิทญฺจ รูปํ อิทํ วุจฺจติ วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํ วิญฺญาณเหตุกํ ฯ นามรูปปจฺจยา ฉฏฺฐายตนํ นามรูปเหตุกนฺติ อตฺถิ นามํ อตฺถิ รูปํ ฯ ตตฺถ กตมํ นามํ เวทนากฺขนฺโธ สญฺญากฺขนฺโธ สงฺขารกฺขนฺโธ อิทํ วุจฺจติ นามํ ฯ ตตฺถ กตมํ รูปํ ยํ รูปํ นิสฺสาย มโนวิญฺญาณธาตุ วตฺตติ อิทํ วุจฺจติ รูปํ ฯ อิติ อิทญฺจ นามํ อิทญฺจ รูปํ อิทํ วุจฺจติ นามรูปํ ฯ {๓๑๖.๒} ตตฺถ กตมํ นามรูปปจฺจยา ฉฏฺฐายตนํ นามรูปเหตุกํ ยํ จิตฺตํ มโน มานสํ ฯเปฯ ตชฺชา มโนวิญฺญาณธาตุ อิทํ วุจฺจติ นามรูปปจฺจยา ฉฏฺฐายตนํ นามรูปเหตุกํ ฯ ตตฺถ กตโม ฉฏฺฐายตนปจฺจยา ผสฺโส ฉฏฺฐายตนเหตุโก โย ผสฺโส ผุสนา สมฺผุสนา สมฺผุสิตตฺตํ อยํ วุจฺจติ ฉฏฺฐายตนปจฺจยา ผสฺโส ฉฏฺฐายตนเหตุโก ฯเปฯ เตน วุจฺจติ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหตีติ ฯ

ตสฺมึ สมเย อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาโร อวิชฺชาเหตุโก สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ สงฺขารเหตุกํ วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํ วิญฺญาณเหตุกํ นามรูปปจฺจยา สฬายตนํ นามรูปเหตุกํ สฬายตนปจฺจยา ผสฺโส สฬายตนเหตุโก ผสฺสปจฺจยา เวทนา ผสฺสเหตุกา เวทนาปจฺจยา ตณฺหา เวทนาเหตุกา ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานํ ตณฺหาเหตุกํ อุปาทานปจฺจยา ภโว ภวปจฺจยา ชาติ ชาติปจฺจยา ชรามรณํ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหติ ฯ

ตตฺถ กตมา อวิชฺชา ยํ อญฺญาณํ อทสฺสนํ ฯเปฯ อวิชฺชาลงฺคี โมโห อกุสลมูลํ อยํ วุจฺจติ อวิชฺชา ฯ ตตฺถ กตโม อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาโร อวิชฺชาเหตุโก ยา เจตนา สญฺเจตนา สญฺเจตยิตตฺตํ อยํ วุจฺจติ อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาโร อวิชฺชาเหตุโก ฯ ตตฺถ กตมํ สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ สงฺขารเหตุกํ ยํ จิตฺตํ มโน มานสํ ฯเปฯ ตชฺชา มโนวิญฺญาณธาตุ อิทํ วุจฺจติ สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ สงฺขารเหตุกํ ฯ ตตฺถ กตมํ วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํ วิญฺญาณเหตุกํ อตฺถิ นามํ อตฺถิ รูปํ ฯ {๓๑๘.๑} ตตฺถ กตมํ นามํ เวทนากฺขนฺโธ สญฺญากฺขนฺโธ สงฺขารกฺขนฺโธ อิทํ วุจฺจติ นามํ ฯ ตตฺถ กตมํ รูปํ จกฺขายตนสฺส อุปจโย ฯเปฯ กายายตนสฺส อุปจโย ยํ วา ปนญฺญมฺปิ อตฺถิ รูปํ จิตฺตชํ จิตฺตเหตุกํ จิตฺตสมุฏฺฐานํ อิทํ วุจฺจติ รูปํ ฯ อิติ อิทญฺจ นามํ อิทญฺจ รูปํ อิทํ วุจฺจติ วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํ วิญฺญาณเหตุกํ ฯ นามรูปปจฺจยา สฬายตนํ นามรูปเหตุกนฺติ อตฺถิ นามํ อตฺถิ รูปํ ฯ ตตฺถ กตมํ นามํ เวทนากฺขนฺโธ สญฺญากฺขนฺโธ สงฺขารกฺขนฺโธ อิทํ วุจฺจติ นามํ ฯ ตตฺถ กตมํ รูปํ จตฺตาโร จ มหาภูตา ยญฺจ รูปํ นิสฺสาย มโนวิญฺญาณธาตุ วตฺตติ อิทํ วุจฺจติ รูปํ ฯ อิติ อิทญฺจ นามํ อิทญฺจ รูปํ อิทํ วุจฺจติ นามรูปํ ฯ ตตฺถ กตมํ นามรูปปจฺจยา สฬายตนํ นามรูปเหตุกํ จกฺขายตนํ ฯเปฯ มนายตนํ อิทํ วุจฺจติ นามรูปปจฺจยา สฬายตนํ นามรูปเหตุกํ ฯ ตตฺถ กตโม สฬายตนปจฺจยา ผสฺโส สฬายตนเหตุโก โย ผสฺโส ผุสนา สมฺผุสนา สมฺผุสิตตฺตํ อยํ วุจฺจติ สฬายตนปจฺจยา ผสฺโส สฬายตนเหตุโก ฯเปฯ เตน วุจฺจติ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหตีติ ฯ เหตุจตุกฺกํ ฯ

ตสฺมึ สมเย อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาโร อวิชฺชาสมฺปยุตฺโต สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ สงฺขารสมฺปยุตฺตํ วิญฺญาณปจฺจยา นามํ วิญฺญาณสมฺปยุตฺตํ นามปจฺจยา ฉฏฺฐายตนํ นามสมฺปยุตฺตํ ฉฏฺฐายตนปจฺจยา ผสฺโส ฉฏฺฐายตนสมฺปยุตฺโต ผสฺสปจฺจยา เวทนา ผสฺสสมฺปยุตฺตา เวทนาปจฺจยา ตณฺหา เวทนาสมฺปยุตฺตา ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานํ ตณฺหาสมฺปยุตฺตํ อุปาทานปจฺจยา ภโว ภวปจฺจยา ชาติ ชาติปจฺจยา ชรามรณํ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหติ ฯ

ตตฺถ กตมา อวิชฺชา ยํ อญฺญาณํ อทสฺสนํ ฯเปฯ อวิชฺชาลงฺคี โมโห อกุสลมูลํ อยํ วุจฺจติ อวิชฺชา ฯ ตตฺถ กตโม อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาโร อวิชฺชาสมฺปยุตฺโต ยา เจตนา สญฺเจตนา สญฺเจตยิตตฺตํ อยํ วุจฺจติ อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาโร อวิชฺชาสมฺปยุตฺโต ฯ ตตฺถ กตมํ สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ สงฺขารสมฺปยุตฺตํ ยํ จิตฺตํ มโน มานสํ ฯเปฯ ตชฺชา มโนวิญฺญาณธาตุ อิทํ วุจฺจติ สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ สงฺขารสมฺปยุตฺตํ ฯ ตตฺถ กตมํ วิญฺญาณปจฺจยา นามํ วิญฺญาณสมฺปยุตฺตํ เวทนากฺขนฺโธ สญฺญากฺขนฺโธ สงฺขารกฺขนฺโธ อิทํ วุจฺจติ วิญฺญาณปจฺจยา นามํ วิญฺญาณสมฺปยุตฺตํ ฯ {๓๒๐.๑} ตตฺถ กตมํ นามปจฺจยา ฉฏฺฐายตนํ นามสมฺปยุตฺตํ ยํ จิตฺตํ มโน มานสํ ฯเปฯ ตชฺชา มโนวิญฺญาณธาตุ อิทํ วุจฺจติ นามปจฺจยา ฉฏฺฐายตนํ นามสมฺปยุตฺตํ ฯ ตตฺถ กตโม ฉฏฺฐายตนปจฺจยา ผสฺโส ฉฏฺฐายตนสมฺปยุตฺโต โย ผสฺโส ผุสนา สมฺผุสนา สมฺผุสิตตฺตํ อยํ วุจฺจติ ฉฏฺฐายตนปจฺจยา ผสฺโส ฉฏฺฐายตนสมฺปยุตฺโต ฯ ตตฺถ กตมา ผสฺสปจฺจยา เวทนา ผสฺสสมฺปยุตฺตา ยํ เจตสิกํ สาตํ เจตสิกํ สุขํ เจโตสมฺผสฺสชํ สาตํ สุขํ เวทยิตํ เจโตสมฺผสฺสชา สาตา สุขา เวทนา อยํ วุจฺจติ ผสฺสปจฺจยา เวทนา ผสฺสสมฺปยุตฺตา ฯ ตตฺถ กตมา เวทนาปจฺจยา ตณฺหา เวทนาสมฺปยุตฺตา โย ราโค สาราโค ฯเปฯ จิตฺตสฺส สาราโค อยํ วุจฺจติ เวทนาปจฺจยา ตณฺหา เวทนาสมฺปยุตฺตา ฯ ตตฺถ กตมํ ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานํ ตณฺหาสมฺปยุตฺตํ ยา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิคตํ ฯเปฯ ติตฺถายตนํ วิปริเยสคฺคาโห อิทํ วุจฺจติ ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานํ ตณฺหาสมฺปยุตฺตํ ฯเปฯ เตน วุจฺจติ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหตีติ ฯ

ตสฺมึ สมเย อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาโร อวิชฺชาสมฺปยุตฺโต สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ สงฺขารสมฺปยุตฺตํ วิญฺญาณปจฺจยา นามํ วิญฺญาณสมฺปยุตฺตํ นามปจฺจยา ผสฺโส นามสมฺปยุตฺโต ผสฺสปจฺจยา เวทนา ผสฺสสมฺปยุตฺตา เวทนาปจฺจยา ตณฺหา เวทนาสมฺปยุตฺตา ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานํ ตณฺหาสมฺปยุตฺตํ อุปาทานปจฺจยา ภโว ภวปจฺจยา ชาติ ชาติปจฺจยา ชรามรณํ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหติ ฯ

ตตฺถ กตมา อวิชฺชา ยํ อญฺญาณํ อทสฺสนํ ฯเปฯ อวิชฺชาลงฺคี โมโห อกุสลมูลํ อยํ วุจฺจติ อวิชฺชา ฯ ตตฺถ กตโม อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาโร อวิชฺชาสมฺปยุตฺโต ยา เจตนา สญฺเจตนา สญฺเจตยิตตฺตํ อยํ วุจฺจติ อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาโร อวิชฺชาสมฺปยุตฺโต ฯ ตตฺถ กตมํ สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ สงฺขารสมฺปยุตฺตํ ยํ จิตฺตํ มโน มานสํ ฯเปฯ ตชฺชา มโนวิญฺญาณธาตุ อิทํ วุจฺจติ สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ สงฺขารสมฺปยุตฺตํ ฯ ตตฺถ กตมํ วิญฺญาณปจฺจยา นามํ วิญฺญาณสมฺปยุตฺตํ เวทนากฺขนฺโธ สญฺญากฺขนฺโธ สงฺขารกฺขนฺโธ อิทํ วุจฺจติ วิญฺญาณปจฺจยา นามํ วิญฺญาณสมฺปยุตฺตํ ฯ นามปจฺจยา ผสฺโส นามสมฺปยุตฺโตติ ตตฺถ กตมํ นามํ ฐเปตฺวา ผสฺสํ เวทนากฺขนฺโธ สญฺญากฺขนฺโธ สงฺขารกฺขนฺโธ วิญฺญาณกฺขนฺโธ อิทํ วุจฺจติ นามํ ฯ ตตฺถ กตโม นามปจฺจยา ผสฺโส นามสมฺปยุตฺโต โย ผสฺโส ผุสนา สมฺผุสนา สมฺผุสิตตฺตํ อยํ วุจฺจติ นามปจฺจยา ผสฺโส นามสมฺปยุตฺโต ฯเปฯ เตน วุจฺจติ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหตีติ ฯ

ตสฺมึ สมเย อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาโร อวิชฺชาสมฺปยุตฺโต สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ สงฺขารสมฺปยุตฺตํ วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํ วิญฺญาณสมฺปยุตฺตํ นามํ นามรูปปจฺจยา ฉฏฺฐายตนํ นามสมฺปยุตฺตํ ฉฏฺฐายตนปจฺจยา ผสฺโส ฉฏฺฐายตนสมฺปยุตฺโต ผสฺสปจฺจยา เวทนา ผสฺสสมฺปยุตฺตา เวทนาปจฺจยา ตณฺหา เวทนาสมฺปยุตฺตา ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานํ ตณฺหาสมฺปยุตฺตํ อุปาทานปจฺจยา ภโว ภวปจฺจยา ชาติ ชาติปจฺจยา ชรามรณํ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหติ ฯ

ตตฺถ กตมา อวิชฺชา ยํ อญฺญาณํ อทสฺสนํ ฯเปฯ อวิชฺชาลงฺคี โมโห อกุสลมูลํ อยํ วุจฺจติ อวิชฺชา ฯ ตตฺถ กตโม อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาโร อวิชฺชาสมฺปยุตฺโต ยา เจตนา สญฺเจตนา สญฺเจตยิตตฺตํ อยํ วุจฺจติ อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาโร อวิชฺชาสมฺปยุตฺโต ฯ ตตฺถ กตมํ สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ สงฺขารสมฺปยุตฺตํ ยํ จิตฺตํ มโน มานสํ ฯเปฯ ตชฺชา มโนวิญฺญาณธาตุ อิทํ วุจฺจติ สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ สงฺขารสมฺปยุตฺตํ ฯ ตตฺถ กตมํ วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํ วิญฺญาณสมฺปยุตฺตํ นามํ อตฺถิ นามํ อตฺถิ รูปํ ฯ ตตฺถ กตมํ นามํ เวทนากฺขนฺโธ สญฺญากฺขนฺโธ สงฺขารกฺขนฺโธ อิทํ วุจฺจติ นามํ ฯ {๓๒๔.๑} ตตฺถ กตมํ รูปํ จกฺขายตนสฺส อุปจโย ฯเปฯ กายายตนสฺส อุปจโย ยํ วา ปนญฺญมฺปิ อตฺถิ รูปํ จิตฺตชํ จิตฺตเหตุกํ จิตฺตสมุฏฺฐานํ อิทํ วุจฺจติ รูปํ ฯ อิติ อิทญฺจ นามํ อิทญฺจ รูปํ อิทํ วุจฺจติ วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํ วิญฺญาณสมฺปยุตฺตํ นามํ ฯ นามรูปปจฺจยา ฉฏฺฐายตนํ นามสมฺปยุตฺตนฺติ อตฺถิ นามํ อตฺถิ รูปํ ฯ ตตฺถ กตมํ นามํ เวทนากฺขนฺโธ สญฺญากฺขนฺโธ สงฺขารกฺขนฺโธ อิทํ วุจฺจติ นามํ ฯ {๓๒๔.๒} ตตฺถ กตมํ รูปํ ยํ รูปํ นิสฺสาย มโนวิญฺญาณธาตุ วตฺตติ อิทํ วุจฺจติ รูปํ ฯ อิติ อิทญฺจ นามํ อิทญฺจ รูปํ อิทํ วุจฺจติ นามรูปํ ฯ ตตฺถ กตมํ นามรูปปจฺจยา ฉฏฺฐายตนํ นามสมฺปยุตฺตํ ยํ จิตฺตํ มโน มานสํ ฯเปฯ ตชฺชา มโนวิญฺญาณธาตุ อิทํ วุจฺจติ นามรูปปจฺจยา ฉฏฺฐายตนํ นามสมฺปยุตฺตํ ฯ ตตฺถ กตโม ฉฏฺฐายตนปจฺจยา ผสฺโส ฉฏฺฐายตนสมฺปยุตฺโต โย ผสฺโส ผุสนา สมฺผุสนา สมฺผุสิตตฺตํ อยํ วุจฺจติ ฉฏฺฐายตนปจฺจยา ผสฺโส ฉฏฺฐายตนสมฺปยุตฺโต ฯเปฯ เตน วุจฺจติ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหตีติ ฯ

ตสฺมึ สมเย อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาโร อวิชฺชาสมฺปยุตฺโต สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ สงฺขารสมฺปยุตฺตํ วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํ วิญฺญาณสมฺปยุตฺตํ นามํ นามรูปปจฺจยา สฬายตนํ นามสมฺปยุตฺตํ สฬายตนปจฺจยา ผสฺโส สฬายตนสมฺปยุตฺโต ผสฺสปจฺจยา เวทนา ผสฺสสมฺปยุตฺตา เวทนาปจฺจยา ตณฺหา เวทนาสมฺปยุตฺตา ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานํ ตณฺหาสมฺปยุตฺตํ อุปาทานปจฺจยา ภโว ภวปจฺจยา ชาติ ชาติปจฺจยา ชรามรณํ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหติ ฯ

ตตฺถ กตมา อวิชฺชา ยํ อญฺญาณํ อทสฺสนํ ฯเปฯ อวิชฺชาลงฺคี โมโห อกุสลมูลํ อยํ วุจฺจติ อวิชฺชา ฯ ตตฺถ กตโม อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาโร อวิชฺชาสมฺปยุตฺโต ยา เจตนา สญฺเจตนา สญฺเจตยิตตฺตํ อยํ วุจฺจติ อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาโร อวิชฺชาสมฺปยุตฺโต ฯ ตตฺถ กตมํ สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ สงฺขารสมฺปยุตฺตํ ยํ จิตฺตํ มโน มานสํ ฯเปฯ ตชฺชา มโนวิญฺญาณธาตุ อิทํ วุจฺจติ สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ สงฺขารสมฺปยุตฺตํ ฯ {๓๒๖.๑} ตตฺถ กตมํ วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํ วิญฺญาณสมฺปยุตฺตํ นามํ อตฺถิ นามํ อตฺถิ รูปํ ฯ ตตฺถ กตมํ นามํ เวทนากฺขนฺโธ สญฺญากฺขนฺโธ สงฺขารกฺขนฺโธ อิทํ วุจฺจติ นามํ ฯ ตตฺถ กตมํ รูปํ จกฺขายตนสฺส อุปจโย ฯเปฯ กายายตนสฺส อุปจโย ยํ วา ปนญฺญมฺปิ อตฺถิ รูปํ จิตฺตชํ จิตฺตเหตุกํ จิตฺตสมุฏฺฐานํ อิทํ วุจฺจติ รูปํ ฯ อิติ อิทญฺจ นามํ อิทญฺจ รูปํ อิทํ วุจฺจติ วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํ วิญฺญาณสมฺปยุตฺตํ นามํ ฯ นามรูปปจฺจยา สฬายตนํ นามสมฺปยุตฺตนฺติ อตฺถิ นามํ อตฺถิ รูปํ ฯ {๓๒๖.๒} ตตฺถ กตมํ นามํ เวทนากฺขนฺโธ สญฺญากฺขนฺโธ สงฺขารกฺขนฺโธ อิทํ วุจฺจติ นามํ ฯ ตตฺถ กตมํ รูปํ จตฺตาโร จ มหาภูตา ยญฺจ รูปํ นิสฺสาย มโนวิญฺญาณธาตุ วตฺตติ อิทํ วุจฺจติ รูปํ ฯ อิติ อิทญฺจ นามํ อิทญฺจ รูปํ อิทํ วุจฺจติ นามรูปํ ฯ ตตฺถ กตมํ นามรูปปจฺจยา สฬายตนํ นามสมฺปยุตฺตํ จกฺขายตนํ ฯเปฯ มนายตนํ อิทํ วุจฺจติ นามรูปปจฺจยา สฬายตนํ นามสมฺปยุตฺตํ ฯ ตตฺถ กตโม สฬายตนปจฺจยา ผสฺโส สฬายตนสมฺปยุตฺโต โย ผสฺโส ผุสนา สมฺผุสนา สมฺผุสิตตฺตํ อยํ วุจฺจติ สฬายตนปจฺจยา ผสฺโส สฬายตนสมฺปยุตฺโต ฯเปฯ เตน วุจฺจติ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหตีติ ฯ สมฺปยุตฺตจตุกฺกํ ฯ

ตสฺมึ สมเย อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาโร สงฺขารปจฺจยาปิ อวิชฺชา สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ วิญฺญาณปจฺจยาปิ สงฺขาโร วิญฺญาณปจฺจยา นามํ นามปจฺจยาปิ วิญฺญาณํ นามปจฺจยา ฉฏฺฐายตนํ ฉฏฺฐายตนปจฺจยาปิ นามํ ฉฏฺฐายตนปจฺจยา ผสฺโส ผสฺสปจฺจยาปิ ฉฏฺฐายตนํ ผสฺสปจฺจยา เวทนา เวทนาปจฺจยาปิ ผสฺโส เวทนาปจฺจยา ตณฺหา ตณฺหาปจฺจยาปิ เวทนา ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานํ อุปาทานปจฺจยาปิ ตณฺหา อุปาทานปจฺจยา ภโว ภวปจฺจยา ชาติ ชาติปจฺจยา ชรามรณํ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหติ ฯ

ตตฺถ กตมา อวิชฺชา ยํ อญฺญาณํ อทสฺสนํ ฯเปฯ อวิชฺชาลงฺคี โมโห อกุสลมูลํ อยํ วุจฺจติ อวิชฺชา ฯ

ตตฺถ กตโม อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาโร ยา เจตนา สญฺเจตนา สญฺเจตยิตตฺตํ อยํ วุจฺจติ อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาโร ฯ ตตฺถ กตมา สงฺขารปจฺจยาปิ อวิชฺชา ยํ อญฺญาณํ อทสฺสนํ ฯเปฯ อวิชฺชาลงฺคี โมโห อกุสลมูลํ อยํ วุจฺจติ สงฺขารปจฺจยาปิ อวิชฺชา ฯ

ตตฺถ กตมํ สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ ยํ จิตฺตํ มโน มานสํ ฯเปฯ ตชฺชา มโนวิญฺญาณธาตุ อิทํ วุจฺจติ สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ ฯ ตตฺถ กตโม วิญฺญาณปจฺจยาปิ สงฺขาโร ยา เจตนา สญฺเจตนา สญฺเจตยิตตฺตํ อยํ วุจฺจติ วิญฺญาณปจฺจยาปิ สงฺขาโร ฯ

ตตฺถ กตมํ วิญฺญาณปจฺจยา นามํ เวทนากฺขนฺโธ สญฺญากฺขนฺโธ สงฺขารกฺขนฺโธ อิทํ วุจฺจติ วิญฺญาณปจฺจยา นามํ ฯ ตตฺถ กตมํ นามปจฺจยาปิ วิญฺญาณํ ยํ จิตฺตํ มโน มานสํ ฯเปฯ ตชฺชา มโนวิญฺญาณธาตุ อิทํ วุจฺจติ นามปจฺจยาปิ วิญฺญาณํ ฯ

ตตฺถ กตมํ นามปจฺจยา ฉฏฺฐายตนํ ยํ จิตฺตํ มโน มานสํ ฯเปฯ ตชฺชา มโนวิญฺญาณธาตุ อิทํ วุจฺจติ นามปจฺจยา ฉฏฺฐายตนํ ฯ ตตฺถ กตมํ ฉฏฺฐายตนปจฺจยาปิ นามํ เวทนากฺขนฺโธ สญฺญากฺขนฺโธ สงฺขารกฺขนฺโธ อิทํ วุจฺจติ ฉฏฺฐายตนปจฺจยาปิ นามํ ฯ

ตตฺถ กตโม ฉฏฺฐายตนปจฺจยา ผสฺโส โย ผสฺโส ผุสนา สมฺผุสนา สมฺผุสิตตฺตํ อยํ วุจฺจติ ฉฏฺฐายตนปจฺจยา ผสฺโส ฯ ตตฺถ กตมํ ผสฺสปจฺจยาปิ ฉฏฺฐายตนํ ยํ จิตฺตํ มโน มานสํ ฯเปฯ ตชฺชา มโน วิญฺญาณธาตุ อิทํ วุจฺจติ ผสฺสปจฺจยาปิ ฉฏฺฐายตนํ ฯ

ตตฺถ กตมา ผสฺสปจฺจยา เวทนา ยํ เจตสิกํ สาตํ เจตสิกํ สุขํ เจโตสมฺผสฺสชํ สาตํ สุขํ เวทยิตํ เจโตสมฺผสฺสชา สาตา สุขา เวทนา อยํ วุจฺจติ ผสฺสปจฺจยา เวทนา ฯ ตตฺถ กตโม เวทนาปจฺจยาปิ ผสฺโส โย ผสฺโส ผุสนา สมฺผุสนา สมฺผุสิตตฺตํ อยํ วุจฺจติ เวทนาปจฺจยาปิ ผสฺโส ฯ

ตตฺถ กตมา เวทนาปจฺจยา ตณฺหา โย ราโค สาราโค ฯเปฯ จิตฺตสฺส สาราโค อยํ วุจฺจติ เวทนาปจฺจยา ตณฺหา ฯ ตตฺถ กตมา ตณฺหาปจฺจยาปิ เวทนา ยํ เจตสิกํ สาตํ เจตสิกํ สุขํ เจโตสมฺผสฺสชํ สาตํ สุขํ เวทยิตํ เจโตสมฺผสฺสชา สาตา สุขา เวทนา อยํ วุจฺจติ ตณฺหาปจฺจยาปิ เวทนา ฯ

ตตฺถ กตมํ ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานํ ยา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิคตํ ฯเปฯ ติตฺถายตนํ วิปริเยสคฺคาโห อิทํ วุจฺจติ ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานํ ฯ ตตฺถ กตมา อุปาทานปจฺจยาปิ ตณฺหา โย ราโค สาราโค ฯเปฯ จิตฺตสฺส สาราโค อยํ วุจฺจติ อุปาทานปจฺจยาปิ ตณฺหา ฯ

ตตฺถ กตโม อุปาทานปจฺจยา ภโว ฐเปตฺวา อุปาทานํ เวทนากฺขนฺโธ สญฺญากฺขนฺโธ สงฺขารกฺขนฺโธ วิญฺญาณกฺขนฺโธ อยํ วุจฺจติ อุปาทานปจฺจยา ภโว ฯ

ตตฺถ กตมา ภวปจฺจยา ชาติ ยา เตสํ ธมฺมานํ ชาติ สญฺชาติ นิพฺพตฺติ อภินิพฺพตฺติ ปาตุภาโว อยํ วุจฺจติ ภวปจฺจยา ชาติ ฯ

ตตฺถ กตมํ ชาติปจฺจยา ชรามรณํ อตฺถิ ชรา อตฺถิ มรณํ ฯ ตตฺถ กตมา ชรา ยา เตสํ ธมฺมานํ ชรา ชีรณตา อายุโน สํหานิ อยํ วุจฺจติ ชรา ฯ ตตฺถ กตมํ มรณํ โย เตสํ ธมฺมานํ ขโย วโย เภโท ปริเภโท อนิจฺจตา อนฺตรธานํ อิทํ วุจฺจติ มรณํ ฯ อิติ อยญฺจ ชรา อิทญฺจ มรณํ อิทํ วุจฺจติ ชาติปจฺจยา ชรามรณํ ฯ

เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหตีติ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สงฺคติ โหติ สมาคโม โหติ สโมธานํ โหติ ปาตุภาโว โหติ เตน วุจฺจติ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหตีติ ฯ

ตสฺมึ สมเย อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาโร สงฺขารปจฺจยาปิ อวิชฺชา สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ วิญฺญาณปจฺจยาปิ สงฺขาโร วิญฺญาณปจฺจยา นามํ นามปจฺจยาปิ วิญฺญาณํ นามปจฺจยา ผสฺโส ผสฺสปจฺจยาปิ นามํ ผสฺสปจฺจยา เวทนา เวทนาปจฺจยาปิ ผสฺโส เวทนาปจฺจยา ตณฺหา ตณฺหาปจฺจยาปิ เวทนา ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานํ อุปาทานปจฺจยาปิ ตณฺหา อุปาทานปจฺจยา ภโว ภวปจฺจยา ชาติ ชาติปจฺจยา ชรามรณํ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหติ ฯ

ตตฺถ กตมา อวิชฺชา ยํ อญฺญาณํ อทสฺสนํ ฯเปฯ อวิชฺชาลงฺคี โมโห อกุสลมูลํ อยํ วุจฺจติ อวิชฺชา ฯ ตตฺถ กตโม อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาโร ยา เจตนา สญฺเจตนา สญฺเจตยิตตฺตํ อยํ วุจฺจติ อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาโร ฯ ตตฺถ กตมา สงฺขารปจฺจยาปิ อวิชฺชา ยํ อญฺญาณํ อทสฺสนํ ฯเปฯ อวิชฺชาลงฺคี โมโห อกุสลมูลํ อยํ วุจฺจติ สงฺขารปจฺจยาปิ อวิชฺชา ฯ ตตฺถ กตมํ สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ ยํ จิตฺตํ มโน มานสํ ฯเปฯ ตชฺชา มโนวิญฺญาณธาตุ อิทํ วุจฺจติ สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ ฯ {๓๔๒.๑} ตตฺถ กตโม วิญฺญาณปจฺจยาปิ สงฺขาโร ยา เจตนา สญฺเจตนา สญฺเจตยิตตฺตํ อยํ วุจฺจติ วิญฺญาณปจฺจยาปิ สงฺขาโร ฯ ตตฺถ กตมํ วิญฺญาณปจฺจยา นามํ เวทนากฺขนฺโธ สญฺญากฺขนฺโธ สงฺขารกฺขนฺโธ อิทํ วุจฺจติ วิญฺญาณปจฺจยา นามํ ฯ ตตฺถ กตมํ นามปจฺจยาปิ วิญฺญาณํ ยํ จิตฺตํ มโน มานสํ ฯเปฯ ตชฺชา มโนวิญฺญาณธาตุ อิทํ วุจฺจติ นามปจฺจยาปิ วิญฺญาณํ ฯ นามปจฺจยา ผสฺโสติ ตตฺถ กตมํ นามํ ฐเปตฺวา ผสฺสํ เวทนากฺขนฺโธ สญฺญากฺขนฺโธ สงฺขารกฺขนฺโธ วิญฺญาณกฺขนฺโธ อิทํ วุจฺจติ นามํ ฯ ตตฺถ กตโม นามปจฺจยา ผสฺโส โย ผสฺโส ผุสนา สมฺผุสนา สมฺผุสิตตฺตํ อยํ วุจฺจติ นามปจฺจยา ผสฺโส ฯ ตตฺถ กตมํ ผสฺสปจฺจยาปิ นามํ เวทนากฺขนฺโธ สญฺญากฺขนฺโธ สงฺขารกฺขนฺโธ วิญฺญาณกฺขนฺโธ อิทํ วุจฺจติ ผสฺสปจฺจยาปิ นามํ ฯเปฯ เตน วุจฺจติ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหตีติ ฯ

ตสฺมึ สมเย อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาโร สงฺขารปจฺจยาปิ อวิชฺชา สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ วิญฺญาณปจฺจยาปิ สงฺขาโร วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํ นามรูปปจฺจยาปิ วิญฺญาณํ นามรูปปจฺจยา ฉฏฺฐายตนํ ฉฏฺฐายตนปจฺจยาปิ นามรูปํ ฉฏฺฐายตนปจฺจยา ผสฺโส ผสฺสปจฺจยาปิ ฉฏฺฐายตนํ ผสฺสปจฺจยา เวทนา เวทนาปจฺจยาปิ ผสฺโส เวทนาปจฺจยา ตณฺหา ตณฺหาปจฺจยาปิ เวทนา ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานํ อุปาทานปจฺจยาปิ ตณฺหา อุปาทานปจฺจยา ภโว ภวปจฺจยา ชาติ ชาติปจฺจยา ชรามรณํ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหติ ฯ

ตตฺถ กตมา อวิชฺชา ยํ อญฺญาณํ อทสฺสนํ ฯเปฯ อวิชฺชาลงฺคี โมโห อกุสลมูลํ อยํ วุจฺจติ อวิชฺชา ฯ ตตฺถ กตโม อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาโร ยา เจตนา สญฺเจตนา สญฺเจตยิตตฺตํ อยํ วุจฺจติ อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาโร ตตฺถ กตมา สงฺขารปจฺจยาปิ อวิชฺชา ยํ อญฺญาณํ อทสฺสนํ ฯเปฯ อวิชฺชาลงฺคี โมโห อกุสลมูลํ อยํ วุจฺจติ สงฺขารปจฺจยาปิ อวิชฺชา ฯ ตตฺถ กตมํ สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ ยํ จิตฺตํ มโน มานสํ ฯเปฯ ตชฺชา มโนวิญฺญาณธาตุ อิทํ วุจฺจติ สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ ฯ ตตฺถ กตโม วิญฺญาณปจฺจยาปิ สงฺขาโร ยา เจตนา สญฺเจตนา สญฺเจตยิตตฺตํ อยํ วุจฺจติ วิญฺญาณปจฺจยาปิ สงฺขาโร ฯ {๓๔๔.๑} ตตฺถ กตมํ วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํ อตฺถิ นามํ อตฺถิ รูปํ ฯ ตตฺถ กตมํ นามํ เวทนากฺขนฺโธ สญฺญากฺขนฺโธ สงฺขารกฺขนฺโธ อิทํ วุจฺจติ นามํ ฯ ตตฺถ กตมํ รูปํ จกฺขายตนสฺส อุปจโย ฯเปฯ กายายตนสฺส อุปจโย ยํ วา ปนญฺญมฺปิ อตฺถิ รูปํ จิตฺตชํ จิตฺตเหตุกํ จิตฺตสมุฏฺฐานํ อิทํ วุจฺจติ รูปํ ฯ อิติ อิทญฺจ นามํ อิทญฺจ รูปํ อิทํ วุจฺจติ วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํ ฯ นามรูปปจฺจยาปิ วิญฺญาณนฺติ อตฺถิ นามํ อตฺถิ รูปํ ตตฺถ กตมํ นามํ เวทนากฺขนฺโธ สญฺญากฺขนฺโธ สงฺขารกฺขนฺโธ อิทํ วุจฺจติ นามํ ฯ {๓๔๔.๒} ตตฺถ กตมํ รูปํ ยํ รูปํ นิสฺสาย มโนวิญฺญาณธาตุ วตฺตติ อิทํ วุจฺจติ รูปํ ฯ อิติ อิทญฺจ นามํ อิทญฺจ รูปํ อิทํ วุจฺจติ นามรูปํ ฯ ตตฺถ กตมํ นามรูปปจฺจยาปิ วิญฺญาณํ ยํ จิตฺตํ มโน มานสํ ฯเปฯ ตชฺชา มโนวิญฺญาณธาตุ อิทํ วุจฺจติ นามรูปปจฺจยาปิ วิญฺญาณํ ฯ นามรูปปจฺจยา ฉฏฺฐายตนนฺติ อตฺถิ นามํ อตฺถิ รูปํ ฯ ตตฺถ กตมํ นามํ เวทนากฺขนฺโธ สญฺญากฺขนฺโธ สงฺขารกฺขนฺโธ อิทํ วุจฺจติ นามํ ฯ {๓๔๔.๓} ตตฺถ กตมํ รูปํ ยํ รูปํ นิสฺสาย มโนวิญฺญาณธาตุ วตฺตติ อิทํ วุจฺจติ รูปํ ฯ อิติ อิทญฺจ นามํ อิทญฺจ รูปํ อิทํ วุจฺจติ นามรูปํ ฯ ตตฺถ กตมํ นามรูปปจฺจยา ฉฏฺฐายตนํ ยํ จิตฺตํ มโน มานสํ ฯเปฯ ตชฺชา มโนวิญฺญาณธาตุ อิทํ วุจฺจติ นามรูปปจฺจยา ฉฏฺฐายตนํ ฯ ตตฺถ กตมํ ฉฏฺฐายตนปจฺจยาปิ นามรูปํ อตฺถิ นามํ อตฺถิ รูปํ ฯ ตตฺถ กตมํ นามํ เวทนากฺขนฺโธ สญฺญากฺขนฺโธ สงฺขารกฺขนฺโธ อิทํ วุจฺจติ นามํ ฯ {๓๔๔.๔} ตตฺถ กตมํ รูปํ จกฺขายตนสฺส อุปจโย ฯเปฯ กายายตนสฺส อุปจโย ยํ วา ปนญฺญมฺปิ อตฺถิ รูปํ จิตฺตชํ จิตฺตเหตุกํ จิตฺตสมุฏฺฐานํ อิทํ วุจฺจติ รูปํ ฯ อิติ อิทญฺจ นามํ อิทญฺจ รูปํ อิทํ วุจฺจติ ฉฏฺฐายตนปจฺจยาปิ นามรูปํ ฯ ตตฺถ กตโม ฉฏฺฐายตนปจฺจยา ผสฺโส โย ผสฺโส ผุสนา สมฺผุสนา สมฺผุสิตตฺตํ อยํ วุจฺจติ ฉฏฺฐายตนปจฺจยา ผสฺโส ฯ ตตฺถ กตมํ ผสฺสปจฺจยาปิ ฉฏฺฐายตนํ ยํ จิตฺตํ มโน มานสํ ฯเปฯ ตชฺชา มโนวิญฺญาณธาตุ อิทํ วุจฺจติ ผสฺสปจฺจยาปิ ฉฏฺฐายตนํ ฯเปฯ เตน วุจฺจติ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหตีติ ฯ

ตสฺมึ สมเย อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาโร สงฺขารปจฺจยาปิ อวิชฺชา สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ วิญฺญาณปจฺจยาปิ สงฺขาโร วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํ นามรูปจฺจยาปิ วิญฺญาณํ นามรูปปจฺจยา สฬายตนํ สฬายตนปจฺจยาปิ นามรูปํ สฬายตนปจฺจยา ผสฺโส ผสฺสปจฺจยาปิ สฬายตนํ ผสฺสปจฺจยา เวทนา เวทนาปจฺจยาปิ ผสฺโส เวทนาปจฺจยา ตณฺหา ตณฺหาปจฺจยาปิ เวทนา ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานํ อุปาทานปจฺจยาปิ ตณฺหา อุปาทานปจฺจยา ภโว ภวปจฺจยา ชาติ ชาติปจฺจยา ชรามรณํ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหติ ฯ

ตตฺถ กตมา อวิชฺชา ยํ อญฺญาณํ อทสฺสนํ ฯเปฯ อวิชฺชาลงฺคี โมโห อกุสลมูลํ อยํ วุจฺจติ อวิชฺชา ฯ ตตฺถ กตโม อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาโร ยา เจตนา สญฺเจตนา สญฺเจตยิตตฺตํ อยํ วุจฺจติ อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาโร ฯ ตตฺถ กตมา สงฺขารปจฺจยาปิ อวิชฺชา ยํ อญฺญาณํ อทสฺสนํ ฯเปฯ อวิชฺชาลงฺคี โมโห อกุสลมูลํ อยํ วุจฺจติ สงฺขารปจฺจยาปิ อวิชฺชา ฯ ตตฺถ กตมํ สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ ยํ จิตฺตํ มโน มานสํ ฯเปฯ ตชฺชา มโนวิญฺญาณธาตุ อิทํ วุจฺจติ สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ ฯ ตตฺถ กตโม วิญฺญาณปจฺจยาปิ สงฺขาโร ยา เจตนา สญฺเจตนา สญฺเจตยิตตฺตํ อยํ วุจฺจติ วิญฺญาณปจฺจยาปิ สงฺขาโร ฯ {๓๔๖.๑} ตตฺถ กตมํ วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํ อตฺถิ นามํ อตฺถิ รูปํ ฯ ตตฺถ กตมํ นามํ เวทนากฺขนฺโธ สญฺญากฺขนฺโธ สงฺขารกฺขนฺโธ อิทํ วุจฺจติ นามํ ฯ ตตฺถ กตมํ รูปํ จกฺขายตนสฺส อุปจโย ฯเปฯ กายายตนสฺส อุปจโย ยํ วา ปนญฺญมฺปิ อตฺถิ รูปํ จิตฺตชํ จิตฺตเหตุกํ จิตฺตสมุฏฺฐานํ อิทํ วุจฺจติ รูปํ ฯ อิติ อิทญฺจ นามํ อิทญฺจ รูปํ อิทํ วุจฺจติ วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํ ฯ นามรูปปจฺจยาปิ วิญฺญาณนฺติ อตฺถิ นามํ อตฺถิ รูปํ ฯ ตตฺถ กตมํ นามํ เวทนากฺขนฺโธ สญฺญากฺขนฺโธ สงฺขารกฺขนฺโธ อิทํ วุจฺจติ นามํ ฯ ตตฺถ กตมํ รูปํ ยํ รูปํ นิสฺสาย มโนวิญฺญาณธาตุ วตฺตติ อิทํ วุจฺจติ รูปํ ฯ อิติ อิทญฺจ นามํ อิทญฺจ รูปํ อิทํ วุจฺจติ นามรูปํ ฯ ตตฺถ กตมํ นามรูปปจฺจยาปิ วิญฺญาณํ ยํ จิตฺตํ มโน มานสํ ฯเปฯ ตชฺชา มโนวิญฺญาณธาตุ อิทํ วุจฺจติ นามรูปปจฺจยาปิ วิญฺญาณํ ฯ นามรูปปจฺจยา สฬายตนนฺติ อตฺถิ นามํ อตฺถิ รูปํ ฯ ตตฺถ กตมํ นามํ เวทนากฺขนฺโธ สญฺญากฺขนฺโธ สงฺขารกฺขนฺโธ อิทํ วุจฺจติ นามํ ฯ ตตฺถ กตมํ รูปํ จตฺตาโร จ มหาภูตา ยญฺจ รูปํ นิสฺสาย มโนวิญฺญาณธาตุ วตฺตติ อิทํ วุจฺจติ รูปํ ฯ อิติ อิทญฺจ นามํ อิทญฺจ รูปํ อิทํ วุจฺจติ นามรูปํ ฯ {๓๔๖.๒} ตตฺถ กตมํ นามรูปปจฺจยา สฬายตนํ จกฺขายตนํ ฯเปฯ มนายตนํ อิทํ วุจฺจติ นามรูปปจฺจยา สฬายตนํ ฯ ตตฺถ กตมํ สฬายตนปจฺจยาปิ นามรูปํ อตฺถิ นามํ อตฺถิ รูปํ ฯ ตตฺถ กตมํ นามํ เวทนากฺขนฺโธ สญฺญากฺขนฺโธ สงฺขารกฺขนฺโธ อิทํ วุจฺจติ นามํ ฯ ตตฺถ กตมํ รูปํ จกฺขายตนสฺส อุปจโย ฯเปฯ กายายตนสฺส อุปจโย ยํ วา ปนญฺญมฺปิ อตฺถิ รูปํ จิตฺตชํ จิตฺตเหตุกํ จิตฺตสมุฏฺฐานํ อิทํ วุจฺจติ รูปํ ฯ อิติ อิทญฺจ นามํ อิทญฺจ รูปํ อิทํ วุจฺจติ สฬายตนปจฺจยาปิ นามรูปํ ฯ ตตฺถ กตโม สฬายตนปจฺจยา ผสฺโส โย ผสฺโส ผุสนา สมฺผุสนา สมฺผุสิตตฺตํ อยํ วุจฺจติ สฬายตนปจฺจยา ผสฺโส ฯ ตตฺถ กตมํ ผสฺสปจฺจยาปิ สฬายตนํ จกฺขายตนํ ฯเปฯ มนายตนํ อิทํ วุจฺจติ ผสฺสปจฺจยาปิ สฬายตนํ ฯเปฯ เตน วุจฺจติ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหตีติ ฯ อญฺญมญฺญจตุกฺกํ ฯ

กตเม ธมฺมา อกุสลา ยสฺมึ สมเย อกุสลํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ โหติ โสมนสฺสสหคตํ ทิฏฺฐิคตสมฺปยุตฺตํ สสงฺขาเรน ฯเปฯ โสมนสฺสสหคตํ ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺตํ ฯเปฯ โสมนสฺสสหคตํ ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺตํ สสงฺขาเรน รูปารมฺมณํ วา ฯเปฯ ธมฺมารมฺมณํ วา ยํ ยํ วา ปนารพฺภ ตสฺมึ สมเย อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาโร สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ วิญฺญาณปจฺจยา นามํ นามปจฺจยา ฉฏฺฐายตนํ ฉฏฺฐายตนปจฺจยา ผสฺโส ผสฺสปจฺจยา เวทนา เวทนาปจฺจยา ตณฺหา ตณฺหาปจฺจยา อธิโมกฺโข อธิโมกฺขปจฺจยา ภโว ภวปจฺจยา ชาติ ชาติปจฺจยา ชรามรณํ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหติ ฯ

ตตฺถ กตมา อวิชฺชา ยํ อญฺญาณํ อทสฺสนํ ฯเปฯ อวิชฺชาลงฺคี โมโห อกุสลมูลํ อยํ วุจฺจติ อวิชฺชา ฯ ตตฺถ กตโม อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาโร ยา เจตนา สญฺเจตนา สญฺเจตยิตตฺตํ อยํ วุจฺจติ อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาโร ฯเปฯ ตตฺถ กตโม ตณฺหา ปจฺจยา อธิโมกฺโข โย จิตฺตสฺส อธิโมกฺโข อธิมุจฺจนา ตทธิมุตฺตตา อยํ วุจฺจติ ตณฺหาปจฺจยา อธิโมกฺโข ฯ ตตฺถ กตโม อธิโมกฺขปจฺจยา ภโว ฐเปตฺวา อธิโมกฺขํ เวทนากฺขนฺโธ สญฺญากฺขนฺโธ สงฺขารกฺขนฺโธ วิญฺญาณกฺขนฺโธ อยํ วุจฺจติ อธิโมกฺขปจฺจยา ภโว ฯเปฯ เตน วุจฺจติ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหตีติ ฯเปฯ

กตเม ธมฺมา อกุสลา ยสฺมึ สมเย อกุสลํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ โหติ อุเปกฺขาสหคตํ ทิฏฺฐิคตสมฺปยุตฺตํ รูปารมฺมณํ วา ฯเปฯ ธมฺมารมฺมณํ วา ยํ ยํ วา ปนารพฺภ ตสฺมึ สมเย อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาโร สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ วิญฺญาณปจฺจยา นามํ นามปจฺจยา ฉฏฺฐายตนํ ฉฏฺฐายตนปจฺจยา ผสฺโส ผสฺสปจฺจยา เวทนา เวทนาปจฺจยา ตณฺหา ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานํ อุปาทานปจฺจยา ภโว ภวปจฺจยา ชาติ ชาติปจฺจยา ชรามรณํ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหติ ฯ

ตตฺถ กตมา อวิชฺชา ยํ อญฺญาณํ อทสฺสนํ ฯเปฯ อวิชฺชาลงฺคี โมโห อกุสลมูลํ อยํ วุจฺจติ อวิชฺชา ฯเปฯ ตตฺถ กตมา ผสฺสปจฺจยา เวทนา ยํ เจตสิกํ เนว สาตํ นาสาตํ เจโตสมฺผสฺสชํ อทุกฺขมสุขํ เวทยิตํ เจโตสมฺผสฺสชา อทุกฺขมสุขา เวทนา อยํ วุจฺจติ ผสฺสปจฺจยา เวทนา ฯเปฯ เตน วุจฺจติ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหตีติ ฯเปฯ

กตเม ธมฺมา อกุสลา ยสฺมึ สมเย อกุสลํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ โหติ อุเปกฺขาสหคตํ ทิฏฺฐิคตสมฺปยุตฺตํ สสงฺขาเรน ฯเปฯ อุเปกฺขาสหคตํ ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺตํ ฯเปฯ อุเปกฺขาสหคตํ ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺตํ สสงฺขาเรน รูปารมฺมณํ วา ฯเปฯ ธมฺมารมฺมณํ วา ยํ ยํ วา ปนารพฺภ ตสฺมึ สมเย อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาโร สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ วิญฺญาณปจฺจยา นามํ นามปจฺจยา ฉฏฺฐายตนํ ฉฏฺฐายตนปจฺจยา ผสฺโส ผสฺสปจฺจยา เวทนา เวทนาปจฺจยา ตณฺหา ตณฺหาปจฺจยา อธิโมกฺโข อธิโมกฺขปจฺจยา ภโว ภวปจฺจยา ชาติ ชาติปจฺจยา ชรามรณํ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหติ ฯเปฯ

กตเม ธมฺมา อกุสลา ยสฺมึ สมเย อกุสลํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ โหติ โทมนสฺสสหคตํ ปฏิฆสมฺปยุตฺตํ ฯเปฯ โทมนสฺสสหคตํ ปฏิฆสมฺปยุตฺตํ สสงฺขาเรน รูปารมฺมณํ วา ฯเปฯ ธมฺมารมฺมณํ วา ยํ ยํ วา ปนารพฺภ ตสฺมึ สมเย อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาโร สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ วิญฺญาณปจฺจยา นามํ นามปจฺจยา ฉฏฺฐายตนํ ฉฏฺฐายตนปจฺจยา ผสฺโส ผสฺสปจฺจยา เวทนา เวทนาปจฺจยา ปฏิฆํ ปฏิฆปจฺจยา อธิโมกฺโข อธิโมกฺขปจฺจยา ภโว ภวปจฺจยา ชาติ ชาติปจฺจยา ชรามรณํ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหติ ฯ

ตตฺถ กตมา อวิชฺชา ยํ อญฺญาณํ อทสฺสนํ ฯเปฯ อวิชฺชาลงฺคี โมโห อกุสลมูลํ อยํ วุจฺจติ อวิชฺชา ฯเปฯ ตตฺถ กตมา ผสฺสปจฺจยา เวทนา ยํ เจตสิกํ อสาตํ เจตสิกํ ทุกฺขํ เจโตสมฺผสฺสชํ อสาตํ ทุกฺขํ เวทยิตํ เจโตสมฺผสฺสชา อสาตา ทุกฺขา เวทนา อยํ วุจฺจติ ผสฺสปจฺจยา เวทนา ฯ ตตฺถ กตมํ เวทนาปจฺจยา ปฏิฆํ โย จิตฺตสฺส อาฆาโต ปฏิฆาโต ฯเปฯ จณฺฑิกฺกํ อสฺสุโรโป อนตฺตมนตา จิตฺตสฺส อิทํ วุจฺจติ เวทนาปจฺจยา ปฏิฆํ ฯ ตตฺถ กตโม ปฏิฆปจฺจยา อธิโมกฺโข โย จิตฺตสฺส อธิโมกฺโข อธิมุจฺจนา ตทธิมุตฺตตา อยํ วุจฺจติ ปฏิฆปจฺจยา อธิโมกฺโข ฯ ตตฺถ กตโม อธิโมกฺขปจฺจยา ภโว ฐเปตฺวา อธิโมกฺขํ เวทนากฺขนฺโธ สญฺญากฺขนฺโธ สงฺขารกฺขนฺโธ วิญฺญาณกฺขนฺโธ อยํ วุจฺจติ อธิโมกฺขปจฺจยา ภโว ฯเปฯ เตน วุจฺจติ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหตีติ ฯเปฯ

กตเม ธมฺมา อกุสลา ยสฺมึ สมเย อกุสลํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ โหติ อุเปกฺขาสหคตํ วิจิกิจฺฉาสมฺปยุตฺตํ รูปารมฺมณํ วา ฯเปฯ ธมฺมารมฺมณํ วา ยํ ยํ วา ปนารพฺภ ตสฺมึ สมเย อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาโร สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ วิญฺญาณปจฺจยา นามํ นามปจฺจยา ฉฏฺฐายตนํ ฉฏฺฐายตนปจฺจยา ผสฺโส ผสฺสปจฺจยา เวทนา เวทนาปจฺจยา วิจิกิจฺฉา วิจิกิจฺฉาปจฺจยา ภโว ภวปจฺจยา ชาติ ชาติปจฺจยา ชรามรณํ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหติ ฯ

ตตฺถ กตมา อวิชฺชา ยํ อญฺญาณํ อทสฺสนํ ฯเปฯ อวิชฺชาลงฺคี โมโห อกุสลมูลํ อยํ วุจฺจติ อวิชฺชา ฯเปฯ ตตฺถ กตมา ผสฺสปจฺจยา เวทนา ยํ เจตสิกํ เนว สาตํ นาสาตํ เจโตสมฺผสฺสชํ อทุกฺขมสุขํ เวทยิตํ เจโตสมฺผสฺสชา อทุกฺขมสุขา เวทนา อยํ วุจฺจติ ผสฺสปจฺจยา เวทนา ฯ ตตฺถ กตมา เวทนาปจฺจยา วิจิกิจฺฉา ยา กงฺขา กงฺขายนา กงฺขายิตตฺตํ วิมติ วิจิกิจฺฉา เทฺวฬฺหกํ เทฺวธาปโถ สํสโย อเนกํสคาโห อาสปฺปนา ปริสปฺปนา อปริโยคาหนา ถมฺภิตตฺตํ จิตฺตสฺส มโนวิเลโข อยํ วุจฺจติ เวทนาปจฺจยา วิจิกิจฺฉา ฯ ตตฺถ กตโม วิจิกิจฺฉาปจฺจยา ภโว ฐเปตฺวา วิจิกิจฺฉํ เวทนากฺขนฺโธ สญฺญากฺขนฺโธ สงฺขารกฺขนฺโธ วิญฺญาณกฺขนฺโธ อยํ วุจฺจติ วิจิกิจฺฉาปจฺจยา ภโว ฯเปฯ เตน วุจฺจติ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหตีติ ฯเปฯ

กตเม ธมฺม อกุสลา ยสฺมึ สมเย อกุสลํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ โหติ อุเปกฺขาสหคตํ อุทฺธจฺจสมฺปยุตฺตํ รูปารมฺมณํ วา ฯเปฯ ธมฺมารมฺมณํ วา ยํ ยํ วา ปนารพฺภ ตสฺมึ สมเย อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาโร สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ วิญฺญาณปจฺจยา นามํ นามปจฺจยา ฉฏฺฐายตนํ ฉฏฺฐายตนปจฺจยา ผสฺโส ผสฺสปจฺจยา เวทนา เวทนาปจฺจยา อุทฺธจฺจํ อุทฺธจฺจปจฺจยา อธิโมกฺโข อธิโมกฺขปจฺจยา ภโว ภวปจฺจยา ชาติ ชาติปจฺจยา ชรามรณํ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหติ ฯ

ตตฺถ กตมา อวิชฺชา ยํ อญฺญาณํ อทสฺสนํ ฯเปฯ อวิชฺชาลงฺคี โมโห อกุสลมูลํ อยํ วุจฺจติ อวิชฺชา ฯเปฯ ตตฺถ กตมา ผสฺสปจฺจยา เวทนา ยํ เจตสิกํ เนว สาตํ นาสาตํ เจโตสมฺผสฺสชํ อทุกฺขมสุขํ เวทยิตํ เจโตสมฺผสฺสชา อทุกฺขมสุขา เวทนา อยํ วุจฺจติ ผสฺสปจฺจยา เวทนา ฯ ตตฺถ กตมํ เวทนาปจฺจยา อุทฺธจฺจํ ยํ จิตฺตสฺส อุทฺธจฺจํ อวูปสโม เจตโส วิกฺเขโป ภนฺตตฺตํ จิตฺตสฺส อิทํ วุจฺจติ เวทนาปจฺจยา อุทฺธจฺจํ ฯ ตตฺถ กตโม อุทฺธจฺจปจฺจยา อธิโมกฺโข โย จิตฺตสฺส อธิโมกฺโข อธิมุจฺจนา ตทธิมุตฺตตา อยํ วุจฺจติ อุทฺธจฺจปจฺจยา อธิโมกฺโข ฯ ตตฺถ กตโม อธิโมกฺขปจฺจยา ภโว ฐเปตฺวา อธิโมกฺขํ เวทนากฺขนฺโธ สญฺญากฺขนฺโธ สงฺขารกฺขนฺโธ วิญฺญาณกฺขนฺโธ อยํ วุจฺจติ อธิโมกฺขปจฺจยา ภโว ฯเปฯ เตน วุจฺจติ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหตีติ ฯเปฯ อกุสลนิทฺเทโส ฯ

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๖. ปฏิจจสมุปปาทวิภังค์] ๒. อภิธรรมภาชนีย์ ๕. ปัจจยจตุกกะ ๕. ปัจจยจตุกกะ อกุศลจิต ๑๒

ข้อ ๒๔๘

สภาวธรรมที่เป็นอกุศล เป็นไฉน จิตที่เป็นอกุศล สหรคตด้วยโสมนัส สัมปยุตด้วยทิฏฐิ มีรูปเป็นอารมณ์ มีเสียงเป็นอารมณ์ มีกลิ่นเป็นอารมณ์ มีรสเป็นอารมณ์ มีโผฏฐัพพะเป็นอารมณ์ มีธรรมเป็นอารมณ์ หรือปรารภอารมณ์ใดๆ เกิดขึ้นในสมัยใด ในสมัยนั้น เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามจึงมี เพราะนามเป็นปัจจัย อายตนะที่ ๖ จึงมี เพราะอายตนะที่ ๖เป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี เพราะเวทนาเป็นปัจจัยตัณหาจึงมี เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงมี เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมีเพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะจึงมี กองทุกข์ทั้งมวลนี้มีการเกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้

ข้อ ๒๔๙

บรรดาปัจจยาการเหล่านั้น อวิชชา เป็นไฉน ความไม่รู้ ความไม่เห็น ฯลฯ ลิ่มคืออวิชชา อกุศลมูลคือโมหะ นี้เรียกว่าอวิชชา เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี เป็นไฉน ความจงใจ กิริยาที่จงใจ ภาวะที่จงใจ นี้เรียกว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยสังขารจึงมี เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี เป็นไฉน จิต มโน มานัส หทัย ปัณฑระ มโน มนายตนะ มนินทรีย์ วิญญาณ วิญญาณขันธ์มโนวิญญาณธาตุที่เหมาะสมกัน นี้เรียกว่า เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามจึงมี เป็นไฉน เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ นี้เรียกว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยนามจึงมี

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๒๓๔}

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๖. ปฏิจจสมุปปาทวิภังค์] ๒. อภิธรรมภาชนีย์ ๕. ปัจจยจตุกกะ เพราะนามเป็นปัจจัย อายตนะที่ ๖ จึงมี เป็นไฉน จิต มโน มานัส หทัย ปัณฑระ มโน มนายตนะ มนินทรีย์ วิญญาณ วิญญาณขันธ์มโนวิญญาณธาตุที่เหมาะสมกัน นี้เรียกว่า เพราะนามเป็นปัจจัย อายตนะที่ ๖ จึงมี เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี เป็นไฉน ความกระทบ กิริยาที่กระทบ กิริยาที่ถูกต้อง ภาวะที่ถูกต้อง นี้เรียกว่า เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี เป็นไฉน ความสำราญทางใจ ความสุขทางใจ ความเสวยอารมณ์ที่สำราญเป็นสุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่สำราญเป็นสุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัสนี้เรียกว่า เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี เป็นไฉน ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ความชักนำให้คล้อยตามไป ความยินดี ความเพลิดเพลิน ความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิดเพลิน ความกำหนัดนัก แห่งจิต นี้เรียกว่า เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงมี เป็นไฉน ทิฏฐิ ความเห็นผิด ชัฏคือทิฏฐิ กันดารคือทิฏฐิ ความเห็นที่เป็นข้าศึก ความเห็นโลเล สังโยชน์คือทิฏฐิ ความยึดมั่น ความถือมั่น ความถือรั้น ความถือผิดจากความเป็นจริง ทางชั่ว ทางผิด ภาวะที่ผิด ลัทธิที่เป็นบ่อเกิดแห่งความพินาศความยึดถือโดยวิปลาส นี้เรียกว่า เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงมี เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี เป็นไฉน เว้นอุปาทานแล้ว เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์ นี้เรียกว่า เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี เป็นไฉน ความเกิด ความเกิดพร้อม ความบังเกิด ความบังเกิดเฉพาะ ความปรากฏแห่งสภาวธรรมนั้นๆ นี้เรียกว่า เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๒๓๕}

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๖. ปฏิจจสมุปปาทวิภังค์] ๒. อภิธรรมภาชนีย์ ๕. ปัจจยจตุกกะ เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะจึงมี เป็นไฉน ชรา ๑ มรณะ ๑ ในชราและมรณะนั้น ชรา เป็นไฉน ความแก่ ความคร่ำคร่า ความเสื่อมอายุแห่งสภาวธรรมนั้นๆ นี้เรียกว่า ชรา มรณะ เป็นไฉน ความสิ้นไป ความเสื่อมไป ความแตกสลาย ความแตกทำลาย ความไม่เที่ยงความหายไปแห่งสภาวธรรมนั้นๆ นี้เรียกว่า มรณะ ชราและมรณะดังที่กล่าวมานี้ นี้เรียกว่า เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะจึงมี คำว่า กองทุกข์ทั้งมวลนี้มีการเกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้ อธิบายว่า กอง ทุกข์ทั้งมวลนี้ไปร่วม มาร่วม ประชุมร่วม ปรากฏขึ้นด้วยอาการอย่างนี้ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า กองทุกข์ทั้งมวลนี้มีการเกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้ (๑)

ข้อ ๒๕๐

ในสมัยนั้น เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามจึงมี เพราะนามเป็นปัจจัยผัสสะจึงมี เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมีเพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงมี เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะจึงมี กองทุกข์ทั้งมวลนี้มีการเกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้

ข้อ ๒๕๑

บรรดาปัจจยาการเหล่านั้น อวิชชา เป็นไฉน ความไม่รู้ ความไม่เห็น ฯลฯ ลิ่มคืออวิชชา อกุศลมูลคือโมหะ นี้เรียกว่าอวิชชา เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี เป็นไฉน ความจงใจ กิริยาที่จงใจ ภาวะที่จงใจ นี้เรียกว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยสังขาร จึงมี

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๒๓๖}

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๖. ปฏิจจสมุปปาทวิภังค์] ๒. อภิธรรมภาชนีย์ ๕. ปัจจยจตุกกะ เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี เป็นไฉน จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่เหมาะสมกัน นี้เรียกว่า เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามจึงมี เป็นไฉน เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ นี้เรียกว่า เพราะวิญญาณเป็น ปัจจัย นามจึงมี ในคำว่า เพราะนามเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี นั้น นาม เป็นไฉน เว้นผัสสะแล้ว เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์ นี้เรียกว่า นาม เพราะนามเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี เป็นไฉน ความกระทบ กิริยาที่กระทบ กิริยาที่ถูกต้อง ภาวะที่ถูกต้อง นี้เรียกว่า เพราะนามเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี ฯลฯ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า กองทุกข์ทั้งมวลนี้มีการเกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้ (๒)

ข้อ ๒๕๒

ในสมัยนั้น เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี เพราะนามรูปเป็นปัจจัยอายตนะที่ ๖ จึงมี เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี เพราะผัสสะเป็นปัจจัยเวทนาจึงมี เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงมี เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะจึงมี กองทุกข์ทั้งมวลนี้มีการเกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้

ข้อ ๒๕๓

บรรดาปัจจยาการเหล่านั้น อวิชชา เป็นไฉน ความไม่รู้ ความไม่เห็น ฯลฯ ลิ่มคืออวิชชา อกุศลมูลคือโมหะ นี้เรียกว่าอวิชชา

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๒๓๗}

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๖. ปฏิจจสมุปปาทวิภังค์] ๒. อภิธรรมภาชนีย์ ๕. ปัจจยจตุกกะ เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี เป็นไฉน ความจงใจ กิริยาที่จงใจ ภาวะที่จงใจ นี้เรียกว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยสังขารจึงมี เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี เป็นไฉน จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่เหมาะสมกัน นี้เรียกว่า เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี เป็นไฉน นาม ๑ รูป ๑ ในนามและรูปนั้น นาม เป็นไฉน เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ นี้เรียกว่า นาม รูป เป็นไฉน ความแรกเกิดแห่งจักขายตนะ โสตายตนะ ฆานายตนะ ชิวหายตนะ และกายายตนะ หรือรูปแม้อื่นใดมีอยู่ ได้แก่ รูปที่เกิดแต่จิตมีจิตเป็นเหตุมีจิตเป็นสมุฏฐาน นี้เรียกว่า รูป นามและรูปดังที่กล่าวมานี้ นี้เรียกว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี ในคำว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัย อายตนะที่ ๖ จึงมี นั้น ได้แก่ นาม ๑ รูป ๑ ในนามและรูปนั้น นาม เป็นไฉน เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ นี้เรียกว่า นาม รูป เป็นไฉน รูปที่มโนวิญญาณธาตุอาศัยเป็นไป นี้เรียกว่า รูป นามและรูปดังที่กล่าวมานี้ นี้เรียกว่า นามรูป

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๒๓๘}

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๖. ปฏิจจสมุปปาทวิภังค์] ๒. อภิธรรมภาชนีย์ ๕. ปัจจยจตุกกะ เพราะนามรูปเป็นปัจจัย อายตนะที่ ๖ จึงมี เป็นไฉน จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่เหมาะสมกัน นี้เรียกว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัย อายตนะที่ ๖ จึงมี เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี เป็นไฉน ความกระทบ กิริยาที่กระทบ กิริยาที่ถูกต้อง ภาวะที่ถูกต้อง นี้เรียกว่า เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี ฯลฯ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า กองทุกข์ทั้งมวลนี้มีการเกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้ (๓)

ข้อ ๒๕๔

ในสมัยนั้น เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี เพราะนามรูปเป็นปัจจัยสฬายตนะจึงมี เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงมีเพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะจึงมี กองทุกข์ทั้งมวลนี้มีการเกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้

ข้อ ๒๕๕

บรรดาปัจจยาการเหล่านั้น อวิชชา เป็นไฉน ความไม่รู้ ความไม่เห็น ฯลฯ ลิ่มคืออวิชชา อกุศลมูลคือโมหะ นี้เรียกว่าอวิชชา เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี เป็นไฉน ความจงใจ กิริยาที่จงใจ ภาวะที่จงใจ นี้เรียกว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยสังขาร จึงมี เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี เป็นไฉน จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่เหมาะสมกัน นี้เรียกว่า เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี เป็นไฉน นาม ๑ รูป ๑

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๒๓๙}

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๖. ปฏิจจสมุปปาทวิภังค์] ๒. อภิธรรมภาชนีย์ ๕. ปัจจยจตุกกะ ในนามและรูปนั้น นาม เป็นไฉน เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ นี้เรียกว่า นาม รูป เป็นไฉน ความแรกเกิดแห่งจักขายตนะ ฯลฯ แห่งกายายตนะ หรือรูปแม้อื่นใดมีอยู่ได้แก่ รูปที่เกิดแต่จิต ที่มีจิตเป็นเหตุ ที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน นี้เรียกว่า รูป นามและรูปดังที่กล่าวมานี้ นี้เรียกว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี ในคำว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะจึงมี นั้น ได้แก่ นาม ๑ รูป ๑ ในนามและรูปนั้น นาม เป็นไฉน เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ นี้เรียกว่า นาม รูป เป็นไฉน มหาภูตรูป ๔ และรูปที่มโนวิญญาณธาตุอาศัยเป็นไป นี้เรียกว่า รูป นามและรูปดังที่กล่าวมานี้ นี้เรียกว่า นามรูป เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะจึงมี เป็นไฉน จักขายตนะ โสตายตนะ ฆานายตนะ ชิวหายตนะ กายายตนะ และมนายตนะ นี้เรียกว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะจึงมี เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี เป็นไฉน ความกระทบ กิริยาที่กระทบ กิริยาที่ถูกต้อง ภาวะที่ถูกต้อง นี้เรียกว่า เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี ฯลฯ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า กองทุกข์ทั้งมวลนี้มีการเกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้ (๔)ปัจจยจตุกกะ จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๒๔๐}

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๖. ปฏิจจสมุปปาทวิภังค์] ๒. อภิธรรมภาชนีย์ ๖. เหตุจตุกกะ ๖. เหตุจตุกกะ

ข้อ ๒๕๖

ในสมัยนั้น เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารที่มีอวิชชาเป็นเหตุจึงมีเพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณที่มีสังขารเป็นเหตุจึงมี เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยนามที่มีวิญญาณเป็นเหตุจึงมี เพราะนามเป็นปัจจัย อายตนะที่ ๖ ที่มีนามเป็นเหตุจึงมี เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย ผัสสะที่มีอายตนะที่ ๖ เป็นเหตุจึงมี เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาที่มีผัสสะเป็นเหตุจึงมี เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาที่มีเวทนาเป็นเหตุจึงมี เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานที่มีตัณหาเป็นเหตุจึงมี เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี เพราะชาติเป็นปัจจัยชรามรณะจึงมี กองทุกข์ทั้งมวลนี้มีการเกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้

ข้อ ๒๕๗

บรรดาปัจจยาการเหล่านั้น อวิชชา เป็นไฉน ความไม่รู้ ความไม่เห็น ฯลฯ ลิ่มคืออวิชชา อกุศลมูลคือโมหะ นี้เรียกว่าอวิชชา เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารที่มีอวิชชาเป็นเหตุจึงมี เป็นไฉน ความจงใจ กิริยาที่จงใจ ภาวะที่จงใจ นี้เรียกว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยสังขารที่มีอวิชชาเป็นเหตุจึงมี เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณที่มีสังขารเป็นเหตุจึงมี เป็นไฉน จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่เหมาะสมกัน นี้เรียกว่า เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณที่มีสังขารเป็นเหตุจึงมี เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามที่มีวิญญาณเป็นเหตุจึงมี เป็นไฉน เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ นี้เรียกว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยนามที่มีวิญญาณเป็นเหตุจึงมี เพราะนามเป็นปัจจัย อายตนะที่ ๖ ที่มีนามเป็นเหตุจึงมี เป็นไฉน จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่เหมาะสมกัน นี้เรียกว่า เพราะนามเป็นปัจจัย อายตนะที่ ๖ ที่มีนามเป็นเหตุจึงมี

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๒๔๑}

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๖. ปฏิจจสมุปปาทวิภังค์] ๒. อภิธรรมภาชนีย์ ๖. เหตุจตุกกะ เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย ผัสสะที่มีอายตนะที่ ๖ เป็นเหตุจึงมี เป็นไฉน ความกระทบ กิริยาที่กระทบ กิริยาที่ถูกต้อง ภาวะที่ถูกต้อง นี้เรียกว่า เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย ผัสสะที่มีอายตนะที่ ๖ เป็นเหตุจึงมี เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาที่มีผัสสะเป็นเหตุจึงมี เป็นไฉน ความสำราญทางใจ ความสุขทางใจ ความเสวยอารมณ์ที่สำราญเป็นสุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่สำราญเป็นสุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัสนี้เรียกว่า เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาที่มีผัสสะเป็นเหตุจึงมี เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาที่มีเวทนาเป็นเหตุจึงมี เป็นไฉน ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ฯลฯ ความกำหนัดนักแห่งจิต นี้เรียกว่า เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาที่มีเวทนาเป็นเหตุจึงมี เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานที่มีตัณหาเป็นเหตุจึงมี เป็นไฉน ทิฏฐิ ความเห็นผิด ชัฏคือทิฏฐิ กันดารคือทิฏฐิ ความเห็นที่เป็นข้าศึก ความเห็นโลเล สังโยชน์คือทิฏฐิ ความยึดมั่น ความถือมั่น ความถือรั้น ความถือผิดจากความเป็นจริง ทางชั่ว ทางผิด ภาวะที่ผิด ลัทธิที่เป็นบ่อเกิดแห่งความพินาศความยึดถือโดยวิปลาส นี้เรียกว่า เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานที่มีตัณหาเป็นเหตุจึงมี ฯลฯ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า กองทุกข์ทั้งมวลนี้มีการเกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้ (๑-๕)

ข้อ ๒๕๘

ในสมัยนั้น เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารที่มีอวิชชาเป็นเหตุจึงมี เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณที่มีสังขารเป็นเหตุจึงมี เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยนามที่มีวิญญาณเป็นเหตุจึงมี เพราะนามเป็นปัจจัย ผัสสะที่มีนามเป็นเหตุจึงมีเพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาที่มีผัสสะเป็นเหตุจึงมี เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาที่มีเวทนาเป็นเหตุจึงมี เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานที่มีตัณหาเป็นเหตุจึงมีเพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะจึงมี กองทุกข์ทั้งมวลนี้มีการเกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๒๔๒}

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๖. ปฏิจจสมุปปาทวิภังค์] ๒. อภิธรรมภาชนีย์ ๖. เหตุจตุกกะ

ข้อ ๒๕๙

บรรดาปัจจยาการเหล่านั้น อวิชชา เป็นไฉน ความไม่รู้ ความไม่เห็น ฯลฯ ลิ่มคืออวิชชา อกุศลมูลคือโมหะ นี้เรียกว่าอวิชชา เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารที่มีอวิชชาเป็นเหตุจึงมี เป็นไฉน ความจงใจ กิริยาที่จงใจ ภาวะที่จงใจ นี้เรียกว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยสังขารที่มีอวิชชาเป็นเหตุจึงมี เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณที่มีสังขารเป็นเหตุจึงมี เป็นไฉน จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่เหมาะสมกัน นี้เรียกว่า เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณที่มีสังขารเป็นเหตุจึงมี เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามที่มีวิญญาณเป็นเหตุจึงมี เป็นไฉน เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ นี้เรียกว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยนามที่มีวิญญาณเป็นเหตุจึงมี ในคำว่า เพราะนามเป็นปัจจัย ผัสสะที่มีนามเป็นเหตุจึงมี นั้น นามเป็นไฉน เว้นผัสสะแล้ว เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์นี้เรียกว่า นาม เพราะนามเป็นปัจจัย ผัสสะที่มีนามเป็นเหตุจึงมี เป็นไฉน ความกระทบ กิริยาที่กระทบ กิริยาที่ถูกต้อง ภาวะที่ถูกต้อง นี้เรียกว่าเพราะนามเป็นปัจจัย ผัสสะที่มีนามเป็นเหตุจึงมี ฯลฯ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า กองทุกข์ทั้งมวลนี้มีการเกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้ (๒-๖)

ข้อ ๒๖๐

ในสมัยนั้น เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารที่มีอวิชชาเป็นเหตุจึงมี เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณที่มีสังขารเป็นเหตุจึงมี เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยนามรูปที่มีวิญญาณเป็นเหตุจึงมี เพราะนามรูปเป็นปัจจัย อายตนะที่ ๖ ที่มีนามรูปเป็นเหตุจึงมี เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย ผัสสะที่มีอายตนะที่ ๖ เป็นเหตุจึงมี

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๒๔๓}

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๖. ปฏิจจสมุปปาทวิภังค์] ๒. อภิธรรมภาชนีย์ ๖. เหตุจตุกกะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาที่มีผัสสะเป็นเหตุจึงมี เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาที่มีเวทนาเป็นเหตุจึงมี เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานที่มีตัณหาเป็นเหตุจึงมีเพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะจึงมี กองทุกข์ทั้งมวลนี้มีการเกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้

ข้อ ๒๖๑

บรรดาปัจจยาการเหล่านั้น อวิชชา เป็นไฉน ความไม่รู้ ความไม่เห็น ฯลฯ ลิ่มคืออวิชชา อกุศลมูลคือโมหะ นี้เรียกว่าอวิชชา เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารที่มีอวิชชาเป็นเหตุจึงมี เป็นไฉน ความจงใจ กิริยาที่จงใจ ภาวะที่จงใจ นี้เรียกว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยสังขารที่มีอวิชชาเป็นเหตุจึงมี เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณที่มีสังขารเป็นเหตุจึงมี เป็นไฉน จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่เหมาะสมกัน นี้เรียกว่า เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณที่มีสังขารเป็นเหตุจึงมี เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปที่มีวิญญาณเป็นเหตุจึงมี เป็นไฉน นาม ๑ รูป ๑ ในนามรูปนั้น นาม เป็นไฉน เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ นี้เรียกว่า นาม รูป เป็นไฉน ความแรกเกิดแห่งจักขายตนะ ฯลฯ กายายตนะ หรือรูปแม้อื่นใดมีอยู่ ได้แก่รูปที่เกิดแต่จิต ที่มีจิตเป็นเหตุ ที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน นี้เรียกว่า รูป ประมวลย่อนามและรูปดังที่กล่าวมานี้เข้าด้วยกัน นี้เรียกว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปที่มีวิญญาณเป็นเหตุจึงมี

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๒๔๔}

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๖. ปฏิจจสมุปปาทวิภังค์] ๒. อภิธรรมภาชนีย์ ๖. เหตุจตุกกะ คำว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัย อายตนะที่ ๖ ที่มีนามรูปเป็นเหตุจึงมี ได้แก่ นาม ๑ รูป ๑ ในนามและรูปนั้น นาม เป็นไฉน เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ นี้เรียกว่า นาม รูป เป็นไฉน รูปที่มโนวิญญาณธาตุอาศัยเป็นไป นี้เรียกว่า รูป นามและรูปดังที่กล่าวมานี้ นี้เรียกว่า นามรูป เพราะนามรูปเป็นปัจจัย อายตนะที่ ๖ ที่มีนามรูปเป็นเหตุจึงมี เป็นไฉน จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่เหมาะสมกัน นี้เรียกว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัย อายตนะที่ ๖ ที่มีนามรูปเป็นเหตุจึงมี เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย ผัสสะที่มีอายตนะที่ ๖ เป็นเหตุจึงมี เป็นไฉน ความกระทบ กิริยาที่กระทบ กิริยาที่ถูกต้อง ภาวะที่ถูกต้อง นี้เรียกว่า เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย ผัสสะที่มีอายตนะที่ ๖ เป็นเหตุจึงมี ฯลฯ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า กองทุกข์ทั้งมวลนี้มีการเกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี (๓-๗)

ข้อ ๒๖๒

ในสมัยนั้น เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารที่มีอวิชชาเป็นเหตุจึงมี เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณที่มีสังขารเป็นเหตุจึงมี เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยนามรูปที่มีวิญญาณเป็นเหตุจึงมี เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะที่มีนามรูปเป็นเหตุจึงมี เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะที่มีสฬายตนะเป็นเหตุจึงมี เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาที่มีผัสสะเป็นเหตุจึงมี เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาที่มีเวทนาเป็นเหตุจึงมี เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานที่มีตัณหาเป็นเหตุจึงมี เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี เพราะชาติเป็นปัจจัยชรามรณะจึงมี กองทุกข์ทั้งมวลนี้มีการเกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๒๔๕}

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๖. ปฏิจจสมุปปาทวิภังค์] ๒. อภิธรรมภาชนีย์ ๖. เหตุจตุกกะ

ข้อ ๒๖๓

บรรดาปัจจยาการเหล่านั้น อวิชชา เป็นไฉน ความไม่รู้ ความไม่เห็น ฯลฯ ลิ่มคืออวิชชา อกุศลมูลคือโมหะ นี้เรียกว่าอวิชชา เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารที่มีอวิชชาเป็นเหตุจึงมี เป็นไฉน ความจงใจ กิริยาที่จงใจ ภาวะที่จงใจ นี้เรียกว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยสังขารที่มีอวิชชาเป็นเหตุจึงมี เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณที่มีสังขารเป็นเหตุจึงมี เป็นไฉน จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่เหมาะสมกัน นี้เรียกว่า เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณที่มีสังขารเป็นเหตุจึงมี เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปที่มีวิญญาณเป็นเหตุจึงมี เป็นไฉน นาม ๑ รูป ๑ ในนามและรูปนั้น นาม เป็นไฉน เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ นี้เรียกว่า นาม รูป เป็นไฉน ความแรกเกิดแห่งจักขายตนะ ฯลฯ กายายตนะ หรือรูปแม้อื่นใดมีอยู่ ได้แก่รูปที่เกิดแต่จิต ที่มีจิตเป็นเหตุ ที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน นี้เรียกว่า รูป นามและรูปดังที่กล่าวมานี้ นี้เรียกว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปที่มีวิญญาณเป็นเหตุจึงมี คำว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะที่มีนามรูปเป็นเหตุจึงมี ได้แก่ นาม ๑ รูป ๑ ในนามและรูปนั้น นาม เป็นไฉน เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ นี้เรียกว่า นาม

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๒๔๖}

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๖. ปฏิจจสมุปปาทวิภังค์] ๒. อภิธรรมภาชนีย์ ๖. เหตุจตุกกะ รูป เป็นไฉน มหาภูตรูป ๔ และรูปที่มโนวิญญาณธาตุอาศัยเป็นไป นี้เรียกว่า รูป นามและรูปดังที่กล่าวมานี้ นี้เรียกว่า นามรูป เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะที่มีนามรูปเป็นเหตุจึงมี เป็นไฉน จักขายตนะ ฯลฯ มนายตนะ นี้เรียกว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะที่มีนามรูปเป็นเหตุจึงมี เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะที่มีสฬายตนะเป็นเหตุจึงมี เป็นไฉน ความกระทบ กิริยาที่กระทบ กิริยาที่ถูกต้อง ภาวะที่ถูกต้อง นี้เรียกว่า เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะที่มีสฬายตนะเป็นเหตุจึงมี เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาที่มีผัสสะเป็นเหตุจึงมี เป็นไฉน ความสำราญทางใจ ความสุขทางใจ ความเสวยอารมณ์ที่สำราญเป็นสุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่สำราญเป็นสุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัสนี้เรียกว่า เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาที่มีผัสสะเป็นเหตุจึงมี เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาที่มีเวทนาเป็นเหตุจึงมี เป็นไฉน ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ฯลฯ ความกำหนัดนักแห่งจิต นี้เรียกว่า เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาที่มีเวทนาเป็นเหตุจึงมี เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานที่มีตัณหาเป็นเหตุจึงมี เป็นไฉน ทิฏฐิ ความเห็นผิด ฯลฯ ลัทธิที่เป็นบ่อเกิดแห่งความพินาศ ความยึดถือโดยวิปลาส นี้เรียกว่า เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานที่มีตัณหาเป็นเหตุจึงมี ฯลฯ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า กองทุกข์ทั้งมวลนี้มีการเกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้ (๔-๘)เหตุจตุกกะ จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๒๔๗}

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๖. ปฏิจจสมุปปาทวิภังค์] ๒. อภิธรรมภาชนีย์ ๗. สัมปยุตตจตุกกะ ๗. สัมปยุตตจตุกกะ

ข้อ ๒๖๔

ในสมัยนั้น เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารที่สัมปยุตด้วยอวิชชาจึงมีเพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณที่สัมปยุตด้วยสังขารจึงมี เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยนามที่สัมปยุตด้วยวิญญาณจึงมี เพราะนามเป็นปัจจัย อายตนะที่ ๖ ที่สัมปยุตด้วยนามจึงมี เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย ผัสสะที่สัมปยุตด้วยอายตนะที่ ๖ จึงมีเพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาที่สัมปยุตด้วยผัสสะจึงมี เพราะเวทนาเป็นปัจจัยตัณหาที่สัมปยุตด้วยเวทนาจึงมี เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานที่สัมปยุตด้วยตัณหาจึงมี เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมีเพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะจึงมี กองทุกข์ทั้งมวลนี้มีการเกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้

ข้อ ๒๖๕

บรรดาปัจจยาการเหล่านั้น อวิชชา เป็นไฉน ความไม่รู้ ความไม่เห็น ฯลฯ ลิ่มคืออวิชชา อกุศลมูลคือโมหะ นี้เรียกว่าอวิชชา เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารที่สัมปยุตด้วยอวิชชาจึงมี เป็นไฉน ความจงใจ กิริยาที่จงใจ ภาวะที่จงใจ นี้เรียกว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยสังขารที่สัมปยุตด้วยอวิชชาจึงมี เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณที่สัมปยุตด้วยสังขารจึงมี เป็นไฉน จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่เหมาะสมกัน นี้เรียกว่า เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณที่สัมปยุตด้วยสังขารจึงมี เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามที่สัมปยุตด้วยวิญญาณจึงมี เป็นไฉน เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ นี้เรียกว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยนามที่สัมปยุตด้วยวิญญาณจึงมี เพราะนามเป็นปัจจัย อายตนะที่ ๖ ที่สัมปยุตด้วยนามจึงมี เป็นไฉน จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่เหมาะสมกัน นี้เรียกว่า เพราะนามเป็นปัจจัย อายตนะที่ ๖ ที่สัมปยุตด้วยนามจึงมี

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๒๔๘}

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๖. ปฏิจจสมุปปาทวิภังค์] ๒. อภิธรรมภาชนีย์ ๗. สัมปยุตตจตุกกะ เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย ผัสสะที่สัมปยุตด้วยอายตนะที่ ๖ จึงมี เป็นไฉน ความกระทบ กิริยาที่กระทบ กิริยาที่ถูกต้อง ภาวะที่ถูกต้อง นี้เรียกว่า เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย ผัสสะที่สัมปยุตด้วยอายตนะที่ ๖ จึงมี เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาที่สัมปยุตด้วยผัสสะจึงมี เป็นไฉน ความสำราญทางใจ ความสุขทางใจ ความเสวยอารมณ์ที่สำราญเป็นสุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่สำราญเป็นสุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัส นี้เรียกว่าเพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาที่สัมปยุตด้วยผัสสะจึงมี เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาที่สัมปยุตด้วยเวทนาจึงมี เป็นไฉน ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ฯลฯ ความกำหนัดนักแห่งจิต นี้เรียกว่า เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาที่สัมปยุตด้วยเวทนาจึงมี เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานที่สัมปยุตด้วยตัณหาจึงมี เป็นไฉน ทิฏฐิ ความเห็นผิด ฯลฯ ลัทธิที่เป็นบ่อเกิดแห่งความพินาศ ความยึดถือโดยวิปลาส นี้เรียกว่า เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานที่สัมปยุตด้วยตัณหาจึงมี ฯลฯ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า กองทุกข์ทั้งมวลนี้มีการเกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้ (๑-๙)

ข้อ ๒๖๖

ในสมัยนั้น เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารที่สัมปยุตด้วยอวิชชาจึงมีเพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณที่สัมปยุตด้วยสังขารจึงมี เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยนามที่สัมปยุตด้วยวิญญาณจึงมี เพราะนามเป็นปัจจัย ผัสสะที่สัมปยุตด้วยนามจึงมีเพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาที่สัมปยุตด้วยผัสสะจึงมี เพราะเวทนาเป็นปัจจัยตัณหาที่สัมปยุตด้วยเวทนาจึงมี เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานที่สัมปยุตด้วยตัณหาจึงมี เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมีเพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะจึงมี กองทุกข์ทั้งมวลนี้มีการเกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้

ข้อ ๒๖๗

บรรดาปัจจยาการเหล่านั้น อวิชชา เป็นไฉน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๒๔๙}

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๖. ปฏิจจสมุปปาทวิภังค์] ๒. อภิธรรมภาชนีย์ ๗. สัมปยุตตจตุกกะ ความไม่รู้ ความไม่เห็น ฯลฯ ลิ่มคืออวิชชา อกุศลมูลคือโมหะ นี้เรียกว่าอวิชชา เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารที่สัมปยุตด้วยอวิชชาจึงมี เป็นไฉน ความจงใจ กิริยาที่จงใจ ภาวะที่จงใจ นี้เรียกว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยสังขารที่สัมปยุตด้วยอวิชชาจึงมี เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณที่สัมปยุตด้วยสังขารจึงมี เป็นไฉน จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่เหมาะสมกัน นี้เรียกว่า เพราะสังขารเป็นปัจจัยวิญญาณที่สัมปยุตด้วยสังขารจึงมี เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามที่สัมปยุตด้วยวิญญาณจึงมี เป็นไฉน เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ นี้เรียกว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยนามที่สัมปยุตด้วยวิญญาณจึงมี ในคำว่า เพราะนามเป็นปัจจัย ผัสสะที่สัมปยุตด้วยนามจึงมี นั้น นามเป็นไฉน เว้นผัสสะแล้ว เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ นี้เรียกว่า นาม เพราะนามเป็นปัจจัย ผัสสะที่สัมปยุตด้วยนามจึงมี เป็นไฉน ความกระทบ กิริยาที่กระทบ กิริยาที่ถูกต้อง ภาวะที่ถูกต้อง นี้เรียกว่า เพราะนามเป็นปัจจัย ผัสสะที่สัมปยุตด้วยนามจึงมี ฯลฯ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า กองทุกข์ทั้งมวลนี้มีการเกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้ (๒-๑๐)

ข้อ ๒๖๘

ในสมัยนั้น เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารที่สัมปยุตด้วยอวิชชาจึงมี เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณที่สัมปยุตด้วยสังขารจึงมี เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยนามรูปและนามที่สัมปยุตด้วยวิญญาณจึงมี เพราะนามรูปเป็นปัจจัย อายตนะที่ ๖ที่สัมปยุตด้วยนามจึงมี เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย ผัสสะที่สัมปยุตด้วยอายตนะที่ ๖ จึงมี เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาที่สัมปยุตด้วยผัสสะจึงมี เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาที่สัมปยุตด้วยเวทนาจึงมี เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานที่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๒๕๐}

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๖. ปฏิจจสมุปปาทวิภังค์] ๒. อภิธรรมภาชนีย์ ๗. สัมปยุตตจตุกกะ สัมปยุตด้วยตัณหาจึงมี เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี เพราะภพเป็นปัจจัยชาติจึงมี เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะจึงมี กองทุกข์ทั้งมวลนี้มีการเกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้

ข้อ ๒๖๙

บรรดาปัจจยาการเหล่านั้น อวิชชา เป็นไฉน ความไม่รู้ ความไม่เห็น ฯลฯ ลิ่มคืออวิชชา อกุศลมูลคือโมหะ นี้เรียกว่าอวิชชา เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารที่สัมปยุตด้วยอวิชชาจึงมี เป็นไฉน ความจงใจ กิริยาที่จงใจ ภาวะที่จงใจ นี้เรียกว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยสังขารที่สัมปยุตด้วยอวิชชาจึงมี เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณที่สัมปยุตด้วยสังขารจึงมี เป็นไฉน จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่เหมาะสมกัน นี้เรียกว่า เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณที่สัมปยุตด้วยสังขารจึงมี เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปและนามที่สัมปยุตด้วยวิญญาณจึงมี เป็นไฉน นาม ๑ รูป ๑ ในนามและรูปนั้น นาม เป็นไฉน เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ นี้เรียกว่า นาม รูป เป็นไฉน ความแรกเกิดแห่งจักขายตนะ ฯลฯ กายายตนะ หรือแม้รูปอื่นใดมีอยู่ ได้แก่รูปที่เกิดแต่จิต ที่มีจิตเป็นเหตุ ที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน นี้เรียกว่า รูป นามและรูปดังที่กล่าวมานี้ นี้เรียกว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปและนามที่สัมปยุตด้วยวิญญาณจึงมี คำว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัย อายตนะที่ ๖ ที่สัมปยุตด้วยนามจึงมี ได้แก่ นาม ๑ รูป ๑

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๒๕๑}

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๖. ปฏิจจสมุปปาทวิภังค์] ๒. อภิธรรมภาชนีย์ ๗. สัมปยุตตจตุกกะ ในนามและรูปนั้น นาม เป็นไฉน เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ นี้เรียกว่า นาม รูป เป็นไฉน รูปที่มโนวิญญาณธาตุอาศัยเป็นไป นี้เรียกว่า รูป นามและรูปดังที่กล่าวมานี้ นี้เรียกว่า นามรูป เพราะนามรูปเป็นปัจจัย อายตนะที่ ๖ ที่สัมปยุตด้วยนามจึงมี เป็นไฉน จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่เหมาะสมกัน นี้เรียกว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัย อายตนะที่ ๖ ที่สัมปยุตด้วยนามจึงมี เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย ผัสสะที่สัมปยุตด้วยอายตนะที่ ๖ จึงมี เป็นไฉน ความกระทบ กิริยาที่กระทบ กิริยาที่ถูกต้อง ภาวะที่ถูกต้อง นี้เรียกว่า เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย ผัสสะที่สัมปยุตด้วยอายตนะที่ ๖ จึงมี ฯลฯ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า กองทุกข์ทั้งมวลนี้มีการเกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้ (๓-๑๑)

ข้อ ๒๗๐

ในสมัยนั้น เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารที่สัมปยุตด้วยอวิชชาจึงมีเพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณที่สัมปยุตด้วยสังขารจึงมี เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยนามรูปและนามที่สัมปยุตด้วยวิญญาณจึงมี เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะและอายตนะที่ ๖ ที่สัมปยุตด้วยนามจึงมี เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย ผัสสะที่สัมปยุตด้วยอายตนะที่ ๖ จึงมี เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาที่สัมปยุตด้วยผัสสะจึงมี เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาที่สัมปยุตด้วยเวทนาจึงมี เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานที่สัมปยุตด้วยตัณหาจึงมี เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะจึงมี กองทุกข์ทั้งมวลนี้มีการเกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้

ข้อ ๒๗๑

บรรดาปัจจยาการเหล่านั้น อวิชชา เป็นไฉน ความไม่รู้ ความไม่เห็น ฯลฯ ลิ่มคืออวิชชา อกุศลมูลคือโมหะ นี้เรียกว่าอวิชชา

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๒๕๒}

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๖. ปฏิจจสมุปปาทวิภังค์] ๒. อภิธรรมภาชนีย์ ๗. สัมปยุตตจตุกกะ เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารที่สัมปยุตด้วยอวิชชาจึงมี เป็นไฉน ความจงใจ กิริยาที่จงใจ ภาวะที่จงใจ นี้เรียกว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยสังขารที่สัมปยุตด้วยอวิชชาจึงมี เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณที่สัมปยุตด้วยสังขารจึงมี เป็นไฉน จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่เหมาะสมกัน นี้เรียกว่า เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณที่สัมปยุตด้วยสังขารจึงมี เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปและนามที่สัมปยุตด้วยวิญญาณจึงมี เป็นไฉน นาม ๑ รูป ๑ ในนามและรูปนั้น นาม เป็นไฉน เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ นี้เรียกว่า นาม รูป เป็นไฉน ความแรกเกิดแห่งจักขายตนะ ฯลฯ กายายตนะ หรือรูปแม้อื่นใดมีอยู่ ได้แก่รูปที่เกิดแต่จิต ที่มีจิตเป็นเหตุ ที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน นี้เรียกว่า รูป นามและรูปดังที่กล่าวมานี้ นี้เรียกว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปและนามที่สัมปยุตด้วยวิญญาณจึงมี คำว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะและอายตนะที่ ๖ ที่สัมปยุต ด้วยนามจึงมี ได้แก่ นาม ๑ รูป ๑ ในนามและรูปนั้น นาม เป็นไฉน เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ นี้เรียกว่า นาม รูป เป็นไฉน มหาภูตรูป ๔ และรูปที่มโนวิญญาณธาตุอาศัยเป็นไป นี้เรียกว่า รูป นามและรูปดังที่กล่าวมานี้ นี้เรียกว่า นามรูป

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๒๕๓}

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๖. ปฏิจจสมุปปาทวิภังค์] ๒. อภิธรรมภาชนีย์ ๘. อัญญมัญญจตุกกะ เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะและอายตนะที่ ๖ ที่สัมปยุตด้วยนาม จึงมี เป็นไฉน จักขายตนะ ฯลฯ มนายตนะ นี้เรียกว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะและอายตนะที่ ๖ ที่สัมปยุตด้วยนามจึงมี เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย ผัสสะที่สัมปยุตด้วยอายตนะที่ ๖ จึงมี เป็นไฉน ความกระทบ กิริยาที่กระทบ กิริยาที่ถูกต้อง ภาวะที่ถูกต้อง นี้เรียกว่า เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย ผัสสะที่สัมปยุตด้วยอายตนะที่ ๖ จึงมี ฯลฯ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า กองทุกข์ทั้งมวลนี้มีการเกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้ (๔-๑๒)สัมปยุตตจตุกกะ จบ ๘. อัญญมัญญจตุกกะ

ข้อ ๒๗๒

ในสมัยนั้น เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี แม้เพราะสังขารเป็นปัจจัย อวิชชาจึงมี เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี แม้เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย สังขารจึงมี เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามจึงมี แม้เพราะนามเป็นปัจจัยวิญญาณจึงมี เพราะนามเป็นปัจจัย อายตนะที่ ๖ จึงมี แม้เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย นามจึงมี เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี แม้เพราะผัสสะเป็นปัจจัย อายตนะที่ ๖ จึงมี เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี แม้เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี แม้เพราะตัณหาเป็นปัจจัยเวทนาจึงมี เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงมี แม้เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยตัณหาจึงมี เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมีเพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะจึงมี กองทุกข์ทั้งมวลนี้มีการเกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้

ข้อ ๒๗๓

บรรดาปัจจยาการเหล่านั้น อวิชชา เป็นไฉน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๒๕๔}

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๖. ปฏิจจสมุปปาทวิภังค์] ๒. อภิธรรมภาชนีย์ ๘. อัญญมัญญจตุกกะ ความไม่รู้ ความไม่เห็น ฯลฯ ลิ่มคืออวิชชา อกุศลมูลคือโมหะ นี้เรียกว่าอวิชชา เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี เป็นไฉน ความจงใจ กิริยาที่จงใจ ภาวะที่จงใจ นี้เรียกว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยสังขารจึงมี แม้เพราะสังขารเป็นปัจจัย อวิชชาจึงมี เป็นไฉน ความไม่รู้ ความไม่เห็น ฯลฯ ลิ่มคืออวิชชา อกุศลมูลคือโมหะ นี้เรียกว่า แม้เพราะสังขารเป็นปัจจัย อวิชชาจึงมี เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี เป็นไฉน จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่เหมาะสมกัน นี้เรียกว่า เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี แม้เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย สังขารจึงมี เป็นไฉน ความจงใจ กิริยาที่จงใจ ภาวะที่จงใจ นี้เรียกว่า แม้เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยสังขารจึงมี เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามจึงมี เป็นไฉน เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ นี้เรียกว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยนามจึงมี แม้เพราะนามเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี เป็นไฉน จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่เหมาะสมกัน นี้เรียกว่า แม้เพราะนามเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี เพราะนามเป็นปัจจัย อายตนะที่ ๖ จึงมี เป็นไฉน จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่เหมาะสมกัน นี้เรียกว่า เพราะนามเป็นปัจจัย อายตนะที่ ๖ จึงมี แม้เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย นามจึงมี เป็นไฉน เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ นี้เรียกว่า แม้เพราะอายตนะที่ ๖เป็นปัจจัย นามจึงมี

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๒๕๕}

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๖. ปฏิจจสมุปปาทวิภังค์] ๒. อภิธรรมภาชนีย์ ๘. อัญญมัญญจตุกกะ เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี เป็นไฉน ความกระทบ กิริยาที่กระทบ กิริยาที่ถูกต้อง ภาวะที่ถูกต้อง นี้เรียกว่า เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี แม้เพราะผัสสะเป็นปัจจัย อายตนะที่ ๖ จึงมี เป็นไฉน จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่เหมาะสมกัน นี้เรียกว่า แม้เพราะผัสสะเป็นปัจจัย อายตนะที่ ๖ จึงมี เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี เป็นไฉน ความสำราญทางใจ ความสุขทางใจ ความเสวยอารมณ์ที่สำราญเป็นสุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่สำราญเป็นสุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัสนี้เรียกว่า เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี แม้เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี เป็นไฉน ความกระทบ กิริยาที่กระทบ กิริยาที่ถูกต้อง ภาวะที่ถูกต้อง นี้เรียกว่า แม้เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี เป็นไฉน ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ฯลฯ ความกำหนัดนักแห่งจิต นี้เรียกว่า เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี แม้เพราะตัณหาเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี เป็นไฉน ความสำราญทางใจ ความสุขทางใจ ความเสวยอารมณ์ที่สำราญเป็นสุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่สำราญเป็นสุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัส นี้เรียกว่าแม้เพราะตัณหาเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงมี เป็นไฉน ทิฏฐิ ความเห็นผิด ฯลฯ ลัทธิที่เป็นบ่อเกิดแห่งความพินาศ ความถือโดยวิปลาส นี้เรียกว่า เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงมี

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๒๕๖}

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๖. ปฏิจจสมุปปาทวิภังค์] ๒. อภิธรรมภาชนีย์ ๘. อัญญมัญญจตุกกะ แม้เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี เป็นไฉน ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ฯลฯ ความกำหนัดนักแห่งจิต นี้เรียกว่า แม้ เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี เป็นไฉน เว้นอุปาทานแล้ว เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์ นี้เรียกว่า เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี เป็นไฉน ความเกิด ความเกิดพร้อม ความบังเกิด ความบังเกิดเฉพาะ ความปรากฏแห่งสภาวธรรมนั้นๆ นี้เรียกว่า เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะจึงมี เป็นไฉน ชรา ๑ มรณะ ๑ ในชราและมรณะนั้น ชรา เป็นไฉน ความแก่ ความคร่ำคร่า ความเสื่อมสิ้นอายุแห่งสภาวธรรมนั้นๆ นี้เรียกว่า ชรา มรณะ เป็นไฉน ความสิ้นไป ความเสื่อมไป ความแตกทำลาย ความแตกสลาย ความไม่เที่ยงความหายไปแห่งสภาวธรรมนั้นๆ นี้เรียกว่า มรณะ ชราและมรณะดังที่กล่าวมานี้ นี้เรียกว่า เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะจึงมี คำว่า กองทุกข์ทั้งมวลนี้มีการเกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้ ได้แก่ กองทุกข์ ทั้งมวลนี้ไปร่วม มาร่วม ประชุมร่วม ปรากฏขึ้นด้วยอาการอย่างนี้ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า กองทุกข์ทั้งมวลนี้มีการเกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้ (๑-๑๓)

ข้อ ๒๗๔

ในสมัยนั้น เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี แม้เพราะสังขารเป็น ปัจจัย อวิชชาจึงมี แม้เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย สังขารจึงมี เพราะวิญญาณเป็น

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๒๕๗}

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๖. ปฏิจจสมุปปาทวิภังค์] ๒. อภิธรรมภาชนีย์ ๘. อัญญมัญญจตุกกะ ปัจจัย นามจึงมี แม้เพราะนามเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี เพราะนามเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมีแม้เพราะผัสสะเป็นปัจจัย นามจึงมี เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี แม้เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี แม้เพราะตัณหาเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงมี แม้เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะจึงมี กองทุกข์ทั้งมวลนี้มีการเกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้

ข้อ ๒๗๕

บรรดาปัจจยาการเหล่านั้น อวิชชา เป็นไฉน ความไม่รู้ ความไม่เห็น ฯลฯ ลิ่มคืออวิชชา อกุศลมูลคือโมหะ นี้เรียกว่าอวิชชา เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี เป็นไฉน ความจงใจ กิริยาที่จงใจ ภาวะที่จงใจ นี้เรียกว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยสังขารจึงมี แม้เพราะสังขารเป็นปัจจัย อวิชชาจึงมี เป็นไฉน ความไม่รู้ ความไม่เห็น ฯลฯ ลิ่มคืออวิชชา อกุศลมูลคือโมหะ นี้เรียกว่า แม้เพราะสังขารเป็นปัจจัย อวิชชาจึงมี เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี เป็นไฉน จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่เหมาะสมกัน นี้เรียกว่า แม้เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี แม้เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย สังขารจึงมี เป็นไฉน ความจงใจ กิริยาที่จงใจ ภาวะที่จงใจ นี้เรียกว่า แม้เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยสังขารจึงมี เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามจึงมี เป็นไฉน เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ นี้เรียกว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยนามจึงมี

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๒๕๘}

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๖. ปฏิจจสมุปปาทวิภังค์] ๒. อภิธรรมภาชนีย์ ๘. อัญญมัญญจตุกกะ แม้เพราะนามเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี เป็นไฉน จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่เหมาะสมกัน นี้เรียกว่า แม้เพราะนามเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี คำว่า เพราะนามเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี นั้น นาม เป็นไฉน เว้นผัสสะเสีย เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์ นี้เรียกว่า นาม เพราะนามเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี เป็นไฉน ความกระทบ กิริยาที่กระทบ กิริยาที่ถูกต้อง ภาวะที่ถูกต้อง นี้เรียกว่า เพราะนามเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี แม้เพราะผัสสะเป็นปัจจัย นามจึงมี เป็นไฉน เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์ นี้เรียกว่า แม้เพราะผัสสะเป็นปัจจัย นามจึงมี ฯลฯ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า กองทุกข์ทั้งมวลนี้มีการเกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้ (๒-๑๔)

ข้อ ๒๗๖

ในสมัยนั้น เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี แม้เพราะสังขารเป็น ปัจจัย อวิชชาจึงมี เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี แม้เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย สังขารจึงมี เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี แม้เพราะนามรูปเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี เพราะนามรูปเป็นปัจจัย อายตนะที่ ๖ จึงมี แม้เพราะอายตนะที่๖ เป็นปัจจัย นามรูปจึงมี เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี แม้เพราะผัสสะเป็นปัจจัย อายตนะที่ ๖ จึงมี เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี แม้เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี แม้เพราะตัณหาเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงมี แม้เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมีเพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะจึงมี กองทุกข์ทั้งมวลนี้มีการเกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๒๕๙}

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๖. ปฏิจจสมุปปาทวิภังค์] ๒. อภิธรรมภาชนีย์ ๘. อัญญมัญญจตุกกะ

ข้อ ๒๗๗

บรรดาปัจจยาการเหล่านั้น อวิชชา เป็นไฉน ความไม่รู้ ความไม่เห็น ฯลฯ ลิ่มคืออวิชชา อกุศลมูลคือโมหะ นี้เรียกว่าอวิชชา เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี เป็นไฉน ความจงใจ กิริยาที่จงใจ ภาวะที่จงใจ นี้เรียกว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยสังขารจึงมี แม้เพราะสังขารเป็นปัจจัย อวิชชาจึงมี เป็นไฉน ความไม่รู้ ความไม่เห็น ฯลฯ ลิ่มคืออวิชชา อกุศลมูลคือโมหะ นี้เรียกว่าแม้เพราะสังขารเป็นปัจจัย อวิชชาจึงมี เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี เป็นไฉน จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่เหมาะสมกัน นี้เรียกว่า เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี แม้เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย สังขารจึงมี เป็นไฉน ความจงใจ กิริยาที่จงใจ ภาวะที่จงใจ นี้เรียกว่า แม้เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยสังขารจึงมี เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี เป็นไฉน นาม ๑ รูป ๑ ในนามและรูปนั้น นาม เป็นไฉน เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ นี้เรียกว่า นาม รูป เป็นไฉน ความแรกเกิดแห่งจักขายตนะ ฯลฯ กายายตนะ หรือรูปแม้อื่นใดมีอยู่ ได้แก่รูปที่เกิดแต่จิต ที่มีจิตเป็นเหตุ ที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน นี้เรียกว่า รูป นามและรูปดังที่กล่าวมานี้ นี้เรียกว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๒๖๐}

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๖. ปฏิจจสมุปปาทวิภังค์] ๒. อภิธรรมภาชนีย์ ๘. อัญญมัญญจตุกกะ คำว่า แม้เพราะนามรูปเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี ได้แก่ นาม ๑ รูป ๑ ในนามและรูปนั้น นาม เป็นไฉน เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ นี้เรียกว่า นาม รูป เป็นไฉน รูปที่มโนวิญญาณธาตุอาศัยเป็นไป นี้เรียกว่า รูป นามและรูปดังที่กล่าวมานี้ นี้เรียกว่า นามรูป แม้เพราะนามรูปเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี เป็นไฉน จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่เหมาะสมกัน นี้เรียกว่า แม้เพราะนามรูปเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี คำว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัย อายตนะที่ ๖ จึงมี ได้แก่ นาม ๑ รูป ๑ ในนามและรูปนั้น นาม เป็นไฉน เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ นี้เรียกว่า นาม รูป เป็นไฉน รูปที่มโนวิญญาณธาตุอาศัยเป็นไป นี้เรียกว่า รูป นามและรูปดังที่กล่าวมานี้ นี้เรียกว่า นามรูป เพราะนามรูปเป็นปัจจัย อายตนะที่ ๖ จึงมี เป็นไฉน จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่เหมาะสมกัน นี้เรียกว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัย อายตนะที่ ๖ จึงมี แม้เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย นามรูปจึงมี เป็นไฉน นาม ๑ รูป ๑

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๒๖๑}

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๖. ปฏิจจสมุปปาทวิภังค์] ๒. อภิธรรมภาชนีย์ ๘. อัญญมัญญจตุกกะ ในนามและรูปนั้น นาม เป็นไฉน เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ นี้เรียกว่า นาม รูป เป็นไฉน ความแรกเกิดแห่งจักขายตนะ ฯลฯ กายายตนะ หรือรูปแม้อื่นใดมีอยู่ ได้แก่รูปที่เกิดแต่จิต ที่มีจิตเป็นเหตุ ที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน นี้เรียกว่า รูป นามและรูปดังที่กล่าวมานี้ นี้เรียกว่า แม้เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัยนามรูปจึงมี เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี เป็นไฉน ความกระทบ กิริยาที่กระทบ กิริยาที่ถูกต้อง ภาวะที่ถูกต้อง นี้เรียกว่า เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี แม้เพราะผัสสะเป็นปัจจัย อายตนะที่ ๖ จึงมี เป็นไฉน จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่เหมาะสมกัน นี้เรียกว่า แม้เพราะผัสสะเป็นปัจจัย อายตนะที่ ๖ จึงมี ฯลฯ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า กองทุกข์ทั้งมวลนี้มีการเกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้

ข้อ ๒๗๘

ในสมัยนั้น เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี แม้เพราะสังขารเป็น ปัจจัย อวิชชาจึงมี เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี แม้เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย สังขารจึงมี เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี แม้เพราะนามรูปเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะจึงมี แม้เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี แม้เพราะผัสสะเป็นปัจจัย อายตนะที่ ๖ จึงมี เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี แม้เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี แม้เพราะตัณหาเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงมี แม้เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี เพราะภพเป็นปัจจัยชาติจึงมี เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะจึงมี กองทุกข์ทั้งมวลนี้มีการเกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๒๖๒}

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๖. ปฏิจจสมุปปาทวิภังค์] ๒. อภิธรรมภาชนีย์ ๘. อัญญมัญญจตุกกะ

ข้อ ๒๗๙

บรรดาปัจจยาการเหล่านั้น อวิชชา เป็นไฉน ความไม่รู้ ความไม่เห็น ฯลฯ ลิ่มคืออวิชชา อกุศลมูลคือโมหะ นี้เรียกว่าอวิชชา เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี เป็นไฉน ความจงใจ กิริยาที่จงใจ ภาวะที่จงใจ นี้เรียกว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยสังขารจึงมี แม้เพราะสังขารเป็นปัจจัย อวิชชาจึงมี เป็นไฉน ความไม่รู้ ความไม่เห็น ฯลฯ ลิ่มคืออวิชชา อกุศลมูลคือโมหะ นี้เรียกว่าแม้เพราะสังขารเป็นปัจจัย อวิชชาจึงมี เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี เป็นไฉน จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่เหมาะสมกัน นี้เรียกว่า เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี แม้เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย สังขารจึงมี เป็นไฉน ความจงใจ กิริยาที่จงใจ ภาวะที่จงใจ นี้เรียกว่า แม้เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยสังขารจึงมี เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี เป็นไฉน นาม ๑ รูป ๑ ในนามและรูปนั้น นาม เป็นไฉน เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ นี้เรียกว่า นาม รูป เป็นไฉน ความแรกเกิดแห่งจักขายตนะ ฯลฯ กายายตนะ หรือรูปแม้อื่นใดมีอยู่ ได้แก่รูปที่เกิดแต่จิต ที่มีจิตเป็นเหตุที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน นี้เรียกว่า รูป นามและรูปดังที่กล่าวมานี้ นี้เรียกว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๒๖๓}

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๖. ปฏิจจสมุปปาทวิภังค์] ๒. อภิธรรมภาชนีย์ ๘. อัญญมัญญจตุกกะ คำว่า แม้เพราะนามรูปเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี ได้แก่ นาม ๑ รูป ๑ ในนามและรูปนั้น นาม เป็นไฉน เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ นี้เรียกว่า นาม รูป เป็นไฉน รูปที่มโนวิญญาณธาตุอาศัยเป็นไป นี้เรียกว่า รูป นามและรูปดังที่กล่าวมานี้ นี้เรียกว่า นามรูป แม้เพราะนามรูปเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี เป็นไฉน จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่เหมาะสมกัน นี้เรียกว่า แม้เพราะนามรูปเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี คำว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะจึงมี ได้แก่ นาม ๑ รูป ๑ ในนามและรูปนั้น นาม เป็นไฉน เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ นี้เรียกว่า นาม รูป เป็นไฉน มหาภูตรูป ๔ และรูปที่มโนวิญญาณธาตุอาศัยเป็นไป นี้เรียกว่า รูป นามและรูปดังที่กล่าวมานี้ นี้เรียกว่า นามรูป เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะจึงมี เป็นไฉน จักขายตนะ ฯลฯ มนายตนะ นี้เรียกว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะจึงมี แม้เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี เป็นไฉน นาม ๑ รูป ๑

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๒๖๔}

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๖. ปฏิจจสมุปปาทวิภังค์] ๒. อภิธรรมภาชนีย์ ๙. อกุสลนิทเทส ในนามและรูปนั้น นาม เป็นไฉน เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ นี้เรียกว่า นาม รูป เป็นไฉน ความแรกเกิดแห่งจักขายตนะ ฯลฯ แห่งกายายตนะ หรือรูปแม้อื่นใดมีอยู่ได้แก่ รูปที่เกิดแต่จิต ที่มีจิตเป็นเหตุ ที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน นี้เรียกว่า รูป นามและรูปดังที่กล่าวมานี้ นี้เรียกว่า เพราะสฬายตะเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี เป็นไฉน ความกระทบ กิริยาที่กระทบ กิริยาที่ถูกต้อง ภาวะที่ถูกต้อง นี้เรียกว่า เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี แม้เพราะผัสสะเป็นปัจจัย อายตนะที่ ๖ จึงมี เป็นไฉน จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่เหมาะสมกัน นี้เรียกว่า แม้เพราะผัสสะเป็นปัจจัย อายตนะที่ ๖ จึงมี เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี เป็นไฉน ความสำราญทางใจ ความสุขทางใจ ความเสวยอารมณ์ที่สำราญเป็นสุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่สำราญเป็นสุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัสนี้เรียกว่า เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี ฯลฯ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า กองทุกข์ทั้งมวลนี้มีการเกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้ (๔-๑๖)อัญญมัญญจตุกกะ จบ ๙. อกุสลนิทเทส อกุศลจิตดวงที่ ๒ - ๔

ข้อ ๒๘๐

สภาวธรรมที่เป็นอกุศล เป็นไฉน จิตที่เป็นอกุศล สหรคตด้วยโสมนัส สัมปยุตด้วยทิฏฐิเกิดขึ้น ฯลฯ โดยมีเหตุชักจูง สหรคตด้วยโสมนัส วิปปยุตจากทิฏฐิ มีรูปเป็นอารมณ์ ฯลฯ สหรคตด้วยโสมนัส วิปปยุตจากทิฏฐิ มีรูปเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีธรรมเป็นอารมณ์ หรือปรารภ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๒๖๕}

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๖. ปฏิจจสมุปปาทวิภังค์] ๒. อภิธรรมภาชนีย์ ๙. อกุสลนิทเทส อารมณ์ใดๆ เกิดขึ้น โดยมีเหตุชักจูง ในสมัยใด ในสมัยนั้น เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยสังขารจึงมี เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามจึงมีเพราะนามเป็นปัจจัย อายตนะที่ ๖ จึงมี เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย ผัสสะจึงมีเพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อธิโมกข์จึงมี เพราะอธิโมกข์เป็นปัจจัย ภพจึงมี เพราะภพเป็นปัจจัยชาติจึงมี เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะจึงมี กองทุกข์ทั้งมวลนี้มีการเกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้

ข้อ ๒๘๑

บรรดาปัจจยาการเหล่านั้น อวิชชา เป็นไฉน ความไม่รู้ ความไม่เห็น ฯลฯ ลิ่มคืออวิชชา อกุศลมูลคือโมหะ นี้เรียกว่าอวิชชา เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี เป็นไฉน ความจงใจ กิริยาที่จงใจ ภาวะที่จงใจ นี้เรียกว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยสังขารจึงมี ฯลฯ เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อธิโมกข์จึงมี เป็นไฉน ความตัดสินอารมณ์ กิริยาที่ตัดสินอารมณ์ ภาวะที่จิตตัดสินอารมณ์นั้นนี้เรียกว่า เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อธิโมกข์จึงมี เพราะอธิโมกข์เป็นปัจจัย ภพจึงมี เป็นไฉน เว้นอธิโมกข์แล้ว เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์นี้เรียกว่า เพราะอธิโมกข์เป็นปัจจัย ภพจึงมี ฯลฯ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า กองทุกข์ทั้งมวลนี้มีการเกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้อกุศลจิตดวงที่ ๕

ข้อ ๒๘๒

สภาวธรรมที่เป็นอกุศล เป็นไฉน จิตที่เป็นอกุศล สหรคตด้วยอุเบกขา สัมปยุตด้วยทิฏฐิ มีรูปเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีธรรมเป็นอารมณ์ หรือปรารภอารมณ์ใดๆ เกิดขึ้นในสมัยใด ในสมัยนั้น

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๒๖๖}

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๖. ปฏิจจสมุปปาทวิภังค์] ๒. อภิธรรมภาชนีย์ ๙. อกุสลนิทเทส เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามจึงมี เพราะนามเป็นปัจจัย อายตนะที่ ๖ จึงมี เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงมี เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะจึงมี กองทุกข์ทั้งมวลนี้มีการเกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้

ข้อ ๒๘๓

บรรดาปัจจยาการเหล่านั้น อวิชชา เป็นไฉน ความไม่รู้ ความไม่เห็น ฯลฯ ลิ่มคืออวิชชา อกุศลมูลคือโมหะ นี้เรียกว่าอวิชชา ฯลฯ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี เป็นไฉน ความสำราญทางใจก็ไม่ใช่ ความไม่สำราญทางใจก็ไม่ใช่ ความเสวยอารมณ์ที่ไม่ทุกข์ไม่สุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่ไม่ทุกข์ไม่สุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัส นี้เรียกว่า เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี ฯลฯ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า กองทุกข์ทั้งมวลนี้มีการเกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้อกุศลจิตดวงที่ ๖-๘

ข้อ ๒๘๔

สภาวธรรมที่เป็นอกุศล เป็นไฉน จิตที่เป็นอกุศล สหรคตด้วยอุเบกขา สัมปยุตด้วยทิฏฐิ ฯลฯ โดยมีเหตุชักจูงฯลฯ สหรคตด้วยอุเบกขา วิปปยุตจากทิฏฐิ มีรูปเป็นอารมณ์ ฯลฯ สหรคตด้วยอุเบกขา วิปปยุตจากทิฏฐิ มีรูปเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีธรรมเป็นอารมณ์ หรือปรารภอารมณ์ใดๆ เกิดขึ้นโดยมีเหตุชักจูง ในสมัยใด ในสมัยนั้น เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยสังขารจึงมี เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามจึงมี เพราะนามเป็นปัจจัย อายตนะที่ ๖ จึงมี เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี เพราะ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๒๖๗}

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๖. ปฏิจจสมุปปาทวิภังค์] ๒. อภิธรรมภาชนีย์ ๙. อกุสลนิทเทส ตัณหาเป็นปัจจัย อธิโมกข์จึงมี เพราะอธิโมกข์เป็นปัจจัย ภพจึงมี เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะจึงมี กองทุกข์ทั้งมวลนี้มีการเกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้

ข้อ ๒๘๕

บรรดาปัจจยาการเหล่านั้น อวิชชา เป็นไฉน ฯลฯ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า กองทุกข์ทั้งมวลนี้มีการเกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้อกุศลจิตดวงที่ ๙-๑๐

ข้อ ๒๘๖

สภาวธรรมที่เป็นอกุศล เป็นไฉน จิตที่เป็นอกุศล สหรคตด้วยโทมนัส สัมปยุตด้วยปฏิฆะ มีรูปเป็นอารมณ์ ฯลฯ สหรคตด้วยโทมนัส สัมปยุตด้วยปฏิฆะ มีรูปเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีธรรมเป็นอารมณ์หรือปรารภอารมณ์ใดๆ เกิดขึ้นโดยมีเหตุชักจูง ในสมัยใด ในสมัยนั้น เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามจึงมี เพราะนามเป็นปัจจัย อายตนะที่ ๖ จึงมี เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ปฏิฆะจึงมี เพราะปฏิฆะเป็นปัจจัย อธิโมกข์จึงมี เพราะอธิโมกข์เป็นปัจจัย ภพจึงมี เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะจึงมี กองทุกข์ทั้งมวลนี้มีการเกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้

ข้อ ๒๘๗

บรรดาปัจจยาการเหล่านั้น อวิชชา เป็นไฉน ความไม่รู้ ความไม่เห็น ฯลฯ ลิ่มคืออวิชชา อกุศลมูลคือโมหะ นี้เรียกว่าอวิชชา ฯลฯ นี้เรียกว่า เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี เป็นไฉน ความไม่สำราญทางใจ ความทุกข์ทางใจ ความเสวยอารมณ์ที่ไม่สำราญ เป็นทุกข์ อันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่ไม่สำราญเป็นทุกข์ อันเกิดแต่เจโตสัมผัส นี้เรียกว่า เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ปฏิฆะจึงมี เป็นไฉน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๒๖๘}

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๖. ปฏิจจสมุปปาทวิภังค์] ๒. อภิธรรมภาชนีย์ ๙. อกุสลนิทเทส ความอาฆาต ความอาฆาตตอบ ฯลฯ ความดุร้าย ความเกรี้ยวกราด ความไม่แช่มชื่นแห่งจิต นี้เรียกว่า เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ปฏิฆะจึงมี เพราะปฏิฆะเป็นปัจจัย อธิโมกข์จึงมี เป็นไฉน ความตัดสินอารมณ์ กิริยาที่ตัดสินอารมณ์ ภาวะที่จิตตัดสินอารมณ์ นี้เรียกว่าเพราะปฏิฆะเป็นปัจจัย อธิโมกข์จึงมี เพราะอธิโมกข์เป็นปัจจัย ภพจึงมี เป็นไฉน เว้นอธิโมกข์แล้ว เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์ นี้เรียกว่า เพราะอธิโมกข์เป็นปัจจัย ภพจึงมี ฯลฯ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า กองทุกข์ทั้งมวลนี้มีการเกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้อกุศลจิตดวงที่ ๑๑

ข้อ ๒๘๘

สภาวธรรมที่เป็นอกุศล เป็นไฉน จิตที่เป็นอกุศล สหรคตด้วยอุเบกขา สัมปยุตด้วยวิจิกิจฉา มีรูปเป็นอารมณ์ฯลฯ มีธรรมเป็นอารมณ์ หรือปรารภอารมณ์ใดๆ เกิดขึ้นในสมัยใด ในสมัยนั้นเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามจึงมี เพราะนามเป็นปัจจัย อายตนะที่ ๖ จึงมี เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี เพราะเวทนาเป็นปัจจัย วิจิกิจฉาจึงมี เพราะวิจิกิจฉาเป็นปัจจัย ภพจึงมี เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะจึงมี กองทุกข์ทั้งมวลนี้มีการเกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้

ข้อ ๒๘๙

บรรดาปัจจยาการเหล่านั้น อวิชชา เป็นไฉน ความไม่รู้ ความไม่เห็น ฯลฯ ลิ่มคืออวิชชา อกุศลมูลคือโมหะ นี้เรียกว่าอวิชชา ฯลฯ นี้เรียกว่า เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๒๖๙}

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๖. ปฏิจจสมุปปาทวิภังค์] ๒. อภิธรรมภาชนีย์ ๙. อกุสลนิทเทส เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี เป็นไฉน ความสำราญทางใจก็ไม่ใช่ ความไม่สำราญทางใจก็ไม่ใช่ ความเสวยอารมณ์ที่ไม่ทุกข์ไม่สุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่ไม่ทุกข์ไม่สุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัส นี้เรียกว่า เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี เพราะเวทนาเป็นปัจจัย วิจิกิจฉาจึงมี เป็นไฉน ความเคลือบแคลง กิริยาที่เคลือบแคลง ภาวะที่เคลือบแคลง ความคิดเห็นไปต่างๆ ความตัดสินอารมณ์ไม่ได้ ความคิดเห็นเป็นสองทาง ความคิดเห็นเหมือนทางสองแพร่ง ความสงสัย ความไม่สามารถถือเอาโดยส่วนเดียวได้ ความคิดส่ายไป ความคิดพร่าไป ความไม่สามารถหยั่งลงถือเอาเป็นยุติได้ ความกระด้างแห่งจิต วิจิกิจฉา นี้เรียกว่า เพราะเวทนาเป็นปัจจัย วิจิกิจฉาจึงมี เพราะวิจิกิจฉาเป็นปัจจัย ภพจึงมี เป็นไฉน เว้นวิจิกิจฉาแล้ว เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์ นี้เรียกว่า เพราะวิจิกิจฉาเป็นปัจจัย ภพจึงมี ฯลฯ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า กองทุกข์ทั้งมวลนี้มีการเกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้อกุศลจิตดวงที่ ๑๒

ข้อ ๒๙๐

สภาวธรรมที่เป็นอกุศล เป็นไฉน จิตที่เป็นอกุศล สหรคตด้วยอุเบกขา สัมปยุตด้วยอุทธัจจะ มีรูปเป็นอารมณ์ฯลฯ มีธรรมเป็นอารมณ์ หรือปรารภอารมณ์ใดๆ เกิดขึ้นในสมัยใด ในสมัยนั้นเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามจึงมี เพราะนามเป็นปัจจัย อายตนะที่ ๖ จึงมี เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี เพราะเวทนาเป็นปัจจัย อุทธัจจะจึงมี เพราะอุทธัจจะเป็นปัจจัย อธิโมกข์จึงมี เพราะอธิโมกข์เป็นปัจจัย ภพจึงมี เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะจึงมี กองทุกข์ทั้งมวลนี้มีการเกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้ @เชิงอรรถ : @ อภิ.สงฺ. ๓๔/๔๒๕/๑๑๘

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๒๗๐}

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๖. ปฏิจจสมุปปาทวิภังค์] ๒. อภิธรรมภาชนีย์ ๙. อกุสลนิทเทส

ข้อ ๒๙๑

ในปัจจยาการเหล่านั้น อวิชชา เป็นไฉน ความไม่รู้ ความไม่เห็น ฯลฯ ลิ่มคืออวิชชา อกุศลมูลคือโมหะ นี้เรียกว่าอวิชชา ฯลฯ นี้เรียกว่า เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี เป็นไฉน ความสำราญทางใจก็ไม่ใช่ ความไม่สำราญทางใจก็ไม่ใช่ ความเสวยอารมณ์ที่ไม่ทุกข์ไม่สุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่ไม่ทุกข์ไม่สุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัส นี้เรียกว่า เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี เพราะเวทนาเป็นปัจจัย อุทธัจจะจึงมี เป็นไฉน ความฟุ้งซ่านแห่งจิต ความไม่สงบ ความวุ่นวายใจ ความพล่านแห่งจิต นี้เรียกว่า เพราะเวทนาเป็นปัจจัย อุทธัจจะจึงมี เพราะอุทธัจจะเป็นปัจจัย อธิโมกข์จึงมี เป็นไฉน ความตัดสินอารมณ์ กิริยาที่ตัดสินอารมณ์ ภาวะที่จิตตัดสินอารมณ์นั้น นี้เรียกว่า เพราะอุทธัจจะเป็นปัจจัย อธิโมกข์จึงมี เพราะอธิโมกข์เป็นปัจจัย ภพจึงมี เป็นไฉน เว้นอธิโมกข์แล้ว เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์ นี้เรียกว่า เพราะอธิโมกข์เป็นปัจจัย ภพจึงมี ฯลฯ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า กองทุกข์ทั้งมวลนี้มีการเกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้อกุสลนิทเทส จบ @เชิงอรรถ : @ อภิ.สงฺ. ๓๔/๔๒๙/๑๑๙

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๒๗๑}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อธิบายอกุศลนิเทศ ปฐมจตุกะ

บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงถือเอากุศล (ในปัจจยาการ) ก่อน เพราะนิเทศอกุศลนี้ มิได้ทรงตั้งมาติกาเหมือนในจิตตุปปาทกัณฑ์ในหนหลังซึ่งทรงกระทำกุศลติกะไว้เป็นเบื้องต้นแล้วทรงจำแนกกุศลก่อนโดยลำดับมาติกาที่ทรงตั้งไว้ เพื่อจะทรงจำแนกแสดงองค์ปฏิจจสมุปบาทมีอวิชชาเป็นต้นตามลำดับที่ทรงตั้งไว้ในมาติกาด้วยอำนาจอกุศลธรรมว่า อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาโร (สังขารเกิดเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย) เท่านั้น จึงตรัสคำมีอาทิว่า กตเม ธมฺมา อกุสลา (ธรรมเป็นอกุศล เป็นไฉน). เนื้อความแห่งพระบาลีนั้น พึงทราบโดยนัยที่ตรัสไว้ในจิตตุปปาทกัณฑ์ ในหนหลังนั่นแหละ.

อนึ่ง เพราะตัณหาและกามุปาทานย่อมไม่เกิดในขณะแห่งจิตดวงเดียวกันฉะนั้นในที่นี้ เพื่อทรงแสดงอุปาทานที่ได้เพราะตัณหาเป็นปัจจัยนั้นนั่นแหละ จึงตรัสคำมีอาทิว่า ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิคตํ ดังนี้.

อนึ่ง เพราะในนิเทศแห่งภพ อุปาทานถึงการสงเคราะห์เข้าในสังขารขันธ์ ฉะนั้น จึงตรัสว่า เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ เว้นอุปาทาน ดังนี้เป็นต้น เพราะเมื่อตรัสอยู่อย่างนี้ก็จะพึงปรากฏความที่อุปาทานเป็นปัจจัยแก่อุปาทาน ก็อุปาทานนั้นนั่นแหละย่อมไม่เป็นปัจจัยแก่อุปาทานนั้น.

ในนิเทศแห่งชาติเป็นต้น เพราะธรรมเหล่านี้มีชาติเป็นต้นเป็นความเกิดเป็นต้นของอรูปธรรมทั้งหลาย ฉะนั้นจึงไม่ตรัสว่า ความที่ฟันหัก ความที่ผมหงอก ความที่หนังเหี่ยวย่น จุติ กิริยาที่จุติ ดังนี้

พระองค์ทรงตั้งวาระที่หนึ่งอย่างนี้แล้ว ต่อไปก็ทรงแสดงปัจจยาการในวาระที่ ๒ โดยวาระที่ ๑ ในสมัยนั้นแหละ เพื่อทรงแสดงปัจจยาการโดยนัยแม้อื่นอีก จึงไม่ตรัสวาระกำหนดสมัยไว้ต่างหากแล้วทรงทำเทศนาโดยนัยมีอาทิว่า ตสฺมึ สมเย อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาโร (สังขารเกิดเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย ในสมัยนั้น.

บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า เว้นผัสสะ นี้ตรัสไว้เพื่อทรงนำผัสสะออกจากนาม เพราะแม้ผัสสะก็นับเนื่องด้วยนาม.

ในวาระที่ ๓ วิญญาณเป็นปัจจัยแก่รูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน เมื่อรูปมีจิตเป็นสมุฏฐานกำลังเป็นไปอยู่ เพราะความที่จักขายตนะเป็นต้นอันรูปมีจิตเป็นสมุฏฐานนั้นค้ำจุนแล้วย่อมปรากฏ ฉะนั้น จึงตรัสว่า จกฺขฺวายตนสฺส อุปจโย (ความเกิดขึ้นแห่งจักขายตนะ) เป็นต้น.

อนึ่ง เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย ด้วยปัจฉาชาตปัจจัยแม้แก่กรรมชรูปซึ่งกำลังเป็นไปในสมัยนั้น แม้เพราะเหตุนั้น จึงตรัสอย่างนี้ ในวาระที่ ๓ นั้น ทรงถือเอาสันตติ ๒ คือสันตติรูปเกิดแต่กรรมและสันตติรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐานแม้ก็จริง ถึงอย่างนั้น สันตติ ๒ แม้นอกนี้ก็พึงถือเอา เพราะวิญญาณก็เป็นปัจจัยแก่สันตติ ๒ นอกนี้เหมือนกัน.

ส่วนในวาระที่ ๔ ก็เพราะแม้ในขณะจิตเดียวกัน จักขวายตนะเป็นต้นมีมหาภูตรูปเป็นปัจจัย อายตนะที่ ๖ มีหทยรูปเป็นปัจจัยและอายตนะแม้ทั้งหมดมีเพราะนามเป็นปัจจัย เป็นไปด้วยอำนาจปัจฉาชาตปัจจัยและสหชาตปัจจัยเป็นต้นตามควร ฉะนั้น จึงตรัสคำมีอาทิว่าตตฺถ กตมํ นามรูปปจฺจยา สฬายตนํ จกฺขฺวายตนํ ในปัจจยาการนั้น สฬายตนะเกิดเพราะนามรูปเป็นปัจจัยเป็นไฉน? คือจักขวายตนะ. ปฐมจตุกนิเทศ จบ.

นิเทศจตุกะที่ ๒

คำทั้งหมดในจตุกะที่ ๒ ตื้นทั้งนั้น.

นิเทศจตุกะที่ ๓

-----------------------------------------------------

[๒๖๔] ตติยจตุกฺเก ยสฺส สมฺปยุตฺตปจฺจยภาโว น โหติ, ยสฺส จ โหติ,

ตํ วิสุํ วิสุํ ทสฺเสตุํ อิทํ วุจฺจติ วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํ วิญฺญาณสมฺปยุตฺตํ

นามนฺติอาทิ วุตฺตํ.

๓๑๙-๓๒๖] ในจตุกกะที่ ๓ ความเป็นสัมปยุตตปัจจัยไม่มีแก่ปัจจยการใดและมีแก่ปัจจยาการใด เพื่อทรงแสดงปัจจยาการนั้นๆ ไว้แผนกหนึ่ง จึงตรัสคำเป็นต้นว่า นี้เรียกว่า นามรูปและนามอันสัมปยุตด้วยวิญญาณ เกิดเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย (อิทํ วุจฺจติ วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํ วิญฺญาณสมฺปยุตฺตํ นามํ).

-----------------------------------------------------

ในจตุกะที่ ๓ ความเป็นสัมปยุตตปัจจัยไม่มีแก่ปัจจัยใด ปัจจยาการใดมี เพื่อทรงแสดงปัจจยาการนั้นๆ ไว้แผนกหนึ่ง จึงตรัสว่าอิทํ วุจฺจติ วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํ วิญฺญาณสมฺปยุตฺตํ นามํ นี้เรียกว่านามรูป เรียกว่านามสัมปยุตด้วยวิญญาณ เกิดขึ้นเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย. ตติยจตุกนิเทศ จบ.

นิเทศจตุกะที่ ๔

นิเทศแห่งนามเกิดเพราะผัสสะเป็นปัจจัยในจตุกะที่ ๔ แม้มิได้ตรัสว่า "เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ เว้นผัสสะ นี้เรียกว่า นามเกิดเพราะผัสสะเป็นปัจจัย" ดังนี้ ก็จริงถึงอย่างนั้น เพราะได้ตรัสว่า "เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ เว้นผัสสะ" ดังนี้ ในนิเทศบทอดีตโดยลำดับ นั้นแม้มิได้ตรัส ก็นับว่าเป็นอันตรัสแล้วโดยแท้เพราะนามใดเป็นปัจจัยแก่ผัสสะนั้นแหละ แม้ผัสสะก็เป็นปัจจัยแก่นามนั้นเหมือนกันฉะนี้แล. จตุตถจตุกนิเทศ จบ.

อนึ่ง พึงทราบนัย ๘ แม้มีสังขารเป็นมูลเป็นต้น เหมือนนัยที่หนึ่งมีอวิชชาเป็นมูลซึ่งจำแนกไว้ ๑๖ วาระ ในจตุกะ ๔ ที่ทรงประกาศในอกุศลจิตดวงที่ ๑ นี้ ส่วนพระบาลีทรงย่อไว้ และพึงทราบว่า ในอกุศลจิตดวงที่หนึ่งนั้นแหละ มี ๙ นัย ๓๖ จตุกะ และ ๑๔๔ วาระ ด้วยประการฉะนี้.

บัดนี้ เพื่อจะทรงแสดงปัจจยาการแม้ในอกุศลจิตที่เหลือ โดยนัยนี้แหละ จึงเริ่มคำมีอาทิว่า กตเม ธมฺมา อกุสลา (ธรรมเป็นอกุศล เป็นไฉน).

ในพระบาลีนั้น เพราะในจิตที่พรากจากทิฏฐิ ไม่มีอุปาทานเกิด เพราะตัณหาเป็นปัจจัย ฉะนั้นจึงทรงเพิ่มอธิโมกข์ซึ่งเป็นนิบาตกระทำให้มั่นคง เป็นดุจอุปาทานเกิดในที่แห่งอุปาทาน. และเพราะในจิตที่สหรคตด้วยโทมนัส แม้ตัณหาที่มีเวทนาเป็นปัจจัยก็ไม่มี ฉะนั้นจึงทรงเพิ่มบทปฏิฆะที่เป็นกิเลสมีกำลังเป็นดุจตัณหาเกิดในที่ตัณหา ทรงเพิ่มบทอธิโมกข์นั่นแหละ ในที่แห่งอุปาทาน.

ส่วนในอกุศลจิตที่สัมปยุตด้วยวิจิกิจฉา ย่อมไม่มีแม้อธิโมกข์ เพราะไม่มีการตัดสิน ฉะนั้น จึงทรงเพิ่มบทด้วยวิจิกิจฉาซึ่งเป็นกิเลสมีกำลังไว้ในที่แห่งตัณหาลดฐานะแห่งอุปาทานเสียแต่ในอกุศลจิตที่สัมปยุตด้วยอุทธัจจะมีอธิโมกข์ฉะนั้น จึงทรงเพิ่มบทด้วยอุทธัจจะซึ่งเป็นกิเลสมีกำลัง ในที่แห่งตัณหา. ทรงเพิ่มบทอธิโมกข์นั่นแหละไว้ ในที่อุปาทาน. ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงเหตุสักว่า ความต่างกันในอกุศลทั้งหมด แล้วทรงย่อพระบาลีไว้. ก็ความต่างกันนี้ ทรงแสดงไว้ในนิเทศอธิโมกข์นั้น เป็นนิเทศอธิโมกข์ที่ยังมิได้เคยแสดงมาก่อน. คำที่เหลือมาในภายหลังทั้งนั้น.

ก็ในนิเทศแห่งอธิโมกข์ มีวินิจฉัยว่า

ที่ชื่อว่าอธิโมกข์ เพราะอำนาจการตัดสินอารมณ์. อีกอย่างหนึ่ง ที่ชื่อว่าอธิโมกข์ (การตัดสินใจ) เพราะอรรถว่า น้อมใจไปในอารมณ์นั้น คือถึงความตกลงใจ เพราะไม่มีความสงสัย. อาการที่ตัดสินอารมณ์ ชื่อว่า อธิมุจฺจนา (กิริยาที่ตัดสินใจ) ที่ชื่อว่า ตทธิมุตฺตตา (ความตัดสินใจในอารมณ์นั้น) เพราะอรรถว่าความน้อมใจไปในอารมณ์นั้นก็ในจิตทุกดวง พึงทราบประเภทแห่งนัยจตุกะโดยนัยที่กล่าวในปฐมจิต (อกุศล) นั่นแหละ.

-----------------------------------------------------

เกวลญฺหิ วิจิกิจฺฉาสมฺปยุตฺเต อุปาทานมูลกสฺส นยสฺส อภาวา อฏฺฐ นยา

ทฺวตฺตึส จตุกฺกานิ อฏฺฐวีสาธิกญฺจ วารสตํ โหตีติ.

ก็เพราะในอกุศลจิตที่สัมปยุตด้วยวิจิกิจฉาล้วนๆ ไม่มีนัยที่มีอุปาทานเป็นมูล จึงมี ๘ นัย ๓๒ จตุกกะและ ๑๒๘ วาระ ฉะนี้แล.

ก็เพราะในอกุศลจิตที่สัมปยุตด้วยวิจิกิจฉาไม่มีนัย มีอุปาทานเป็นมูลอย่างเดียว จึงมี ๘ นัย ๓๒ จตุกะและเป็น ๑๒๘ วาระ ฉะนี้แล.

-----------------------------------------------------

อกุศลนิเทศ จบ. -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา