经典 · 本册其他条目เล่ม ๓๓
๙. เวสสันตรจริยา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ
印本前页文字
๙. เวสสันตรจริยา ว่าด้วยพระจริยาของพระเวสสันดร
๖๗นางกษัตริย์พระนามว่าผุสดีพระชนนีของเรา เป็นพระมเหสีที่รักของท้าวสักกะ ในอดีตชาติ
๖๘ท้าวสักกะจอมเทพทรงทราบว่าพระนางจะสิ้นอายุ จึงตรัสดังนี้ว่า ‘นางผู้เจริญ เราจะให้พร ๑๐ ประการ ที่เธอปรารถนาแก่เธอ’
๖๙พอท้าวสักกะตรัสอย่างนั้นแล้ว พระเทวีนั้นได้ทูลท้าวสักกะดังนี้ว่า หม่อมฉันมีความผิดอะไรหนอ หม่อมฉันเป็นที่น่ารังเกียจสำหรับพระองค์หรือหนอ พระองค์จึงจะให้หม่อมฉันเคลื่อนจากสถานอันน่ารื่นรมย์ เหมือนลมพัดต้นไม้ให้หวั่นไหว @เชิงอรรถ : @ พร ๑๐ ประการ คือ (๑) ขอให้ได้เป็นพระมเหสีของพระองค์ทุกชาติ (๒) ขอให้มีพระเนตรสีเขียว (๓) ขอ @ให้มีพระโขนงสีเขียว (๔) ขอให้มีนามว่าผุสดี (๕) ขอให้ได้บุตรที่ประกอบด้วยคุณ (๖) ตั้งครรภ์มีอุทรไม่นูนขึ้น @(๗) มีถันไม่ยาน (๘) ผมไม่หงอก (๙) มีผิวละเอียด (๑๐) ไม่เป็นหมัน (ขุ.จริยา.อ. ๗๒/๙๓) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๗๓๖} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก [๑. อกิตติวรรค] ๙. เวสสันตรจริยา
๗๐ท้าวสักกะนั้นเมื่อพระนางผุสดีตรัสอย่างนี้ ก็ได้ตรัสกะพระนางดังนี้อีกว่า ‘เธอไม่ได้ทำความชั่วเลย และเธอจะไม่เป็นที่รักของเราก็หาไม่
๗๑แต่อายุของเธอมีประมาณเท่านี้เอง เวลานี้จักเป็นเวลาที่เธอต้องจุติ เธอจงรับพร ๑๐ ประการอันประเสริฐสุดที่เราจะให้’
๗๒พระนางผุสดีนั้น รับพรที่ท้าวสักกะประทานแล้ว ร่าเริงยินดีปราโมทย์เลือกพร ๑๐ ประการ รวมเราไว้ด้วย
๗๓พระนางผุสดีนั้น จุติจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นั้นแล้ว มาบังเกิดในตระกูลกษัตริย์ ได้สมาคมกับพระเจ้ากรุงสญชัย(เป็นมเหสีของพระเจ้ากรุงสญชัย) ในกรุงเชตุดร
๗๔ในกาลที่เราลงสู่พระครรภ์ของพระนางผุสดีพระมารดาที่รัก ด้วยเดชของเรา พระมารดาของเราเป็นผู้ยินดีในทานทุกเมื่อ
๗๕คนไม่มีทรัพย์ คนป่วยไข้(กระสับกระส่าย) คนแก่ ยาจก คนเดินทาง สมณะ พราหมณ์ คนสิ้นเนื้อประดาตัว คนไม่มีอะไรเลย พระนางก็ให้ทาน
๗๖พระนางผุสดีทรงพระครรภ์ครบ ๑๐ เดือน เมื่อพระเจ้าสัญชัยทรงทำประทักษิณพระนคร พระนางก็ประสูติเราที่ท่ามกลางถนนของคนค้าขาย
๗๗ชื่อของเราจึงไม่เนื่องข้างฝ่ายพระมารดา และไม่เนื่องข้างฝ่ายพระบิดา {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๗๓๗} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก [๑. อกิตติวรรค] ๙. เวสสันตรจริยา เพราะเราเกิดที่ถนนของคนค้าขายนี้ เพราะฉะนั้น เราจึงมีนามว่าพระเวสสันดร
๗๘ในกาลที่เราเป็นทารกอายุได้ ๘ ขวบแต่กำเนิด นั่งอยู่ในปราสาทคิดจะให้ทานว่า
๗๙เราพึงประกาศให้หัวใจ นัยน์ตา แม้กระทั่งเนื้อและเลือด พึงให้ทั้งกาย ถ้าใครจะพึงขอกับเรา
๘๐เมื่อเราคิดถึงความเป็นจริง จิตของเราก็ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว ในขณะนั้น แผ่นดิน ภูเขาสิเนรุราช และราวป่าก็ไหว
๘๑ในเดือนเต็มวันอุโบสถที่ ๑๕ ทุกกึ่งเดือน เราขึ้นคอมงคลหัตถีปัจจัยนาค เข้าไปยังศาลาเพื่อจะให้ทาน
๘๒พราหมณ์ทั้งหลายชาวแคว้นกาลิงคะได้เข้ามาหาเรา ได้ขอพญาคชสารซึ่งประกอบด้วยธัญลักษณะ สมบูรณ์ด้วยมงคลกับเราว่า
๘๓“ชนบทฝนไม่ตกเลย เกิดทุพภิกขภัยอดอยากมาก ขอพระองค์โปรดพระราชทานพญาคชสาร ตัวประเสริฐเผือกผ่อง ซึ่งเป็นช้างอุดมมงคลด้วยเถิด”
๘๔พราหมณ์ทั้งหลายขอสิ่งใดกับเรา เราจะให้สิ่งนั้นไม่หวั่นไหวเลย เราไม่ซ่อนเร้นของที่มีอยู่ ใจของเรายินดีในทาน
๘๕เมื่อยาจกมาถึงแล้ว การห้าม(การไม่ให้) ไม่สมควรแก่เรา กุศลสมาทานของเราอย่าได้เสียหายเลย เราจักให้คชสารตัวประเสริฐ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๗๓๘} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก [๑. อกิตติวรรค] ๙. เวสสันตรจริยา
๘๖เราได้จับงวงพญาคชสารวางบนมือพราหมณ์แล้ว จึงหลั่งน้ำในเต้าทองลงบนมือ ได้ให้พญาคชสารแก่พวกพราหมณ์
๘๗อีกเรื่องหนึ่ง เมื่อเราให้พญาคชสารที่อุดมเผือกผ่อง แม้ในกาลนั้น แผ่นดิน ภูเขาสิเนรุราช และราวป่าก็ไหวอีก
๘๘เพราะเราให้พญาคชสารนั้น ชาวกรุงสีพีจึงพากันโกรธเคือง มาประชุมกันแล้ว ขับไล่เราจากแว่นแคว้นของตนว่า จงไปยังภูเขาวงกต
๘๙เมื่อชาวนครเหล่านั้นกลับไป จิตของเราตั้งมั่นไม่หวั่นไหว เราได้ขอพรอย่างหนึ่งเพื่อจะบำเพ็ญมหาทาน
๙๐เราขอแล้ว ชาวกรุงสีพีทั้งหมดได้ให้พรอย่างหนึ่งแก่เรา เราจึงให้นำกลองคู่หนึ่งไปตีประกาศว่า เราจะบริจาคมหาทาน
๙๑เสียงดังกึกก้องอึงมี่น่าหวาดกลัวย่อมเป็นไปในโรงทานนั้นว่า ชาวกรุงสีพีขับไล่พระเวสสันดรนี้เพราะทาน เรายังจะให้ทานอีกหรือ
๙๒เราได้ให้ช้าง ม้า รถ ทาสี ทาสา แม่โค ทรัพย์ ครั้นให้มหาทานแล้ว ก็ออกจากนครไปในกาลนั้น
๙๓เมื่อเราครั้นออกจากนครแล้ว เหลียวกลับมาดู แม้ในกาลนั้น แผ่นดิน ภูเขาสิเนรุราช และราวป่าก็ไหวแล้ว
๙๔เราให้ม้าสินธพ ๔ ตัวและรถแล้วยืนอยู่ที่ทางใหญ่ ๔ แยก ผู้เดียวไม่มีเพื่อน ได้กล่าวกับพระนางมัทรีเทวีดังนี้ว่า
๙๕“แม่มัทรี เธอจงอุ้มกัณหากุมารีเถิด เพราะเธอเป็นน้องคงเบากว่า พี่จะอุ้มพ่อชาลี เพราะเขาเป็นพี่คงจะหนัก {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๗๓๙} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก [๑. อกิตติวรรค] ๙. เวสสันตรจริยา
๙๖พระนางมัทรีทรงอุ้มแม่กัณหาผู้อ่อนนุ่มดังดอกปทุมและบัวขาว เราได้อุ้มพ่อชาลีหน่อกษัตริย์ เปรียบดังแท่งทองคำ
๙๗ชนทั้ง ๔ เป็นกษัตริย์สุขุมาลชาติ ผู้อภิชาตบุตร ได้เสด็จดำเนินไปตามทางที่ขรุขระและราบเรียบไปยังภูเขาวงกต
๙๘มนุษย์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง เดินตามมาในหนทางก็ดี สวนทางก็ดี เราทั้งหลายได้ไต่ถามเขาถึงหนทางว่า เขาวงกตอยู่ที่ไหน
๙๙เขาเห็นเราทั้งหลาย ณ ที่นั้นแล้ว ได้เปล่งเสียงอันประกอบด้วยกรุณา กษัตริย์เหล่านี้คงจะต้องเสวยทุกข์อย่างยิ่ง เพราะภูเขาวงกตไกล
๑๐๐ถ้าพระกุมารและกุมารีเห็นต้นไม้ที่มีผลในป่าใหญ่ พระกุมารกุมารีก็จะทรงกันแสง เพราะเหตุแห่งผลไม้เหล่านั้น
๑๐๑ต้นไม้ทั้งหลายอันสูงใหญ่ไพศาล เห็นพระกุมารและกุมารีทรงกันแสง ก็จะโน้มยอดลงมาหาพระกุมารและกุมารีเอง
๑๐๒พระนางมัทรีผู้ทรงความงามทั่วสรรพางค์กาย ทรงเห็นความอัศจรรย์นี้ซึ่งไม่เคยมีมา น่าขนพองสยองเกล้า จึงให้สาธุการเป็นไปว่า
๑๐๓ความอัศจรรย์ไม่เคยมีในโลก บังเกิดขนชูชันหนอ หมู่ไม้น้อมยอดลงมาเองด้วยเดชแห่งพระเวสสันดร
๑๐๔ยักษ์(เทวดา)ทั้งหลายได้ย่นทางให้ ด้วยความเอ็นดูพระกุมารและกุมารี ในวันที่เสด็จออกจากกรุงสีพีนั้นเอง เราทั้ง ๔ ได้ไปถึงเจตราษฎร์ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๗๔๐} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก [๑. อกิตติวรรค] ๙. เวสสันตรจริยา
๑๐๕ครั้งนั้น พวกเจ้า ๑๖,๐๐๐ องค์อยู่ในกรุงมาตุละ ทั้งหมดก็ประนมมือร้องไห้มาหา
๑๐๖เราเจรจาปราศรัยกับโอรสของพระเจ้าเจตราชเหล่านี้อยู่ ณ ที่นั้น ให้พระโอรสของพระเจ้าเจตราชเหล่านั้นกลับที่ประตูนั้นแล้ว ได้ไปยังภูเขาวงกต
๑๐๗ท้าวสักกะจอมเทพ ตรัสเรียกวิสสุกรรมเทพบุตรผู้มีฤทธิ์มาก แล้วรับสั่งให้เนรมิตบรรณศาลาอย่างสวยงาม น่ารื่นรมย์สำหรับเป็นอาศรมอย่างดี
๑๐๘วิสสุกรรมเทพบุตรผู้มีฤทธิ์มาก รับพระบัญชาของท้าวสักกะแล้ว เนรมิตบรรณศาลาอย่างสวยงาม น่ารื่นรมย์สำหรับเป็นอาศรมอย่างดี
๑๐๙เราทั้ง ๔ คน มาถึงป่าใหญ่อันสงัดเงียบไม่พลุกพล่าน อยู่ในบรรณศาลานั้น ณ ระหว่างภูเขา
๑๑๐ครั้งนั้น เรา พระนางมัทรีเทวี และโอรสทั้ง ๒ คือ ชาลีและกัณหาชินา บรรเทาความเศร้าโศกของกันและกันอยู่ในอาศรม
๑๑๑เรารักษาสองกุมารเป็นผู้ไม่ว่างอยู่ในอาศรม พระนางมัทรีนำผลไม้มาเลี้ยงคนทั้ง ๓
๑๑๒เมื่อเราอยู่ในป่าใหญ่ พราหมณ์ (ชูชก) ผู้มีความต้องการ เดินเข้ามาหาเรา ได้ขอพระโอรสทั้ง ๒ ของเรา คือ ชาลีและกัณหาชินา
๑๑๓เพราะได้เห็นผู้ขอเข้ามาหา ความร่าเริงจึงเกิดขึ้นแก่เรา ครั้งนั้น เราได้พาบุตรและธิดาทั้ง ๒ มาให้พราหมณ์ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๗๔๑} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก [๑. อกิตติวรรค] ๙. เวสสันตรจริยา
๑๑๔เมื่อเราสละบุตรและธิดาทั้ง ๒ ของตน ให้พราหมณ์ชูชกไป ในกาลใด แม้ในกาลนั้น แผ่นดิน ภูเขาสิเนรุราช และราวป่าก็ไหวแล้ว
๑๑๕ท้าวสักกะทรงแปลงร่างเป็นพราหมณ์เสด็จลงจากเทวโลก มาขอพระนางมัทรีเทวีผู้มีศีลจริยาวัตรงดงามกับเราอีก
๑๑๖เรามีความดำริแห่งใจผ่องใส จับพระหัตถ์พระนางมัทรีแล้วมอบให้ด้วยการหลั่งน้ำ(ทักขิโณทก) ได้ให้พระนางมัทรีแก่พราหมณ์นั้น
๑๑๗เมื่อเราให้พระนางมัทรี หมู่เทวดาในท้องฟ้าพากันเบิกบาน(พลอยยินดี) แม้ในกาลนั้น แผ่นดิน ภูเขาสิเนรุราช และราวป่าก็ไหวแล้ว
๑๑๘เราสละพ่อชาลีและแม่กัณหาชินาผู้เป็นบุตรธิดา และพระนางมัทรีเทวี ผู้มีจริยาวัตรงดงาม ไม่คิดถึงเลยเพราะเหตุแห่งพระโพธิญาณนั่นเอง
๑๑๙บุตรทั้ง ๒ จะเป็นที่น่ารังเกียจสำหรับเราก็หาไม่ พระเทวีมัทรีเป็นที่น่ารังเกียจก็หาไม่ แต่พระสัพพัญญุตญาณเป็นที่รักของเรา เพราะฉะนั้น เราจึงให้บุตรธิดาและภรรยาผู้เป็นที่รัก
๑๒๐อีกเรื่องหนึ่ง เมื่อพระมารดาและพระบิดาเสด็จมาพร้อมกัน ณ ป่าใหญ่ ทรงกันแสงสะอึกสะอื้นน่าเวทนา ตรัสถามถึงสุขทุกข์กันอยู่
๑๒๑เราได้เข้าเฝ้าพระมารดาและพระบิดาทั้ง ๒ ด้วยหิริและโอตตัปปะด้วยความเคารพ แม้ในกาลนั้น แผ่นดิน ภูเขาสิเนรุราช และราวป่าก็หวั่นไหว {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๗๔๒} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก [๑. อกิตติวรรค] ๑๐. สสปัณฑิตจริยา
๑๒๒อีกเรื่องหนึ่ง เรากับบรรดาพระญาติของเราออกจากป่าใหญ่ เข้าสู่กรุงเชตุดร ซึ่งเป็นนครที่น่ารื่นรมย์
๑๒๓แก้ว ๗ ประการตกลงมา มหาเมฆทำฝนให้ตก แม้ในกาลนั้น แผ่นดิน ภูเขาสิเนรุราช และราวป่าก็ไหวแล้ว
๑๒๔แม้แผ่นดินนี้ไม่มีจิตใจ ไม่รู้สุขและทุกข์ ก็ไหวถึง ๗ ครั้ง เพราะกำลังแห่งทานของเรา ฉะนี้แล เวสสันตรจริยาที่ ๙ จบ