经典 · 本册其他条目เล่ม ๓๓
๒. เอกฉัตติยเถราปทาน
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ
印本前页文字
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๒. ภัททาลิวรรค] ๒. เอกฉัตติยเถราปทาน ๒. เอกฉัตติยเถราปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระเอกฉัตติยเถระ (พระเอกฉัตติยเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)
๓๒ข้าพเจ้าได้สร้างอาศรม เกลื่อนกล่นด้วยทรายขาวสะอาด ใกล้แม่น้ำจันทภาคา และได้สร้างบรรณศาลาไว้
๓๓แม่น้ำจันทภาคานั้น เป็นแม่น้ำสายเล็กที่มีฝั่งลาด และมีท่าราบเรียบ น่ารื่นรมย์ใจ มีปลาและเต่าชุกชุม ทั้งยังเป็นที่อาศัยของจระเข้
๓๔หมี นกยูง เสือเหลือง นกการเวก และนกสาลิกา ร่ำร้องระงมอยู่ทุกเวลา ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม
๓๕นกดุเหว่ามีเสียงไพเราะ และหงส์มีเสียงเสนาะ ก็ส่งเสียงร้องอยู่ใกล้อาศรมนั้น ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม
๓๖ราชสีห์ เสือโคร่ง หมูป่า หมี หมาป่า และหมาใน เที่ยวส่งเสียงคำรนอยู่ตามซอกเขา ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม
๓๗เนื้อทราย กวาง สุนัขจิ้งจอก สุกร ก็มีมาก ต่างส่งเสียงร้องอยู่ตามซอกเขา ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม
๓๘ต้นราชพฤกษ์ ต้นจำปา ต้นแคฝอย ต้นย่านทราย ต้นอุโลก และต้นอโศก ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม @เชิงอรรถ : @ ต้นอุโลก เป็นไม้ชนิดหนึ่ง เนื้อไม้สีขาว (ใช้ทำยาได้) เวลามีดอกส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วทุกทิศ @(ขุ.อิติ.อ. ๖๘๕/๑๙๙) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๖} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๒. ภัททาลิวรรค] ๒. เอกฉัตติยเถราปทาน
๓๙ต้นปรู ต้นคัดเค้า ต้นตีนเป็ด ต้นมะกล่ำหลวง ต้นคนทีสอ และต้นกรรณิการ์ ล้วนมีดอกบานสะพรั่ง อยู่ใกล้ๆ อาศรมของข้าพเจ้า
๔๐ต้นกากะทิง ต้นสาละ และต้นสน รวมทั้งต้นมะม่วงป่า ล้วนมีดอกบานสะพรั่ง ส่งกลิ่นหอมอบอวลคล้ายกลิ่นทิพย์ งดงามอยู่ใกล้ๆ อาศรมของข้าพเจ้า
๔๑และที่ใกล้อาศรมนั้น มีต้นโพธิ์ ต้นประดู่ ต้นกระท้อน ต้นสาละ และต้นประยงค์ ล้วนมีดอกบานสะพรั่ง งดงามอยู่ใกล้ๆ อาศรมของข้าพเจ้า
๔๒ต้นมะม่วง ต้นหว้า ต้นหมากหอมควาย ต้นกระทุ่ม ต้นขานาง ส่งกลิ่นหอมอบอวลคล้ายกลิ่นทิพย์ ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม
๔๓ต้นอโศก ต้นมะขวิด และต้นกุหลาบ ล้วนมีดอกบานสะพรั่ง ส่งกลิ่นหอมอบอวลคล้ายกลิ่นทิพย์ ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม
๔๔ต้นกระทุ่ม ต้นกล้วย ถั่วเหลือง และต้นมะกล่ำดำ ล้วนผลิผลอยู่เนืองนิตย์ ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม
๔๕ต้นสมอ ต้นมะขามป้อม ต้นมะม่วง ต้นหว้า ต้นสมอพิเภก ต้นกระเบา ต้นรกฟ้า ต้นมะตูม ก็ผลิผลอยู่ใกล้ๆ อาศรมของข้าพเจ้า
๔๖ในที่ไม่ไกลจากอาศรม มีสระโบกขรณี ซึ่งมีท่าราบเรียบ น่ารื่นรมย์ใจ ดารดาษด้วยดอกบัวเผื่อน ดอกบัวหลวง และดอกบัวเขียว {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๗} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๒. ภัททาลิวรรค] ๒. เอกฉัตติยเถราปทาน
๔๗ปทุมบางกอกำลังมีดอกตูม บางกอกำลังมีดอกบาน บางกอก็มีกลีบและเกสร หลุดร่วง อยู่ใกล้ๆ อาศรมของข้าพเจ้า
๔๘ปลาสลาด ฝูงปลากระบอก ฝูงปลาสวาย ฝูงปลาเค้า และฝูงปลาตะเพียน ต่างว่ายวนอยู่ในน้ำใส ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม
๔๙ต้นตาเสือ ต้นจงกลนี และต้นลำเจียกซึ่งขึ้นอยู่ที่ริมฝั่ง ส่งกลิ่นหอมอบอวลคล้ายกลิ่นทิพย์ ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม
๕๐น้ำหวานไหลออกจากเหง้าบัว นมสดและเนยใสไหลออกจากก้านบัว ส่งกลิ่นหอมอบอวลคล้ายกลิ่นทิพย์ ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม
๕๑ใกล้อาศรมนั้น มีเนินทรายที่สวยงามดาษดื่น มีไม้ดอกที่อาศัยน้ำเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง ผลิดอกขาวบานสะพรั่ง ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม
๕๒ฤๅษีทั้งหลายผู้สวมชฎาและเครื่องบริขาร นุ่งห่มผ้าหนังสัตว์ ทรงผ้าเปลือกไม้ ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม
๕๓ฤๅษีทั้งหลายมีปกติทอดสายตาดูประมาณชั่วแอก มีปัญญารักษาตน มีความประพฤติสงบ ไม่มีความยินดี ไม่มีความกำหนัดในกาม อยู่ใกล้อาศรมของข้าพเจ้า
๕๔ฤๅษีทั้งหลายผู้มีขนรักแร้ เล็บ และมีขนงอกยาว มีฟันเขรอะ มีธุลีบนศีรษะ คลุกฝุ่นและละออง ล้วนอยู่ใกล้อาศรมของข้าพเจ้า {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๘} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๒. ภัททาลิวรรค] ๒. เอกฉัตติยเถราปทาน
๕๕ฤๅษีเหล่านั้นล้วนเชี่ยวชาญอภิญญา เหาะไปในท้องฟ้าได้ เมื่อเหาะขึ้นสู่ท้องฟ้า ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม
๕๖ครั้งนั้น ข้าพเจ้ามีศิษย์เหล่านั้นแวดล้อมอยู่ในป่าใหญ่ เป็นผู้เพียบพร้อมด้วยความยินดีในฌาน จนไม่รู้จักกลางคืนและกลางวัน
๕๗สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพระนามว่าอัตถทัสสี ผู้ทรงเป็นมหามุนี ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก เสด็จอุบัติขึ้น กำจัดความมืดมนคือโมหะให้พินาศไป
๕๘ครั้งนั้น ศิษย์บางรูปประสงค์จะเล่าเรียนคัมภีร์ลักษณะ อันมีองค์ ๖ ในคัมภีร์พระเวท ได้มายังสำนักของข้าพเจ้า
๕๙พระพุทธเจ้าพระนามว่าอัตถทัสสี ผู้ทรงเป็นมหามุนี เสด็จอุบัติขึ้นในโลก เมื่อจะทรงประกาศสัจจะ ๔ จึงได้ทรงแสดงอมตบท @เชิงอรรถ : @ ลักษณะมีองค์ ๖ ในที่นี้หมายถึงมนตร์พรหมจินดามีองค์ ๖ คือ (๑) กัปปศาสตร์ (ว่าด้วยวิธีเกี่ยวกับ @การบูชายัญ) (๒) พยากรณ์ศาสตร์ (แสดงการแยกปกติ) (๓) นิรุตติศาสตร์ (แสดงศัพท์ เติมปัจจัย) @(๔) สิกขาศาสตร์ (แสดงฐานกรณ์และปตยนะของอักษร) (๕) ฉันโทวิจิติศาสตร์ (แสดงลักษณะของฉันท์) @(๖) โชติสัตถศาสตร์ (แสดงลักษณะของดวงดาวที่บ่งถึงความเจริญและความเสื่อมของมนุษย์) @(ขุ.วิ.อ. ๙๙๖/๓๐๙) @ดูเทียบเวทางคศาสตร์ของพราหมณ์ มี ๖ อย่างคือ (๑) ศึกษา คือ วิธีออกเสียงคำในพระเวทให้ถูกต้อง @(๒) ไวยากรณ์ (๓) ฉันท์ (๔) เชยติส คือดาราศาสตร์ (๕) นิรุกติ คือกำเนิดของคำ และ (๖) กัลปะคือ @วิธีจัดทำพิธี (พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ หน้า ๗๗๓) @ คัมภีร์พระเวท หมายถึงคัมภีร์ของพราหมณ์ คัมภีร์ที่เขียนด้วยภาษาสันสกฤตของชาวฮินดู @(ที.สี.อ. ๑/๒๕๖/๒๒๓) @ สัจจะ ๔ ได้แก่ (๑) ทุกข์ (๒) สมุทัย (๓) นิโรธ (๔) มรรค (ขุ.อป.อ. ๒/๗/๑๐๗) @ ดูเชิงอรรถหน้า ๔ ในเล่มนี้ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๙} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๒. ภัททาลิวรรค] ๒. เอกฉัตติยเถราปทาน
๖๐ข้าพเจ้าเป็นผู้มีความยินดี ร่าเริงบันเทิงใจ มุ่งหวังกองธรรมอันวิเศษ ออกจากอาศรมแล้วพูดดังนี้ว่า
๖๑พระพุทธเจ้าผู้ทรงลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก มาเถิด ท่านทั้งหลาย เราทุกคนจักไปยังสำนักของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
๖๒ศิษย์เหล่านั้นผู้ปฏิบัติตามคำสั่งสอนบรรลุบารมีในพระสัทธรรม แสวงหาประโยชน์อย่างยอดเยี่ยม ต่างรับว่า สาธุ
๖๓ครั้งนั้น พวกเขาสวมชฎาและทรงบริขาร นุ่งห่มผ้าหนังสัตว์ แสวงหาประโยชน์อย่างยอดเยี่ยมได้ออกไปจากป่า @เชิงอรรถ : @ ลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ คือ (๑) มีฝ่าพระบาทราบเสมอกัน (๒) พื้นใต้พระบาททั้ง ๒ มีจักร @ปรากฏข้างละ ๑,๐๐๐ ซี่ มีกงและดุม มีส่วนประกอบครบบริบูรณ์ทุกอย่าง (๓) ทรงมีส้นพระบาทยาว @(๔) มีองคุลียาว (๕) ทรงมีฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาทอ่อนนุ่ม (๖) ทรงมีลายดุจตาข่ายที่ฝ่าพระหัตถ์ @และฝ่าพระบาท (๗) ทรงมีพระบาทเหมือนสังข์คว่ำ (๘) ทรงมีพระชงฆ์เรียว ดุจแข้งเนื้อทราย (๙) เมื่อ @ประทับยืน ไม่ต้องทรงก้มก็ทรงลูบคลำถึงพระชานุได้ด้วยพระหัตถ์ทั้ง ๒ (๑๐) ทรงมีพระคุยหฐานเร้น @อยู่ในฝัก (๑๑) ทรงมีพระฉวีวรรณงดงามดุจหุ้มด้วยทองคำ (๑๒) ทรงมีพระฉวีละเอียดจนละอองธุลี @ไม่เกาะติดพระวรกาย (๑๓) ทรงมีพระโลมชาติงอกเส้นเดียวในแต่ละขุม (๑๔) ทรงมีพระโลมชาติสีเข้ม @เหมือนดอกอัญชันขดเป็นลอนเวียนขวามีปลายตั้งขึ้น (๑๕) ทรงมีพระวรกายตรงดุจกายพรหม (๑๖) ทรง @มีพระมังสะพูนเต็มในที่ ๗ แห่ง (คือ หลังพระหัตถ์ทั้ง ๒ หลังพระบาททั้ง ๒ พระอังสะทั้ง ๒ และ @ลำพระศอ) (๑๗) ทรงมีส่วนพระวรกายบริบูรณ์ดุจกึ่งกายท่อนหน้าของพญาราชสีห์ (๑๘) ทรงมีพระ @ปฤษฎางค์เต็มเรียบเสมอกัน (๑๙) ทรงมีพระวรกายเป็นปริมณฑลดุจปริมณฑลต้นไทร พระวรกายสูง @เท่ากับวาของพระองค์ (๒๐) ทรงมีพระศอกลมงามเต็มเสมอ (๒๑) ทรงมีเส้นประสาทสำหรับรับรส @พระกระยาหารได้อย่างดี (๒๒) ทรงมีพระหนุดุจคางราชสีห์ (๒๓) ทรงมีพระทนต์ ๔๐ ซี่ (๒๔) ทรง @มีพระทนต์เรียบเสมอกัน (๒๕) ทรงมีพระทนต์ไม่ห่างกัน (๒๖) ทรงมีพระเขี้ยวแก้วขาวงาม (๒๗) ทรง @มีพระชิวหาใหญ่ (๒๘) ทรงมีพระสุรเสียงดุจเสียงพรหมตรัสมีสำเนียงดุจนกการเวก (๒๙) ทรงมีพระเนตร @ดำสนิท (๓๐) ทรงมีดวงพระเนตรแจ่มใสดุจตาลูกโคเพิ่งคลอด (๓๑) ทรงมีพระอุณาโลมระหว่างพระโขนง @สีขาวอ่อนเหมือนปุยนุ่น (๓๒) ทรงมีพระเศียรงดงามดุจประดับด้วยกรอบพระพักตร์ @(ที.ปา. (แปล) ๑๑/๒๐๐/๑๕๙-๑๖๓, ม.ม. (แปล) ๑๓/๓๘๖/๔๗๔-๔๗๘) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๑๐} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๒. ภัททาลิวรรค] ๒. เอกฉัตติยเถราปทาน
๖๔สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพระนามว่าอัตถทัสสี มีพระยศยิ่งใหญ่ เมื่อจะทรงประกาศสัจจะ ๔ จึงได้ทรงแสดงอมตบท
๖๕ข้าพเจ้ายืนถือเศวตฉัตรกั้นถวายพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด ครั้นกั้นถวายตลอดวันหนึ่งแล้ว ได้กราบไหว้พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด
๖๖อนึ่ง พระผู้มีพระภาคพระนามว่าอัตถทัสสี ผู้เจริญที่สุดในโลก ทรงองอาจกว่านรชน ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์แล้ว ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า
๖๗เราจักพยากรณ์ผู้ที่มีจิตเลื่อมใส ซึ่งได้กั้นเศวตฉัตรให้เราด้วยมือทั้ง ๒ ของตน ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าวเถิด
๖๘เมื่อผู้นี้เกิดเป็นเทวดาหรือมนุษย์ก็ตาม ประชาชนจักคอยกั้นฉัตรให้ทุกเมื่อ นี้เป็นผลแห่งการกั้นฉัตรถวาย
๖๙ผู้นี้จักรื่นรมย์ในเทวโลกตลอด ๗๗ กัป จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑,๐๐๐ ชาติ
๗๐และจักครองเทวสมบัติตลอด ๗๗ ชาติ จักเป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์นับชาติไม่ถ้วน
๗๑ในกัปที่ ๑๑๘ (นับจากกัปนี้ไป) พระศาสดาพระนามว่าโคดมศากยะ ผู้ประเสริฐ ผู้มีพระจักษุ จักเสด็จอุบัติขึ้น กำจัดความมืดมนให้พินาศไป @เชิงอรรถ : @ มีพระยศใหญ่ หมายถึงมียศแผ่ไปในโลก ๓ คือ มนุษยโลก เทวโลก พรหมโลก (ขุ.อป.อ. ๑/๖๑๔/๓๖๔, @ขุ.อป.อ. ๒/๒๕๑/๓๓๑) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๑๑} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๒. ภัททาลิวรรค] ๒. เอกฉัตติยเถราปทาน
๗๒ผู้นี้จักเป็นธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น เป็นโอรสที่ธรรมเนรมิต กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงเป็นผู้ไม่มีอาสวะแล้วนิพพาน
๗๓นับแต่กาลที่ข้าพเจ้าได้ทำกรรม คือการได้กั้นฉัตรถวายพระพุทธเจ้าเป็นต้นมา ในระหว่างนี้ข้าพเจ้าไม่รู้ภาวะที่ตนไม่เคยได้รับการกั้นเศวตฉัตรให้
๗๔ภพนี้เป็นภพสุดท้ายของข้าพเจ้า ภพสุดท้ายกำลังเป็นไปอยู่ ทุกวันนี้เหนือศีรษะของข้าพเจ้า ก็ได้มีการกั้นฉัตรตลอดกาลเป็นนิตย์
๗๕โอหนอ กรรมข้าพเจ้าได้ทำไว้ดีแล้ว ในสำนักพระพุทธเจ้าพระนามว่าอัตถทัสสี ผู้มั่นคง อาสวะทั้งปวงสิ้นไปแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ไม่มีอีก
๗๖กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาได้แล้ว ภพทั้งปวงข้าพเจ้าก็ถอนได้แล้ว ข้าพเจ้าตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ
๗๗การที่ข้าพเจ้ามาในสำนักของพระพุทธเจ้า เป็นการมาดีแล้วโดยแท้ วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว
๗๘คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าก็ได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล ได้ทราบว่า ท่านพระเอกฉัตติยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้ เอกฉัตติยเถราปทานที่ ๒ จบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๑๒}