经典 · 本册其他条目เล่ม ๓๓
๘. สุจินติตเถราปทาน
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ
印本前页文字
๘. สุจินติตเถราปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระสุจินติตเถระ (พระสุจินติตเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)
ครั้งนั้น ข้าพเจ้าเป็นชาวนาอยู่ในกรุงหงสวดี เลี้ยงชีพด้วยกสิกรรม เลี้ยงดูบุตรภรรยาด้วยกสิกรรมนั้น
ครั้งนั้น นาของข้าพเจ้าสมบูรณ์ดี ข้าวของข้าพเจ้าออกรวงแล้ว เมื่อถึงเวลาข้าวสุก บัดนั้น ข้าพเจ้าคิดอย่างนี้ว่า
การที่เรารู้คุณโทษอยู่ ไม่ได้ถวายสงฆ์ บริโภคส่วนเลิศด้วยตนเอง เป็นการไม่เหมาะ ไม่สมควร {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๔๗} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๓. สกิงสัมมัชชกวรรค] ๘. สุจินติตเถราปทาน
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มีใครเสมอเหมือน ในโลก ผู้ทรงพระลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ และพระสงฆ์ผู้ถือกำเนิด จากพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น เป็นเนื้อนาบุญอันยอดเยี่ยม
เราจักถวายข้าวใหม่เป็นทาน แด่พระพุทธเจ้า และพระสงฆ์เป็นปฐมฤกษ์ ครั้นคิดเช่นนี้แล้ว ข้าพเจ้าเป็นผู้มีใจร่าเริง ปลาบปลื้มด้วยปีติ
จึงนำข้าวเปลือกมาจากนา เข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ครั้นเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เจริญที่สุดในโลก ผู้ทรงองอาจกว่านรชน กราบพระยุคลบาทพระศาสดาแล้ว กราบทูลคำนี้ว่า
“ข้าแต่พระมุนี ข้าวใหม่สมบูรณ์แล้ว ทั้งพระองค์ก็ยังประทับอยู่ ณ ที่นี้ ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระจักษุ ขอพระองค์จงทรงพระกรุณารับเถิด”
พระศาสดาพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้ทรงรู้แจ้งโลก ผู้สมควรรับเครื่องบูชา ทรงทราบความดำริของข้าพเจ้าแล้ว ได้ตรัสคำนี้ว่า @เชิงอรรถ : @ ผู้ไม่มีใครเสมอเหมือน หมายถึงไม่มีใครเสมอเหมือนด้วยปัญญาเป็นเครื่องรู้ประโยชน์อย่างยอดเยี่ยม @(ขุ.อป.อ. ๑/๕๖/๑๓๓) @ ดูเชิงอรรถหน้า ๑๐ ในเล่มนี้ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๔๘} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๓. สกิงสัมมัชชกวรรค] ๘. สุจินติตเถราปทาน
บุรุษบุคคลผู้กำลังปฏิบัติ ๔ จำพวก และผู้ตั้งอยู่ในผล ๔ จำพวกนี้ คือสงฆ์ เป็นผู้ซื่อตรง มีปัญญา มีศีล และมีสมาธิ
มนุษย์ทั้งหลายผู้หวังบุญให้ทานอยู่ ทำบุญปรารภเหตุแห่งการเวียนว่ายตายเกิด ถวายทานแก่พระสงฆ์ใด จึงมีผลมาก และข้าวของท่านก็ควรถวายพระสงฆ์นั้นจึงจะมีผลมากเช่นนั้น
ท่านจงนำภิกษุทั้งหลาย ผู้ได้รับมอบหมายจากพระสงฆ์ ไปยังเรือนของตนแล้ว ถวายสิ่งของที่มีอยู่ในเรือน ซึ่งท่านตระเตรียมไว้แด่ภิกษุสงฆ์เถิด
ข้าพเจ้าได้นำภิกษุทั้งหลาย ผู้ได้รับมอบหมายจากพระสงฆ์ ไปยังเรือนของตนแล้ว ถวายสิ่งของที่ข้าพเจ้าตระเตรียมไว้ในเรือนแด่ภิกษุสงฆ์
ด้วยกรรมที่ข้าพเจ้าได้ทำไว้ดีแล้วนั้น และด้วยเจตนาที่ตั้งไว้มั่น ข้าพเจ้าละกายมนุษย์แล้ว จึงได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นั้น มีวิมานทองเปล่งปลั่งสูง ๖๐ โยชน์ กว้าง ๓๐ โยชน์ อันกรรมสร้างไว้อย่างสวยงามเพื่อข้าพเจ้า ภาณวารที่ ๑๙ จบ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ ขุ.วิ. (แปล) ๒๖/๖๓๙/๗๐, ขุ.วิ.อ. ๖๓๘-๖๓๙/๑๗๔ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๔๙} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๓. สกิงสัมมัชชกวรรค] ๘. สุจินติตเถราปทาน
วิมานของข้าพเจ้าเนืองแน่นไปด้วยหมู่เทพนารี ข้าพเจ้ากิน ดื่ม และอยู่ในวิมานนั้นในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
ข้าพเจ้าได้ครองเทวสมบัติตลอด ๓,๐๐๐ ชาติ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๕๐๐ ชาติ และได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์นับชาติไม่ถ้วน
เมื่อข้าพเจ้าเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพน้อยภพใหญ่ ได้ทรัพย์นับไม่ถ้วน ข้าพเจ้าไม่มีความบกพร่องในโภคะเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายข้าวใหม่
ยานคือช้าง ยานคือม้า วอและคานหาม ข้าพเจ้าก็ได้รับมาครบถ้วน นี้เป็นผลแห่งการถวายข้าวใหม่
ผ้าใหม่ ผลไม้ใหม่ โภชนะที่มีรสเลิศใหม่ๆ ข้าพเจ้าก็ได้รับมาครบถ้วน นี้เป็นผลแห่งการถวายข้าวใหม่
ผ้าไหม ผ้ากัมพล ผ้าเปลือกไม้ และผ้าฝ้าย ข้าพเจ้าก็ได้รับมาครบถ้วน นี้เป็นผลแห่งการถวายข้าวใหม่
หมู่ทาสหญิง ทาสชาย และเหล่านารี ที่ประดับตกแต่งอย่างสวยงาม ข้าพเจ้าก็ได้รับมาครบถ้วน นี้เป็นผลแห่งการถวายข้าวใหม่
ความหนาว ความร้อนไม่เบียดเบียนข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่มีความเร่าร้อน อนึ่ง ทุกข์ทางใจก็ไม่มีในหทัยของข้าพเจ้า {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๕๐} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๓. สกิงสัมมัชชกวรรค] ๘. สุจินติตเถราปทาน
(คำเชื้อเชิญเช่นนี้ว่า) เชิญเคี้ยวกินสิ่งนี้ เชิญบริโภคสิ่งนี้ เชิญนอนบนที่นอนนี้ ข้าพเจ้าก็ได้รับมาครบถ้วน นี้เป็นผลแห่งการถวายข้าวใหม่
บัดนี้ ภพนี้เป็นภพสุดท้าย ภพสุดท้ายกำลังเป็นไปอยู่ แม้ในวันนี้ไทยธรรมของข้าพเจ้า ก็เป็นผลทำให้ข้าพเจ้ายินดีอยู่ทุกเมื่อ
ข้าพเจ้าได้ถวายข้าวใหม่ในหมู่พระสงฆ์ ผู้เป็นคณะที่ประเสริฐสูงสุด ย่อมได้รับอานิสงส์ ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๘ ประการ
คือ (๑) ข้าพเจ้าเป็นผู้มีผิวพรรณผุดผ่อง (๒) มียศ (๓) มีโภคะมากมายซึ่งใครๆ ก็ลักไปไม่ได้ (๔) มีพรรคพวกมาก (๕) มีบริวารไม่แตกแยกกันทุกเมื่อ
(๖) สัตว์ที่อาศัยแผ่นดินทุกจำพวกล้วนยำเกรงข้าพเจ้า (๗) ข้าพเจ้าได้ไทยธรรมก่อนผู้อื่น
(๘) จะเป็นในท่ามกลางหมู่ภิกษุ หรือเฉพาะพระพักตร์พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุดก็ตาม พวกทายกจะล่วงเลยท่านเหล่านั้นทั้งหมด มุ่งมาถวายข้าพเจ้าเท่านั้น
ข้าพเจ้าได้รับอานิสงส์เหล่านี้ เพราะได้ถวายข้าวใหม่ในหมู่พระสงฆ์ ผู้เป็นคณะที่ประเสริฐสูงสุดก่อน นี้เป็นผลแห่งการถวายข้าวใหม่ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๕๑} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๓. สกิงสัมมัชชกวรรค] ๙. โสณณกิงกณิยเถราปทาน
ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ นับจากกัปนี้ไป ข้าพเจ้าได้ถวายทานไว้ในครั้งนั้น จึงไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายข้าวใหม่
กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาได้แล้ว ภพทั้งปวงข้าพเจ้าก็ถอนได้แล้ว ข้าพเจ้าตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ
การที่ข้าพเจ้ามาในสำนักของพระพุทธเจ้า เป็นการมาดีแล้วโดยแท้ วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าก็ได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล ได้ทราบว่า ท่านพระสุจินติตเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้ สุจินติตเถราปทานที่ ๘ จบ