This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

经典 · พระอภิธรรมปิฎก ·

เล่ม ๓๗ · กถาวัตถุปกรณ์

本册其他条目

นิคหะ ที่ ๑นิคหะ ที่ ๒นิคหะ ที่ ๓นิคหะ ที่ ๔นิคหะ ที่ ๕นิคหะ ที่ ๖นิคหะ ที่ ๗นิคหะ ที่ ๘สุทธิกสังสันทนาโอปัมมสังสันทนาจตุกกนยสังสันทนาลักขณยุตติกตาวจนโสธนะปัญญัตตานุโยคคติอนุโยคอุปาทาปัญญัตตานุโยคกัลยาณวรรคอภิญญานุโยคญาตกานุโยคปกิณณกะปริหานิกถาพรหมจริยกถาโอธิโสกถาชหติกถาสัพพมัตถีติกถาอดีตขันธาติกถาเอกัจจมัตถีติกถาสติปัฏฐานกถาเหวัตถีติกถาปรูปหารกถาอัญญาณกถากังขากถาปรวิตารณากถาวจีเภทกถาทุกขาหารกถาจิตตฐิติกถากุกกุฬกถาอนุปุพพาภิสมยกถาโวหารกถานิโรธกถาพลกถาอริยันติกถาวิมุจจติกถาวิมุจจมานกถาอัฏฐมกกถาอัฏฐมกัสส อินทริยกถาทิพพจักขุกถาทิพพโสตกถายถากัมมูปคตญาณกถาสังวรกถาอสัญญกถาเนวสัญญานาสัญญายตนกถาคิหิสส อรหาติกถาอุปปัตติกถาอนาสวกถาสมันนาคตกถาอุเบกขาสมันนาคตกถาโพธิยา พุทโธติกถาลักษณกถานิยาโมกกันติกถาสมันนาคตกถา อีกกถาหนึ่งสัพพสัญโญชนปหานกถาวิมุตตกถาอเสกขญาณกถาวิปรีตกถานิยามกถาปฏิสัมภิทากถาสัมมติญาณกถาจิตตารัมมณกถาอนาคตญาณกถาปัจจุปปันนญาณกถาผลญาณกถานิยามกถาปฏิจจสมุปปาทกถาสัจจกถาอารุปปกถานิโรธสมาปัตติกถาอากาสกถาอากาโสสนิทัสสโนติกถาปฐวีธาตุ สนิทัสสนาตยาทิกถาจักขุนทริยสนิทัสสนันติอาทิกถากายกัมมสนิทัสสนันติกถาสังคหิตกถาสัมปยุตตกถาเจตสิกกถาทานกถาปริโภคมยปุญญกถาอิโตทินนกถาปฐวีกัมมวิปาโกติกถาชรามรณวิปาโกติกถาอริยธัมมวิปากกถาวิปาโก วิปากธัมมธัมโมติกถาฉคติกถาอันตราภวกถากามคุณกถากามกถารูปธาตุกถาอรูปธาตุกถารูปธาตุยา อายตนะกถาอรูเป รูปกถารูปังกัมมันติกถาชีวิตินทริยกถากัมมเหตุกถาอานิสังสกถาอมตารัมมณกถารูปังสารัมมณันติกถาอนุสยา อนารัมมณาติกถาญาณัง อนารัมมณันติกถาอตีตารัมมณกถาอนาคตารัมมณกถาวิตักกานุปติตกถาวิตักกวิปผารสัททกถานยถาจิตตัสสวาจาติกถานยถาจิตตัสสกายกัมมันติกถาอตีตานาคตปัจจุปปันนกถานิโรธกถารูปังมัคโคติกถาปัญจวิญญาณสมังคิมัคคภาวนากถาปัญจวิญญาณา กุสลาปีติกถาปัญจวิญญาณา สาโภคาติกถาทวีหิ สีเลหิ สมันนาคโตติกถาสิลัง อเจตสิกันติกถาสีลัง นจิตตานุปริวัตตีติกถาสมาทานเหตุกกถาวิญญัตติสีลันติกถาอวิญญัตติ ทุสสีลยันติกถาติสโสปิ อนุสยกถาญาณกถาญาณังจิตตวิปปยุตตันติกถาอิทังทุกขันติกถาอิทธิพลกถาสมาธิกถาธัมมัฏฐิตตากถาอนิจจตากถาสังวโรกัมมันติกถากัมมกถาสัทโทวิปาโกติกถาสฬายตนกถาสัตตักขัตตุปรมกถาโกลังโกลเอกวีชีกถาชีวิตาโวโรปนกถาทุคคติกถาสัตตมภวิกกถากัปปัฏฐกถากุสลจิตตปฏิลาภกถาอนันตราปยุตตกถานิยตัสสนิยามกถานีวุตกถาสัมมุขีภูตกถาสมาปันโน อัสสาเทติกถาอสาตราคกถาธัมมตัณหา อัพยากตาติกถาธัมมตัณหา นทุกขสมุทโยติกถากุสลากุสลปฏิสันทหนกถาสฬายตนุปปัตติกถาอนันตรปัจจยกถาอริยรูปกถาอัญโญ อนุสโยติกถาปริยุฏฐาน จิตตวิปปยุตตันติกถาปริยาปันนกถาอัพยากตกถาอปริยาปันนกถาปัจจยตากถาอัญญมัญญปัจจยกถาอัทธากถาขณลยมุหุตตกถาอาสวกถาชรามรณกถาสัญญาเวทยิตกถาสัญญาเวทยิตกถา ที่ ๒สัญญาเวทยิตกถา ที่ ๓อสัญญสัตตูปิกากถากัมมูปจยกถานิคคหกถาปัคคหกถาสุขานุปปทานกถาอธิคัยหมนสิการกถารูปังเหตูติกถารูปังสเหตุกันติกถารูปังกุสลากุสลันติกถารูปังวิปาโกติกถารูปังรูปาวจรารูปาวจรันติกถารูปราโค รูปธาตุปริยาปันโนติอาทิกถาอัตถิ อรหโต ปุญญูปจโยติกถานัตถิ อรหโต อกาลมัจจูติกถาสัพพมิทัง กัมมโตติกถาอินทริยพัทธกถาฐเปตวา อริยมัคคันติกถานวัตตัพพัง สังโฆ ทักขิณัง ปฏิคคัณหาตีติกถานวัตตัพพัง สังโฆ ทักขิณัง วิโสเธตีติกถานวัตตัพพัง สังโฆ ภุญชตีติกถานวัตตัพพัง สังฆัสส ทินนัง มหัปผลันติกถานวัตตัพพัง พุทธัสส ทินนัง มหัปผลันติกถาทักขิณาวิสุทธิกถามนุสสโลกกถาธัมมเทสนากถากรุณากถาคันธชาติกถาเอกมัคคกถาฌานสังกันติกถาฌานันตริกกถาสมาปันโน สัททัง สุณาตีติกถาจักขุนา รูปัง ปัสสตีติกถากิเลสชหนกถาสุญญตากถาสามัญญผลกถาปัตติกถาตถตากถากุสลกถาอัจจันตนิยามกถาอินทริยกถาอสัญจิจจกถาญาณกถานิรยปาลกถาติรัจฉานกถามัคคกถาญาณกถาสาสนกถาอวิวิตตกถาสัญโญชนกถาอิทธิกถาพุทธกถาสัพพทิสากถาธรรมกถากรรมกถาปรินิพพานกถากุสลจิตตกถาอาเนญชกถาธัมมาภิสมยกถากถาทั้ง ๓อัพยากตกถาอาเสวนปัจจยตากถาขณิกกถาเอกาธิปปายกถาอรหันตวัณณกถาอิสสริยกามการิกากถาราคปฏิรูปกาทิกถาอปรินิปผันนกถาอุทาน

经典 · พระอภิธรรมปิฎก

วจีเภทกถา

ข้อ ๕๗๕–๖๒๑พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถุปกรณ์47 条2 个版本

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · Public domain (term expired) — operator determination

巴利文与译文

印本前页文字

วจีเภทกถา

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๗ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๔ กถาวัตถุปกรณ์ วจีเภทกถา

๕๗๕

สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ สพฺพตฺถ สมาปนฺนานํ อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

สกวาที การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ หรือ? ปรวาที ถูกแล้ว ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานในภพทั้งปวงมีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

๕๗๖

สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ สพฺพทา สมาปนฺนานํ อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานในกาลทั้งปวงมีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

๕๗๗

สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ สพฺเพสํ สมาปนฺนานํ อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานทั้งปวงมีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

๕๗๘

สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ สพฺพสมาปตฺตีสุ อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. การเปล่งวาจามีอยู่ในสมาบัติทั้งปวง หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

๕๗๙

สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ กายเภโทติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. การไหวกายของผู้เข้าฌานมีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

๕๘๐

สมาปนฺนสฺส นตฺถิ กายเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ สมาปนฺนสฺส นตฺถิ วจีเภโทติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. การไหวกายไม่มีแก่ผู้เข้าฌาน หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าฌาน หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

๕๘๑

สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วาจา อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ กาโย อตฺถิ กายเภโทติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. วาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ การเปล่งวาจาก็มีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. กายของผู้เข้าฌานมีอยู่ การไหวกายก็มีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

๕๘๒

สมาปนฺนสฺส อตฺถิ กาโย นตฺถิ กายเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วาจา นตฺถิ วจีเภโทติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. กายของผู้เข้าฌานมีอยู่ แต่การไหวกายไม่มี หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. วาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ แต่การเปล่งวาจาไม่มี หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

๕๘๓

ทุกฺขนฺติ ชานนฺโต ทุกฺขนฺติ วาจํ ภาสตีติ ฯ อามนฺตา ฯ สมุทโยติ ชานนฺโต สมุทโยติ วาจํ ภาสตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. เมื่อรู้ว่าทุกข์ ย่อมเปล่งวาจาว่าทุกข์ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เมื่อรู้ว่าสมุทัย ย่อมเปล่งวาจาว่าสมุทัย หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

๕๘๔

ทุกฺขนฺติ ชานนฺโต ทุกฺขนฺติ วาจํ ภาสตีติ ฯ อามนฺตา ฯ นิโรโธติ ชานนฺโต นิโรโธติ วาจํ ภาสตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. เมื่อรู้ว่าทุกข์ ย่อมเปล่งวาจาว่าทุกข์ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เมื่อรู้ว่านิโรธ ย่อมเปล่งวาจาว่านิโรธ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

๕๘๕

ทุกฺขนฺติ ชานนฺโต ทุกฺขนฺติ วาจํ ภาสตีติ ฯ อามนฺตา ฯ มคฺโคติ ชานนฺโต มคฺโคติ วาจํ ภาสตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. เมื่อรู้ว่าทุกข์ ย่อมเปล่งวาจาว่าทุกข์ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เมื่อรู้ว่ามรรค ย่อมเปล่งวาจาว่ามรรค หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

๕๘๖

สมุทโยติ ชานนฺโต น จ สมุทโยติ วาจํ ภาสตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ทุกฺขนฺติ ชานนฺโต น จ ทุกฺขนฺติ วาจํ ภาสตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. เมื่อรู้ว่าสมุทัย ก็ไม่เปล่งวาจาว่าสมุทัย หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เมื่อรู้ว่าทุกข์ ก็ไม่เปล่งวาจาว่าทุกข์ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

๕๘๗

นิโรโธติ ชานนฺโต น จ นิโรโธติ วาจํ ภาสตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ทุกฺขนฺติ ชานนฺโต น จ ทุกฺขนฺติ วาจํ ภาสตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. เมื่อรู้ว่านิโรธ ก็ไม่เปล่งวาจาว่านิโรธ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เมื่อรู้ว่าทุกข์ ก็ไม่เปล่งวาจาว่าทุกข์ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

๕๘๘

มคฺโคติ ชานนฺโต น จ มคฺโคติ วาจํ ภาสตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ทุกฺขนฺติ ชานนฺโต น จ ทุกฺขนฺติ วาจํ ภาสตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. เมื่อรู้ว่ามรรค ก็ไม่เปล่งวาจาว่ามรรค หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เมื่อรู้ว่าทุกข์ ก็ไม่เปล่งวาจาว่าทุกข์ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

๕๘๙

สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ ญาณํ กึโคจรนฺติ ฯ ญาณํ สจฺจโคจรนฺติ ฯ โสตํ สจฺจโคจรนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ญาณ (ความรู้) มีอะไรเป็นโคจร ป. ญาณมีสัจจะเป็นโคจร ส. โสตวิญญาณมีสัจจะเป็นโคจร หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

๕๙๐

สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ โสตํ กึโคจรนฺติ ฯ โสตํ สทฺทโคจรนฺติ ฯ ญาณํ สทฺทโคจรนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. โสตวิญญาณมีอะไรเป็นโคจร ป. โสตวิญญาณมีเสียงเป็นโคจร ส. ญาณมีเสียงเป็นโคจร หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

๕๙๑

สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโท ญาณํ สจฺจโคจรํ โสตํ สทฺทโคจรนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ ญาณํ สจฺจโคจรํ โสตํ สทฺทโคจรํ โน วต เร วตฺตพฺเพ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ

ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ ญาณมีสัจจะเป็นโคจร โสตวิญญาณมี เสียงเป็นโคจร หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า ญาณมีสัจจะเป็นโคจร โสตวิญญาณมีเสียงเป็นโคจร ก็ต้องไม่ กล่าวว่า การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่

๕๙๒

สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโท ญาณํ สจฺจโคจรํ โสตํ สทฺทโคจรนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ทวินฺนํ ผสฺสานํ ทฺวินฺนํ เวทนานํ ทฺวินฺนํ สญฺญานํ ทฺวินฺนํ เจตนานํ ทฺวินฺนํ จิตฺตานํ สโมธานํ โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ ญาณมีสัจจะเป็นโคจร โสตวิญญาณมี เสียงเป็นโคจร หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. การประชุมแห่งผัสสะ ๒ แห่งเวทนา ๒ แห่งสัญญา ๒ แห่งเจตนา ๒ แห่งจิต ๒ เป็นได้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

๕๙๓

สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ ปฐวีกสิณํ สมาปตฺตึ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าสมาบัติ ที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์มีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

๕๙๔

สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ อาโปกสิณํ ฯเปฯ เตโชกสิณํ วาโยกสิณํ นีลกสิณํ ปีตกสิณํ โลหิตกสิณํ โอทาตกสิณํ สมาปตฺตึ ฯเปฯ อากาสานญฺจายตนํ วิญฺญาณญฺจายตนํ อากิญฺจญฺญายตนํ ฯเปฯ เนวสญฺญานาสญฺญายตนํ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าสมาบัติ ที่มีอาโปกสิณเป็นอารมณ์ ฯลฯ ที่มี เตโชกสิณเป็นอารมณ์ ที่มีวาโยกสิณเป็นอารมณ์ ที่มีนีลกสิณเป็น อารมณ์ ที่มีปีตกสิณเป็นอารมณ์ ที่มีโลหิตกสิณเป็นอารมณ์ ที่ มีโอทาตกสิณเป็นอารมณ์ ฯลฯ ของผู้เข้าอากาสานัญจายตนสมาบัติ วิญญาณัญจายตนสมาบัติ อากิญจัญญายตนสมาบัติ ฯลฯ เนวสัญญานา สัญญายตนสมาบัติมีอยู่ หรือ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

๕๙๕

ปฐวีกสิณํ สมาปตฺตึ สมาปนฺนสฺส นตฺถิ วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ ปฐวีกสิณํ สมาปตฺตึ สมาปนฺนสฺส นตฺถิ วจีเภโท โน วต เร วตฺตพฺเพ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ

ส. การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าสมาบัติ ที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าสมาบัติ ที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ ก็ ต้องไม่กล่าวว่า การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่

๕๙๖

อาโปกสิณํ ฯเปฯ โอทาตกสิณํ สมาปตฺตึ ฯเปฯ อากาสานญฺจายตนํ วิญฺญาณญฺจายตนํ อากิญฺจญฺญายตนํ ฯเปฯ เนวสญฺญานาสญฺญายตนํ สมาปนฺนสฺส นตฺถิ วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ เนวสญฺญานาสญฺญายตนํ สมาปนฺนสฺส นตฺถิ วจีเภโท โน วต เร วตฺตพฺเพ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ

ส. การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าสมาบัติ ที่มีอาโปกสิณเป็นอารมณ์ ฯลฯ ที่มี โอทาตกสิณเป็นอารมณ์ ฯลฯ ไม่มีแก่ผู้เข้าอากาสานัญจายตนสมาบัติ วิญญาณัญจายตนสมาบัติ อากิญจัญญายตนสมาบัติ ฯลฯ เนวสัญญานา- สัญญายตนสมาบัติ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ก็ ต้องไม่กล่าวว่า การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่

๕๙๗

สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ โลกิยํ สมาปตฺตึ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าโลกิยสมาบัติมีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

๕๙๘

สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ โลกิยํ ปฐมํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ โลกิยํ ทุติยํ ฌานํ ฯเปฯ ตติยํ ฌานํ ฯเปฯ จตุตฺถํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าปฐมฌานที่เป็นโลกิยะมีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าทุติยฌาน ฯลฯ ตติยฌาน ฯลฯ จตตุถฌาน ที่ เป็นโลกิยะมีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

๕๙๙

โลกิยํ สมาปตฺตึ สมาปนฺนสฺส นตฺถิ วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ โลกิยํ สมาปตฺตึ สมาปนฺนสฺส นตฺถิ วจีเภโท โน วต เร วตฺตพฺเพ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ

ส. การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าโลกิยสมาบัติ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าโลกิยสมาบัติ ก็ต้องไม่กล่าวว่า การ เปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่

๖๐๐

โลกิยํ ปฐมํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส นตฺถิ วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ โลกิยํ ปฐมํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส นตฺถิ วจีเภโท โน วต เร วตฺตพฺเพ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ

ส. การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าปฐมฌานที่เป็นโลกิยะ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าปฐมฌานที่เป็นโลกิยะ ก็ต้องไม่กล่าว ว่า การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่

๖๐๑

โลกิยํ ทุติยํ ฌานํ ฯเปฯ ตติยํ ฌานํ ฯเปฯ จตุตฺถํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส นตฺถิ วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ โลกิยํ จตุตฺถํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส นตฺถิ วจีเภโท โน วต เร วตฺตพฺเพ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ

ส. การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าทุติยฌาน ฯลฯ ตติยฌาน ฯลฯ จตุตถฌาน ที่เป็นโลกิยะ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าจตุตถฌานที่เป็นโลกิยะ ก็ต้องไม่ กล่าวว่า การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่

๖๐๒

โลกุตฺตรํ ปฐมํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ โลกิยํ ปฐมํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าปฐมฌานที่เป็นโลกุตตระมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าปฐมฌานที่เป็นโลกิยะมีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

๖๐๓

โลกุตฺตรํ ปฐมํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ โลกิยํ ทุติยํ ฌานํ ตติยํ ฌานํ ฯเปฯ จตุตฺถํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าปฐมฌานที่เป็นโลกุตตระมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าทุติยฌาน ตติยฌาน ฯลฯ จตุตถฌานที่เป็นโลกิยะ มีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

๖๐๔

โลกิยํ ปฐมํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส นตฺถิ วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ โลกุตฺตรํ ปฐมํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส นตฺถิ วจีเภโทติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าปฐมฌานที่เป็นโลกิยะ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าปฐมฌานที่เป็นโลกุตตระ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

๖๐๕

โลกิยํ ทุติยํ ฌานํ ตติยํ ฌานํ ฯเปฯ จตุตฺถํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส นตฺถิ วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ โลกุตฺตรํ ปฐมํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส นตฺถิ วจีเภโทติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าทุติยฌาน ตติยฌาน ฯลฯ จตุตถฌานที่เป็น โลกิยะ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าปฐมฌานที่เป็นโลกุตตระ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

๖๐๖

โลกุตฺตรํ ปฐมํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ โลกุตฺตรํ ทุติยํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าปฐมฌานที่เป็นโลกุตตระมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าทุติยฌานที่เป็นโลกุตตระมีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

๖๐๗

โลกุตฺตรํ ปฐมํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ โลกุตฺตรํ ตติยํ ฌานํ ฯเปฯ จตุตฺถํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าปฐมฌานที่เป็นโลกุตตระมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าตติยฌาน ฯลฯ จตุตถฌานที่เป็นโลกุตตระมีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

๖๐๘

โลกุตฺตรํ ทุติยํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส นตฺถิ วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ โลกุตฺตรํ ปฐมํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส นตฺถิ วจีเภโทติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าทุติยฌานที่เป็นโลกุตตระ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าปฐมฌานที่เป็นโลกุตตระ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

๖๐๙

โลกุตฺตรํ ตติยํ ฌานํ ฯเปฯ จตุตฺถํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส นตฺถิ วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ โลกุตฺตรํ ปฐมํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส นตฺถิ วจีเภโทติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าตติยฌาน ฯลฯ จตุตถฌานที่เป็นโลกุตตระ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าปฐมฌานที่เป็นโลกุตตระ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

๖๑๐

น วตฺตพฺพํ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วิตกฺกวิจารา วจีสงฺขารา วุตฺตา ภควตา ปฐมํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วิตกฺกวิจาราติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ วิตกฺกวิจารา วจีสงฺขารา วุตฺตา ภควตา ปฐมํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วิตกฺกวิจารา เตน วต เร วตฺตพฺเพ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ

ป. ไม่พึงกล่าวว่า การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัส วิตก วิจารว่า เป็นวจีสังขาร (ธรรมชาติผู้ปรุงแต่ง วาจา) และวิตก วิจารของผู้เข้าปฐมฌานก็มีอยู่ มิใช่หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. หากพระผู้มีพระภาคได้ตรัส วิตก วิจารว่า เป็นวจีสังขาร และวิตก วิจาร ของผู้เข้าปฐมฌานก็มีอยู่ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า การเปล่ง วาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่

๖๑๑

วิตกฺกวิจารา วจีสงฺขารา วุตฺตา ภควตา ปฐมํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วิตกฺกวิจารา อตฺถิ ตสฺส วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ ปฐวีกสิณํ ปฐมํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วิตกฺกวิจารา อตฺถิ ตสฺส วจีเภโทติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัส วิตก วิจารว่า เป็นวจีสังขาร และวิตก วิจาร ของ ผู้เข้าปฐมฌานก็มีอยู่ การเปล่งวาจาของผู้เข้าปฐมฌานนั้นจึงมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. วิตก วิจาร ของผู้เข้าปฐมฌาน ที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์มีอยู่ การเปล่ง วาจาของผู้นั้นจึงมีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

๖๑๒

วิตกฺกวิจารา วจีสงฺขารา วุตฺตา ภควตา ปฐมํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วิตกฺกวิจารา อตฺถิ ตสฺส วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ อาโปกสิณํ ฯเปฯ เตโชกสิณํ วาโยกสิณํ นีลกสิณํ ปีตกสิณํ โลหิตกสิณํ ฯเปฯ โอทาตกสิณํ ปฐมํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วิตกฺกวิจารา อตฺถิ ตสฺส วจีเภโทติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัส วิตก วิจารว่า เป็นวจีสังขาร และวิตก วิจาร ของ ผู้เข้าปฐมฌานก็มีอยู่ การเปล่งวาจาของผู้เข้าปฐมฌานนั้น จึงมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. วิตก วิจาร ของผู้เข้าปฐมฌานที่มีอาโปกสิณเป็นอารมณ์ ฯลฯ ที่มีเตโช กสิณเป็นอารมณ์ ที่มีวาโยกสิณเป็นอารมณ์ ที่มีนีลกสิณเป็นอารมณ์ ที่มีปีติกสิณเป็นอารมณ์ ที่มีโลหิตกสิณเป็นอารมณ์ ฯลฯ ที่มีโอทาตกสิณ เป็นอารมณ์ ก็มีอยู่ การเปล่งวาจาของผู้เข้าปฐมฌาน ที่มีโอทาตกสิณเป็น อารมณ์นั้น ก็มีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

๖๑๓

น วตฺตพฺพํ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วิตกฺกสมุฏฺฐานา วาจา วุตฺตา ภควตา ปฐมํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วิตกฺกวิจาราติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ วิตกฺกสมุฏฺฐานา วาจา วุตฺตา ภควตา ปฐมํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วิตกฺกวิจารา เตน วต เร วตฺตพฺเพ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ

ป. ไม่พึงกล่าวว่า การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสวาจาว่า มีวิตกเป็นสมุฏฐาน และวิตก วิจาร ของผู้ เข้าปฐมฌานก็มีอยู่ มิใช่หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. หากว่า พระผู้มีพระภาคตรัสวาจาว่า มีวิตกเป็นสมุฏฐาน และ วิตก วิจาร ของผู้เข้าปฐมฌานก็มีอยู่ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า การเปล่ง วาจาของผู้เข้าปฐมฌานมีอยู่

๖๑๔

วิตกฺกสมุฏฺฐานา วาจา วุตฺตา ภควตา ปฐมํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วิตกฺกวิจาราติ อตฺถิ ตสฺส วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ สญฺญาสมุฏฺฐานา วาจา วุตฺตา ภควตา ทุติยํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ สญฺญา อตฺถิ ตสฺส วิตกฺกวิจาราติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. เพราะพระผู้มีพระภาคได้ตรัสวาจาว่า มีวิตกเป็นสมุฏฐาน และวิตก วิจาร ของผู้เข้าปฐมฌานก็มีอยู่ ฉะนั้น การเปล่งวาจาของผู้เข้าปฐมฌานนั้น จึงมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสวาจาว่า มีสัญญาเป็นสมุฏฐาน และสัญญาของผู้ เข้าทุติยฌานก็มีอยู่ วิตก วิจาร ของผู้เข้าทุติยฌานนั้นจึงมีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

๖๑๕

วิตกฺกสมุฏฺฐานา วาจา วุตฺตา ภควตา ปฐมํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วิตกฺกวิจาราติ อตฺถิ ตสฺส วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ สญฺญาสมุฏฺฐานา วาจา วุตฺตา ภควตา ตติยํ ฌานํ ฯเปฯ จตุตฺถํ ฌานํ อากาสานญฺจายตนํ วิญฺญาณญฺจายตนํ ฯเปฯ อากิญฺจญฺญายตนํ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ สญฺญา อตฺถิ ตสฺส วิตกฺกวิจาราติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. เพราะพระผู้มีพระภาคได้ตรัสวาจาว่า มีวิตกเป็นสมุฏฐาน และวิตก วิจาร ของผู้เข้าปฐมฌานก็มีอยู่ ฉะนั้น การเปล่งวาจาของผู้เข้าปฐมฌานนั้น จึง มีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสวาจาว่า มีสัญญาเป็นสมุฏฐาน และสัญญาของผู้ เข้าตติยฌาน ฯลฯ จตุตถฌาน อากาสานัญจายตนสมาบัติ วิญญาณัญจาย- ตนสมาบัติ ฯลฯ อากิญจัญญายตนสมาบัติ ก็มีอยู่ วิตก วิจาร ของผู้เข้า อากิญจัญญายตนสมาบัตินั้น จึงยังมีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

๖๑๖

สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา นนุ ปฐมํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส วาจา นิรุทฺธา โหตีติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ ปฐมํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส วาจา นิรุทฺธา โหตีติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ โน วต เร วตฺตพฺเพ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ

ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. คำว่า วาจาของผู้เข้าปฐมฌานเป็นธรรมชาติดับแล้ว ดังนี้ เป็นสูตร มีอยู่จริง มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า คำว่า วาจาของผู้เข้าปฐมฌานเป็นธรรมชาติดับแล้ว ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง ก็ต้องไม่กล่าวว่า การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่

๖๑๗

ปฐมํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส วาจา นิรุทฺธา โหตีติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ อตฺถิ ตสฺส วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ ทุติยํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส วิตกฺกวิจารา นิรุทฺธา โหนฺตีติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ อตฺถิ ตสฺส วิตกฺกวิจาราติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. คำว่า วาจาของผู้เข้าปฐมฌานเป็นธรรมชาติดับไปแล้ว ดังนี้ เป็น สูตรมีอยู่จริง ถึงกระนั้น การเปล่งวาจาของผู้นั้น ก็มีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว @ สํ. สฬา. ข้อ ๓๙๒ หน้า ๒๖๘ ส. คำว่า วิตก วิจารของผู้เข้าทุติยฌานเป็นธรรมชาติดับแล้ว ดังนี้ เป็น สูตรมีอยู่จริง ถึงกระนั้น วิตก วิจารของผู้นั้น ก็มีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

๖๑๘

ปฐมํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส วาจา นิรุทฺธา โหตีติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ อตฺถิ ตสฺส วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ ตติยํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส ปีติ นิรุทฺธา โหติ ฯเปฯ จตุตฺถํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส อสฺสาสปสฺสาสา นิรุทฺธา โหนฺติ อากาสานญฺจายตนํ สมาปนฺนสฺส รูปสญฺญา นิรุทฺธา โหติ วิญฺญาณญฺจายตนํ สมาปนฺนสฺส อากาสานญฺจายตนสญฺญา นิรุทฺธา โหติ อากิญฺจญฺญายตนํ สมาปนฺนสฺส วิญฺญาณญฺจายตนสญฺญา นิรุทฺธา โหติ ฯเปฯ เนวสญฺญานาสญฺญายตนํ สมาปนฺนสฺส อากิญฺจญฺญายตนสญฺญา นิรุทฺธา โหติ สญฺญาเวทยิตนิโรธํ สมาปนฺนสฺส สญฺญา จ เวทนา จ นิรุทฺธา โหนฺตีติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ อตฺถิ ตสฺส สญฺญา จ เวทนา จาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. คำว่า วาจาของผู้เข้าปฐมฌานเป็นธรรมชาติดับไปแล้ว ดังนี้ เป็นสูตร มีอยู่จริง ถึงกระนั้น การเปล่งวาจาของผู้นั้น ก็มีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. คำว่า ปีติของผู้เข้าตติยฌานเป็นธรรมชาติดับแล้ว ฯลฯ อัสสาสะ ปัสสาสะ ของผู้เข้าจตุตถฌานเป็นธรรมชาติดับแล้ว รูปสัญญาของผู้ เข้าอากาสานัญจายตนสมาบัติเป็นธรรมชาติดับแล้ว อากา- สานัญจายตน สัญญาของผู้เข้าวิญญาณัญจายตนสมาบัติเป็นธรรมชาติ ดับแล้ว วิญญาณัญจายตนสัญญาของผู้เข้าอากิญจัญญายตนสมาบัติ เป็นธรรมชาติดับแล้ว อากิญจัญญายตนสัญญาของผู้เข้าเนวสัญญานา สัญญายตนสมาบัติเป็นธรรมชาติดับแล้ว สัญญาและเวทนาของผู้เข้า สัญญาเวทยิตนิโรธเป็นธรรมชาติดับแล้ว ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง ถึง กระนั้นสัญญาและเวทนาของผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธนั้นก็มีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

๖๑๙

น วตฺตพฺพํ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ ปฐมสฺส ฌานสฺส สทฺโท กณฺฏโก วุตฺโต ภควตาติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ ปฐมสฺส ฌานสฺส สทฺโท กณฺฏโก วุตฺโต ภควตา เตน วต เร วตฺตพฺเพ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ

ป. ไม่พึงกล่าวว่า การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเสียงว่า เป็นข้าศึกของปฐมฌาน มิใช่หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. หากว่า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเสียงว่า เป็นข้าศึกของปฐมฌาน ด้วยเหตุ นั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานยังมีอยู่

๖๒๐

ปฐมสฺส ฌานสฺส สทฺโท กณฺฏโก วุตฺโต ภควตาติ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ ทุติยสฺส ฌานสฺส วิตกฺกวิจารา กณฺฏโก วุตฺตา ภควตา ฯเปฯ ตติยสฺส ฌานสฺส ปีติ กณฺฏโก วุตฺตา ภควตา จตุตฺถสฺส ฌานสฺส อสฺสาสปสฺสาสา กณฺฏโก วุตฺตา ภควตา อากาสานญฺจายตนํ สมาปนฺนสฺส รูปสญฺญา กณฺฏโก วุตฺตา ภควตา วิญฺญาณญฺจายตนํ สมาปนฺนสฺส อากาสานญฺจายตนสญฺญา กณฺฏโก วุตฺตา ภควตา อากิญฺจญฺญายตนํ สมาปนฺนสฺส วิญฺญาณญฺจายตนสญฺญา กณฺฏโก วุตฺตา ภควตา เนวสญฺญานาสญฺญายตนํ สมาปนฺนสฺส อากิญฺจญฺญายตนสญฺญา กณฺฏโก วุตฺตา ภควตา ฯเปฯ สญฺญาเวทยิตนิโรธํ สมาปนฺนสฺส สญฺญา จ เวทนา จ กณฺฏโก วุตฺตา ภควตา อตฺถิ ตสฺส สญฺญา จ เวทนา จาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. เพราะพระผู้มีพระภาคได้ตรัสเสียงว่า เป็นข้าศึกของปฐมฌาน ฉะนั้น การเปล่งวาจาของผู้เข้าปฐมฌานจึงมีอยู่ หรือ? @ สํ. สฬา. ข้อ ๓๙๒ หน้า ๒๖๘ ป. ถูกแล้ว ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัส วิตก วิจารว่า เป็นข้าศึกของทุติยฌาน ฯลฯ ตรัสปีติว่า เป็นข้าศึกของตติยฌาน ตรัสอัสสาสะ ปัสสาสะว่า เป็นข้าศึก ของจตุตถฌาน ตรัสรูปสัญญาว่า เป็นข้าศึกของผู้เข้าอากาสานัญจายตน- สมาบัติ ตรัสอากาสานัญจายตนสัญญาว่า เป็นข้าศึกของผู้เข้าวิญญา- ณัญจายตนสมาบัติ ตรัสวิญญาณัญจายตนสัญญาว่า เป็นข้าศึกของ ผู้เข้าอากิญจัญญายตนสมาบัติ ตรัสอากิญจัญญายตนสัญญาว่าเป็นข้าศึก ของผู้เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ฯลฯ ตรัสสัญญาและเวทนาว่า เป็นข้าศึกของผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ สัญญาและเวทนาของผู้เข้าสัญญา- เวทยิตนิโรธนั้น จึงมีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

๖๒๑

น วตฺตพฺพํ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา สิขิสฺส อานนฺท ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส อภิภู นาม สาวโก พฺรหฺมโลเก ฐิโต สหสฺสีโลกธาตุํ สเรน วิญฺญาเปสิ อารพฺภถ นิกฺกมถ ยุญฺชถ พุทฺธสาสเน ธุนาถ มจฺจุโน เสนํ นฬาคารํว กุญฺชโร โย อิมสฺมึ ธมฺมวินเย อปฺปมตฺโต วิเหสฺสติ ปหาย ชาติสํสารํ ทุกฺขสฺสนฺตํ กริสฺสตีติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ วจีเภทกถา ฯ -----

ป. ไม่พึงกล่าวว่า การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรอานนท์ สาวกชื่ออภิภู ของพระผู้มี พระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่าสิขี สถิตอยู่ในพรหม โลก ได้ประกาศกะหมื่นโลกธาตุด้วยเสียงว่า ท่านทั้งหลายจงเริ่มต้น จงบากบั่น จงประกอบความเพียรในพระพุทธศาสนา จงกำจัด เสนาของพระยามัจจุราช ดุจกุญชรรื้อเรือนที่มุงบังด้วยไม้อ้อ ฉะนั้น ด้วยว่า ผู้ที่ไม่ประมาทอยู่ในธรรมวินัยนี้ จักละชาติสงสารแล้วทำ ที่สุดแห่งทุกข์ได้ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. ถ้าอย่างนั้น การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานก็มีอยู่ น่ะสิ วจีเภทกถา จบ. ----------------------------------------------------- @ สํ. สคา. ข้อ ๖๑๘ หน้า ๒๓๐

所用版本与授权

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · 证据核验于 2026-08-25

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · 证据核验于 2026-08-24

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย