Scripture · Other items in this volumeเล่ม ๒๗
๒. สรภังคชาดก
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ
Front matter of the printed edition
๒. สรภังคชาดก (๕๒๒) ว่าด้วยสรภังคดาบสแก้ปัญหา (อนุสิสสดาบสถือหม้อจะไปตักน้ำได้พบพระราชา ๓ พระองค์ จึงทูลถามว่า)
๕๐ท่านทั้งหลายเป็นใครกันหนอ ประดับเครื่องอลังการ สวมใส่ต่างหู นุ่งห่มเรียบร้อย เหน็บพระขรรค์มีด้ามประดับ ด้วยแก้วไพฑูรย์และแก้วมุกดา ยืนอยู่บนรถอย่างองอาจ ในมนุษยโลกเขารู้จักพวกท่านว่าอย่างไร (ในพระราชาทั้ง ๓ องค์ พระเจ้าอัฏฐกะตรัสกับท่านอนุสิสสดาบสว่า)
๕๑ข้าพเจ้าชื่ออัฏฐกะ ท่านผู้นี้คือพระเจ้าภีมรถ ส่วนท่านผู้นี้คือพระเจ้ากาลิงคะผู้มีพระเกียรติยศระบือไปทั่ว พวกข้าพเจ้ามา ณ ที่นี่เพื่อจะเยี่ยมฤๅษีทั้งหลาย ผู้มีความสำรวมเป็นอันดี และเพื่อที่จะถามปัญหา (อนุสิสสดาบสปฏิสันถารกับพระราชาแล้วกราบทูลท้าวสักกเทวราชผู้เสด็จมา เยี่ยมว่า)
๕๒ท่านยืนอยู่กลางหาวราวกะพระจันทร์เพ็ญ ลอยเด่นอยู่ท่ามกลางเวหาในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ ท่านผู้มีคุณน่าบูชา ข้าพเจ้าขอถามท่านผู้มีอานุภาพมากว่า ในมนุษยโลกเขารู้จักท่านว่าอย่างไร {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๖๐๒} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๗. จัตตาลีสนิบาต] ๒. สรภังคชาดก (๕๒๒) (ท้าวสักกเทวราชสดับดังนั้นแล้วจึงตรัสว่า)
๕๓ท่านผู้ใดในเทวโลกเขาเรียกกันว่า สุชัมบดี ท่านผู้นั้นในมนุษยโลกเขาเรียกกันว่า มัฆวาน ข้าพเจ้านั้นเป็นเทพราชามาถึงที่นี้ในวันนี้ เพื่อจะเยี่ยมฤๅษีทั้งหลายผู้มีความสำรวมเป็นอันดี (ท้าวสักกเทวราชเสด็จลงแล้วเข้าไปหาหมู่ฤๅษี ยืนประคองอัญชลีไหว้อยู่ ตรัสว่า)
๕๔ฤๅษีของพวกเรามีฤทธิ์มาก ประกอบด้วยคุณคือฤทธิ์ ปรากฏในที่ไกล ข้าพเจ้ามีจิตเลื่อมใส ขอนมัสการพระคุณเจ้าผู้ประเสริฐกว่ามนุษย์ทั้งหลายในมนุษยโลกนี้ (ต่อมาอนุสิสสดาบสเห็นท้าวสักกเทวราชประทับนั่งใต้ลมของหมู่ฤๅษี จึงกราบทูลว่า)
๕๕กลิ่นของฤๅษีผู้ที่บวชมานานย่อมออกจากกายฟุ้งไปตามลม ขอถวายพระพร ท้าวสหัสสนัยน์เทวราช ขอมหาบพิตรเสด็จถอยไปจากที่นี่ เพราะกลิ่นของฤๅษีทั้งหลายไม่สะอาด (ท้าวสักกเทวราชตรัสว่า)
๕๖กลิ่นของฤๅษีผู้ที่บวชมานาน ขอจงออกจากกายฟุ้งไปตามลมเถิด พระคุณเจ้าผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายจำนงหวังกลิ่นนั้น ดุจพวงบุปผชาติอันวิจิตรมีกลิ่นหอม เพราะเทวดาทั้งหลายมิได้มีความสำคัญกลิ่นนี้ว่าปฏิกูล (อนุสิสสดาบสลุกจากอาสนะ ขอโอกาสกับหมู่ฤๅษี กล่าวว่า)
๕๗ท้าวมัฆวาน สุชัมบดีเทวราช องค์ปุรินททะจอมเทพ ผู้เป็นใหญ่กว่าภูตพระองค์นั้น ทรงพระยศ ย่ำยีหมู่อสูร ทรงรอคอยโอกาสเพื่อจะตรัสถามปัญหา {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๖๐๓} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๗. จัตตาลีสนิบาต] ๒. สรภังคชาดก (๕๒๒)
๕๘บรรดาฤๅษีเหล่านี้ผู้เป็นบัณฑิต ณ ที่นี่ ใครเล่าหนอถูกถามแล้วจักพยากรณ์ปัญหาอันละเอียดสุขุม ของพระราชาผู้เป็นใหญ่กว่ามนุษย์ทั้ง ๓ พระองค์ และของท้าววาสวะจอมเทพได้ (หมู่ฤๅษีได้ฟังดังนั้นแล้วจึงกล่าวแนะนำว่า)
๕๙ฤๅษีตนนี้ชื่อสรภังคะ มีตบะ เว้นจากเมถุนธรรมตั้งแต่เกิด เป็นบุตรของปุโรหิตาจารย์ ได้รับการฝึกฝนมาเป็นอันดี ท่านจักพยากรณ์ปัญหาทั้งหลายของพระราชาเหล่านั้นได้ (อนุสิสสดาบสยอมรับไหว้สรภังคดาบสแล้วเมื่อจะโอวาท จึงกล่าวว่า)
๖๐ท่านโกณฑัญญะ นิมนต์ท่านพยากรณ์ปัญหาทั้งหลายเถิด ฤๅษีทั้งหลายผู้เป็นคนดีขอร้องท่าน ท่านโกณฑัญญะ ภาระนี้ย่อมมาถึงท่านผู้เจริญด้วยปัญญา นี้เป็นธรรมดาในมนุษย์ทั้งหลาย (ต่อมาพระมหาบุรุษสรภังคดาบสเมื่อให้โอกาส จึงกล่าวว่า)
๖๑มหาบพิตรผู้เจริญทั้งหลาย อาตมาให้โอกาส ขอเชิญตรัสถามปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่งตามพระทัยปรารถนาเถิด เพราะอาตมารู้จักทั้งโลกนี้และโลกหน้าด้วยตนเอง จักพยากรณ์ปัญหาข้อนั้นๆ ถวายมหาบพิตร (พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศความข้อนั้น จึงตรัสว่า)
๖๒ลำดับนั้นแล ท้าวมัฆวานสักกเทวราช องค์ปุรินททะทรงเห็น ประโยชน์ได้ตรัสถามปัญหาข้อแรกตามที่พระทัยปรารถนาว่า
๖๓ในกาลบางคราว บุคคลฆ่าอะไร จึงจะไม่เศร้าโศก ฤๅษีทั้งหลายสรรเสริญการละอะไร บุคคลควรอดทนคำหยาบคายที่ใครในโลกนี้กล่าว นิมนต์บอกเนื้อความข้อนั้นแก่โยมเถิด ท่านโกณฑัญญะ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๖๐๔} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๗. จัตตาลีสนิบาต] ๒. สรภังคชาดก (๕๒๒) (ต่อแต่นั้นพระมหาสัตว์สรภังคดาบสเมื่อจะตอบปัญหา จึงกล่าวว่า)
๖๔ในกาลบางคราว บุคคลฆ่าความโกรธเสียได้จึงไม่เศร้าโศก ฤๅษีทั้งหลายสรรเสริญการละความลบหลู่ บุคคลควรอดทนคำหยาบคายที่ทุกคนกล่าว สัตบุรุษทั้งหลายกล่าวความอดทนนั้นว่า ยอดเยี่ยม (ท้าวสักกะตรัสว่า)
๖๕คำของบุคคลทั้ง ๒ จำพวก คือ คนที่เสมอกัน ๑ คนที่ประเสริฐกว่า ๑ บุคคลอาจจะอดกลั้นได้ แต่บุคคลจะพึงอดทนถ้อยคำของคนที่เลวกว่าได้อย่างไรหนอ นิมนต์บอกเนื้อความข้อนั้นแก่โยมเถิด ท่านโกณฑัญญะ (สรภังคดาบสตอบว่า)
๖๖แท้จริง บุคคลอดทนถ้อยคำของคนประเสริฐกว่าได้ เพราะความกลัว อดทนถ้อยคำของคนเสมอกันได้เพราะการแข่งขันเป็นเหตุ แต่ผู้ใดพึงอดทนถ้อยคำของคนที่เลวกว่าในโลกนี้ได้ ความอดทนนั้นของบุคคลนั้นสัตบุรุษกล่าวว่า ยอดเยี่ยม (ต่อมาพระมหาสัตว์สรภังคดาบสตอบท้าวสักกะแล้ว เมื่อจะประกาศสภาพที่ สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้ประเสริฐเป็นต้นเป็นสภาพที่รู้ได้ยากด้วยอาการเพียงเห็นรูปร่าง เว้นแต่การอยู่ร่วมกัน จึงกล่าวคาถาว่า)
๖๗สภาวะที่ปกปิดไว้ด้วยอิริยาบถทั้ง ๔ บุคคลจะรู้ได้อย่างไรว่า ประเสริฐกว่า เสมอกัน หรือเลวกว่า เพราะว่าสัตบุรุษทั้งหลายย่อมเที่ยวไปด้วยสภาวะที่ผิดรูป เพราะเหตุนั้น บุคคลควรอดทนถ้อยคำของคนทั้งปวง {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๖๐๕} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๗. จัตตาลีสนิบาต] ๒. สรภังคชาดก (๕๒๒) (เมื่อท้าวสักกะหมดความสงสัย พระมหาสัตว์สรภังคดาบสจึงกล่าวคาถาทูลว่า)
๖๘สัตบุรุษผู้มีขันติพึงได้ประโยชน์อันใด ประโยชน์นั้นเสนาแม้หมู่ใหญ่พร้อมด้วยพระราชารบอยู่ก็ไม่พึงได้ เวรทั้งหลายย่อมสงบระงับได้ด้วยกำลังแห่งขันติ (ต่อมาท้าวสักกเทวราชทรงทราบอัธยาศัยของพระราชาทั้งหลายแล้วจึงตรัสถาม ความสงสัยของพระราชาเหล่านั้นว่า)
๖๙โยมขออนุโมทนาคำสุภาษิตของพระคุณเจ้า โยมขอถามปัญหาข้ออื่นกับพระคุณเจ้า ขอพระคุณเจ้าโปรดกล่าวแก้ปัญหานั้น ขอพระคุณเจ้าโปรดบอกถึงคติของพระราชาทั้งหลาย ผู้กระทำบาปกรรมอันร้ายแรง คือ พระเจ้าทัณฑกี ๑ พระเจ้านาฬิกีระ ๑ พระเจ้าอัชชุนะ ๑ พระเจ้ากลาพุ ๑ พระราชาทั้งหลายเหล่านั้นเบียดเบียนฤๅษี พากันไปเกิด ณ ที่ไหน (พระมหาสัตว์สรภังคดาบสตอบปัญหาของท้าวสักกะว่า)
๗๐ก็พระเจ้าทัณฑกีได้ลงโทษกีสวัจฉดาบส เป็นผู้ตัดมูลราก พร้อมทั้งอาณาประชาราษฏร์หมกไหม้อยู่ในนรกชื่อกุกกุฬะ ถ่านเพลิงที่ปราศจากเปลวเพลิงตกต้องกายของพระองค์
๗๑พระราชาพระองค์ใดได้ทรงเบียดเบียนบรรพชิตทั้งหลาย ผู้สำรวม ผู้กล่าวธรรม ผู้สงบ ไม่ประทุษร้าย พระราชาพระองค์นั้นทรงพระนามว่า พระเจ้านาฬิกีระ สุนัขทั้งหลายพากันรุมกัดกิน ทรงดิ้นรนอยู่ในปรโลก {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๖๐๖} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๗. จัตตาลีสนิบาต] ๒. สรภังคชาดก (๕๒๒)
๗๒อนึ่ง พระเจ้าอัชชุนะทรงตกนรกชื่อสัตติสูละ ทรงมีพระเศียรห้อยลง พระบาทชี้ขึ้นเบื้องบน เพราะทรงเบียดเบียนพระอังคีรสโคตมฤๅษีผู้มีขันติ มีตบะ ประพฤติพรหมจรรย์มาช้านาน
๗๓อนึ่ง พระราชาพระองค์ใดได้ทรงตัดบรรพชิตผู้กล่าวขันติ ผู้สงบ ไม่ประทุษร้าย ขาดออกเป็นท่อนๆ พระราชาพระองค์นั้นทรงพระนามว่าพระเจ้ากลาพุ ตกอเวจีมหานรกซึ่งมีความร้อนร้ายแรง มีเวทนาเผ็ดร้อน น่าหวาดกลัว หมกไหม้อยู่
๗๔บัณฑิตได้ฟังเรื่องนรกเหล่านี้ และนรกเหล่าอื่นที่ชั่วช้ากว่านี้ ณ ที่นี่แล้ว พึงประพฤติธรรมในสมณะและพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้กระทำอย่างนี้ย่อมเข้าถึงแดนสวรรค์ (ท้าวสักกะตรัสถามปัญหา ๔ ข้อที่เหลือว่า)
๗๕โยมขออนุโมทนาคำสุภาษิตของพระคุณเจ้า แต่โยมขอถามปัญหาข้ออื่นกับพระคุณเจ้า ขอพระคุณเจ้าโปรดกล่าวแก้ปัญหานั้น บัณฑิตเรียกคนเช่นไรว่า มีศีล เรียกคนเช่นไรว่า มีปัญญา เรียกคนเช่นไรว่า สัตบุรุษ สิริย่อมไม่ละคนเช่นไรหนอ (พระมหาสัตว์สรภังคดาบสตอบปัญหาของท้าวสักกะว่า)
๗๖บุคคลใดในโลกนี้ สำรวมกาย วาจา ใจ ไม่ทำบาปกรรมอะไร ไม่พูดเหลาะแหละเพราะเหตุแห่งตน บัณฑิตเรียกคนเช่นนั้นว่า ผู้มีศีล {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๖๐๗} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๗. จัตตาลีสนิบาต] ๒. สรภังคชาดก (๕๒๒)
๗๗บุคคลใดคิดปัญหาที่ลึกซึ้งได้ด้วยใจ ไม่ทำกรรมอันหยาบช้าซึ่งหาประโยชน์เกื้อกูลมิได้ ไม่ตัดรอนประโยชน์ที่มาถึงตามกาลให้เสียไป บัณฑิตเรียกคนเช่นนั้นว่า ผู้มีปัญญา
๗๘บุคคลใดเป็นคนกตัญญูกตเวที เป็นปราชญ์ มีกัลยาณมิตร และมีความภักดีมั่นคง ช่วยกระทำกิจของมิตรที่ตกยากด้วยความเต็มใจ บัณฑิตเรียกคนเช่นนั้นว่า สัตบุรุษ
๗๙บุคคลใดประกอบด้วยคุณสมบัติทั้งปวงเหล่านี้ มีศรัทธา อ่อนโยน จำแนกแจกทานด้วยดี รู้ความประสงค์ของผู้ขอ สิริย่อมไม่ละคนเช่นนั้น ผู้มีปกติสงเคราะห์ มีวาจาอ่อนหวาน สละสลวย (ท้าวสักกะตรัสว่า)
๘๐โยมขออนุโมทนาคำสุภาษิตของพระคุณเจ้า แต่โยมขอถามปัญหาข้ออื่นกับพระคุณเจ้า ขอพระคุณเจ้าโปรดกล่าวแก้ปัญหานั้น ศีล ๑ สิริ ๑ ธรรมของสัตบุรุษ ๑ ปัญญา ๑ บัณฑิตกล่าวข้อไหนว่า ประเสริฐกว่า (พระมหาสัตว์สรภังคดาบสตอบว่า)
๘๑ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายกล่าวว่า ปัญญาแลประเสริฐที่สุด ดุจดวงจันทร์ราชาแห่งนักษัตรประเสริฐกว่าดวงดาวทั้งหลาย ศีล สิริ และแม้ธรรมของสัตบุรุษย่อมเป็นไปตามบุคคลผู้มีปัญญา (ท้าวสักกะตรัสว่า)
๘๒โยมขออนุโมทนาคำสุภาษิตของพระคุณเจ้า แต่โยมขอถามปัญหาข้ออื่นกับพระคุณเจ้า {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๖๐๘} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๗. จัตตาลีสนิบาต] ๒. สรภังคชาดก (๕๒๒) ขอพระคุณเจ้าโปรดกล่าวแก้ปัญหานั้น บุคคลในโลกนี้กระทำอย่างไร กระทำกรรมอะไร ประพฤติกรรมอะไร คบหาคนอย่างไร จึงจะได้ปัญญา บัดนี้ ขอพระคุณเจ้าโปรดบอกปฏิปทาแห่งปัญญาว่า บุคคลกระทำอย่างไร จึงจะชื่อว่าผู้มีปัญญา (พระมหาสัตว์สรภังคดาบสกล่าวว่า)
๘๓บุคคลควรคบหาท่านผู้เจริญด้วยปัญญา มีความรู้ละเอียดลออเป็นพหูสูต ควรศึกษาเล่าเรียน สอบถาม ฟังคำสุภาษิตโดยเคารพ บุคคลกระทำอย่างนี้ จึงจะชื่อว่าผู้มีปัญญา
๘๔ท่านผู้มีปัญญาพิจารณาเห็นกามคุณ โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และโดยความเป็นโรค เมื่อเห็นแจ้งอย่างนี้ จึงละความพอใจในกามทั้งหลาย ซึ่งเป็นทุกข์เป็นภัยอันใหญ่หลวงเสียได้
๘๕เขาปราศจากราคะแล้ว พึงกำจัดโทสะได้ เจริญเมตตาจิตหาประมาณมิได้ วางอาชญาในสัตว์ทุกจำพวก เป็นผู้ไม่ถูกนินทา เข้าถึงพรหมสถาน (พระมหาสัตว์สรภังคดาบสทราบว่า พระราชาทั้ง ๓ พระองค์ละความกำหนัด ยินดีในเบญจกามคุณได้แล้ว จึงกล่าวคาถาด้วยอำนาจความร่าเริงของพระราชา เหล่านั้นว่า)
๘๖ขอถวายพระพรมหาบพิตรอัฏฐกะ การเสด็จมาของพระองค์ ของพระเจ้าภีมรถ และของพระเจ้ากาลิงคะผู้มีพระยศระบือไปทั่ว ได้มีความสำเร็จอย่างใหญ่หลวง ทุกพระองค์ทรงละกามราคะได้แล้ว {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๖๐๙} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๗. จัตตาลีสนิบาต] ๒. สรภังคชาดก (๕๒๒) (พระราชาทั้งหลายทรงชมเชยพระมหาสัตว์สรภังคดาบสว่า)
๘๗พระคุณเจ้ารู้จิตของผู้อื่นว่า โยมทุกคนละกามราคะได้แล้ว ข้อนั้นเป็นจริงอย่างนั้นแหละ ขอพระคุณเจ้าจงกระทำโอกาสเพื่ออนุเคราะห์ โดยประการที่โยมทุกคนจะบรรลุถึงคติของพระคุณเจ้าเถิด (พระมหาสัตว์สรภังคดาบสให้โอกาสแก่พระราชาทั้ง ๓ พระองค์ว่า)
๘๘อาตมาจะกระทำโอกาสเพื่ออนุเคราะห์ เพราะมหาบพิตรทั้งหลายทรงละกามราคะได้แล้วอย่างแท้จริง ขอมหาบพิตรทั้งหลายทรงแผ่ปีติที่ไพบูลย์ให้แผ่ซ่านไปทั่วพระวรกาย โดยประการที่จะบรรลุถึงคติของอาตมาเถิด (พระราชาเหล่านั้นเมื่อจะทรงยอมรับ จึงได้ตรัสว่า)
๘๙ท่านผู้มีปัญญาเพียงดังแผ่นดิน พระคุณเจ้าจะกล่าวคำใดใด โยมทั้งหลายจะกระทำตามคำพร่ำสอนของพระคุณเจ้านั้นทุกอย่าง จะแผ่ปีติที่ไพบูลย์ไปทั่วกาย โดยประการที่จะบรรลุถึงคติของพระคุณเจ้า (ลำดับนั้น พระมหาสัตว์สรภังคดาบสให้พระราชาเหล่านั้นพร้อมทั้งพลนิกาย บวช เมื่อจะส่งหมู่ฤๅษีไป จึงกล่าวว่า)
๙๐ท่านผู้เจริญทั้งหลาย พวกเราทำการบูชา กีสวัจฉดาบสอย่างนี้แล้ว ขอฤๅษีทั้งหลายผู้เป็นคนดี จงไปยังที่อยู่ของตนเถิด ท่านทั้งหลายจงยินดีในฌาน มีจิตตั้งมั่นในกาลทุกเมื่อ ความยินดีนั้นเป็นคุณชาติประเสริฐสุดสำหรับบรรพชิต (พระศาสดาทรงทราบความนี้แล้วได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า)
๙๑ครั้นได้สดับคาถาซึ่งประกอบด้วยประโยชน์อย่างยิ่ง ที่ฤๅษีผู้เป็นบัณฑิตกล่าวดีแล้ว เทวดาทั้งหลายผู้มียศเหล่านั้น เกิดปีติและโสมนัสอนุโมทนาอยู่ ได้พากันหลีกไปยังเทพบุรี {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๖๑๐} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๗. จัตตาลีสนิบาต] ๓. อลัมพุสาชาดก (๕๒๓)
๙๒คาถาที่ฤๅษีผู้เป็นบัณฑิตกล่าวดีแล้วเหล่านี้ มีอรรถและพยัญชนะอันดีงาม ผู้ใดผู้หนึ่งพึงสดับคาถาเหล่านั้นให้เป็นประโยชน์ พึงได้คุณวิเศษทั้งเบื้องต้นและเบื้องปลาย ครั้นได้แล้ว พึงบรรลุสถานที่ที่พญามัจจุราชมองไม่เห็น (พระศาสดาครั้นทรงรวบยอดเทศนาด้วยพระอรหัตอย่างนี้แล้วประกาศ สัจจะทั้งหลาย ทรงประชุมชาดกว่า)
๙๓สาลิสสรดาบสคือสารีบุตร เมณฑิสสรดาบสคือกัสสปะ ปัพพตดาบสคืออนุรุทธะ เทวิลดาบสคือกัจจายนะ
๙๔อนุสิสสดาบสคืออานนท์ กีสวัจฉดาบสคือโกลิตะ นารทดาบสคืออุทายีเถระ บริษัททั้งหลายคือพุทธบริษัท ส่วนสรภังคโพธิสัตว์คือเราตถาคต เธอทั้งหลายจงทรงจำชาดกไว้อย่างนี้แล สรภังคชาดกที่ ๒ จบ