ปริญญาวาร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ปริญฺญาวาโร
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๘ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๕ ยมกปกรณ์ ภาค ๑ ปริญญาวาร
โย จกฺขายตนํ ปริชานาติ โส โสตายตนํ ปริชานาตีติ: อามนฺตา ฯ โย วา ปน โสตายตนํ ปริชานาติ โส จกฺขายตนํ ปริชานาตีติ: อามนฺตา ฯ โย จกฺขายตนํ น ปริชานาติ โส โสตายตนํ น ปริชานาตีติ: อามนฺตา ฯ โย วา ปน โสตายตนํ น ปริชานาติ โส จกฺขายตนํ น ปริชานาตีติ: อามนฺตา ฯ
บุคคลใด ย่อมกำหนดรู้ซึ่งจักขายตนะ บุคคลนั้นย่อมกำหนดรู้ซึ่ง โสตายตนะหรือ? ถูกแล้ว. หรือว่า บุคคลใดย่อมกำหนดรู้ซึ่งโสตายตนะ บุคคลนั้นย่อมกำหนดรู้ซึ่งจักขายตนะ. ถูกแล้ว. บุคคลใดย่อมไม่กำหนดรู้ซึ่งจักขายตนะ บุคคลนั้นย่อมไม่กำหนดรู้ซึ่งโสตายตนะหรือ? ถูกแล้ว. หรือว่า บุคคลใดย่อมไม่กำหนดรู้ซึ่งโสตายตนะ บุคคลนั้นย่อมไม่กำหนดรู้ซึ่งจักขายตนะ. ถูกแล้ว.
โย จกฺขายตนํ ปริชานิตฺถ โส โสตายตนํ ปริชานิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ โย วา ปน โสตายตนํ ปริชานิตฺถ โส จกฺขายตนํ ปริชานิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ โย จกฺขายตนํ น ปริชานิตฺถ โส โสตายตนํ น ปริชานิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ โย วา ปน โสตายตนํ น ปริชานิตฺถ โส จกฺขายตนํ น ปริชานิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ
บุคคลใดกำหนดรู้แล้วซึ่งจักขายตนะ บุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วซึ่งโสตายตนะหรือ? ถูกแล้ว. หรือว่า บุคคลใดกำหนดรู้แล้วซึ่งโสตายตนะ บุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วซึ่งจักขายตนะ. ถูกแล้ว. บุคคลใดไม่กำหนดรู้แล้วซึ่งจักขายตนะ บุคคลนั้นไม่กำหนดรู้แล้วซึ่งโสตายตนะหรือ? ถูกแล้ว. หรือว่า บุคคลใดไม่กำหนดรู้แล้วซึ่งโสตายตนะ บุคคลนั้นไม่กำหนดรู้แล้วซึ่งจักขายตนะ. ถูกแล้ว.
โย จกฺขายตนํ ปริชานิสฺสติ โส โสตายตนํ ปริชานิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ โย วา ปน โสตายตนํ ปริชานิสฺสติ โส จกฺขายตนํ ปริชานิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ โย จกฺขายตนํ น ปริชานิสฺสติ โส โสตายตนํ น ปริชานิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ โย วา ปน โสตายตนํ น ปริชานิสฺสติ โส จกฺขายตนํ น ปริชานิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ
บุคคลใดจักกำหนดรู้ซึ่งจักขายตนะ บุคคลนั้นจักกำหนดรู้ซึ่งโสตายตนะหรือ? ถูกแล้ว. หรือว่า บุคคลใดจักกำหนดรู้ซึ่งโสตายตนะ บุคคลนั้นจักกำหนดรู้ซึ่งจักขายตนะ. ถูกแล้ว. บุคคลใดจักไม่กำหนดรู้ซึ่งจักขายตนะ บุคคลนั้นจักไม่กำหนดรู้ซึ่งโสตายตนะหรือ? ถูกแล้ว. หรือว่า บุคคลใดจักไม่กำหนดรู้ซึ่งโสตายตนะ บุคคลนั้นจักไม่กำหนดรู้ซึ่งจักขายตนะ. ถูกแล้ว.
โย จกฺขายตนํ ปริชานาติ โส โสตายตนํ ปริชานิตฺถาติ: โน ฯ โย วา ปน โสตายตนํ ปริชานิตฺถ โส จกฺขายตนํ ปริชานาตีติ: โน ฯ โย จกฺขายตนํ น ปริชานาติ โส โสตายตนํ น ปริชานิตฺถาติ: อรหา จกฺขายตนํ น ปริชานาติ โน จ โสตายตนํ น ปริชานิตฺถ อคฺคมคฺคสมงฺคิญฺจ อรหนฺตญฺจ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา จกฺขายตนญฺจ น ปริชานนฺติ โสตายตนญฺจ น ปริชานิตฺถ ฯ โย วา ปน โสตายตนํ น ปริชานิตฺถ โส จกฺขายตนํ น ปริชานาตีติ: อคฺคมคฺคสมงฺคี โสตายตนํ น ปริชานิตฺถ โน จ จกฺขายตนํ น ปริชานาติ อคฺคมคฺคสมงฺคิญฺจ อรหนฺตญฺจ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา โสตายตนญฺจ น ปริชานิตฺถ จกฺขายตนญฺจ น ปริชานนฺติ ฯ
บุคคลใดย่อมกำหนดรู้ซึ่งจักขายตนะ บุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วซึ่งโสตายตนะ หรือ? หามิได้. หรือว่า บุคคลใดกำหนดรู้แล้วซึ่งโสตายตนะ บุคคลนั้นย่อมกำหนดอยู่ซึ่งจักขายตนะ. หามิได้. บุคคลใดย่อมไม่กำหนดรู้ซึ่งจักขายตนะ บุคคลนั้นไม่กำหนดรู้แล้วซึ่งโสตายตนะหรือ? พระอรหันต์ย่อมไม่กำหนดรู้ซึ่งจักขายตนะ แต่ไม่กำหนดรู้แล้วซึ่งโสตายตนะก็หาไม่บุคคลทั้งหลายที่เหลือเว้นท่านผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรคอันเลิศ และพระอรหันต์ ย่อมไม่กำหนดรู้จักขายตนะ และไม่กำหนดรู้แล้วซึ่งโสตายตนะ. หรือว่า บุคคลใดไม่กำหนดรู้แล้วซึ่งโสตายตนะ บุคคลนั้นย่อมไม่กำหนดรู้ซึ่งจักขายตนะ. ท่านผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรคอันเลิศ ไม่กำหนดรู้แล้ว ซึ่งโสตายตนะ แต่ย่อมไม่กำหนดรู้ซึ่งจักขายตนะก็หาไม่ บุคคลทั้งหลายที่เหลือเว้นท่านผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรคอันเลิศและพระอรหันต์ ไม่กำหนดรู้แล้วซึ่งโสตายตนะ และย่อมไม่กำหนดรู้ซึ่งจักขายตนะ.
โย จกฺขายตนํ ปริชานาติ โส โสตายตนํ ปริชานิสฺสตีติ: โน ฯ โย วา ปน โสตายตนํ ปริชานิสฺสติ โส จกฺขายตนํ ปริชานาตีติ: โน ฯ โย จกฺขายตนํ น ปริชานาติ โส โสตายตนํ น ปริชานิสฺสตีติ: เย มคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เต จกฺขายตนํ น ปริชานนฺติ โน จ โสตายตนํ น ปริชานิสฺสนฺติ อรหา เย จ ปุถุชฺชนา มคฺคํ น ปฏิลภิสฺสนฺติ เต จกฺขายตนญฺจ น ปริชานนฺติ โสตายตนญฺจ น ปริชานิสฺสนฺติ ฯ โย วา ปน โสตายตนํ น ปริชานิสฺสติ โส จกฺขายตนํ น ปริชานาตีติ: อคฺคมคฺคสมงฺคี โสตายตนํ น ปริชานิสฺสติ โน จ จกฺขายตนํ น ปริชานาติ อรหา เย จ ปุถุชฺชนา มคฺคํ น ปฏิลภิสฺสนฺติ เต โสตายตนญฺจ น ปริชานิสฺสนฺติ จกฺขายตนญฺจ น ปริชานนฺติ ฯ
บุคคลใดย่อมกำหนดรู้ซึ่งจักขายตนะ บุคคลนั้นจักกำหนดรู้ซึ่งโสตายตนะ หรือ? หามิได้. หรือว่า บุคคลใดจักกำหนดรู้ซึ่งโสตายตนะ บุคคลนั้นย่อมกำหนดรู้ซึ่งจักขายตนะ. หามิได้. บุคคลใดย่อมไม่กำหนดรู้ซึ่งจักขายตนะ บุคคลนั้นจักไม่กำหนดรู้ซึ่งโสตายตนะหรือ? บุคคลเหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งมรรค บุคคลเหล่านั้นย่อมไม่กำหนดรู้ซึ่งจักขายตนะ แต่จักไม่กำหนดรู้ซึ่งโสตายตนะก็หาไม่ พระอรหันต์และปุถุชนที่จักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค ย่อมไม่กำหนดรู้ซึ่งจักขายตนะ และจักไม่กำหนดรู้ซึ่งโสตายตนะ. หรือว่า บุคคลใดจักไม่กำหนดรู้ซึ่งโสตายตนะ บุคคลนั้นย่อมไม่กำหนดรู้ซึ่งจักขายตนะ. ท่านผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรคอันเลิศ จักไม่กำหนดรู้ซึ่งโสตายตนะ แต่ย่อมไม่กำหนดรู้ซึ่งจักขายตนะก็หาไม่ พระอรหันต์และปุถุชนที่จักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค จักไม่กำหนดรู้ซึ่งโสตายตนะ และย่อมไม่กำหนดรู้ซึ่งจักขายตนะ.
โย จกฺขายตนํ ปริชานิตฺถ โส โสตายตนํ ปริชานิสฺสตีติ: โน ฯ โย วา ปน โสตายตนํ ปริชานิสฺสติ โส จกฺขายตนํ ปริชานิตฺถาติ: โน ฯ โย จกฺขายตนํ น ปริชานิตฺถ โส โสตายตนํ น ปริชานิสฺสตีติ: เย มคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เต จกฺขายตนํ น ปริชานิตฺถ โน จ โสตายตนํ น ปริชานิสฺสนฺติ อคฺคมคฺคสมงฺคี เย จ ปุถุชฺชนา มคฺคํ น ปฏิลภิสฺสนฺติ เต จกฺขายตนญฺจ น ปริชานิตฺถ โสตายตนญฺจ น ปริชานิสฺสนฺติ ฯ โย วา ปน โสตายตนํ น ปริชานิสฺสติ โส จกฺขายตนํ น ปริชานิตฺถาติ: อรหา โสตายตนํ น ปริชานิสฺสติ โน จ จกฺขายตนํ น ปริชานิตฺถ อคฺคมคฺคสมงฺคี เย จ ปุถุชฺชนา มคฺคํ น ปฏิลภิสฺสนฺติ เต โสตายตนญฺจ น ปริชานิสฺสนฺติ จกฺขายตนญฺจ น ปริชานิตฺถ ฯ ปริญฺญาวารํ นิฏฺฐิตํ ฯ อายตนยมกํ นิฏฺฐิตํ ฯ
บุคคลใด กำหนดรู้แล้วซึ่งจักขายตนะ บุคคลนั้นจักกำหนดรู้ซึ่ง โสตายตนะหรือ? หามิได้. หรือว่า บุคคลใดจักกำหนดรู้ซึ่งโสตายตนะ บุคคลนั้นได้กำหนดรู้แล้วซึ่งจักขายตนะ หามิได้. บุคคลใดไม่กำหนดรู้แล้วซึ่งจักขายตนะ บุคคลนั้นจักไม่กำหนดรู้ซึ่งโสตายตนะหรือ? บุคคลเหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งมรรค บุคคลเหล่านั้นจักไม่กำหนดรู้แล้วซึ่งจักขายตนะแต่จักไม่กำหนดรู้ซึ่งโสตายตนะก็หาไม่ ท่านผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรคอันเลิศและปุถุชนที่จักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค ไม่กำหนดรู้แล้วซึ่งจักขายตนะ และจักไม่กำหนดรู้ซึ่งโสตายตนะ. หรือว่า บุคคลใดจักไม่กำหนดรู้ซึ่งโสตายตนะ บุคคลนั้นไม่กำหนดรู้แล้วซึ่งจักขายตนะ. พระอรหันต์จักไม่กำหนดรู้ซึ่งโสตายตนะ แต่ไม่กำหนดรู้แล้วซึ่งจักขายตนะก็หาไม่ ท่านผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรคอันเลิศ และปุถุชนที่จักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค จักไม่กำหนดรู้ซึ่งโสตายตนะ และไม่กำหนดรู้แล้วซึ่งจักขายตนะ. ปริญญาวาร จบ. อายตนยมก จบ. -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๓. อายตนยมก] ๓. ปริญญาวาร ๒. อตีตวาร ๓. ปริญญาวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร ว่าด้วยสภาวธรรมที่เป็นปัจจุบัน
อนุ. บุคคลใดกำลังกำหนดรู้จักขายตนะ บุคคลนั้นก็กำลังกำหนดรู้โสตายตนะใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดกำลังกำหนดรู้โสตายตนะ บุคคลนั้นก็กำลังกำหนดรู้จักขายตนะใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. บุคคลใดไม่ใช่กำลังกำหนดรู้จักขายตนะ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังกำหนดรู้โสตายตนะใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่กำลังกำหนดรู้โสตายตนะ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังกำหนดรู้จักขายตนะใช่ไหม วิ. ใช่ ๒. อตีตวาร ว่าด้วยสภาวธรรมที่เป็นอดีต
อนุ. บุคคลใดเคยกำหนดรู้จักขายตนะ บุคคลนั้นก็เคยกำหนดรู้ โสตายตนะใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดเคยกำหนดรู้โสตายตนะ บุคคลนั้นก็เคยกำหนดรู้จักขายตนะ ใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. บุคคลใดไม่เคยกำหนดรู้จักขายตนะ บุคคลนั้นก็ไม่เคยกำหนดรู้ โสตายตนะใช่ไหม วิ. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๓๒๙}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๓. อายตนยมก] ๓. ปริญญาวาร ๔. ปัจจุปปันนาตีตวาร ปฏิ. บุคคลใดไม่เคยกำหนดรู้โสตายตนะ บุคคลนั้นก็ไม่เคยกำหนดรู้ จักขายตนะใช่ไหม วิ. ใช่ ๓. อนาคตวาร ว่าด้วยสภาวธรรมที่เป็นอนาคต
อนุ. บุคคลใดจักกำหนดรู้จักขายตนะ บุคคลนั้นก็จักกำหนดรู้โสตายตนะใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดจักกำหนดรู้โสตายตนะ บุคคลนั้นก็จักกำหนดรู้จักขายตนะใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. บุคคลใดไม่ใช่จักกำหนดรู้จักขายตนะ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักกำหนดรู้โสตายตนะใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่จักกำหนดรู้โสตายตนะ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักกำหนดรู้จักขายตนะใช่ไหม วิ. ใช่ ๔. ปัจจุปปันนาตีตวาร ว่าด้วยสภาวธรรมที่เป็นปัจจุบันและที่เป็นอดีต
อนุ. บุคคลใดกำลังกำหนดรู้จักขายตนะ บุคคลนั้นก็เคยกำหนดรู้ โสตายตนะใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ ปฏิ. บุคคลใดเคยกำหนดรู้โสตายตนะ บุคคลนั้นก็กำลังกำหนดรู้จักขายตนะ ใช่ไหม วิ. ไม่ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๓๓๐}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๓. อายตนยมก] ๓. ปริญญาวาร ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร อนุ. บุคคลใดไม่ใช่กำลังกำหนดรู้จักขายตนะ บุคคลนั้นก็ไม่เคยกำหนดรู้ โสตายตนะใช่ไหม วิ. อรหันตบุคคลไม่ใช่กำลังกำหนดรู้จักขายตนะ แต่มิใช่ไม่เคยกำหนดรู้ โสตายตนะ เว้นบุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรคและอรหันตบุคคลแล้วบุคคลที่เหลือไม่ใช่กำลังกำหนดรู้จักขายตนะและก็ไม่เคยกำหนดรู้โสตายตนะ ปฏิ. บุคคลใดไม่เคยกำหนดรู้โสตายตนะ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังกำหนดรู้ จักขายตนะใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรคไม่เคยกำหนดรู้โสตายตนะ แต่มิใช่ไม่กำลังกำหนดรู้จักขายตนะ เว้นบุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรคและอรหันต-บุคคลแล้ว บุคคลที่เหลือไม่เคยกำหนดรู้โสตายตนะและก็ไม่ใช่กำลังกำหนดรู้ จักขายตนะก็ใช่ ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร ว่าด้วยสภาวธรรมที่เป็นปัจจุบันและที่เป็นอนาคต
อนุ. บุคคลใดกำลังกำหนดรู้จักขายตนะ บุคคลนั้นก็จักกำหนดรู้ โสตายตนะใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ ปฏิ. บุคคลใดจักกำหนดรู้โสตายตนะ บุคคลนั้นก็กำลังกำหนดรู้จักขายตนะใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ อนุ. บุคคลใดไม่ใช่กำลังกำหนดรู้จักขายตนะ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักกำหนดรู้ โสตายตนะใช่ไหม วิ. บุคคลผู้จักได้มรรคไม่ใช่กำลังกำหนดรู้จักขายตนะ แต่มิใช่จักไม่กำหนดรู้โสตายตนะ อรหันตบุคคลและบุคคลผู้เป็นปุถุชนซึ่งจักไม่ได้มรรคไม่ใช่กำลังกำหนดรู้จักขายตนะและก็ไม่ใช่จักกำหนดรู้โสตายตนะ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๓๓๑}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๓. อายตนยมก] ๓. ปริญญาวาร ๖. อตีตานาคตวาร ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่จักกำหนดรู้โสตายตนะ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังกำหนดรู้ จักขายตนะใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรคไม่ใช่จักกำหนดรู้โสตายตนะ แต่มิใช่ไม่กำลังกำหนดรู้จักขายตนะ อรหันตบุคคลและบุคคลผู้เป็นปุถุชนซึ่งจักไม่ได้มรรคไม่ใช่จักกำหนดรู้โสตายตนะและก็ไม่ใช่กำลังกำหนดรู้จักขายตนะ ๖. อตีตานาคตวาร ว่าด้วยสภาวธรรมที่เป็นอดีตและที่เป็นอนาคต
อนุ. บุคคลใดเคยกำหนดรู้จักขายตนะ บุคคลนั้นก็จักกำหนดรู้ โสตายตนะใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ ปฏิ. บุคคลใดจักกำหนดรู้โสตายตนะ บุคคลนั้นก็เคยกำหนดรู้จักขายตนะใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ อนุ. บุคคลใดไม่เคยกำหนดรู้จักขายตนะ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักกำหนดรู้โสตา-ยตนะใช่ไหม วิ. บุคคลผู้จักได้มรรคไม่เคยกำหนดรู้จักขายตนะ แต่มิใช่จักไม่กำหนดรู้ โสตายตนะ บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรคและบุคคลผู้เป็นปุถุชนซึ่งจักไม่ได้มรรคไม่เคยกำหนดรู้จักขายตนะและก็ไม่ใช่จักกำหนดรู้โสตายตนะ ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่จักกำหนดรู้โสตายตนะ บุคคลนั้นก็ไม่เคยกำหนดรู้ จักขายตนะใช่ไหม วิ. อรหันตบุคคลไม่ใช่จักกำหนดรู้โสตายตนะ แต่มิใช่ไม่เคยกำหนดรู้ จักขายตนะ บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรคและบุคคลผู้เป็นปุถุชนซึ่งจักไม่ได้มรรคไม่ใช่จักกำหนดรู้โสตายตนะและก็ไม่เคยกำหนดรู้จักขายตนะ ปริญญาวาร จบ อายตนยมก จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๓๓๒}
อรรถกถา
ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกอรรถกถายึดที่ข้อ ๒๗๙ ซึ่งครอบมาถึงข้อที่กำลังอ่าน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาอายตนยมก
บัดนี้ เป็นการวรรณนาอายตนยมก ที่ท่านรวบรวมไว้แม้ด้วยอำนาจอายตนะ ในธรรมมีกุศลเป็นต้นที่แสดงไว้ในมูลยมกนั่นเทียว แล้วแสดงไว้ในลำดับแห่งขันธยมก บัณฑิตพึงทราบการกำหนดบาลี ตามนัยที่ท่านกล่าวไว้แล้วในขันธยมกนั้นนั่นแหละ.
ก็ในขันธยมกนั้น มหาวาระ ๓ อย่างคือ ปัณณัตติวาระ ปวัตติวาระ ปริญญาวาระย่อมมีฉันใด แม้ในอายตนยมกนี้ก็ย่อมมีฉันนั้น. แม้เนื้อความแห่งคำแห่งมหาวาระเหล่านั้นบัณฑิตพึงทราบตามนัยที่ท่านกล่าวไว้แล้วในขันธยมกนั้นนั่นเอง.
ก็ในอายตนยมกนี้ ปัณณัตติวาระ ท่านกำหนดไว้แล้ว ๒ อย่างด้วยอำนาจอุทเทสและนิทเทส. วาระทั้งหลายนอกนี้ ท่านกำหนดไว้แล้วด้วยอำนาจนิทเทสนั่นเทียว. เพราะฉะนั้นในวาระเหล่านั้น บัณฑิตพึงทำบทว่า ทฺวาทสายตนานิ (อายตนะ ๑๒) ให้เป็นต้นแล้วเพียงใด พึงทราบอุทเทสวาระแห่งปัณณัติวาระว่า มนายตนํ น มโน เพียงนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทฺวาทสายตนานิ ความว่า นี้เป็นอุทเทสแห่งอายตนะทั้งหลายที่ควรถามด้วยอำนาจยมก.
บทว่า จกฺขฺวายตนํ ฯเปฯ ธมฺมายตนํ ความว่า โดยประเภทนี้เป็นการกำหนดชื่อของอายตนะเหล่านั้นนั่นเทียว. ก็ในที่นี้ท่านกล่าวอัชฌัตตรูปายตนะ (อายตนะที่เป็นรูปภายใน) ทั้งหลายไว้แล้วตามลำดับก่อน เพื่อสะดวกแก่การถามด้วยอำนาจยมก. ภายหลังจึงกล่าวพาหิรรูปายตนะ (อายตนะที่เป็นรูปภายนอก) ทั้งหลาย. ในที่สุดจึงกล่าวมนายตนะและธัมมายตนะทั้งหลาย.
นัยวาระทั้งหลาย ๔ คือ ปทโสธนวาระ ปทโสธนมูลจักกวาระ สุทธายตนวาระ สุทธายตนมูลจักกวาระ ย่อมมีด้วยอำนาจแห่งอายตนะทั้งหลายเหล่านี้ในที่นี้ ด้วยอำนาจแห่งขันธ์นั่นเทียวในภายหลัง. ก็ในอายตนยมกนี้ วาระหนึ่งๆ ย่อมมี ๒ อย่างนั่นเทียว ด้วยอำนาจอนุโลมและปฏิโลม. เนื้อความแห่งวาระเหล่านั้น บัณฑิตพึงทราบตามนัยที่กล่าวแล้วในขันธยมกนั้นนั่นแหละ.
บัณฑิตพึงทราบอุทเทสวาระ แห่งปัณณัตติวาระที่ประกอบด้วยยมก ๕๗๖ อย่าง การถาม ๑,๑๕๒ อย่างและอรรถ ๒,๓๐๔ อย่างในอายตนยมกนี้ อย่างนี้คือ ก็ในอนุโลมวาระแห่งปทโสธนวาระ ในขันธยมก ยมก ๕ อย่างมีอาทิว่า รูปํ รูปกฺขนฺโธ รูปกฺขนฺโธ รูปํ ดังนี้ ย่อมมีฉันใดในอายตนยมกนี้ ยมก ๑๒ อย่างมีอาทิว่า จกฺขุํ จกฺขฺวายตนํ จกฺขฺวายตนํ จกฺขุํ ย่อมมีฉันนั้น.
แม้ในปฏิโลมวาระ ก็มียมก ๑๒ อย่าง มีอาทิว่า น จกฺขํ น จกฺขฺวายตนํ น จกฺขฺวายตนํ น จกฺขุํ. แต่ในอนุโลมวาระนี้แห่งปทโสธนมูลจักกวาระมียมก ๑๓๒ อย่าง เพราะทำมูลแห่งอายตนะหนึ่งๆ ให้เป็น ๑๑ อย่างๆ แม้ในปฏิโลมวาระ ก็มี ๑๓๒ อย่างนั่นเทียว. ในอนุโลมวาระ แม้แห่งสุทธายตนวาระ มียมก ๑๒ อย่าง ในปฏิโลมวาระ ก็มี ๑๒ อย่าง. ในอนุโลมแห่งสุทธายตนมูลจักกวาระ มียมก ๑๓๒ อย่าง เพราะทำมูลแห่งอายตนะหนึ่งๆ ให้เป็น ๑๑ อย่างๆ. แม้ในปฏิโลมวาระก็มี ๑๓๒ อย่างเหมือนกัน.
ก็ในนิทเทสวาระแห่งอายตนยมกนั้น บัณฑิตพึงทราบเนื้อความตามนัยที่ท่านกล่าวไว้แล้วในปัณณัติวาระนิทเทสแห่งขันธยมกในภายหลังนั่นเทียว. ในวาระอื่นย่อมมีความแปลกกัน.
ในอายตนยมกนั้น พึงทราบความแปลกกันดังต่อไปนี้.
บทว่า ทิพฺพจกฺขุ ได้แก่ ทุติยวิซชาญาณ.
บทว่า ปญฺญาจกฺขุ ได้แก่ ตติยวิชชาญาณ.
บทว่า ทิพฺพโสต ได้แก่ ทุติยอภิญญาญาณ.
ตัณหาเทียว ชื่อว่า ตัณหาโสตะ.
คำมีอาทิว่า นามกาย รูปกาย หัตถิกาย อัสสกาย ชื่อว่า อวเสโส กาโย กายที่เหลือ.
สองบทว่า อวเสสํ รูปํ ได้แก่ ภูตรูปอุปาทายรูปนั่นเทียว และปิยรูปสาตรูปที่เหลือจากรูปายตนะ.
คำว่า สีลคนฺโธ เป็นชื่อของธรรมทั้งหลายมีศีลเป็นต้นนั่นเทียว เพราะอรรถว่าฟุ้งไป แม้คำว่า อตฺถรโส เป็นต้น ก็เป็นชื่อของธรรมทั้งหลายมีอรรถเป็นต้น เพราะอรรถว่าไพเราะดี.
สองบทว่า อวเสโส ธมฺโม ได้แก่ ประเภทมิใช่หนึ่งแห่งธรรมมีปริยัติธรรมเป็นต้น นี้เป็นความแปลกกันในอายตนยมกนี้.
ก็ในอายตนยมกนี้ ในอันตรวาระ ๓ อย่างมีอุปปาทวาระเป็นต้น แห่งปวัตติวาระ มีประเภทแห่งกาล ๖ อย่างในประเภทแห่งกาลหนึ่งๆ นั่นเทียว. บรรดาประเภทแห่งกาลเหล่านั้น วาระทั้งหลายมีปุคคลวาระเป็นต้น ย่อมมีในกาลหนึ่งๆ. วาระเหล่านั้นแม้ทั้งหมดย่อมมี ๒ อย่างเทียว ด้วยอำนาจอนุโลมนัยและปฏิโลมนัย.
ในวาระเหล่านั้น ในปัจจุบันกาล ในอนุโลมนัยแห่งปุคคลวาระ ยมก ๑๐ อย่าง ย่อมมีด้วยการถือเอาแล้วไม่ถือเอาอีก คือมูลแห่งรูปขันธ์ในขันธยมก ๔มูลแห่งเวทนาขันธ์ ๓ มูลแห่งสัญญาขันธ์ ๒ มูลแห่งสังขารขันธ์ ๑ ฉันใด มูลแห่งจักขุอายตนะ ๑๑ อย่าง ก็ย่อมมีฉันนั้นอย่างนี้คือ จักขุอายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด โสตายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
ก็หรือว่า โสตายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จักขุอายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น จักขุอายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ฆานายตนะ ชิวหายตนะ กายายตนะ รูปายตนะ สัททายตนะ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ มนายตนะ ธัมมายตนะ ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
ก็หรือว่า ธัมมายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จักขุอายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
โดยนัยมีอาทิว่า ยสฺส โสตายตนํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ฆานายตนํ อุปฺปชฺชติ จึงมียมก ๖๖ อย่าง ด้วยการถือเอาแล้วไม่ถือเอาอีกคือมูลแห่งโสตายตนะ ๑๐ มูลแห่งฆานายตนะ ๙ มูลแห่งชิวหายตนะ ๘ มูลแห่งกายายตนะ ๗ มูลแห่งรูปายตนะ ๖ มูลแห่งสัททายตนะ ๕มูลแห่งคันธายตนะ ๔ มูลแห่งรสายตนะ ๓ มูลแห่งโผฏฐัพพายตนะ ๒ มูลแห่งมนายตนะ ๑ ในอายตนะ ๑๑ อย่าง อันเป็นมูลแห่งจักขุอายตนะนั้นจักขุอายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด อายตนะ ๕ อย่างเหล่านี้นั่นเทียวคือ โสตายตนะ ฆานายตนะ รูปายตนะ มนายตนะ ธัมมายตนะ ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น อันท่านวิสัชนาแล้ว.
ในอายตนะเหล่านั้น อายตนะแรกควรวิสัชนาก่อน อายตนะแรกนั้นท่านวิสัชนาแล้ว.
อายตนะ ๒ เป็นการวิสัชนาเช่นเดียวกับอายตนะแรกแม้ก็จริง ถึงอย่างนั้น อายตนะที่ ๒ ท่านก็วิสัชนาแล้วเพื่อห้ามความสงสัยว่าฆานายตนะ ไม่เป็นไรแล้ว โดยส่วนเดียวในที่ปวัตติกาลของจักขุโสตายตนะ อายตนะอย่างหนึ่ง พึงวิสัชนาอย่างไรหนอแล. ยมก ๓ อย่างกับรูปายตนะ มนายตนะและธัมมายตนะ ชื่อว่าท่านวิสัชนาแล้ว เพราะวิสัชนาไม่เหมือนกัน. ในอายตนะที่เหลือ ยมก ๒ อย่างกับชิวหายตนะและกายายตนะ เป็นการวิสัชนาเช่นเดียวกับอายตนะ ๒ อย่างเบื้องต้น.
การวิสัชนายมกนั่นเทียวกับด้วยอายตนะนั้น ย่อมไม่มีเพราะไม่เกิดขึ้นในปฏิสนธิขณะแห่งสัททายตนะ. อายตนะทั้งหลาย ท่านย่อไว้แล้ว เพื่อความเบาแห่งแบบแผนว่า ยมก ๓ อย่าง แม้กับคันธายตนะ รสายตนะและโผฏฐัพพายตนะย่อมเป็นการวิสัชนาเช่นเดียวกับอายตนะ ๒ เบื้องต้นนั่นเทียว. ในมูลแห่งโสตายตนะ อายตนะแม้อย่างหนึ่ง ไม่ขึ้นสู่พระบาลีแล้วว่า อายตนะใดอันบัณฑิตย่อมได้ อายตนะนั้นย่อมเป็นการวิสัชนาเช่นเดียวกับอายตนะทั้งหลายเบื้องต้น.
ในมูลแห่งฆานายตนะทั้งหลาย ยมกอย่างหนึ่งขึ้นสู่พระบาลีแล้วกับด้วยรูปายตนะยมก ๒-๓ อย่างขึ้นสู่พระบาลีแล้วกับด้วยมนายตนะและธัมมายตนะ. ยมกทั้งหลายที่เหลือไม่ขึ้นแล้ว (สู่พระบาลี) เพราะการวิสัชนาเช่นเดียวกันกับฆานายตนยมก. มูลแห่งชิวหายตนะและกายายตนะก็อย่างนั้น.
ในมูลแห่งรูปายตนะทั้งหลาย ยมก ๒ อย่างนั่นเทียว ท่านวิสัชนาแล้ว พร้อมกับมนายตนะและธัมมายตนะ. ยมก ๓ อย่าง พร้อมกับคันธะ รสะและโผฏฐัพพะ ย่อมเป็นการวิสัชนาเช่นเดียวกันกับด้วยรูปายตนะและมานายตนะ.
คำว่า สรูปกานํ อจิตฺตกานํ เป็นต้น ท่านกล่าวแล้วในภายหลังฉันใดนั่นเทียว แม้ในอายตนยมกนี้ก็ฉันนั้น พึงทราบการรวบรวมว่า สรูปกานํ อคนฺธกานํ อรสกานํ อโผฏฺฐพฺพกานํ ดังนี้.
ก็ความเป็นแห่งอายตนะทั้งหลายมีคันธะเป็นต้นนั่นแหละ ท่านประสงค์เอาแล้วในอายตนยมกนี้ เพราะฉะนั้น บัณฑิตพึงทราบเนื้อความในอายตนยมกนี้ ด้วยอำนาจแห่งอายตนะว่า สรูปกานํ สคนฺธายตนํ. มูลแห่งสัททายตนะทั้งหลาย ไม่ขึ้นแล้วสู่พระบาลีนั่นเทียว เพราะไม่มีเนื้อความ. อายตนะอันเป็นมูลแห่งคันธะ รสะและโผฏฐัพพะ ๔, ๓ และ ๒ อย่าง ไม่ขึ้นแล้วสู่พระบาลี เพราะวิสัชนาเช่นเดียวกันกับด้วยอายตนะทั้งหลายอันมีในหนหลัง.
ยมก ๖๖ อย่างเหล่านี้ บัณฑิตพึงทราบว่า ชื่อว่าเป็นอันท่านวิสัชนาแล้ว ด้วยการวิสัชนายมก ๒-๓ อย่างนั้นเทียวในอนุโบมนัยแห่งปุคคลวาระในปัจจุบันกาล อย่างนี้ว่า มนายตนมูลกํ วิสชฺชิตเมว ดังนี้. ยมก ๑๙๘ อย่างย่อมมีในอนุโลมนัย ในวาระทั้งสาม ในปัจจุบันกาลว่า ก็ในปุคคลวาระมี ๖๖ ฉันใด แม้ในโอกาสวาระ แม้ในปุคคโลกาสวาระก็ฉันนั้น ดังนี้. ยมก ๓๙๖ อย่าง แม้ทั้งหมดย่อมมีในปัจจุบันกาลว่าก็ในอนุโลมนัย ฉันใด แม้ในปฏิโลมนัยก็ฉันนั้น ดังนี้. การถาม ๗๙๒ อย่างและเนื้อความ ๑,๕๘๔ อย่าง พึงทราบว่ามีอยู่ในยมกทั้งหลายเหล่านั้น. ยมก ๒,๓๗๖ แม้ทั้งหมดว่า ในการแยกกาล ๕ อย่างแม้ที่เหลือ ดังนี้ ย่อมมีอย่างนั้น.
นี้เป็นการกำหนดพระบาลี ในอุปปาทวาระนี้ว่า คำถามที่ทวีคูณจากยมกนั้น อรรถที่ทวีคูณจากคำถามนั้น ยมก ๒,๑๒๘ ย่อมมีในปวัตติวาระแม้ทั้งหมดว่าแม้ในนิโรธวาระและอุปปาทะนิโรธวาระ ก็มีนัยนี้. พึงทราบการถามทวีคูณจากยมกนั้น พึงทราบเนื้อความที่ทวีคูณจากคำถามนั้น. ก็พระบาลีท่านกล่าวคำเป็นต้นว่า มนายตนะและธัมมายตนะ ย่อมไม่มีความแตกต่างกันกับอายตนะหนึ่ง แต่ความสังเขปย่อมมีในวาระเบื้องบน ดังนี้แล้วจึงรวบรวมไว้ในอายตนะนั้นๆ. เพราะฉะนั้น คำใดท่านรวบรวมไว้แล้ในที่นั้นๆ คำนั้นทั้งหมดบุคคลผู้ไม่หลงลืมพึงกำหนดไว้.
ก็ในการวินิจฉัยเนื้อความ พึงทราบนัยมุขในอายตนยมกนี้ ดังต่อไปนี้.
คำว่า สจกฺขุกานํ อโสตกานํ ท่านกล่าวหมายเอาโอปปาติกะผู้หูหนวกโดยกำเนิดในอบาย. ก็ผู้มีจักขุนั้น ย่อมเป็นผู้ไม่มีโสตเกิดขึ้น. เหมือนพระธรรมสังคาหกาจารย์กล่าวแล้วว่า อายตนะ ๑๐ อย่างอื่นอีกของใครๆ ย่อมปรากฏในอุปัตติขณะแห่งกามธาตุ. อายตนะ ๑๐ ย่อมปรากฏในอุปัตติขณะของพวกเปรตผู้โอปปาติกะ ของพวกอสูรผู้โอปปาติกะ ของพวกสัตว์ดิรัจฉานผู้โอปปาติกะ ของพวกสัตว์นรกผู้โอปปาติกะ ของพวกคนหูหนวกแต่กำเนิด.
จักขุอายตนะ รูปายตนะ ฆานายตนะ คันธายตนะ ชิวหายตนะ รสายตนะ กายายตนะ โผฏฐัพพายตนะ มนายตนะ ธัมมายตนะ ย่อมปรากฏแก่พวกเปรตผู้โอปปาติกะ ฯลฯ แก่พวกคนหูหนวกมาแต่กำเนิด ในขณะอุบัติขึ้น.
คำว่า สจกฺขุกานํ สโสตกานํ ท่านกล่าวหมายเอาอายตนะที่บริบูรณ์ในสุคติและทุคติ. และรูปพรหมผู้โอปปาติกะก็ผู้มีจักขุเหล่านั้น ย่อมเป็นผู้มีโสตเกิดขึ้น. เหมือนพระธรรมสังคาหกาจารย์กล่าวไว้แล้วว่า อายตนะ ๑๑ อย่างของใครๆ ย่อมปรากฏในอุปัตติขณะแห่งกามธาตุ. อายตนะ ๑๑ อย่างย่อมปรากฏแก่พวกเทวดาชั้นกามาวจร พวกมนุษย์ปฐมกัป พวกเปรตผู้โอปปาติกะ พวกอสูรผู้โอปปาติกะ พวกสัตว์ดิรัจฉานผู้โอปปาติกะ พวกสัตว์นรกผู้โอปปาติกะ พวกสัตว์มีอายตนะบริบูรณ์.
อายตนะ ๕ เหล่าไหน ย่อมปรากฏในอุปัตติขณะแห่งกามธาตุ อายตนะ ๕ เหล่านี้คือจักขุอายตนะ รูปายตนะ โสตายตนะ มนายตนะ ธัมมายตนะ ย่อมปรากฏในอุปัตติขณะแห่งรูปธาตุ.
คำว่า อฆานกานํ ท่านกล่าวหมายเอาพรหมมีพรหมปาริสัชชาเป็นต้น.
ก็ผู้มีจักขุเหล่านั้น ย่อมเป็นผู้ไม่มีฆานะเกิดขึ้น. ก็โอปปาติกะผู้ไม่มีฆานะ ย่อมไม่มีในกามธาตุ ถ้าพึงมีแก่ใครๆ ไซร์ ก็พึงกล่าวได้ว่า อายตนะก็ย่อมปรากฏ ก็ผู้นอนในครรภ์ใด พึงเป็นผู้ไม่มีฆานะ ผู้นอนในครรภ์นั้น ท่านไม่ประสงค์เอาแล้วในอายตนยมกนี้ เพราะคำว่า สจกฺขุกานํ.
คำว่า สจกฺขุกานํ สฆานกานํ ท่านกล่าวหมายเอาโอปปาติกะสัตว์ผู้หูหนวกมาแต่กำเนิดบ้าง ผู้มีอายตนะบริบูรณ์บ้าง.
คำว่า สฆานกานํ อจกฺขุกานํ ท่านกล่าวหมายเอาโอปปาติกะสัตว์ผู้ตาบอดมาแต่กำเนิดบ้าง ผู้หูหนวกมาแต่กำเนิดบ้าง.
คำว่า สจกฺขุกานํ สฆานสานํ ท่านกล่าวหมายเอาโอปปาติกะสัตว์ผู้มีอายตนะบริบูรณ์นั่นเทียว.
ผู้อื่นบ้าง ผู้นอนในครรภ์บ้าง อันบัณฑิตย่อมได้นั่นเทียว ในพวกโอปปาติกะสัตว์ผู้ตาบอดมาแต่กำเนิดและหูหนวดมาแต่กำเนิด ในคำนี้ว่า สรูปกานํ อจกฺขุกานํ. แม้ผู้ไม่มีรูปกับบุคคล ๓ จำพวกมีบุคคลผู้ตาบอดมาแต่กำเนิดเป็นต้น ที่กล่าวไว้แล้วในหนหลัง อันบัณฑิตย่อมได้ในคำนี้ว่า สจิตฺตกานํ อจกฺขุกานํ.
แม้พวกอสัญญสัตว์กับบุคคล ๔ จำพวกที่กล่าวแล้วในบทเบื้องต้น อันบัณฑิตย่อมได้ในบทแรกนี้ว่า อจกฺขุกานํ. พวกคัพภเสยยกสัตว์ พวกอสัญญสัตว์และพวกรูปพรหมที่เหลือ อันบัณฑิตย่อมได้ในคำนี้ว่า สรูปกานํ อฆานกานํ. พวกคัพภเสยยกสัตว์และพวกรูปพรหม และอรูปพรหม อันบัณฑิตย่อมได้ในคำนี้ว่า สจิตฺตกานํ อฆานกานํ. พึงทราบบุคคลวิภาคในปุคคลวาระทั้งหมด โดยนัยนี้ว่า ก็พวกเอกโวการสัตว์และจตุโวการสัตว์เทียว อันบัณฑิตย่อมได้ในบททั้งหลายว่า อจิตฺตกานํ อรูปกานํ.
ในโอกาสวาระ คำว่า ยตฺถ จกฺขฺวายตนํ ได้แก่ ย่อมถามซึ่งโลกแห่งรูปพรหม เพราะเหตุนั้นนั่นแล ท่านจึงกล่าวว่า อามนฺตา. ก็อายตนะเหล่านั้น โดยนิยมในพื้นนั้น ย่อมเกิดในปฏิสนธิ. นี้เป็นนัยมุขในอายตนยมกนี้. พึงทราบเนื้อความในปวัตติวาระแม้ทั้งสิ้นโดยนัยมุขนี้. ปริญญาวาระพึงทราบว่า เป็นนัยที่ท่านกล่าวไว้แล้วในขันธยมกนั่นแหละ.
อรรถกถาอายตนยมก จบ. -----------------------------------------------------