ฉักกนิเทศ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๙๙๑ตตฺถ กตมานิ ฉ วิวาทมูลานิ โกโธ มกฺโข อิสฺสา สาเถยฺยํ ปาปิจฺฉตา สนฺทิฏฺฐิปรามาสิตา อิมานิ ฉ วิวาทมูลานิ ฯ
๙๙๒ตตฺถ กตเม ฉ ฉนฺทราคา เคหสิตา ธมฺมา มนาปิเกสุ รูเปสุ เคหสิโต ราโค สาราโค ฯเปฯ จิตฺตสฺส สาราโค มนาปิเกสุ สทฺเทสุ ฯเปฯ มนาปิเกสุ คนฺเธสุ ฯเปฯ มนาปิเกสุ รเสสุ ฯเปฯ มนาปิเกสุ โผฏฺฐพฺเพสุ ฯเปฯ มนาปิเกสุ ธมฺเมสุ เคหสิโต ราโค สาราโค ฯเปฯ จิตฺตสฺส สาราโค อิเม ฉ ฉนฺทราคา เคหสิตา ธมฺมา ฯ
๙๙๓ตตฺถ กตมานิ ฉ วิโรธวตฺถูนิ อมนาปิเกสุ รูเปสุ จิตฺตสฺส อาฆาโต ปฏิฆาโต ฯเปฯ จณฺฑิกฺกํ อสฺสุโรโป อนตฺตมนตา จิตฺตสฺส อมนาปิเกสุ สทฺเทสุ ฯเปฯ อมนาปิเกสุ คนฺเธสุ ฯเปฯ อมนาปิเกสุ รเสสุ ฯเปฯ อมนาปิเกสุ โผฏฺฐพฺเพสุ ฯเปฯ อมนาปิเกสุ ธมฺเมสุ จิตฺตสฺส อาฆาโต ปฏิฆาโต ฯเปฯ จณฺฑิกฺกํ อสฺสุโรโป อนตฺตมนตา จิตฺตสฺส อิมานิ ฉ วิโรธวตฺถูนิ ฯ
๙๙๔ตตฺถ กตเม ฉ ตณฺหากายา รูปตณฺหา สทฺทตณฺหา คนฺธตณฺหา รสตณฺหา โผฏฺฐพฺพตณฺหา ธมฺมตณฺหา อิเม ฉ ตณฺหากายา ฯ
๙๙๕ตตฺถ กตเม ฉ อคารวา สตฺถริ อคารโว วิหรติ อปฺปฏิสฺโส ธมฺเม ฯเปฯ สงฺเฆ ฯเปฯ สิกฺขาย ฯเปฯ อปฺปมาเท ฯเปฯ ปฏิสนฺถาเร อคารโว วิหรติ อปฺปฏิสฺโส อิเม ฉ อคารวา ฯ
๙๙๖ตตฺถ กตเม ฉ ปริหานิยา ธมฺมา กมฺมารามตา ภสฺสารามตา นิทฺทารามตา สงฺคณิการามตา สํสคฺคารามตา ปปญฺจารามตา อิเม ฉ ปริหานิยา ธมฺมา ฯ
๙๙๗ตตฺถ กตเม อปเรปิ ฉ ปริหานิยา ธมฺมา กมฺมารามตา ภสฺสารามตา นิทฺทารามตา สงฺคณิการามตา โทวจสฺสตา ปาปมิตฺตตา อิเม ฉ ปริหานิยา ธมฺมา ฯ
๙๙๘ตตฺถ กตเม ฉ โสมนสฺสุปวิจารา จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา โสมนสฺสฏฺฐานิยํ รูปํ อุปวิจรติ โสเตน สทฺทํ สุตฺวา ฯเปฯ ฆาเนน คนฺธํ ฆายิตฺวา ฯเปฯ ชิวฺหาย รสํ สายิตฺวา ฯเปฯ กาเยน โผฏฺฐพฺพํ ผุสิตฺวา ฯเปฯ มนสา ธมฺมํ วิญฺญาย โสมนสฺสฏฺฐานิยํ ธมฺมํ อุปวิจรติ อิเม ฉ โสมนสฺสุปวิจารา ฯ
๙๙๙ตตฺถ กตเม ฉ โทมนสฺสุปวิจารา จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา โทมนสฺสฏฺฐานิยํ รูปํ อุปวิจรติ โสเตน สทฺทํ สุตฺวา ฯเปฯ ฆาเนน คนฺธํ ฆายิตฺวา ฯเปฯ ชิวฺหาย รสํ สายิตฺวา ฯเปฯ กาเยน โผฏฺฐพฺพํ ผุสิตฺวา ฯเปฯ มนสา ธมฺมํ วิญฺญาย โทมนสฺสฏฺฐานิยํ ธมฺมํ อุปวิจรติ อิเม ฉ โทมนสฺสุปวิจารา ฯ
๑๐๐๐ตตฺถ กตเม ฉ อุเปกฺขูปวิจารา จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา อุเปกฺขฏฺฐานิยํ รูปํ อุปวิจรติ โสเตน สทฺทํ สุตฺวา ฯเปฯ ฆาเนน คนฺธํ ฆายิตฺวา ฯเปฯ ชิวฺหาย รสํ สายิตฺวา ฯเปฯ กาเยน โผฏฺฐพฺพํ ผุสิตฺวา ฯเปฯ มนสา ธมฺมํ วิญฺญาย อุเปกฺขฏฺฐานิยํ ธมฺมํ อุปวิจรติ อิเม ฉ อุเปกฺขูปวิจารา ฯ
๑๐๐๑ตตฺถ กตมานิ ฉ เคหสิตานิ โสมนสฺสานิ มนาปิเกสุ รูเปสุ เคหสิตํ เจตสิกํ สาตํ เจตสิกํ สุขํ เจโตสมฺผสฺสชํ สาตํ สุขํ เวทยิตํ เจโตสมฺผสฺสชา สาตา สุขา เวทนา มนาปิเกสุ สทฺเทสุ ฯเปฯ มนาปิเกสุ คนฺเธสุ ฯเปฯ มนาปิเกสุ รเสสุ ฯเปฯ มนาปิเกสุ โผฏฺฐพฺเพสุ ฯเปฯ มนาปิเกสุ ธมฺเมสุ เคหสิตํ เจตสิกํ สาตํ เจตสิกํ สุขํ เจโตสมฺผสฺสชํ สาตํ สุขํ เวทยิตํ เจโตสมฺผสฺสชา สาตา สุขา เวทนา อิมานิ ฉ เคหสิตานิ โสมนสฺสานิ ฯ
๑๐๐๒ตตฺถ กตมานิ ฉ เคหสิตานิ โทมนสฺสานิ อมนาปิเกสุ รูเปสุ เคหสิตํ เจตสิกํ อสาตํ เจตสิกํ ทุกฺขํ เจโตสมฺผสฺสชํ อสาตํ ทุกฺขํ เวทยิตํ เจโตสมฺผสฺสชา อสาตา ทุกฺขา เวทนา อมนาปิเกสุ สทฺเทสุ ฯเปฯ อมนาปิเกสุ คนฺเธสุ ฯเปฯ อมนาปิเกสุ รเสสุ ฯเปฯ อมนาปิเกสุ โผฏฺฐพฺเพสุ ฯเปฯ อมนาปิเกสุ ธมฺเมสุ เคหสิตํ เจตสิกํ อสาตํ เจตสิกํ ทุกฺขํ เจโตสมฺผสฺสชํ อสาตํ ทุกฺขํ เวทยิตํ เจโตสมฺผสฺสชา อสาตา ทุกฺขา เวทนา อิมานิ ฉ เคหสิตานิ โทมนสฺสานิ ฯ
๑๐๐๓ตตฺถ กตมา ฉ เคหสิตา อุเปกฺขา อุเปกฺขฏฺฐานิเกสุ รูเปสุ เคหสิตํ เจตสิกํ เนว สาตํ นาสาตํ เจโตสมฺผสฺสชํ อทุกฺขมสุขํ เวทยิตํ เจโตสมฺผสฺสชา อทุกฺขมสุขา เวทนา อุเปกฺขฏฺฐานิเกสุ สทฺเทสุ ฯเปฯ อุเปกฺขฏฺฐานิเกสุ คนฺเธสุ ฯเปฯ อุเปกฺขฏฺฐานิเกสุ รเสสุ ฯเปฯ อุเปกฺขฏฺฐานิเกสุ โผฏฺฐพฺเพสุ ฯเปฯ อุเปกฺขฏฺฐานิเกสุ ธมฺเมสุ เคหสิตํ เจตสิกํ เนว สาตํ นาสาตํ เจโตสมฺผสฺสชํ อทุกฺขมสุขํ เวทยิตํ เจโตสมฺผสฺสชา อทุกฺขมสุขา เวทนา อิมา ฉ เคหสิตา อุเปกฺขา ฯ
๑๐๐๔ตตฺถ กตมา ฉ ทิฏฺฐิโย อตฺถิ เม อตฺตาติ วา อสฺส สจฺจโต เถตโต ทิฏฺฐิ อุปฺปชฺชติ นตฺถิ เม อตฺตาติ วา อสฺส สจฺจโต เถตโต ทิฏฺฐิ อุปฺปชฺชติ อตฺตนา อตฺตานํ สญฺชานามีติ วา อสฺส สจฺจโต เถตโต ทิฏฺฐิ อุปฺปชฺชติ อตฺตนา อนตฺตานํ สญฺชานามีติ วา อสฺส สจฺจโต เถตโต ทิฏฺฐิ อุปฺปชฺชติ อนตฺตนา อตฺตานํ สญฺชานามีติ วา อสฺส สจฺจโต เถตโต ทิฏฺฐิ อุปฺปชฺชติ โส เม อยํ อตฺตา วโท เวเทยฺโย ตตฺร ตตฺร ทีฆรตฺตํ กลฺยาณปาปกานํ ธมฺมานํ วิปากํ ปจฺจนุโภติ น โส ชาโต นาโหสิ น โส ชาโต น ภวิสฺสติ นิจฺโจ ธุโว สสฺสโต อวิปริณามธมฺโมติ วา อสฺส สจฺจโต เถตโต ทิฏฺฐิ อุปฺปชฺชติ อิมา ฉ ทิฏฺฐิโย ฯ ฉกฺกํ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๗. ขุททกวัตถุวิภังค์] ๖. ฉักกนิทเทส ๖. ฉักกนิทเทส
บรรดาฉักกมาติกาเหล่านั้น วิวาทมูล ๖ เป็นไฉน วิวาทมูล ๖ คือ ๑. โกธะ (โกรธ) ๒. มักขะ (ลบหลู่คุณท่าน) ๓. อิสสา (ริษยา) ๔. สาเถยยะ (โอ้อวด) ๕. ปาปิจฉตา (ปรารถนาลามก) ๖. สันทิฏฐิปรมาสิตา (ยึดถือแต่ความเห็นของตน) เหล่านี้ชื่อว่าวิวาทมูล ๖ (๑) ฉันทราคเคหสิตธรรม ๖ เป็นไฉน ฉันทราคเคหสิตธรรม ๖ คือ ๑. ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ความกำหนัดนักแห่งจิต ที่อาศัยกามคุณในรูปที่น่าชอบใจ ๒. ความกำหนัด ฯลฯ ในเสียงที่น่าชอบใจ ๓. ความกำหนัด ฯลฯ ในกลิ่นที่น่าชอบใจ ๔. ความกำหนัด ฯลฯ ในรสที่น่าชอบใจ ๕. ความกำหนัด ฯลฯ ในโผฏฐัพพะที่น่าชอบใจ ๖. ความกำหนัด ฯลฯ ความกำหนัดนัก ความกำหนัดนัก แห่งจิตที่อาศัยกามคุณในธรรมารมณ์ที่น่าชอบใจ เหล่านี้เรียกว่า ฉันทราคเคหสิตธรรม ๖ (๒) วิโรธวัตถุ ๖ เป็นไฉน วิโรธวัตถุ ๖ คือ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๕๙๙}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๗. ขุททกวัตถุวิภังค์] ๖. ฉักกนิทเทส ๑. ความอาฆาต ความกระทบแห่งจิต ฯลฯ ความดุร้าย ความเกรี้ยวกราด ความที่จิตไม่เบิกบานในรูปที่ไม่น่าชอบใจ ๒. ความอาฆาต ฯลฯ ในเสียงที่ไม่น่าชอบใจ ๓. ความอาฆาต ฯลฯ ในกลิ่นที่ไม่น่าชอบใจ ๔. ความอาฆาต ฯลฯ ในรสที่ไม่น่าชอบใจ ๕. ความอาฆาต ฯลฯ ในโผฏฐัพพะที่ไม่น่าชอบใจ ๖. ความอาฆาต ฯลฯ ความกระทบกระทั่งแห่งจิต ฯลฯ ความดุร้าย ความเกรี้ยวกราด ความที่จิตไม่เบิกบานใน ธรรมารมณ์ที่ไม่น่าชอบใจ เหล่านี้เรียกว่า วิโรธวัตถุ ๖ (๓) ตัณหากาย ๖ เป็นไฉน ตัณหากาย ๖ คือ ๑. รูปตัณหา (ตัณหาในรูป) ๒. สัททตัณหา (ตัณหาในเสียง) ๓. คันธตัณหา (ตัณหาในกลิ่น) ๔. รสตัณหา (ตัณหาในรส) ๕. โผฏฐัพพตัณหา (ตัณหาในโผฏฐัพพะ) ๖. ธัมมตัณหา (ตัณหาในธรรม) เหล่านี้ชื่อว่าตัณหากาย ๖ (๔)
อคารวะ ๖ เป็นไฉน อคารวะ ๖ คือ ๑. บุคคลไม่เคารพ ไม่ยำเกรงในพระศาสดา ๒. บุคคลไม่เคารพ ไม่ยำเกรงในพระธรรม ๓. บุคคลไม่เคารพ ไม่ยำเกรงในพระสงฆ์ ๔. บุคคลไม่เคารพ ไม่ยำเกรงในสิกขา ๕. บุคคลไม่เคารพ ไม่ยำเกรงในความไม่ประมาท ๖. บุคคลไม่เคารพ ไม่ยำเกรงในปฏิสันถาร เหล่านี้ชื่อว่าอคารวะ ๖ (๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๖๐๐}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๗. ขุททกวัตถุวิภังค์] ๖. ฉักกนิทเทส ปริหานิยธรรม ๖ เป็นไฉน ปริหานิยธรรม ๖ คือ ๑. กัมมารามตา (ความยินดีในการงาน) ๒. ภัสสารามตา (ความยินดีในการสนทนา) ๓. นิททารามตา (ความยินดีในการนอนหลับ) ๔. สังคณิการามตา (ความยินดีในการคลุกคลีด้วยหมู่) ๕. สังสัคคารามตา (ความยินดีในการติดต่อเกี่ยวข้อง) ๖. ปปัญจารามตา (ความยินดีในธรรมเป็นเหตุเนิ่นช้า) เหล่านี้ชื่อว่าปริหานิยธรรม ๖ (๖)
ปริหานิยธรรม ๖ อีกนัยหนึ่ง เป็นไฉน ปริหานิยธรรม ๖ อีกนัยหนึ่ง คือ ๑. กัมมารามตา (ความยินดีในการทำงาน) ๒. ภัสสารามตา (ความยินดีในการสนทนา) ๓. นิททารามตา (ความยินดีในการนอนหลับ) ๔. สังคณิการามตา (ความยินดีในการคลุกคลีด้วยหมู่) ๕. โทวจัสสตา (ความเป็นผู้ว่ายาก) ๖. ปาปมิตตตา (ความเป็นผู้มีมิตรชั่ว) เหล่านี้ชื่อว่าปริหานิยธรรม ๖ (๗) โสมนัสสุปวิจาร ๖ เป็นไฉน โสมนัสสุปวิจาร ๖ คือ ๑. บุคคลเห็นรูปทางตาแล้วครุ่นคิดถึงรูปอันเป็นที่ตั้งแห่งโสมนัส ๒. บุคคลฟังเสียงทางหู ฯลฯ ๓. บุคคลดมกลิ่นทางจมูก ฯลฯ ๔. บุคคลลิ้มรสทางลิ้น ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ โสมนสฺเสน สทฺธึ อุปจรนฺตีติ โสมนสฺสุปวิจารา (อภิ.วิ.อ. ๙๔๖/๕๕๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๖๐๑}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๗. ขุททกวัตถุวิภังค์] ๖. ฉักกนิทเทส ๕. บุคคลถูกต้องโผฏฐัพพะทางกาย ฯลฯ ๖. บุคคลรู้ธรรมารมณ์ทางใจแล้วครุ่นคิดถึงธรรมารมณ์อันเป็นที่ตั้ง แห่งโสมนัส เหล่านี้ชื่อว่าโสมนัสสุปวิจาร ๖ (๘) โทมนัสสุปวิจาร ๖ เป็นไฉน โทมนัสสุปวิจาร ๖ คือ ๑. บุคคลเห็นรูปทางตาแล้ว ครุ่นคิดถึงรูปอันเป็นที่ตั้งแห่งโทมนัส ๒. บุคคลฟังเสียงทางหู ฯลฯ ๓. บุคคลดมกลิ่นทางจมูก ฯลฯ ๔. บุคคลลิ้มรสทางลิ้น ฯลฯ ๕. บุคคลถูกต้องโผฏฐัพพะทางกาย ฯลฯ ๖. บุคคลรู้ธรรมารมณ์ทางใจแล้ว ครุ่นคิดถึงธรรมารมณ์อันเป็น ที่ตั้งแห่งโทมนัส เหล่านี้ชื่อว่าโทมนัสสุปวิจาร ๖ (๙) อุเปกขูปวิจาร ๖ เป็นไฉน อุเปกขูปวิจาร ๖ คือ ๑. บุคคลเห็นรูปทางตาแล้ว ครุ่นคิดถึงรูปอันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา ๒. บุคคลฟังเสียงทางหู ฯลฯ ๓. บุคคลดมกลิ่นทางจมูก ฯลฯ ๔. บุคคลลิ้มรสทางลิ้น ฯลฯ ๕. บุคคลถูกต้องโผฏฐัพพะทางกาย ฯลฯ ๖. บุคคลรู้ธรรมารมณ์ทางใจแล้วครุ่นคิดถึงธรรมารมณ์อันเป็น ที่ตั้งแห่งอุเบกขา เหล่านี้ชื่อว่าอุเปกขูปวิจาร ๖
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๖๐๒}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๗. ขุททกวัตถุวิภังค์] ๖. ฉักกนิทเทส
เคหสิตโสมนัส ๖ เป็นไฉน เคหสิตโสมนัส ๖ คือ ๑. ความสำราญทางใจ ความสุขทางใจ ความเสวยอารมณ์ที่ สำราญเป็นสุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่ สบายเป็นสุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัสที่อาศัยกามคุณในรูป อันเป็นที่ชอบใจ ๒. ความสำราญทางใจ ฯลฯ ในเสียงอันเป็นที่ชอบใจ ๓. ความสำราญทางใจ ฯลฯ ในกลิ่นอันเป็นที่ชอบใจ ๔. ความสำราญทางใจ ฯลฯ ในรสอันเป็นที่ชอบใจ ๕. ความสำราญทางใจ ฯลฯ ในโผฏฐัพพะอันเป็นที่ชอบใจ ๖. ความสำราญทางใจ ความสุขทางใจ ความเสวยอารมณ์ ที่สำราญเป็นสุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ ที่สำราญเป็นสุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัสที่อาศัยกามคุณใน ธรรมารมณ์ อันเป็นที่ชอบใจ เหล่านี้ชื่อว่าเคหสิตโสมนัส ๖ (๑๑) เคหสิตโทมนัส ๖ เป็นไฉน เคหสิตโทมนัส ๖ คือ ๑. ความไม่สำราญทางใจ ความทุกข์ทางใจ ความเสวยอารมณ์ ที่ไม่สำราญเป็นทุกข์ อันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาที่เสวย อารมณ์ที่ไม่สำราญเป็นทุกข์ อันเกิดแต่เจโตสัมผัสที่อาศัย กามคุณในรูปอันไม่เป็นที่ชอบใจ @เชิงอรรถ : @ โสมนัส หมายถึงสุขทางใจที่อาศัยกามคุณ ๕ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ (อภิ.วิ.อ. ๙๔๗/๕๕๑)@ โทมนัสคือทุกข์ทางใจที่อาศัยกามคุณ ๕ (อภิ.วิ.อ. ๙๔๗/๕๕๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๖๐๓}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๗. ขุททกวัตถุวิภังค์] ๖. ฉักกนิเทส ๒. ความไม่สำราญทางใจ ฯลฯ ในเสียงอันไม่เป็นที่ชอบใจ ๓. ความไม่สำราญทางใจ ฯลฯ ในกลิ่นอันไม่เป็นที่ชอบใจ ๔. ความไม่สำราญทางใจ ฯลฯ ในรสอันไม่เป็นที่ชอบใจ ๕. ความไม่สำราญทางใจ ฯลฯ ในโผฏฐัพพะอันไม่เป็นที่ชอบใจ ๖. ความไม่สำราญทางใจ ความทุกข์ทางใจ ความเสวย อารมณ์ที่ไม่สำราญเป็นทุกข์ อันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยา ที่เสวยอารมณ์ที่ไม่สำราญเป็นทุกข์ อันเกิดแต่เจโตสัมผัสที่ อาศัยกามคุณในธรรมารมณ์อันไม่เป็นที่ชอบใจ เหล่านี้ชื่อว่าเคหสิตโทมนัส ๖ (๑๒) เคหสิตุเปกขา ๖ เป็นไฉน เคหสิตุเปกขา ๖ คือ ๑. ความสำราญทางใจก็มิใช่ ความไม่สำราญทางใจก็มิใช่ ความ เสวยอารมณ์ที่ไม่ทุกข์ไม่สุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวย อารมณ์ที่ไม่ทุกข์ไม่สุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัสที่อาศัยกามคุณ ในรูปอันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา ๒. ความสำราญทางใจก็มิใช่ ฯลฯ ในเสียงอันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา ๓. ความสำราญทางใจก็มิใช่ ฯลฯ ในกลิ่นอันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา ๔. ความสำราญทางใจก็มิใช่ ฯลฯ ในรสอันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา ๕. ความสำราญทางใจก็มิใช่ ฯลฯ ในโผฏฐัพพะอันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา ๖. ความสำราญทางใจก็มิใช่ ความไม่สำราญทางใจก็มิใช่ ความ เสวยอารมณ์ที่ไม่ทุกข์ไม่สุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวย อารมณ์ที่ไม่ทุกข์ไม่สุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัสที่อาศัยกามคุณ ในธรรมารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา เหล่านี้ชื่อว่าเคหสิตุเปกขา ๖ (๑๓) @เชิงอรรถ : @ อุเปกขาเวทนาที่สัมปยุตด้วยความไม่รู้ ได้แก่ อัญญาณุเปกขาที่อาศัยกามคุณ ๕ (อภิ.วิ.อ. ๙๔๗/๕๕๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๖๐๔}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๗. ขุททกวัตถุวิภังค์] ๗. สัตตกนิทเทส
ทิฏฐิ ๖ เป็นไฉน ทิฏฐิ ๖ คือ ๑. ความเห็นเกิดขึ้นแก่ผู้นี้โดยแน่แท้มั่นคงว่า อัตตาของเรามีอยู่ ๒. ความเห็นเกิดขึ้นแก่ผู้นี้โดยแน่แท้มั่นคงว่า อัตตาของเราไม่มี ๓. ความเห็นเกิดขึ้นแก่ผู้นี้โดยแน่แท้มั่นคงว่า เรารู้จักอัตตาได้ ด้วยอัตตา (ความมีตัวตน) ๔. ความเห็นเกิดขึ้นแก่ผู้นี้โดยแน่แท้มั่นคงว่า เรารู้จักอนัตตา (ความไม่มีตัวตน) ได้ด้วยอัตตา (ความมีตัวตน) ๕. ความเห็นเกิดขึ้นแก่ผู้นี้โดยแน่แท้มั่นคงว่า เรารู้จักอัตตาได้ ด้วยอนัตตา (ความไม่มีตัวตน) ๖. ความเห็นเกิดขึ้นแก่ผู้นี้โดยแน่แท้มั่นคงว่า อัตตาของเรานี้นั้น เป็นผู้กล่าว เป็นผู้รู้ เสวยผลแห่งกรรมดีและกรรมชั่วในภพ นั้นๆ สิ้นกาลนาน อัตตานั้นไม่เกิด ไม่มีมาแล้วในอดีต อัตตานั้นไม่เกิด จักไม่มีในอนาคต อัตตาเป็นสภาวะที่เที่ยง ยั่งยืน มั่นคง มีความไม่แปรผันไปเป็นธรรมดา เหล่านี้ชื่อว่าทิฏฐิ ๖ (๑๔) ฉักกนิทเทส จบ ๗. สัตตกนิทเทส
บรรดาสัตตกมาติกาเหล่านั้น อนุสัย ๗ เป็นไฉน อนุสัย ๗ คือ ๑. กามราคานุสัย (กิเลสที่นอนเนื่องในสันดานคือกามราคะ) ๒. ปฏิฆานุสัย (กิเลสที่นอนเนื่องในสันดานคือปฏิฆะ) ๓. มานานุสัย (กิเลสที่นอนเนื่องในสันดานคือมานะ) @เชิงอรรถ : @ ทิฏฐิ ความเห็นผิด ในที่นี้หมายถึงสัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิ (อภิ.วิ.อ. ๙๔๘/๕๕๑-๕๕๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๖๐๕}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาฉักกนิทเทส อธิบายมาติกาหมวด ๖
บุคคลผู้โกรธแล้ว ย่อมถึงการทะเลาะ การวิวาท การโต้เถียงกันด้วยอำนาจแห่งความโกรธ หรือว่า บุคคลผู้ยึดถือแต่ความเห็นของตนก็ย่อมถึงการทะเลาะ การวิวาท การโต้เถียงกันเพราะความยึดถือแต่ความเห็นของตน เหตุใด เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า วิวาทมูลมีความโกรธเป็นต้น.
ฉันทราคนิทเทส อธิบายฉันทราคะ
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้โดยย่อว่า ธรรมทั้งหลายอาศัยเรือน ชื่อว่าฉันทราคะ เพราะอาศัยเรือนคือกาม ดังนี้แล้ว เพื่อจะทรงแสดงธรรมนั้นโดยประเภทอีก จึงตรัสว่า มนาปิเยสุ รูเปสุ เป็นต้น.
บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า มนาปิเยสุ ได้แก่ ความชอบใจ อันยังใจให้เจริญ.
วิโรธวัตถุ คือ ความพิโรธ (ความอาฆาต).
คำว่า อคารโว ในอคารวะทั้งหลาย ได้แก่ เว้นจากความเคารพ.
คำว่า อปฺปติสฺโส ได้แก่ ผู้ไม่เชื่อฟัง ไม่ประพฤติตามถ้อยคำ.
ก็ข้อนี้ ครั้นเมื่อพระศาสดายังทรงพระชนม์อยู่ ภิกษุใดย่อมไม่ไปสู่ที่บำรุงในกาลทั้ง ๓ เมื่อพระศาสดาไม่สวมรองพระบาทจงกรมอยู่ ภิกษุใดสวมรองเท้าจงกรมอยู่ เมื่อพระศาสดาจงกรมอยู่ในที่ต่ำ ภิกษุใดย่อมจงกรมในที่จงกรมสูง เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ในที่ต่ำ ภิกษุใดย่อมอยู่ในที่สูง ภิกษุใดย่อมห่มคลุมไหล่ทั้งสอง ย่อมกั้นร่ม ย่อมสวมรองเท้า ย่อมอาบน้ำ ย่อมถ่ายอุจจาระปัสสาวะในที่อันเห็นพระศาสดาก็หรือว่า เมื่อพระศาสดาปรินิพพานแล้ว ภิกษุใดย่อมไม่ไปเพื่อจะไหว้พระเจดีย์ ย่อมทำการงานทั้งปวงอันกล่าวแล้ว ในที่อันมองเห็นพระเจดีย์ ภิกษุนี้ชื่อว่าไม่เคารพในพระศาสดา.
ก็ภิกษุใดไปฟังธรรมที่สงฆ์ประกาศแล้ว โดยไม่เคารพ. ย่อมไม่ฟังโดยเคารพ ย่อมนั่งสนทนากัน. ย่อมเรียนโดยไม่เคารพ. ย่อมกล่าวสอนโดยไม่เคารพ ภิกษุนี้ ชื่อว่าเป็นผู้ไม่เคารพในพระธรรม.
ก็ภิกษุใดไม่ได้รับการเชื้อเชิญจากภิกษุเถระให้แสดงธรรม ย่อมแสดงธรรม ย่อมแก้ปัญหา ย่อมเดิน ยืน นั่ง กระทบกระทั่งภิกษุผู้แก่กว่า หรือว่านั่งเอาผ้ารัดเข่า เอามือรัดเข่า ย่อมห่มคลุมไหล่ทั้งสองในท่ามกลางสงฆ์ ย่อมกั้นร่มและสวมรองเท้า ภิกษุนี้ชื่อว่าไม่เคารพในสงฆ์.
จริงอยู่ ภิกษุแม้กระทำความไม่เคารพในเรื่องที่กล่าวแล้วเพียงอย่างเดียวในสงฆ์ก็ชื่อว่าไม่เคารพในสงฆ์เหมือนกัน.
ก็ภิกษุใดยังไม่กระทำสิกขา ๓ ให้บริบูรณ์ ภิกษุนั้นชื่อว่าไม่เคารพในสิกขา.
เมื่อภิกษุใดไม่เจริญลักษณะแห่งความไม่ประมาทเนืองๆ ภิกษุนั้นชื่อว่าไม่เคารพในความไม่ประมาท. เมื่อไม่กระทำปฏิสันถาร ๒ อย่าง ชื่อว่าไม่เคารพในปฏิสันถาร.
____________________________
ปฏิสันถาร ๒ คือ อามิสปฏิสันถาร ธัมมปฏิสันถาร.
คำว่า ปริหานิยา ธมฺมา ได้แก่ ธรรมทั้งหลายอันกระทำซึ่งความเสื่อม.
คำว่า กมฺมารามตา ได้แก่ เป็นผู้ประกอบแล้ว ขวนขวายแล้วด้วยความยินดียิ่งในนวกรรม (การก่อสร้าง) หรือว่าในการงานทั้งหลาย มีการใคร่ครวญคิดถึงจีวรเป็นต้น.
คำว่า ภสฺสารามตา ได้แก่ ประกอบแล้ว ขวนขวายแล้วในการสนทนาด้วยสามารถแห่งคำอันเป็นดิรัจฉานกถา.
คำว่า นิทฺทารามตา ได้แก่ ประกอบแล้วขวนขวายแล้วในการหลับนอน.
คำว่า สงฺคณิการามตา ได้แก่ ประกอบแล้วขวนขวายแล้วในการคลุกคลีด้วยหมู่.
คำว่า สํสคฺคารามตา ได้แก่ ประกอบแล้วขวนขวายแล้วในการอยู่ร่วมกัน ๕ อย่าง คือในการอยู่ร่วมกันด้วยการฟัง อยู่ร่วมกันด้วยการดู อยู่ร่วมกัน ด้วยการสนทนา อยู่ร่วมกันด้วยการบริโภค อยู่ร่วมกันด้วยกาย.
คำว่า ปปญฺจารามตา ได้แก่ ประกอบแล้วขวนขวายแล้วในธรรมอันยังสัตว์ให้เนิ่นช้า คือตัณหา มานะและทิฏฐิ.
พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า โสมนัสสุปวิจาร เป็นต้น.
ธรรมทั้งหลาย ชื่อว่าโสมนัสสุปวิจาร เพราะอรรถว่าย่อมครุ่นคิดถึงซึ่งการเกิดขึ้นร่วมกับโสมนัส.
คำว่า จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา ได้แก่ เห็นรูปด้วยจักขุวิญญาณ.
คำว่า โสมนสฺสฏฺฐานิยํ ได้แก่ เป็นเหตุแห่งโสมนัส ด้วยสามารถแห่งอารมณ์.
ในคำว่า อุปวิจรติ นั้นได้แก่ ย่อมครุ่นคิดถึง โดยความเป็นไปแห่งวิจาร.
บัณฑิตพึงทราบเนื้อความในหมวด ๖ แม้ทั้ง ๓ คือโสมนัสสุปวิจาร โทมนัสสุปวิจารและอุเปกขูปวิจาร โดยนัยนี้ว่า วิตกฺโก ปน ตํสมฺปยุตฺโต วา ดังนี้ (แปลว่า วิตกเป็นธรรมสัมปยุตกับด้วยวิจารนั้น)
คำว่า เคหสิตานิ ได้แก่ อิงอาศัยกามคุณ.
คำว่า โสมนสฺสานิ ได้แก่ ความสุขทางใจ.
คำว่า โทมนสฺสานิ ได้แก่ ความทุกข์ทางใจ.
คำว่า อุเปกฺขา ได้แก่ อุเบกขาเวทนาอันสัมปยุตด้วยอัญญาณ (คือโมหะ).
แม้คำว่า อญฺญาณุเปกฺขา ดังนี้ ก็เป็นชื่อของอุเบกขาอันสัมปยุตด้วยอัญญาณนั่นแหละ.
ทิฏฐิ ๖
วา ศัพท์ในบททั้งปวง ในคำว่า อตฺถิ เม อตฺตาติ วา นี้ เป็นนิบาตกำหนดเนื้อความ. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอธิบายว่า ความเห็นผิดย่อมเกิดขึ้นอย่างนี้ก็ดี. ก็สัสสตทิฏฐิ ย่อมถือเอาซึ่งความที่ตนมีอยู่ในกาลทั้งปวง ในคำว่า อตฺถิ เม อตฺตา นี้.
คำว่า สจฺจโต เถตโต ได้แก่ โดยแท้จริง โดยมั่นคง.
คำว่า อิทํ สจฺจํ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอธิบายว่า โดยความเป็นสิ่งมั่นคงด้วยดี.
คำว่า นตฺถิ เม อตฺตา (แปลว่า อัตตาของเราไม่มี) อธิบายว่า ทิฏฐินี้ ชื่อว่าอุจเฉททิฏฐิ เพราะถือเอาความไม่มีแห่งสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ในที่นั้นๆ.
อีกอย่างหนึ่ง ทิฏฐินี้ ชื่อว่าสัสสตทิฏฐิ เพราะถือเอาอัตตาในกาลทั้ง ๓ แม้เกิดก่อนว่า มีอยู่. อุจเฉททิฏฐิถือเอาอัตตาอันเป็นปัจจุบันเท่านั้นว่ามีอยู่. คือว่า ชื่อว่าอุจเฉททิฏฐิ เพราะการถือว่าอัตตาในอดีตและอนาคต แม้เกิดภายหลังว่า ไม่มีอยู่ ดังนี้ ราวกะทิฏฐิของบุคคลผู้มีความเห็นว่า ของบูชายัญอันเป็นเถ้าธุลี. สัสสตทิฏฐิของบุคคลผู้มีความเห็นว่า อัตตาเกิดขึ้นลอยๆ เทียว จึงยึดถือว่า อัตตาในอดีตเท่านั้นไม่มี ดังนี้.
คำว่า อตฺตนา วา อตฺตานํ สญฺชานามิ (แปลว่า ย่อมรู้จักอัตตาด้วยอัตตา ดังนี้ก็ดี) อธิบายว่า ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า เราชื่อว่าย่อมรู้จักอัตตานี้ด้วยอัตตานี้ เพราะถือว่า อัตตาในขันธ์โดยมีสัญญาขันธ์เป็นสีสะ แล้วรู้ขันธ์ที่เหลือด้วยสัญญา ดังนี้.
คำว่า อตฺตนา วา อนตฺตานํ (แปลว่า รู้จักอนัตตาด้วยอัตตา) อธิบายว่า ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า เพราะรู้อัตตาเหล่านั้น โดยการถือเอาสัญญาขันธ์นั่นแหละว่าเป็นอัตตา แล้วก็ถือเอาขันธ์ ๔ ที่เหลือว่าเป็นอนัตตา.
คำว่า อนตฺตนา วา อตฺตานํ (แปลว่า รู้จักอัตตาด้วยอนัตตา) ได้แก่ ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า เพราะถือเอาสัญญาขันธ์ว่าเป็นอนัตตา แล้วถือขันธ์ ๔ นอกนี้ว่าเป็นอัตตา เพราะรู้อัตตาเหล่านั้นด้วยสัญญา การยึดถืออัตตาแม้ทั้งปวงเป็นสัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิ ดังกล่าวมาแล้วนั่นแหละ.
ก็คำว่า วโท เวเทยฺโย (แปลว่า ผู้กล่าวผู้เสวย) นี้ เป็นคำกล่าวทำสัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิให้มั่นคงทีเดียว.
พึงทราบวินิจฉัยในคำเหล่านั้น ดังนี้ ที่ชื่อว่า ผู้กล่าว (วโท) เพราะย่อมกล่าว. อธิบายว่า ผู้กระทำวจีกรรม.
ชื่อว่า เวเทยฺโย เพราะอันบุคคลพึงเสวย. อธิบายว่า อัตตาย่อมรู้จึงชื่อว่าย่อมเสวย.
บัดนี้ อัตตานั้นย่อมรู้ซึ่งธรรมใด เพื่อแสดงธรรมนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ตตฺร ตตฺร ได้แก่ ในโยนิ ในคติ ในฐิติ ในนิวาสและนิกายทั้งหลาย หรือว่าในอารมณ์ทั้งหลายนั้นๆ.
คำว่า ทีฆรตฺตํ ได้แก่ สิ้นกาลนาน. คำว่า ปจฺจนุโภติ ได้แก่ ย่อมเสวย.
คำว่า น โส ชาโต นาโหสิ ได้แก่ อัตตานั่นชื่อว่าไม่เกิด เพราะการไม่เกิดเป็นธรรมดา. อธิบายว่า อัตตานั้นมีอยู่ในกาลทุกเมื่อทีเดียว. ด้วยเหตุนั้นนั่นแหละจึงว่า อัตตาไม่ได้มีแล้วในอดีต จักไม่มีแม้ในอนาคต เพราะว่า อัตตาใดเกิดขึ้นแล้ว อัตตานั้นได้มีแล้ว แต่อัตตาใดจักเกิด อัตตานั้นก็จักมี ดังนี้.
อีกอย่างหนึ่ง คำว่า น โส ชาโต นาโหสิ อธิบายว่า อัตตานั้นไม่เกิด ไม่ได้มีแล้ว แม้ในอดีต แม้ในอนาคต ก็จะไม่เกิดจักไม่มี เพราะความที่อัตตานั้นมีอยู่ในกาลทุกเมื่อ.
คำว่า นิจฺโจ ได้แก่ เว้นจากการเกิดและการดับ.
คำว่า ธุโว (ยั่งยืน) ได้แก่ เป็นสภาพมั่นคง เป็นสิ่งมีสาระ.
คำว่า สสฺสโต ได้แก่ ประกอบด้วยกาลทั้งปวง.
คำว่า อวิปริณามธฺมโม (ไม่แปรผัน) ได้แก่ ธรรมที่ไม่ละความเป็นปกติของตน คือย่อมไม่ถึงซึ่งความเป็นไปโดยประการอื่น เหมือนกิ้งก่าไม่ละอยู่ซึ่งความเป็นปกติของตนฉะนั้น.
ชื่อว่าทิฏฐิอันเป็นไปกับอาสวะทั้งปวงนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วด้วยประการฉะนี้.
คำที่เหลือในที่ทั้งปวง มีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
ฉักกนิทเทส จบ. -----------------------------------------------------