Scripture · Other items in this volumeเล่ม ๒๗
๑. อัมพชาดก
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ
Front matter of the printed edition
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๓. เตรสกนิบาต] ๑. อัมพชาดก (๔๗๔) ๑๓. เตรสกนิบาต ๑. อัมพชาดก (๔๗๔) ว่าด้วยมนต์เสกมะม่วง (พระราชาตรัสถามคนเฝ้าสวนมะม่วงว่า)
๑ท่านพรหมจารี เมื่อก่อน ท่านได้นำผลมะม่วงน้อยใหญ่มาให้เรา บัดนี้ ผลไม้ทั้งหลายไม่ปรากฏด้วยมนต์เหล่านั้น ของท่านเลยหรือ ท่านพราหมณ์ (มาณพกราบทูลว่า)
๒ข้าพระองค์กำลังคำนวณการโคจรของดาวฤกษ์ ยังไม่เห็นฤกษ์ยามปรากฏในมนต์เลย ครั้นได้การโคจรของดาวฤกษ์และฤกษ์ยามแล้ว ข้าพระองค์จักนำผลมะม่วงมากมายมาถวายได้อย่างแน่นอน (พระราชาตรัสถามว่า)
๓เมื่อก่อน ท่านไม่พูดถึงการโคจรของดาวฤกษ์เลย ไม่ได้อ้างถึงฤกษ์ยามเลย ได้นำผลมะม่วงที่มีสีงาม กลิ่นหอม รสอร่อย จำนวนมากมายมาให้เราด้วยตนเอง
๔แม้เมื่อก่อน ด้วยการร่ายมนต์ของท่าน ผลไม้ทั้งหลายก็ปรากฏมี ท่านพราหมณ์ แต่วันนี้ ท่านนั้นแม้จะร่ายมนต์อยู่ ก็ไม่สามารถจะให้สำเร็จได้ สภาพของท่านนั้น มันเกิดอะไรขึ้นวันนี้ @เชิงอรรถ : @ ท่านพรหมจารี หมายถึงท่านผู้เรียนพระเวท {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๓๙๖} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๓. เตรสกนิบาต] ๑. อัมพชาดก (๔๗๔) (มาณพกราบทูลว่า)
๕บุตรคนจัณฑาลได้มอบมนต์ให้แก่ข้าพระองค์โดยถูกต้อง และบอกสาเหตุที่ทำให้มนต์เสื่อมไว้ว่า ถ้ามีใครมาถามถึงชื่อและโคตรของเราแล้วเจ้าอย่าปกปิด ถ้าปกปิดความจริง มนต์ก็จะเสื่อมไป
๖ข้าพระองค์นั้นถูกพระองค์ผู้เป็นจอมชนตรัสถามขึ้นในหมู่ชน เกิดความลบหลู่ครอบงำแล้วจึงได้กราบทูลความพลั้งพลาดไปว่า มนต์เหล่านี้เป็นของพราหมณ์ ดังนั้น ข้าพระองค์มีมนต์เสื่อมเสียแล้ว จึงเป็นคนน่าสงสารร้องไห้อยู่ (พระราชาทรงติเตียนมาณพนั้นว่า)
๗คนผู้ต้องการน้ำหวานพึงได้น้ำหวานจากต้นไม้ใด จะเป็นต้นละหุ่งก็ตาม ต้นสะเดาก็ตาม หรือต้นทองกวาวก็ตาม ต้นไม้นั้นแลเป็นต้นไม้ดีที่สุดของเขา
๘บุคคลพึงรู้แจ้งธรรมจากผู้ใด จะเป็นกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร จัณฑาล หรือคนเทขยะก็ตาม ผู้นั้นแลเป็นคนสูงสุดของเขา
๙ท่านทั้งหลายจงทำโทษ เฆี่ยนตี แล้วจงจับคอเจ้าคนชั่ว ผู้ที่ยังประโยชน์อันสูงสุดซึ่งตนได้มาแสนยากให้พินาศไป เพราะความเย่อหยิ่งและดูหมิ่นคน ไสหัวออกไป (มาณพกล่าวขอเรียนมนต์ใหม่กับอาจารย์ว่า)
๑๐บุรุษสำคัญพื้นที่ว่าเรียบ พึงตกบ่อ ตกถ้ำ ตกเหว ตกหลุมรากไม้ผุ หรือว่าคนตาบอดสำคัญว่าเชือก พึงเหยียบงูเห่า เหยียบไฟฉันใด ท่านผู้มีปัญญาพึงรับทราบว่า ข้าพเจ้าพลั้งพลาดไปแล้วฉันนั้นเหมือนกัน ท่านอาจารย์ทราบแล้ว จงมอบมนต์ให้แก่ข้าพเจ้าผู้มีมนต์เสื่อมแล้วอีกเถิด {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๓๙๗} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๓. เตรสกนิบาต] ๒. ผันทนชาดก (๔๗๕) (ต่อจากนั้น อาจารย์กล่าวว่า)
๑๑เราได้มอบมนต์ให้แก่เจ้าโดยธรรม ถึงเจ้าก็เรียนเอาโดยธรรม แม้สาเหตุที่ทำให้มนต์เสื่อม เราก็เต็มใจบอกแก่เจ้า ถ้าเจ้าตั้งอยู่ในธรรมแล้ว มนต์จะไม่เสื่อม
๑๒เจ้าคนโง่ คนที่มีปัญญาน้อย ถึงจะเลี้ยงชีวิตอยู่ได้ในมนุษยโลกทุกวันนี้ ด้วยมนต์ที่ตนได้มาโดยยาก ได้มาด้วยความลำบากก็จริง แต่เมื่อพูดเหลาะแหละก็ทำมนต์บทนั้นให้เสื่อมไปได้
๑๓สำหรับเจ้าผู้เป็นคนโง่ หลงงมงาย อกตัญญู พูดเท็จ ไม่ระมัดระวัง เราจะไม่ให้มนต์ทั้งหลายเช่นนั้นอีก มนต์ที่ไหนกัน ไปเสียเถิดเจ้า เราไม่พอใจเจ้าเลย อัมพชาดกที่ ๑ จบ