มาติกา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ญาณวิภงฺโค
๗๙๕เอกวิเธน ญาณวตฺถุ ฯ ปญฺจ วิญฺญาณา น เหตู อเหตุกา เหตุวิปฺปยุตฺตา สปฺปจฺจยา สงฺขตา อรูปา โลกิยา สาสวา สญฺโญชนิยา คนฺถนิยา โอฆนิยา โยคนิยา นีวรณิยา ปรามฏฺฐา อุปาทานิยา สงฺกิเลสิกา อพฺยากตา สารมฺมณา อเจตสิกา วิปากา อุปาทินฺนุปาทานิยา อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกา น สวิตกฺกสวิจารา น อวิตกฺกวิจารมตฺตา อวิตกฺกอวิจารา น ปีติสหคตา เนวทสฺสเนน- นภาวนายปหาตพฺพา เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺพเหตุกา เนวอาจยคามิโนนอปจยคามิโน เนวเสกฺขานาเสกฺขา ปริตฺตา กามาวจรา น รูปาวจรา น อรูปาวจรา ปริยาปนฺนา โน อปริยาปนฺนา อนิยตา อนิยฺยานิกา อุปฺปนฺนา มโนวิญฺญาณวิญฺเญยฺยา อนิจฺจา ชราภิภูตา ฯ {๗๙๕.๑} ปญฺจ วิญฺญาณา อุปฺปนฺนวตฺถุกา อุปฺปนฺนารมฺมณา ปุเรชาตวตฺถุกา ปุเรชาตารมฺมณา อชฺฌตฺติกวตฺถุกา พาหิรารมฺมณา อสมฺภินฺนวตฺถุกา อสมฺภินฺนารมฺมณา นานาวตฺถุกา นานารมฺมณา น อญฺญมญฺญสฺส โคจรวิสยํ ปจฺจนุโภนฺติ น อสมนฺนาหารา อุปฺปชฺชนฺติ น อมนสิการา อุปฺปชฺชนฺติ น อพฺโพกิณฺณา อุปฺปชฺชนฺติ น อปุพฺพํ อจริมํ อุปฺปชฺชนฺติ น อญฺญมญฺญสฺส สมนนฺตรา อุปฺปชฺชนฺติ ปญฺจ วิญฺญาณา อนาโภคา ปญฺจหิ วิญฺญาเณหิ น กญฺจิ ธมฺมํ ปฏิวิชานาติ อญฺญตฺร อภินิปาตมตฺตา ปญฺจนฺนํ วิญฺญาณานํ สมนนฺตราปิ น กญฺจิ ธมฺมํ ปฏิวิชานาติ ปญฺจหิ วิญฺญาเณหิ น กญฺจิ อิริยาปถํ กปฺเปติ ปญฺจนฺนํ วิญฺญาณานํ สมนนฺตราปิ น กญฺจิ อิริยาปถํ กปฺเปติ ปญฺจหิ วิญฺญาเณหิ น กายกมฺมํ น วจีกมฺมํ ปฏฺฐเปติ ปญฺจนฺนํ วิญฺญาณานํ สมนนฺตราปิ น กายกมฺมํ น วจีกมฺมํ ปฏฺฐเปติ {๗๙๕.๒} ปญฺจหิ วิญฺญาเณหิ น กุสลากุสลํ ธมฺมํ สมาทิยติ ปญฺจนฺนํ วิญฺญาณานํ สมนนฺตราปิ น กุสลากุสลํ ธมฺมํ สมาทิยติ ปญฺจหิ วิญฺญาเณหิ น สมาปชฺชติ น วุฏฺฐาติ ปญฺจนฺนํ วิญฺญาณานํ สมนนฺตราปิ น สมาปชฺชติ น วุฏฺฐาติ ปญฺจหิ วิญฺญาเณหิ น จวติ น อุปปชฺชติ ปญฺจนฺนํ วิญฺญาณานํ สมนนฺตราปิ น จวติ น อุปปชฺชติ ปญฺจหิ วิญฺญาเณหิ น สุปติ น ปฏิพุชฺฌติ น สุปินํ ปสฺสติ ปญฺจนฺนํ วิญฺญาณานํ สมนนฺตราปิ น สุปติ น ปฏิพุชฺฌติ น สุปินํ ปสฺสติ ฯ ยาถาวกวตฺถุวิภาวนา ปญฺญา ฯ เอวํ เอกวิเธน ญาณวตฺถุ ฯ
๗๙๖ทุวิเธน ญาณวตฺถุ โลกิยา ปญฺญา โลกุตฺตรา ปญฺญา เกนจิ วิญฺเญยฺยา ปญฺญา เกนจิ น วิญฺเญยฺยา ปญฺญา สาสวา ปญฺญา อนาสวา ปญฺญา อาสววิปฺปยุตฺตสาสวา ปญฺญา อาสววิปฺปยุตฺตอนาสวา ปญฺญา สญฺโญชนิยา ปญฺญา อสญฺโญชนิยา ปญฺญา สญฺโญชนวิปฺปยุตฺตสญฺโญชนิยา ปญฺญา สญฺโญชนวิปฺปยุตฺตอสญฺโญชนิยา ปญฺญา คนฺถนิยา ปญฺญา อคนฺถนิยา ปญฺญา คนฺถวิปฺปยุตฺตคนฺถนิยา ปญฺญา คนฺถวิปฺปยุตฺตอคนฺถนิยา ปญฺญา โอฆนิยา ปญฺญา อโนฆนิยา ปญฺญา โอฆวิปฺปยุตฺตโอฆนิยา ปญฺญา โอฆวิปฺปยุตฺตอโนฆนิยา ปญฺญา โยคนิยา ปญฺญา อโยคนิยา ปญฺญา โยควิปฺปยุตฺตโยคนิยา ปญฺญา โยควิปฺปยุตฺตอโยคนิยา ปญฺญา นีวรณิยา ปญฺญา อนีวรณิยา ปญฺญา นีวรณวิปฺปยุตฺตนีวรณิยา ปญฺญา นีวรณวิปฺปยุตฺตอนีวรณิยา {๗๙๖.๑} ปญฺญา ปรามฏฺฐา ปญฺญา อปรามฏฺฐา ปญฺญา ปรามาสวิปฺปยุตฺตปรามฏฺฐา ปญฺญา ปรามาสวิปฺปยุตฺตอปรามฏฺฐา ปญฺญา อุปาทินฺนา ปญฺญา อนุปาทินฺนา ปญฺญา อุปาทานิยา ปญฺญา อนุปาทานิยา ปญฺญา อุปาทานวิปฺปยุตฺตอุปาทานิยา ปญฺญา อุปาทานวิปฺปยุตฺตอนุปาทานิยา ปญฺญา สงฺกิเลสิกา ปญฺญา อสงฺกิเลสิกา ปญฺญา กิเลสวิปฺปยุตฺตสงฺกิเลสิกา ปญฺญา กิเลสวิปฺปยุตฺตอสงฺกิเลสิกา ปญฺญา สวิตกฺกา ปญฺญา อวิตกฺกา ปญฺญา สวิจารา ปญฺญา อวิจารา ปญฺญา สปฺปีติกา ปญฺญา อปฺปีติกา ปญฺญา ปีติสหคตา ปญฺญา น ปีติสหคตา ปญฺญา สุขสหคตา ปญฺญา น สุขสหคตา ปญฺญา อุเปกฺขาสหคตา ปญฺญา น อุเปกฺขาสหคตา ปญฺญา กามาวจรา ปญฺญา น กามาวจรา ปญฺญา รูปาวจรา ปญฺญา น รูปาวจรา ปญฺญา อรูปาวจรา ปญฺญา น อรูปาวจรา ปญฺญา ปริยาปนฺนา ปญฺญา อปริยาปนฺนา ปญฺญา นิยฺยานิกา ปญฺญา อนิยฺยานิกา ปญฺญา นิยตา ปญฺญา อนิยตา ปญฺญา สอุตฺตรา ปญฺญา อนุตฺตรา ปญฺญา อตฺถชาปิกา ปญฺญา ชาปิตตฺถา ปญฺญา เอวํ ทุวิเธน ญาณวตฺถุ ฯ
๗๙๗ติวิเธน ญาณวตฺถุ ฯ จินฺตามยา ปญฺญา สุตมยา ปญฺญา ภาวนามยา ปญฺญา ทานมยา ปญฺญา สีลมยา ปญฺญา ภาวนามยา ปญฺญา อธิสีเล ปญฺญา อธิจิตฺเต ปญฺญา อธิปญฺญาย ปญฺญา อายโกสลฺลํ อปายโกสลฺลํ อุปายโกสลฺลํ ฯ วิปากา ปญฺญา วิปากธมฺมธมฺมา ปญฺญา เนววิปากนวิปากธมฺมธมฺมา ปญฺญา อุปาทินฺนุปาทานิยา ปญฺญา อนุปาทินฺนุปาทานิยา ปญฺญา อนุปาทินฺนอนุปาทานิยา ปญฺญา สวิตกฺกสวิจารา ปญฺญา อวิตกฺกวิจารมตฺตา ปญฺญา อวิตกฺกอวิจารา ปญฺญา ปีติสหคตา ปญฺญา {๗๙๗.๑} สุขสหคตา ปญฺญา อุเปกฺขาสหคตา ปญฺญา อาจยคามินี ปญฺญา อปจยคามินี ปญฺญา เนวอาจยคามินี- นอปจยคามินี ปญฺญา เสกฺขา ปญฺญา อเสกฺขา ปญฺญา เนวเสกฺขานาเสกฺขา ปญฺญา ปริตฺตา ปญฺญา มหคฺคตา ปญฺญา อปฺปมาณา ปญฺญา ปริตฺตารมฺมณา ปญฺญา มหคฺคตารมฺมณา ปญฺญา อปฺปมาณารมฺมณา ปญฺญา มคฺคารมฺมณา ปญฺญา มคฺคเหตุกา ปญฺญา มคฺคาธิปตินี ปญฺญา อุปฺปนฺนา ปญฺญา อนุปฺปนฺนา ปญฺญา อุปฺปาทินี ปญฺญา อตีตา ปญฺญา อนาคตา ปญฺญา ปจฺจุปฺปนฺนา ปญฺญา อตีตารมฺมณา ปญฺญา อนาคตารมฺมณา ปญฺญา ปจฺจุปฺปนฺนารมฺมณา ปญฺญา อชฺฌตฺตา ปญฺญา พหิทฺธา ปญฺญา อชฺฌตฺตพหิทฺธา ปญฺญา อชฺฌตฺตารมฺมณา ปญฺญา พหิทฺธารมฺมณา ปญฺญา อชฺฌตฺตพหิทฺธารมฺมณา ปญฺญา ฯ {๗๙๗.๒} สวิตกฺกสวิจารา ปญฺญา อตฺถิ วิปากา อตฺถิ วิปากธมฺมธมฺมา อตฺถิ เนววิปากนวิปากธมฺมธมฺมา อตฺถิ อุปาทินฺนุปาทานิยา อตฺถิ อนุปาทินฺนุปาทานิยา อตฺถิ อนุปาทินฺนอนุปาทานิยา อตฺถิ ปีติสหคตา อตฺถิ สุขสหคตา อตฺถิ อุเปกฺขาสหคตา อตฺถิ อาจยคามินี อตฺถิ อปจยคามินี อตฺถิ เนวอาจยคามินีนอปจยคามินี อตฺถิ เสกฺขา อตฺถิ อเสกฺขา อตฺถิ เนวเสกฺขานาเสกฺขา อตฺถิ ปริตฺตา อตฺถิ มหคฺคตา อตฺถิ อปฺปมาณา อตฺถิ ปริตฺตารมฺมณา อตฺถิ มหคฺคตารมฺมณา อตฺถิ อปฺปมาณารมฺมณา อตฺถิ มคฺคารมฺมณา อตฺถิ {๗๙๗.๓} มคฺคเหตุกา อตฺถิ มคฺคาธิปตินี อตฺถิ อุปฺปนฺนา อตฺถิ อนุปฺปนฺนา อตฺถิ อุปฺปาทินี อตฺถิ อตีตา อตฺถิ อนาคตา อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนา อตฺถิ อตีตารมฺมณา อตฺถิ อนาคตารมฺมณา อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนารมฺมณา อตฺถิ อชฺฌตฺตา อตฺถิ พหิทฺธา อตฺถิ อชฺฌตฺตพหิทฺธา อตฺถิ อชฺฌตฺตารมฺมณา อตฺถิ พหิทฺธารมฺมณา อตฺถิ อชฺฌตฺตพหิทฺธารมฺมณา ฯ อวิตกฺกวิจารมตฺตา ปญฺญา อตฺถิ วิปากา อตฺถิ วิปากธมฺมธมฺมา อตฺถิ เนววิปากนวิปากธมฺมธมฺมา อตฺถิ อุปาทินฺนุปาทานิยา อตฺถิ อนุปาทินฺนุปาทานิยา อตฺถิ อนุปาทินฺนอนุปาทานิยา อตฺถิ อาจยคามินี อตฺถิ อปจยคามินี อตฺถิ เนวอาจยคามินีนอปจยคามินี อตฺถิ เสกฺขา อตฺถิ อเสกฺขา อตฺถิ เนวเสกฺขานาเสกฺขา อตฺถิ อุปฺปนฺนา อตฺถิ อนุปฺปนฺนา อตฺถิ อุปฺปาทินี อตฺถิ อตีตา อตฺถิ อนาคตา อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนา อตฺถิ อชฺฌตฺตา อตฺถิ พหิทฺธา อตฺถิ อชฺฌตฺตพหิทฺธา ฯ {๗๙๗.๔} อวิตกฺกอวิจารา ปญฺญา อตฺถิ วิปากา อตฺถิ วิปากธมฺมธมฺมา อตฺถิ เนววิปากนวิปากธมฺมธมฺมา อตฺถิ อุปาทินฺนุปาทานิยา อตฺถิ อนุปาทินฺนุปาทานิยา อตฺถิ อนุปาทินฺนอนุปาทานิยา อตฺถิ ปีติสหคตา อตฺถิ สุขสหคตา อตฺถิ อุเปกฺขาสหคตา อตฺถิ อาจยคามินี อตฺถิ อปจยคามินี อตฺถิ เนวอาจยคามินีนอปจยคามินี อตฺถิ เสกฺขา อตฺถิ อเสกฺขา อตฺถิ เนวเสกฺขานาเสกฺขา อตฺถิ ปริตฺตารมฺมณา อตฺถิ มหคฺคตารมฺมณา อตฺถิ อปฺปมาณารมฺมณา อตฺถิ มคฺคารมฺมณา อตฺถิ มคฺคเหตุกา อตฺถิ มคฺคาธิปตินี อตฺถิ {๗๙๗.๕} อุปฺปนฺนา อตฺถิ อนุปฺปนฺนา อตฺถิ อุปฺปาทินี อตฺถิ อตีตา อตฺถิ อนาคตา อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนา อตฺถิ อตีตารมฺมณา อตฺถิ อนาคตารมฺมณา อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนารมฺมณา อตฺถิ อชฺฌตฺตา อตฺถิ พหิทฺธา อตฺถิ อชฺฌตฺตพหิทฺธา อตฺถิ อชฺฌตฺตารมฺมณา อตฺถิ พหิทฺธารมฺมณา อตฺถิ อชฺฌตฺตพหิทฺธารมฺมณา ฯ ปีติสหคตา ปญฺญา สุขสหคตา ปญฺญา อตฺถิ วิปากา อตฺถิ วิปากธมฺมธมฺมา อตฺถิ เนววิปากนวิปากธมฺมธมฺมา อตฺถิ อุปาทินฺนุปาทานิยา อตฺถิ อนุปาทินฺนุปาทานิยา อตฺถิ อนุปาทินฺนอนุปาทานิยา อตฺถิ สวิตกฺกสวิจารา อตฺถิ อวิตกฺกวิจารมตฺตา อตฺถิ อวิตกฺกอวิจารา อตฺถิ อาจยคามินี อตฺถิ อปจยคามินี อตฺถิ เนวอาจยคามินี- นอปจยคามินี อตฺถิ {๗๙๗.๖} เสกฺขา อตฺถิ อเสกฺขา อตฺถิ เนวเสกฺขานาเสกฺขา อตฺถิ ปริตฺตา อตฺถิ มหคฺคตา อตฺถิ อปฺปมาณา อตฺถิ ปริตฺตารมฺมณา อตฺถิ มหคฺคตารมฺมณา อตฺถิ อปฺปมาณารมฺมณา อตฺถิ มคฺคารมฺมณา อตฺถิ มคฺคเหตุกา อตฺถิ มคฺคาธิปตินี อตฺถิ อุปฺปนฺนา อตฺถิ อนุปฺปนฺนา อตฺถิ อุปฺปาทินี อตฺถิ อตีตา อตฺถิ อนาคตา อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนา อตฺถิ อตีตารมฺมณา อตฺถิ อนาคตารมฺมณา อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนารมฺมณา อตฺถิ อชฺฌตฺตา อตฺถิ พหิทฺธา อตฺถิ อชฺฌตฺตพหิทฺธา อตฺถิ อชฺฌตฺตารมฺมณา อตฺถิ พหิทฺธารมฺมณา อตฺถิ อชฺฌตฺตพหิทฺธารมฺมณา ฯ {๗๙๗.๗} อุเปกฺขาสหคตา ปญฺญา อตฺถิ วิปากา อตฺถิ วิปากธมฺมธมฺมา อตฺถิ เนววิปากนวิปากธมฺมธมฺมา อตฺถิ อุปาทินฺนุปาทานิยา อตฺถิ อนุปาทินฺนุปาทานิยา อตฺถิ อนุปาทินฺนอนุปาทานิยา อตฺถิ อาจยคามินี อตฺถิ อปจยคามินี อตฺถิ เนวอาจยคามินีนอปจยคามินี อตฺถิ เสกฺขา อตฺถิ อเสกฺขา อตฺถิ เนวเสกฺขานาเสกฺขา อตฺถิ ปริตฺตา อตฺถิ มหคฺคตา อตฺถิ อปฺปมาณา อตฺถิ ปริตฺตารมฺมณา อตฺถิ มหคฺคตารมฺมณา อตฺถิ อปฺปมาณารมฺมณา อตฺถิ มคฺคารมฺมณา อตฺถิ มคฺคเหตุกา อตฺถิ มคฺคาธิปตินี อตฺถิ อุปฺปนฺนา อตฺถิ อนุปฺปนฺนา อตฺถิ อุปฺปาทินี อตฺถิ อตีตา อตฺถิ อนาคตา อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนา อตฺถิ อตีตารมฺมณา อตฺถิ อนาคตารมฺมณา อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนารมฺมณา อตฺถิ อชฺฌตฺตา อตฺถิ พหิทฺธา อตฺถิ อชฺฌตฺตพหิทฺธา อตฺถิ อชฺฌตฺตารมฺมณา อตฺถิ พหิทฺธารมฺมณา อตฺถิ อชฺฌตฺตพหิทฺธารมฺมณา ฯ เอวํ ติวิเธน ญาณวตฺถุ ฯ
๗๙๘จตุพฺพิเธน ญาณวตฺถุ กมฺมสฺสกตํ ญาณํ สจฺจานุโลมิกํ ญาณํ มคฺคสมงฺคิสฺส ญาณํ ผลสมงฺคิสฺส ญาณํ ทุกฺเข ญาณํ ทุกฺขสมุทเย ญาณํ ทุกฺขนิโรเธ ญาณํ ทุกฺขนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย ญาณํ กามาวจรา ปญฺญา รูปาวจรา ปญฺญา อรูปาวจรา ปญฺญา อปริยาปนฺนา ปญฺญา ธมฺเม ญาณํ อนฺวเย ญาณํ ปริจฺเจ ญาณํ สมฺมติญาณํ อตฺถิ ปญฺญา อาจยาย โน อปจยาย อตฺถิ ปญฺญา อปจยาย โน อาจยาย อตฺถิ ปญฺญา อาจยาย เจว อปจยาย จ อตฺถิ ปญฺญา เนว อาจยาย โน อปจยาย อตฺถิ ปญฺญา นิพฺพิทาย โน ปฏิเวธาย อตฺถิ ปญฺญา ปฏิเวธาย โน นิพฺพิทาย อตฺถิ ปญฺญา นิพฺพิทาย เจว ปฏิเวธาย จ อตฺถิ ปญฺญา เนว นิพฺพิทาย โน ปฏิเวธาย หานภาคินี ปญฺญา ฐิติภาคินี ปญฺญา วิเสสภาคินี ปญฺญา นิพฺเพธภาคินี ปญฺญา จตสฺโส ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส ปฏิปทา จตฺตาริ อารมฺมณานิ ชรามรเณ ญาณํ ชรามรณ- สมุทเย ญาณํ ชรามรณนิโรเธ ญาณํ ชรามรณนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย ญาณํ ชาติยา ญาณํ ฯเปฯ ภเว ญาณํ ฯเปฯ อุปาทาเน ญาณํ ฯเปฯ ตณฺหาย ญาณํ ฯเปฯ เวทนาย ญาณํ ฯเปฯ ผสฺเส ญาณํ ฯเปฯ สฬายตเน ญาณํ ฯเปฯ นามรูเป ญาณํ ฯเปฯ วิญฺญาเณ ญาณํ ฯเปฯ สงฺขาเรสุ ญาณํ สงฺขารสมุทเย ญาณํ สงฺขารนิโรเธ ญาณํ สงฺขารนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย ญาณํ เอวํ จตุพฺพิเธน ญาณวตฺถุ ฯ
๗๙๙ปญฺจวิเธน ญาณวตฺถุ ปญฺจงฺคิโก สมฺมาสมาธิ ปญฺจญาณิโก สมฺมาสมาธิ เอวํ ปญฺจวิเธน ญาณวตฺถุ ฯ ฉพฺพิเธน ญาณวตฺถุ ฉสุ อภิญฺญาสุ ปญฺญา เอวํ ฉพฺพิเธน ญาณวตฺถุ ฯ สตฺตวิเธน ญาณวตฺถุ สตฺตสตฺตติ ญาณวตฺถูนิ เอวํ สตฺตวิเธน ญาณวตฺถุ ฯ อฏฺฐวิเธน ญาณวตฺถุ จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ปญฺญา เอวํ อฏฺฐวิเธน ญาณวตฺถุ ฯ นววิเธน ญาณวตฺถุ นวสุ อนุปุพฺพวิหารสมาปตฺตีสุ ปญฺญา เอวํ นววิเธน ญาณวตฺถุ ฯ
๘๐๐ทสวิเธน ญาณวตฺถุ ทส ตถาคตสฺส ตถาคตพลานิ เยหิ พเลหิ สมนฺนาคโต ตถาคโต อาสภณฺฐานํ ปฏิชานาติ ปริสาสุ สีหนาทํ นทติ พฺรหฺมจกฺกํ ปวตฺเตติ ฯ กตมานิ ทส ฯ อิธ ตถาคโต ฐานญฺจ ฐานโต อฏฺฐานญฺจ อฏฺฐานโต ยถาภูตํ ปชานาติ ยมฺปิ ตถาคโต ฐานญฺจ ฐานโต อฏฺฐานญฺจ อฏฺฐานโต ยถาภูตํ ปชานาติ อิทมฺปิ ตถาคตสฺส ตถาคตพลํ โหติ ยํ พลํ อาคมฺม ตถาคโต อาสภณฺฐานํ ปฏิชานาติ ปริสาสุ สีหนาทํ นทติ พฺรหฺมจกฺกํ ปวตฺเตติ ฯ {๘๐๐.๑} ปุน จ ปรํ ตถาคโต อตีตานาคตปุจฺจุปฺปนฺนานํ กมฺมสมาทานานํ ฐานโส เหตุโส วิปากํ ยถาภูตํ ปชานาติ ยมฺปิ ตถาคโต อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนานํ กมฺมสมาทานานํ ฐานโส เหตุโส วิปากํ ยถาภูตํ ปชานาติ อิทมฺปิ ตถาคตสฺส ตถาคตพลํ โหติ ยํ พลํ อาคมฺม ตถาคโต อาสภณฺฐานํ ปฏิชานาติ ปริสาสุ สีหนาทํ นทติ พฺรหฺมจกฺกํ ปวตฺเตติ ฯ {๘๐๐.๒} ปุน จ ปรํ ตถาคโต สพฺพตฺถคามินึ ปฏิปทํ ยถาภูตํ ปชานาติ ยมฺปิ ตถาคโต สพฺพตฺถคามินึ ปฏิปทํ ยถาภูตํ ปชานาติ อิทมฺปิ ตถาคตสฺส ตถาคตพลํ โหติ ยํ พลํ อาคมฺม ตถาคโต อาสภณฺฐานํ ปฏิชานาติ ปริสาสุ สีหนาทํ นทติ พฺรหฺมจกฺกํ ปวตฺเตติ ฯ {๘๐๐.๓} ปุน จ ปรํ ตถาคโต อเนกธาตุํ นานาธาตุํ โลกํ ยถาภูตํ ปชานาติ ยมฺปิ ตถาคโต อเนกธาตุํ นานาธาตุํ โลกํ ยถาภูตํ ปชานาติ อิทมฺปิ ตถาคตสฺส ตถาคตพลํ โหติ ยํ พลํ อาคมฺม ตถาคโต อาสภณฺฐานํ ปฏิชานาติ ปริสาสุ สีหนาทํ นทติ พฺรหฺมจกฺกํ ปวตฺเตติ ฯ {๘๐๐.๔} ปุน จ ปรํ ตถาคโต สตฺตานํ นานาธิมุตฺติกตํ ยถาภูตํ ปชานาติ ยมฺปิ ตถาคโต สตฺตานํ นานาธิมุตฺติกตํ ยถาภูตํ ปชานาติ อิทมฺปิ ตถาคตสฺส ตถาคตพลํ โหติ ยํ พลํ อาคมฺม ตถาคโต อาสภณฺฐานํ ปฏิชานาติ ปริสาสุ สีหนาทํ นทติ พฺรหฺมจกฺกํ ปวตฺเตติ ฯ {๘๐๐.๕} ปุน จ ปรํ ตถาคโต ปรสตฺตานํ ปรปุคฺคลานํ อินฺทฺริยปโรปริยตฺตํ ยถาภูตํ ปชานาติ ยมฺปิ ตถาคโต ปรสตฺตานํ ปรปุคฺคลานํ อินฺทฺริยปโรปริยตฺตํ ยถาภูตํ ปชานาติ อิทมฺปิ ตถาคตสฺส ตถาคตพลํ โหติ ยํ พลํ อาคมฺม ตถาคโต อาสภณฺฐานํ ปฏิชานาติ ปริสาสุ สีหนาทํ นทติ พฺรหฺมจกฺกํ ปวตฺเตติ ฯ {๘๐๐.๖} ปุน จ ปรํ ตถาคโต ฌานวิโมกฺขสมาธิสมาปตฺตีนํ สงฺกิเลสํ โวทานํ วุฏฺฐานํ ยถาภูตํ ปชานาติ ยมฺปิ ตถาคโต ฌานวิโมกฺขสมาธิสมาปตฺตีนํ สงฺกิเลสํ โวทานํ วุฏฺฐานํ ยถาภูตํ ปชานาติ อิทมฺปิ ตถาคตสฺส ตถาคตพลํ โหติ ยํ พลํ อาคมฺม ตถาคโต อาสภณฺฐานํ ปฏิชานาติ ปริสาสุ สีหนาทํ นทติ พฺรหฺมจกฺกํ ปวตฺเตติ ฯ {๘๐๐.๗} ปุน จ ปรํ ตถาคโต ปุพฺเพนิวาสานุสฺสตึ ยถาภูตํ ปชานาติ ยมฺปิ ตถาคโต ปุพฺเพนิวาสานุสฺสตึ ยถาภูตํ ปชานาติ อิทมฺปิ ตถาคตสฺส ตถาคตพลํ โหติ ยํ พลํ อาคมฺม ตถาคโต อาสภณฺฐานํ ปฏิชานาติ ปริสาสุ สีหนาทํ นทติ พฺรหฺมจกฺกํ ปวตฺเตติ ฯ {๘๐๐.๘} ปุน จ ปรํ ตถาคโต สตฺตานํ จุตูปปาตํ ยถาภูตํ ปชานาติ ยมฺปิ ตถาคโต สตฺตานํ จุตูปปาตํ ยถาภูตํ ปชานาติ อิทมฺปิ ตถาคตสฺส ตถาคตพลํ โหติ ยํ พลํ อาคมฺม ตถาคโต อาสภณฺฐานํ ปฏิชานาติ ปริสาสุ สีหนาทํ นทติ พฺรหฺมจกฺกํ ปวตฺเตติ ฯ {๘๐๐.๙} ปุน จ ปรํ ตถาคโต อาสวานํ ขยํ ยถาภูตํ ปชานาติ ยมฺปิ ตถาคโต อาสวานํ ขยํ ยถาภูตํ ปชานาติ อิทมฺปิ ตถาคตสฺส ตถาคตพลํ โหติ ยํ พลํ อาคมฺม ตถาคโต อาสภณฺฐานํ ปฏิชานาติ ปริสาสุ สีหนาทํ นทติ พฺรหฺมจกฺกํ ปวตฺเตติ ฯ อิมานิ ทส ตถาคตสฺส ตถาคตพลานิ เยหิ พเลหิ สมนฺนาคโต ตถาคโต อาสภณฺฐานํ ปฏิชานาติ ปริสาสุ สีหนาทํ นทติ พฺรหฺมจกฺกํ ปวตฺเตติ เอวํ ทสวิเธน ญาณวตฺถุ ฯ มาติกา ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๖. ญาณวิภังค์] ๑. เอกกมาติกา ๑๖. ญาณวิภังค์ ๑. เอกกมาติกา
ญาณวัตถุหมวดละ ๑ คือ (๑) วิญญาณ ๕ ไม่เป็นเหตุ ไม่มีเหตุ วิปปยุตจากเหตุ มีปัจจัยปรุงแต่งถูกปัจจัยปรุงแต่ง ไม่เป็นรูป เป็นโลกิยะ เป็นอารมณ์ของอาสวะ เป็น อารมณ์ของสังโยชน์ เป็นอารมณ์ของคันถะ เป็นอารมณ์ของโอฆะ เป็น อารมณ์ของโยคะ เป็นอารมณ์ของนิวรณ์ เป็นอารมณ์ของปรามาส เป็นอารมณ์ของอุปาทาน เป็นอารมณ์ของกิเลส เป็นอัพยากฤต รับรู้ อารมณ์ได้ ไม่เป็นเจตสิก เป็นวิบาก กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและ ทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทาน กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็น อารมณ์ของกิเลส ไม่ใช่มีทั้งวิตกและวิจาร ไม่ใช่ไม่มีวิตกมีเพียงวิจาร ไม่มีทั้งวิตกและวิจาร ไม่สหรคตด้วยปีติ ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติ- มรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ไม่มีเหตุต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรค และมรรคเบื้องบน ๓ ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพาน ไม่เป็น ของเสขบุคคลและอเสขบุคคล เป็นปริตตะ เป็นกามาวจร ไม่เป็นรูปาวจรเป็นอรูปาวจร นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ ไม่ใช่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ ให้ผล ไม่แน่นอน ไม่เป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ (๗๖๑) (๒) วิญญาณ ๕ มีวัตถุเกิดขึ้น มีอารมณ์เกิดขึ้น (๗๖๒) (๓) วิญญาณ ๕ มีวัตถุเกิดก่อน มีอารมณ์เกิดก่อน (๗๖๒) (๔) วิญญาณ ๕ มีวัตถุเป็นภายใน มีอารมณ์เป็นภายนอก (๗๖๒) (๕) วิญญาณ ๕ มีวัตถุไม่แตกดับ มีอารมณ์ไม่แตกดับ (๗๖๒) (๖) วิญญาณ ๕ มีวัตถุต่างกัน มีอารมณ์ต่างกัน (๗๖๒) (๗) วิญญาณ ๕ ไม่เสวยอารมณ์ของกันและกัน (๗๖๓) (๘) วิญญาณ ๕ ไม่เกิดขึ้นเพราะไม่ใส่ใจ (๗๖๔) (๙) วิญญาณ ๕ ไม่เกิดขึ้นเพราะไม่มนสิการ (๗๖๔) @เชิงอรรถ : @ ตัวเลขในวงเล็บ หมายถึงข้อที่จะขยายในตอนว่าด้วยนิทเทส เช่น (๗๖๑) ก็จะอยู่ในหน้า ๔๙๖
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๔๘๑}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๖. ญาณวิภังค์] ๑. เอกกมาติกา (๑๐) วิญญาณ ๕ ไม่เกิดขึ้นโดยไม่สับลำดับกัน (๗๖๔) (๑๑) วิญญาณ ๕ ไม่เกิดขึ้นพร้อมกัน (๗๖๔) (๑๒) วิญญาณ ๕ ไม่เกิดขึ้นในลำดับของกันและกัน (๗๖๕) (๑๓) วิญญาณ ๕ ไม่มีความผูกใจ (๗๖๖) (๑๔) บุคคลไม่รู้แจ้งธรรมอะไรๆ ด้วยวิญญาณ ๕ เว้นแต่อารมณ์ที่ตกไป (๗๖๖) (๑๕) บุคคลไม่รู้แจ้งธรรมอะไรๆ แม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ (๗๖๖) (๑๖) บุคคลไม่สำเร็จอิริยาบถอะไรๆ ด้วยวิญญาณ ๕ (๗๖๖) (๑๗) บุคคลไม่สำเร็จอิริยาบถอะไรๆ แม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ (๗๖๖) (๑๘) บุคคลไม่ประกอบกายกรรมและวจีกรรมด้วยวิญญาณ ๕ (๗๖๖) (๑๙) บุคคลไม่ประกอบกายกรรมและวจีกรรมแม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ (๗๖๖) (๒๐) บุคคลไม่สมาทานสภาวธรรมที่เป็นกุศลและอกุศลด้วยวิญญาณ ๕ (๗๖๖) (๒๑) บุคคลไม่สมาทานสภาวธรรมที่เป็นกุศลและอกุศลแม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ (๗๖๖) (๒๒) บุคคลไม่ได้เข้าสมาบัติ ไม่ได้ออกจากสมบัติด้วยวิญญาณ ๕ (๗๖๖) (๒๓) บุคคลไม่ได้เข้าสมาบัติ ไม่ได้ออกจากสมาบัติ แม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ (๗๖๖) (๒๔) บุคคลไม่จุติ ไม่ปฏิสนธิด้วยวิญญาณ ๕ (๗๖๖) (๒๕) บุคคลไม่จุติ ไม่ปฏิสนธิ แม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ (๗๖๖) (๒๖) บุคคลไม่หลับ ไม่ตื่น ไม่ฝัน ด้วยวิญญาณ ๕ (๗๖๖) (๒๗) บุคคลไม่หลับ ไม่ตื่น ไม่ฝัน แม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ (๗๖๖) ปัญญาแสดงเรื่องของวิญญาณ ๕ ตามที่เป็นจริง ญาณวัตถุหมวดละ ๑ มีด้วยประการฉะนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๔๘๒}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๖. ญาณวิภังค์] ๒. ทุกมาติกา ๒. ทุกมาติกา
ญาณวัตถุหมวดละ ๒ คือ (๑) โลกิยปัญญา โลกุตตรปัญญา (๗๖๗) (๒) เกนจิวิญเญยยปัญญา นเกนจิวิญเญยยปัญญา (๗๖๗) (๓) อาสวปัญญา อนาสวปัญญา (๗๖๗) (๔) อาสววิปปยุตตสาสวปัญญา อาสววิปปยุตตอนาสวปัญญา (๗๖๗) (๕) สัญโญชนิยปัญญา อสัญโญชนิยปัญญา (๗๖๗) (๖) สัญโญชนวิปปยุตตสัญโญชนิยปัญญา สัญโญชนวิปปยุตตอสัญโญชนิย- ปัญญา (๗๖๗) (๗) คันถนิยปัญญา อคันถนิยปัญญา (๗๖๗) (๘) คันถวิปปยุตตคันถนิยปัญญา คันถวิปปยุตตอคันถนิยปัญญา (๗๖๗) (๙) โอฆนิยปัญญา อโนฆนิยปัญญา (๗๖๗) (๑๐) โอฆวิปปยุตตโอฆนิยปัญญา โอฆวิปปยุตตอโนฆนิยปัญญา (๗๖๗) (๑๑) โยคนิยปัญญา อโยคนิยปัญญา (๗๖๗) (๑๒) โยควิปปยุตตโยคนิยปัญญา โยควิปปยุตตอโยคนิยปัญญา (๗๖๗) (๑๓) นีวรณิยปัญญา อนีวรณิยปัญญา (๗๖๗) (๑๔) นีวรณวิปปยุตตนีวรณิยปัญญา นีวรณวิปปยุตตอนีวรณิยปัญญา (๗๖๗) (๑๕) ปรามัฏฐปัญญา อปรามัฏฐปัญญา (๗๖๗) (๑๖) ปรามาสวิปปยุตตปรามัฏฐปัญญา ปรามาสวิปปยุตตอปรามัฏฐปัญญา (๗๖๗) (๑๗) อุปาทินนปัญญา อนุปาทินนปัญญา (๗๖๗) (๑๘) อุปาทานิยปัญญา อนุปาทานิยปัญญา (๗๖๗) (๑๙) อุปาทานวิปปยุตตอุปาทานิยปัญญา อุปาทานวิปปยุตตอนุปาทานิย- ปัญญา (๗๖๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๔๘๓}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๖. ญาณวิภังค์] ๓. ติกมาติกา (๒๐) สังกิเลสิกปัญญา อสังกิเลสิกปัญญา (๗๖๗) (๒๑) กิเลสวิปปยุตตสังกิเลสิกปัญญา กิเลสวิปปยุตตอสังกิเลสิกปัญญา (๗๖๗) (๒๒) สวิตักกปัญญา อวิตักกปัญญา (๗๖๗) (๒๓) สวิจารปัญญา อวิจารปัญญา (๗๖๗) (๒๔) สัปปีติกปัญญา อัปปีติกปัญญา (๗๖๗) (๒๕) ปีติสหคตปัญญา นปีติสหคตปัญญา (๗๖๗) (๒๖) สุขสหคตปัญญา นสุขสหคตปัญญา (๗๖๗) (๒๗) อุเปกขาสหคตปัญญา นอุเปกขาสหคตปัญญา (๗๖๗) (๒๘) กามาวจรปัญญา นกามาวจรปัญญา (๗๖๗) (๒๙) รูปาวจรปัญญา นรูปาวจรปัญญา (๗๖๗) (๓๐) อรูปาวจรปัญญา นอรูปาวจรปัญญา (๗๖๗) (๓๑) ปริยาปันนปัญญา อปริยาปันนปัญญา (๗๖๗) (๓๒) นิยยานิกปัญญา อนิยยานิกปัญญา (๗๖๗) (๓๓) นิยตปัญญา อนิยตปัญญา (๗๖๗) (๓๔) สอุตตรปัญญา อนุตตรปัญญา (๗๖๗) (๓๕) อัตถชาปิกปัญญา ชาปิตัตถปัญญา (๗๖๗) ญาณวัตถุหมวดละ ๒ มีด้วยประการฉะนี้ ๓. ติกมาติกา
ญาณวัตถุหมวดละ ๓ คือ (๑) จินตามยปัญญา สุตมยปัญญา ภาวนามยปัญญา (๗๖๘) (๒) ทานมยปัญญา สีลมยปัญญา ภาวนามยปัญญา (๗๖๙) (๓) อธิสีลปัญญา อธิจิตตปัญญา อธิปัญญปัญญา (๗๗๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๔๘๔}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๖. ญาณวิภังค์] ๓. ติกมาติกา (๔) อายโกศล (ความเป็นผู้ฉลาดในความเจริญ) อปายโกศล (ความเป็นผู้ฉลาดในความเสื่อม) อุปายโกศล ( ความเป็นผู้ฉลาดในอุบาย) (๗๗๑) (๕) วิปากปัญญา วิปากธัมมธัมมปัญญา เนววิปากนวิปากธัมมธัมม- ปัญญา (๗๗๒) (๖) อุปาทินนุปาทานิยปัญญา อนุปาทินนุปาทานิยปัญญา อนุปาทินน- อนุปาทานิยปัญญา (๗๗๓) (๗) สวิตักกสวิจารปัญญา อวิตักกวิจารมัตตปัญญา อวิตักกอวิจารปัญญา (๗๗๔) (๘) ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญา อุเปกขาสหคตปัญญา (๗๗๕) (๙) อาจยคามินีปัญญา อปจยคามินีปัญญา เนวาจยคามินาปจยคามินี- ปัญญา (๗๗๖) (๑๐) เสกขปัญญา อเสกขปัญญา เนวเสกขนาเสกขปัญญา (๗๗๗) (๑๑) ปริตตปัญญา มหัคคตปัญญา อัปปมาณปัญญา (๗๗๘) (๑๒) ปริตตารัมมณปัญญา (๗๗๙) มหัคคตารัมมณปัญญา (๗๘๐) อัปปมาณารัมมณปัญญา (๗๘๑) (๑๓) มัคคารัมมณปัญญา มัคคเหตุกปัญญา (๗๘๒) มัคคาธิปตินีปัญญา (๗๘๓) (๑๔) อุปปันนปัญญา อนุปปันนปัญญา อุปปาทินีปัญญา (๗๘๔) (๑๕) อตีตปัญญา อนาคตปัญญา ปัจจุปปันนปัญญา (๗๘๕) (๑๖) อตีตารัมมณปัญญา (๗๘๖) อนาคตารัมมณปัญญา (๗๘๗) ปัจจุปปันนารัมมณปัญญา (๗๘๘) (๑๗) อัชฌัตตปัญญา พหิทธปัญญา อัชฌัตตพหิทธปัญญา (๗๘๙) (๑๘) อัชฌัตตารัมมณปัญญา พหิทธารัมมณปัญญา อัชฌัตตพหิทธา- รัมมณปัญญา (๗๙๐) (๑๙) สวิตักกสวิจารปัญญาที่เป็นวิบากก็มี ที่เป็นเหตุให้เกิดวิบากก็มี ที่ไม่เป็นวิบากและไม่เป็นเหตุให้เกิดวิบากก็มี
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๔๘๕}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๖. ญาณวิภังค์] ๓. ติกมาติกา (๒๐) สวิตักกสวิจารปัญญาที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิ ไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหา และทิฏฐิไม่ยึดถือและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี (๒๑) สวิตักกสวิจารปัญญาที่สหรคตด้วยปีติก็มี ที่สหรคตด้วยสุขก็มี ที่ สหรคตด้วยอุเบกขาก็มี (๒๒) สวิตักกสวิจารปัญญาที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติก็มี ที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานก็มี ที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานก็มี (๒๓) สวิตักกสวิจารปัญญาที่เป็นของเสขบุคคลก็มี ที่เป็นของอเสขบุคคลก็มีที่ไม่เป็นของเสขบุคคลและอเสขบุคคลก็มี (๒๔) สวิตักกสวิจารปัญญาที่เป็นปริตตะก็มี ที่เป็นมหัคคตะก็มี ที่เป็น อัปปมาณะก็มี (๒๕) สวิตักกสวิจารปัญญาที่มีปริตตะเป็นอารมณ์ก็มี ที่มีมหัคคตะเป็น อารมณ์ก็มี ที่มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์ก็มี (๒๖) สวิตักกสวิจารปัญญาที่มีมรรคเป็นอารมณ์ก็มี ที่มีมรรคเป็นเหตุก็มี ที่มีมรรคเป็นอธิบดีก็มี (๒๗) สวิตักกสวิจารปัญญาที่เกิดขึ้นก็มี ที่ยังไม่เกิดขึ้นก็มี ที่จักเกิดขึ้นแน่นอนก็มี (๒๘) สวิตักกสวิจารปัญญาที่เป็นอดีตก็มี ที่เป็นอนาคตก็มี ที่เป็นปัจจุบันก็มี (๒๙) สวิตักกสวิจารปัญญาที่มีอดีตธรรมเป็นอารมณ์ก็มี ที่มีอนาคตธรรม เป็นอารมณ์ก็มี ที่มีปัจจุบันธรรมเป็นอารมณ์ก็มี (๓๐) สวิตักกสวิจารปัญญาที่เป็นภายในตนก็มี ที่เป็นภายนอกตนก็มี ที่เป็นภายในตนและภายนอกตนก็มี (๓๑) สวิตักกสวิจารปัญญาที่มีธรรมภายในตนเป็นอารมณ์ก็มี ที่มีธรรม ภายนอกตนเป็นอารมณ์ก็มี ที่มีธรรมภายในตนและภายนอกตนเป็นอารมณ์ก็มี
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๔๘๖}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๖. ญาณวิภังค์] ๓. ติกมาติกา (๓๒) อวิตักกวิจารมัตตปัญญาที่เป็นวิบากก็มี ที่เป็นเหตุให้เกิดวิบากก็มี ที่ไม่เป็นวิบากและไม่เป็นเหตุให้เกิดวิบากก็มี (๓๓) อวิตักกวิจารมัตตปัญญาที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและ ทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี ที่กรรมอันประกอบด้วย ตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี (๓๔) อวิตักกวิจารมัตตปัญญาที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติก็มี ที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานก็มี ที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานก็มี (๓๕) อวิตักกวิจารมัตตปัญญาที่เป็นของเสขบุคคลก็มี ที่เป็นของอเสขบุคคลก็มี ที่ไม่เป็นของเสขบุคคลและอเสขบุคคลก็มี (๓๖) อวิตักกวิจารมัตตปัญญาที่เกิดขึ้นก็มี ที่ยังไม่เกิดขึ้นก็มี ที่จักเกิดขึ้นแน่นอนก็มี (๓๗) อวิตักกวิจารมัตตปัญญาที่เป็นอดีตก็มี ที่เป็นอนาคตก็มี ที่เป็นปัจจุบันก็มี (๓๘) อวิตักกวิจารมัตตปัญญาที่เป็นภายในตนก็มี ที่เป็นภายนอกตนก็มี ที่เป็นภายในตนและภายนอกตนก็มี (๓๙) อวิตักกวิจารมัตตปัญญาที่เป็นวิบากก็มี ที่เป็นเหตุให้เกิดวิบากก็มี ที่ไม่เป็นวิบากและไม่เป็นเหตุให้เกิดวิบากก็มี (๔๐) อวิตักกอวิจารปัญญาที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิ ไม่ยึดถือ แต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี ที่กรรมอันประกอบด้วย ตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี (๔๑) อวิตักกอวิจารปัญญาที่สหรคตด้วยปีติก็มี ที่สหรคตด้วยสุขก็มี ที่ สหรคตด้วยอุเบกขาก็มี (๔๒) อวิตักกอวิจารปัญญาที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติก็มี ที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานก็มี ที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานก็มี
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๔๘๗}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๖. ญาณวิภังค์] ๓. ติกมาติกา (๔๓) อวิตักกอวิจารปัญญาที่เป็นของเสขบุคคลก็มี ที่เป็นของอเสขบุคคลก็มีที่ไม่เป็นของเสขบุคคลและอเสขบุคคลก็มี (๔๔) อวิตักกอวิจารปัญญาที่มีปริตตะเป็นอารมณ์ก็มี ที่มีมหัคคตะเป็น อารมณ์ก็มี ที่มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์ก็มี (๔๕) อวิตักกอวิจารปัญญาที่มีมรรคเป็นอารมณ์ก็มี ที่มีมรรคเป็นเหตุก็มี ที่มีมรรคเป็นอธิบดีก็มี (๔๖) อวิตักกอวิจารปัญญาที่เกิดขึ้นก็มี ที่ยังไม่เกิดขึ้นก็มี ที่จักเกิดขึ้นแน่นอนก็มี (๔๗) อวิตักกอวิจารปัญญาที่เป็นอดีตก็มี ที่เป็นอนาคตก็มี ที่เป็นปัจจุบันก็มี (๔๘) อวิตักกอวิจารปัญญาที่มีอดีตธรรมเป็นอารมณ์ก็มี ที่มีอนาคตธรรม เป็นอารมณ์ก็มี ที่มีปัจจุบันธรรมเป็นอารมณ์ก็มี (๔๙) อวิตักกอวิจารปัญญาที่เป็นภายในตนก็มี ที่เป็นภายนอกตนก็มี ที่เป็นภายในตนและภายนอกตนก็มี (๕๐) อวิตักกอวิจารปัญญาที่มีธรรมภายในตนเป็นอารมณ์ก็มี ที่มีธรรมภายนอกตนเป็นอารมณ์ก็มี ที่มีธรรมภายในตนและภายนอกตนเป็นอารมณ์ก็มี (๕๑) ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญาที่เป็นวิบากก็มี ที่เป็นเหตุให้เกิด วิบากก็มี ที่ไม่เป็นวิบากและไม่เป็นเหตุให้เกิดวิบากก็มี (๕๒) ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญาที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและ ทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี ที่กรรมอันประกอบด้วย ตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี ที่กรรมอัน ประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี (๕๓) ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญาที่มีทั้งวิตกและวิจารก็มี ที่ไม่มีวิตก มีเพียงวิจารก็มี ที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารก็มี
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๔๘๘}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๖. ญาณวิภังค์] ๓. ติกมาติกา (๕๔) ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญาที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติก็มี ที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานก็มี ที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานก็มี (๕๕) ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญาที่เป็นของเสขบุคคลก็มี ที่เป็นของ อเสขบุคคลก็มี ที่ไม่เป็นเสขบุคคลและอเสขบุคคลก็มี (๕๖) ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญาที่เป็นปริตตะก็มี ที่เป็นมหัคคตะ ก็มี ที่เป็นอัปปมาณะก็มี (๕๗) ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญาที่มีปริตตะเป็นอารมณ์ก็มี ที่มี มหัคคตะเป็นอารมณ์ก็มี ที่มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์ก็มี (๕๘) ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญาที่มีมรรคเป็นอารมณ์ก็มี ที่มีมรรค เป็นเหตุก็มี ที่มีมรรคเป็นอธิบดีก็มี (๕๙) ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญาที่เกิดขึ้นก็มี ที่ยังไม่เกิดขึ้นก็มี ที่ จักเกิดขึ้นแน่นอนก็มี (๖๐) ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญาที่เป็นอดีตก็มี ที่เป็นอนาคตก็มี ที่เป็นปัจจุบันก็มี (๖๑) ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญาที่มีอดีตธรรมเป็นอารมณ์ก็มี ที่มี อนาคตธรรมเป็นอารมณ์ก็มี ที่มีปัจจุบันธรรมเป็นอารมณ์ก็มี (๖๒) ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญาที่เป็นภายในตนก็มี ที่เป็นภายนอก ตนก็มี ที่เป็นภายในตนและภายนอกตนก็มี (๖๓) ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญาที่มีธรรมภายในตนเป็นอารมณ์ก็มี ที่มีธรรมภายนอกตนเป็นอารมณ์ก็มี ที่มีธรรมภายในตนและภายนอก ตนเป็นอารมณ์ก็มี (๖๔) อุเปกขาสหคตปัญญาที่เป็นวิบากก็มี ที่เป็นเหตุให้เกิดวิบากก็มี ที่ไม่เป็นวิบากและไม่เป็นเหตุให้เกิดวิบากก็มี
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๔๘๙}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๖. ญาณวิภังค์] ๓. ติกมาติกา (๖๕) อุเปกขาสหคตปัญญาที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือ และเป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและ ทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี ที่กรรมอันประกอบด้วย ตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี (๖๖) อุเปกขาสหคตปัญญาที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติก็มี ที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานก็มี ที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานก็มี (๖๗) อุเปกขาสหคตปัญญาที่เป็นของเสขบุคคลก็มี ที่เป็นของอเสขบุคคลก็มีที่ไม่เป็นของเสขบุคคลและอเสขบุคคลก็มี (๖๘) อุเปกขาสหคตปัญญาที่เป็นปริตตะก็มี ที่เป็นมหัคคตะก็มี ที่เป็น อัปปมาณะก็มี (๖๙) อุเปกขาสหคตปัญญาที่มีปริตตะเป็นอารมณ์ก็มี ที่มีมหัคคตะเป็น อารมณ์ก็มี ที่มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์ก็มี (๗๐) อุเปกขาสหคตปัญญาที่มีมรรคเป็นอารมณ์ก็มี ที่มีมรรคเป็นเหตุก็มี ที่มีมรรคเป็นอธิบดีก็มี (๗๑) อุเปกขาสหคตปัญญาที่เกิดขึ้นก็มี ที่ยังไม่เกิดขึ้นก็มี ที่จักเกิดขึ้นแน่นอนก็มี (๗๒) อุเปกขาสหคตปัญญาที่เป็นอดีตก็มี ที่เป็นอนาคตก็มี ที่เป็นปัจจุบันก็มี (๗๓) อุเปกขาสหคตปัญญาที่มีอดีตธรรมเป็นอารมณ์ก็มี ที่มีอนาคตธรรม เป็นอารมณ์ก็มี ที่มีปัจจุบันธรรมเป็นอารมณ์ก็มี (๗๔) อุเปกขาสหคตปัญญาที่เป็นภายในตนก็มี ที่เป็นภายนอกตนก็มี ที่เป็นภายในตนและภายนอกตนก็มี (๗๕) อุเปกขาสหคตปัญญาที่มีธรรมภายในตนเป็นอารมณ์ก็มี ที่มีธรรม ภายนอกตนเป็นอารมณ์ก็มี ที่มีธรรมภายในตนและภายนอกตนเป็นอารมณ์ก็มี ญาณวัตถุหมวดละ ๓ มีด้วยประการฉะนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๔๙๐}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๖. ญาณวิภังค์] ๔. จตุกกมาติกา ๔. จตุกกมาติกา
ญาณวัตถุหมวดละ ๔ คือ (๑) กัมมัสสกตาญาณ สัจจานุโลมิกญาณ มัคคสมังคิญาณ ผลสมังคิ- ญาณ (๗๙๓) (๒) ทุกขญาณ ทุกขสมุทยญาณ ทุกขนิโรธญาณ ทุกขนิโรธคามินี- ปฏิปทาญาณ (๗๙๔) (๓) กามาวจรปัญญา รูปาวจรปัญญา อรูปาวจรปัญญา อปริยาปันน- ปัญญา (๗๙๕) (๔) ธัมมญาณ อันวยญาณ ปริจจญาณ สัมมติญาณ (๗๙๖) (๕) ธัมมญาณ อันวยญาณ ปริจจญาณ สัมมติญาณที่เป็นอาจยโนอปจย- ปัญญาก็มี ที่เป็นอปจยโนอาจยปัญญาก็มี ที่เป็นอาจยอปจยปัญญาก็มี ที่เป็นเนวาจยโนอปจยปัญญา (๗๙๗) (๖) ธัมมญาณ อันวยญาณ ปริจจญาณ สัมมติญาณที่เป็นอาจยโนอปจย- ปัญญาก็มี ที่เป็นอปจยโนอปจยปัญญาก็มี ที่เป็นอาจยอปจยปัญญา ก็มี ที่เป็นเนวาจยโนอปจยปัญญาก็มี ที่เป็นนิพพิทาโนปฏิเวธปัญญา ก็มี ที่เป็นปฏิเวธโนนิพพิทาปัญญาก็มี ที่เป็นนิพพิทาปฏิเวธปัญญา เนวนิพพิทาโนปฏิเวธปัญญาก็มี (๗๙๘) (๗) หานภาคินีปัญญา ฐิติภาคินีปัญญา วิเสสภาคินีปัญญา นิพเพธ- ภาคินีปัญญา (๗๙๙) (๘) ปฏิสัมภิทา ๔ (๘๐๐) (๙) ปฏิปทา ๔ (๘๐๑) (๑๐) อารมณ์ ๔ (๘๐๒) (๑๑) ความรู้ในชรามรณะ ความรู้ในชรามรณสมุทัย ความรู้ในชรามรณนิโรธความรู้ในชรามรณนิโรธคามินีปฏิปทา (๘๐๒) (๑๒) ความรู้ในชาติ ฯลฯ (๘๐๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๔๙๑}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๖. ญาณวิภังค์] ๖. ฉักกมาติกา (๑๓) ความรู้ในภพ ฯลฯ (๘๐๓) (๑๔) ความรู้ในอุปาทาน ฯลฯ (๘๐๓) (๑๕) ความรู้ในตัณหา ฯลฯ (๘๐๓) (๑๖) ความรู้ในเวทนา ฯลฯ (๘๐๓) (๑๗) ความรู้ในผัสสะ ฯลฯ (๘๐๓) (๑๘) ความรู้ในสฬายตนะ ฯลฯ (๘๐๓) (๑๙) ความรู้ในนามรูป ฯลฯ (๘๐๓) (๒๐) ความรู้ในวิญญาณ ฯลฯ (๘๐๓) (๒๑) ความรู้ในสังขาร (๘๐๓) (๒๒) ความรู้ในสังขารสมุทัย (๘๐๓) (๒๓) ความรู้ในสังขารนิโรธ (๘๐๓) (๒๔) ความรู้ในสังขารนิโรธคามินีปฏิปทา (๘๐๓) ญาณวัตถุหมวดละ ๔ มีด้วยประการฉะนี้ ๕. ปัญจกมาติกา
ญาณวัตถุหมวดละ ๕ คือ (๑) สัมมาสมาธิมีองค์ ๕ (๘๐๔) (๒) สัมมาสมาธิมีญาณ ๕ (๘๐๔) ญาณวัตถุหมวดละ ๕ มีด้วยประการฉะนี้๖. ฉักกมาติกา
ญาณวัตถุหมวดละ ๖ คือ (๑) ปัญญาในอภิญญา ๖ (๘๐๕) ญาณวัตถุหมวดละ ๖ มีด้วยประการฉะนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๔๙๒}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๖. ญาณวิภังค์] ๑๐. ทสกมาติกา ๗. สัตตกมาติกา
ญาณวัตถุหมวดละ ๗ คือ (๑) ญาณวัตถุ ๗๗ (๘๐๖) ญาณวัตถุหมวดละ ๗ มีด้วยประการฉะนี้๘. อัฏฐกมาติกา
ญาณวัตถุหมวดละ ๘ คือ (๑) ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ (๘๐๗) ญาณวัตถุหมวดละ ๘ มีด้วยประการฉะนี้๙. นวกมาติกา
ญาณวัตถุหมวดละ ๙ คือ (๑) ปัญญาในอนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙ (๘๐๘) ญาณวัตถุหมวดละ ๙ มีด้วยประการฉะนี้๑๐. ทสกมาติกา
ญาณวัตถุหมวดละ ๑๐ คือ พระตถาคตทรงประกอบด้วยกำลังเหล่าใด จึงทรงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐบันลือสีหนาทในบริษัท ประกาศพรหมจักร กำลังเหล่านี้ชื่อว่ากำลัง ๑๐ ของพระตถาคต กำลัง ๑๐ เป็นไฉน กำลัง ๑๐ คือ ๑. พระตถาคตในโลกนี้ทรงทราบธรรมที่เป็นฐานะโดยความเป็นฐานะและธรรมที่ไม่เป็นฐานะโดยความไม่เป็นฐานะตามความเป็นจริง แม้ข้อที่พระองค์ทรงทราบธรรมที่เป็นฐานะโดยความเป็นฐานะและธรรมที่ไม่เป็นฐานะ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๔๙๓}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๖. ญาณวิภังค์] ๑๐. ทสกมาติกา โดยความไม่เป็นฐานะตามความเป็นจริง นี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต ซึ่งพระองค์ทรงอาศัยแล้วจึงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐ บันลือสีหนาทใน บริษัท ประกาศพรหมจักร (๘๐๙) ๒. พระตถาคตทรงทราบวิบากของกัมมสมาทานที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบันตามความเป็นจริงโดยฐานะ โดยเหตุ แม้ข้อที่พระองค์ทรงทราบ วิบากของกัมมสมาทานที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบันตามความเป็น จริงโดยฐานะ โดยเหตุ นี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต ซึ่งพระองค์ทรง อาศัยแล้วจึงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐ บันลือสีหนาทในบริษัท ประกาศ พรหมจักร (๘๑๐) ๓. พระตถาคตทรงทราบทางไปสู่ภูมิทั้งปวงตามความเป็นจริง แม้ข้อที่พระองค์ทรงทราบทางไปสู่ภูมิทั้งปวงตามความเป็นจริง นี้ก็เป็นกำลังของ พระตถาคต ซึ่งพระองค์ทรงอาศัยแล้วจึงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐ บันลือสีหนาทในบริษัท ประกาศพรหมจักร (๘๑๑) ๔. พระตถาคตทรงทราบโลก ที่เป็นอเนกธาตุ และนานาธาตุ ตามความเป็นจริง แม้ข้อที่พระองค์ทรงทราบโลกที่เป็นอเนกธาตุและนานาธาตุตามความเป็นจริง นี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต ซึ่งพระองค์ทรงอาศัยแล้ว จึงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐ บันลือสีหนาทในบริษัท ประกาศพรหม- จักร (๘๑๒) ๕. พระตถาคตทรงทราบความที่สัตว์ทั้งหลายมีอัธยาศัยต่างๆ กันตามความเป็นจริง แม้ข้อที่พระองค์ทรงทราบความที่สัตว์ทั้งหลายมีอัธยาศัยต่างๆ กันตามความเป็นจริง นี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต ซึ่งพระองค์ทรง อาศัยแล้วจึงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐ บันลือสีหนาทในบริษัท ประกาศ พรหมจักร (๘๑๓) @เชิงอรรถ : @ โลก ในที่นี้หมายถึงขันธายตนโลกธาตุ (อภิ.วิ.อ. ๗๖๐/๔๒๙) @ อเนกธาตุ คือธาตุจำนวนมากด้วยจักขุธาตุหรือกามธาตุเป็นต้น (อภิ.วิ.อ. ๗๖๐/๔๒๙)@ นานาธาตุ คือธาตุหลายประการ เพราะธาตุเหล่านั้นมีลักษณะต่างๆ กัน (อภิ.วิ.อ. ๗๖๐/๔๒๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๔๙๔}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๖. ญาณวิภังค์] ๑๐. ทสกมาติกา ๖. พระตถาคตทรงทราบความแก่กล้าและไม่แก่กล้าแห่งอินทรีย์ของสัตว์และบุคคลเหล่าอื่นตามความเป็นจริง แม้ข้อที่พระองค์ทรงทราบความแก่กล้า และไม่แก่กล้าแห่งอินทรีย์ของสัตว์และบุคคลเหล่าอื่น ตามความ เป็นจริงนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต ซึ่งพระองค์ทรงอาศัยแล้วจึงปฏิญาณฐานะ อันประเสริฐ บันลือสีหนาทในบริษัท ประกาศพรหมจักร (๖) ๗. พระตถาคตทรงทราบความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว ความออกจากฌาน วิโมกข์ สมาธิ สมาบัติ และการออกจากฌานเป็นต้นตามความเป็น จริง แม้ข้อที่พระองค์ทรงทราบความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว ความ ออกจากฌาน วิโมกข์ สมาธิ สมาบัติ และการออกจากฌานเป็นต้น ตามความเป็นจริง นี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต ซึ่งพระองค์ทรงอาศัย แล้วจึงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐ บันลือสีหนาทในบริษัท ประกาศ พรหมจักร (๗) ๘. พระตถาคตทรงทราบการระลึกชาติในหนหลังได้ตามความเป็นจริง แม้ข้อที่พระองค์ทรงทราบการระลึกชาติในหนหลังได้ตามความเป็นจริง นี้ก็ เป็นกำลังของพระตถาคต ซึ่งพระองค์ทรงอาศัยแล้วจึงปฏิญาณฐานะอัน ประเสริฐ บันลือสีหนาทในบริษัท ประกาศพรหมจักร (๘) ๙. พระตถาคตทรงทราบความจุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลายตามความเป็นจริงแม้ข้อที่พระองค์ทรงทราบความจุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลายตามความเป็นจริง นี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต ซึ่งพระองค์ทรงอาศัยแล้วจึงปฏิญาณ ฐานะอันประเสริฐ บันลือสีหนาทในบริษัท ประกาศพรหมจักร (๙) ๑๐. พระตถาคตทรงทราบความสิ้นอาสวะตามความเป็นจริง แม้ข้อที่พระองค์ทรงทราบความสิ้นอาสวะตามความเป็นจริง นี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต ซึ่งพระองค์ทรงอาศัยแล้วจึงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐ บันลือสีหนาทใน บริษัท ประกาศพรหมจักร (๑๐) @เชิงอรรถ : @ อภิ.วิ.อ. ๗๖๐/๔๒๙
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๔๙๕}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๖. ญาณวิภังค์] ๑. เอกกนิทเทส กำลังเหล่านี้ชื่อว่ากำลัง ๑๐ ของพระตถาคต ซึ่งพระองค์ทรงประกอบด้วยกำลังเหล่านี้แล้วจึงทรงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐ บันลือสีหนาทในบริษัท ประกาศพรหมจักร ญาณวัตถุหมวดละ ๑๐ มีด้วยประการฉะนี้ มาติกา จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาญาณวิภังค์ อธิบายบทมาติกา
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตั้งมาติกา (แม่บท) ไว้ในญาณวิภังค์ในลำดับแห่งปฏิสัมภิทาวิภังค์นั้น ด้วยปริจเฉททั้ง ๑๐ ซึ่งมีแม่บทหมวด ๑ เป็นต้น มีแม่บทหมวด ๑๐ เป็นปริโยสานก่อน โดยนัยมีคำเป็นต้นว่า เอกวเธน ญาณวตฺถุ ดังนี้ (แปลว่า ญาณวัตถุหมวดหนึ่ง) แล้วทำอธิบายโดยลำดับแห่งบททั้งหลายที่พระองค์ทรงตั้งไว้.
บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า เอกวิเธน ได้แก่ โดยประการหนึ่งหรือโดยส่วนหนึ่ง. พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า ญาณวตฺถุ นี้ ชื่อว่าญาณวัตถุ เพราะอรรถว่าญาณนั้นด้วย วัตถุนั้นด้วย มีอยู่แก่สมบัติทั้งหลายมีประการต่างๆ. แม้คำว่า ชื่อว่าวัตถุแห่งญาณ เพราะอรรถว่าเป็นการปรากฏ (โอกาสฏฺเฐน) ดังนี้ก็ชื่อว่า ญาณวัตถุ. แต่ในที่นี้ พึงทราบว่า ชื่อว่าญาณวัตถุ เพราะอรรถอันมีนัยก่อนเท่านั้น. ด้วยเหตุนั้นแหละ ในที่สุดแห่งการกำหนดญาณวัตถุหมวดหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ยาถาวกวตฺถุวิภาวนาปญฺญา เอวํ เอกวิเธน ญาณวตฺถุ ดังนี้(แปลว่า ปัญญาที่แสดงเรื่องของวิญญาณ ๕ ตามความเป็นจริงดังกล่าวมานี้ ญาณวัตถุหมวด ๑ ย่อมมี ด้วยประการฉะนี้).
คำว่า ปญฺจวิญฺญาณา ได้แก่ วิญญาณ ๕ มีจักขุวิญญาณเป็นต้น.
บัณฑิตพึงทราบคำทั้งหลาย มีคำว่า น เหตุ เป็นต้น (คำว่า น เหตุ แปลว่า ไม่ชื่อว่าเหตุ) โดยนัยที่กล่าวแล้วในอรรถกถาธัมมสังคหะในหนหลังนั่นแหละ. แต่เมื่อว่าโดยสังเขป (โดยย่อ) แล้ว คำใดที่จะพึงกล่าวในที่นี้ คำนั้นจักแจ่มแจ้งในวาระแห่งนิทเทส.
อนึ่ง ในแม่บทญาณวัตถุหมวดหนึ่งนี้ ฉันใด แม้ในบทแห่งทุกมาติกาเป็นต้น ก็ฉันนั้น คือว่าคำใดที่ข้าพเจ้าจะพึงกล่าว คำนั้นก็จักแจ่มแจ้งในนิทเทสวาระนั้นนั่นแหละ. ก็บัณฑิตพึงทราบคำอย่างนี้ ในแม่บทแห่งญาณวิภังค์นี้ สักว่าเป็นเครื่องกำหนดซึ่งบทตั้ง.
จริงอยู่ ในญาณวิภังค์นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตั้งมาติกา (แม่บท) แห่งธรรมหมวดที่หนึ่ง มี ๗๘ บท โดยแยกออกเป็น ๒ โดยย่อ คือ ด้วยสามารถแห่งธัมมสังคหมาติกา มีคำว่า (วิญญาณ ๕) เป็น นเหตุ เป็น อเหตุกะ เป็นต้นก่อน และด้วยสามารถแห่งธรรมมิใช่แม่บท มีคำว่า (วิญญาณ ๕) เป็นอนิจจะ เป็นชราภิภูตะเป็นต้น.
สำหรับทุกมาติกา ทรงตั้งไว้หมวดละ ๒ ด้วยทุกะ มี ๓๕ หมวดซึ่งสมควรแก่ธรรมหมวด ๒
ติกมาติกา ทรงตั้งไว้หมวดละ ๓ มี ๘๘ หมวด คือ
พาหิรติกะ ๔ หมวด มีคำว่า จินฺตามยาปญฺญา เป็นต้น อันสมควรแก่ธรรมหมวด ๓ มาติกาติกะ ๑๔ หมวด ที่ตรัสไว้ด้วยสามารถแห่งอนิยมิตปัญญา(ปัญญาอันไม่แน่นอน) มีคำว่า วิปากาปญฺญา เป็นต้น ด้วยบท ๑๓ บท ที่ตรัสไว้ด้วยสามารถแห่งนิยมิตปัญญา (ปัญญาอันแน่นอน)อันเป็นบทที่หนึ่งในวิตักกติกะด้วยบท ๗ บท ที่ตรัสไว้ด้วยสามารถแห่งปัญญาอันแน่นอน อันเป็นบทที่ ๒ ด้วยบท ๑๒ บทที่ตรัสไว้ด้วยสามารถแห่งปัญญาอันแน่นอน อันเป็นบทที่ ๓ ด้วยบท ๑๓ บท ที่ตรัสไว้ด้วยสามารถแห่งปัญญาอันแน่นอน อันเป็นบทที่หนึ่งในปีติติกะ ด้วยบท ๑๒ บท ที่ตรัสไว้ด้วยสามารถแห่งปัญญาอันแน่นอน อันเป็นบทที่ ๒ และที่ ๓ ในปีติติกะนั่นแหละ.
ก็จตุกกมาติกา ทรงตั้งไว้โดยหมวด ๔ มี ๒๑ บท มีคำว่า กมฺมสฺสกตญฺญาณํ เป็นต้น.
ปัญจกมาติกา ทรงตั้งไว้หมวดละ ๕ มี ๒ หมวด.
ฉักกมาติกา ทรงตั้งไว้หมวดละ ๖ มี ๑ หมวด.
สัตตกมาติกา ทรงตั้งไว้หมวดละ ๗ มี ๑๑ หมวด ที่ตรัสไว้โดยย่ออย่างนี้ว่า "สตฺตสตฺตติ ญาณวตฺถุ" (แปลว่า ญาณวัตถุ ๗๗) ดังนี้.
อัฏฐมาติกา ทรงตั้งไว้หมวดละ ๘ มี ๑ หมวด.
นวกมาติกา ทรงตั้งไว้หมวดละ ๙ มี ๑ หมวด.
ทสกมาติกา พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตั้งไว้หมวดละ ๑๐ มีเพียงหมวดเดียวเท่านั้นซึ่งมีคำว่า "ทส ตถาคตสฺส ตถาคตพลานิ" ดังนี้เป็นต้น.
บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า ๑๐ เป็นคำกำหนดจำนวน.
คำว่า ตถาคตสฺส (แปลว่า ของพระตถาคต) ได้แก่ พระฤาษีทั้งหลายในปางก่อน มีพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าวิปัสสี เป็นต้น เสด็จมาแล้วฉันใด พระตถาคตพระองค์นี้ก็เสด็จมาแล้วฉันนั้น.
อนึ่ง พระพุทธเจ้าเหล่านั้นเสด็จไปแล้วฉันใด พระตถาคตพระองค์นี้ก็เสด็จไปแล้วฉันนั้น.
คำว่า ตถาคตพลานิ ได้แก่ กำลังของพระตถาคตนั้น มิได้ทั่วไปแก่ชนเหล่าอื่นๆ อีกอย่างหนึ่ง. อธิบายว่า กำลังทั้งหลายของพระพุทธเจ้าในปางก่อนผู้เสด็จมาแล้ว ด้วยอุปนิสสัยสมบัติคือบุญ ฉันใด แม้กำลังแห่งพระตถาคตพระองค์นี้ผู้เสด็จมาแล้วก็ฉันนั้น.
กำลังของพระตถาคตในที่นี้มี ๒ อย่าง คือกำลังของกายอย่างหนึ่ง กำลังของญาณอย่างหนึ่ง.
ในกำลัง ๒ อย่างนั้น บัณฑิตพึงทราบกำลังกายของพระตถาคตได้โดยทำนองแห่งตระกูลของช้างทีเดียว.
ว่าด้วยกำลังกายของพระตถาคต
กาฬาวกญฺจ คงฺเคยฺย ปณฺฑรํ ตมฺพปิงฺคลํ คนฺธํ มงฺคลเหมญฺจ อุโปสถํ ฉทฺทนฺติเม ทสาติ อิมานิ หิ ทส หตฺถิกุลานิ. แปลว่า สมจริงดังโปราณาจารย์กล่าวไว้ว่า ตระกูลแห่งช้างทั้งหลาย ๑๐ ตระกูลเหล่านี้ คือ
๑. ตระกูลแห่งช้าง ชื่อว่า กาฬาวกะ (กายสีดำ)
๒. ตระกูลแห่งช้าง ชื่อว่า คังเคยยะ (สีน้ำไหล)
๓. ตระกูลแห่งช้าง ชื่อว่า ปัณฑระ (สีขาวดังเขาไกรลาส)
๔. ตระกูลแห่งช้าง ชื่อว่า ตัมพะ (สีทองแดง)
๕. ตระกูลแห่งช้าง ชื่อว่า ปิงคละ (สีเหลืองอ่อน)
๖. ตระกูลแห่งช้าง ชื่อว่า คันธะ (สีไม้กฤษณามีกลิ่นตัวหอม)
๗. ตระกูลแห่งช้าง ชื่อว่า มังคละ (สีนิลอัญชันกิริยาท่าทางงดงาม)
๘. ตระกูลแห่งช้าง ชื่อว่า เหมะ (สีเหลือง)
๙. ตระกูลแห่งช้าง ชื่อว่า อุโบสถ (สีทองคำ)
๑๐. ตระกูลแห่งช้าง ชื่อว่า ฉัททันตะ (สีขาวบริสุทธิ์ดังสีเงินยวง ปากและเท้าแดง)
บรรดาตระกูลแห่งช้างเหล่านั้น คำว่า ตระกูลแห่งช้างชื่อว่ากาฬาวกะ บัณฑิตพึงทราบว่า เป็นตระกูลช้างธรรมดา (ปกติหตฺถิกุลํ).
พึงเทียบกำลัง ดังนี้
กำลังบุรุษ ๑๐ คน เท่ากับกำลังช้างตระกูล กาฬาวกะ ๑ เชือก
กำลังช้าง กาฬาวกะ ๑๐ เชือก เท่ากับกำลังช้างตระกูล คังเคยยะ ๑ เชือก
กำลังช้าง คังเคยยะ ๑๐ เชือก เท่ากับกำลังช้างตระกูล ปัณฑระ ๑ เชือก
กำลังช้าง ปัณฑระ ๑๐ เชือก เท่ากับกำลังช้างตระกูล ตัมพะ ๑ เชือก
กำลังช้าง ตัมพะ ๑๐ เชือก เท่ากับกำลังช้างตระกูล ปิงคละ ๑ เชือก
กำลังช้าง ปิงคละ ๑๐ เชือก เท่ากับกำลังช้างตระกูล คันธะ ๑ เชือก
กำลังช้าง คันธะ ๑๐ เชือก เท่ากับกำลังช้างตระกูล มังคละ ๑ เชือก
กำลังช้าง มังคละ ๑๐ เชือก เท่ากับกำลังช้างตระกูล เหมะ ๑ เชือก
กำลังช้าง เหมะ ๑๐ เชือก เท่ากับกำลังช้างตระกูล อุโบสถ ๑ เชือก
กำลังช้าง อุโบสถ ๑๐ เชือก เท่ากับกำลังช้างตระกูล ฉัททันตะ ๑ เชือก
กำลังช้าง ฉัททันตะ ๑๐ เชือก เท่ากับกำลังของพระตถาคตพระองค์หนึ่ง
กำลังนี้นั่นแหละ ท่านเรียกว่า "กำลังของพระโพธิสัตว์พระนามว่านารายณ์" ดังนี้บ้าง. กำลังของพระตถาคตนั้น เท่ากับกำลังของช้างตระกูลกาฬาวกะหนึ่งพันโกฏิเชือก และเท่ากับกำลังของบุรุษ ๑๐ พันโกฏิคน.
นี้เฉพาะกำลังกายของพระตถาคตพุทธเจ้าก่อน.
____________________________
ในปรมัตถทีปนี อุทานวรรณนา กล่าวว่า กำลังกายของช้างตระกูลฉัทททันต์ ๖๐ ตัว เท่ากับกำลังกายของพระโพธิสัตว์ในปัจฉิมภพ (พระโพธิสัตว์ที่จะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ๑๐ องค์ คือพระศรีอาริยเมตไตรย พระราม พระเจ้าปัสเสนทิโกศล พระยามาราธิราช พระยาอสุรินทราหู โสณพราหมณ โตไทยพราหมณ์ ช้างนาฬาคีรี ช้างปาลิไลยกะ
ว่าด้วยกำลังแห่งญาณของพระตถาคต
ก็กำลังคือ พระญาณของพระตถาคตนี้ ทสพลญาณอันมาแล้วในพระบาลีนี้ก่อนนั่นแหละ ก็พันแห่งพระญาณแม้อื่นอีกมิใช่น้อย คือ
ทสพลญาณ (ญาณอันเป็นกำลัง ๑๐) ในมหาสีหนาทสูตร
เวสารัชชญาณ ๔
อกัมปนญาณ (ญาณอันไม่หวั่นไหว) ในบริษัท ๘
ญาณอันกำหนดรู้ซึ่งกำเนิด ๔
ญาณอันกำหนดรู้คติ ๕
ญาณ ๗๓ อันมาแล้วในสังยุตตกะ
ญาณทั้งหลายมี ๗๗ อย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.
นี้ชื่อว่าญาณพละ (กำลังคือพระญาณ). ญาณพละเท่านั้น ท่านประสงค์เอาในที่นี้.
จริงอยู่ ญาณ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่ากำลัง เพราะอรรถว่าเป็นภาวะอันไม่หวั่นไหว และเพราะอรรถว่าเป็นการอุปถัมภ์ค้ำชู.
คำว่า เยหิ พเลหิ สมนฺนาคโต (แปลว่า พระตถาคตประกอบด้วยกำลังเหล่าใด) ได้แก่ พระตถาคตนั้นทรงเข้าถึงแล้ว เข้าถึงแล้วด้วยดี ด้วยกำลังแห่งพระญาณ ๑๐ เหล่าใด.
คำว่า อาสภณฺฐานํ ได้แก่ ฐานะอันประเสริฐ ฐานะอันสูงสุด. อีกอย่างหนึ่ง อธิบายว่า พระพุทธเจ้าในปางก่อนผู้ยิ่งใหญ่มีอยู่ (พระตถาคต) ทรงเข้าถึงฐานะเหมือนพระพุทธเจ้าเหล่านั้น.
อีกอย่างหนึ่ง เปรียบเหมือนโคอุสภะ (โคจ่าฝูง) ตัวที่เจริญที่สุดในจำนวนโค ๑๐๐ ตัว โควสภะตัวที่เจริญที่สุดในจำนวนโค ๑,๐๐๐ ตัวหรือว่าโคอุสภะตัวที่เจริญที่สุดในจำนวนโคลาน ๑๐๐ ตัว หรือโควสภะตัวที่เจริญสุดในจำนวนโคลาน ๑,๐๐๐ ตัวโคนิสภะเป็นโคผู้อดทนต่ออันตรายทั้งปวง มีสีขาว น่ารัก นำภาระไปได้มาก ไม่หวั่นไหว แม้ด้วยเสียงอสนีบาตตั้ง ๑๐๐ ครั้ง เป็นจ่าฝูงของโคทั้งหมดในที่นี้ประสงค์เอาโคอุสภะ (โคเผือก) นั้น.
จริงอยู่ แม้คำว่าโคอุสภะเผือกนี้ ก็เป็นคำเปรียบเทียบซึ่งฐานะอันประเสริฐนั้น. ชื่อว่าอาสภะ ประเสริฐ เพราะอรรถว่าคำนี้เป็นชื่อของโคอุสภะนั้น. คำว่า ฐานะ ได้แก่ ฐานะอันไม่หวั่นไหวของโคอุสภะ ผู้ใช้เท้าทั้ง ๔ ยันแผ่นดิน.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าอาสภะ สูงสุด เพราะอรรถว่าฐานะนี้ ราวกะว่าการดำรงอยู่ของโคผู้เป็นหัวหน้า. เหมือนอย่างว่า โคอุสภะ คือโคนิสภะประกอบด้วยกำลังของโคอุสภะ ใช้เท้าทั้ง ๔ ยันแผ่นดินไว้ ย่อมยืนมั่นคงไม่หวั่นไหวฉันใดแม้พระตถาคตก็ฉันนั้น ประกอบด้วยกำลังของพระตถาคต ๑๐ (ทสพลญาณ) ใช้พระบาทคือเวสารัชชญาณ ๔ (ญาณอันทำความแกล้วกล้า) ยันซึ่งแผ่นดินคือบริษัท ๘ทรงเป็นผู้ไม่หวั่นไหวด้วยปัจจามิตร อันมีประโยชน์ขัดกันไรๆ ในโลกนี้ทั้งเทวโลก ชื่อว่าทรงดำรงอยู่ในฐานะอันไม่หวั่นไหว.
ก็เมื่อทรงดำรงอยู่อย่างนี้ จึงทรงปฏิญาณคือทรงเข้าถึงฐานะความเป็นผู้เลิศประเสริฐนั้นอยู่ ย่อมไม่กล่าวให้คลาดจากความเป็นจริง และทรงยกฐานะอันเลิศประเสริฐนั้นไว้ในพระองค์. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า อาสภณฺฐานํ ปฏิชานาติ ดังนี้ (แปลว่า ทรงปฏิญาณฐานะอันเลิศประเสริฐ).
คำว่า ปริสาสุ ได้แก่ ในบริษัท ๘.
____________________________
บริษัท ๘ คือ ขัตติยบริษัท, พราหมณบริษัท, คหบดีบริษัท, สมณบริษัท, จาตุมหาราชิกาบริษัท, ดาวดึงสบริษัท, มารบริษัท, พรหมบริษัท (จากมหาปรินิพพานสูตร)
คำว่า สีหนาทํ นทติ ได้แก่ ทรงบันลือ คือทรงเปล่งพระสุรเสียงอันองอาจ (หมายความว่า ทรงเปล่งพระสุรเสียงอันไม่เกรงภัย). อีกอย่างหนึ่ง ทรงเปล่งพระสุรเสียงเช่นกับสีหนาท (คือเช่นกับการบันลือของสีหราช). เนื้อความนี้ บัณฑิตพึงแสดงด้วยพระสูตรชื่อว่าสีหนาทสูตร.
อีกอย่างหนึ่ง สีหะ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียก สีหะ เพราะอดทนและเพราะการฆ่าฉันใด พระตถาคตก็ฉันนั้น ทรงพระนามว่าสีหะ เพราะอดทนต่อโลกธรรมทั้งหลายได้ และเพราะการฆ่าซึ่งลัทธิอื่นๆ. การแผดเสียงคือการบันลือของสีหะอันกล่าวแล้ว ด้วยอาการอย่างนี้ ชื่อว่าสีหนาท. ในที่นี้ สีหะผู้ประกอบแล้วด้วยกำลังของสีหะ เป็นผู้แกล้วกล้าในที่ทั้งปวง เป็นผู้มีขนชูชันไปปราศแล้ว ย่อมบันลือสีหนาทฉันใด แม้สีหะคือพระตถาคตก็ฉันนั้น ประกอบแล้วด้วยกำลังของพระตถาคต เป็นผู้แกล้วกล้าในบริษัท ๘ ไม่เป็นผู้มีขนพองสยองเกล้า. ย่อมทรงบันลือซึ่งสีหนาทอันถึงพร้อมแล้วด้วยความงามของเทศนามีวิธีต่างๆ โดยนัยมีคำว่า อิติ รูปํ เป็นต้น. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ปริสาสุ สีหนาทํ นทติ (แปลว่า ทรงบันลือสีหนาทในบริษัททั้งหลาย) ดังนี้.
คำว่า พฺรหฺมํ ในข้อว่า พฺรหฺมจกฺกํ ปวตฺเตติ นี้ ได้แก่ ประเสริฐ สูงสุดคือบริสุทธิ์แล้ว.
ก็แลศัพท์ว่า จักกะ (จักกศัพท์) นี้ย่อมปรากฏในอรรถว่าสมบัติ ในลักขณะ ในส่วนแห่งรถคือล้อ ในอิริยาบถ ในทาน ในรัตนะ ในธรรม ในจักรอันคมกล้าเป็นต้น ในที่นี้ บัณฑิตพึงทราบศัพท์ว่า ธรรมจักร (ล้อรถคือพระธรรม) แล้วพึงยังคำว่า ธรรมจักรนั้นให้แจ่มแจ้ง โดยแยกออกเป็น (ดังนี้).
จักกะศัพท์นี้ย่อมปรากฏในอรรถว่าสมบัติ (การถึงพร้อม) อันมาแล้วในคำว่า จตฺตารีมานิ ภิกฺขเว จกฺกานิ เยหิ สมนฺนาคตานํ เทวมนุสฺสานํ เป็นต้น (แปลว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักร ๔ เหล่านี้ ย่อมเป็นไปแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ผู้ประกอบพร้อมแล้ว ... ย่อมถึงความไพบูลย์อันใหญ่ในโภคะ ทั้งหลาย).
จักกะศัพท์ย่อมปรากฏในอรรถว่าลักขณะ อันมาแล้วในคำว่า เหฏฺฐา ปาทตเลสุ จกฺกานิ ชาตานิ นี้ (แปลว่า จักรทั้งหลายเกิดขึ้นที่พื้นฝ่าพระบาททั้งสอง).
จักกะศัพท์ย่อมปรากฏในอรรถว่าส่วนแห่งรถคือล้อ (ล้อรถ) อันมาในคำว่า จกฺกํว วหโต ปทํ นี้ (แปลว่า เพียงดังล้อหมุนไปตามอยู่ซึ่งรอยเท้าแห่งโคพลิพัท).
จักกะศัพท์ย่อมปรากฏในอิริยาบถ อันมาแล้วในคำว่า จตุจกฺกํ นวทฺวารํ นี้ (แปลว่า ยนต์คือสรีระอันมีล้อ ๔ มีทวาร ๙).
จักกะศัพท์ย่อมปรากฏในอรรถว่าทาน อันมาแล้วในคำว่า ขาท ภุญฺช มา จ ปมาโท จกฺกํ วตฺตสฺสุ นี้ (แปลว่า ท่านจงเคี้ยว จงบริโภค ก็จงอย่าประมาท ยังจักร (จักรคือทาน) ให้เป็นไป.
จักกะศัพท์ย่อมปรากฏในอรรถว่าจักกรัตนะ (รัตนะคือจักร) อันมาแล้วในคำว่า ทิพฺพจกฺกรตนํ ปาตุรโหสิ นี้ (แปลว่า รัตนะคือจักรอันเป็นทิพย์ ปรากฏแล้ว).
จักกะศัพท์ย่อมปรากฏในอรรถว่าธรรมจักร (จักรคือพระธรรม) อันมาแล้วในคำว่า มยา ปวตฺติตํ จกฺกํ นี้ (แปลว่า จักรคือพระธรรมอันเราให้เป็นไปแล้ว).
จักกะศัพท์ย่อมปรากฏในอรรถว่าจักรคมกล้า อันมาแล้วในคำว่า อิจฺฉาหตสฺส โปสสฺส จกฺกํ ภมติ มตฺถเก นี้ (แปลว่า จักรย่อมหมุนไปบนศีรษะของบุรุษผู้ถูกความอยากนำมาแล้ว).
ย่อมปรากฏในอรรถว่าจักร เครื่องประหารในคำว่า ขุรปริยนฺเตน เจปิ จกฺเกน นี้ (แปลว่า ด้วยจักรมีคมกล้าโดยรอบ) ย่อมปรากฏในอรรถว่า อสนิมณฺฑเล (บริเวณแห่งสายฟ้า) ในคำว่า อสนิจกฺกํ นี้ (แปลว่า ฟ้าผ่า).
____________________________
จักร ๔ คือ ๑. ปฏิรูปเทสวาสะ การอยู่ในประเทศอันสมควร ๒. สับปุริสูปัสสยะ การคบสัตบุรุษ ๓. อัตตสัมมาปณิธิ การตั้งตนไว้ชอบ ๔. ปุพเพกตปุญญตา ความเป็นผู้ได้ทำความดีไว้ในปางก่อน. ธรรม ๔ นี้ ดุจล้อรถนำไปสู่ความเจริญ (อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต เล่ม ๒๑/ข้อ ๓๑/หน้า ๔๑.)
โภคะทั้งหลาย หมายถึงมนุษยสมบัติ สวรรค์สมบัติ นิพพานสมบัติ.
แต่ในที่นี้ จักกะศัพท์ บัณฑิตทราบแล้วว่า จักร คือพระธรรมทั้งหลาย.
ก็จักร คือพระธรรมนั้นมี ๒ อย่าง คือ
๑. ปฏิเวธญาณ (ญาณในการแทงตลอด)
๒. เทสนาญาณ (ญาณในเทศนา)
ใน ๒ อย่างนั้น ปฏิเวธญาณอันนำมาซึ่งอริยผลของตนอันปัญญาอบรมแล้ว. เทสนาญาณอันนำมาซึ่งอริยผลของพระสาวกทั้งหลายซึ่งเพิ่มพูนแล้วด้วยกรุณา.
บรรดาญาณเหล่านั้น ปฏิเวธญาณ มี ๒ คือ
๑. อุปปัชชมานะ (ปฏิเวธญาณอันกำลังเกิดขึ้น)
๒. อุปปันนะ (ปฏิเวธญาณอันเกิดขึ้นแล้ว)
จริงอยู่ ปฏิเวธญาณอันกำลังเกิดขึ้น นับจำเดิมตั้งแต่การออกมหาภิเนษกรมณ์ของพระพุทธเจ้า จนถึงอรหัตตมรรค. ในขณะแห่งผล ชื่อว่าปฏิเวธญาณอันเกิดขึ้นแล้ว.
อีกอย่างหนึ่ง ปฏิเวธญาณชื่อว่าอันกำลังเกิดนับจำเดิมแต่เสด็จอยู่ภพดุสิต จนถึงพระอรหัตตมรรค ที่มหาโพธิบัลลังก์. ในขณะแห่งผล ปฏิเวธญาณชื่อว่าเกิดขึ้นแล้ว.
อีกอย่างหนึ่ง นับจำเดิมแต่การทรงพยากรณ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่าทีปังกร จนถึงพระอรหัตตมรรค ปฏิเวธญาณชื่อว่าอันกำลังเกิดขึ้น. ในขณะแห่งผล ปฏิเวธญาณชื่อว่าอันเกิดขึ้นแล้ว.
แม้เทสนาญาณก็มี ๒ คือ
๑. ปวัตตมานะ (เทสนาญาณอันกำลังเป็นไป)
๒. ปวัตตะ (เทสนาญาณอันเป็นไปแล้ว)
จริงอยู่ เทสนาญาณนั้นชื่อว่ากำลังเป็นไป นับจำเดิมแต่โสดาปัตติมรรคของพระอัญญาโกณฑัญญะ ในขณะแห่งผล เทสนาญาณชื่อว่าเป็นไปแล้ว.
ในเทสนาญาณเหล่านั้น ปฏิเวธญาณเป็นโลกุตตระ เทสนาญาณเป็นโลกิยะ.
ก็ญาณแม้ทั้งสองนั้น เป็นโอรสญาณ (ญาณที่เกิดขึ้นในพระอุระ) ของพระพุทธเจ้าทั้งหลายเท่านั้น ไม่ทั่วไปกับชนเหล่าอื่น.
วรรณนากำลัง ๑๐ ของพระตถาคต
บัดนี้ เพื่อทรงแสดงกำลังแห่งพระตถาคตที่ทรงตั้งไว้ว่า เยหิ ทสหิ พเลหิ สมนฺนาคโต ตถาคโต อาสภณฺฐานํ ปฏิชานาติ ยานิ อาทิโต จ ทส ตถาคตสฺส ตถาคตพลานิ ดังนี้(แปลว่า พระตถาคตประกอบด้วยกำลัง ๑๐ เหล่าใด จึงทรงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐ และกำลังเหล่าใด ชื่อว่ากำลัง ๑๐ ของพระตถาคต จำเดิมแต่ต้น) โดยพิสดาร จึงตรัสคำว่ากตมานิ ทส อิธ ตถาคโต ฐานญฺจ ฐานโต เป็นอาทิ (แปลว่ากำลัง ๑๐ ของพระตถาคตเป็นไฉน คือ พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบธรรมที่เป็นฐานะ โดยความเป็นฐานะเป็นต้น)
วรรณนากำลังของพระตถาคตข้อที่ ๑
บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า ฐานญฺจ ฐานโต ได้แก่ ทรงทราบธรรมอันเป็นเหตุ โดยความเป็นเหตุ. ก็เหตุ ย่อมให้ผลตั้งขึ้นในที่นั้น คือย่อมเกิดขึ้นด้วย ย่อมเป็นไปด้วย เพราะการเข้าไปอาศัย และความเป็นไปในกาลนั้น ฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่า ฐานะ.
อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบซึ่งฐานะนั้นโดยความเป็นฐานะ และอฐานะโดยความเป็นอฐานะ คือย่อมทรงทราบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า ธรรมเหล่าใดๆ เป็นเหตุ เป็นปัจจัยแก่ธรรมเหล่าใดๆ เพราะอาศัยซึ่งธรรมนั้นๆ อันเป็นฐานะและทรงทราบว่า ธรรมเหล่าใดๆ มิใช่เหตุ มิใช่ปัจจัยของธรรมเหล่าใดๆ เพราะเข้าไปอาศัยซึ่งธรรมนั้นๆ อันมิใช่ฐานะ ดังนี้.
คำว่า ยมฺปิ (แปลว่า แม้ใด) ได้แก่ ด้วยญาณใด.
คำว่า อิทมฺปิ ตถาคตสฺส (แปลว่า แม้ข้อนี้ ก็เป็นกำลังของพระตถาคต) อธิบายว่า ฐานาฐานญาณของพระตถาคตแม้นี้ ชื่อว่าเป็นกำลังของพระตถาคต. บัณฑิตพึงทราบการประกอบในบททั้งปวงอย่างนี้.
วรรณนากำลังของพระตถาคตข้อที่ ๒
คำว่า กมฺมสมาทานํ ได้แก่ กรรมอันเป็นกุศลและอกุศล อันตั้งใจกระทำแล้ว.
อีกอย่างหนึ่ง กรรมนั่นแหละ ชื่อว่ากรรมสมาทาน.
คำว่า ฐานโส เหตุโส แปลว่า โดยฐานะ โดยเหตุ. ได้แก่ โดยปัจจัยและโดยเหตุ.
ในคำเหล่านั้น คติ อุปธิ กาลและปโยคะ ชื่อว่าฐานะของวิบาก. กรรม ชื่อว่าเหตุ.
วรรณนากำลังของพระตถาคตข้อที่ ๓
คำว่า สพฺพตฺถคามินึ (แปลว่า ไปสู่ภูมิทั้งปวง) ได้แก่ ไปสู่คติทั้งปวงและไปสู่อคติ.
คำว่า ปฏิปทํ ได้แก่ ทาง (คือมรรค).
คำว่า ยถาภูตํ ปชานาติ ได้แก่ ย่อมทรงทราบสภาวะการปฏิบัติ กล่าวคือเจตนาอันเป็นกุศลและอกุศลโดยไม่วิปริต (ไม่ผิด) แม้ในวัตถุหนึ่ง โดยนัยนี้ว่า ครั้นเมื่อมนุษย์ทั้งหลายแม้มีจำนวนมากฆ่าอยู่ซึ่งสัตว์หนึ่งนั่นแหละ เจตนาของเขาผู้นี้จักไปสู่นิรยะ และเจตนาของผู้นี้จักถึงกำเนิดในสัตว์เดียรัจฉาน ดังนี้.
วรรณนากำลังของพระตถาคตข้อที่ ๔
คำว่า อเนกธาตุํ ได้แก่ ทรงทราบธาตุมากมายมีจักขุธาตุเป็นต้น หรือกามธาตุเป็นต้น.
คำว่า นานาธาตุํ ได้แก่ ธาตุนานัปการ (มีประการต่างๆ) เพราะความที่ธาตุเหล่านั้นนั่นแหละมีลักษณะต่างกัน.
คำว่า โลกํ ได้แก่ โลก คือขันธ์ อายตนะและธาตุ.
คำว่า ยถาภูตํ ปชานาติ ได้แก่ ทรงแทงตลอดซึ่งธาตุเหล่านั้นๆ โดยไม่วิปริต.
วรรณนากำลังของพระตถาคตข้อที่ ๕
คำว่า นานาธิมุตฺติกตํ (แปลว่า มีอัธยาศัยต่างๆ กัน) ได้แก่ ทรงทราบซึ่งความที่สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีอัธยาศัยต่างๆ กัน คือมีอัธยาศัยอันเลวเป็นต้น.
วรรณนากำลังของพระตถาคตข้อที่ ๖
คำว่า ปรสตฺตานํ (แปลว่า ของสัตว์เหล่าอื่น) ได้แก่ ของสัตว์ผู้เป็นใหญ่.
คำว่า ปรปุคฺคลานํ (แปลว่า ของบุคคลเหล่าอื่น) ได้แก่ สัตว์ต่ำช้า.
อีกอย่างหนึ่ง บททั้งสองที่กล่าวมานี้ มีอรรถอย่างเดียวกัน การที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้สองอย่างด้วยอำนาจแห่งเวไนยสัตว์ คือสัตว์ที่ควรแนะนำ.
คำว่า อินฺทฺริยปโรปริยตฺตํ (แปลว่า ความแก่กล้าและไม่แก่กล้าแห่งอินทรีย์)
อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบซึ่งความเป็นไปแห่งสัตว์อื่นๆ และทรงทราบความเสื่อมแห่งอินทรีย์ทั้งหลายมีศรัทธาเป็นต้น.
วรรณนากำลังพระตถาคตข้อที่ ๗
คำว่า ฌานวิโมกฺขสมาธิสมาปตฺตีนํ (แปลว่า แห่งฌาน วิโมกข์ สมาธิ สมาบัติ) ได้แก่ ทรงทราบความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว ความออกแห่งฌาน ๔ มีปฐมฌานเป็นต้น ... แห่งวิโมกข์ ๘ มีคำว่า รูปารูปานิ ปสฺสติ เป็นต้น ... แห่งสมาธิ ๓ อันเป็นไปกับด้วยวิตกและวิจารเป็นต้น ... แห่งอนุปุพพสมาบัติ ๙ มีปฐมฌานสมาบัติเป็นต้น.
คำว่า สงฺกิเลสํ (แปลว่า ความเศร้าหมอง) ได้แก่ ธรรมอันเป็นส่วนแห่งความเสื่อม.
คำว่า โวทานํ (แปลว่า ความผ่องแผ้ว) ได้แก่ธรรมอันเป็นส่วนวิเศษ คือฝ่ายดี.
คำว่า วุฏฺฐานํ (แปลว่า ความออก) ได้แก่ ย่อมออกจากฌานเป็นต้น ด้วยเหตุใด ย่อมทราบซึ่งเหตุนั้น.
วรรณนากำลังพระตถาคตข้อที่ ๘, ๙, ๑๐
คำว่า ปุพฺเพนิวาสานุสฺสตึ (แปลว่า ความระลึกชาติหนหลัง) ได้แก่ ทรงระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยแล้วในกาลก่อน. การจุติและการอุปบัติ ชื่อว่าจุตูปปาตะ พระองค์ทรงทราบทั้งความตายและความเกิดขึ้นแห่งสัตว์ทั้งหลาย. คำว่า อาสวานํ ขยํ (แปลว่า ความสิ้นอาสวะ) ได้แก่ พระนิพพานอันดับเสียซึ่งอาสวะ กล่าวคือความสิ้นไปแห่งกามาสวะเป็นต้น. คำว่า อิมานิ (แปลว่า กำลังเหล่านี้) ได้แก่ ญาณ ๑๐ เหล่าใดที่กล่าวแล้วในหนหลังว่าเป็นกำลังของพระตถาคตเหล่านี้ ก็คือญาณ ๑๐ เหล่านั้นแล.
บัดนี้ บัณฑิตทราบการวรรณนาบทมาโดยลำดับในมาติกานี้อย่างนี้แล้ว พึงทราบอีกว่า
พระตถาคตย่อมทรงเห็นซึ่งเวไนยสัตว์ทั้งหลายผู้มีกิเลสาวรณ์ (คือมีกิเลสเป็นเครื่องกั้น)อันเป็นฐานะและอฐานะของสัตว์ผู้จะบรรลุและไม่บรรลุซึ่งความสิ้นไปแห่งอาสวะ ด้วยฐานาฐานญาณก่อนเพราะทรงเห็นฐานะคือโลกิยสัมมาทิฏฐิ และทรงเห็นซึ่งความไม่มีฐานะคือนิยตมิจฉาทิฏฐิ.
ต่อจากนั้น ก็ทรงเห็นซึ่งความที่สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นมีวิบากเป็นเครื่องกั้นมิให้บรรลุคุณวิเศษ ด้วยกัมมวิปากญาณ (คือญาณรู้ผลของกรรม) เพราะทรงเห็นสัตว์ผู้ปฏิสนธิมาด้วยติเหตุกะ. ย่อมทรงเห็นซึ่งความที่สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นเครื่องกั้น ด้วยสัพพัตถคามินีปฏิปทาญาณ (คือญาณหยั่งรู้ทางไปสู่ภูมิทั้งปวง) เพราะทรงเห็นความไม่มีแห่งอนันตริยกรรม. ทรงเห็นคุณวิเศษแห่งความประพฤติ เพื่อแสดงธรรมอนุเคราะห์แก่สัตว์ผู้ไม่มีกรรมเป็นเครื่องกั้นอย่างนี้ ด้วยอเนกธาตุนานาธาตุญาณ (ญาณหยั่งรู้โลกอันเป็นอเนกธาตุและนานาธาตุ) เพราะทรงเห็นความต่างกันแห่งธาตุ.
ลำดับนั้น ทรงเห็นซึ่งอธิมุตติ (คืออัธยาศัยของสัตว์เหล่านั้น) ได้ ด้วยนานาธิมุตติกตญาณ (ญาณหยั่งรู้อัธยาศัยต่างๆ กัน) จึงมิได้ทรงถือเอาพิธีการเพื่อแสดงธรรมด้วยอำนาจแห่งอัธยาศัย.
ต่อจากนั้น ทรงเห็นความหย่อนและความยิ่งแห่งอินทรีย์ เพื่อแสดงธรรมตามสติ ตามกำลังแห่งสัตว์ผู้มีอัธยาศัยที่จะรู้ได้ด้วยอินทริยปโรปริยัตติญาณ เพราะทรงเห็นความที่ศรัทธาเป็นต้น เป็นธรรมแก่กล้าและอ่อน. ก็ถ้าว่า ความยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์อันสัตว์พึงรู้ได้อย่างนี้เป็นธรรมชาติแก่กล้าไซร้ อินทรีย์เหล่านั้นย่อมเข้าถึงได้เร็วพลัน ด้วยคุณวิเศษแห่งฤทธิ์ เพราะความที่ตนเป็นผู้ชำนาญแล้วในฌานเป็นต้นด้วยญาณในฌานเป็นต้น.
ก็แลครั้นเข้าถึงแล้ว จึงทรงแสดงธรรมซึ่งความที่สัตว์เหล่านั้นเป็นผู้มีอัธยาศัยอันเกิดในกาลก่อน ด้วยปุพเพนิวาสานุสสติญาณเพราะอานุภาพแห่งทิพยจักษุ ทรงเห็นอยู่ซึ่งความวิเศษแห่งจิตที่ถึงพร้อมด้วยเจโตปริยญาณ ด้วยอานุภาพแห่งอาสวักขยญาณจึงทรงแสดงธรรมเพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะ เพราะสัตว์เหล่านั้นมีความหลงใหลไปปราศแล้ว ด้วยทางอันให้ถึงอาสวักขยญาณฉะนั้น โดยลำดับนี้ บัณฑิตพึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสญาณ ๑๐ เหล่านี้ว่าเป็นกำลัง.
นี้เป็นการวรรณนาเนื้อความในมาติกาก่อน.
-----------------------------------------------------