อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับหลวง · ไทย · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๑๐๑๗

ปริญญาวาร

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๐๑๗–๑๐๒๒6 ข้อ (พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ)4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๘ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๕ ยมกปกรณ์ ภาค ๑ ปริญญาวาร

บุคคลใดย่อมกำหนดรู้ทุกขสัจ บุคคลนั้นย่อมละสมุทยสัจ หรือ? ถูกแล้ว. หรือว่า บุคคลใดย่อมละสมุทยสัจ บุคคลนั้นย่อมกำหนดรู้ทุกขสัจ? ถูกแล้ว. บุคคลใดย่อมไม่กำหนดรู้ทุกขสัจ บุคคลนั้นย่อมไม่ละสมุทยสัจหรือ? ถูกแล้ว. หรือว่า บุคคลใดย่อมไม่ละสมุทยสัจ บุคคลนั้นย่อมไม่กำหนดรู้ทุกขสัจ? ถูกแล้ว.

บุคคลใดได้กำหนดรู้แล้วซึ่งทุกขสัจ บุคคลนั้นได้ละแล้วซึ่งสมุทยสัจ หรือ? ถูกแล้ว. หรือว่า บุคคลใดได้ละแล้วซึ่งสมุทยสัจ บุคคลนั้นได้กำหนดรู้แล้วซึ่งทุกขสัจ? ถูกแล้ว. บุคคลใดไม่ได้กำหนดรู้แล้วซึ่งทุกขสัจ บุคคลนั้นไม่ได้ละแล้วซึ่งสมุทยสัจ หรือ? ถูกแล้ว. หรือว่า บุคคลใดไม่ได้ละแล้วซึ่งสมุทยสัจ บุคคลนั้นไม่ได้กำหนดรู้แล้วซึ่งทุกขสัจ? ถูกแล้ว.

บุคคลใดจักกำหนดรู้ทุกขสัจ บุคคลนั้นจักละสมุทยสัจ หรือ? ถูกแล้ว. หรือว่า บุคคลใดจักละสมุทยสัจ บุคคลนั้นจักกำหนดรู้ทุกขสัจ? ถูกแล้ว. บุคคลใดจักไม่กำหนดรู้ทุกขสัจ บุคคลนั้นจักไม่ละสมุทยสัจ หรือ? ถูกแล้ว. หรือว่า บุคคลใดจักไม่ละสมุทยสัจ บุคคลนั้นจักไม่กำหนดรู้ทุกขสัจ? ถูกแล้ว.

บุคคลใดย่อมกำหนดรู้ทุกขสัจ บุคคลนั้นได้ละแล้วซึ่งสมุทยสัจ หรือ? หามิได้. หรือว่า บุคคลใดได้ละแล้วซึ่งสมุทยสัจ บุคคลนั้นย่อมกำหนดรู้ทุกขสัจ? หามิได้. บุคคลใดย่อมไม่กำหนดรู้ทุกขสัจ บุคคลนั้นไม่ได้ละแล้วซึ่งสมุทยสัจ หรือ? พระอรหันต์ย่อมไม่กำหนดรู้ทุกขสัจ แต่ไม่ได้ละแล้วซึ่งสมุทยสัจก็หาไม่ บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลที่มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค และพระอรหันต์ ย่อมไม่กำหนดรู้ทุกขสัจ และไม่ได้ละแล้วซึ่งสมุทัยสัจ. หรือว่า บุคคลใดไม่ได้ละแล้วซึ่งสมุทยสัจ บุคคลนั้นย่อมไม่กำหนดรู้ทุกขสัจ? บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่ได้ละแล้วซึ่งสมุทยสัจ แต่ย่อมไม่กำหนดรู้ทุกขสัจก็หาไม่ บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นแต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคและพระอรหันต์ไม่ได้ละแล้วซึ่งสมุทยสัจด้วย ย่อมไม่กำหนดรู้ทุกขสัจด้วย.

บุคคลใดย่อมกำหนดรู้ทุกขสัจ บุคคลนั้นจักละสมุทยสัจ หรือ? หามิได้. หรือว่า บุคคลใดจักละสมุทยสัจ บุคคลนั้นย่อมกำหนดรู้ทุกขสัจ หามิได้. บุคคลใดย่อมไม่กำหนดรู้ทุกขสัจ บุคคลนั้นจักไม่ละสมุทยสัจหรือ? ชนเหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งมรรค ชนเหล่านั้น ย่อมไม่กำหนดรู้ทุกขสัจ แต่จักไม่ละสมุทยสัจก็หาไม่ พระอรหันต์และปุถุชนเหล่าใดจักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค พระอรหันต์และปุถุชนเหล่านั้น ย่อมไม่กำหนดรู้ทุกขสัจด้วย จักไม่ละสมุทยสัจด้วย. หรือว่า บุคคลใดจักไม่ละสมุทยสัจ บุคคลนั้นย่อมไม่กำหนดรู้ทุกขสัจ? บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค จักไม่ละสมุทยสัจ แต่ย่อมไม่กำหนดรู้ทุกขสัจก็หาไม่ พระอรหันต์และปุถุชนเหล่าใด จักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค พระอรหันต์และปุถุชนเหล่านั้น จักไม่ละสมุทยสัจด้วย ย่อมไม่กำหนดรู้ทุกขสัจด้วย.

บุคคลใดได้กำหนดรู้แล้วซึ่งทุกขสัจ บุคคลนั้นจักละสมุทยสัจ หรือ? หามิได้. หรือว่า บุคคลใดจักละสมุทยสัจ บุคคลนั้นได้กำหนดรู้แล้วซึ่งทุกขสัจ หามิได้. บุคคลใดไม่กำหนดรู้แล้วซึ่งทุกขสัจ บุคคลนั้นจักไม่ละซึ่งสมุทยสัจ หรือ? ชนเหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งมรรค ชนเหล่านั้นไม่ได้กำหนดรู้แล้วซึ่งทุกขสัจ แต่จักไม่ละซึ่งสมุทยสัจก็หาไม่ ท่านผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค และปุถุชนเหล่าใด จักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค ท่านผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคและปุถุชนเหล่านั้น ไม่ได้กำหนดรู้แล้วซึ่งทุกขสัจด้วย จักไม่ละซึ่งสมุทยสัจด้วย. หรือว่า บุคคลใดจักไม่ละซึ่งสมุทยสัจ บุคคลนั้นไม่ได้กำหนดรู้แล้วซึ่งทุกขสัจ? พระอรหันต์จักไม่ละสมุทยสัจ แต่ไม่ได้กำหนดรู้แล้วซึ่งทุกขสัจก็หาไม่ ท่านผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคและปุถุชนเหล่าใด จักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค ท่านผู้มีความพร้อม-*เพรียงด้วยอรหัตมรรคและปุถุชนเหล่านั้น จักไม่ละสมุทยสัจด้วย ไม่ได้กำหนดรู้แล้วซึ่งทุกขสัจด้วย ปริญญาวาร จบ. สัจจยมก จบ.

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๕. สัจจยมก] ๓. ปริญญาวาร ๓. ปริญญาวาร ๓. ปริญญาวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร ว่าด้วยสภาวธรรมที่เป็นปัจจุบัน

ข้อ ๑๖๕

อนุ. บุคคลใดกำลังกำหนดรู้ทุกขสัจ บุคคลนั้นก็ละกำลังละสมุทยสัจใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดกำลังละสมุทยสัจ บุคคลนั้นก็กำลังกำหนดรู้ทุกขสัจใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. บุคคลใดไม่ใช่กำลังกำหนดรู้ทุกขสัจ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังละสมุทยสัจใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่กำลังละสมุทยสัจ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังกำหนดรู้ทุกขสัจใช่ไหม วิ. ใช่ ๒. อตีตวาร ว่าด้วยสภาวธรรมที่เป็นอดีต

ข้อ ๑๖๖

อนุ. บุคคลใดเคยกำหนดรู้ทุกขสัจ บุคคลนั้นก็เคยละสมุทยสัจใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดเคยละสมุทยสัจ บุคคลนั้นก็เคยกำหนดรู้ทุกขสัจใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. บุคคลใดไม่เคยกำหนดรู้ทุกขสัจ บุคคลนั้นก็ไม่เคยละสมุทยสัจใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดไม่เคยละสมุทยสัจ บุคคลนั้นก็ไม่เคยกำหนดรู้ทุกขสัจใช่ไหม วิ. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๔๒}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๕. สัจจยมก] ๓. ปริญญาวาร ๔. ปัจจุปปันนาตีตวาร ๓. อนาคตวาร ว่าด้วยสภาวธรรมที่เป็นอนาคต

ข้อ ๑๖๗

อนุ. บุคคลใดจักกำหนดรู้ทุกขสัจ บุคคลนั้นก็จักละสมุทยสัจใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดจักละสมุทยสัจ บุคคลนั้นก็จักกำหนดรู้ทุกขสัจใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. บุคคลใดไม่ใช่จักกำหนดรู้ทุกขสัจ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักละสมุทยสัจใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่จักละสมุทยสัจ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักกำหนดรู้ทุกขสัจใช่ไหม วิ. ใช่ ๔. ปัจจุปปันนาตีตวาร ว่าด้วยสภาวธรรมที่เป็นปัจจุบันและที่เป็นอดีต

ข้อ ๑๖๘

อนุ. บุคคลใดกำลังกำหนดรู้ทุกขสัจ บุคคลนั้นก็เคยละสมุทยสัจใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ ปฏิ. บุคคลใดเคยละสมุทยสัจ บุคคลนั้นก็กำลังกำหนดรู้ทุกขสัจใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ อนุ. บุคคลใดไม่ใช่กำลังกำหนดรู้ทุกขสัจ บุคคลนั้นก็ไม่เคยละสมุทยสัจใช่ไหม วิ. อรหันตบุคคลไม่ใช่กำลังกำหนดรู้ทุกขสัจ แต่มิใช่ไม่เคยละสมุทยสัจ เว้นบุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรคและอรหันตบุคคลแล้ว บุคคลที่เหลือไม่ใช่กำลังกำหนดรู้ทุกขสัจและก็ไม่เคยละสมุทยสัจ ปฏิ. บุคคลใดไม่เคยละสมุทยสัจ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังกำหนดรู้ทุกขสัจใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรคไม่เคยละสมุทยสัจ แต่มิใช่ไม่ กำลังกำหนดรู้ทุกขสัจ เว้นบุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรคและอรหันตบุคคลแล้ว บุคคลที่เหลือไม่เคยละสมุทยสัจและก็ไม่ใช่กำลังกำหนดรู้ทุกขสัจ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๔๓}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๕. สัจจยมก] ๓. ปริญญาวาร ๖. อตีตานาคตวาร ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร ว่าด้วยสภาวธรรมที่เป็นปัจจุบันและที่เป็นอนาคต

ข้อ ๑๖๙

อนุ. บุคคลใดกำลังกำหนดรู้ทุกขสัจ บุคคลนั้นก็จักละสมุทยสัจใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ ปฏิ. บุคคลใดจักละสมุทยสัจ บุคคลนั้นก็กำลังกำหนดรู้ทุกขสัจใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ อนุ. บุคคลใดไม่ใช่กำลังกำหนดรู้ทุกขสัจ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักละสมุทยสัจใช่ไหม วิ. บุคคลผู้จักได้มรรคไม่ใช่กำลังกำหนดรู้ทุกขสัจ แต่มิใช่จักไม่ละสมุทยสัจอรหันตบุคคลและบุคคลผู้เป็นปุถุชนซึ่งจักไม่ได้มรรคไม่ใช่กำลังกำหนดรู้ทุกขสัจและก็ไม่ใช่จักละสมุทยสัจ ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่จักละสมุทยสัจ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังกำหนดรู้ทุกขสัจใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรคไม่ใช่จักละสมุทยสัจ แต่มิใช่ไม่กำลังกำหนดรู้ทุกขสัจ อรหันตบุคคลและบุคคลผู้เป็นปุถุชนซึ่งจักไม่ได้มรรคไม่ใช่จักละสมุทยสัจและก็ไม่ใช่กำลังกำหนดรู้ทุกขสัจ ๖. อตีตานาคตวาร ว่าด้วยสภาวธรรมที่เป็นอดีตและที่เป็นอนาคต

ข้อ ๑๗๐

อนุ. บุคคลใดเคยกำหนดรู้ทุกขสัจ บุคคลนั้นก็จักละสมุทยสัจใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ ปฏิ. บุคคลใดจักละสมุทยสัจ บุคคลนั้นก็เคยกำหนดรู้ทุกขสัจใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ อนุ. บุคคลใดไม่เคยกำหนดรู้ทุกขสัจ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักละสมุทยสัจใช่ไหม

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๔๔}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๕. สัจจยมก] ๓. ปริญญาวาร ๖. อตีตานาคตวาร วิ. บุคคลผู้จักได้มรรคไม่เคยกำหนดรู้ทุกขสัจ แต่มิใช่จักไม่ละสมุทยสัจ บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรคและบุคคลผู้เป็นปุถุชนซึ่งจักไม่ได้มรรคไม่เคยกำหนดรู้ทุกขสัจและก็ไม่ใช่จักละสมุทยสัจ ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่จักละสมุทยสัจ บุคคลนั้นก็ไม่เคยกำหนดรู้ทุกขสัจใช่ไหม วิ. อรหันตบุคคลไม่ใช่จักละสมุทยสัจ แต่มิใช่ไม่เคยกำหนดรู้ทุกขสัจ บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรคและบุคคลผู้เป็นปุถุชนซึ่งจักไม่ได้มรรคไม่ใช่จักละสมุทยสัจและก็ไม่เคยกำหนดรู้ทุกขสัจ ปริญญาวาร จบ สัจจยมก จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๔๕}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎก

อรรถกถายึดที่ข้อ ๘๑๗ ซึ่งครอบมาถึงข้อที่กำลังอ่าน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาสัจจยมก

๑. ปณฺณตฺติวารวณฺณนา

การพรรณนาสัจจยมกที่ท่านรวบรวมแสดงไว้แล้วในลำดับธาตุยมก ด้วยอำนาจสัจจะในธรรมมีกุศลเป็นต้น ที่ท่านแสดงไว้แล้วในมูลยมกเหล่านั้นนั่นเทียว ย่อมมีในบัดนี้.

พึงทราบมหาวาระ ๓ มีปัณณัตติวาระเป็นต้น และประเภทแห่งวาระที่เหลือมีอันตรวาระเป็นต้นตามนัยที่กล่าวแล้วนั่นเทียว ในธาตุยมกแม้นั้น.

แต่ในปัณณัตติวาระ ในสัจจยมกนี้ ด้วยอำนาจสัจจะ ๔ พึงทราบการนับยมกในวาระทั้งหลาย ๔ เหล่านี้ คือปทโสธนวาระ ปทโสธนมูลจักกวาระ สุทธสัจจวาระ สุทธสัจจมูลจักกวาระ.

แต่ในปัณณัตติวารนิทเทส พึงทราบเตภูมิกธรรมที่หลุดพ้นดีแล้วจากทุกขเวทนาและตัณหา ด้วยคำว่า อวเสสํ ทุกฺขสจฺจํ. ประเภทแห่งกามาวจรกุศลเป็นต้นที่ท่านแสดงไว้แล้วในสัจจวิภังค์ว่า อวเสโส สมุทโย ดังนี้ ย่อมเป็นปัจจัยแห่งทุกขสัจจะ.

สองบทว่า อวเสโส นิโรโธ ได้แก่ ตทังคนิโรธ วิกขัมภนนิโรธ สมุจเฉทนิโรธ ปฏิปัสสัทธินิโรธและขณภังคนิโรธ.

สองบทว่า อวเสโส มคฺโค ความว่า ก็มรรคมีองค์ ๕ ย่อมมีในสมัยนั้นแล.

มรรคมีอาทิอย่างนี้ คือ อัฏฐังคิกมรรค มิจฉามรรค ชังฆมรรค สกฏมรรค.

๒. ปวตฺติวารวณฺณนา

ก็ในปวัตติวาระ ในอนุโลมนัยแห่งปุคคลวาระ ในปัจจุบันกาลนี้ ทุกขสัจจมูล ๓ สมุทยสัจจมูล ๒ นิโรธสัจจมูล ๑ รวมเป็นยมก ๖ อย่าง ด้วยอำนาจพระบาลี เพราะถือเอาสัจจะที่ได้อยู่และไม่ได้อยู่ว่า ทุกขสัจจะย่อมเกิดแก่สัตว์ใด สมุทยสัจจะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ก็หรือว่า สมุทยสัจจะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ทุกขสัจจะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นดังนี้.

ในสัจจะทั้งหลายเหล่านั้น เพราะความเกิดและความดับ ย่อมไม่สมควรแก่นิโรธ ฉะนั้น ยมกทั้งหลาย ๓ คือ ยมกอันเป็นมูลแห่งทุกขสัจจะ ๒ กับด้วยสมุทยสัจจะ และมัคคสัจจะ ยมกอันเป็นมูลแห่งสมุทยสัจจะ ๑ กับด้วยมัคคสัจจะ จึงมาแล้ว. ในปฏิโลมนัยแห่งปุคคลวาระนั้นบ้าง ในโอกาสวาระเป็นต้นบ้าง ก็นัยนี้นั่นเทียว. พึงทราบการนับยมก ด้วยอำนาจยมก ๓ อย่างๆ ในวาระทั้งหมดเหล่านี้ด้วยประการอย่างนี้.

ก็ในอรรถวินิจฉัย พึงทราบลักษณะในสัจจยมกนี้ดังต่อไปนี้.

ก็ในปวัตติวาระแห่งสัจจยมกนี้ ใครๆ ย่อมไม่ได้นิโรธสัจจะก่อนนั่นเทียว. แต่ในวาระทั้งหลาย ๓ ที่เหลือ สมุทยสัจจะและมัคคสัจจะ บุคคลย่อมได้ในปวัตติกาลโดยส่วนเดียวนั่นเทียว.

ทุกขสัจจะ บุคคลย่อมได้ในจุติและปฏิสนธิบ้าง ในปวัตติกาลบ้าง. แต่กาล ๓ มีปัจจุบันกาลเป็นต้น บุคคลย่อมได้ แม้ในจุติและปฏิสนธิบ้าง ในปวัตติกาลบ้าง. บุคคลย่อมได้สัจจะใดๆ ในสัจจยมกนี้ พึงทราบอรรถวินิจฉัยด้วยอำนาจแห่งสัจจะนั้นๆ ด้วยประการอย่างนี้.

พึงทราบนัยมุขในสัจจยมกนั้นดังต่อไปนี้.

สองบทว่า สพฺเพสํ อุปปชฺชนฺตานํ ความว่า โดยที่สุด แม้แก่ชั้นสุทธาวาส.

ก็เทวดาชั้นสุทธาวาส แม้เหล่านั้น ย่อมเกิดด้วยทุกขสัจจะนั่นเทียว.

คำนี้ว่า ตณฺหาวิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส ท่านกล่าวไว้แล้วเพื่อแสดงการอุบัติแห่งส่วนหนึ่งในทุกขสัจจะและสมุทยสัจจะ. เพราะฉะนั้น คำนั้นพึงถือเอาด้วยอำนาจปัญจโวการภพนั่นเทียว.

แต่ในจตุโวการภพ คำนี้ว่า สัจจะแม้อย่างหนึ่ง ย่อมไม่เกิดขึ้นในอุปปาทักขณะของผลสมาบัติ จิตที่วิปปยุตด้วยตัณหา ดังนี้ บัณฑิตไม่ควรถือเอาในสัจจยมกนี้.

จตุโวกาเร ปน ตณฺหาวิปฺปยุตฺตสฺส ผลสมาปตฺติจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เอกมฺปิ สจฺจํ นุปฺปชฺชตีติ อิทํ อิธ น คเหตพฺพํ ฯ

____________________________

ม. อิติสทฺโท นตฺถิ ฯ

สองบทว่า เตสํ ทุกฺขสจฺจญฺจ ความว่า ชื่อว่าทุกขสัจจะที่เหลือ เว้นตัณหาเสีย ย่อมมีในขณะนั้น คำนั้นท่านกล่าวหมายเอาทุกขสัจจะนั้น. แม้ในอุปปาทขณะแห่งมรรค ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

แต่ในสัจจยมกนั้นรูปนั่นเทียว ชื่อว่าทุกขสัจจะ ธรรมทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยมรรคที่เหลือ เป็นธรรมที่พ้นดีแล้วจากสัจจะ. เพราะเหตุนั้นนั่นแล ท่านจึงกล่าวแล้วว่า มรรคสัจจะย่อมเกิดขึ้นแก่ชนเหล่านั้น ในอุปปาทักขณะแห่งมรรคในอรูป แต่ทุกขสัจจะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่ชนเหล่านั้น. พึงทราบโอกาสด้วยอำนาจขณะในสัจจยมกนี้อย่างนี้ว่า ในขณะแห่งการอุบัตินั้นและในขณะแห่งการอุบัติขึ้นของจิตที่วิปปยุตด้วยตัณหาที่เป็นไปของผู้เกิดอยู่ทั้งหมด ในอุปปทขณะของผู้เกิดอยู่ทั้งหมดเหล่านั้น.

ในสัจจะที่มีรูปอย่างนั้น แม้เหล่าอื่น ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

บทว่า อนภิสเมตาวีนํ ได้แก่ สัตว์ผู้ไม่บรรลุอภิสมัย กล่าวคือจตุสัจจปฏิเวธ คือการแทงตลอดสัจจะ ๔.

บทว่า อภิสเมตาวีนํ ได้แก่ อภิสมิตสัจจะ คือสัจจะที่สงบยิ่ง.

พึงทราบอรรถวินิจฉัยในบททั้งปวง โดยนัยมุขนี้.

๓. ปริญฺญาวารวณฺณนา

ก็ในปริญญาวาระ บุคคลย่อมได้ปริญญา ๓ คือ ญาตปริญญา ตีรณปริญญา ปหานปริญญา.

ก็เพราะชื่อว่าปริญญา ย่อมไม่มีในโลกุตตรธรรมทั้งหลาย ฉะนั้น สัจจะ ๒ ท่านจึงถือเอาแล้วในสัจจยมกนี้.

คำว่า ทุกฺขสจฺจํ ปริชานาติ ในสัจจยมกนั้น ท่านกล่าวไว้แล้วด้วยอำนาจญาตปริญญาและตีรณปริญญา.

คำว่า สมุทยสจฺจํ ปชหติ ท่านกล่าวไว้แล้วด้วยอำนาจญาตปริญญาและปหานปริญญา.

พึงทราบเนื้อความในบททั้งปวงด้วยอำนาจแห่งปริญญาทั้งหลายเหล่านี้ด้วยประการฉะนี้แล.

อรรถกถาสัจจยมก จบ. -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา