อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับมหาจุฬาฯจับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · บาลี · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๖๘๗

อุปาทนิโรธวาร

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๖๘๗–๗๘๗พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 101 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 101 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 50 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


ยสฺส จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส โสตายตนํ นิรุชฺฌตีติ: โน ฯ ยสฺส วา ปน โสตายตนํ นิรุชฺฌติ ตสฺส จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชตีติ: โน ฯ

ยสฺส จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ฆานายตนํ รูปายตนํ มนายตนํ ธมฺมายตนํ นิรุชฺฌตีติ: โน ฯ ยสฺส วา ปน ธมฺมายตนํ นิรุชฺฌติ ตสฺส จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชตีติ: โน ฯเปฯ

ยสฺส มนายตนํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ธมฺมายตนํ นิรุชฺฌตีติ: โน ฯ ยสฺส วา ปน ธมฺมายตนํ นิรุชฺฌติ ตสฺส มนายตนํ อุปฺปชฺชตีติ: โน ฯ

ยตฺถ จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชติ ฯเปฯ (ยตฺถกํ โนติ น กาตพฺพํ ฯ ยตฺถกํ อิตเรสํ ยตฺถกานํ สทิสํ กาตพฺพํ ยตฺถกํ ตีสุปิ วาเรสุ สทิสํ) ฯ

ยสฺส ยตฺถ จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ โสตายตนํ นิรุชฺฌตีติ: โน ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ โสตายตนํ นิรุชฺฌติ ตสฺส ตตฺถ จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชตีติ: โน ฯเปฯ

ยสฺส ยตฺถ มนายตนํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ ธมฺมายตนํ นิรุชฺฌตีติ: โน ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ ธมฺมายตนํ นิรุชฺฌติ ตสฺส ตตฺถ มนายตนํ อุปฺปชฺชตีติ: โน ฯ

ยสฺส จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชติ ตสฺส โสตายตนํ น นิรุชฺฌตีติ: สโสตกานํ จวนฺตานํ เตสํ จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ โสตายตนํ น นิรุชฺฌติ อจกฺขุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ อโสตกานํ จวนฺตานํ เตสํ จกฺขายตนญฺจ นุปฺปชฺชติ โสตายตนญฺจ น นิรุชฺฌติ ฯ ยสฺส วา ปน โสตายตนํ น นิรุชฺฌติ ตสฺส จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชตีติ: สจกฺขุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ โสตายตนํ น นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชติ อโสตกานํ จวนฺตานํ อจกฺขุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ โสตายตนญฺจ น นิรุชฺฌติ จกฺขายตนญฺจ นุปฺปชฺชติ ฯ

ยสฺส จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชติ ตสฺส ฆานายตนํ น นิรุชฺฌตีติ: สฆานกานํ จวนฺตานํ เตสํ จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ฆานายตนํ น นิรุชฺฌติ อจกฺขุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ อฆานกานํ จวนฺตานํ เตสํ จกฺขายตนญฺจ นุปฺปชฺชติ ฆานายตนญฺจ น นิรุชฺฌติ ฯ ยสฺส วา ปน ฆานายตนํ น นิรุชฺฌติ ตสฺส จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชตีติ: สจกฺขุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ฆานายตนํ น นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชติ อฆานกานํ จวนฺตานํ อจกฺขุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ฆานายตนญฺจ น นิรุชฺฌติ จกฺขายตนญฺจ นุปฺปชฺชติ ฯ

ยสฺส จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชติ ตสฺส รูปายตนํ น นิรุชฺฌตีติ: สรูปกานํ จวนฺตานํ เตสํ จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ รูปายตนํ น นิรุชฺฌติ อจกฺขุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ อรูปกานํ จวนฺตานํ เตสํ จกฺขายตนญฺจ นุปฺปชฺชติ รูปายตนญฺจ น นิรุชฺฌติ ฯ ยสฺส วา ปน รูปายตนํ น นิรุชฺฌติ ตสฺส จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชตีติ: สจกฺขุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ รูปายตนํ น นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชติ อรูปกานํ จวนฺตานํ อจกฺขุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ รูปายตนญฺจ น นิรุชฺฌติ จกฺขายตนญฺจ นุปฺปชฺชติ ฯ

ยสฺส จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชติ ตสฺส มนายตนํ น นิรุชฺฌตีติ: สจิตฺตกานํ จวนฺตานํ เตสํ จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ มนายตนํ น นิรุชฺฌติ อจกฺขุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ อจิตฺตกานํ จวนฺตานํ เตสํ จกฺขายตนญฺจ นุปฺปชฺชติ มนายตนญฺจ น นิรุชฺฌติ ฯ ยสฺส วา ปน มนายตนํ น นิรุชฺฌติ ตสฺส จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชตีติ: สจกฺขุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ มนายตนํ น นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชติ อจิตฺตกานํ จวนฺตานํ อจกฺขุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ มนายตนญฺจ น นิรุชฺฌติ จกฺขายตนญฺจ นุปฺปชฺชติ ฯ

ยสฺส จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชติ ตสฺส ธมฺมายตนํ น นิรุชฺฌตีติ: สพฺเพสํ จวนฺตานํ เตสํ จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ธมฺมายตนํ น นิรุชฺฌติ อจกฺขุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ จกฺขายตนญฺจ นุปฺปชฺชติ ธมฺมายตนญฺจ น นิรุชฺฌติ ฯ ยสฺส วา ปน ธมฺมายตนํ น นิรุชฺฌติ ตสฺส จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชตีติ: สจกฺขุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ธมฺมายตนํ น นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชติ อจกฺขุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ธมฺมายตนญฺจ น นิรุชฺฌติ จกฺขายตนญฺจ นุปฺปชฺชติ ฯ

ยสฺส ฆานายตนํ นุปฺปชฺชติ ตสฺส รูปายตนํ น นิรุชฺฌตีติ: สรูปกานํ จวนฺตานํ เตสํ ฆานายตนํ นุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ รูปายตนํ น นิรุชฺฌติ อฆานกานํ อุปปชฺชนฺตานํ อรูปกานํ จวนฺตานํ เตสํ ฆานายตนญฺจ นุปฺปชฺชติ รูปายตนญฺจ น นิรุชฺฌติ ฯ ยสฺส วา ปน รูปายตนํ น นิรุชฺฌติ ตสฺส ฆานายตนํ นุปฺปชฺชตีติ: สฆานกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ รูปายตนํ น นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ ฆานายตนํ นุปฺปชฺชติ อรูปกานํ จวนฺตานํ อฆานกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ รูปายตนญฺจ น นิรุชฺฌติ ฆานายตนญฺจ นุปฺปชฺชติ ฯ

ยสฺส ฆานายตนํ นุปฺปชฺชติ ตสฺส มนายตนํ น นิรุชฺฌตีติ: สจิตฺตกานํ จวนฺตานํ เตสํ ฆานายตนํ นุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ มนายตนํ น นิรุชฺฌติ อฆานกานํ อุปปชฺชนฺตานํ อจิตฺตกานํ จวนฺตานํ เตสํ ฆานายตนญฺจ นุปฺปชฺชติ มนายตนญฺจ น นิรุชฺฌติ ฯ ยสฺส วา ปน มนายตนํ น นิรุชฺฌติ ตสฺส ฆานายตนํ นุปฺปชฺชตีติ: สฆานกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ มนายตนํ น นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ ฆานายตนํ นุปฺปชฺชติ อจิตฺตกานํ จวนฺตานํ อฆานกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ มนายตนญฺจ น นิรุชฺฌติ ฆานายตนญฺจ นุปฺปชฺชติ ฯ

ยสฺส ฆานายตนํ นุปฺปชฺชติ ตสฺส ธมฺมายตนํ น นิรุชฺฌตีติ: สพฺเพสํ จวนฺตานํ เตสํ ฆานายตนํ นุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ธมฺมายตนํ น นิรุชฺฌติ อฆานกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ฆานายตนญฺจ นุปฺปชฺชติ ธมฺมายตนญฺจ น นิรุชฺฌติ ฯ ยสฺส วา ปน ธมฺมายตนํ น นิรุชฺฌติ ตสฺส ฆานายตนํ นุปฺปชฺชตีติ: สฆานกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ธมฺมายตนํ น นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ ฆานายตนํ นุปฺปชฺชติ อฆานกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ธมฺมายตนญฺจ น นิรุชฺฌติ ฆานายตนญฺจ นุปฺปชฺชติ ฯ

ยสฺส รูปายตนํ นุปฺปชฺชติ ตสฺส มนายตนํ น นิรุชฺฌตีติ: สจิตฺตกานํ จวนฺตานํ เตสํ รูปายตนํ นุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ มนายตนํ น นิรุชฺฌติ อรูปกานํ อุปปชฺชนฺตานํ อจิตฺตกานํ จวนฺตานํ เตสํ รูปายตนญฺจ นุปฺปปชฺชติ มนายตนญฺจ น นิรุชฺฌติ ฯ ยสฺส วา ปน มนายตนํ น นิรุชฺฌติ ตสฺส รูปายตนํ นุปฺปชฺชตีติ: สรูปกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ มนายตนํ น นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ รูปายตนํ นุปฺปชฺชติ อจิตฺตกานํ จวนฺตานํ อรูปกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ มนายตนญฺจ น นิรุชฺฌติ รูปายตนญฺจ นุปฺปชฺชติ ฯ

ยสฺส รูปายตนํ นุปฺปชฺชติ ตสฺส ธมฺมายตนํ น นิรุชฺฌตีติ: สพฺเพสํ จวนฺตานํ เตสํ รูปายตนํ นุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ธมฺมายตนํ น นิรุชฺฌติ อรูปกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ รูปายตนญฺจ นุปฺปชฺชติ ธมฺมายตนญฺจ น นิรุชฺฌติ ฯ ยสฺส วา ปน ธมฺมายตนํ น นิรุชฺฌติ ตสฺส รูปายตนํ นุปฺปชฺชตีติ: สรูปกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ธมฺมายตนํ น นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ รูปายตนํ นุปฺปชฺชติ อรูปกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ธมฺมายตนญฺจ น นิรุชฺฌติ รูปายตนญฺจ นุปฺปชฺชติ ฯ

ยสฺส มนายตนํ นุปฺปชฺชติ ตสฺส ธมฺมายตนํ น นิรุชฺฌตีติ: สพฺเพสํ จวนฺตานํ เตสํ มนายตนํ นุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ธมฺมายตนํ น นิรุชฺฌติ อจิตฺตกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ มนายตนญฺจ นุปฺปชฺชติ ธมฺมายตนญฺจ น นิรุชฺฌติ ฯ ยสฺส วา ปน ธมฺมายตนํ น นิรุชฺฌติ ตสฺส มนายตนํ นุปฺปชฺชตีติ: สจิตฺตกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ธมฺมายตนํ น นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ มนายตนํ นุปฺปชฺชติ อจิตฺตกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ธมฺมายตนญฺจ น นิรุชฺฌติ มนายตนญฺจ นุปฺปชฺชติ ฯ

ยตฺถ จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชติ ฯเปฯ

ยสฺส ตตฺถ จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชติ ฯเปฯ ยสฺสกมฺปิ ยสฺสยตฺถกมฺปิ สทิสํ ฯ --------

ยสฺส จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส โสตายตนํ นิรุชฺฌิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน โสตายตนํ นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ (อตีตา ปุจฺฉา อุปฺปาเทปิ นิโรเธปิ อุปฺปาทนิโรเธปิ อนุโลมมฺปิ ปจฺจนิยมฺปิ สทิสํ) ฯ ---------

ยสฺส จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส โสตายตนํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน โสตายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ปจฺฉิมภวิกานํ ปญฺจโวการํ อุปปชฺชนฺตานํ เย จ อรูปํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ โสตายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชิสฺสติ อิตเรสํ เตสํ โสตายตนญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ จกฺขายตนญฺจ อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ

ยสฺส จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ฆานายตนํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: เย รูปาวจรํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ จวนฺตานํ เตสํ จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ฆานายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ อิตเรสํ เตสํ จกฺขายตนญฺจ อุปฺปชฺชิสฺสติ ฆานายตนญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ฆานายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ปจฺฉิมภวิกานํ กามาวจรํ อุปปชฺชนฺตานํ เย จ อรูปํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ ฆานายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชิสฺสติ อิตเรสํ เตสํ ฆานายตนญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ จกฺขายตนญฺจ อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ

ยสฺส จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส รูปายตนํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน รูปายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ปจฺฉิมภวิกานํ ปญฺจโวการํ อุปปชฺชนฺตานํ เย จ อรูปํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ รูปายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชิสฺสติ อิตเรสํ เตสํ รูปายตนญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ จกฺขายตนญฺจ อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ

ยสฺส จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส มนายตนํ ฯเปฯ ธมฺมายตนํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ธมฺมายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ปจฺฉิมภวิกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เย จ อรูปํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ ธมฺมายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชิสฺสติ อิตเรสํ เตสํ ธมฺมายตนญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ จกฺขายตนญฺจ อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ

ยสฺส ฆานายตนํ อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส รูปายตนํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน รูปายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ฆานายตนํ อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ปจฺฉิมภวิกานํ ปญฺจโวการํ อุปปชฺชนฺตานํ เย จ รูปาวจรํ อรูปาวจรํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ รูปายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ฆานายตนํ อุปฺปชฺชิสฺสติ อิตเรสํ เตสํ รูปายตนญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ ฆานายตนญฺจ อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ

ยสฺส ฆานายตนํ อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส มนายตนํ ฯเปฯ ธมฺมายตนํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ธมฺมายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ฆานายตนํ อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ปจฺฉิมภวิกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เย จ รูปาวจรํ อรูปาวจรํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ ธมฺมายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ฆานายตนํ อุปฺปชฺชิสฺสติ อิตเรสํ เตสํ ธมฺมายตนญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ ฆานายตนญฺจ อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ

ยสฺส รูปายตนํ อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส มนายตนํ ฯเปฯ ธมฺมายตนํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ธมฺมายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส รูปายตนํ อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ปจฺฉิมภวิกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เย จ อรูปํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ ธมฺมายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ รูปายตนํ อุปฺปชฺชิสฺสติ อิตเรสํ เตสํ ธมฺมายตนญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ รูปายตนญฺจ อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ

ยสฺส มนายตนํ อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ธมฺมายตนํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ธมฺมายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส มนายตนํ อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ปจฺฉิมภวิกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ธมฺมายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ มนายตนํ อุปฺปชฺชิสฺสติ อิตเรสํ เตสํ ธมฺมายตนญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ มนายตนญฺจ อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ

ยตฺถ จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯเปฯ

ยสฺส ยตฺถ จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ โสตายตนํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ โสตายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ปจฺฉิมภวิกานํ ปญฺจโวการํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ โสตายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชิสฺสติ อิตเรสํ ปญฺจโวการานํ เตสํ ตตฺถ โสตายตนญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ จกฺขายตนญฺจ อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ

ยสฺส ยตฺถ จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ ฆานายตนํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: รูปาวจรานํ เตสํ ตตฺถ จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ ฆานายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ กามาวจรานํ เตสํ ตตฺถ จกฺขายตนญฺจ อุปฺปชฺชิสฺสติ ฆานายตนญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ ฆานายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ปจฺฉิมภวิกานํ กามาวจรํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ ฆานายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชิสฺสติ อิตเรสํ กามาวจรานํ เตสํ ตตฺถ ฆานายตนญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ จกฺขายตนญฺจ อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ

ยสฺส ยตฺถ จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ รูปายตนํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ รูปายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ปจฺฉิมภวิกานํ ปญฺจโวการํ อุปปชฺชนฺตานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ รูปายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชิสฺสติ อิตเรสํ ปญฺจโวการานํ เตสํ ตตฺถ รูปายตนญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ จกฺขายตนญฺจ อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ

ยสฺส ยตฺถ จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ มนายตนํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ มนายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ปจฺฉิมภวิกานํ ปญฺจโวการํ อุปปชฺชนฺตานํ อรูปานํ เตสํ ตตฺถ มนายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชิสฺสติ อิตเรสํ ปญฺจโวการานํ เตสํ ตตฺถ มนายตนญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ จกฺขายตนญฺจ อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ

ยสฺส ยตฺถ จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ ธมฺมายตนํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ ธมฺมายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ปจฺฉิมภวิกานํ ปญฺจโวการํ อุปปชฺชนฺตานํ อสญฺญสตฺตานํ อรูปานํ เตสํ ตตฺถ ธมฺมายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชิสฺสติ อิตเรสํ ปญฺจโวการานํ เตสํ ตตฺถ ธมฺมายตนญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ จกฺขายตนญฺจ อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ

ยสฺส ยตฺถ ฆานายตนํ อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ รูปายตนํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ รูปายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ ฆานายตนํ อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ปจฺฉิมภวิกานํ กามาวจรํ อุปปชฺชนฺตานํ รูปาวจรานํ เตสํ ตตฺถ รูปายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ ฆานายตนํ อุปฺปชฺชิสฺสติ อิตเรสํ กามาวจรานํ เตสํ ตตฺถ รูปายตนญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ ฆานายตนญฺจ อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ

ยสฺส ยตฺถ ฆานายตนํ อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ มนายตนํ ฯเปฯ ธมฺมายตนํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ ธมฺมายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ ฆานายตนํ อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ปจฺฉิมภวิกานํ กามาวจรํ อุปปชฺชนฺตานํ รูปาวจรานํ อรูปาวจรานํ เตสํ ตตฺถ ธมฺมายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ ฆานายตนํ อุปฺปชฺชิสฺสติ อิตเรสํ กามาวจรานํ เตสํ ตตฺถ ธมฺมายตนญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ ฆานายตนญฺจ อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ

ยสฺส ยตฺถ รูปายตนํ อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ มนายตนํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ รูปายตนํ อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ มนายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ ปญฺจโวการานํ เตสํ ตตฺถ รูปายตนญฺจ อุปฺปชฺชิสฺสติ มนายตนญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ มนายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ รูปายตนํ อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ปจฺฉิมภวิกานํ ปญฺจโวการํ อุปปชฺชนฺตานํ อรูปานํ เตสํ ตตฺถ มนายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ รูปายตนํ อุปฺปชฺชิสฺสติ อิตเรสํ ปญฺจโวการานํ เตสํ ตตฺถ มนายตนญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ รูปายตนญฺจ อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ

ยสฺส ยตฺถ รูปายตนํ อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ ธมฺมายตนํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ ธมฺมายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ รูปายตนํ อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ปจฺฉิมภวิกานํ ปญฺจโวการํ อุปปชฺชนฺตานํ อรูปานํ เตสํ ตตฺถ ธมฺมายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ รูปายตนํ อุปฺปชฺชิสฺสติ อิตเรสํ ปญฺจโวการานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ ธมฺมายตนญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ รูปายตนญฺจ อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ

ยสฺส ยตฺถ มนายตนํ อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ ธมฺมายตนํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ ธมฺมายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ มนายตนํ อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ปจฺฉิมภวิกานํ อุปปชฺชนฺตานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ ธมฺมายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ มนายตนํ อุปฺปชฺชิสฺสติ อิตเรสํ จตุโวการานํ ปญฺจโวการานํ เตสํ ตตฺถ ธมฺมายตนญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ มนายตนญฺจ อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ

ยสฺส จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส โสตายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: ปจฺฉิมภวิกานํ ปญฺจโวการํ อุปปชฺชนฺตานํ เย จ อรูปํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ โสตายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ปญฺจโวกาเร ปรินิพฺพนฺตานํ อรูเป ปจฺฉิมภวิกานํ เย จ อรูปํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ จวนฺตานํ เตสํ จกฺขายตนญฺจ นุปฺปชฺชิสฺสติ โสตายตนญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน โสตายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ

ยสฺส จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ฆานายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: ปจฺฉิมภวิกานํ กามาวจรํ อุปปชฺชนฺตานํ เย จ อรูปํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ฆานายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสติ กามาวจเร ปรินิพฺพนฺตานํ รูปาวจเร อรูปาวจเร ปจฺฉิมภวิกานํ เย จ อรูปํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ จวนฺตานํ เตสํ จกฺขายตนญฺจ นุปฺปชฺชิสฺสติ ฆานายตนญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ฆานายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชิสฺสตีติ: เย รูปาวจรํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ จวนฺตานํ เตสํ ฆานายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชิสฺสติ กามาวจเร ปรินิพฺพนฺตานํ รูปาวจเร อรูปาวจเร ปจฺฉิมภวิกานํ เย จ อรูปํ อุปฺปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ จวนฺตานํ เตสํ ฆานายตนญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ จกฺขายตนญฺจ นุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ

ยสฺส จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส รูปายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: ปจฺฉิมภวิกานํ ปญฺจโวการํ อุปปชฺชนฺตานํ เย จ อรูปํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ รูปายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ปญฺจโวกาเร ปรินิพฺพนฺตานํ อรูเป ปจฺฉิมภวิกานํ เย จ อรูปํ อุปฺปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ จวนฺตานํ เตสํ จกฺขายตนญฺจ นุปฺปชฺชิสฺสติ รูปายตนญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน รูปายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ

ยสฺส จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส มนายตนํ ฯเปฯ ธมฺมายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: ปจฺฉิมภวิกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เย จ อรูปํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ธมฺมายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ปรินิพฺพนฺตานํ เตสํ จกฺขายตนญฺจ นุปฺปชฺชิสฺสติ ธมฺมายตนญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ธมฺมายตนํ ฯเปฯ อามนฺตา ฯ

ยสฺส ฆานายตนํ นุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส รูปายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: ปจฺฉิมภวิกานํ ปญฺจโวการํ อุปปชฺชนฺตานํ เย จ รูปาวจรํ อรูปาวจรํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ฆานายตนํ นุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ รูปายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ปญฺจโวกาเร ปรินิพฺพนฺตานํ อรูเป ปจฺฉิมภวิกานํ เย จ อรูปํ อุปฺปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ จวนฺตานํ เตสํ ฆานายตนญฺจ นุปฺปชฺชิสฺสติ รูปายตนญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน รูปายตนํ ฯเปฯ อามนฺตา ฯ

ยสฺส ฆานายตนํ นุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส มนายตนํ ฯเปฯ ธมฺมายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: ปจฺฉิมภวิกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เย จ รูปาวจรํ อรูปาวจรํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ ฆานายตนํ นุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ธมฺมายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ปรินิพฺพนฺตานํ เตสํ ฆานายตนญฺจ นุปฺปชฺชิสฺสติ ธมฺมายตนญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ธมฺมายตนํ ฯเปฯ อามนฺตา ฯ

ยสฺส รูปายตนํ นุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส มนายตนํ ฯเปฯ ธมฺมายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: ปจฺฉิมภวิกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เย จ อรูปํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ รูปายตนํ นุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ธมฺมายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ปรินิพฺพนฺตานํ เตสํ รูปายตนญฺจ นุปฺปชฺชิสฺสติ ธมฺมายตนญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ธมฺมายตนํ ฯเปฯ อามนฺตา ฯ

ยสฺส มนายตนํ นุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ธมฺมายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: ปจฺฉิมภวิกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ มนายตนํ นุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ธมฺมายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ปรินิพฺพนฺตานํ เตสํ มนายตนญฺจ นุปฺปชฺชิสฺสติ ธมฺมายตนญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ธมฺมายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส มนายตนํ นุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ

ยตฺถ จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชิสฺสติ ฯเปฯ

ยสฺส ยตฺถ จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ โสตายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: ปจฺฉิมภวิกานํ ปญฺจโวการํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ โสตายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ปญฺจโวกาเร ปรินิพฺพนฺตานํ อสญฺญสตฺตานํ อรูปานํ เตสํ ตตฺถ จกฺขายตนญฺจ นุปฺปชฺชิสฺสติ โสตายตนญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ โสตายตนํ ฯเปฯ อามนฺตา ฯ

ยสฺส ยตฺถ จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ ฆานายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: ปจฺฉิมภวิกานํ กามาวจรํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ ฆานายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสติ กามาวจเร ปรินิพฺพนฺตานํ รูปาวจเร ปจฺฉิมภวิกานํ อสญฺญสตฺตานํ อรูปานํ เตสํ ตตฺถ จกฺขายตนญฺจ นุปฺปชฺชิสฺสติ ฆานายตนญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ ฆานายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชิสฺสตีติ: รูปาวจรานํ เตสํ ตตฺถ ฆานายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชิสฺสติ กามาวจเร ปรินิพฺพนฺตานํ รูปาวจเร ปจฺฉิมภวิกานํ อสญฺญสตฺตานํ อรูปานํ เตสํ ตตฺถ ฆานายตนญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ จกฺขายตนญฺจ นุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ

ยสฺส ยตฺถ จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ รูปายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: ปจฺฉิมภวิกานํ ปญฺจโวการํ อุปปชฺชนฺตานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ รูปายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ปญฺจโวกาเร ปรินิพฺพนฺตานํ อรูปานํ เตสํ ตตฺถ จกฺขายตนญฺจ นุปฺปชฺชิสฺสติ รูปายตนญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ รูปายตนํ ฯเปฯ อามนฺตา ฯ

ยสฺส ยตฺถ จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ มนายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: ปจฺฉิมภวิกานํ ปญฺจโวการํ อุปปชฺชนฺตานํ อรูปานํ เตสํ ตตฺถ จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ มนายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ปรินิพฺพนฺตานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ จกฺขายตนญฺจ นุปฺปชฺชิสฺสติ มนายตนญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ มนายตนํ ฯเปฯ อามนฺตา ฯ

ยสฺส ยตฺถ จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ ธมฺมายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: ปจฺฉิมภวิกานํ ปญฺจโวการํ อุปปชฺชนฺตานํ อสญฺญสตฺตานํ อรูปานํ เตสํ ตตฺถ จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ ธมฺมายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ปรินิพฺพนฺตานํ เตสํ ตตฺถ จกฺขายตนญฺจ นุปฺปชฺชิสฺสติ ธมฺมายตนญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ ธมฺมายตนํ ฯเปฯ อามนฺตา ฯ

ยสฺส ยตฺถ ฆานายตนํ นุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ รูปายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: ปจฺฉิมภวิกานํ กามาวจรํ อุปปชฺชนฺตานํ รูปาวจรานํ เตสํ ตตฺถ ฆานายตนํ นุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ รูปายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ปญฺจโวกาเร ปรินิพฺพนฺตานํ อรูปานํ เตสํ ตตฺถ ฆานายตนญฺจ นุปฺปชฺชิสฺสติ รูปายตนญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ รูปายตนํ ฯเปฯ อามนฺตา ฯ

ยสฺส ยตฺถ ฆานายตนํ นุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ มนายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: ปจฺฉิมภวิกานํ กามาวจรํ อุปปชฺชนฺตานํ รูปาวจรานํ อรูปาวจรานํ เตสํ ตตฺถ ฆานายตนํ นุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ มนายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ปรินิพฺพนฺตานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ ฆานายตนญฺจ นุปฺปชฺชิสฺสติ มนายตนญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ มนายตนํ ฯเปฯ อามนฺตา ฯ

ยสฺส ยตฺถ ฆานายตนํ นุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ ธมฺมายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: ปจฺฉิมภวิกานํ กามาวจรํ อุปปชฺชนฺตานํ รูปาวจรานํ อรูปาวจรานํ เตสํ ตตฺถ ฆานายตนํ นุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ ธมฺมายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ปรินิพฺพนฺตานํ เตสํ ตตฺถ ฆานายตนญฺจ นุปฺปชฺชิสฺสติ ธมฺมายตนญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ ธมฺมายตนํ ฯเปฯ อามนฺตา ฯ

ยสฺส ยตฺถ รูปายตนํ นุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ มนายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: ปจฺฉิมภวิกานํ ปญฺจโวการํ อุปปชฺชนฺตานํ อรูปานํ เตสํ ตตฺถ รูปายตนํ นุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ มนายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ปรินิพฺพนฺตานํ เตสํ ตตฺถ รูปายตนญฺจ นุปฺปชฺชิสฺสติ มนายตนญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ มนายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ รูปายตนํ นุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ มนายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ รูปายตนํ นุปฺปชฺชิสฺสติ ปรินิพฺพนฺตานํ เตสํ ตตฺถ มนายตนญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ รูปายตนญฺจ นุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ

ยสฺส ยตฺถ รูปายตนํ นุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ ธมฺมายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: ปจฺฉิมภวิกานํ ปญฺจโวการํ อุปปชฺชนฺตานํ อรูปานํ เตสํ ตตฺถ รูปายตนํ นุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ ธมฺมายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ปรินิพฺพนฺตานํ เตสํ ตตฺถ รูปายตนญฺจ นุปฺปชฺชิสฺสติ ธมฺมายตนญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ ธมฺมายตนํ ฯเปฯ อามนฺตา ฯ

ยสฺส ยตฺถ มนายตนํ นุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ ธมฺมายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: ปจฺฉิมภวิกานํ อุปปชฺชนฺตานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ มนายตนํ นุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ ธมฺมายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ปรินิพฺพนฺตานํ เตสํ ตตฺถ มนายตนญฺจ นุปฺปชฺชิสฺสติ ธมฺมายตนญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ ธมฺมายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ มนายตนํ นุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ --------

ยสฺส จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส โสตายตนํ นิรุชฺฌิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน โสตายตนํ นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชตีติ: สพฺเพสํ จวนฺตานํ อจกฺขุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ โสตายตนํ นิรุชฺฌิตฺถ โน จ เตสํ จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชติ สจกฺขุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ โสตายตนญฺจ นิรุชฺฌิตฺถ จกฺขายตนญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ ยถา อุปฺปาทวาเร ปจฺจุปนฺเนนาตีตา ปุจฺฉา วิภตฺตา เอวํ อุปฺปาทนิโรเธปิ ปจฺจุปฺปนฺเนนาตีตา ปุจฺฉา อนุโลมมฺปิ ปจฺจนิยมฺปิ วิภชิตพฺพํ ฯ ---------

ยสฺส จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส โสตายตนํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน โสตายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชตีติ: สพฺเพสํ จวนฺตานํ อจกฺขุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ โสตายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชติ สจกฺขุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ โสตายตนญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ จกฺขายตนญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ

ยสฺส จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ฆานายตนํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: ปจฺฉิมภวิกานํ รูปาวจรํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ฆานายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ อิตเรสํ สจกฺขุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ จกฺขายตนญฺจ อุปฺปชฺชติ ฆานายตนญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ฆานายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชตีติ: สพฺเพสํ จวนฺตานํ อจกฺขุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ฆานายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชติ สจกฺขุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ฆานายตนญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ จกฺขายตนญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ

ยสฺส จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส รูปายตนํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน รูปายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชตีติ: สพฺเพสํ จวนฺตานํ อจกฺขุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ รูปายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชติ สจกฺขุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ รูปายตนญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ จกฺขายตนญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ

ยสฺส จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส มนายตนํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน มนายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชตีติ: สพฺเพสํ จวนฺตานํ อจกฺขุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ มนายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชติ สจกฺขุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ มนายตนญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ จกฺขายตนญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ

ยสฺส จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ธมฺมายตนํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ธมฺมายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชตีติ: สพฺเพสํ จวนฺตานํ อจกฺขุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ธมฺมายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชติ สจกฺขุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ธมฺมายตนญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ จกฺขายตนญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ

ยสฺส ฆานายตนํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส รูปายตนํ ฯเปฯ มนายตนํ ธมฺมายตนํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ธมฺมายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ฆานายตนํ อุปฺปชฺชตีติ: สพฺเพสํ จวนฺตานํ อฆานกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ธมฺมายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ฆานายตนํ อุปฺปชฺชติ สฆานกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ธมฺมายตนญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ ฆานายตนญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ

ยสฺส รูปายตนํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส มนายตนํ ฯเปฯ ธมฺมายตนํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ธมฺมายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส รูปายตนํ อุปฺปชฺชตีติ: สพฺเพสํ จวนฺตานํ อรูปกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ธมฺมายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ รูปายตนํ อุปฺปชฺชติ สรูปกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ธมฺมายตนญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ รูปายตนญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ

ยสฺส มนายตนํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ธมฺมายตนํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ธมฺมายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส มนายตนํ อุปฺปชฺชตีติ: สพฺเพสํ จวนฺตานํ อจิตฺตกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ธมฺมายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ มนายตนํ อุปฺปชฺชติ สจิตฺตกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ธมฺมายตนญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ มนายตนญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ

ยตฺถ จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชติ ฯเปฯ

ยสฺส ยตฺถ จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ โสตายตนํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ โสตายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชตีติ: ปญฺจโวการา จวนฺตานํ อจกฺขุกานํ กามาวจรํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ โสตายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชติ สจกฺขุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ โสตายตนญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ จกฺขายตนญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ

ยสฺส ยตฺถ จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ ฆานายตนํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: รูปาวจรํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ ฆานายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ สจกฺขุกานํ กามาวจรํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ จกฺขายตนญฺจ อุปฺปชฺชติ ฆานายตนญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ ฆานายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชตีติ: กามาวจรา จวนฺตานํ อจกฺขุกานํ กามาวจรํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ ฆานายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชติ สจกฺขุกานํ กามาวจรํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ ฆานายตนญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ จกฺขายตนญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ

ยสฺส ยตฺถ จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ รูปายตนํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ รูปายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชตีติ: ปญฺจโวการา จวนฺตานํ อจกฺขุกานํ กามาวจรํ อุปปชฺชนฺตานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ รูปายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชติ สจกฺขุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ รูปายตนญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ จกฺขายตนญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ

ยสฺส ยตฺถ จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ มนายตนํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ มนายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชตีติ: ปญฺจโวการา จวนฺตานํ อจกฺขุกานํ กามาวจรํ อุปปชฺชนฺตานํ อรูปานํ เตสํ ตตฺถ มนายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชติ สจกฺขุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ มนายตนญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ จกฺขายตนญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ

ยสฺส ยตฺถ จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ ธมฺมายตนํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ ธมฺมายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชตีติ: สพฺเพสํ จวนฺตานํ อจกฺขุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ ธมฺมายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชติ สจกฺขุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ ธมฺมายตนญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ จกฺขายตนญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ

ยสฺส ยตฺถ ฆานายตนํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ รูปายตนํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ รูปายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ ฆานายตนํ อุปฺปชฺชตีติ: กามาวจรา จวนฺตานํ อฆานกานํ กามาวจรํ อุปปชฺชนฺตานํ รูปาวจรานํ เตสํ ตตฺถ รูปายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ ฆานายตนํ อุปฺปชฺชติ สฆานกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ รูปายตนญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ ฆานายตนญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ

ยสฺส ยตฺถ ฆานายตนํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ มนายตนํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ มนายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ ฆานายตนํ อุปฺปชฺชตีติ: กามาวจรา จวนฺตานํ อฆานกานํ กามาวจรํ อุปปชฺชนฺตานํ รูปาวจรานํ อรูปาวจรานํ เตสํ ตตฺถ มนายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ ฆานายตนํ อุปฺปชฺชติ สฆานกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ มนายตนญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ ฆานายตนญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ

ยสฺส ยตฺถ ฆานายตนํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ ธมฺมายตนํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ ธมฺมายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ ฆานายตนํ อุปฺปชฺชตีติ: สพฺเพสํ จวนฺตานํ อฆานกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ ธมฺมายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ ฆานายตนํ อุปฺปชฺชติ สฆานกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ ธมฺมายตนญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ ฆานายตนญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ

ยสฺส ยตฺถ รูปายตนํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ มนายตนํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อสญฺญสตฺตํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ รูปายตนํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ มนายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ ปญฺจโวการํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ รูปายตนญฺจ อุปฺปชฺชติ มนายตนญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ มนายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ รูปายตนํ อุปฺปชฺชตีติ: ปญฺจโวการา จวนฺตานํ อรูปานํ เตสํ ตตฺถ มนายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ รูปายตนํ อุปฺปชฺชติ ปญฺจโวการํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ มนายตนญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ รูปายตนญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ

ยสฺส ยตฺถ รูปายตนํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ ธมฺมายตนํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ ธมฺมายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ รูปายตนํ อุปฺปชฺชตีติ: สพฺเพสํ จวนฺตานํ อรูปกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ ธมฺมายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ รูปายตนํ อุปฺปชฺชติ สรูปกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ ธมฺมายตนญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ รูปายตนญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ

ยสฺส ยตฺถ มนายตนํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ ธมฺมายตนํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ ธมฺมายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ มนายตนํ อุปฺปชฺชตีติ: สพฺเพสํ จวนฺตานํ อจิตฺตกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ ธมฺมายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ มนายตนํ อุปฺปชฺชติ สจิตฺตกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ ธมฺมายตนญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ มนายตนญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ

ยสฺส จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชติ ตสฺส โสตายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: สพฺเพสํ จวนฺตานํ อจกฺขุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ โสตายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ปญฺจโวกาเร ปรินิพฺพนฺตานํ อรูเป ปจฺฉิมภวิกานํ เย จ อรูปํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ จวนฺตานํ เตสํ จกฺขายตนญฺจ นุปฺปชฺชติ โสตายตนญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน โสตายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชตีติ: อามนฺตา ฯ

ยสฺส จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชติ ตสฺส ฆานายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: สพฺเพสํ จวนฺตานํ อจกฺขุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ฆานายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ปญฺจโวกาเร ปรินิพฺพนฺตานํ อรูเป ปจฺฉิมภวิกานํ เย จ รูปาวจรํ อรูปาวจรํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ จวนฺตานํ เตสํ จกฺขายตนญฺจ นุปฺปชฺชติ ฆานายตนญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ฆานายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชตีติ: ปจฺฉิมภวิกานํ รูปาวจรํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ฆานายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชติ ปญฺจโวกาเร ปรินิพฺพนฺตานํ อรูเป ปจฺฉิมภวิกานํ เย จ รูปาวจรํ อรูปาวจรํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ จวนฺตานํ เตสํ ฆานายตนญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ จกฺขายตนญฺจ นุปฺปชฺชติ ฯ

ยสฺส จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชติ ตสฺส รูปายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: สพฺเพสํ จวนฺตานํ อจกฺขุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ รูปายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ปญฺจโวกาเร ปรินิพฺพนฺตานํ อรูเป ปจฺฉิมภวิกานํ เย จ อรูปํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ จวนฺตานํ เตสํ จกฺขายตนญฺจ นุปฺปชฺชติ รูปายตนญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน รูปายตนํ ฯเปฯ อามนฺตา ฯ

ยสฺส จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชติ ตสฺส มนายตนํ ฯเปฯ ธมฺมายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: สพฺเพสํ จวนฺตานํ อจกฺขุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ธมฺมายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ปรินิพฺพนฺตานํ เตสํ จกฺขายตนญฺจ นุปฺปชฺชติ ธมฺมายตนญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ธมฺมายตนํ ฯเปฯ อามนฺตา ฯ

ยสฺส ฆานายตนํ นุปฺปชฺชติ ตสฺส รูปายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: สพฺเพสํ จวนฺตานํ อฆานกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ฆานายตนํ นุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ รูปายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ปญฺจโวกาเร ปรินิพฺพนฺตานํ อรูเป ปจฺฉิมภวิกานํ เย จ อรูปํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ จวนฺตานํ เตสํ ฆานายตนญฺจ นุปฺปชฺชติ รูปายตนญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน รูปายตนํ ฯเปฯ อามนฺตา ฯ

ยสฺส ฆานายตนํ นุปฺปชฺชติ ตสฺส มนายตนํ ฯเปฯ ธมฺมายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: สพฺเพสํ จวนฺตานํ อฆานกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ฆานายตนํ นุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ธมฺมายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ปรินิพฺพนฺตานํ เตสํ ฆานายตนญฺจ นุปฺปชฺชติ ธมฺมายตนญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ธมฺมายตนํ ฯเปฯ อามนฺตา ฯ

ยสฺส รูปายตนํ นุปฺปชฺชติ ตสฺส มนายตนํ ฯเปฯ ธมฺมายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: สพฺเพสํ จวนฺตานํ อรูปกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ รูปายตนํ นุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ธมฺมายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ปรินิพฺพนฺตานํ เตสํ รูปายตนญฺจ นุปฺปชฺชติ ธมฺมายตนญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ธมฺมายตนํ ฯเปฯ อามนฺตา ฯ

ยสฺส มนายตนํ นุปฺปชฺชติ ตสฺส ธมฺมายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: สพฺเพสํ จวนฺตานํ อจิตฺตกานํ อุปชฺชนฺตานํ เตสํ มนายตนํ นุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ธมฺมายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ปรินิพฺพนฺตานํ เตสํ มนายตนญฺจ นุปฺปชฺชติ ธมฺมายตนญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ธมฺมายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส มนายตนํ นุปฺปชฺชตีติ: อามนฺตา ฯ

ยตฺถ จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชติ ฯเปฯ

ยสฺส ยตฺถ จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ โสตายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: ปญฺจโวการา จวนฺตานํ อจกฺขุกานํ กามาวจรํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ โสตายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ปญฺจโวกาเร ปรินิพฺพนฺตานํ อสญฺญสตฺตานํ อรูปานํ เตสํ ตตฺถ จกฺขายตนญฺจ นุปฺปชฺชติ โสตายตนญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ โสตายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชตีติ: อามนฺตา ฯ

ยสฺส ยตฺถ จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ ฆานายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: กามาวจรา จวนฺตานํ อจกฺขุกานํ กามาวจรํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ ฆานายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสติ กามาวจเร ปรินิพฺพนฺตานํ รูปาวจรา จวนฺตานํ อสญฺญสตฺตานํ อรูปานํ เตสํ ตตฺถ จกฺขายตนญฺจ นุปฺปชฺชติ ฆานายตนญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ ฆานายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชตีติ: รูปาวจรํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ ฆานายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชติ กามาวจเร ปรินิพฺพนฺตานํ รูปาวจรา จวนฺตานํ อสญฺญสตฺตานํ อรูปานํ เตสํ ตตฺถ ฆานายตนญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ จกฺขายตนญฺจ นุปฺปชฺชติ ฯ

ยสฺส ยตฺถ จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ รูปายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: ปญฺจโวการา จวนฺตานํ อจกฺขุกานํ กามาวจรํ อุปปชฺชนฺตานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ รูปายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ปญฺจโวกาเร ปรินิพฺพนฺตานํ อรูปานํ เตสํ ตตฺถ จกฺขายตนญฺจ นุปฺปชฺชติ รูปายตนญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ รูปายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชตีติ: อามนฺตา ฯ

ยสฺส ยตฺถ จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ มนายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: ปญฺจโวการา จวนฺตานํ อจกฺขุกานํ กามาวจรํ อุปปชฺชนฺตานํ อรูปานํ เตสํ ตตฺถ จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ มนายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ปรินิพฺพนฺตานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ จกฺขายตนญฺจ นุปฺปชฺชติ มนายตนญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ มนายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชตีติ: อามนฺตา ฯ

ยสฺส ยตฺถ จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ ธมฺมายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: สพฺเพสํ จวนฺตานํ อจกฺขุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ ธมฺมายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ปรินิพฺพนฺตานํ เตสํ ตตฺถ จกฺขายตนญฺจ นุปฺปชฺชติ ธมฺมายตนญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ ธมฺมายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ จกฺขายตนํ นุปฺปชฺชตีติ: อามนฺตา ฯ

ยสฺส ยตฺถ ฆานายตนํ นุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ รูปายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: กามาวจรา จวนฺตานํ อฆานกานํ กามาวจรํ อุปปชฺชนฺตานํ รูปาวจรานํ เตสํ ตตฺถ ฆานายตนํ นุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ รูปายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ปญฺจโวกาเร ปรินิพฺพนฺตานํ อรูปานํ เตสํ ตตฺถ ฆานายตนญฺจ นุปฺปชฺชติ รูปายตนญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ รูปายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ ฆานายตนํ นุปฺปชฺชตีติ: อามนฺตา ฯ

ยสฺส ยตฺถ ฆานายตนํ นุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ มนายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: กามาวจรา จวนฺตานํ อฆานกานํ กามาวจรํ อุปปชฺชนฺตานํ รูปาวจรานํ อรูปาวจรานํ เตสํ ตตฺถ ฆานายตนํ นุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ มนายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ปรินิพฺพนฺตานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ ฆานายตนญฺจ นุปฺปชฺชติ มนายตนญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ มนายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ ฆานายตนํ นุปฺปชฺชตีติ: อามนฺตา ฯ

ยสฺส ยตฺถ ฆานายตนํ นุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ ธมฺมายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: สพฺเพสํ จวนฺตานํ อฆานกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ ฆานายตนํ นุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ ธมฺมายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ปรินิพฺพนฺตานํ เตสํ ตตฺถ ฆานายตนญฺจ นุปฺปชฺชติ ธมฺมายตนญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ ธมฺมายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ ฆานายตนํ นุปฺปชฺชตีติ: อามนฺตา ฯ

ยสฺส ยตฺถ รูปายตนํ นุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ มนายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: ปญฺจโวการา จวนฺตานํ อรูปานํ เตสํ ตตฺถ รูปายตนํ นุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ มนายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ปรินิพฺพนฺตานํ อสญฺญสตฺตา จวนฺตานํ เตสํ ตตฺถ รูปายตนญฺจ นุปฺปชฺชติ มนายตนญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ มนายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ รูปายตนํ นุปฺปชฺชตีติ: อสญฺญสตฺตํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ มนายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ รูปายตนํ นุปฺปชฺชติ ปรินิพฺพนฺตานํ อสญฺญสตฺตา จวนฺตานํ เตสํ ตตฺถ มนายตนญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ รูปายตนญฺจ นุปฺปชฺชติ ฯ

ยสฺส ยตฺถ รูปายตนํ นุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ ธมฺมายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: สพฺเพสํ จวนฺตานํ อรูปกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ รูปายตนํ นุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ ธมฺมายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ปรินิพฺพนฺตานํ เตสํ ตตฺถ รูปายตนญฺจ นุปฺปชฺชติ ธมฺมายตนญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ ธมฺมายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ รูปายตนํ นุปฺปชฺชตีติ: อามนฺตา ฯ

ยสฺส ยตฺถ มนายตนํ นุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ ธมฺมายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: สพฺเพสํ จวนฺตานํ อจิตฺตกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ มนายตนํ นุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ ธมฺมายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ปรินิพฺพนฺตานํ เตสํ ตตฺถ มนายตนญฺจ นุปฺปชฺชติ ธมฺมายตนญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ ธมฺมายตนํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ มนายตนํ นุปฺปชฺชตีติ: อามนฺตา ฯ --------

ยสฺส จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส โสตายตนํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: ปญฺจโวกาเร ปรินิพฺพนฺตานํ อรูเป ปจฺฉิมภวิกานํ เย จ อรูปํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ จวนฺตานํ เตสํ จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ เตสํ โสตายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ อิตเรสํ เตสํ จกฺขายตนญฺจ อุปฺปชฺชิตฺถ โสตายตนญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน โสตายตนํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส จกฺขายตนํ อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยถา นิโรธวาเร อตีเตนานาคตา ปุจฺฉา ยสฺสกมฺปิ ยตฺถกมฺปิ ยสฺสยตฺถกมฺปิ อนุโลมมฺปิ ปจฺจนิยมฺปิ วิภตฺตํ เอวํ อุปฺปาทนิโรเธปิ อตีเตนานาคตา ปุจฺฉา วิภชิตพฺพา ฯ อุปฺปาทนิโรธวารํ นิฏฺฐิตํ ฯ ปวตฺติวาโร ฯ ---------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๓. อายตนยมก] ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร ว่าด้วยสภาวธรรมที่เป็นปัจจุบัน อนุโลมบุคคล จักขายตนมูลกนัย

ข้อ ๑๙๙

อนุ. จักขายตนะของบุคคลใดกำลังเกิด โสตายตนะของบุคคลนั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ ปฏิ. โสตายตนะของบุคคลใดกำลังดับ จักขายตนะของบุคคลนั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ อนุ. จักขายตนะของบุคคลใดกำลังเกิด ฆานายตนะ ฯลฯ รูปายตนะ ฯลฯ มนายตนะ ฯลฯ ธัมมายตนะของบุคคลนั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ ปฏิ. ธัมมายตนะของบุคคลใดกำลังดับ จักขายตนะของบุคคลนั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ ฯลฯ

ข้อ ๒๐๐

อนุ. มนายตนะของบุคคลใดกำลังเกิด ธัมมายตนะของบุคคลนั้น ก็กำลังดับใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ ปฏิ. ธัมมายตนะของบุคคลใดกำลังดับ มนายตนะของบุคคลนั้นก็กำลังเกิด ใช่ไหม วิ. ไม่ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๒๙๐}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๓. อายตนยมก] ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร อนุโลมโอกาส จักขายตนมูลกนัย

ข้อ ๒๐๑

อนุ. จักขายตนะในภูมิใดกำลังเกิด ฯลฯ (คำที่ท่านกล่าวไว้ว่า ในภูมิใด ไม่ควรเพิ่มคำว่า มิใช่ คำที่ท่านกล่าวไว้ว่าในภูมิใด พึงเพิ่มคำที่เหมือนกันกับคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า ในภูมิใด ซึ่งนอกจากนี้คำที่ท่านกล่าวไว้ว่า ในภูมิใด เหมือนกันทั้ง ๓ วาระ)อนุโลมปุคคโลกาส จักขายตนมูลกนัย

ข้อ ๒๐๒

อนุ. จักขายตนะของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด โสตายตนะของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ ปฏิ. โสตายตนะของบุคคลใดในภูมิใดกำลังดับ จักขายตนะของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ ฯลฯ

ข้อ ๒๐๓

อนุ. มนายตนะของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ธัมมายตนะของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ ปฏิ. ธัมมายตนะของบุคคลใดในภูมิใดกำลังดับ มนายตนะของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ ปัจจนีกบุคคล จักขายตนมูลกนัย

ข้อ ๒๐๔

อนุ. จักขายตนะของบุคคลใดไม่ใช่กำลังเกิด โสตายตนะของบุคคล นั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๒๙๑}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๓. อายตนยมก] ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร วิ. บุคคลผู้มีโสตะเกิดได้กำลังจุติ จักขายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิด แต่โสตายตนะมิใช่ไม่กำลังดับ บุคคลผู้มีจักขุเกิดไม่ได้กำลังอุบัติและบุคคลผู้มีโสตะเกิดไม่ได้กำลังจุติ จักขายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิด และโสตายตนะก็ไม่ใช่กำลังดับ ปฏิ. โสตายตนะของบุคคลใดไม่ใช่กำลังดับ จักขายตนะของบุคคลนั้น ก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีจักขุเกิดได้กำลังอุบัติ โสตายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับแต่จักขายตนะมิใช่ไม่กำลังเกิด บุคคลผู้มีโสตะเกิดไม่ได้กำลังจุติและบุคคลผู้มีจักขุเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ โสตายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับ และจักขายตนะก็ไม่ใช่กำลังเกิด อนุ. จักขายตนะของบุคคลใดไม่ใช่กำลังเกิด ฆานายตนะของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีฆานะเกิดได้กำลังจุติ จักขายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่ กำลังเกิด แต่ฆานายตนะมิใช่ไม่กำลังดับ บุคคลผู้มีจักขุเกิดไม่ได้กำลังอุบัติและบุคคลผู้มีฆานะ เกิดไม่ได้กำลังจุติ จักขายตนะของบุคคลนั้นไม่ใช่กำลังเกิด และฆานายตนะก็ไม่ใช่กำลังดับ ปฏิ. ฆานายตนะของบุคคลใดไม่ใช่กำลังดับ จักขายตนะของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีจักขุเกิดได้กำลังอุบัติ ฆานายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับแต่จักขายตนะมิใช่ไม่กำลังเกิด บุคคลผู้มีฆานะเกิดไม่ได้กำลังจุติ บุคคลผู้มีจักขุเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ ฆานายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับ และจักขายตนะก็ไม่ใช่กำลังเกิด อนุ. จักขายตนะของบุคคลใดไม่ใช่กำลังเกิด รูปายตนะของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๒๙๒}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๓. อายตนยมก] ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร วิ. บุคคลผู้มีรูปเกิดได้กำลังจุติ จักขายตนะของบุคคลนั้นไม่ใช่กำลังเกิด แต่รูปายตนะมิใช่ไม่กำลังดับ บุคคลผู้มีจักขุเกิดไม่ได้กำลังอุบัติและบุคคลผู้มีรูปเกิดไม่ได้กำลังจุติ จักขายตนะของบุคคลนั้นไม่ใช่กำลังเกิดและรูปายตนะก็ไม่ใช่กำลังดับ ปฏิ. รูปายตนะของบุคคลใดไม่ใช่กำลังดับ จักขายตนะของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีจักขุเกิดได้กำลังอุบัติ รูปายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับ แต่จักขายตนะมิใช่ไม่กำลังเกิด บุคคลผู้มีรูปเกิดไม่ได้กำลังจุติและบุคคลผู้มีจักขุเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ รูปายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับ และจักขายตนะก็ไม่ใช่กำลังเกิด อนุ. จักขายตนะของบุคคลใดไม่ใช่กำลังเกิด มนายตนะของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีจิตเกิดได้กำลังจุติ จักขายตนะของบุคคลนั้นไม่ใช่กำลังเกิด แต่มนายตนะมิใช่ไม่กำลังดับ บุคคลผู้มีจักขุเกิดไม่ได้กำลังอุบัติและบุคคลผู้มีจิตเกิดไม่ได้กำลังจุติ จักขายตนะของบุคคลนั้นไม่ใช่กำลังเกิดและมนายตนะก็ไม่ใช่กำลังดับ ปฏิ. มนายตนะของบุคคลใดไม่ใช่กำลังดับ จักขายตนะของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีจักขุเกิดได้กำลังอุบัติ มนายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับ แต่จักขายตนะมิใช่ไม่กำลังเกิด บุคคลผู้มีจิตเกิดไม่ได้กำลังจุติและบุคคลผู้มีจักขุเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ มนายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับและจักขายตนะก็ไม่ใช่กำลังเกิด อนุ. จักขายตนะของบุคคลใดไม่ใช่กำลังเกิด ธัมมายตนะของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. บุคคลทั้งหมดผู้กำลังจุติ จักขายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิด แต่ธัมมายตนะมิใช่ไม่กำลังดับ บุคคลผู้มีจักขุเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ จักขายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิดและธัมมายตนะก็ไม่ใช่กำลังดับ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๒๙๓}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๓. อายตนยมก] ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร ปฏิ. ธัมมายตนะของบุคคลใดไม่ใช่กำลังดับ จักขายตนะของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีจักขุเกิดได้กำลังอุบัติ ธัมมายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับ แต่จักขายตนะมิใช่ไม่กำลังเกิด บุคคลผู้มีจักขุเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ ธัมมายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับและจักขายตนะก็ไม่ใช่กำลังเกิด จักขายตนมูลกนัย จบ ฆานายตนมูลกนัย

ข้อ ๒๐๕

อนุ. ฆานายตนะของบุคคลใดไม่ใช่กำลังเกิด รูปายตนะของบุคคล นั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีรูปเกิดได้กำลังจุติ ฆานายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลัง เกิด แต่รูปายตนะมิใช่ไม่กำลังดับ บุคคลผู้มีฆานะเกิดไม่ได้กำลังอุบัติและบุคคลผู้มีรูปเกิดไม่ได้กำลังจุติ ฆานายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิดและรูปายตนะก็ไม่ใช่กำลังดับ ปฏิ. รูปายตนะของบุคคลใดไม่ใช่กำลังดับ ฆานายตนะของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีฆานะเกิดได้กำลังอุบัติ รูปายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับ แต่ฆานายตนะมิใช่ไม่กำลังเกิด บุคคลผู้มีรูปเกิดไม่ได้กำลังจุติและบุคคลผู้มีฆานะเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ รูปายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับและฆานายตนะก็ไม่ใช่กำลังเกิด อนุ. ฆานายตนะของบุคคลใดไม่ใช่กำลังเกิด มนายตนะของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีจิตเกิดได้กำลังจุติ ฆานายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลัง เกิด แต่มนายตนะมิใช่ไม่กำลังดับ บุคคลผู้มีฆานะเกิดไม่ได้กำลังอุบัติและบุคคลผู้มีจิตเกิดไม่ได้กำลังจุติ ฆานายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิดและมนายตนะก็ไม่ใช่กำลังดับ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๒๙๔}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๓. อายตนยมก] ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร ปฏิ. มนายตนะของบุคคลใดไม่ใช่กำลังดับ ฆานายตนะของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีฆานะเกิดได้กำลังอุบัติ มนายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่ กำลังดับ แต่ฆานายตนะมิใช่ไม่กำลังเกิด บุคคลผู้มีจิตเกิดไม่ได้กำลังจุติและบุคคลผู้มีฆานะเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ มนายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับและฆานายตนะก็ไม่ใช่กำลังเกิด อนุ. ฆานายตนะของบุคคลใดไม่ใช่กำลังเกิด ธัมมายตนะของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. บุคคลทั้งหมดผู้กำลังจุติ ฆานายตนะของบุคคลนั้นไม่ใช่กำลังเกิด แต่ ธัมมายตนะมิใช่ไม่กำลังดับ บุคคลผู้มีฆานะเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ ฆานายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิดและธัมมายตนะก็ไม่ใช่กำลังดับ ปฏิ. ธัมมายตนะของบุคคลใดไม่ใช่กำลังดับ ฆานายตนะของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีฆานะเกิดได้กำลังอุบัติ ธัมมายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่ กำลังดับ แต่ฆานายตนะมิใช่ไม่กำลังเกิด บุคคลผู้มีฆานะเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ ธัมมายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับและฆานายตนะก็ไม่ใช่กำลังเกิดฆานายตนมูลกนัย จบ รูปายตนมูลกนัย

ข้อ ๒๐๖

อนุ. รูปายตนะของบุคคลใดไม่ใช่กำลังเกิด มนายตนะของบุคคลนั้น ก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีจิตเกิดได้กำลังจุติ รูปายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิดแต่มนายตนะมิใช่ไม่กำลังดับ บุคคลผู้มีรูปเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ และบุคคลผู้มีจิตเกิดไม่ได้กำลังจุติ รูปายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิดและมนายตนะก็ไม่ใช่กำลังดับ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๒๙๕}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๓. อายตนยมก] ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร ปฏิ. มนายตนะของบุคคลใดไม่ใช่กำลังดับ รูปายตนะของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีรูปเกิดได้กำลังอุบัติ มนายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลัง ดับ แต่รูปายตนะมิใช่ไม่กำลังเกิด บุคคลผู้มีจิตเกิดไม่ได้กำลังจุติ และบุคคลผู้มีรูปเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ มนายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับและรูปายตนะก็ไม่ใช่กำลังเกิด อนุ. รูปายตนะของบุคคลใดไม่ใช่กำลังเกิด ธัมมายตนะของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. บุคคลทั้งหมดผู้กำลังจุติ รูปายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิด แต่ธัมมายตนะมิใช่ไม่กำลังดับ บุคคลผู้มีรูปเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ รูปายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิดและธัมมายตนะก็ไม่ใช่กำลังดับ ปฏิ. ธัมมายตนะของบุคคลใดไม่ใช่กำลังดับ รูปายตนะของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีรูปเกิดได้กำลังอุบัติ ธัมมายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับ แต่รูปายตนะมิใช่ไม่กำลังเกิด บุคคลผู้มีรูปเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ ธัมมายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับและรูปายตนะก็ไม่ใช่กำลังเกิด รูปายตนมูลกนัย จบ มนายตนมูลกนัย

ข้อ ๒๐๗

อนุ. มนายตนะของบุคคลใดไม่ใช่กำลังเกิด ธัมมายตนะของบุคคล นั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. บุคคลทั้งหมดผู้กำลังจุติ มนายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิด แต่ธัมมายตนะมิใช่ไม่กำลังดับ บุคคลผู้มีจิตเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ มนายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิดและธัมมายตนะก็ไม่ใช่กำลังดับ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๒๙๖}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๓. อายตนยมก] ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๒. อตีตวาร ปฏิ. ธัมมายตนะของบุคคลใดไม่ใช่กำลังดับ มนายตนะของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีจิตเกิดได้กำลังอุบัติ ธัมมายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่ กำลังดับ แต่มนายตนะมิใช่ไม่กำลังเกิด บุคคลผู้มีจิตเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ ธัมมายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับและมนายตนะก็ไม่ใช่กำลังเกิด ปัจจนีกโอกาส จักขายตนมูลกนัย

ข้อ ๒๐๘

อนุ. จักขายตนะในภูมิใดไม่ใช่กำลังเกิด ฯลฯ ปัจจนีกปุคคโลกาส จักขายตนมูลกนัย

ข้อ ๒๐๙

อนุ. จักขายตนะของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่กำลังเกิด ฯลฯ (คำที่ท่านกล่าวไว้ว่า ของบุคคลใด และคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า ของบุคคลใดในภูมิใด เหมือนกัน) ๒. อตีตวาร ว่าด้วยสภาวธรรมที่เป็นอดีต อนุโลมบุคคล จักขายตนมูลกนัย

ข้อ ๒๑๐

อนุ. จักขายตนะของบุคคลใดเคยเกิด โสตายตนะของบุคคลนั้นก็ เคยดับใช่ไหม วิ. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๒๙๗}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๓. อายตนยมก] ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๓. อนาคตวาร ปฏิ. โสตายตนะของบุคคลใดเคยดับ จักขายตนะของบุคคลเหล่านั้นก็เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ฯลฯ (ในอุปปาทวาร นิโรธวาร และอุปปาทนิโรธวาร อตีตปุจฉาเหมือนกันทั้งอนุโลมและปัจจนีกะ) ๓. อนาคตวาร ว่าด้วยสภาวธรรมที่เป็นอนาคต อนุโลมบุคคล จักขายตนมูลกนัย

ข้อ ๒๑๑

อนุ. จักขายตนะของบุคคลใดจักเกิด โสตายตนะของบุคคลนั้นก็จัก ดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. โสตายตนะของบุคคลใดจักดับ จักขายตนะของบุคคลนั้นก็จักเกิดใช่ไหม วิ. ปัจฉิมภวิกบุคคลผู้กำลังอุบัติในปัญจโวการภูมิและบุคคลเหล่าใดจักอุบัติในอรูปภูมิแล้วปรินิพพานซึ่งกำลังอุบัติ โสตายตนะของบุคคลเหล่านั้นจักดับ แต่จักขายตนะไม่ใช่จักเกิด บุคคลนอกนี้ โสตายตนะของบุคคลเหล่านั้นจักดับและจักขายตนะก็จักเกิด อนุ. จักขายตนะของบุคคลใดจักเกิด ฆานายตนะของบุคคลนั้นก็จักดับ ใช่ไหม วิ. บุคคลเหล่าใดจักอุบัติในรูปาวจรภูมิแล้วปรินิพพานซึ่งกำลังจุติ จักขา-ยตนะของบุคคลเหล่านั้นจักเกิด แต่ฆานายตนะไม่ใช่จักดับ บุคคลนอกนี้ จักขายตนะของบุคคลเหล่านั้นจักเกิดและฆานายตนะก็จักดับ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๒๙๘}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๓. อายตนยมก] ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๓. อนาคตวาร ปฏิ. ฆานายตนะของบุคคลใดจักดับ จักขายตนะของบุคคลนั้นก็จักเกิดใช่ไหม วิ. ปัจฉิมภวิกบุคคลผู้กำลังอุบัติในกามาวจรภูมิ และบุคคลเหล่าใดจักอุบัติในอรูปภูมิแล้วปรินิพพานซึ่งกำลังอุบัติ ฆานายตนะของบุคคลเหล่านั้นจักดับ แต่จักขายตนะไม่ใช่จักเกิด บุคคลนอกนี้ ฆานายตนะของบุคคลเหล่านั้นจักดับและจักขายตนะก็จักเกิด อนุ. จักขายตนะของบุคคลใดจักเกิด รูปายตนะของบุคคลนั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. รูปายตนะของบุคคลใดจักดับ จักขายตนะของบุคคลนั้นก็จักเกิดใช่ไหม วิ. ปัจฉิมภวิกบุคคลผู้กำลังอุบัติในปัญจโวการภูมิ และบุคคลเหล่าใดจัก อุบัติในอรูปภูมิแล้วปรินิพพานซึ่งกำลังอุบัติ รูปายตนะของบุคคลเหล่านั้นจักดับแต่จักขายตนะไม่ใช่จักเกิด บุคคลนอกนี้ รูปายตนะของบุคคลเหล่านั้นจักดับและจักขายตนะก็จักเกิด อนุ. จักขายตนะของบุคคลใดจักเกิด มนายตนะ ฯลฯ ธัมมายตนะของ บุคคลนั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. ธัมมายตนะของบุคคลใดจักดับ จักขายตนะของบุคคลนั้นก็จักเกิดใช่ไหม วิ. ปัจฉิมภวิกบุคคลผู้กำลังอุบัติและบุคคลผู้จักอุบัติในอรูปภูมิแล้วปรินิพพานธัมมายตนะของบุคคลเหล่านั้นจักดับ แต่จักขายตนะไม่ใช่จักเกิด บุคคลนอกนี้ธัมมายตนะของบุคคลเหล่านั้นจักดับและจักขายตนะก็จักเกิด จักขายตนมูลกนัย จบ ฆานายตนมูลกนัย

ข้อ ๒๑๒

อนุ. ฆานายตนะของบุคคลใดจักเกิด รูปายตนะของบุคคลนั้นก็จักดับ ใช่ไหม วิ. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๒๙๙}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๓. อายตนยมก] ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๓. อนาคตวาร ปฏิ. รูปายตนะของบุคคลใดจักดับ ฆานายตนะของบุคคลนั้นก็จักเกิดใช่ไหม วิ. ปัจฉิมภวิกบุคคลผู้กำลังอุบัติในปัญจโวการภูมิและบุคคลเหล่าใดจักอุบัติในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิแล้วปรินิพพานซึ่งกำลังอุบัติ รูปายตนะของบุคคลเหล่านั้นจักดับ แต่ฆานายตนะไม่ใช่จักเกิด บุคคลนอกนี้ รูปายตนะของบุคคลเหล่านั้นจักดับและฆานายตนะก็จักเกิด อนุ. ฆานายตนะของบุคคลใดจักเกิด มนายตนะ ฯลฯ ธัมมายตนะของ บุคคลนั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. ธัมมายตนะของบุคคลใดจักดับ ฆานายตนะของบุคคลนั้นก็จักเกิดใช่ไหม วิ. ปัจฉิมภวิกบุคคลผู้กำลังอุบัติ และบุคคลผู้จักอุบัติในรูปาวจรภูมิและ อรูปาวจรภูมิแล้วปรินิพพาน ธัมมายตนะของบุคคลเหล่านั้นจักดับ แต่ฆานายตนะไม่ใช่จักเกิด บุคคลนอกนี้ ธัมมายตนะของบุคคลเหล่านั้นจักดับและฆานายตนะก็จักเกิด

ข้อ ๒๑๓

อนุ. รูปายตนะของบุคคลใดจักเกิด มนายตนะ ฯลฯ ธัมมายตนะของบุคคลนั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. ธัมมายตนะของบุคคลใดจักดับ รูปายตนะของบุคคลนั้นก็จักเกิดใช่ไหม วิ. ปัจฉิมภวิกบุคคลผู้กำลังอุบัติและบุคคลผู้จักอุบัติในอรูปภูมิแล้วปรินิพพานธัมมายตนะของบุคคลเหล่านั้นจักดับ แต่รูปายตนะไม่ใช่จักเกิด บุคคลนอกนี้ธัมมายตนะของบุคคลเหล่านั้นจักดับและรูปายตนะก็จักเกิด

ข้อ ๒๑๔

อนุ. มนายตนะของบุคคลใดจักเกิด ธัมมายตนะของบุคคลนั้นก็ จักดับใช่ไหม วิ. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๓๐๐}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๓. อายตนยมก] ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๓. อนาคตวาร ปฏิ. ธัมมายตนะของบุคคลใดจักดับ มนายตนะของบุคคลนั้นก็จักเกิดใช่ไหม วิ. ปัจฉิมภวิกบุคคลผู้กำลังอุบัติ ธัมมายตนะของบุคคลเหล่านั้นจักดับ แต่ มนายตนะไม่ใช่จักเกิด บุคคลนอกนี้ ธัมมายตนะของบุคคลเหล่านั้นจักดับและมนายตนะก็จักเกิด อนุโลมโอกาส จักขายตนมูลกนัย

ข้อ ๒๑๕

อนุ. จักขายตนะในภูมิใดจักเกิด ฯลฯ อนุโลมปุคคโลกาส จักขายตนมูลกนัย

ข้อ ๒๑๖

อนุ. จักขายตนะของบุคคลใดในภูมิใดจักเกิด โสตายตนะของบุคคล นั้นในภูมินั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. โสตายตนะของบุคคลใดในภูมิใดจักดับ จักขายตนะของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักเกิดใช่ไหม วิ. ปัจฉิมภวิกบุคคลผู้กำลังอุบัติในปัญจโวการภูมิ โสตายตนะของบุคคล เหล่านั้นในภูมินั้นจักดับ แต่จักขายตนะไม่ใช่จักเกิด บุคคลนอกนี้ผู้อุบัติอยู่ในปัญจ-โวการภูมิ โสตายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับและจักขายตนะก็จักเกิด อนุ. จักขายตนะของบุคคลใดในภูมิใดจักเกิด ฆานายตนะของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้อุบัติอยู่ในรูปาวจรภูมิ จักขายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักเกิด แต่ฆานายตนะไม่ใช่จักดับ บุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิ จักขายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักเกิดและฆานายตนะก็จักดับ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๓๐๑}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๓. อายตนยมก] ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๓. อนาคตวาร ปฏิ. ฆานายตนะของบุคคลใดในภูมิใดจักดับ จักขายตนะของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักเกิดใช่ไหม วิ. ปัจฉิมภวิกบุคคลผู้กำลังอุบัติในกามาวจรภูมิ ฆานายตนะของบุคคล เหล่านั้นในภูมินั้นจักดับ แต่จักขายตนะไม่ใช่จักเกิด บุคคลนอกนี้ผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิ ฆานายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับและจักขายตนะก็จักเกิด อนุ. จักขายตนะของบุคคลใดในภูมิใดจักเกิด รูปายตนะของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. รูปายตนะของบุคคลใดในภูมิใดจักดับ จักขายตนะของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักเกิดใช่ไหม วิ. ปัจฉิมภวิกบุคคลผู้กำลังอุบัติในปัญจโวการภูมิ และบุคคลผู้อุบัติอยู่ใน อสัญญสัตตภูมิ รูปายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับ แต่จักขายตนะไม่ใช่จักเกิด บุคคลนอกนี้ผู้อุบัติอยู่ในปัญจโวการภูมิ รูปายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับและจักขายตนะก็จักเกิด อนุ. จักขายตนะของบุคคลใดในภูมิใดจักเกิด มนายตนะของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. มนายตนะของบุคคลใดในภูมิใดจักดับ จักขายตนะของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักเกิดใช่ไหม วิ. ปัจฉิมภวิกบุคคลผู้กำลังอุบัติในปัญจโวการภูมิ และบุคคลผู้อุบัติอยู่ใน อรูปภูมิ มนายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับและจักขายตนะไม่ใช่จักเกิดบุคคลนอกนี้ผู้อุบัติอยู่ในปัญจโวการภูมิ มนายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับและจักขายตนะก็จักเกิด อนุ. จักขายตนะของบุคคลใดในภูมิใดจักเกิด ธัมมายตนะของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๓๐๒}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๓. อายตนยมก] ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๓. อนาคตวาร ปฏิ. ธัมมายตนะของบุคคลใดในภูมิใดจักดับ จักขายตนะของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักเกิดใช่ไหม วิ. ปัจฉิมภวิกบุคคลผู้กำลังอุบัติในปัญจโวการภูมิ และบุคคลผู้อุบัติอยู่ใน อสัญญสัตตภูมิและอรูปภูมิ ธัมมายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับ แต่จักขายตนะไม่ใช่จักเกิด บุคคลนอกนี้ผู้อุบัติอยู่ในปัญจโวการภูมิ ธัมมายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับและจักขายตนะก็จักเกิด จักขายตนมูลกนัย จบ ฆานายตนมูลกนัย

ข้อ ๒๑๗

อนุ. ฆานายตนะของบุคคลใดในภูมิใดจักเกิด รูปายตนะของบุคคล นั้นในภูมินั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. รูปายตนะของบุคคลใดในภูมิใดจักดับ ฆานายตนะของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักเกิดใช่ไหม วิ. ปัจฉิมภวิกบุคคลผู้กำลังอุบัติในกามาวจรภูมิ และบุคคลผู้อุบัติอยู่ใน รูปาวจรภูมิ รูปายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับ แต่ฆานายตนะไม่ใช่จักเกิด บุคคลนอกนี้ผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิ รูปายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับและฆานายตนะก็จักเกิด อนุ. ฆานายตนะของบุคคลใดในภูมิใดจักเกิด มนายตนะ ฯลฯ ธัมมายตนะของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. ธัมมายตนะของบุคคลใดในภูมิใดจักดับ ฆานายตนะของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักเกิดใช่ไหม วิ. ปัจฉิมภวิกบุคคลผู้กำลังอุบัติในกามาวจรภูมิและบุคคลผู้อุบัติอยู่ใน รูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ ธัมมายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับ แต่ฆานายตนะไม่ใช่จักเกิด บุคคลนอกนี้ผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิ ธัมมายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับและฆานายตนะก็จักเกิด ฆานายตนมูลกนัย จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๓๐๓}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๓. อายตนยมก] ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๓. อนาคตวาร รูปายตนมูลกนัย

ข้อ ๒๑๘

อนุ. รูปายตนะของบุคคลใดในภูมิใดจักเกิด มนายตนะของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ รูปายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักเกิด แต่มนายตนะไม่ใช่จักดับ บุคคลผู้อุบัติอยู่ในปัญจโวการภูมิ รูปายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักเกิดและมนายตนะก็จักดับ ปฏิ. มนายตนะของบุคคลใดในภูมิใดจักดับ รูปายตนะของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักเกิดใช่ไหม วิ. ปัจฉิมภวิกบุคคลผู้กำลังอุบัติในปัญจโวการภูมิ และบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอรูปภูมิ มนายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับ แต่รูปายตนะไม่ใช่จักเกิดบุคคลนอกนี้ผู้อุบัติอยู่ในปัญจโวการภูมิ มนายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับและรูปายตนะก็จักเกิด อนุ. รูปายตนะของบุคคลใดในภูมิใดจักเกิด ธัมมายตนะของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. ธัมมายตนะของบุคคลใดในภูมิใดจักดับ รูปายตนะของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักเกิดใช่ไหม วิ. ปัจฉิมภวิกบุคคลผู้กำลังอุบัติในปัญจโวการภูมิและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอรูปภูมิ ธัมมายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับ แต่รูปายตนะไม่ใช่จักเกิดบุคคลนอกนี้ผู้อุบัติอยู่ในปัญจโวการภูมิและอสัญญสัตตภูมิ ธัมมายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับและรูปายตนะก็จักเกิด รูปายตนมูลกนัย จบ มนายตนมูลกนัย

ข้อ ๒๑๙

อนุ. มนายตนะของบุคคลใดในภูมิใดจักเกิด ธัมมายตนะของบุคคล นั้นในภูมินั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๓๐๔}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๓. อายตนยมก] ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๓. อนาคตวาร ปฏิ. ธัมมายตนะของบุคคลใดในภูมิใดจักดับ มนายตนะของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักเกิดใช่ไหม วิ. ปัจฉิมภวิกบุคคลผู้กำลังอุบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ ธัมมายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับ แต่มนายตนะไม่ใช่จักเกิด บุคคลนอกนี้ผู้อุบัติอยู่ในจตุโวการภูมิและปัญจโวการภูมิ ธัมมายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับและมนายตนะก็จักเกิด ปัจจนีกบุคคล จักขายตนมูลกนัย

ข้อ ๒๒๐

อนุ. จักขายตนะของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด โสตายตนะของบุคคลนั้น ก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ปัจฉิมภวิกบุคคลผู้กำลังอุบัติในปัญจโวการภูมิและบุคคลเหล่าใดจักอุบัติในอรูปภูมิแล้วปรินิพพานซึ่งกำลังอุบัติ จักขายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิดแต่โสตายตนะมิใช่จักไม่ดับ บุคคลผู้กำลังปรินิพพานในปัญจโวการภูมิ ปัจฉิมภวิก-บุคคลในอรูปภูมิ และบุคคลเหล่าใดจักอุบัติในอรูปภูมิแล้วปรินิพพานซึ่งกำลังจุติจักขายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิดและโสตายตนะก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. โสตายตนะของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ จักขายตนะของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จัก เกิดใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. จักขายตนะของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด ฆานายตนะของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ปัจฉิมภวิกบุคคลผู้กำลังอุบัติในกามาวจรภูมิและบุคคลเหล่าใดจักอุบัติในอรูปภูมิแล้วปรินิพพานซึ่งกำลังอุบัติ จักขายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิดและฆานายตนะก็มิใช่จักไม่ดับ บุคคลผู้กำลังปรินิพพานในกามาวจรภูมิ ปัจฉิมภวิก-บุคคลในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ และบุคคลเหล่าใดจักอุบัติในอรูปภูมิแล้วปรินิพพานซึ่งกำลังจุติ จักขายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิดและฆานายตนะก็ไม่ใช่จักดับ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๓๐๕}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๓. อายตนยมก] ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๓. อนาคตวาร ปฏิ. ฆานายตนะของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ จักขายตนะของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลเหล่าใดจักอุบัติในรูปาวจรภูมิแล้วปรินิพพานซึ่งกำลังจุติ ฆานายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักดับ แต่จักขายตนะมิใช่จักไม่เกิด บุคคลผู้กำลัง ปรินิพพานในกามาวจรภูมิ ปัจฉิมภวิกบุคคลในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ และบุคคลเหล่าใดจักอุบัติในอรูปภูมิแล้วปรินิพพานซึ่งกำลังจุติ ฆานายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักดับและจักขายตนะก็ไม่ใช่จักเกิด อนุ. จักขายตนะของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด รูปายตนะของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ปัจฉิมภวิกบุคคลผู้กำลังอุบัติในปัญจโวการภูมิ และบุคคลเหล่าใดจักอุบัติในอรูปภูมิแล้วปรินิพพานซึ่งกำลังอุบัติ จักขายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิดแต่รูปายตนะมิใช่จักไม่ดับ บุคคลผู้กำลังปรินิพพานในปัญจโวการภูมิ ปัจฉิมภวิก-บุคคลในอรูปภูมิ และบุคคลเหล่าใดจักอุบัติในอรูปภูมิแล้วปรินิพพานซึ่งกำลังจุติจักขายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิดและรูปายตนะก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. รูปายตนะของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ จักขายตนะของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. จักขายตนะของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด มนายตนะ ฯลฯ ธัมมายตนะของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ปัจฉิมภวิกบุคคลผู้กำลังอุบัติและบุคคลเหล่าใดจักอุบัติในอรูปภูมิแล้ว ปรินิพพาน จักขายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิด แต่ธัมมายตนะมิใช่จักไม่ดับบุคคลผู้กำลังปรินิพพาน จักขายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิดและธัมมายตนะก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. ธัมมายตนะของบุคคลใด ฯลฯ วิ. ใช่ จักขายตนมูลกนัย จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๓๐๖}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๓. อายตนยมก] ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๓. อนาคตวาร ฆานายตนมูลกนัย

ข้อ ๒๒๑

อนุ. ฆานายตนะของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด รูปายตนะของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ปัจฉิมภวิกบุคคลผู้กำลังอุบัติในปัญจโวการภูมิและบุคคลเหล่าใดจักอุบัติในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิแล้วปรินิพพานซึ่งกำลังอุบัติ ฆานายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิด แต่รูปายตนะมิใช่จักไม่ดับ บุคคลผู้กำลังปรินิพพานในปัญจ-โวการภูมิ ปัจฉิมภวิกบุคคลในอรูปภูมิ และบุคคลเหล่าใดจักอุบัติในอรูปภูมิแล้วปรินิพพานซึ่งกำลังจุติ ฆานายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิดและรูปายตนะก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. รูปายตนะของบุคคลใด ฯลฯ วิ. ใช่ อนุ. ฆานายตนะของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด มนายตนะ ฯลฯ ธัมมายตนะของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ปัจฉิมภวิกบุคคลผู้กำลังอุบัติและบุคคลเหล่าใดจักอุบัติในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิแล้วปรินิพพาน ฆานายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิด แต่ธัมมายตนะมิใช่จักไม่ดับ บุคคลผู้กำลังปรินิพพาน ฆานายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิดและธัมมายตนะก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. ธัมมายตนะของบุคคลใด ฯลฯ วิ. ใช่

ข้อ ๒๒๒

อนุ. รูปายตนะของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด มนายตนะ ฯลฯ ธัมมายตนะ ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ปัจฉิมภวิกบุคคลผู้กำลังอุบัติและบุคคลเหล่าใดจักอุบัติในอรูปภูมิแล้ว ปรินิพพาน รูปายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิด แต่ธัมมายตนะมิใช่จักไม่ดับบุคคลผู้กำลังปรินิพพาน รูปายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิดและธัมมายตนะก็ไม่ใช่จักดับ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๓๐๗}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๓. อายตนยมก] ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๓. อนาคตวาร ปฏิ. ธัมมายตนะของบุคคลใด ฯลฯ วิ. ใช่

ข้อ ๒๒๓

อนุ. มนายตนะของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด ธัมมายตนะของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ปัจฉิมภวิกบุคคลผู้กำลังอุบัติ มนายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิดแต่ธัมมายตนะมิใช่จักไม่ดับ บุคคลผู้กำลังปรินิพพาน มนายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิดและธัมมายตนะก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. ธัมมายตนะของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ มนายตนะของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปัจจนีกโอกาส จักขายตนมูลกนัย

ข้อ ๒๒๔

อนุ. จักขายตนะในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด ฯลฯ ปัจจนีกปุคคโลกาส จักขายตนมูลกนัย

ข้อ ๒๒๕

อนุ. จักขายตนะของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด โสตายตนะของ บุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ปัจฉิมภวิกบุคคลผู้กำลังอุบัติในปัญจโวการภูมิ จักขายตนะของบุคคล เหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิด แต่โสตายตนะมิใช่จักไม่ดับ บุคคลผู้กำลังปรินิพพานในปัญจโวการภูมิและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิและอรูปภูมิ จักขายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิดและโสตายตนะก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. โสตายตนะของบุคคลใดในภูมิใด ฯลฯ วิ. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๓๐๘}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๓. อายตนยมก] ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๓. อนาคตวาร อนุ. จักขายตนะของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด ฆานายตนะของบุคคลนั้นในภูมินั้น ก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ปัจฉิมภวิกบุคคลผู้กำลังอุบัติในกามาวจรภูมิ จักขายตนะของบุคคล เหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิด แต่ฆานายตนะมิใช่จักไม่ดับ บุคคลผู้กำลังปรินิพพานในกามาวจรภูมิ ปัจฉิมภวิกบุคคลในรูปาวจรภูมิ และบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญ-สัตตภูมิและอรูปภูมิ จักขายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิดและฆานายตนะก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. ฆานายตนะของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักดับ จักขายตนะของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้อุบัติอยู่ในรูปาวจรภูมิ ฆานายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักดับ แต่จักขายตนะมิใช่จักไม่เกิด บุคคลผู้กำลังปรินิพพานในกามาวจรภูมิปัจฉิมภวิกบุคคลในรูปาวจรภูมิ และบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิและอรูปภูมิฆานายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักดับและจักขายตนะก็ไม่ใช่จักเกิด อนุ. จักขายตนะของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด รูปายตนะของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ปัจฉิมภวิกบุคคลผู้กำลังอุบัติในปัญจโวการภูมิ และบุคคลผู้อุบัติอยู่ใน อสัญญสัตตภูมิ จักขายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิด แต่รูปายตนะมิใช่จักไม่ดับ บุคคลผู้กำลังปรินิพพานในปัญจโวการภูมิและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอรูปภูมิจักขายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิดและรูปายตนะก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. รูปายตนะของบุคคลใดในภูมิใด ฯลฯ วิ. ใช่ อนุ. จักขายตนะของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด มนายตนะของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ปัจฉิมภวิกบุคคลผู้กำลังอุบัติในปัญจโวการภูมิ และบุคคลผู้อุบัติอยู่ใน อรูปภูมิ จักขายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิด แต่มนายตนะมิใช่จักไม่ดับบุคคลผู้กำลังปรินิพพานและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ จักขายตนะของ บุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิดและมนายตนะก็ไม่ใช่จักดับ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๓๐๙}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๓. อายตนยมก] ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๓. อนาคตวาร ปฏิ. มนายตนะของบุคคลใดในภูมิใด ฯลฯ วิ. ใช่ อนุ. จักขายตนะของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด ธัมมายตนะของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ปัจฉิมภวิกบุคคลผู้กำลังอุบัติในปัญจโวการภูมิ และบุคคลผู้อุบัติอยู่ใน อสัญญสัตตภูมิและอรูปภูมิ จักขายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิดแต่ธัมมายตนะมิใช่จักไม่ดับ บุคคลผู้กำลังปรินิพพาน จักขายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิดและธัมมายตนะก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. ธัมมายตนะของบุคคลใดในภูมิใด ฯลฯ วิ. ใช่ จักขายตนมูลกนัย จบ ฆานายตนมูลกนัย

ข้อ ๒๒๖

อนุ. ฆานายตนะของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด รูปายตนะของ บุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ปัจฉิมภวิกบุคคลผู้กำลังอุบัติในกามาวจรภูมิและบุคคลผู้อุบัติอยู่ใน รูปาวจรภูมิ ฆานายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิด แต่รูปายตนะมิใช่จักไม่ดับ บุคคลผู้กำลังปรินิพพานในปัญจโวการภูมิและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอรูปภูมิฆานายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิดและรูปายตนะก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. รูปายตนะของบุคคลใดในภูมิใด ฯลฯ วิ. ใช่ อนุ. ฆานายตนะของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด มนายตนะของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ปัจฉิมภวิกบุคคลผู้กำลังอุบัติในกามาวจรภูมิ และบุคคลผู้อุบัติอยู่ใน รูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ ฆานายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิด

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๓๑๐}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๓. อายตนยมก] ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๓. อนาคตวาร แต่มนายตนะมิใช่จักไม่ดับ บุคคลผู้กำลังปรินิพพานและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตต-ภูมิ ฆานายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิดและมนายตนะก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. มนายตนะของบุคคลใดในภูมิใด ฯลฯ วิ. ใช่ อนุ. ฆานายตนะของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด ธัมมายตนะของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ปัจฉิมภวิกบุคคลผู้กำลังอุบัติในกามาวจรภูมิ และบุคคลผู้อุบัติอยู่ใน รูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ ฆานายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิดแต่ธัมมายตนะมิใช่จักไม่ดับ บุคคลผู้กำลังปรินิพพาน ฆานายตนะของบุคคล เหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิดและธัมมายตนะก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. ธัมมายตนะของบุคคลใดในภูมิใด ฯลฯ วิ. ใช่ ฆานายตนมูลกนัย จบ รูปายตนมูลกนัย

ข้อ ๒๒๗

อนุ. รูปายตนะของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด มนายตนะของ บุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ปัจฉิมภวิกบุคคลผู้กำลังอุบัติในปัญจโวการภูมิ และบุคคลผู้อุบัติอยู่ใน อรูปภูมิ รูปายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิด แต่มนายตนะมิใช่จักไม่ดับ บุคคลผู้กำลังปรินิพพาน รูปายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิดและมนายตนะก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. มนายตนะของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักดับ รูปายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ มนายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมิ นั้นไม่ใช่จักดับ แต่รูปายตนะมิใช่จักไม่เกิด บุคคลผู้กำลังปรินิพพาน มนายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักดับและรูปายตนะก็ไม่ใช่จักเกิด

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๓๑๑}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๓. อายตนยมก] ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๔. ปัจจุปปันนาตีตวาร อนุ. รูปายตนะของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด ธัมมายตนะของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ปัจฉิมภวิกบุคคลผู้กำลังอุบัติในปัญจโวการภูมิ และบุคคลผู้อุบัติอยู่ใน อรูปภูมิ รูปายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิด แต่ธัมมายตนะมิใช่จักไม่ดับ บุคคลผู้กำลังปรินิพพาน รูปายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิดและธัมมายตนะก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. ธัมมายตนะของบุคคลใดในภูมิใด ฯลฯ วิ. ใช่ รูปายตนมูลกนัย จบ มนายตนมูลกนัย

ข้อ ๒๒๘

อนุ. มนายตนะของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด ธัมมายตนะของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ปัจฉิมภวิกบุคคลผู้กำลังอุบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิมนายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิด แต่ธัมมายตนะมิใช่จักไม่ดับบุคคลผู้กำลังปรินิพพาน มนายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิดและธัมมายตนะ ก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. ธัมมายตนะของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักดับ มนายตนะของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ๔. ปัจจุปปันนาตีตวาร ว่าด้วยสภาวธรรมที่เป็นปัจจุบันและที่เป็นอดีต อนุโลมบุคคล จักขายตนมูลกนัย

ข้อ ๒๒๙

อนุ. จักขายตนะของบุคคลใดกำลังเกิด โสตายตนะของบุคคลนั้นก็ เคยดับใช่ไหม วิ. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๓๑๒}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๓. อายตนยมก] ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร ปฏิ. โสตายตนะของบุคคลใดเคยดับ จักขายตนะของบุคคลนั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลทั้งหมดผู้กำลังจุติและบุคคลผู้มีจักขุเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ โสตายตนะของบุคคลเหล่านั้นเคยดับ แต่จักขายตนะไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีจักขุเกิดได้กำลังอุบัติโสตายตนะของบุคคลเหล่านั้นเคยดับและจักขายตนะก็กำลังเกิด (ปัจจุปปันนปุจฉาและอตีตปุจฉา ในอุปปาทวาร ท่านจำแนกไว้แล้วฉันใด ในอุปปาทนิโรธวารก็พึงจำแนก ทั้งอนุโลมและปัจจนีกะ ฉันนั้น) ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร ว่าด้วยสภาวธรรมที่เป็นปัจจุบันและที่เป็นอนาคต อนุโลมบุคคล จักขายตนมูลกนัย

ข้อ ๒๓๐

อนุ. จักขายตนะของบุคคลใดกำลังเกิด โสตายตนะของบุคคลนั้นก็ จักดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. โสตายตนะของบุคคลใดจักดับ จักขายตนะของบุคคลนั้นก็กำลังเกิด ใช่ไหม วิ. บุคคลทั้งหมดผู้กำลังจุติและบุคคลผู้มีจักขุเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ โสตายตนะของบุคคลเหล่านั้นจักดับ แต่จักขายตนะไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีจักขุเกิดได้กำลังอุบัติ โสตายตนะของบุคคลเหล่านั้นจักดับและจักขายตนะก็กำลังเกิด อนุ. จักขายตนะของบุคคลใดกำลังเกิด ฆานายตนะของบุคคลนั้นก็จักดับ ใช่ไหม วิ. ปัจฉิมภวิกบุคคลผู้กำลังอุบัติในรูปาวจรภูมิ จักขายตนะของบุคคลเหล่านั้นกำลังเกิด แต่ฆานายตนะไม่ใช่จักดับ บุคคลนอกนี้ผู้มีจักขุเกิดได้กำลังอุบัติจักขายตนะของบุคคลเหล่านั้นกำลังเกิดและฆานายตนะก็จักดับ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๓๑๓}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๓. อายตนยมก] ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร ปฏิ. ฆานายตนะของบุคคลใดจักดับ จักขายตนะของบุคคลนั้นก็กำลังเกิด ใช่ไหม วิ. บุคคลทั้งหมดผู้กำลังจุติและบุคคลผู้มีจักขุเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ ฆานายตนะของบุคคลเหล่านั้นจักดับ แต่จักขายตนะไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีจักขุเกิดได้กำลังอุบัติ ฆานายตนะของบุคคลเหล่านั้นจักดับและจักขายตนะก็กำลังเกิด อนุ. จักขายตนะของบุคคลใดกำลังเกิด รูปายตนะของบุคคลนั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. รูปายตนะของบุคคลใดจักดับ จักขายตนะของบุคคลนั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลทั้งหมดผู้กำลังจุติและบุคคลผู้มีจักขุเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ รูปายตนะของบุคคลเหล่านั้นจักดับ แต่จักขายตนะไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีจักขุเกิดได้กำลังอุบัติ รูปายตนะของบุคคลเหล่านั้นจักดับและจักขายตนะก็กำลังเกิด อนุ. จักขายตนะของบุคคลใดกำลังเกิด มนายตนะของบุคคลนั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. มนายตนะของบุคคลใดจักดับ จักขายตนะของบุคคลนั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลทั้งหมดผู้กำลังจุติและบุคคลผู้มีจักขุเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ มนายตนะของบุคคลเหล่านั้นจักดับ แต่จักขายตนะไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีจักขุเกิดได้กำลังอุบัติ มนายตนะของบุคคลเหล่านั้นจักดับและจักขายตนะก็กำลังเกิด อนุ. จักขายตนะของบุคคลใดกำลังเกิด ธัมมายตนะของบุคคลนั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. ธัมมายตนะของบุคคลใดจักดับ จักขายตนะของบุคคลนั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลทั้งหมดผู้กำลังจุติและบุคคลผู้มีจักขุเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ ธัมมายตนะของบุคคลเหล่านั้นจักดับ แต่จักขายตนะไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีจักขุเกิดได้กำลังอุบัติ ธัมมายตนะของบุคคลเหล่านั้นจักดับและจักขายตนะก็กำลังเกิด

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๓๑๔}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๓. อายตนยมก] ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร

ข้อ ๒๓๑

อนุ. ฆานายตนะของบุคคลใดกำลังเกิด รูปายตนะ ฯลฯ มนายตนะฯลฯ ธัมมายตนะของบุคคลนั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. ธัมมายตนะของบุคคลใดจักดับ ฆานายตนะของบุคคลนั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลทั้งหมดผู้กำลังจุติและบุคคลผู้มีฆานะเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ ธัมมายตนะของบุคคลเหล่านั้นจักดับ แต่ฆานายตนะไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีฆานะเกิดได้กำลังอุบัติ ธัมมายตนะของบุคคลเหล่านั้นจักดับและฆานายตนะก็กำลังเกิด

ข้อ ๒๓๒

อนุ. รูปายตนะของบุคคลใดกำลังเกิด มนายตนะ ฯลฯ ธัมมายตนะของบุคคลนั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. ธัมมายตนะของบุคคลใดจักดับ รูปายตนะของบุคคลนั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลทั้งหมดผู้กำลังจุติและบุคคลผู้มีรูปเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ ธัมมายตนะของบุคคลเหล่านั้นจักดับ แต่รูปายตนะไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีรูปเกิดได้กำลังอุบัติ ธัมมายตนะของบุคคลเหล่านั้นจักดับและรูปายตนะก็กำลังเกิด

ข้อ ๒๓๓

อนุ. มนายตนะของบุคคลใดกำลังเกิด ธัมมายตนะของบุคคลนั้นก็ จักดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. ธัมมายตนะของบุคคลใดจักดับ มนายตนะของบุคคลนั้นก็กำลังเกิด ใช่ไหม วิ. บุคคลทั้งหมดผู้กำลังจุติและบุคคลผู้มีจิตเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ ธัมมายตนะของบุคคลเหล่านั้นจักดับ แต่มนายตนะไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีจิตเกิดได้กำลังอุบัติธัมมายตนะของบุคคลเหล่านั้นจักดับและมนายตนะก็กำลังเกิด

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๓๑๕}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๓. อายตนยมก] ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร อนุโลมโอกาส จักขายตนมูลกนัย

ข้อ ๒๓๔

อนุ. จักขายตนะในภูมิใดกำลังเกิด ฯลฯ อนุโลมปุคคโลกาส จักขายตนมูลกนัย

ข้อ ๒๓๕

อนุ. จักขายตนะของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด โสตายตนะของ บุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. โสตายตนะของบุคคลใดในภูมิใดจักดับ จักขายตนะของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังจุติจากปัญจโวการภูมิและบุคคลผู้มีจักขุเกิดไม่ได้กำลังอุบัติในกามาวจรภูมิ โสตายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับ แต่จักขายตนะไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีจักขุเกิดได้กำลังอุบัติ โสตายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับและจักขายตนะก็กำลังเกิด อนุ. จักขายตนะของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ฆานายตนะของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังอุบัติในรูปาวจรภูมิ จักขายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่ฆานายตนะไม่ใช่จักดับ บุคคลผู้มีจักขุเกิดได้กำลังอุบัติในกามาวจรภูมิจักขายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและฆานายตนะก็จักดับ ปฏิ. ฆานายตะของบุคคลใดในภูมิใดจักดับ จักขายตนะของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังจุติจากกามาวจรภูมิและบุคคลผู้มีจักขุเกิดไม่ได้กำลังอุบัติในกามาวจรภูมิ ฆานายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับ แต่จักขายตนะไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีจักขุเกิดได้กำลังอุบัติในกามาวจรภูมิ ฆานายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับและจักขายตนะก็กำลังเกิด

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๓๑๖}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๓. อายตนยมก] ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร อนุ. จักขายตนะของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด รูปายตนะของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. รูปายตนะของบุคคลใดในภูมิใดจักดับ จักขายตนะของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังจุติจากปัญจโวการภูมิ บุคคลผู้มีจักขุเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ ในกามาวจรภูมิ และบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ รูปายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับ แต่จักขายตนะไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีจักขุเกิดได้กำลังอุบัติรูปายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับและจักขายตนะก็กำลังเกิด อนุ. จักขายตนะของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด มนายตนะของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. มนายตนะของบุคคลใดในภูมิใดจักดับ จักขายตนะของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังจุติจากปัญจโวการภูมิ บุคคลผู้มีจักขุเกิดไม่ได้กำลังอุบัติในกามาวจรภูมิ และบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอรูปภูมิ มนายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับ แต่จักขายตนะไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีจักขุเกิดได้กำลังอุบัติ มนายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับและจักขายตนะก็กำลังเกิด อนุ. จักขายตนะของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ธัมมายตนะของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. ธัมมายตนะของบุคคลใดในภูมิใดจักดับ จักขายตนะของบุคคลนั้น ในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลทั้งหมดผู้กำลังจุติและบุคคลผู้มีจักขุเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ ธัมมายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับ แต่จักขายตนะไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีจักขุเกิดได้กำลังอุบัติ ธัมมายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับและจักขายตนะก็กำลังเกิดจักขายตนมูลกนัย จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๓๑๗}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๓. อายตนยมก] ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร ฆานายตนมูลกนัย

ข้อ ๒๓๖

อนุ. ฆานายตนะของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด รูปายตนะของ บุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. รูปายตนะของบุคคลใดในภูมิใดจักดับ ฆานายตนะของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังจุติจากกามาวจรภูมิ บุคคลผู้มีฆานะเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ ในกามาวจรภูมิ และบุคคลผู้อุบัติอยู่ในรูปาวจรภูมิ รูปายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับ แต่ฆานายตนะไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีฆานะเกิดได้กำลังอุบัติรูปายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับและฆานายตนะก็กำลังเกิด อนุ. ฆานายตนะของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด มนายตนะของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. มนายตนะของบุคคลใดในภูมิใดจักดับ ฆานายตนะของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังจุติจากกามาวจรภูมิ บุคคลผู้มีฆานะเกิดไม่ได้กำลังอุบัติในกามาวจรภูมิ และบุคคลผู้อุบัติอยู่ในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ มนายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับ แต่ฆานายตนะไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีฆานะเกิดได้กำลังอุบัติ มนายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับและฆานายตนะก็กำลังเกิด อนุ. ฆานายตนะของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ธัมมายตนะของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. ธัมมายตนะของบุคคลใดในภูมิใดจักดับ ฆานายตนะของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๓๑๘}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๓. อายตนยมก] ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร วิ. บุคคลทั้งหมดผู้กำลังจุติและบุคคลผู้มีฆานะเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ ธัมมายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับ แต่ฆานายตนะไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีฆานะเกิดได้กำลังอุบัติ ธัมมายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับและฆานายตนะก็กำลังเกิด ฆานายตนมูลกนัย จบ รูปายตนมูลกนัย

ข้อ ๒๓๗

อนุ. รูปายตนะของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด มนายตนะของบุคคล นั้นในภูมินั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังอุบัติในอสัญญสัตตภูมิ รูปายตนะของบุคคลเหล่านั้นใน ภูมินั้นกำลังเกิด แต่มนายตนะไม่ใช่จักดับ บุคคลผู้กำลังอุบัติในปัญจโวการภูมิรูปายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและมนายตนะก็จักดับ ปฏิ. มนายตนะของบุคคลใดในภูมิใดจักดับ รูปายตนะของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังจุติจากปัญจโวการภูมิ และบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอรูปภูมิ มนายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับ แต่รูปายตนะไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้กำลังอุบัติในปัญจโวการภูมิ มนายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับและรูปายตนะก็กำลังเกิด อนุ. รูปายตนะของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ธัมมายตนะของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. ธัมมายตนะของบุคคลใดในภูมิใดจักดับ รูปายตนะของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลทั้งหมดผู้กำลังจุติและบุคคลผู้มีรูปเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ ธัมมายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับ แต่รูปายตนะไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีรูปเกิดได้กำลังอุบัติ ธัมมายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับและรูปายตนะก็กำลังเกิด

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๓๑๙}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๓. อายตนยมก] ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร

ข้อ ๒๓๘

อนุ. มนายตนะของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ธัมมายตนะของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. ธัมมายตนะของบุคคลใดในภูมิใดจักดับ มนายตนะของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลทั้งหมดผู้กำลังจุติและบุคคลผู้มีจิตเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ ธัมมายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับ แต่มนายตนะไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีจิตเกิดได้กำลังอุบัติ ธัมมายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับและมนายตนะก็กำลังเกิดปัจจนีกบุคคล จักขายตนมูลกนัย

ข้อ ๒๓๙

อนุ. จักขายตนะของบุคคลใดไม่ใช่กำลังเกิด โสตายตนะของบุคคล นั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. บุคคลทั้งหมดผู้กำลังจุติและบุคคลผู้มีจักขุเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ จักขายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิด แต่โสตายตนะมิใช่จักไม่ดับ บุคคลผู้กำลังปรินิพพานในปัญจโวการภูมิ ปัจฉิมภวิกบุคคลในอรูปภูมิและบุคคลเหล่าใดจักอุบัติในอรูปภูมิแล้วปรินิพพานซึ่งกำลังจุติ จักขายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิดและโสตายตนะก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. โสตายตนะของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ จักขายตนะของบุคคลนั้นไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. จักขายตนะของบุคคลใดไม่ใช่กำลังเกิด ฆานายตนะของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. บุคคลทั้งหมดผู้กำลังจุติและบุคคลผู้มีจักขุเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ จักขายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิด แต่ฆานายตนะมิใช่จักไม่ดับ บุคคลผู้กำลังปรินิพพานในปัญจโวการภูมิ ปัจฉิมภวิกบุคคลในอรูปภูมิและบุคคลเหล่าใดจักอุบัติในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิแล้วปรินิพพานซึ่งกำลังจุติ จักขายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิดและฆานายตนะก็ไม่ใช่จักดับ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๓๒๐}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๓. อายตนยมก] ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร ปฏิ. ฆานายตนะของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ จักขายตนะของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ปัจฉิมภวิกบุคคลผู้กำลังอุบัติในรูปาวจรภูมิ ฆานายตนะของบุคคล เหล่านั้นไม่ใช่จักดับ แต่จักขายตนะมิใช่ไม่กำลังเกิด บุคคลผู้กำลังปรินิพพานในปัญจโวการภูมิ ปัจฉิมภวิกบุคคลในอรูปภูมิ และบุคคลเหล่าใดจักอุบัติในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิแล้วปรินิพพานซึ่งกำลังจุติ ฆานายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักดับและจักขายตนะก็ไม่ใช่กำลังเกิด อนุ. จักขายตนะของบุคคลใดไม่ใช่กำลังเกิด รูปายตนะของบุคคลนั้นก็มิใช่จักดับใช่ไหม วิ. บุคคลทั้งหมดผู้กำลังจุติและบุคคลผู้มีจักขุเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ จักขายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิด แต่รูปายตนะมิใช่จักไม่ดับ บุคคลผู้กำลัง ปรินิพพานในปัญจโวการภูมิ ปัจฉิมภวิกบุคคลในอรูปภูมิ และบุคคลเหล่าใดจักเกิดในอรูปภูมิแล้วปรินิพพานซึ่งกำลังจุติ จักขายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิดและรูปายตนะก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. รูปายตนะของบุคคลใด ฯลฯ วิ. ใช่ อนุ. จักขายตนะของบุคคลใดไม่ใช่กำลังเกิด มนายตนะ ฯลฯ ธัมมายตนะของบุคคลนั้นไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. บุคคลทั้งหมดผู้กำลังจุติและบุคคลผู้มีจักขุเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ จักขายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิด แต่ธัมมายตนะมิใช่จักไม่ดับ บุคคลผู้กำลังปรินิพพานจักขายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิดและธัมมายตนะก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. ธัมมายตนะของบุคคลใด ฯลฯ วิ. ใช่ จักขายตนมูลกนัย จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๓๒๑}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๓. อายตนยมก] ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร ฆานายตนมูลกนัย

ข้อ ๒๔๐

ฆานายตนะของบุคคลใดไม่ใช่กำลังเกิด รูปายตนะของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. บุคคลทั้งหมดผู้กำลังจุติและบุคคลผู้มีฆานะเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ ฆานายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิด แต่รูปายตนะมิใช่จักไม่ดับ บุคคลผู้กำลังปรินิพพานในปัญจโวการภูมิ ปัจฉิมภวิกบุคคลในอรูปภูมิ และบุคคลเหล่าใดจักอุบัติในอรูปภูมิแล้วปรินิพพานซึ่งกำลังจุติ ฆานายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิดและรูปายตนะก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. รูปายตนะของบุคคลใด ฯลฯ วิ. ใช่ อนุ. ฆานายตนะของบุคคลใดไม่ใช่กำลังเกิด มนายตนะ ฯลฯ ธัมมายตนะของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. บุคคลทั้งหมดผู้กำลังจุติและบุคคลผู้มีฆานะเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ ฆานายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิด แต่ธัมมายตนะมิใช่จักไม่ดับ บุคคลผู้กำลังปรินิพพานฆานายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิดและธัมมายตนะก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. ธัมมายตนะของบุคคลใด ฯลฯ วิ. ใช่ ฆานายตนมูลกนัย จบ รูปายตนมูลกนัย

ข้อ ๒๔๑

อนุ. รูปายตนะของบุคคลใดไม่ใช่กำลังเกิด มนายตนะ ฯลฯ ธัมมายตนะของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. บุคคลทั้งหมดผู้กำลังจุติและบุคคลผู้มีรูปเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ รูปายตนะ ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิด แต่ธัมมายตนะมิใช่จักไม่ดับ บุคคลผู้กำลังปรินิพพานรูปายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิดและธัมมายตนะก็ไม่ใช่จักดับ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๓๒๒}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๓. อายตนยมก] ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร ปฏิ. ธัมมายตนะของบุคคลใด ฯลฯ วิ. ใช่

ข้อ ๒๔๒

อนุ. มนายตนะของบุคคลใดไม่ใช่กำลังเกิด ธัมมายตนะของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. บุคคลทั้งหมดผู้กำลังจุติและบุคคลผู้มีจิตเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ มนายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิด แต่ธัมมายตนะมิใช่จักไม่ดับ บุคคลผู้กำลังปรินิพพานมนายตนะของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิดและธัมมายตนะก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. ธัมมายตนะของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ มนายตนะของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปัจจนีกโอกาส จักขายตนมูลกนัย

ข้อ ๒๔๓

อนุ. จักขายตนะในภูมิใดไม่ใช่กำลังเกิด ฯลฯ ปัจจนีกปุคคโลกาส จักขายตนมูลกนัย

ข้อ ๒๔๔

อนุ. จักขายตนะของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่กำลังเกิด โสตายตนะ ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังจุติจากปัญจโวการภูมิและบุคคลผู้มีจักขุเกิดไม่ได้กำลัง อุบัติในกามาวจรภูมิ จักขายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังเกิด แต่โสตายตนะมิใช่จักไม่ดับ บุคคลผู้กำลังปรินิพพานในปัญจโวการภูมิและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิและอรูปภูมิ จักขายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังเกิดและโสตายตนะก็ไม่ใช่จักดับ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๓๒๓}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๓. อายตนยมก] ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร ปฏิ. โสตายตนะของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักดับ จักขายตนะของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. จักขายตนะของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่กำลังเกิด ฆานายตนะของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังจุติจากกามาวจรภูมิ และบุคคลผู้มีจักขุเกิดไม่ได้กำลังอุบัติจักขายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังเกิด แต่ฆานายตนะมิใช่จักไม่ดับบุคคลผู้กำลังปรินิพพานในกามาวจรภูมิ บุคคลผู้กำลังจุติจากรูปาวจรภูมิ และบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิและอรูปภูมิ จักขายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังเกิดและฆานายตนะก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. ฆานายตนะของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักดับ จักขายตนะของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังอุบัติในรูปาวจรภูมิ ฆานายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมิ นั้นไม่ใช่จักดับ แต่จักขายตนะมิใช่ไม่กำลังเกิด บุคคลผู้กำลังปรินิพพานใน กามาวจรภูมิ บุคคลผู้กำลังจุติจากรูปาวจรภูมิ และบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญ-สัตตภูมิและอรูปภูมิ ฆานายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักดับและจักขายตนะก็ไม่ใช่กำลังเกิด อนุ. จักขายตนะของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่กำลังเกิด รูปายตนะของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังจุติจากปัญจโวการภูมิ บุคคลผู้มีจักขุเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ ในกามาวจรภูมิ และบุคคผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ จักขายตนะของบุคคลนั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังเกิด แต่รูปายตนะมิใช่จักไม่ดับ บุคคลผู้กำลังปรินิพพานในปัญจโวการภูมิและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอรูปภูมิ จักขายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังเกิดและรูปายตนะก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. รูปายตนะของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักดับ จักขายตนะของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๓๒๔}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๓. อายตนยมก] ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร อนุ. จักขายตนะของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่กำลังเกิด มนายตนะของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังจุติจากปัญจโวการภูมิ บุคคลผู้มีจักขุเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ ในกามาวจรภูมิ และบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอรูปภูมิ จักขายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังเกิด แต่มนายตนะมิใช่จักไม่ดับ บุคคลผู้กำลังปรินิพพานและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ จักขายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังเกิดและมนายตนะก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. มนายตนะของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักดับ จักขายตนะของบุคคลนั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. จักขายตนะของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่กำลังเกิด ธัมมายตนะของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. บุคคลทั้งหมดผู้กำลังจุติและบุคคลผู้มีจักขุเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ จักขายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังเกิด แต่ธัมมายตนะมิใช่จักไม่ดับ บุคคลผู้กำลังปรินิพพาน จักขายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังเกิดและธัมมายตนะก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. ธัมมายตนะของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักดับ จักขายตนะของบุคคลนั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ จักขายตนมูลกนัย จบ ฆานายตนมูลกนัย

ข้อ ๒๔๕

อนุ. ฆานายตนะของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่กำลังเกิด รูปายตนะของ บุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังจุติจากกามาวจรภูมิ บุคคลผู้มีฆานะเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ ในกามาวจรภูมิ และบุคคลผู้อุบัติอยู่ในรูปาวจรภูมิ ฆานายตนะของบุคคลเหล่านั้น

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๓๒๕}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๓. อายตนยมก] ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร ในภูมินั้นไม่ใช่กำลังเกิด แต่รูปายตนะมิใช่จักไม่ดับ บุคคลผู้กำลังปรินิพพานในปัญจโวการภูมิและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอรูปภูมิ ฆานายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังเกิดและรูปายตนะก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. รูปายตนะของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักดับ ฆานายตนะของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. ฆานายตนะของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่กำลังเกิด มนายตนะของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังจุติจากกามาวจรภูมิ บุคคลผู้มีฆานะเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ ในกามาวจรภูมิ และบุคคลผู้อุบัติอยู่ในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ ฆานายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังเกิด แต่มนายตนะมิใช่จักไม่ดับ บุคคลผู้กำลังปรินิพพานและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ ฆานายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังเกิดและมนายตนะก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. มนายตนะของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักดับ ฆานายตนะของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. ฆานายตนะของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่กำลังเกิด ธัมมายตนะของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. บุคคลทั้งหมดผู้กำลังจุติและบุคคลผู้มีฆานะเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ ฆานายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังเกิด แต่ธัมมายตนะมิใช่จักไม่ดับ บุคคลผู้กำลังปรินิพพาน ฆานายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังเกิดและธัมมายตนะก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. ธัมมายตนะของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักดับ ฆานายตนะของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ฆานายตนมูลกนัย จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๓๒๖}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๓. อายตนยมก] ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร รูปายตนมูลกนัย

ข้อ ๒๔๖

อนุ. รูปายตนะของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่กำลังเกิด มนายตนะของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังจุติจากปัญจโวการภูมิ และบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอรูปภูมิรูปายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังเกิด แต่มนายตนะมิใช่จักไม่ดับบุคคลผู้กำลังปรินิพพานและบุคคลผู้กำลังจุติจากอสัญญสัตตภูมิ รูปายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังเกิดและมนายตนะก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. มนายตนะของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักดับ รูปายตนะของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังอุบัติในอสัญญสัตตภูมิ มนายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักดับ แต่รูปายตนะมิใช่ไม่กำลังเกิด บุคคลผู้กำลังปรินิพพานและบุคคลผู้กำลังจุติจากอสัญญสัตตภูมิ มนายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักดับและรูปายตนะก็ไม่ใช่กำลังเกิด อนุ. รูปายตนะของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่กำลังเกิด ธัมมายตนะของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. บุคคลทั้งหมดผู้กำลังจุติและบุคคลผู้มีรูปเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ รูปายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังเกิด แต่ธัมมายตนะมิใช่จักไม่ดับ บุคคลผู้กำลังปรินิพพาน รูปายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังเกิดและธัมมายตนะก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. ธัมมายตนะของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักดับ รูปายตนะของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่

ข้อ ๒๔๗

อนุ. มนายตนะของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่กำลังเกิด ธัมมายตนะ ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๓๒๗}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๓. อายตนยมก] ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๖. อตีตานาคตวาร วิ. บุคคลทั้งหมดผู้กำลังจุติและบุคคลผู้มีจิตเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ มนายตนะ ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังเกิด แต่ธัมมายตนะมิใช่จักไม่ดับ บุคคลผู้กำลังปรินิพพาน มนายตนะของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังเกิดและธัมมายตนะก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. ธัมมายตนะของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักดับ มนายตนะของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ๖. อตีตานาคตวาร ว่าด้วยสภาวธรรมที่เป็นอดีตและที่เป็นอนาคต อนุโลมบุคคล จักขายตนมูลกนัย

ข้อ ๒๔๘

อนุ. จักขายตนะของบุคคลใดเคยเกิด โสตายตนะของบุคคลนั้นก็จัก ดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังปรินิพพานในปัญจโวการภูมิ ปัจฉิมภวิกบุคคลในอรูปภูมิ และบุคคลเหล่าใดจักอุบัติในอรูปภูมิแล้วปรินิพพานซึ่งกำลังจุติ จักขายตนะของบุคคลเหล่านั้นเคยเกิด แต่โสตายตนะไม่ใช่จักดับ บุคคลนอกนี้ จักขายตนะของบุคคลเหล่านั้นเคยเกิดและโสตายตนะก็จักดับ ปฏิ. โสตายตนะของบุคคลใดจักดับ จักขายตนะของบุคคลนั้นก็เคยดับใช่ไหม วิ. ใช่ (อตีตปุจฉาและอนาคตปุจฉาในนิโรธวาร คำที่ท่านกล่าวไว้ว่า ของบุคคลใดก็ดี ในภูมิใด ก็ดี ของบุคคลใดในภูมิใด ก็ดี ท่านจำแนกไว้แล้วทั้งอนุโลมและปัจจนีกะ ฉันใด แม้ในอุปปาทนิโรธวารก็พึงจำแนกฉันนั้น) อุปปาทนิโรธวาร จบ ปวัตติวาร จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๓๒๘}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎก

อรรถกถายึดที่ข้อ ๒๗๙ ซึ่งครอบมาถึงข้อที่กำลังอ่าน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาอายตนยมก

บัดนี้ เป็นการวรรณนาอายตนยมก ที่ท่านรวบรวมไว้แม้ด้วยอำนาจอายตนะ ในธรรมมีกุศลเป็นต้นที่แสดงไว้ในมูลยมกนั่นเทียว แล้วแสดงไว้ในลำดับแห่งขันธยมก บัณฑิตพึงทราบการกำหนดบาลี ตามนัยที่ท่านกล่าวไว้แล้วในขันธยมกนั้นนั่นแหละ.

ก็ในขันธยมกนั้น มหาวาระ ๓ อย่างคือ ปัณณัตติวาระ ปวัตติวาระ ปริญญาวาระย่อมมีฉันใด แม้ในอายตนยมกนี้ก็ย่อมมีฉันนั้น. แม้เนื้อความแห่งคำแห่งมหาวาระเหล่านั้นบัณฑิตพึงทราบตามนัยที่ท่านกล่าวไว้แล้วในขันธยมกนั้นนั่นเอง.

ก็ในอายตนยมกนี้ ปัณณัตติวาระ ท่านกำหนดไว้แล้ว ๒ อย่างด้วยอำนาจอุทเทสและนิทเทส. วาระทั้งหลายนอกนี้ ท่านกำหนดไว้แล้วด้วยอำนาจนิทเทสนั่นเทียว. เพราะฉะนั้นในวาระเหล่านั้น บัณฑิตพึงทำบทว่า ทฺวาทสายตนานิ (อายตนะ ๑๒) ให้เป็นต้นแล้วเพียงใด พึงทราบอุทเทสวาระแห่งปัณณัติวาระว่า มนายตนํ น มโน เพียงนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทฺวาทสายตนานิ ความว่า นี้เป็นอุทเทสแห่งอายตนะทั้งหลายที่ควรถามด้วยอำนาจยมก.

บทว่า จกฺขฺวายตนํ ฯเปฯ ธมฺมายตนํ ความว่า โดยประเภทนี้เป็นการกำหนดชื่อของอายตนะเหล่านั้นนั่นเทียว. ก็ในที่นี้ท่านกล่าวอัชฌัตตรูปายตนะ (อายตนะที่เป็นรูปภายใน) ทั้งหลายไว้แล้วตามลำดับก่อน เพื่อสะดวกแก่การถามด้วยอำนาจยมก. ภายหลังจึงกล่าวพาหิรรูปายตนะ (อายตนะที่เป็นรูปภายนอก) ทั้งหลาย. ในที่สุดจึงกล่าวมนายตนะและธัมมายตนะทั้งหลาย.

นัยวาระทั้งหลาย ๔ คือ ปทโสธนวาระ ปทโสธนมูลจักกวาระ สุทธายตนวาระ สุทธายตนมูลจักกวาระ ย่อมมีด้วยอำนาจแห่งอายตนะทั้งหลายเหล่านี้ในที่นี้ ด้วยอำนาจแห่งขันธ์นั่นเทียวในภายหลัง. ก็ในอายตนยมกนี้ วาระหนึ่งๆ ย่อมมี ๒ อย่างนั่นเทียว ด้วยอำนาจอนุโลมและปฏิโลม. เนื้อความแห่งวาระเหล่านั้น บัณฑิตพึงทราบตามนัยที่กล่าวแล้วในขันธยมกนั้นนั่นแหละ.

บัณฑิตพึงทราบอุทเทสวาระ แห่งปัณณัตติวาระที่ประกอบด้วยยมก ๕๗๖ อย่าง การถาม ๑,๑๕๒ อย่างและอรรถ ๒,๓๐๔ อย่างในอายตนยมกนี้ อย่างนี้คือ ก็ในอนุโลมวาระแห่งปทโสธนวาระ ในขันธยมก ยมก ๕ อย่างมีอาทิว่า รูปํ รูปกฺขนฺโธ รูปกฺขนฺโธ รูปํ ดังนี้ ย่อมมีฉันใดในอายตนยมกนี้ ยมก ๑๒ อย่างมีอาทิว่า จกฺขุํ จกฺขฺวายตนํ จกฺขฺวายตนํ จกฺขุํ ย่อมมีฉันนั้น.

แม้ในปฏิโลมวาระ ก็มียมก ๑๒ อย่าง มีอาทิว่า น จกฺขํ น จกฺขฺวายตนํ น จกฺขฺวายตนํ น จกฺขุํ. แต่ในอนุโลมวาระนี้แห่งปทโสธนมูลจักกวาระมียมก ๑๓๒ อย่าง เพราะทำมูลแห่งอายตนะหนึ่งๆ ให้เป็น ๑๑ อย่างๆ แม้ในปฏิโลมวาระ ก็มี ๑๓๒ อย่างนั่นเทียว. ในอนุโลมวาระ แม้แห่งสุทธายตนวาระ มียมก ๑๒ อย่าง ในปฏิโลมวาระ ก็มี ๑๒ อย่าง. ในอนุโลมแห่งสุทธายตนมูลจักกวาระ มียมก ๑๓๒ อย่าง เพราะทำมูลแห่งอายตนะหนึ่งๆ ให้เป็น ๑๑ อย่างๆ. แม้ในปฏิโลมวาระก็มี ๑๓๒ อย่างเหมือนกัน.

ก็ในนิทเทสวาระแห่งอายตนยมกนั้น บัณฑิตพึงทราบเนื้อความตามนัยที่ท่านกล่าวไว้แล้วในปัณณัติวาระนิทเทสแห่งขันธยมกในภายหลังนั่นเทียว. ในวาระอื่นย่อมมีความแปลกกัน.

ในอายตนยมกนั้น พึงทราบความแปลกกันดังต่อไปนี้.

บทว่า ทิพฺพจกฺขุ ได้แก่ ทุติยวิซชาญาณ.

บทว่า ปญฺญาจกฺขุ ได้แก่ ตติยวิชชาญาณ.

บทว่า ทิพฺพโสต ได้แก่ ทุติยอภิญญาญาณ.

ตัณหาเทียว ชื่อว่า ตัณหาโสตะ.

คำมีอาทิว่า นามกาย รูปกาย หัตถิกาย อัสสกาย ชื่อว่า อวเสโส กาโย กายที่เหลือ.

สองบทว่า อวเสสํ รูปํ ได้แก่ ภูตรูปอุปาทายรูปนั่นเทียว และปิยรูปสาตรูปที่เหลือจากรูปายตนะ.

คำว่า สีลคนฺโธ เป็นชื่อของธรรมทั้งหลายมีศีลเป็นต้นนั่นเทียว เพราะอรรถว่าฟุ้งไป แม้คำว่า อตฺถรโส เป็นต้น ก็เป็นชื่อของธรรมทั้งหลายมีอรรถเป็นต้น เพราะอรรถว่าไพเราะดี.

สองบทว่า อวเสโส ธมฺโม ได้แก่ ประเภทมิใช่หนึ่งแห่งธรรมมีปริยัติธรรมเป็นต้น นี้เป็นความแปลกกันในอายตนยมกนี้.

ก็ในอายตนยมกนี้ ในอันตรวาระ ๓ อย่างมีอุปปาทวาระเป็นต้น แห่งปวัตติวาระ มีประเภทแห่งกาล ๖ อย่างในประเภทแห่งกาลหนึ่งๆ นั่นเทียว. บรรดาประเภทแห่งกาลเหล่านั้น วาระทั้งหลายมีปุคคลวาระเป็นต้น ย่อมมีในกาลหนึ่งๆ. วาระเหล่านั้นแม้ทั้งหมดย่อมมี ๒ อย่างเทียว ด้วยอำนาจอนุโลมนัยและปฏิโลมนัย.

ในวาระเหล่านั้น ในปัจจุบันกาล ในอนุโลมนัยแห่งปุคคลวาระ ยมก ๑๐ อย่าง ย่อมมีด้วยการถือเอาแล้วไม่ถือเอาอีก คือมูลแห่งรูปขันธ์ในขันธยมก ๔มูลแห่งเวทนาขันธ์ ๓ มูลแห่งสัญญาขันธ์ ๒ มูลแห่งสังขารขันธ์ ๑ ฉันใด มูลแห่งจักขุอายตนะ ๑๑ อย่าง ก็ย่อมมีฉันนั้นอย่างนี้คือ จักขุอายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด โสตายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น

ก็หรือว่า โสตายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จักขุอายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น จักขุอายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ฆานายตนะ ชิวหายตนะ กายายตนะ รูปายตนะ สัททายตนะ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ มนายตนะ ธัมมายตนะ ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น

ก็หรือว่า ธัมมายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จักขุอายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.

โดยนัยมีอาทิว่า ยสฺส โสตายตนํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ฆานายตนํ อุปฺปชฺชติ จึงมียมก ๖๖ อย่าง ด้วยการถือเอาแล้วไม่ถือเอาอีกคือมูลแห่งโสตายตนะ ๑๐ มูลแห่งฆานายตนะ ๙ มูลแห่งชิวหายตนะ ๘ มูลแห่งกายายตนะ ๗ มูลแห่งรูปายตนะ ๖ มูลแห่งสัททายตนะ ๕มูลแห่งคันธายตนะ ๔ มูลแห่งรสายตนะ ๓ มูลแห่งโผฏฐัพพายตนะ ๒ มูลแห่งมนายตนะ ๑ ในอายตนะ ๑๑ อย่าง อันเป็นมูลแห่งจักขุอายตนะนั้นจักขุอายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด อายตนะ ๕ อย่างเหล่านี้นั่นเทียวคือ โสตายตนะ ฆานายตนะ รูปายตนะ มนายตนะ ธัมมายตนะ ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น อันท่านวิสัชนาแล้ว.

ในอายตนะเหล่านั้น อายตนะแรกควรวิสัชนาก่อน อายตนะแรกนั้นท่านวิสัชนาแล้ว.

อายตนะ ๒ เป็นการวิสัชนาเช่นเดียวกับอายตนะแรกแม้ก็จริง ถึงอย่างนั้น อายตนะที่ ๒ ท่านก็วิสัชนาแล้วเพื่อห้ามความสงสัยว่าฆานายตนะ ไม่เป็นไรแล้ว โดยส่วนเดียวในที่ปวัตติกาลของจักขุโสตายตนะ อายตนะอย่างหนึ่ง พึงวิสัชนาอย่างไรหนอแล. ยมก ๓ อย่างกับรูปายตนะ มนายตนะและธัมมายตนะ ชื่อว่าท่านวิสัชนาแล้ว เพราะวิสัชนาไม่เหมือนกัน. ในอายตนะที่เหลือ ยมก ๒ อย่างกับชิวหายตนะและกายายตนะ เป็นการวิสัชนาเช่นเดียวกับอายตนะ ๒ อย่างเบื้องต้น.

การวิสัชนายมกนั่นเทียวกับด้วยอายตนะนั้น ย่อมไม่มีเพราะไม่เกิดขึ้นในปฏิสนธิขณะแห่งสัททายตนะ. อายตนะทั้งหลาย ท่านย่อไว้แล้ว เพื่อความเบาแห่งแบบแผนว่า ยมก ๓ อย่าง แม้กับคันธายตนะ รสายตนะและโผฏฐัพพายตนะย่อมเป็นการวิสัชนาเช่นเดียวกับอายตนะ ๒ เบื้องต้นนั่นเทียว. ในมูลแห่งโสตายตนะ อายตนะแม้อย่างหนึ่ง ไม่ขึ้นสู่พระบาลีแล้วว่า อายตนะใดอันบัณฑิตย่อมได้ อายตนะนั้นย่อมเป็นการวิสัชนาเช่นเดียวกับอายตนะทั้งหลายเบื้องต้น.

ในมูลแห่งฆานายตนะทั้งหลาย ยมกอย่างหนึ่งขึ้นสู่พระบาลีแล้วกับด้วยรูปายตนะยมก ๒-๓ อย่างขึ้นสู่พระบาลีแล้วกับด้วยมนายตนะและธัมมายตนะ. ยมกทั้งหลายที่เหลือไม่ขึ้นแล้ว (สู่พระบาลี) เพราะการวิสัชนาเช่นเดียวกันกับฆานายตนยมก. มูลแห่งชิวหายตนะและกายายตนะก็อย่างนั้น.

ในมูลแห่งรูปายตนะทั้งหลาย ยมก ๒ อย่างนั่นเทียว ท่านวิสัชนาแล้ว พร้อมกับมนายตนะและธัมมายตนะ. ยมก ๓ อย่าง พร้อมกับคันธะ รสะและโผฏฐัพพะ ย่อมเป็นการวิสัชนาเช่นเดียวกันกับด้วยรูปายตนะและมานายตนะ.

คำว่า สรูปกานํ อจิตฺตกานํ เป็นต้น ท่านกล่าวแล้วในภายหลังฉันใดนั่นเทียว แม้ในอายตนยมกนี้ก็ฉันนั้น พึงทราบการรวบรวมว่า สรูปกานํ อคนฺธกานํ อรสกานํ อโผฏฺฐพฺพกานํ ดังนี้.

ก็ความเป็นแห่งอายตนะทั้งหลายมีคันธะเป็นต้นนั่นแหละ ท่านประสงค์เอาแล้วในอายตนยมกนี้ เพราะฉะนั้น บัณฑิตพึงทราบเนื้อความในอายตนยมกนี้ ด้วยอำนาจแห่งอายตนะว่า สรูปกานํ สคนฺธายตนํ. มูลแห่งสัททายตนะทั้งหลาย ไม่ขึ้นแล้วสู่พระบาลีนั่นเทียว เพราะไม่มีเนื้อความ. อายตนะอันเป็นมูลแห่งคันธะ รสะและโผฏฐัพพะ ๔, ๓ และ ๒ อย่าง ไม่ขึ้นแล้วสู่พระบาลี เพราะวิสัชนาเช่นเดียวกันกับด้วยอายตนะทั้งหลายอันมีในหนหลัง.

ยมก ๖๖ อย่างเหล่านี้ บัณฑิตพึงทราบว่า ชื่อว่าเป็นอันท่านวิสัชนาแล้ว ด้วยการวิสัชนายมก ๒-๓ อย่างนั้นเทียวในอนุโบมนัยแห่งปุคคลวาระในปัจจุบันกาล อย่างนี้ว่า มนายตนมูลกํ วิสชฺชิตเมว ดังนี้. ยมก ๑๙๘ อย่างย่อมมีในอนุโลมนัย ในวาระทั้งสาม ในปัจจุบันกาลว่า ก็ในปุคคลวาระมี ๖๖ ฉันใด แม้ในโอกาสวาระ แม้ในปุคคโลกาสวาระก็ฉันนั้น ดังนี้. ยมก ๓๙๖ อย่าง แม้ทั้งหมดย่อมมีในปัจจุบันกาลว่าก็ในอนุโลมนัย ฉันใด แม้ในปฏิโลมนัยก็ฉันนั้น ดังนี้. การถาม ๗๙๒ อย่างและเนื้อความ ๑,๕๘๔ อย่าง พึงทราบว่ามีอยู่ในยมกทั้งหลายเหล่านั้น. ยมก ๒,๓๗๖ แม้ทั้งหมดว่า ในการแยกกาล ๕ อย่างแม้ที่เหลือ ดังนี้ ย่อมมีอย่างนั้น.

นี้เป็นการกำหนดพระบาลี ในอุปปาทวาระนี้ว่า คำถามที่ทวีคูณจากยมกนั้น อรรถที่ทวีคูณจากคำถามนั้น ยมก ๒,๑๒๘ ย่อมมีในปวัตติวาระแม้ทั้งหมดว่าแม้ในนิโรธวาระและอุปปาทะนิโรธวาระ ก็มีนัยนี้. พึงทราบการถามทวีคูณจากยมกนั้น พึงทราบเนื้อความที่ทวีคูณจากคำถามนั้น. ก็พระบาลีท่านกล่าวคำเป็นต้นว่า มนายตนะและธัมมายตนะ ย่อมไม่มีความแตกต่างกันกับอายตนะหนึ่ง แต่ความสังเขปย่อมมีในวาระเบื้องบน ดังนี้แล้วจึงรวบรวมไว้ในอายตนะนั้นๆ. เพราะฉะนั้น คำใดท่านรวบรวมไว้แล้ในที่นั้นๆ คำนั้นทั้งหมดบุคคลผู้ไม่หลงลืมพึงกำหนดไว้.

ก็ในการวินิจฉัยเนื้อความ พึงทราบนัยมุขในอายตนยมกนี้ ดังต่อไปนี้.

คำว่า สจกฺขุกานํ อโสตกานํ ท่านกล่าวหมายเอาโอปปาติกะผู้หูหนวกโดยกำเนิดในอบาย. ก็ผู้มีจักขุนั้น ย่อมเป็นผู้ไม่มีโสตเกิดขึ้น. เหมือนพระธรรมสังคาหกาจารย์กล่าวแล้วว่า อายตนะ ๑๐ อย่างอื่นอีกของใครๆ ย่อมปรากฏในอุปัตติขณะแห่งกามธาตุ. อายตนะ ๑๐ ย่อมปรากฏในอุปัตติขณะของพวกเปรตผู้โอปปาติกะ ของพวกอสูรผู้โอปปาติกะ ของพวกสัตว์ดิรัจฉานผู้โอปปาติกะ ของพวกสัตว์นรกผู้โอปปาติกะ ของพวกคนหูหนวกแต่กำเนิด.

จักขุอายตนะ รูปายตนะ ฆานายตนะ คันธายตนะ ชิวหายตนะ รสายตนะ กายายตนะ โผฏฐัพพายตนะ มนายตนะ ธัมมายตนะ ย่อมปรากฏแก่พวกเปรตผู้โอปปาติกะ ฯลฯ แก่พวกคนหูหนวกมาแต่กำเนิด ในขณะอุบัติขึ้น.

คำว่า สจกฺขุกานํ สโสตกานํ ท่านกล่าวหมายเอาอายตนะที่บริบูรณ์ในสุคติและทุคติ. และรูปพรหมผู้โอปปาติกะก็ผู้มีจักขุเหล่านั้น ย่อมเป็นผู้มีโสตเกิดขึ้น. เหมือนพระธรรมสังคาหกาจารย์กล่าวไว้แล้วว่า อายตนะ ๑๑ อย่างของใครๆ ย่อมปรากฏในอุปัตติขณะแห่งกามธาตุ. อายตนะ ๑๑ อย่างย่อมปรากฏแก่พวกเทวดาชั้นกามาวจร พวกมนุษย์ปฐมกัป พวกเปรตผู้โอปปาติกะ พวกอสูรผู้โอปปาติกะ พวกสัตว์ดิรัจฉานผู้โอปปาติกะ พวกสัตว์นรกผู้โอปปาติกะ พวกสัตว์มีอายตนะบริบูรณ์.

อายตนะ ๕ เหล่าไหน ย่อมปรากฏในอุปัตติขณะแห่งกามธาตุ อายตนะ ๕ เหล่านี้คือจักขุอายตนะ รูปายตนะ โสตายตนะ มนายตนะ ธัมมายตนะ ย่อมปรากฏในอุปัตติขณะแห่งรูปธาตุ.

คำว่า อฆานกานํ ท่านกล่าวหมายเอาพรหมมีพรหมปาริสัชชาเป็นต้น.

ก็ผู้มีจักขุเหล่านั้น ย่อมเป็นผู้ไม่มีฆานะเกิดขึ้น. ก็โอปปาติกะผู้ไม่มีฆานะ ย่อมไม่มีในกามธาตุ ถ้าพึงมีแก่ใครๆ ไซร์ ก็พึงกล่าวได้ว่า อายตนะก็ย่อมปรากฏ ก็ผู้นอนในครรภ์ใด พึงเป็นผู้ไม่มีฆานะ ผู้นอนในครรภ์นั้น ท่านไม่ประสงค์เอาแล้วในอายตนยมกนี้ เพราะคำว่า สจกฺขุกานํ.

คำว่า สจกฺขุกานํ สฆานกานํ ท่านกล่าวหมายเอาโอปปาติกะสัตว์ผู้หูหนวกมาแต่กำเนิดบ้าง ผู้มีอายตนะบริบูรณ์บ้าง.

คำว่า สฆานกานํ อจกฺขุกานํ ท่านกล่าวหมายเอาโอปปาติกะสัตว์ผู้ตาบอดมาแต่กำเนิดบ้าง ผู้หูหนวกมาแต่กำเนิดบ้าง.

คำว่า สจกฺขุกานํ สฆานสานํ ท่านกล่าวหมายเอาโอปปาติกะสัตว์ผู้มีอายตนะบริบูรณ์นั่นเทียว.

ผู้อื่นบ้าง ผู้นอนในครรภ์บ้าง อันบัณฑิตย่อมได้นั่นเทียว ในพวกโอปปาติกะสัตว์ผู้ตาบอดมาแต่กำเนิดและหูหนวดมาแต่กำเนิด ในคำนี้ว่า สรูปกานํ อจกฺขุกานํ. แม้ผู้ไม่มีรูปกับบุคคล ๓ จำพวกมีบุคคลผู้ตาบอดมาแต่กำเนิดเป็นต้น ที่กล่าวไว้แล้วในหนหลัง อันบัณฑิตย่อมได้ในคำนี้ว่า สจิตฺตกานํ อจกฺขุกานํ.

แม้พวกอสัญญสัตว์กับบุคคล ๔ จำพวกที่กล่าวแล้วในบทเบื้องต้น อันบัณฑิตย่อมได้ในบทแรกนี้ว่า อจกฺขุกานํ. พวกคัพภเสยยกสัตว์ พวกอสัญญสัตว์และพวกรูปพรหมที่เหลือ อันบัณฑิตย่อมได้ในคำนี้ว่า สรูปกานํ อฆานกานํ. พวกคัพภเสยยกสัตว์และพวกรูปพรหม และอรูปพรหม อันบัณฑิตย่อมได้ในคำนี้ว่า สจิตฺตกานํ อฆานกานํ. พึงทราบบุคคลวิภาคในปุคคลวาระทั้งหมด โดยนัยนี้ว่า ก็พวกเอกโวการสัตว์และจตุโวการสัตว์เทียว อันบัณฑิตย่อมได้ในบททั้งหลายว่า อจิตฺตกานํ อรูปกานํ.

ในโอกาสวาระ คำว่า ยตฺถ จกฺขฺวายตนํ ได้แก่ ย่อมถามซึ่งโลกแห่งรูปพรหม เพราะเหตุนั้นนั่นแล ท่านจึงกล่าวว่า อามนฺตา. ก็อายตนะเหล่านั้น โดยนิยมในพื้นนั้น ย่อมเกิดในปฏิสนธิ. นี้เป็นนัยมุขในอายตนยมกนี้. พึงทราบเนื้อความในปวัตติวาระแม้ทั้งสิ้นโดยนัยมุขนี้. ปริญญาวาระพึงทราบว่า เป็นนัยที่ท่านกล่าวไว้แล้วในขันธยมกนั่นแหละ.

อรรถกถาอายตนยมก จบ. -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

สำเนานี้ต่างจากต้นทาง: ต้นทางเป็นเช่นนี้ (ไม่ได้แก้): ต้นทางไม่ตัดบรรทัดใน 5 จาก 101 ข้อ (ตั้งแต่ i704)

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

สำเนานี้ต่างจากต้นทาง: ต้นทางเป็นเช่นนี้ (ไม่ได้แก้): ต้นทางไม่ตัดบรรทัดใน 5 จาก 101 ข้อ (ตั้งแต่ i704)

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา